Group Blog
 
All blogs
 

5.มรรค ควรทำให้เจริญ

ทำอย่างไรที่จะไม่แพ้ตัณหาหรือจะเป็นนายของตัณหาในใจของตนเองได้?
วิธีในทางพุทธศาสนาคือ มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับทุกข์

มรรคมีองค์ ๘ นี้ ไม่ใช่หมายถึง ๘ ทาง แต่ว่าเป็น เอโกมรรคโค
คือเป็นทางอันเดียว ซึ่งประกอบด้วยองค์คุณ หรือองค์สมบัติ ๘ ประการ

วันนี้นำมาฝากชาวห้องศาสนา จะได้นำปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ครับ

สัมมาทิฐิ

สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ คือรู้เห็นในทุกข์ รู้เห็นในเหตุให้เกิดทุกข์ รู้เห็นในความดับทุกข์ รู้เห็นในทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ กำหนดดูทุกข์ที่ตนประสบทุกข์ ดูให้รู้ทุกข์ที่ประสบนั้นที่ตน ดูว่าเบญจขันธ์ซึ่งเกิดมาเป็นชาติ
คือ ความเกิด ก็ต้องแก่ ต้องตายเป็นธรรมดา และเมื่อมีความยึดถือในเบญจขันธ์นั้น ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เมื่อเบญจขันธ์นั้นเป็นทุกข์ต่าง ๆ ดังกล่าว เราจึงเป็นทุกข์ไปด้วย ดูเราที่พลอยเป็นทุกข์ไปกับเบญจขันธ์นี้
และดูเหตุให้เกิดทุกข์ คือดูตัวตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากที่ใจ ว่าจิตใจที่ยังมีความดิ้นรนทะยานอยากอยู่เป็นตัวก่อให้เกิดทุกข์ต่าง ๆ ดูความสงบทุกข์ คือ ดูจิตใจที่ปลอดโปร่งจากความดิ้นรนทะยานอยาก เพราะความดิ้นรนทะยานอยากนั้นสงบดังเช่นในบัดนี้
เมื่อความดิ้นรนทะยานอยากซึ่งเป็นตัวตัณหาในจิตสงบ ความทุกข์ทางใจก็สงบ นี้ก็เป็นความดับทุกข์แม้ชั่วคราว ดูความดับทุกข์ในจิตแม้ชั่วคราวนี้ และดูตัวความรู้ความเห็นที่ทำให้เกิดความดิ้นรนทะยานอยากสงบ
คือความดิ้นรนทะยานอยากสงบลงได้ด้วยความรู้ความเห็นอันใด ก็ดูความรู้ความเห็นอันนั้น นี้ชื่อว่าดูธรรม เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และมรรคที่ตนเท่าที่มีอยู่เป็นไปอยู่

สัมมาสังกัปปะ

สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ คือดำริออกจากกาม ดำริไม่พยาบาท มุ่งร้ายใคร ดำริไม่เบียดเบียน กำหนดดูความดำริที่จิต คือความตรึกความตรอง หรือรวมเรียกว่าความคิดที่จิต ว่ามีความคิดอย่างไร
เมื่อมีความคิดอย่างไร เมื่อมีความคิดออกจากกาม คือมีความคิดกำหนดธรรม ที่ไม่ชักนำให้เกิดความรักใคร่ ปรารถนาพอใจในเรื่องรูป เรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส เรื่องโผฏฐัพพะ อันเป็นทางกาม ก็ให้รู้ว่ามีความดำริในทางออก
เมื่อมีความคิดไม่มุ่งร้าย เมื่อมีความคิดไม่เบียดเบียน ก็ให้รู้ว่ามีความดำริไม่เบียดเบียน ดูความดำริ คือ ความตรึก ความตรอง หรือความคิดที่ใจให้รู้

สัมมาวาจา

สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเหลวไหล กำหนดดูที่จิตของตนว่า มีความคิดเป็นตัววิรัติคือ ตัวงดเว้นดังกล่าวหรือไม่
เมื่อกำหนดดู รู้เห็นว่ามีตัววิรัติคือ ความงดเว้นที่จะพูดดังกล่าว ก็ชื่อว่ามีสัมมาวาจา เจรจาชอบ ไม่ต้องพูด นิ่งอยู่นั่นเอง ด้วยวิรัติ ก็ชื่อว่าเป็นสัมมาวาจาได้

สัมมากัมมันตะ

สัมมากัมมันตะ การงานชอบ คืองดเว้นจากการฆ่า เว้นจากการลัก เว้นจากความประพฤติผิดประเพณีในทางกาม หรือเว้นจากอพรหมจริยกิจ ตรวจดูจิตของตนว่าวิรัติ คือยกเว้นที่จะประพฤติดังกล่าวหรือไม่
เมื่อพบว่ามีวิรัติอยู่ก็พึงทราบว่าเป็นสัมมากัมมันตะ การงานชอบ ไม่ต้องทำอะไร เมื่อมีวิรัติอยู่ดังนั้น ก็เป็นสัมมากัมมัตะได้

สัมมาอาชีวะ

สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากการเลี้ยงชีวิตในทางที่ผิด ดำเนินเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ กำหนดดูที่จิตว่า ชีวิตคือความเป็นอยู่ในบัดนี้ เป็นอยู่ด้วยปัจจัยเครื่องอาศัยสำหรับเลี้ยงชีวิตอันได้มาในทางที่ชอบ หรือในทางที่ผิด
เมื่อพบว่าชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัจจัยเครื่องอาศัยที่ได้มาในทางที่ชอบ ก็ชื่อว่ามีสัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบได้

