Either's Blog: Everything Beyond.

EITHER
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เว็บไซต์ของผม
ขายกล้องฟิล์ม กล้องโลโม่ เลนส์มือหมุน
www.foto-analog.com
www.facebook.com/FotoAnalog
ขายของแต่งรถ กรอบป้ายทะเบียน โลโก้ แตร
www.eautorace.com
www.eautoraceshop.com
Gallery ภาพ รับถ่ายรูปงานต่างๆ สินค้า อาหาร
http://either.multiply.com
รวมพลคนรัก Chevrolet
http://www.thaichevyclub.com


------------
ผู้ชม blog ขณะนี้
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด

Custom Search


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add EITHER's blog to your web]
Links
 

 

ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516

ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516



“เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร โดยในเหตุการณ์นี้มีรายงานผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก”

ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประเทศไทยอยู่ภายใต้ความกดดันทางด้านสิทธิและเสรีภาพ เป็นเวลากว่า 16 ปีภายใต้ระบอบ สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส โครงสร้างทางการเมืองแบบเผด็จการและระบบเจ้าขุนมูลนายแบบราชการดำรงอยู่ อย่างหยุดนิ่ง ในขณะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไพศาล การแผ่ขยายระบบอภิสิทธิ์ของกลุ่มข้าราชการ นักการเมือง และกลุ่มธุรกิจเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ ก็ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางเศรษฐกิจสังคมมากมาย เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่างชนบทกับเมือง ระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้รัฐบาลเผด็จการเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ

เหตุการณ์เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งในขณะนั้นจอมพลถนอมจะต้องเกษียณอายุราชการเนื่องจากอายุครบ 60 ปี อีกทั้ง จอมพลประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็มิได้รับการยอมรับเหมือนจอมพลถนอม แต่กลับต่ออายุราชการให้ตนเอง ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการต่าง ๆ สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ประชาชน

29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม มีดาราหญิงชื่อดังในขณะนั้นคือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปด้วย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์นั้นพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิง ที่ถูกล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจ และเกิดคำถามในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่าง เพียงอ้างว่าไปสืบราชการลับเพื่ออารักขานายพล เนวิน จากพม่า

หลังจากนั้นปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่" เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก จำหน่ายได้กว่า 200,000 เล่ม ใน 2 สัปดาห์ และถูกจนขยายผลโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่งออกหนังสือชื่อ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ" เป็นผลให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีฯ สั่งลบชื่อนักศึกษาแกนนำทั้ง 9 คนออก ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การชุมนุมในวันที่ 21 และ 22 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ในระยะแรก การชุมนุมเพียงต้องการให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงรับนักศึกษาทั้ง 9 คนเข้าเป็นนักศึกษาดังเดิม และเรียกร้องให้อธิการบดีลาออก แต่ต่อมาได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชน และ เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายในหกเดือน จนอธิการบดีต้องยอมลาออกและมีการรับทั้ง 9 คนเข้าเรียนตามเดิมเท่านั้น ทำให้กลุ่มผู้นำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ตลอดจนอาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้สนใจ ร่วมกันก่อตั้ง “ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ขึ้น นำทีมโดย นายธีรยุทธ บุญมี นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร นายธัญญา ชุนชฎาธาร และ ในวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2516 กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้นัดสื่อมวลชน เพื่อแถลงข่าวเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การดำเนินงานของกลุ่ม คือ

1. เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้โดยเร็วที่สุดด้วยสันติวิธี

2. ให้การศึกษาทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญตามระบอบ ประชาธิปไตยแก่ประชาชน

3. กระตุ้นเตือนให้ประชาชนเกิดความสำนึกและหวงแหนในสิทธิ เสรีภาพของมนุษยชน โดยดำเนินการอย่างเปิดเผย

และ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความสำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพของตน โดยจะใช้เวลาติดต่อกันสองเดือน ในการรณรงค์ และในระยะแรกจะแจกหนังสือและใบปลิวตามย่านชุมชนต่าง ๆ ตลอดเวลาสองวัน

