Group Blog
 
All blogs
 
สี่แพร่ง : น่ากลัวสุดตรีน กระชากอารมณ์สุดตัว


ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีหนังที่จะมากระตุ้นต่อมอยากเขียนให้ผมได้พรรณนาเกี่ยวกับหนังพวกนั้นเท่าไหร่นัก

คงต้องมนต์ในเรื่อง "สี่แพร่ง" นี้กระมัง ที่ทำให้ต้องแป้นพิมพ์ของผมในนี้ได้ขยับอีกครั้ง

ผมมีโอกาสได้ไปดูสี่แพร่งมาเมื่อคืนนี้ เล่นเอาหลอนทีเดียวเชียว

บรรยากาศในเรื่องแรก "เหงา" เรื่องนั้นเกี่ยวกับหญิงขี้เหงาคนหนึ่ง ที่เล่นแชท SMS กับคนที่เธอเข้าใจว่าเป็น "คน"แปลกหน้า หนังได้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันฉาบฉวยในยุคที่คำพูดผ่านกระบอกโทรศัพท์นั้นก็สามารถดึงใจส่วนลึกต่อกันไปได้ โดยไม่ได้เห็นหน้าคร่าตา และสะท้อนถึงโลกปัจจุบัน ที่สังคมไทยเรามีความปัจเจกคล้ายกับสังคมตะวันตกมากยิ่งขึ้น

ภาวะเหงาของคนในสังคมก็ยิ่งจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย แต่สาบานได้ว่ามันเป็นภาวะปกติแห่งใจที่ไม่ปกติ
เท่ากับว่าเป็นภาวะที่ไม่ปกติของใจที่ปกติ

แต่ละช่วงแต่ละตอน หนังได้ค่อยๆ คลี่คลายและชวนให้ลุ้นระทึกว่า เมื่อไหร่ "ผี" จะออกมา
ต่างกับหนังผีเดิมๆ ที่ผีออกมากันเป็นๆ ให้เห็นจนเป็นความคุ้นเคยกันไปเลย

จุดที่น่ากลัวในหนังผี ผมว่าไม่ใช่หน้าตาที่เน่าเละ สยองของฝ่ายศิลป์ที่แต่งหน้าตัวละครได้แนบเนียน หรือน่าอ้วกแตกเสียกลางโรงแต่อย่างใด แต่มันอยู่ที่การดำเนินเรื่องให้คนดูเล่นกับความคาดหมายในใจของตนเอง และเอาใจของตนเองเข้าไปจับกับตัวละครในเรื่อง อันหมายถึงการโยงประสบการณ์ของคนดูเข้าไปสู่ตัวแสดงในหนัง

ในเรื่องเหงานี้ ย่อมโยงประสบการณ์คนดูได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอยู่หอคนเดียว และเป็นคนช่าง "เหงา" ผู้กำกับเรื่องนี้เล่นกับอารมณ์คนได้อย่างถูกจุดตรงที่ เขาเห็นถึงจุดที่จะกระตุ้นต่อมความกลัวของคนได้อย่างชัดเจน คือการคาดหรือคิดล่วงหน้าไปก่อนว่า น่าจะเกิดอะไรขึ้น มีหลายๆ ฉาก ที่ชวนให้คิดไปก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อนั้นความกลัวก็สัมผัสใจเข้าแล้ว

ผู้กำกับบีบคั้นอารมณ์กลัวสุดๆ ให้เกิดขึ้นในเรื่อง และในที่สุดช่วงที่คาดว่าจะเกิดไคลแมกซ์ของเรื่อง เขาก็ปล่อยออกมาจริงๆ จนแทบจะช๊อคกันคาโรงได้สำหรับคนขวัญอ่อน ในช่วงท้ายหนังได้แฝงถึงการรักเดียวใจเดียว ไม่เพิกเฉยต่อใจของคนรัก

เป็นหนังสอนศีลธรรมเรื่องหนึ่งกลายๆ ผ่านความกลัว

แม้หนังจะมีถึงสี่เรื่องในเรื่องเดียว แต่ก็ไม่ได้ตัดทอนอารมณ์ในการเชื่อมต่อเรื่องไปสักเท่าใดนักอย่างที่กังวลไว้ในตอนแรก

เรื่องที่สอง "ยันต์สั่งตาย"

หนังดึงคนดูให้เข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งกว่าเรื่องเดิม ด้วยการเล่น ยันต์สั่งตายในฉากสุดท้ายกับคนดู และเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ที่อยากรู้ว่า ยันต์สั่งตายมันเขียนอะไรไว้

ในฉากสุดท้ายเป็นฉากที่กระตุกอารมณ์กลัวได้ไม่มากนัก แต่ก็สะเทือนอารมณ์และความคิดได้นานทีเดียว ว่า แล้วเรามองแล้วจะเป็นอะไรหรือเปล่า (ไม่เป็นไร มีเพื่อนมองอีกหลายคน)