สัมมาวายามะ

สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือเพียรชอบ ได้แก่ พยายามป้องกัน ไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น พยายามละอกุศลที่เกิดแล้ว พยายามทำกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น พยายามทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ดำรงอยู่และเพิ่มเติมให้มากขึ้น
ตรวจดูอกุศลและกุศลที่จิตของตน เพราะว่าจิตนี้เป็นเบื้องต้นของอกุศล คือ บาปและกุศลคือบุญทั้งหมด และตรวจดูออกไป ตลอดถึงกรรม คืองานที่ทำอันเนื่องจากจิตว่าเป็นอย่างไร ถ้าพบว่าจิตคิดจะทำอกุศลหรือทำบาป ก็เพียรพยายามป้องกันจิตไม่ให้ทำ
ถ้าตรวจดูพบว่าได้เคยประกอบอกุศล หรือบาปมาแล้ว จิตก็ได้คิดที่ทำบาปมาแล้ว ก็เพียรพยายามละคือไม่ทำอีก การบาปนั้นบุคคลสามารถจะเว้นได้ คือ สามารถที่จะไม่ทำได้ แต่ยังไม่ได้ทำ ก็เพียรพยายามทำ ความดีอันใด ที่ทำแล้วก็เพียรพยายามรักษาความดีนั้นไว้
และตั้งใจส่งเสริมเพื่อจะทำความดีนั้นให้เจริญมากขึ้น ในเรื่องนี้ต้องอบรม ความพยายามคือ ความเพียร ความเพียรนั้น แปลว่าความเป็นผู้กล้า คือต้อง มีความกล้า ที่จะละความชั่ว และที่จะทำความดี ทำไมจึงต้องกล้า ก็เพราะมีอุปสรรค
อุปสรรคนั้นเป็นตัวกิเลสในจิตของตนก็มี เป็นเหตุการณ์แวดล้อม ภายนอกก็มี ที่เป็นตัวกิเลสในจิตของตนนั้น ก็คือตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือความดิ้นรนปรารถนา ที่จะชักนำ ให้เว้นจากความดี แต่ให้ทำความชั่ว
เหตุการณ์แวดล้อมภายนอกนั้น คือบุคคลหรือวัตถุ หรือเหตุต่าง ๆ ข้างนอกที่เป็นเครื่องชักนำจะให้ทำความชั่ว จะให้เว้นความดี เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าจิตมีความอ่อนแอไม่กล้าแข็ง ก็จะพ่ายแพ้ต่อกิเลสในใจของตนเอง
พ่ายแพ้ต่อเหตุกราณ์แวดล้อมภายนอกดังกล่าวมาแล้ว จึงเว้นจากความดี และทำความชั่วต่าง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงต้องอบรมความเพียรคือความเป็นผู้กล้า
หมายความว่าต้องมีจิตใจกล้าแข็งพอที่จะเอาชนะกิเลสในใจของตนเอง ที่จะเอาชนะเหตุการณ์แวดล้อมภายนอก และละเว้นจากความชั่ว ทำความดีดังกล่าวแล้ว
ฉะนั้น จึงให้ตรวจดูจิตใจ ว่ามีความเพียร คือ ความกล้าที่จะเอาชนะกิเลสในใจของตนเอง และที่จะเอาชนะเหตุการณ์ภายนอกดังกล่าวหรือไม่ และที่จะเอาชนะความเกียจคร้านเฉื่อยชาหรือไม่
ถ้ามีจิตใจกล้าแข็ง ไม่อ่อนแอ ไม่เกียจคร้านเฉื่อยชา ก็จะสามารถละความชั่ว และทำความดีได้ ความชั่วอะไร ๆ ก็สามารถจะละได้ ความดีอะไร ๆ ก็สามารถจะทำได้ ถ้าจิตใจมีความเข้มแข็ง และไม่เกียจคร้านเฉื่อยชา มีความขะมักเขม้นอย่างเพียงพอ
เมื่อตรวจดูจิตใจของตนพบว่ามีความกล้าแข็งมีความขะมักเขม้นที่จะละความชั่ว และที่จะทำความดี ก็พึงทราบว่า มีสัมมาวายามะ ความเพียรชอบ