"กลุ่ม เรียกร้องรัฐธรรมนูญ" ที่ประกอบด้วยสมาชิกจากบุคคลหลายสาขาอาชีพ ทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีตสมาชิกสภาผู้แทน นักการเมือง ข้าราชการ นิสิต นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ นักร้อง ฯลฯ โดยบุคคลทั้งหมดนี้มีความเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที รัฐบาลจะต้องรีบดำเนินการมอบรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศโดยเร็ว จึงได้รวบรวมผู้ที่มีความเห็นพ้องกันมาลงนามจำนวน 100 คน

ซึ่งก่อนหน้านั้น ในเดือนพฤศจิกายน 2514 ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้เขียนจดหมายฉบับประวัติศาสตร์ จากอังกฤษในนามของ เข้ม เย็นยิ่ง (ชื่อรหัสในขบวนการเสรีไทย) ส่งถึง ผู้ใหญ่บ้าน เข้ม เกียรติก้อง (หมายถึง จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกฯในตอนนั้น) มีใจความเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการให้มีรัฐธรรมนูญภายในปี 2515 หรืออย่างช้าข้ามมาปี 2516 อันเป็นการกระทำที่ท้าทายผู้มีอำนาจ จน จอมพลถนอม ต้องลาออกจากการเป็นคณะบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในตอนเช้า สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญทั้งหญิงและชายประมาณ 20 คน นัดชุมนุมกันที่ลานอนุสาวรีย์ทหารอาสา และเริ่มเดินแจกใบปลิวเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันต่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งแจกหนังสือ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 1 เรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจแก่ประชาชนด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยบนปกหลังของหนังสือมีรายชื่อของผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 100 คนด้วย กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญกระจายกำลังออกเดินแจกใบปลิวและหนังสือกลุ่มเรียก ร้องรัฐธรรมนูญ จากบริเวณตลาดนัดสนามหลวง ริมคลองหลอด หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงตลาดบางลำภู ถนนสิบสามห้าง หลังจากนั้นก็รวมตัวกันมุ่งหน้าสู่ศูนย์การค้าปทุมวัน (สยามสแควร์)
จนเมื่อถึงประตูน้ำเวลาประมาณ 14.00 น. ขณะกำลังจะแยกย้ายกันแจกใบปลิว ตำรวจสันติบาลและนครบาลก็เข้าจับกุมกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญทันที โดยจับกุมได้ 11 คน ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน” ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 โดยจับขังนักศึกษาทั้ง 11 คนนี้ไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขนและนำไปขังต่อที่เรือนจำกลางบางเขน จากนั้นจึงได้มีการประกาศจับ นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และตามจับ นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.จ.นครพนม เพิ่มขึ้นอีกในภายหลัง รวมทั้งหมดเป็น 13 คน ภายหลังได้เพิ่มข้อหาร้ายแรงว่า เป็นการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และมีความผิดในลักษณะกบฏต่อราชอาณาจักร โดยห้ามเยี่ยม ห้ามประกันเด็ดขาด ซึ่งบุคคลทั้ง 13 นี้ ได้ถูกเรียกขานว่าเป็น 13 ขบถรัฐธรรมนูญ มีดังนี้

1. นายธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขานุการ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย

2. นายบัณฑิต เฮงนิลรัตน์ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ปี4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. นายบุญส่ง ชโลธร นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4. นายวิสา คัญทัพ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ปี3 มหาวิทยาลัยรามคำแหง

5. นายธัญญา ชุนชฎาธาร นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6. นายปรีดี บุญซื่อ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

7. นายทวี หมื่นนิกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

8. นายชัยวัฒน์ สุระวิชัย อดีตอาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

9. นายนพพร สุวรรณพานิช นักหนังสือพิมพ์ "มหาราษฎร์"

10. นายมนตรี จึงศิริอารักษ์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี ๑ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักหนังสือพิมพ์สังคมศาสตร์ปริทัศน์

11. นายประพันธุ์ศักดิ์ กมลเพชร อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอดีตนักการเมืองแห่งขบวนการรัฐบุรุษ

จับเพิ่มภายหลัง

12. ก้องเกียรติ คงคา นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ ปี ๓ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

