Group Blog
 
All Blogs
 

รีวิว Blush สัญชาติเยอรมัน

สมัยก่อน... ตอนที่ยังอยู่เมืองไทย เราไม่ค่อยสนใจเรื่องสีบลัชออนเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้ซื้อเองอีกตังหาก ส่วนมากจะใช้เท่าที่มี...คือ คุณแม่ยกให้บ้าง ใช้ตัวที่แถมมาในพาเลทท์บ้าง จำได้ว่าที่ใช้บ่อยสุดคือ บลัชสีชมพูอ่อนของ Stila เพราะปัดง่ายดี จะแต่งตาสีอะไรก็ดูเข้ากันไปหมด

พอย้ายมาอยู่เยอรมัน เริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น ชอบอ่านรีวิว คสอ โน่นนี่.. + เริ่มเห็นความสำคัญของการปัดบลัช ทีนี้ละ...การสะสมบลัชก็ิเริ่มขึ้น 555

เริ่มการรีวิวด้วยบลัชราคาประหยัดจากเยอรมัน
ตัวแรก คือ บลัชจากคอลเลคชั่นพิเศษ 'Cute as Hell' ของ คสอ ยี่ห้อ Essence เบอร์ 01 - Wawawawooo
(ทั้งชื่อทั้งสี... แรงได้อีก)

ถูกมาก ราคาประมาณ 3 ยูโรกว่าๆ เนื้อนุ่ม เม็ดสีแน่นพอประมาณ ออกสีชัดเจน แต่ปัดยาก...เพราะสีชมพู๊.. ชมพู จะปัดทีต้องเคาะสีออกก่อน กับต้องป้ายแบบเบามือมากๆ นิดเดียวก็พอ แต่ออกมาสวยถูกใจ ได้แก้มสีเหมือนแก้มตุ๊กตา ตั้งแต่ซื้อมาเกือบเดือน.. ได้ใช้จริงๆอยู่แค่สองครั้งเอง


ตัวที่สอง จริงๆแล้วเป็น Bronzing powder (เบอร์ 01 - Love to be sunkissed) จากคอลเลคชั่นพิเศษ 'Down on the beach' ของ Essence เมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว แต่เราว่าสีสวยดีและเข้มกว่าสีผิวจริงๆของเราเยอะ เลยเอามาปัดเป็นบลัชซะ ปัดแล้วได้ลุคแบบแก้มสีน้ำตาลแทน มีประกายวิ้งๆวาวๆ ทำให้หน้าเราดูมีมิติขึ้น (เพราะจริงๆแล้วผิวเราขาวซีดมาก) สวยดีค่ะ :-)


ปีที่แล้วเราปัดแก้มสีนี้เกือบทุกวันเนื่องจากฝรั่งที่นี่นิยมแต่งหน้าลุคนี้กัน ตอนกลับไปเมืองไทย... ก็อุตส่าห์เอาบลัชสีนี้กลับไปใช้ด้วย ปรากฏว่า... ปัดแล้วรู้สึกประหลาดๆ เพราะสาวไทยไม่นิยมปัดแก้มสีบรอนซ์กัน พากันแก้มสีชมพูเป็นแถว มีแต่เราแก้มสีน้ำตาลอยู่คนเดียว ฮ่า ฮ่า... เลยต้องหยุดใช้ชั่วคราว + ไปซื้อ Nars สี Orgasm มาปัดแทน (ตามกระแส..)


ตัวที่สามเป็นบลัชโทนสีส้ม (เบอร์ 25) ยี่ห้อ Make Up Factory ซึ่งผลิต คสอ คุณภาพดี ราคาปานกลาง เค้าโฆษณาตัวเองว่าเป็น high end make up คุณภาพและราคาโดยทั่วไปสูสีกับ คสอ เยอรมันอีกยี่ห้อนึง (ชื่อ Artdeco) ปกติเราชอบซื้อแปรงแต่งหน้าจากสองยี่ห้อนี้ค่ะ

ส่วนตัวเราว่าบลัชเค้าเนื้อดีนะคะ เม็ดสีแน่นมาก (เราว่าพอๆกับ MAC เลยล่ะ) เบลนด์ง่ายด้วย เลือกสีนี้เพราะตอนนั้นอยากได้บลัชโทนสีส้มธรรมชาติ วันไหนอยากได้ลุคเป็นสาวทำงาน แบบผู้ใหญ่หน่อย ก็จะหยิบสีนี้มาปัดบางๆค่ะ


ลองป้ายสีที่แขน ไล่จากซ้ายไปขวา - Essence: Wawawawooo >> Essence: Love to be sunkissed >> Make Up Factory # 25
รูปแรกในแสงปกติ


รูปที่สองแบบเปิดแฟลช




 

Create Date : 20 เมษายน 2553    
Last Update : 20 เมษายน 2553 19:18:38 น.
Counter : 806 Pageviews.  