สัมมาสติ

สัมมาสติ ระลึกชอบ ตรวจดูความระลึกที่เป็นตัวสติในจิตของตนว่า เป็นอย่างไร ระลึกไปในเรื่องอันใด ถ้าระลึกไปในเรื่องที่ทำให้เกิดราคะ หรือ โลภะ โทสะ และโมหะ ก็ไม่ใช่สัมมาสติ
ราคะ โลภะ โทสะ และโมหะ หรือจะเรียกให้สั้นเพียง ๒ ว่า ความยินดีและความยินร้าย เป็นเรื่องที่สติคือความระลึกนำให้เกิดทั้งนั้น คือจิตจะต้องระลึกคือแล่นหวนไปจับเอาเรื่องที่น่ายินดี เข้ามาจึงเกิดยินดี ไปจับเอาเรื่องที่น่ายินร้ายเข้ามาจึงเกิดความยินร้าย
สติจึงเป็นตัวนำกิเลสดังกล่าวเข้ามาเกิดที่จิต อันนี้ไม่ใช่สัมมาสติ สัมมาสตินั้น ต้องเป็นตัวระลึก คือจิตจะต้องแล่นหวนไปในเรื่องที่จะนำให้เกิดความสงบยินดี ความสงบยินร้าย ที่จะทำจิตให้สงบ ให้บริสุทธิ์สะอาด
คือ ระลึกตรวจดูกายทั้งหมดของตนเอง ดังที่แสดงมาโดยลำดับในหมวดกายานุปัสสนา ตรวจดูเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นกลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ดังแสดงในหมวดเวทนานุปัสสนา ตรวจดูจิตว่าจิตเป็นอย่างไร ดังแสดงในหมวดจิตตานุปัสสนา
ตรวจดูธรรม ดังแสดงในหมวดธรรมานุปัสสนา ที่ได้กล่าวมาโดยลำดับ โดยย่อก็คือ ระลึกดูกายของตน ดูเวทนาของตน ดูจิตของตน ดูธรรม คือเรื่องในจิตของตน ดูให้ปรากฏอยู่ในจิตว่า กายเป็นอย่างไร เวทนาเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร เรื่องในจิตเป็นอย่างไร
ให้ส่วนเหล่านี้มาเป็นตัวอารมณ์ คือเป็นเรื่องที่ปรากฏชัดอยู่ในจิต คือเมื่อกำหนดดูกายส่วนใด ก็ให้กายส่วนนั้นมาปรากฏเป็นอารมณ์ชัดอยู่ในจิต เวทนาให้ปรากฏชัดเป็นอารมณ์อยู่ในจิต จิตเป็นอย่างไรก็ให้ปรากฏชัด ธรรมคือเรื่องในจิตก็ให้ปรากฏชัด
นี้ชื่อว่าดูภายนอก คือดูให้ปรากฏโดยเป็นอารมณ์รวม ๆ คราวนี้ก็กำหนดดูให้ซึ้งเข้าไปว่า ส่วนเหล่านี้มีความเป็นอย่างไร เป็นอันหนึ่งอันเดียวอยู่ หรือมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ก็จะรู้สึกตามความเป็นจริงชัดลงไปว่า ส่วนเหล่านี้ไม่ได้มีเป็นอันหนึ่งอันเดียว แต่ก็มีเกิดดับอยู่เสมอ กายก็มีเกิดดับอยู่เสมอ เวทนาก็เหมือนกัน จิตก็เหมือนกัน ธรรมคือเรื่องในจิตก็เหมือนกัน
ดูกาย เวทนา จิต ธรรม ที่เกิดและดับอยู่นี้ ชื่อว่าดูภายใน ก็คือดูจนความเกิดและดับของอาการเหล่านี้ปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเกิดความยินดียินร้ายในอะไร เพราะว่าเกิดดับอยู่เสมอ
ยินดียินร้ายไม่ทัน ที่จะมีความยินดียินร้ายในสิ่งใดก็เพราะไม่เห็นเกิดดับในสิ่งนั้น เห็นแต่สิ่งนั้นเกิดปรากฏอยู่เสมอไม่ดับ
แต่เมื่อกำหนดดู อยู่จนเห็นเกิดดับเสมอแล้ว ยินดียินร้ายก็ไม่เกิดหรือว่าเกิดไม่ทัน สิ่งที่จะเป็นที่ตั้งของความยินดียินร้ายนั้นไม่พอที่จะตั้งอยู่ให้ยินดียินร้าย เพราะว่าเมื่อเกิดแล้วก็ดับ ความยินดียินร้ายก็ไม่มีที่ตั้งจะเกิด ตั้งอยู่ไม่ทัน
กำหนดดูสติคือความรู้สึกว่าเป็นอย่างไร ถ้ารู้ว่าสติของตนกำหนดอยู่ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน เพียงสติรวมเข้ามาแม้ในวาระเริ่มแรก ไม่ซัดส่ายออกไปในอารมณ์ข้างนอก รวมเข้ามาในภายในก็ชื่อว่าเริ่มเป็นสัมมาสติ
และเมื่อสตินี้มีความสมบูรณ์ว่องไวทันที่จะกำหนดจับ ความเกิด ความดับ ก็จะเป็นเครื่องห้ามความยินดียินร้ายได้ เป็นสติที่ตั้งมั่นที่สมบูรณ์ ที่ว่องไว กำหนดดูสติของตน เมื่อเห็นว่าเป็นสติที่มีลักษณะดังกล่าว ก็ชื่อว่าเป็นสัมมาสติ

สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ ก็คือตั้งใจให้เป็นสมาธิ เมื่อกำหนดอารมณ์อันใด ก็กำหนดให้แน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันนั้น ทั้งนี้ก็ด้วยอาศัยสติ สตินั้นระลึกอยู่ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม
สมาธิก็ประมวลให้ตั้งมั่นแน่วแน่ อยู่ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ถ้าสติระลึก แต่สมาธิไม่ตั้งมั่นแน่วแน่ ความรู้ความเห็นต่าง ๆ ก็เกิดไม่ได้ หรือว่าสมาธิจะตั้งมั่นแน่วแน่ แต่สติไม่ระลึก สมาธิก็ตั้งไม่ได้
ฉะนั้น จึงต้องมีควบคู่กันไป สติระลึกไปในเรื่องอันนั้น ตรวจดูสมาธิ คือความตั้งใจแน่วแน่ในจิตของตนว่าเป็นอย่างไร ถ้าจิตยังซัดส่ายไม่ตั้งมั่นแน่วแน่ สมาธิก็ยังไม่เกิด ต่อเมื่อตั้งจิตมั่นแน่วแน่ควบคู่กันไปกับสติ อย่างสูงเรียกว่า ฌาน จึงจะเป็นสัมมาสมาธิตั้งใจชอบ

สรุปมรรค ๘ ลงในไตรสิกขา (ข้อที่พึงศึกษาปฏิบัติ)

มรรคมีองค์ ๘ นี้ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ รวมเป็น ศีล เมื่อสรุปลงให้สั้น ก็คือตัวปกติจิต คือ จิตที่เป็นปกติเรียบร้อย ประกอบด้วยวิรัติ คือความงดเว้น ไม่คิดที่จะล่วงละเมิดในทางผิด
ฉะนั้น ตรวจดูจิต เมื่อพบว่าจิตเป็นปกติ ก็ชื่อว่าเป็นศีล และก็เป็นสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะอยู่ในตัว ไม่ต้องกำหนดอะไรมาก กำหนดดูว่าจิตเป็นปกติหรือไม่เท่านั้น เมื่อจิตปกติก็เป็นศีล
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ รวมเป็น สมาธิ คือตัวความสงบตั้งมั่นของจิต จึงตรวจดูจิตว่า สงบ ไม่ซัดส่าย ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่มุ่งจะตั้งใจแน่วแน่หรือไม่ เมื่อพบว่า จิตสงบ ตั้งมั่น ก็เป็นสมาธิ ไม่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ดูตัวสงบตั้งมั่นอันเดียวเท่านั้น
สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ รวมเป็น ปัญญา คือ ตัวรู้ ตรวจดูจิตว่ามีตัวรู้ รู้ทันอาการเกิดดับดังกล่าวหรือไม่ เมื่อพบว่ามีตัวรู้ที่เมื่อรู้แล้วก็ปลงกิเลส ให้ตกไปได้ทันที หรือว่ารู้ก่อนที่กิเลสจะเกิดขึ้น และถ้ารู้ไม่ทัน กิเลสเกิดขึ้นแล้วรู้ทีหลัง
แต่ว่าเมื่อรู้แล้วก็ปลงกิเลสให้ตกไปจากใจได้ทันที ตัวรู้เช่นนี้เป็นปัญญา ดูตัวรู้อันเดียวเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ

ขอบพระคุณที่มีจิตกุศลติดตามอ่านครับ
วันนี้ขอจบมรรค ควรทำให้เจริญ ก่อนนะครับ

เราและพวกท่าน ท่องเที่ยวไปแล้วในชาตินั้นๆ สิ้นระยะกาลนานเพราะไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง
อริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้นั้นอันเราและพวกท่านเห็นแล้ว ตัณหาผู้นำไปสู่ภพ อันเราและพวกท่านถอนขึ้นแล้ว
รากเหง้าของทุกข์ อันเราและพวกท่านตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี

คัดลอกจาก ชัยชนะเป็นของเรา แม้วาระสุดท้าย โดยสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 19:25:50 น.
Counter : 127 Pageviews.  

4.นิโรธ ควรทำให้แจ้ง

ต่อให้ได้ขึ้นสวรรค์เป็นเทวดา นางฟ้าจริง ก็ยังเวียนอยู่แค่ในกามภพเท่านั้น
สูงกว่าสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ยังมีรูปพรหมอีก ๑๖ ชั้น อรูปพรหมอีก ๔ ชั้น
ซึ่งก็ยังไม่หมดทุกข์ จะหมดทุกข์จริง ๆ ต้องฝึกจนกระทั่งหมดตัณหา
ดับความทะยานอยากต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง หมดกิเลสเข้าพระนิพพานเท่านั้น

นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เมื่อพระองค์เห็นสมุทัย พระองค์ละสมุทัย
มันก็เป็นนิโรธเท่านั้นเอง นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง พระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

วันนี้วันพระอ่านธรรมะ นิโรธ เป็นอริยสัจประการที่สามในอริยสัจ ๔ กันครับ

มิลินทปัญหา ปัญหาที่ ๘ ถามถึงเรื่องนิโรธนิพพาน

“ ข้าแต่พระนาคเสน นิโรธ คือ นิพพาน หรือ ? ”

“ ถูกแล้ว มหาบพิตร ”

“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อย่างไรจึงว่านิโรธคือนิพพาน ? ”

“ ขอถวายพระพร อันว่าพาลปุถุชนทั้งหลาย ย่อมเพลิดเพลิดยินดีใน อายตนะภายในภายนอก
( ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ) จึงถูกกระแสตัณหาพัดไป จึงไม่พ้นจากการเกิด แก่ ตาย
โศกร่ำไร ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ และคับแค้นใจ

ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับคำสอนพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมไม่เพลิดเพลินยินดีในอายตนะภายในภายนอก
เมื่อไม่เพลิดเพลินยินดี ตัณหาก็ดับไป เมื่อตัณหาดับ อุปทานก็ดับ เมื่ออุปทานดับ ภพก็ดับ
เมื่อภพดับ ชาติก็ดับ เมื่อชาติ คือ การเกิดดับ ความโศก ความร่ำไร ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
และความคบแค้นใจก็ดับ เป็นอันว่า ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้
อย่างนี้แหละมหาบพิตร จึงว่า นิโรธ คือ นิพพาน ”

ทุกขนิโรธ ธรรมเป็นที่ดับทุกข์

(1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์คือทุกขนิโรธเป็นอย่างไร
(2) คือ ความสำรอก และความดับโดยไม่มีเหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยในตัณหานั้นนั่นแล อันใด
(3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็แลตัณหานั้นนั่นแล เมื่อบุคคลจะละเสีย ย่อมละเสียได้ในที่ไหน เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่ไหน
(4) ที่ใดเป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ในที่นั้น เมื่อจะดับก็ย่อมดับในที่นั้น
(5) ก็อะไรเล่า เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก
(6) ตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก
(7) หู..., จมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ
(8) รูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...
(9) ความรู้ทางตา..., ทางหู..., ทางจมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ...
(10) ความกระทบทางตา..., หู..., จมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ...
(11) เวทนาที่เกิดแก่กระทบทางตา..., หู..., จมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ...
(12) ความจำรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...
(13) ความจงใจในรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...
(14) ความอยากในรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...
(15) ความตรึกถึงรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...
(16) ความตรองถึงรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่นั้น เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่นั้น
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า อริยสัจจ์คือทุกขนิโรธ

สำหรับปถุชนคนธรรมดา ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ในทางโลกและในทางธรรม

ทุก ๆ คนปรารถนาสุข ไม่ต้องการทุกข์ แต่ทำไมคนเราจึงยังต้องเป็นทุกข์
และไม่สามารถจะแก้ทุกข์ของตนเองได้ บางทียิ่งแก้ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก
ทั้งนี้ก็เพราะ ไม่รู้เหตุผลตามเป็นจริงว่า อะไรเป็นเหตุของทุกข์ อะไรเป็นเหตุของสุข
ถ้าได้รู้แล้ว ก็จะแก้ได้ คือ ละเหตุที่ให้เกิดทุกข์ ทำเหตุที่ให้เกิดสุข
อุปสรรคที่สำคัญอันหนึ่งก็คือใจของตนเอง เพราะคนเราตามใจตนเองมากไป จึงต้องเกิดเดือดร้อน