13. นายไขแสง สุกใส นักการเมือง (ขอเข้ามอบตัวจากหมายจับ)

โดยกล่าวหาว่า นายไขแสงเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการแจกใบปลิวครั้งนี้ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นครั้งใหญ่แก่มวลนักศึกษา และประชาชนอย่างมาก จนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงของการสอบกลางภาคด้วย แต่ทางองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้ประกาศและติดป้ายขนาดใหญ่ไว้ว่า งดสอบ

เวลา 15.00 น. ที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 28/2516 เรื่อง “การจับกุมกลุ่มบุคคลผู้เรียกร้องให้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ” จอมพลประภาส ประธานในที่ประชุม ชี้แจงว่า มีคอมมิวนิสต์จากต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา และ “เชื่อว่านิสิตนักศึกษาจะสูญเสียไปราว 2 % จากจำนวนเป็นแสนคน จำต้องเสียสละเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง”

วันที่ 9 ตุลาคม เหตุการณ์ นิสิตนักศึกษาหลายสถาบันเริ่มชุมนุม ด้านวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) นักศึกษาประมาณ 1,000 กว่าคน ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักศึกษาราว 2,000 คน ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “กลุ่มนักศึกษาผู้รักชาติ” ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญและโจมตีรัฐบาล มีการติดโปสเตอร์ว่า “เราจะพบกันที่กรุงเทพฯ” ส่วนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สโมสรนิสิตจุฬาฯ ได้แถลงว่า จะร่วมต่อสู้กับองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 12 ตุลาคม 2516 ซึ่งนิสิตส่วนใหญ่จะสอบเสร็จ นักศึกษาแพทย์ศาสตร์ศิริราชได้ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาสมทบที่ธรรมศาสตร์ พร้อมกับมาตั้งหน่วยแพทย์

บ่ายวันเดียวกันสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประชุมฉุกเฉิน มีมติให้ยื่นหนังสือถึงจอมพล ถนอมให้ปล่อย 13 กบฏ และประกาศประท้วงถึงที่สุด เวลา 20.00 น. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า บุคคลทั้ง 13 คน ที่ถูกตำรวจจับกุมมีแผนล้มล้างรัฐบาล และเหตุผลในการจับกุมไม่ใช่เพราะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่จับกุมในฐานะที่มีการกระทำอันเป็นภัยต่อความสงบสุขของพี่น้องประชาชน โดยตลอดคืนที่บริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาประมาณหมื่นคนยังคงชุมนุมอยู่ท่ามกลางสายฝน เพื่อฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาล สลับกับชมการแสดงละครเสียดสีการเมือง จนเกือบเที่ยงคืนฝนตกหนักอากาศหนาว ผู้ชุมนุมจึงย้ายจากลานโพธิ์เข้าไปในหอประชุมใหญ่

วันที่ 10 ตุลาคม ตลอดทั้งวัน นักเรียน นักเรียนอาชีวะ นิสิต นักศึกษาในกรุงเทพฯ จากหลายสถาบันเริ่มทยอยกันมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ แต่ละสถาบันได้ส่งตัวแทนขึ้นพูดอภิปราย ยืนยันหนักแน่นว่าจะหยุดเรียนจนกว่าจะต่อสู้สำเร็จ ขณะเดียวกัน อาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัย เช่น ม. รามคำแหง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ออกแถลงการณ์ โดยเห็นว่าการจับกุมและตั้งข้อหาร้ายแรงเกินกว่าความเป็นจริงเป็นการละเมิด สิทธิขั้นมูลฐานของประชาชน ทางด้านนักศึกษาในต่างจังหวัดก็มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลเช่นกัน เช่น ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานีและสงขลา วิทยาลัยครูนครราชสีมาและวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัด นครราชสีมา วิทยาลัยครูจังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสนที่จังหวัดชลบุรี

14.00 พร้อมกันนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นการฉุกเฉินที่ศูนย์ปฏิบัติการทหารบก (ศ.ป.ก.ท.บ.) สวนรื่นฤดี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองอำนวยการปราบปรามคอมมิวนิสต์ (ก.อ.ป.ค.) และกองบัญชาการทหารสำรอง ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งให้จอมพลประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความสงบ

ต่อมาองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ออกแถลงการณ์ว่า จะดำเนินการประท้วงร่วมกับศูนย์ฯ จนกว่าข้อเรียกร้องจะได้รับการปฏิบัติตาม สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลก็ออกแถลงการณ์ถึงมติของสโมสรฯ ว่าจะยืนหยัดต่อสู้ถึงที่สุด

เย็นวันนั้น นิสิตนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษาและนักศึกษาวิทยาลัยครูเดินทางมายังลานโพธิ์ และประกาศว่า วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรและวิทยาลัยวิชาการศึกษาอีก 8 แห่ง วิทยาลัยสวนสุนันทา วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จฯ วิทยาลัยครูธนบุรี ได้หยุดเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สภาผู้แทนนิสิตและองค์การนิสิตได้มีมติงดสอบตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2516 เป็นต้นไป และยังได้มีการออกแถลงการณ์ของแนวร่วมพลังนิสิตนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียกร้องให้ประชาชนผนึกกำลังกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและรณรงค์ให้ผู้ ถูกจับกุม 13 คน เป็นอิสระ

เมื่อถึงเวลากลางคืน ที่ชุมนุมบริเวณลานโพธิ์มีสถาบันการศึกษาทุกระดับในกรุงเทพฯ ส่งตัวแทนมาร่วม ได้แก่ วิทยาลัยครูทุกแห่ง วิทยาลัยเอกชน 5 แห่ง วิทยาลัยวิชาการทั้งหมด โรงเรียนอาชีวะ และมัธยมสายสามัญ รวมทั้งมหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศ

วันที่ 11 ตุลาคม หลังจากชุมนุมโจมตีรัฐบาลมาตลอดทั้งคืน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจากทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงก็ได้ทยอยหลั่งไหลมายังสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดทั้งวัน จนทำให้มีผู้ร่วมชุมนุมกว่า 6 หมื่นคน

นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประกาศงดสอบแล้วเคลื่อนขบวนมาธรรมศาสตร์ ด้วยรถบัสและรถสองแถวประมาณ 50 คัน นิสิตแพทย์จากศิริราช นักศึกษาวิทยาลัยครูจันทรเกษม นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนคร นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสยาม นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคพระนครเหนือ นักเรียนช่างกลสยาม นักเรียนโรงเรียนช่างกลอุตสาหกรรมบางแค และนักเรียนช่างกล ช่างก่อสร้างจากสถาบันต่าง ๆ ก็มาสมทบกันเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนั้น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน วิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลา วิทยาลัยวิชาการศึกษาพระนคร วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก และวิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา ก็ได้ประกาศงดสอบและหยุดเรียนอย่างไม่มีกำหนด

ทางด้านเวทีอภิปรายศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นหัวหน้าโฆษกประจำเวทีต่อไปตามเดิม และได้มีการนำจดหมายสนับสนุนการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาจากที่ต่าง ๆ มาอ่านให้ที่ชุมนุมฟัง เช่น จดหมายจากนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และออสเตรเลีย จดหมายของกลุ่มกรรมกรไทย เป็นต้น โดยตลอดวันได้มีการเจรจากับรัฐบาลเพื่อขอปล่อยตัวผุ้ต้องหา แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จทางรัฐบาลยืนยันจะสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป

ทางด้านฝ่ายเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้สั่งให้ทหาร 3 เหล่าทัพ เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมพลังของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งออกข่าวถึงหลักฐานในการจับกุมผู้เรียกร้องรัฐ ธรรมนูญ โดยรัฐบาลให้ความมั่นใจว่าเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงแต่อย่างใด และตำรวจในต่างจังหวัดได้รับคำสั่งให้กักรถที่บรรทุกนักเรียนนักศึกษาต่าง จังหวัดไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ

วันที่ 12 ตุลาคม นาย สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้ประกาศ แถลงการณ์ของศูนย์ มีใจความว่า ให้ปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คนภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เที่ยงวันที่ 12 ตุลาคมถึงเที่ยงวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2516 ถ้าไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเป็นที่น่าพอใจ จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้ประชุมตกลงยอมปล่อยผู้ ต้องหาทั้ง 13 คนได้โดยมีการประกันตัว ส่วนข้อกล่าวหา ว่าเป็นกบฏและคอมมิวนิสต์นั้น ให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาล และได้ออกประกาศทางกรมประชาสัมพันธ์

