Group Blog
 
All blogs
 

เขมาภิกษุณี ผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีทางปัญญา

เอตทัคคะนั้นคือ ตำแหน่งที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางใดทางใดหนึ่ง
เป็นผู้ประเสริฐสุดบ้าง ในตำแหน่ง เอตทัคคะ นี้ ย่อมได้โดย เหตุ ๔ ประการคือ

๑.โดยเหตุเกิดเรื่อง คือ พระมหาสาวกองค์นั้น ได้แสดงความสามารถออกมาให้ปรากฏในเหตุการณ์หรือสถานะการณ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้น
๒.โดยการมาก่อน คือ พระมหาสาวกองค์นั้น ได้สร้างสมบุญมาตั้งแต่อดีตชาติและได้ตั้งจิตปรารถนาเพื่อให้ได้ตำแหน่งเอตทัคคะด้วย
๓.โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ คือ พระมหาสาวกองค์นั้น ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องนั้นๆ เป็นพิเศษ
๔.โดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ คือพระมหาสาวกองค์นั้น มีความสามารถในเรื่องนั้นๆ เหนือกว่าพระอรหันต์รูปอื่นๆ ที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน

พระมหาสาวกที่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะมี
พระสารีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก
พระมหาโมคคัลลานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์ ฯ

พระเถรีที่ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะมี
พระเขมาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีปัญญามาก
พระอุบลวัณณาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีฤทธิ์ ฯ

วันนี้จะนำเรื่องเขมาภิกษุณี ผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีทางปัญญา มาฝากนะครับ

พระเขมาภิกษุณีบังเกิดในราชสกุล ตระกูลกษัตริย์ พระบิดาพระนามว่า พระเจ้ามัททราช กรุงสาคละ แคว้นมัททะ มีพระนาม ว่า พระนางเขมา ทรงมีพรรณะดั่งทอง มีพระฉวีเสมือนทอง พระนางเจริญวัยเป็นราชกุมารีแล้ว ก็ไปเป็นพระเทวีของพระเจ้าพิมพิสาร ครั้งเมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันก็ยังเป็นผู้มัวเมาในพระรูปพระโฉม ทรงเกรงว่าพระศาสดาจะทรงแสดงโทษในรูป จึงไม่เสด็จไปเฝ้าพระศาสดา

พระราชาโปรดสั่งให้ผู้คนทั้งหลายเที่ยวประกาศพรรณนาคุณสมบัติความงดงามของพระเวฬุวัน ทำให้พระเทวีทรงเกิดความคิดที่จะไปชมพระวิหาร เมื่อพระเทวีทรงดำริว่าจำเราจักชมพระวิหาร ก็ทรงทูลพระราชา พระราชาตรัสว่า เธอไปพระวิหารไม่พบพระศาสดาก็อย่าได้กลับมา แล้วทรงให้สัญญาแก่พวกราชบุรุษว่า พวกท่านจงให้พระเทวีเฝ้าพระทศพล โดยพลการให้จงได้ พระเทวีเสด็จไปวิหาร เวลาล่วงไปครึ่งวัน ไม่ทรงพบพระศาสดา จึงเริ่มเสด็จกลับ

ตอนนั้น ราชบุรุษทั้งหลายนำพระเทวีแม้ไม่ทรงปรารถนา เข้าไปเฝ้าพระศาสดาจนได้ พระศาสดาทรงเห็นพระเทวีนั้นกำลังเสด็จมา ทรงเนรมิตหญิงงามคล้ายนางเทพอัปสรด้วยฤทธิ์ ทำให้ถือพัดใบตาลถวายงานพัดอยู่ พระนางเขมาเทวีทรงเห็นหญิงนั้น ทรงดำริว่า หญิงที่เห็นนี้ งามเปรียบด้วยนางเทพอัปสร ยืนอยู่ไม่ห่างพระผู้มีพระภาคเจ้า เราไม่พอที่แม้แต่จะเป็นหญิงรับใช้ของหญิงเหล่านั้นได้เลย เราต้องเสียหายด้วยอำนาจจิตชั่ว เพราะเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ทรงถือเอานิมิตประทับยืนมองดูหญิงนั้นคนเดียว เมื่อพระนางกำลังทอดพระเนตรดูอยู่ หญิงนั่นก็ล่วงปฐมวัย มัชฌิมวัย ถึงปัจฉิมวัยแล้ว ฟันหัก ผมหงอก หนังเหี่ยว ล้มกลิ้งลงพร้อมกับพัดใบตาล ด้วยพระกำลังอธิษฐานของพระศาสดา จากนั้นเพราะเหตุที่ทรงบำเพ็ญบารมีไว้ พระนางเขมาทอดพระเนตรเห็นเหตุนั้นแล้วทรงพระดำริว่า สรีระแม้อย่างนี้ ยังถึงความวิบัติเช่นนี้ สรีระของเราก็จักมีคติอย่างนี้เหมือนกัน

พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของพระนางแล้ว ก็ตรัสพระคาถาว่า

ชนเหล่าใด กำหนัดอยู่ด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา เหมือนแมลงมุมตกไปยังใยที่ตัวเองทำไว้ฉะนั้น
ชนเหล่านั้นตัดกระแสตัณหานั้นเสียได้แล้วเป็นผู้หมดอาลัยละกามสุขได้ ย่อมงดเว้นกิจคฤหัสถ์ [บวช] อยู่

[ในอรรถกถาว่า จบคาถาพระนางเขมานั้นบรรลุพระอรหัต ส่วนคำที่มาในอปทานว่า ฟังคาถานี้แล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล] ทรงขอให้พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตแล้ว ทรงผนวชได้ ๗ เดือนแล้วบรรลุพระอรหัต เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ในทิพโสตธาตุและเจโตปริยญาณ รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ทรงชำระทิพจักษุให้บริสุทธิ์ อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กำลังทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งตามลำดับ ก็ทรงสถาปนาพระเถรีนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเพราะเป็นผู้มีปัญญามากกว่า แลอัครสาวกเบื้องขวา ดังความในพระสูตรว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เขมาเป็นเลิศของภิกษุณีสาวิกา ของเราผู้มีปัญญามาก.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม่ออกบวชก็ขอจงเป็นเช่น พระเขมาภิกษุณี และอุบลวรรณาภิกษุณีเถิด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณี เป็นดุลเป็นประมาณเช่นนี้

วันหนึ่ง พระเถรีนั้นนั่งพักกลางวันอยู่โคนไม้ต้นหนึ่ง มารผู้มีบาปแปลงกายเป็นชายหนุ่มเข้าไปหา เมื่อประเล้าประโลมด้วยกามทั้งหลาย ก็กล่าวว่า

แม่นางเขมาเอย เจ้าก็เป็นสาว อยู่ในวัยรุ่น รูปร่างก็สะสวย ถึงเราก็หนุ่มวัยรุ่น เพราะฉะนั้นเราทั้งสองอย่าให้ความหนุ่มสาวเสียไปเปล่า ดนตรีเครื่อง ๕ มีอยู่ มาสิเรามาอภิรมย์เล่นกัน ด้วยความยินดีในการเล่นที่น่ารักเถิด.
นางเขมาเถรีนั้น ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อประกาศความที่ตนหมดความกำหนัด ในกามทั้งปวง ๑ ความที่ผู้นั้นเป็นมาร ๑ ความไม่เลื่อมใสที่มีกำลังของตนในเหล่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในอัตตา ๑ และความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว ๑ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

เราอึดอัดเอือมระอาด้ายกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระส่าย มีอันจะแตกพังไปนี้อยู่ เราถอนกามตัณหาได้แล้ว กามทั้งหลายมีอุปมาด้วยหอกและหลาว มีขันธ์ทั้งหลายเป็นเขียงรองสับ บัดนี้ ความยินดีในกามที่ท่านพูดถึงไม่มีแก่เราแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลินในกามทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่งความมืด [อวิชชา] เสียแล้ว ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ตัวท่านถูกเรากำจัดแล้ว พวกคนเขลา ไม่รู้ตามความเป็นจริง พากันนอบน้อมดวงดาวทั้งหลาย บำเรอไฟอยู่ในป่าคือลัทธิ สำคัญว่าเป็นความบริสุทธิ์ ส่วนเราแลนอบน้อมเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษจึงพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา

บุพกรรมของพระเขมาเถรี

ในอดีตกาลครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ นางเขมานี้ก็บังเกิดนับเนื่องกับคนอื่น ในกรุงหังสวดี ต่อมาวันหนึ่งนางพบพระสุชาตเถรี อัครสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น กำลังเที่ยวบิณฑบาต จึงถวายขนมต้ม ๓ ก้อน ในวันนั้นนั่นเองก็จัดในเรือนของตนแล้วถวายทาน แต่พระเถรีทำความปรารถนาว่า ดิฉันพึงมีปัญญามากเหมือนท่าน ในพุทธุปบาทกาลในอนาคต เป็นผู้ไม่ประมาทในกุศลกรรมทั้งหลายจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์แสนกัป ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็ถือปฏิสนธิในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากิงกิ เป็นพระราชธิดาองค์หนึ่ง ระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ คือ นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกขุนี(ภิกขุณี) นางภิกขุทาสิกา นางธัมมา(ธรรมา) นางสุธัมมา(สุธรรมา) และนางสังฆทาสี ครบ ๗