ที่พูดกันว่า ตามใจตนเองนั้น โดยที่แท้ก็คือตามใจตัณหา คือความอยากของใจ ในขั้นโลก ๆ นี้
ยังไม่ต้องดับความอยากให้หมด เพราะยังต้องอาศัยความอยากเพื่อสร้างโลกหรือสร้างตนเอง
ให้เจริญต่อไป แต่ก็ต้องมีการควบคุมความอยากให้อยู่ในขอบเขตที่สมควร และจะต้องรู้จักอิ่ม
รู้จักพอใจในสิ่งที่ควรอิ่มควรพอ ดับตัณหาได้เพียงเท่านี้ก็พอครองชีวิตอยู่เป็นสุขในโลก
ผู้ก่อไฟเผาตนเองและเผาโลกอยู่ทุกกาลสมัยก็คือ ผู้ที่ไม่ควบคุมตัณหาของใจให้อยู่ในขอบเขต

แต่คนเราต้องการมีการพักผ่อน ร่างกายก็ต้องมีการพัก ต้องให้หลับ ซึ่งเป็นการพักทางร่างกาย
จิตใจก็ต้องมีเวลาที่ปล่อยให้ว่าง ถ้าจิตใจยังมุ่งคิดอะไรอยู่ ไม่ปล่อยความคิดนั้นก็หลับไม่ลง
ผู้ที่ต้องการมีความสุขสนุกสนานจากรูป-เสียงทั้งหลาย เช่น ชอบฟังดนตรีที่ไพเราะ หากจะถูกเกณฑ์
ให้ต้องฟังอยู่นานเกินไป เสียงดนตรีที่ไพเราะที่ดังจ่อหูอยู่นานเกินไปนั้น จะก่อให้เกิดความทุกข์อย่างยิ่ง
จะต้องการหนีไปให้พ้น ต้องการกลับไปอยู่กับสภาวะที่ปราศจากเสียง คือ ความสงบ

จิตใจของคนเราต้องการความสงบดังนี้อยู่ทุกวัน วันหนึ่งเป็นเวลาไม่น้อย นี้คือความสงบใจ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือความสงบความดิ้นรนทะยานอยากของใจ ซึ่งเป็นความดับทุกข์นั่นเอง
ฉะนั้น ถ้าทำความเข้าใจให้ดีว่า ความดับทุกข์ก็คือ ความสงบใจ
ซึ่งเป็นอาหารใจ ที่ทุก ๆ คนต้องการอยู่ทุกวัน ก็จะค่อยเข้าใจใน นิโรธ นี้ขึ้น

(สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก)

ขอบพระคุณที่มีจิตกุศลติดตามอ่านครับ
วันนี้ขอจบนิโรธ ควรทำให้แจ้ง ก่อนนะครับ

สัจธรรมทั้ง ๔ ไม่ได้มาจากไหน
หากมีอยู่ในตัวเราทุกๆคน
ครั้นค้นคว้าเห็นสัจธรรมอันนี้
ด้วยใจของตนเอง
ก็สำเร็จมรรคผล นิพพาน




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 19:24:14 น.
Counter : 154 Pageviews.  

3.สมุทัยควรละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นไฉน?
ตัณหานี้ใด อันให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยนันทิราคะ
เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

(มหาสติปัฏฐานสูตร)

สมุทัย เป็นอริยสัจประการที่สองในอริยสัจ ๔ วันนี้นำมาจาก
พระธรรมเทศนา ของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เพื่อปันกันศึกษาครับ

อริยสัจ๔ เป็นของที่มีอยู่แล้วประจำในโลกแต่ไหนแต่ไรมาสมกับพระพุทธเจ้าตรัสว่า
"พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้ในโลกนี้ก็ตามไม่มาตรัสรู้ก็ตาม ธรรมธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม
หากมีอยู่อย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรมา"

ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้วก็ตาม พระพุทธองค์ก็ไม่ได้เอาธรรม
ทั้งหลายเหล่านั้นไปด้วย เป็นธรรมนั้นไม่ปรากฏเท่านั้น
ทุกข์เป็นของดีชาวโลกทั้งหลายไม่ชอบทุกข์จึงไม่เห็นธรรม
พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายท่านยกเอาทุกข์มาเป็นอารมณ์
ดังที่พระองค์ตรัสว่า "ทุกข์เป็นของควรกำหนด" มิใช่ของควรทิ้ง
ถึงจะทิ้งก็จะเอาไปทิ้งให้ใคร เพราะทุกคนก็มีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์อยู่ในขันธ์ ๕ นี้แล้ว

สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุผลทั้งนั้น
พระองค์ตามสืบสาวหาเหตุของทุกข์คือตัวสมุทัยอย่างเราต้องการ
อยากได้ อยากดี อยากเป็น แล้วขวนขวายหาก็ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์
ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง เศร้าโศกเสียใจเดือดร้อนวุ่นวาย
เรียกว่า มันประสบเหตุให้เกิดทุกข์ คือความอยาก
พระองค์เรียกว่าตัณหาสามคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ไม่นอกเหนือไปจากตัณหาสามประการนี้

คนเกิดขึ้นมาด้วยกาม กินอยู่ด้วยกาม นอนอยู่ในกาม นั่งอยู่ในกาม
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่หนีไปจากห้าอย่างนี้
ผู้ใดเกิดมาต้องวุ่นวายอยู่กับของเหล่านี้แหละ เดือดร้อนอยู่กับของเหล่านี้
คือมันข้องมันติด ไปไม่หลุด ไปไม่พ้น เรียกว่า กามตัณหา พระองค์ได้กำหนดรู้แล้ว

ภวตัณหา คือความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ อยากได้โน่นอยากได้นี่
ได้แล้วก็อยากได้อีก เป็นแล้วก็อยากเป็นอีก ไม่อิ่มไม่พอเป็นสักที
นี่ก็เป็นทุกข์ เพราะความไม่อิ่มไม่พอ เรียกว่า ภวตัณหา พระองค์ได้ละแล้ว

