Group Blog
 
All blogs
 

เมื่อท่านนัท ฮันท์ จะเยือนไทย

ท่านติช นัท ฮันท์ ท่านนี้ ผมรู้จักท่านไม่มากนัก จากงานเขียนอันอ่อนโยนของท่าน คือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ และหนังสือที่อ่านยากเล่มหนึ่ง "กุญแจเซน"

ภิกษุชาวเวียดนามผู้เป็นที่รู้จักทั่วโลกในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งการตื่นรู้ผู้นี้ จะเดินทางมาเยือนไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ดูแล้วเป็นงานระดับนานาชาติและเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสท่านมากยิ่งขึ้น



ขอเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่จะบอกต่อว่า
ขอเชิญร่วมเบิกบานกับการเดินทางมานำภาวนาและแสดงปาฐกถาธรรมเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการของท่านติช นัท ฮันห์และภิกษุ ภิกษุณีแห่งหมู่บ้าน พลัม ประเทศฝรั่งเศสกว่า 80 รูป

สอบถามรายละเอียด 085-318-2938,085-318-2939 เชียงใหม่
086-910-9611,089-700-8720




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2550 19:38:38 น.
Counter : 369 Pageviews.  

เดินทางอย่างร่ำรวยทางจิตวิญญาณ (1)

ผมเพิ่งกลับมาจากการเดินทางบนเส้นทางแห่งความงอกงามทางจิตวิญญาณ มีโอกาสได้พบปราชญ์หลายท่านด้วยกัน
ในเดือนมกราทุกๆ ปีจะมีเรื่องดีๆ เช่นที่เพิ่งผ่านมานี้เกิดขึ้นเสมอ ด้วยการที่พี่น้องจิตวิทยาการปรึกษา แห่งจุฬาฯ ที่เป็นมหาบัณฑิตทุกรุ่นจะมารวมตัวกัน พี่ๆ น้องๆ จะได้กลับสู่บ้าน บ้านที่ตั้งชื่อกันตามเดือนที่ได้จัด "บ้านมกรา"

หากจะนับชื่อเรียกตามนามบัญญัติแล้ว ก็สามารถเรียกพี่ๆ น้องๆ แต่ละท่านได้ว่าเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา หากแต่ถ้อยคำที่เรียกแทนคนนั้น คงไม่สามารถเป็นตัวแทนความรู้สึกอิ่มเอม ตื้นตันใจที่พี่น้องมอบให้แก่กันได้ จิตใจที่งดงาม เปิดกว้าง และเสรีต่างหากที่เป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบแก่ความงอกงามทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

เราจัดงานกันที่สถานที่อันร่มเย็น และแฝงไปด้วยภูมิปัญญาอันล้ำค่า ณ อำเภอวังน้ำเขียว โคราช สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ผมจะไม่มีวันลืมได้ ถือว่าเป็นสถานที่ตัวแทนความฝันของคนที่แสวงหาบรรยากาศอันสงบ พอเพียง และอิงธรรมชาติที่ไม่ดัดจริต ธรรมชาติที่ไม่ดัดจริต ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกปรุงแต่งจากสารเคมี จากการตกแต่งอย่างเป็นระเบียบในสายตาหรือค่านิยมใคร ระเบียบต่างๆ ถูกสร้างขึ้นจากธรรมชาติ และมนุษย์ที่นี่ก็เป็นผู้จัดสภาพแวดล้อมให้สมดุลกับธรรมชาติ อยู่อย่างพิ่งพาอาศัย และเกื้อกูล

ผมมีโอกาสได้พบลุงโชค เจ้าของสวน ผู้มีความรื่นเริง พอเพียง และเอื้ออารี ลุงโชคผันชีวิตจากบัณฑิตปริญญาตรี มาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ด้วยการลงมือทำสวนแห่งชีวิต บนเนื้อที่กว่า 70 ไร่ มีต้นไม้ใบหญ้าอุดมสมบูรณ์ กลางพื้นที่แห้งแล้ง ณ วังน้ำเขียว

เมื่อแรกเดินเข้ามา บรรยากาศในสวน ที่มีอากาศเย็นสบาย มีลมโกรกมาเป็นระยะนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศบนเส้นทางที่เราเดินทางเลาะเลียบเขาแต่ละลูกที่มีแต่ความแห้งแล้ง สวนลุงโชคเป็นสถานที่ที่เหมาะที่จะก่อกำเนิดมิตรภาพอันดีงาม ความอบอุ่นเบิกบานใจแก่บ้านมกรา ของชาวจิตวิทยาการปรึกษา อย่างพวกเราเป็นอย่างยิ่ง




 

Create Date : 21 มกราคม 2550    
Last Update : 30 มกราคม 2550 22:36:06 น.
Counter : 221 Pageviews.  

ว่าด้วยความว่าง

เข้ามาดูความว่างแล้วจะเจอได้ยังไงเล่า




 

Create Date : 09 มกราคม 2550    
Last Update : 9 มกราคม 2550 14:28:39 น.
Counter : 205 Pageviews.  