LRP Sunscreen - Anthelios

เห็นคุณ พริกน้ำส้ม ถามความเห็นเรื่องครีมกันแดดของ La Roche Posay ไว้ในบล็อกอันก่อน เราในฐานะแฟนประจำของเวชสำอางยี่ห้อนี้ - เลยขอใช้สิทธิ์รีิวิวครีมกันแดดตัวที่เคยใช้ ให้เพื่อนๆที่สนใจลองอ่านกันเล่นๆดูนะคะ


(เอารูปมาจากเว็บของ LRP)

จะเห็นว่ากันแดด ไลน์ Anthelios มีหลายรุ่นหลายแบบมาก แต่ที่เราใช้อยู่มี 2 ตัวค่ะ คือ Anthelios XL - SPF 50+ Fluid Extreme (รูปบน ขวาสุด) กับ Anthelios W - SPF 40 (ไม่มีในรูปข้างบน)

ตัวแรก Anthelios XL - SPF 50+ Fluid Extreme เป็นกันแดดที่เรารักมากกก....
เพราะกันแดดได้ดีเหลือใจ มีลักษณะเป็น Emulsion สีขาว บางเบา เกลี่ยง่าย แห้งไว ติดทน สามารถกันได้ทั้ง UVA (28 PPD) และ UVB เหมาะสำหรับคนที่มีผิวไวต่อแดด (เช่นเรา) และีคนที่มีผิวผสมถึงผิวมัน ข้อเสียคือทาใหม่ๆจะแอบทำให้หน้าขาว ลอยๆนิดนึง กับรู้สึกว่าทำให้หน้ามัน แต่ถ้ารอสักพัก (ประมาณไม่เกิน 1 - 2 นาที) ให้เนื้อโลชั่นซึมจนแห้ง จะเริ่มรู้สึกว่ากำลังพอดี ไม่มันเกิน ไม่แห้งเกิน และไม่ขาวเกิน สามารถทาครีมรองพื้น ทาแป้ง ฯลฯ ต่อได้ตามสบาย สำหรับเรา... ใช้ตัวนี้แล้วไม่แพ้ค่ะ

ข้อควรระวัง คือ ต้องล้างออกให้หมด อาจต้องพึ่ง Cleanser ช่วยทำความสะอาดผิวหน้านิดนึงก่อนตามด้วยโฟม หรือสบู่ล้างหน้าตามปกติ เนื่องจากตัวมันเป็น Water-resistant

ราคา : มีตั้งแต่ 13 ถึง 19 ยูโรกว่าๆ (ขวด 50 มล.) แล้วแต่ว่าซื้อ ณ ร้านขายยาไหน เพราะแต่ละร้านก็ลดราคาไม่เท่ากัน ที่เราเคยซื้อถูกสุดๆ คือ ซื้อจากร้านขายยาในฝรั่งเศส

ตัวที่สอง Anthelios W - SPF 40
มาในรูปเนื้อครีมสีขาว (แต่หน้าหลอดเขียนว่าเป็นเจล) เนื้อไม่ถึงข้นเกิน แต่ก็มันกว่า หนักกว่า และเกลี่ยยากกว่าแบบ Fluid (แต่ดีกว่ากันแดดของ Vichy ในรุ่นที่คล้้ายๆกัน) อันที่จริงตัวนี้เค้าทำไว้สำหรับทาผิวทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจงสำหรับผิวหน้า แต่เนื่องจากเราแอบงก เห็นตัวนี้ราคาถูกกว่าตัวทาหน้าเยอะ ก็เลยซื้อมาใช้เป็นครีมกันแดดสำหรับหน้าหนาว ซึ่งผลโดยรวมก็โอเค กันแดดได้ระดับนึง กับช่วยกันไม่ให้หน้าลอกในช่วงฤดูหนาวได้ แต่สำหรับอากาศเมืองไทย... คงไม่แนะนำให้เอาตัวนี้มาทาหน้าค่ะ

ข้อเสีย : ทำให้หน้ามัน แถมตัวมันเป็น Highly water-resistant ยิ่งทำให้ล้างออกยากไปอีก

ราคา : หลอดละ 100 มล. หาซื้อได้ในราคาประมาณ 9 ถึง 15 ยูโร

ล่าสุด เห็นว่ามีกันแดดไลน์ Uvidea ทำออกมาเฉพาะผิวชาวเอเชียด้วย ไม่รู้ว่าดีรึเปล่า แต่น่าลองใช้มากๆเลย :-)




 

Create Date : 11 เมษายน 2553    
Last Update : 11 เมษายน 2553 20:26:35 น.
Counter : 986 Pageviews.  