วิภวตัณหา คือความไม่อยากเป็นไม่โน่นเป็นนี่ ไม่อยากได้โน่นไม่อยากได้นี่
ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน เพราะความไม่อยาก จึงเป็นเหตุให้เดือดร้อนเป็นทุกข์เรียกว่า วิภวตัณหา

ทั้งสามนี้ เรียกว่า สมุทัย พระองค์ได้ละทิ้งถอนไปหมดแล้ว ไม่ให้มีเหลืออยู่ในสันดานพระองค์เลย

ขันธวิบากทุกข์ซึ่งยังมีร่างกายอันนี้อยู่จึงจำเป็นจะต้องเสวยทุกข์อยู่ด้วยกันทุกรูปทุกนาม
แต่พระองค์ไม่เป็นทุกข์เพราะเหตุที่เห็นทุกข์ซึ่งพระองค์ได้กำหนดแล้ว
สมุทัยเป็นของควรละพระองค์ได้ละแล้ว อย่างความอยาก เราอยากได้โน่น อยากได้นี่
เราไม่เอาละ สละทิ้งเลย ปล่อยวางเลย สละได้จริงๆ นั่นแหละสมุทัยคือ ตัณหา
ตัณหาเป็นของควรละ พระองค์ได้ละแล้วรวมเป็นสามเหมือนกัน

ขอบพระคุณที่มีจิตกุศลติดตามอ่านครับ
วันนี้ขอจบสมุทัยควรละ ก่อนนะครับ

เพราะเราและเธอ ไม่รู้แจ้งอริยสัจ
จึงทำให้สงสารของเราและเธอ ต้องยาวไกล
เนิ่นนาน แล่นไป ร่อนเร่ รอนแรมไป
ในภพน้อยภพใหญ่

แต่เมื่อเราและเธอได้ ตรัสรู้อริยสัจแล้ว
สงสารของเราและเธอจึงขาดสะบั้นลง
ไม่ต้องยาวไกล เนิ่นนาน แล่น ร่อนเร่ รอนแรมไป

(ตติยสัจจสังยุต)

ย่อจากพระธรรมเทศนา ของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 19:21:54 น.
Counter : 139 Pageviews.  

2.ทุกข์ควรรู้

“ทุกข์” เมื่อนำมากระจายออกมีถึง ๑๐ ชนิด
จากเดิมที่เคยคิดว่า เราทุกข์ในอารมณ์หนึ่ง
แต่สภาพความเป็นไปนั้นแตกต่างกัน
เช่น ทุกข์จากความลำบากในการเลี้ยงชีพ
ก็ไม่เหมือนกับทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ

ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้าแล้ว
เราจะไม่มีทางรู้ว่า เราจะดับทุกข์ได้อย่างไร

ขอเชิญพบกับความทุกข์ในพระไตรลักษณ์ที่เหลือครับ

๖. วิปากทุกข์
คือ ความทุกข์อันเกิดขึ้นจากผลของกรรมชั่วในอดีตชาติ
เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการได้เห็น ได้ยินได้รู้ ได้สัมผัส
และรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ที่เป็นวิบาก
จึงเรียกว่า วิปากทุกข์

จะเห็นว่าบางครั้งเราทำดีอยู่
ถือศีลอุโบสถ ทำสมาธิ
แต่ทำไมเราต้องได้ยินสิ่งไม่ดี
ในสถานที่ ๆ เราไปปฏิบัติ เช่น ถูกตำหนิ
หรือเห็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคลทางตา
ได้ยินเสียงที่ไม่เป็นมงคลทางหู

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เนืองนิจห้ามไม่ได้
เพราะเราสร้างเหตุไว้ในอดีต
ทำให้ผลปรากฏในปัจจุบันชาติ

ฉะนั้น ที่กระทบอยู่ทุกวันนี้
ไม่ว่าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย และทางใจ คือ วิบาก
แต่เรากำลังกระทำอยู่ขณะนี้
ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา และใจ
การกระทำนี้คือกรรม

จงหมั่นท่องเพื่อเตือนสติเราว่า
“ที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำคือกรรม”

ทำไมต้องท่องเช่นนี้
เพราะว่าวิบากนั้นเป็นผล
ให้ผลแล้วมีโอกาสหมด
แต่ที่กำลังกระทำนี้เป็นการสร้างเหตุใหม่
เมื่อสร้างเหตุใหม่ ย่อมต้องได้รับผลอีกแน่นอน

การท่องจึงเป็นการช่วยหยุด
หรือเบรคใจของเรา
ก่อนที่จะทำอะไรให้มีความยั้งคิด
ให้มีสติสักนิดหนี่ง
เพื่อจะได้ทำเหตุใหม่ที่ดี
เพื่อที่จะได้รับผลดีคือวิบากที่ดีในอนาคต

ในชาตินี้ ขณะนี้เราไปลบล้างอดีตไม่ได้
แต่ขอให้เราเป็นผู้รู้ว่า
เมื่อมีชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว
ปากทุกข์ย่อมต้องมีแน่นอน
คือผลของทุกข์ ผลของกรรมชั่วที่เราทำมานั่นเอง

๗. วิวาทมูลกทุกข์
คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้ง

บางครั้งที่บุคคลถูกความโกรธ
และความหลงครอบงำแล้วก็จะเกิดความขัดแย้ง
ความขัดแย้งที่เกิดจากความคิด
ทำให้การพูดและความคิดเห็นไม่ตรงกัน
จึงก่อให้เกิดความเดือดร้อน
กระวนกระวาย กระสับกระส่ายอันเนื่องมาจากการทะเลาะวิวาท

ไม่มีการทะเลาะที่ไหนที่จะมีความสบายใจ
แม้เราจะไม่ได้เป็นผู้ทะเลาะ
เพียงแค่ผ่านไปรับรู้ก็ยังไม่สบายใจ
ยังต้องการหลีกไปให้พ้น