นักจิตวิทยาในเมืองไทยทำอะไร

ถ้ามองในต่างประเทศแล้วจะพบว่า สายงานทางด้านจิตวิทยานั้นเป็นวิชาชีพที่เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก มีการศึกษาทางด้านจิตวิทยากว่าร้อยสาขาในสหรัฐอเมริกา แต่ในเมืองไทยแล้ว กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม

บ่อยครั้งที่นักจิตวิทยาในเมืองไทยถูกรับรู้ผิดๆ

ถ้าใครสักคนบอกว่าตนเองเรียนจิตวิทยา คำถามต่อมาก็จะมีคำถามแนวว่า

โห น่ากลัว มันต้องรู้ใจเราแน่ๆ

  • อ่อ อยู่กับคนโรคจิต
มีปัญหาเองหรือเปล่าถึงได้มาเรียน
  • สงสัยจบไปคงได้ทำงานโรงพยาบาลหรือคลีนิค
อืม เจ๋ง น่าเรียน (แต่ให้เรียนเองหรือเปล่า ไม่อะ)
  • ฯลฯ

    ถ้าจะให้ตอบคำถามเหล่านี้ คงต้องใช้พื้นที่กันหลายย่อหน้าเลยทีเดียว

    ขอย้อนกลับไปที่ต่างประเทศอีกครั้ง ซึ่งต้องปฏิเสธว่าวัฒนธรรมของเขาต่างกับของเรา ที่นั่นเมื่อเขามีความทุกข์ ก็จะไปพบนักจิตวิทยา หรือคนที่ทำงานทางด้านนี้ (หน่วยงานบางหน่วยงานแปลความทุกข์เป็นความเครียด ซึ่งระดับของสองอย่างนี้ต่างกันอย่างเหลือล้น) ซึ่งฝรั่งไม่เข้าใจเรื่องความทุกข์เท่าไหร่หรอก แต่จะเข้าใจว่าเป็นความเครียดมากกว่า คนไทยก็ติดปากตามกันมาด้วย ว่า เครียดเว้ยๆ หรือ จน เครียด กินเหล้า อะไรก็ว่ากันไป

    ผมก็ไม่รู้ว่าไปพบแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล แต่อาชีพนักจิตวิทยาที่นั่นเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูมาก คิดค่าบริการกันชั่วโมงละราวๆ 70 - 100 เหรียญขึ้นไป

    อัตรานี้ในไทยคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
    นักจิตวิทยาในไทยถูกมองข้ามวิชาชีพ หรืออาจไม่เคยถูกมองเห็นว่าเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญมากเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่องค์ประกอบสำคัญของมนุษย์นั้น ส่วนหนึ่งคือร่างกาย อีกส่วนหนึ่งคือจิตใจ หากจิตใจไม่สมบูรณ์พร้อมแล้วก็อาจเหนี่ยวนำให้ร่างกายทรุดโทรมไปด้วย และจิตใจที่เสื่อมทรามก็ย่อมฉุดการกระทำให้ไปในทางที่เสื่อมทรามด้วยเช่นกัน

    อเมริกาที่ว่าเป็นประเทศวัตถุนิยมยังนิยมนักจิตวิทยา ซึ่งทำงานทางด้านจิตใจกันมาก และให้ความสำคัญ เนื่องจากเขารู้จักใช้ประโยชน์ตามสมควร ในเมืองไทยมีนักจิตวิทยาที่ตั้งตัวเองกันมาก บางคนบอกว่าตนเองเป็นนักจิตวิทยาโดยกำเนิด บางคนบอกว่าตนเองเป็นคนมีจิตวิทยาสูง ซึ่งก็มีบางคนที่มีลักษณะเช่นนั้นจริงๆ หากแต่หลายๆ คน การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการอวดอ้างสิ่งที่ไม่มีในตนเองไปเสีย

    แม้บางคนเรียนจิตวิทยามาก็จริง แต่ก็จิตวิทยาที่มี ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตที่ถูกต้องได้เลย

    บทบาทของนักจิตวิทยาในเมืองไทย หากจะเป็นที่รู้จักมากกว่านี้ นอกจากรอกระแสแห่งกาลเวลาแล้ว ยังต้องมีการผลักดันบางอย่างที่ทำให้วิชาชีพนี้ ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างเป็นที่ประจักษ์จริง




     

    Create Date : 01 มกราคม 2550    
    Last Update : 1 มกราคม 2550 17:53:01 น.
    Counter : 8651 Pageviews.  