ทาง แกนนำและผู้ที่ถูกควบคุมตัว ต่างก็ไม่ยอมรับเงื่อนไขการประกันตัว ต้องการให้ปล่อยโดยไม่มีเงื่อนไข จึงมีการเจรจารอบสองโดยแบ่งหน้าที่ให้กลุ่มหนึ่งมี นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลและผู้ร่วมทีม ไปเจรจากับรัฐบาลเป็นครั้งสุดท้าย กลุ่มสองให้ นายสมบัติ ธำรงค์ ธัญญวงศ์ขอเข้าเฝ้าในหลวง และกลุ่มสุดท้ายให้นายเสกสรร ประเสริฐกุลควบคุมการเคลื่อนขบวน

สำหรับในต่างจังหวัดเช่นที่เชียงใหม่ อุบลราชธานี ขอนแก่น นครสววรค์ มหาสารคาม พิษณุโลก สงขลา ปัตตานี ลพบุรี อุตรดิตถ์ นครปฐม อยุธยา ชลบุรี นครราชสีมา การประท้วงได้คุกรุ่นเพิ่มขึ้นทุกขณะ พร้อมกันนั้นยังมีการส่งคนมาร่วมชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ด้วย

คืนนั้น การชุมนุมประท้วงดำเนินต่อไป คลื่นมนุษย์เบียดเสียดกันอยู่กว่า 2 แสนคน ซึ่งวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองมิให้ปล่อยลูกหลาน มาร่วมชุมนุม โดยอ้างว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งเตรียมการที่จะใช้อาวุธ ขณะที่ศูนย์นิสิตฯ ก็ออกแถลงการณ์ยืนยันให้รัฐบาลปล่อยตัว 13 ผู้ต้องหาโดยไม่มีเงื่อนไขตามมติเดิม

การเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก (คาดการกันว่ามีราว 500,000 คน) แกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับ พลเอกประภาส จารุเสถียรและคณะนายตำรวจระดับผู้ใหญ่เป็นที่ตกลงเมื่อเกือบเที่ยงวันเสาร์ ที่ 13 ตุลาคมโดยทำสัญญาว่ารัฐบาลจะปล่อยตัวผู้ต้องขังทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2517 ส่วนทางฝ่ายผู้ชุมนุมก็ต้องหาทางให้ฝูงชนสลายตัวโดยเร็วที่สุดทางด้านนายสมบัติก็แจ้งทางศูนย์ฯเมื่อเวลา 14.45 น.ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักศึกษาจัดตัวแทนเข้าเฝ้าได้

ตกเย็นคณะนักศึกษาเข้าเฝ้าในหลวงประกอบด้วย กรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย 9 คน ได้แก่

1. นายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

2. นาย กนก วงศ์ตระหง่าน รองเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยฝ่ายการเมือง

3. นายวีระ จันทแจ้ง นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

4. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล นายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5. นายสมพงษ์ สระกวี นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง

6. นายพีระพล ตรียะเกษม นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

7. นายประยงค์ เต็มชวาลา นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล

8. นายสมนึก รุ่งเจริญกิจกุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร

9. นายสมควร มาสมบูรณ์ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายประสารไปลงนามในสัญญาแล้วเลยไปรับตัวทั้ง 13 คนเพื่อจะพามาแสดงตัวให้ผู้ชุมนุมเห็น ส่วนนายเสกสรร ซึ่งเห็นว่าฝูงชนเริ่มระส่ำระสายได้สั่งให้เคลื่อนฝูงชนโดยไม่ได้รอพบตัวแทนอีก 2 กลุ่ม