ฉะนั้น ความขัดแย้งย่อมมีอยู่เพราะคนเราไม่เหมือนกัน
เขากับเราไม่เหมือนกัน นานาจิตตัง
จึงทำให้เกิดวิวาทมูลกทุกข์ขึ้น

๘. สหคตทุกข์
คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงไปของโลกธรรม ๘ ประการ
อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
ชีวิตของมนุษย์เปรียบเหมือนช้างที่เข้าสู่สงคราม
ธรรมดาช้างในสงคราม
ย่อมต้องอดทนต่อลูกศรที่ข้าศึกยิงมาจากทั้งสี่ทิศ

ชีวิตในโลกมนุษย์
ก็ต้องอดทนต่อลูกศรเหมือนกัน

ลูกศรนั้นคือ
เมื่อได้ลาภก็ต้องเสื่อมลาภ
เมื่อได้ยศก็ต้องเสื่อมยศ
เมื่อมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา
เมื่อต้องมีสุขก็ต้องมีทุกข์

ซึ่งสิ่งเหล่านี้คอยรบกวนให้คนเป็นทุกข์
เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ
ความเดือดร้อนเช่นนี้เรียกว่า สหคตทุกข์

๙. ปกิณณกทุกข์
คือ ทุกข์ที่เกิดจากความพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรักใคร่
ประสบแต่สิ่งที่ไม่รักใคร่
ปรารถนาสิ่งใดไม่สมปรารถนา

ทั้งสามเป็นปกิณกทุกข์
เพราะเมื่อเราพลัดพรากจากสิ่งที่รักใคร่
ย่อมทุกข์แน่นอน
เพราะนำมาซึ่งความโศกเศร้า เสียใจ

หรือประสบสิ่งที่ไม่รักใคร่
จิตใจก็ไม่สดชื่น
มีแต่ความเศร้าหมองขุ่นมัวตลอดเวลา

และเมื่อปรารถนาสิ่งใดไม่สมปรารถนา
ก็ทำให้เกิดโทสะขึ้นมา

ทั้ง ๓ เป็นปกิณณกทุกข์
ที่จรเข้ามาสู่ชีวิตเราเสมอ ๆ

๑๐. ทุกขขันธ์
เป็นภาระอันหนัก
ได้แก่ ชีวิตของเรานั่นเอง

ทุกข์เพราะขันธ์ ๕
ได้แก่
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ที่รวมเรียกว่า คน สัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
ภารา หะเว ปัญจักขันธา
ขันธ์ ๕ เป็นของหนักเน้อ
ภาราหาโร จะ ปุคคโล
บุคคลนั่นแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป
ขอบพระคุณที่มีจิตกุศลติดตามอ่านครับ
วันนี้ขอจบทุกข์ควรรู้ (ทุกข์ในพระไตรลักษณ์) II ก่อนนะครับ

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะคือความจริง
เมื่อความจริงเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนก็สอนว่าทุกข์
เพื่อให้รู้จักทุกข์ และปฏิบัติให้พ้นทุกข์
ดังที่ตรัสถึงพระนิพพานว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง
นิพพานคือธรรมะเป็นที่สิ้นกิเลส และกองทุกข์

ข้อมูลจาก อาจารย์บุษกร เมธางกูร พี่เณร และคุณวิชิต ธรรมรังษี
ภาพประกอบจากสมาชิก ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 19:18:57 น.
Counter : 104 Pageviews.  

1.ความทุกข์ ๑๐ ประการ (ทุกข์ในพระไตรลักษณ์)

"รอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนแผ่นดิน
รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถึงการประชุมลงในรอยเท้าช้าง ..
แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมถึงการสงเคราะห์ เข้าในอริยสัจจ์สี่ ฉันนั้นเห็นเหมือนกันแล"
(มหาหัตถิปโทปมสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระสุตตันตปิฎกเล่ม 4 พระไตรปิฎกเล่ม 12)

กุศลธรรมทั้งหลาย จะต้องอยู่ในขอบเขตของหลักธรรมเรื่องอริยสัจจ์ 4
แม้การปฏิบัติธรรมอันเป็นการเจริญกุศลธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศีล สมาธิ หรือปัญญา
ก็ต้องอยู่ในขอบเขตนี้เช่นกันกิจในอริยสัจจ์ 4 ประการคือ
(1) ทุกข์ควรรู้ (ปริญญากิจ คือควรศึกษาให้เข้าใจชัดตามสภาพความเป็นจริง)
(2) สมุทัยควรละ (ปหานกิจ คือกำจัด ทำให้หมดสิ้นไป)
(3) นิโรธควรทำให้แจ้ง (สัจฉิกิริยากิจ คือเข้าถึง หรือบรรลุ) และ
(4) มรรคควรทำให้เจริญ (ภาวนากิจ คือลงมือปฏิบัติ)

กระทู้นี้นำเรื่องความทุกข์ ๑๐ ประการ (ทุกข์ในพระไตรลักษณ์) มาปันกันศึกษาก่อนครับ

พระพุทธองค์ ทรงแจกแจงความทุกข์ออกถึง ๑๐ ประการ
ซึ่งเราจะได้แยกแยะถูกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นทุกข์ชนิดไหน
เพราะขึ้นชื่อว่าชีวิตล้วนเป็นทุกข์ และผู้ที่กำลังประสบทุกข์อยู่ในขณะนี้
ท่านไม่ได้ประสบตามลำพังเพียงคนเดียว ไม่ใช่คนพิเศษที่จะเคราะห์ร้ายกว่าคนอื่น
ทุกข์จึงเป็นของธรรมดาที่เราต้องประสบทุกวี่ทุกวัน โดยเฉพาะพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

“ชีวิตของสัตว์ไม่เคยว่างเว้นจากทุกข์”