จิตวิทยา RT (reality therapy)

มีเวลาก็มาอ่านเล่นกันนะครับ
วันนี้จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ จิตวิทยาที่โด่งดังสาขาหนึ่ง
ได้แก่ จิตรักษาแนวเผชิญความจริง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Reality Therapy

Reality Therapy เป็นหนังสือที่ได้มาจากร้านหนังสือมือสองแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ เจ้าของร้านชื่อพี่ส้ม แกเปิดร้านด้วยใจรัก ลงทุนไปไม่น้อย อัธยาศัยดี น่ารัก เอาไว้ไปอีกก็จะต้องแวะไปทักทายอีก มีหนังสือเยอะแยะมากมายให้เลือกในราคาสุดคุ้ม เล่มละ 99 บาท แต่หลังปีใหม่อาจจะขึ้นราคาอีกเล็กน้อยนะ

ถ้าจะเขียนทางวิชาการเกินไป มันก็จะเป็นสเตปเทพเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาจ๋าเกิน อันนั้นเป็นเรื่องที่คงจะดูเป็นจิตวิทยาในห้องทดลองมากไปสักหน่อย เลยเอาพอเท่าที่จับประเด็นได้จากการอ่านไปประมาณสองสามบท

แกนที่เจ้าของแนวคิด RT ก็คือคุณ William Glasser ชื่อเล่นภาษาไทยว่าเจ้าแก้ว ได้เสนอไว้ก็คือ จะช่วยคนที่มีปัญหาทางด้านจิตใจได้ ก็ด้วยการเติมเต็ม ความต้องการ หรือ needs ของเขา ความต้องการนี้หมายถึงความต้องการทางด้านจิตใจ เราคงเข้าใจกันอยู่แล้วว่า คนเราทุกคนล้วนมีชีวิตจิตใจ และมีการสร้างคำเกี่ยวกับใจมากมาย เช่น ได้ใจ เสียใจ เห็นใจ บางทีดันไปเห็นอกก่อนเห็นใจเสียอีก อันนี้ก็ไม่รู้ว่า idiom นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ความต้องการในชีวิตมนุษย์มีสองแบบ คือ ปัจจัย 4 กับ ความต้องการทางด้านจิตใจ และคนที่มีปัญหาทางใจ ถ้าไม่รู้ว่าจะยกใครเป็นตัวอย่าง ก็ลองส่องกระจก แล้วก็เอาคนนั้นนั่นล่ะเป็นตัวอย่างได้ดีที่สุด เดี๋ยวบางท่านอาจจะหาว่าผมดูผิดไป แต่อันที่จริงเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนคนเดินดินอยู่ ก็ยังคงมีปัญหาทางใจอยู่ ไม่ต้องมองที่ศรีธัญญา สมเด็จเจ้าพระยา หรือสวนปรุง มองกระจกแล้วก็ดูใจตัวเองนี่ล่ะ เป็นประสบการณ์ตรงสุด

ปัญหาทางใจนั้นจะแก้ได้ ตามความเชื่อของ Glasser แล้วจะต้องอาศัยความไว้ใจ ความรู้สึกว่าใจเรามีความยอมรับ หรือศรัทธาอะไรสักอย่างหนึ่ง รู้สึกว่าเรามีคุณค่ากับใครคนใดคนหนึ่ง จึงจะสามารถแก้ได้ คนที่ฆ่าตัวตายก็เพราะในภาวะนั้นเกิดภาวะไม่รู้สึกว่าตนจะต้องไว้ใจ หรือเชื่อใจใครได้เลย โลกทั้งโลกเป็นภาวะที่ว้าเหว่ อย่างนั้นก็เลยตัดสินใจกระโดดตึก ก็เป็นภาวะอย่างนั้นไปเสีย

เมื่อมีปัจจัยสองประการคือ คนที่รัก หรือไว้ใจ กับมีสิ่งที่มากระทบใจที่ก่อให้เกิดคุณลักษณะในทางบวกแล้ว ก็จะสามารถแก้ปัญหาทางใจได้ ที่เครียดก็จะหาย หรือทุเลาลง ในแง่นี้ จึงฟันธงไปได้เลยว่า เจ้าแก้วท่านเชื่อว่า ความรักมีอิทธิพลต่อจิตใจคนอย่างมาก ในอันที่จะฟื้นฟู หรือทำให้ใจห่อเหี่ยว และที่สำคัญเลยต้องขีดเส้นใต้ไว้คือ เวลาใครมีปัญหา การที่เราพยายามจะแนะนำทางออกให้เขานั้น ไม่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือเสมอไป บ่อยครั้งที่การแนะนำในภาวะที่ผู้มีปัญหาอยู่ไม่พร้อม กลายเป็นภาวะที่บั่นทอนจิตใจ หรือไม่ก่อให้เกิดผลในทางบวก ต้องรอให้เขาพร้อมก่อนจึงจะเสนอแนะ คือต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจก่อน

เริ่มง่ายๆ แต่ยากที่สุดกับคนใกล้ตัวคุณนี่ล่ะ




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2549    
Last Update : 23 ธันวาคม 2549 21:22:42 น.
Counter : 945 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

KruBomb Thatti
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]





Enlightened Blog แบ่งปันพื้นที่ เพื่อความตื่น ตระหนักรู้ และเบิกบาน
Friends' blogs
[Add KruBomb Thatti's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.