ปัญหา เกิดขึ้นในตอนนี้ที่ แกนนำที่ไปเจรจาและเข้าเฝ้ายังไม่ได้แจ้งข่าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่นายเสกสรร ดูแลอยู่ทราบอะไร จึงตัดสินใจเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาในเวลา 17.30 น.ระหว่างขบวนกำลังเคลื่อนอยู่นั้น กลุ่มที่ได้ทราบประกาศจากกลุ่มที่เข้าเฝ้าว่าทั้ง 13 คนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข และจะได้รัฐธรรมนูญภายใน ตุลาคม 2517 แต่กระนั้นฝูงชนเริ่มเรียกร้องว่าจะเอารัฐธรรมนูญเร็วกว่านั้น

ทาง ฝั่งท้ายขบวนยังอยู่ที่สะพานมัฆวานยังไม่ทราบเรื่อง ที่ยังไม่ได้รับการติดต่อจากศูนย์ ก็เริ่มควบคุมฝูงชนไม่ได้ ต่อมานายเสกสรรจึงให้เคลื่อนพระบรมรูปทรงม้ามุ่ง หน้าสวนจิตรลดาเพื่อขอพึ่งพระบารมี จนได้พบและทำความเข้าใจกับนายธีรยุทธ บุญมี เวลา 14.30 น.พ.ต.อ. วสิษฐ์ เดชกุญชร ได้อันเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอ่าน

เช้าวันที่ 14 ตุลาคม เมื่อทุกคนได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีจบลงก็ได้ให้แยกย้ายกันกลับบ้านในเวลา 6.00 น. ระหว่างที่ฝูงชนกำลังแยกย้ายกลับนั้น ด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายตัวกลับทางหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน ด้วยความที่ไม่เข้าใจกันจึงเกิดการกระทบกระทั่ง การปะทะกันกลายเป็นการจลาจลจึงพยายามฝ่าด่านคอมมานโดออกไป จนต้องมีการสั่งให้ตำรวจใช้กำลังต่อต้านกลุ่มที่พยายามฝ่าด่าน มีการยิงแก็สน้ำตาจนมีคนพยายามหนีเข้าในเขตวัง แล้วขว้างก้อนหินออกมา ฝ่ายกลุ่มคนที่ล่วงหน้ากลับไปยังธรรมศาสตร์ได้ข่าวว่าตำรวจตีประชาชนก็โกรธ แค้น หาว่าหักหลัง จึงเรียกให้กลับไปพร้อมที่ธรรมศาสตร์

เวลา 09.30 น. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้กระจายเสียงแถลงการณ์ของจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี บิดเบือนว่ามีนักเรียนและผู้แต่งกายคล้ายทหารก่อวินาศกรรม บุกเข้าไปในสวนจิตรลดาฯ และสถานที่ราชการ โดยมุ่งหมายที่จะลบล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลจึงขอประกาศว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเจ้าหน้าที่จะเข้าระงับสถานการณ์อย่างเด็ดขาด ซึ่งขณะนั้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจการของ พันเอกกณรงค์ กิตติขจรได้รายงานกลับไปว่ามีการซ่องสุมผู้คนและอาวุธ จนกระทั่งเวลา 10.30 น.ก็มีรถถังระดมยิงเข้าใส่กลุ่มนักศึกษาล้มกันระนาว เหตุการณ์ได้บานปลายลุกลามออกไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ ทหารและตำรวจออกปราบฝูงชนโดยใช้ทั้งอาวุธปืน รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ มีการต่อสู้ปะทะกันตลอดสายถนนราชดำเนินตั้งแต่ผ่านฟ้าถึงสนามหลวง โดยเฉพาะที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ กรมสรรพากร กองสลากกินแบ่ง โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตึก ก.ต.ป. กองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า รวมทั้งบริเวณสถานีตำรวจชนะสงครามและย่านบางลำภู

นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ก็เริ่มตอบโต้กลับรุนแรงมากขึ้น มีการยิงและปาระเบิดขวดตอบโต้ทหารตำรวจเป็นบางจุด มีการบุกเข้ายึดและทำลายสถานที่บางแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเผด็จการคณาธิปไตย สำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล ตึก ก.ต.ป. และป้อมยามถูกเผา บางคนได้ขับรถเมล์ รถขยะและรถบรรทุกน้ำของเทศบาลวิ่งเข้าชนรถถัง ศพวีรชนที่สละชีวิตหลายคนถูกแห่เพื่อเป็นการประจานความทารุณของทหารตำรวจและชักชวนให้ประชาชนไปร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาก็ลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลศิริราชทางเรือตลอดเวลา

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ออกแถลงการณ์โจมตีนักศึกษาประชาชนผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีคำสั่งให้ปิดสถาบันการศึกษาของรัฐในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการทุกแห่ง และประกาศไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านในเวลากลางคืน

ช่วงค่ำ วันที่ 14 ตุลาคม จอมพลถนอมได้ประกาศลาออก และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกแทน แล้วแต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เพราะประชาชนยังไม่วางใจเพราะจอมพลถนอมยังอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เหตุการณ์จึงยังไม่สงบโดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้งหลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมง เมื่อนักศึกษาพยายาม พุ่งรถบัสที่ไม่มีคนขับเข้าใส่สถานีตำรวจ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเนื่องจากผู้ชุมนุมนับพันยังไม่วางใจในสถานการณ์ ได้มีการประกาศท้าทายกฎอัยการศึกใน เวลา 22.00 น. และ ประกาศว่าจะอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้งคืนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ถูก หลอกอีกครั้ง

วันที่ 15 ตุลาคมเวลา 08.15 น. สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้กระจายเสียงประกาศของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ให้ราชการในกรุงเทพฯ หยุดเป็นเวลา 3 วัน โดยเหตุการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารส่งกำลังเข้ามาเสริมตามจุดต่าง ๆ ที่มีการจลาจล ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วกรุงเทพฯ ไม่ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ แต่ตั้งรับอยู่ในแต่ละสถานีโดยไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ หลายโรงพักถูกปล่อยร้าง

แต่แล้วเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. กองบัญชาการทหารสูงสุดกลับออกประกาศว่าผู้ก่อการจลาจลไม่ใช่นิสิตนักศึกษา แต่เป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ อย่าเชื่อข่าวลือที่ว่าทหารตำรวจทำร้ายนิสิตนักศึกษา และขอให้ประชาชนแยกออกจากผู้ก่อการจลาจล เพื่อที่ราชการจะได้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ให้สิ้นซากโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ทางด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า ประชาชนได้ช่วยกันปาระเบิดเพลิงเข้าไปจนถูกไฟไหม้อย่างหนัก จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องถอนกำลังออกไป จากนั้นก็มีประชาชนบุกเข้าไปเผาสถานีตำรวจนางเลิ้งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันด้วย

ซึ่งในตอนหัวค่ำวันที่ 15 ได้มีประกาศว่า จอมพลประภาส พ.อ. ณรงค์และบริวารได้เดินทางออกนอกประเทศไปยังไทเป ส่วนจอมพลถนอม และครอบครัว เดินทางไปขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาในคืนถัดมา เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง

วันที่ 16 ตุลาคม ผู้ชุมนุมและประชาชนต่างพากันช่วยทำความสะอาดพื้นถนนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อเวลา 17.30 น. โดยมีมติให้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่

คณะรัฐมนตรี มีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน โดยไม่มีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วยเลย และใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่ร่าง โดยเรียกกันว่า สภาสนามม้า จนนำไปสู่การเลือกตั้งในต้นปี พ.ศ. 2518 ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น มีคำเรียกว่าเป็น “ยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพ” แต่ทว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศรอบด้าน แม้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไข สถานการณ์ได้ จนนำไปสู่เหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา

นอกจากนี้แล้วเหตุการณ์ 14 ตุลา นับเป็นการลุกฮือของประชาชน (People's uprising) ครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 20 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคประชาชนในประเทศอื่น ๆ ทำตามในเวลาต่อมา เช่น ที่ เกาหลีใต้ในเหตุการณ์จลาจลที่เมืองกวางจู เป็นต้น

พ.ศ. 2546 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์กำหนดให้วันที่ 14 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันประชาธิปไตย" เป็นวันสำคัญของชาติ ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี

วันที่ 21 พฤษภาคม 2553

ที่มา : รวบรวมจากเว็บไซต์ต่างๆ




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2553 23:58:49 น.
Counter : 1047 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.