ความทุกข์ ๑๐ ประการ คือ

๑. นิพัทธทุกข์
คือทุกข์ที่เกิดขึ้นจากดินฟ้าอากาศ เช่น ความร้อนหนาว

เมื่อร้อนต้องหาอุปกรณ์ช่วยคลายความร้อน
เช่น เปิดแอร์ เพื่อให้อยู่ได้
เพราะถ้าปล่อยให้ร้อนมาก ๆ อาจตายได้
ยามหนาวต้องหาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่หนามาสวมใส่

เพราะฉะนั้น
สภาพดินฟ้าอากาศบางครั้งไม่พอเหมาะพอดีสำหรับมนุษย์
อาจมีบางขณะที่รู้สึกพอดี แต่อยู่ไม่นานก็เปลี่ยนแปลงไป

๒. พยาธิทุกข์
คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะโรคภัยไข้เจ็บ
ความเจ็บปวด ทรมาน ความขัดข้องไม่สะดวกสบาย
อันเกิดจากความเสื่อมของอวัยวะบางส่วน

พระพุทธองค์ตรัสว่า
“ร่างกายของเราเป็นรังของโรค”
เพราะอวัยวะทุกส่วนในร่างกายเป็นที่ตั้งของโรค
มีตาก็ต้องมีโรคตา
มีหูก็ต้องมีโรคหู
มีไตก็ต้องมีโรคไต

แทบทุกคนจะต้องมีโรคชนิดใดชนิดหนึ่งประจำตัว
ซึ่งอาจกำเริบในบางครั้ง หรือสงบในบางครั้ง
แต่ถ้าผู้ใดไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนแล้ว
ผู้นั้นได้ชื่อว่าได้ลาภอันประเสริฐ
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า
“ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง”

๓. อาหารปริเยฏฐิทุกข์
คือทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะความลำบากในการหาเลี้ยงชีวิต

ทุกชีวิตต้องดิ้นรนแสวงหาปัจจัยมาเพื่อเลี้ยงดูตนเอง
ครอบครัว และบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ

ไม่มีทรัพย์ชนิดใดที่เราจะแสวงหามาได้ง่าย ๆ
เราต้องออกแรงกาย วาจา และใจทั้งสิ้น
งานบางอย่างอาจเสี่ยงอันตรายจนถึงแก่ชีวิต

ความลำบากในการประกอบอาชีพจึงเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง

๔. สภาวทุกข์
คือทุกข์ที่เกิดจากความเกิด ความแก่ ความตาย

ซึ่งไม่มีใครหนีพ้น
และไม่มีใครปฏิเสธที่จะไม่พ่วงเอาทุกข์ติดตามมาได้

เมื่อเกิดมาย่อมหนีไม่พ้นความแก่
เมื่อแก่แล้วก็รุกคืบหน้าไปสู่ความตาย
หน้าที่การงาน ตำแหน่ง ยศฐาบรรดาศักดิ์
ที่เราขวนขวายแสวงหา
ซึ่งเราได้มาบ้าง ไม่ได้บ้าง

แต่ตำแหน่งที่ไม่มีใครแสวงหา แต่ต้องได้มาทุกคน
คือ ความเป็นศพ หรือความตายนั่นเอง

ชีวิตเป็นสิ่งที่น่ากลัว
เราอยู่ไปวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง
จากวัยหนึ่งไปสู่วัยหนึ่ง
ในที่สุดทุกคนก็ต้องตายเหมือน ๆ กัน
หาสาระแก่นสารไม่ได้
สิ่งที่นำติดตัวไปได้ก็คือความดีความชั่วที่ตนทำเท่านั้นเอง

๕. สันตาปทุกข์
ความทุกข์ทางใจที่เกิดขึ้นเพราะถูกไฟกิเลสเผา

กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
เป็นไฟเผาให้เกิดทุกขเวทนาต่าง ๆ
เกิดอาการร้อนใจ กระสับกระส่าย

ตราบใดที่ชีวิตของผู้มีกิเลสยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่
ย่อมถูกไฟกิเลสเผาลนจิตใจไม่ว่างเว้น
เมื่อใดกิเลสมีกำลังน้อยก็ร้อนรนน้อย
เมื่อใดกิเลสมีกำลังมากก็ร้อนรนมาก

เวลาเราอยากได้อะไรมาก ๆ
เราก็ถูกกิเลสเผาให้กระวนกระวาย
เช่น ต้องการให้ลูกเรียนจบ มีอนาคตดี
ขณะที่เขาไปสอบเราก็กระวนกระวายแล้วว่าจะสอบได้ไหม
แล้วตั้งความหวังไปต่าง ๆ นา ๆ
จิตกระวนกระวายไปตามความต้องการของเรา

ถ้าไม่สมปรารถนา
ความทุกข์ก็เกิดขึ้นจาก ไฟโกรธ คือ
สภาวะของความไม่พอใจในอารมณ์ที่มาเป็นไฟสุมใจเราอีก
ทำให้เรานอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ลง

สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจาก
ความต้องการ และความไม่สมปรารถนา

ความต้องการและไม่ต้องการเหล่านี้
มีผลมาจากไฟหลง
คือหลงผิดคิดว่าชีวิตเป็นของดี
หลงผิดคิดว่าชีวิตเป็นสุข
หลงผิดคิดว่าชีวิตเป็นของเที่ยง
หลงผิดคิดว่าชีวิตเป็นตัวตนคนสัตว์ เป็นเรา เป็นของของเรา

ความปรารถนาเหล่านี้
เกิดขึ้นทางใจซึ่งไม่มีวันหยุดหย่อน
เพราะเรามีอุปาทานขันธ์นั่นเอง
ขอบพระคุณที่มีจิตกุศลติดตามอ่านครับ
วันนี้ขอจบ ๕ ทุกข์แรกก่อนนะครับ

ข้อมูลจากพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
อาจารย์บุษกร เมธางกูร พี่เณร และคุณวิชิต ธรรมรังษี
ภาพประกอบจากสมาชิก ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 19:16:30 น.
Counter : 267 Pageviews.  


ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.