LRP Hydraphase XL vs. Hydraphase Riche

เอารีวิวที่ตัวเองเคยโพสไว้ในเว็ปรีวิว คสอ เว็ปหนึ่ง มาแปะไว้ที่นี่ด้วย เผื่อมีใครสนใจชอบใช้เวชสำอางยีห้อนี้เหมือนเรา



La Roche Posay Hydraphase XL

เป็นเวชสำอางตัวแรกที่ใช้และค้นพบว่าเหมาะกับผิวเรามากๆ จนต้องซื้อมาใช้ต่อ (จำไม่ได้ว่าใช้มาแล้วกี่ขวด รู้แต่ต้องซื้อมาตุนไว้เรื่อยๆ จนกลายเป็น Moisturizer สามัญประจำบ้านเราไปแล้ว)

จำได้แม่นเลยว่าเริ่มใช้ตอนแรกสมัยอยู่เมืองไทย หน้าหนาว.. เกิดอาการผิวแห้งอย่างรุนแรง ลองใช้ครีมตามเคาท์เตอร์ คสอ มาแล้วสารพัดชนิด ก็ยังเอาไม่อยู่ จนไปอ่านรีวิวจากที่ไหนซักที่ เค้า comment LRP ไลน์ Hydraphase ไว้ดีมากๆ เลยจัดการไปซอยมาซะจากเคาน์เตอร์ใน รพ. (ได้ลด 10%) ปรากฏว่า ผิวดีขึ้นทันที จากหน้าปกติที่ลอกเป็นขุยๆ ทาครีม(อื่นๆ)แล้วแสบชะมัด ก็ไม่แสบ ผิวหายลอก รู้สึกผิวหน้าแข็งแรงขึ้น พอย้ายมาอยู่เมืองหนาวก็เลยใช้ต่อ อุณหภูมิถึงติดลบ 5 องศาก็ยังเอาอยู่ เคยนอกใจไปหา คสอยี่ห้ออื่นๆมั่ง แต่ก็กลับมาตายรังทุกที

Positive: เนื้อครีมกำลังเหมาะ ซึมไว ไม่ข้นเกิน ไม่ทำให้หน้ามัน ไม่แพ้ ไม่อุดตัน ราคาไม่แพง รักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้ดีมาก มีกันแดดให้ด้วยนิดหน่อย (SPF 15, UVA 12 PPD)

Negative: ไม่มีส่วนช่วยบำรุงอื่นๆเพิ่มเติม อยากบำรุงหรือเน้นด้านใดเป็นพิเศษ ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ตัวอื่นมาเสริมเอง เช่น Vit C cream ฯลฯ

ราคา: ปกติ 21.50€ แต่ที่ร้านขายยาที่เราซื้อประจำ จะขายประมาณ 16-17€ (เมื่อปีก่อน มีแบบแพ็คคู่ขาย ถูกได้อีก.. แต่ปีนี้ไม่ยักเห็น)

Tip: เหมาะสำหรับใช้เป็น basic moisturizer

ให้คะแนน 9.5/10
ซื้อต่อแน่นอน ถ้ายังไม่เบื่อ

----------------------------------------------------------------------------------

La Roche Posay Hydraphase Riche

ผิดหวังมาก.... นึกว่าจะใช้ดีเหมือน XL แต่พูดตรงๆว่าใช้ตัวนี้แล้วไม่ประทับใจเลย ให้ความชุ่มชื้นไม่พอจริงๆ (ไม่รู้จะตั้งชื่อว่า Hydraphase rich ไว้ทำไม) ขนาดเราลองซื้อมาใช้ตอนหน้าร้อนเพราะเห็นว่าราคาถูกกว่าเจ้าตัว XL เล็กน้อยและคิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ในไลน์ Hydraphase เหมือนกัน กะว่าจะได้ประหยัด ปรากฎว่า ผิวหน้าจากเดิมเคยแข็งแรงดี ก็เริ่มแห้งอย่างเห็นได้ชัด

ราคา: ปกติ 20.50€ (แต่ตอนนั้นเราซื้อ 15.80€ ค่ะ)

ให้คะแนน 6/10
ไม่ซื้อต่อแน่นอน รุ่น Hydraphase XL ดีกว่าเยอะเลย

----------------------------------------------------------------------------------




 

Create Date : 23 มกราคม 2553    
Last Update : 23 มกราคม 2553 16:58:51 น.
Counter : 571 Pageviews.  


auf den ersten Blick
Location :
กรุงเทพฯ Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add auf den ersten Blick's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.