เรื่องนี้ดูจะ "แนว" และคล้ายๆ กับจะสอนศีลธรรมในเรื่องการไม่เบียดเบียน และดำเนินเรื่องราวกับว่าจะให้ "ไอ้สัปเหร่อ" ซึ่งถูกกลั่นแกล้ง เป็นผู้ชนะ แต่ท้ายที่สุด ไอ้สัปเหร่อก็ต้องแพ้ภัยตนเอง โดยความรู้สึกแล้ว ยังทำได้ไม่เนียนเท่าใดนัก กับการวางโครงเรื่อง และดำเนินเรื่องยันต์สั่งตายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที รวมถึงออกแนวแฟนตาซีมากไปสักนิดหนึ่ง ไม่สามารถดึงคนดูให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงประสบการณ์เข้ากับภาพยนตร์ได้มากนัก เนื่องจากในสังคมจริงๆ คงมีน้อยคนที่จะ "เล่นของ" กันกระมัง ดูเรื่องนี้แล้วทำให้คิดถึงเรื่อง "คนเล่นของ" ที่ขายความสยองแต่เพียงอย่างเดียว สินค้าเพียงประการเดียวที่เรื่องนี้ขายได้แก่ ความคลุมเครือต่อการเห็นคนอื่นพบจุดจบ โดยไม่เข้าใจว่าจะเน้นที่สยองหรือน่าตกใจกันแน่ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในตอนดูจึงคลุมเครือ ปะปนกันไปหมด

ถ้าเป้าในเรื่องนี้คือความกลัว ผู้กำกับเรื่องนี้ยิงได้เฉียดๆ ไม่ถึงกับพลาด แต่ก็ไม่แม่นยำเท่าใดนัก

เรื่องที่สาม "คนกลาง"

ดูชื่อเรื่องแล้วก็คิดถึงเพลงแนวรักอกหักเสียมากกว่า

ถือว่าเป็นการจัดตำแหน่งของหนังได้เป็นอย่างดี ไม่ให้คนเป็นโรคหัวใจตายคาโรงไปเสียก่อน

อารมณ์ตลกเข้ามามีส่วนผ่อนคลายความกลัวลุ้นระทึกได้เป็นอย่างดี นับเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัว ไม่ตึงอารมณ์คนดูเกินไปนัก

คุ้นค่าของความรักแห่งเพื่อนเป็นเรื่องสำคัญแก่ผู้กำกับที่สื่อตัวตนของเขาออกมาในเรื่องนี้ หนังมีจุดที่เล่นกับการคาดเดาของใจคน ผ่านมุมกล้อง สีหน้าต่างๆ ล้วนเน้นเพื่อให้เกิดการลุ้นระทึก

ความกลัวเข้ามาหลัวๆ ใจไม่น้อย

ผู้กำกับเรื่องนี้เล่นกับความขัดแย้งในใจคน ระหว่างความเป็นเพื่อน กับความกลัวในตนเอง ว่าระหว่างในแห่งความรักกับความกลัว อย่างใดที่ชนะ

ท้ายที่สุดแล้ว "ความกลัวก็ชนะ" แต่ท้ายที่สุดกว่า มิตรภาพก็ยืนยงกว่าความตาย

ตบท้ายด้วยการหักมุม ที่แสดงถึงกึ๋นที่มีไม่น้อยของผู้กำกับ และก็ไม่ผิดเลย ที่ชื่อของบรรจง จากผลงานเรื่องชัตเตอร์ และแฝด จะถูกจารึกไว้ในชื่อผู้กำกับเรื่องนี้

เรื่องสุดท้าย "เที่ยวบิน 224"

เล่นเอาเสียไม่กล้านั่งสายการบินในเรื่องเอาเสียเลย ถ้าใครเล่นรถไฟเหาะตีลังกา ก็คงอารมณ์ประมาณนั้น ที่ทิ้งจุดไคลแมกซ์ไว้ตอนสุดท้าย แล้วก็จากไปแบบไม่ให้ตั้งตัวกันเลยทีเดียว

สั้นๆ คือ สุดยอดกับเรื่องนี้ ทั้งเรื่องการเล่นกับความกลัว ความขัดแย้งในใจคน และเล่นกับความรู้สึกคนได้ชัดเจนที่สุด

ทั้งสี่เรื่องดูจบแล้วก็ชวนให้ด่า ว่าจะทำหนังน่ากลัวอย่างนี้มาหลอนทำไม

แต่ผมก็ยกย่องในความกล้า



Create Date : 29 เมษายน 2551
Last Update : 29 เมษายน 2551 19:08:05 น. 2 comments
Counter : 309 Pageviews.

 
อยากดู เพราะชื่อผู้กำกับค่ะ

แต่ก็กลัวผีอยู่จับใจ


โดย: thejkpb วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:20:54:24 น.  

 
สุดยอดเลยอ่ะ พึ่งกลับมาจากโรงหนังเมื่อกี้นี่เอง ยังหลอน ๆ อยู่เลย


โดย: bubuzy IP: 58.10.9.228 วันที่: 2 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:01:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

KruBomb Thatti
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]





Enlightened Blog แบ่งปันพื้นที่ เพื่อความตื่น ตระหนักรู้ และเบิกบาน
Friends' blogs
[Add KruBomb Thatti's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.