พระราชธิดาเหล่านั้น ในบัดนี้ [ครั้งพุทธกาลชาติปัจจุบัน] คือพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระนางกุณฑลเกสีเถรี (พระภัททากุณฑลเกสาเถรี) พระกิสาโคตมีเถรี พระธรรมทินนาเถรี และนางวิสาขา ครบ ๗

ทรงประพฤติกุมารีพรหมจรรย์ ในพระราชนิเวศน์ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี ร่วมกับพระพี่น้องนางเหล่านั้น สร้างบริเวณที่ประทับอยู่ของพระทศพล เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ถือปฏิสนธิในราชสกุล กรุงสาคละ แคว้นมัททะ พระประยูรญาติเฉลิมพระนามของพระนางว่า เขมา ดังความข้างต้น

พระเขมาเถรีปรินิพพาน

มีเรื่องที่น่าแปลกว่า ทำไมในประวัติของพระเขมาเถรีเอง ไม่มีการกล่าวถึงการนิพพานของท่านเลย และก็ไม่มีปรากฎในอรรถกถาส่วนอื่นๆ ด้วย มีแต่ความตอนหนึ่งมาจาก ขุททกนิกาย อปทาน อยู่ในประวัติของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (ขุ.อป. ๓๓/๑๕๗)

สมัยสุดท้าย พระเขมาเถรี เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี พระองค์เองก็ประทับอยู่ ณ สำนักภิกษุณีกรุงเวสาลี เมื่อพระเขมาเถรี ผู้เป็นบริวารของพระนางก็ได้มีความปริวิตกว่า พระมหาปชาบดีจะปรินิพพาน จึงได้เข้าไปหาพระมหาเถรี แล้วทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าพระแม่เจ้าชอบใจ การนิพพานอันเกษมอย่างยิ่งไซร้ ถึงข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักนิพพานกันหมด ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงพระอนุญาต พวกข้าพเจ้าได้ออกจากเรือนจากภพพร้อมด้วยพระแม่เจ้า ก็จักไปสู่นิพพานบุรี อันยอดเยี่ยมพร้อม ๆ กันกับพระแม่เจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักไปพร้อมกับพระแม่เจ้าเหมือนกัน พระมหาปชาบดีโคตมีได้ตรัสว่า เมื่อท่านทั้งหลายจะไปนิพพาน เราจักว่าอะไรเล่า หลังจากนั้น พระเขมาเถรีและภิกษุณีรวมได้ ๕๐๐ รูปได้ตามพระมหาปชาบดีโคตมีไปพระวิหาร ขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต แล้วอำลาพระเถระทั้งหลาย และเพื่อนสพรหมจารีทุกรูป ซึ่งเป็นที่เจริญใจของตน พึงมาปรินิพพานเสียใน ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี

วันนี้ขอจบเรื่องเขมาภิกษุณี ผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีทางปัญญาก่อนนะครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 20:19:38 น.
Counter : 274 Pageviews.  

อุพพิริเถรี พระเถรีผู้สำเร็จอรหันต์ก่อนบวช

อุพพิริเถรีเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงสาวัตถี ได้นามว่า อุพพิริ เป็นหญิงมีรูปงามน่าทัศนาน่าเลื่อมใส ท่านได้เป็นมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีบุตรชื่อว่า ชีวา แต่ต้องมาเสียเมื่อยังเล็ก แต่ด้วยบารมีที่สั่งสมไว้ในอดีต

ได้มาพบพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรมบรรลุอรหันต์ ทั้งที่ยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ ภายหลัง ออกบวชบำเพ็ญกรรมฐานวิปัสสนาสำเร็จวิชชา ๓ เชิญอ่านกันครับ

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในพระนครหงสวดี เมื่อรู้ความแล้ว วันหนึ่งเมื่อบิดามารดาไปเรือนอื่นเพื่อร่วมงานมงคล ตนเองไม่มีเพื่อนถูกละไว้ในเรือน ในเวลาใกล้ภิกขาจารแล้ว เห็นพระเถระขีณาสพองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินเข้ามาใกล้ประตูเรือน ประสงค์จะถวายภิกษาจึงกล่าวว่า นิมนต์ท่านเข้ามาในที่นี้เจ้าข้า เมื่อพระเถระเข้าเรือนแล้ว ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้ปูลาดอาสนะด้วยพรมที่ทำด้วยขนแกะเป็นต้นถวาย พระเถระนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ นางรับบาตรใส่บิณฑบาตจนเต็มแล้ววางในมือพระเถระ พระเถระอนุโมทนาแล้วหลีกไป ด้วยบุญกรรมนั้น นางเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพย์สมบัติโอฬารในดาวดึงส์นั้นจนตลอดอายุ จุติจากดาวดึงส์นั้นท่องเที่ยวอยู่ในสุคตภูมิทั้งหลายเท่านั้น

ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงสาวัตถี ได้นามว่า อุพพิริ เป็นหญิงมีรูปงามน่าทัศนาน่าเลื่อมใส เมื่อเจริญวัยแล้ว นางถูกนำไปสู่พระตำหนักส่วนพระองค์ของพระเจ้าโกศล ล่วงไป ๒-๓ ปี ได้ธิดาคนหนึ่ง ญาติพี่น้องทั้งหลายไปตั้งชื่อธิดานั้นว่า ชีวา พระเจ้าโกศลทอดพระเนตรเห็นธิดาของนาง ทรงมีพระทัยยินดีได้พระราชทานอภิเษกด้วยแผ่นดินมีพืชอุดม แต่ธิดาของนางได้ตายเสีย ในเวลาที่เที่ยววิ่งไปวิ่งมาได้มารดาไปป่าช้าที่เขาเอาร่างของธิดาไปทิ้ง คร่ำครวญอยู่ทุกวัน

วันหนึ่ง นางไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่หน่อยหนึ่ง ก็ไปยืนที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีคร่ำครวญถึงลูก พระศาสดาทรงเห็นดังนั้น ประทับนั่งในพระคันธกุฏีอย่างเดิมนั่นเอง แสดงพระองค์ตรัสถามว่า เธอบ่นเพ้อเพราะเหตุไร? นางกราบทูลว่า บ่นเพ้อถึงลูกสาวของข้าพระองค์พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ที่ป่าช้านี้เขาเผาลูกสาวของเธอประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน บรรดาลูกสาวเหล่านั้น เธอบ่นเพ้อถึงคนไหน? ดังนี้แล้ว ทรงแสดงที่เผาศพของลูกสาวเหล่านั้น ตรงนั้น ๆ แล้วตรัสพระคาถาครึ่งว่า แน่ะอุพพิริ เธอคร่ำครวญอยู่ในป่าว่า ลูกชีวาเอ๋ย เธอจงรู้จักตน ธิดาของเธอที่มีชื่อว่าชีวา ทั้งหมดมีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ถูกเผาอยู่ในป่าช้านี้บรรดาธิดาเหล่านั้น เธอเศร้าโศกถึงธิดาคนไหน?

นางส่งญาณไปตามกระแสพระเทศนาปรารภวิปัสสนา ด้วยความไพเราะแห่งเทศนาของพระศาสดา และด้วยความสมบูรณ์แห่งเหตุของตน(บารมีในอดีตชาติ) นางยืนอยู่อย่างนั้นแหละขวนขวายวิปัสสนา ตั้งอยู่ในพระอรหัต ซึ่งเป็นผลเลิศตามลำดับมรรคเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวได้ในอปทานว่า

ผลแห่งอาสนะผืนเดียว

ในกาลนั้น ข้าพเจ้าเป็นช่างกรองดอกไม้อยู่ในพระนครหังสวดี บิดามารดาของข้าพเจ้าท่านไปทำงาน ข้าพเจ้าได้เห็นพระสมณะกำลังเดินไปตามถนนในเวลาเที่ยงวัน ข้าพเจ้าได้ปูลาดอาสนะไว้ ครั้นปูลาดอาสนะด้วยผ้าที่ทำด้วยขนแกะอันวิจิตรเป็นต้นแล้วมีจิตเสื่อมใส ดีใจ ได้กล่าวคำนี้ว่า ภูมิภาคร้อนแรง แก่กล้าเวลาเที่ยงวัน ลมก็ไม่พัด และเวลานี้ก็จวนจะเลยเวลาแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้ดิฉันปูลาดถวายแด่ท่าน ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์นั่งบนอาสนะของดิฉันเถิด

พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ ได้นั่งบนอาสนะนั้น ข้าพเจ้ารับบาตรของท่านแล้ว ได้ถวายบิณฑบาตตามที่หุงต้มไว้ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างไว้ให้ข้าพเจ้านั้นสวยงาม สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง๓๐ โยชน์ ได้สร้างขึ้นอย่างดีเพราะการถวายอาสนะ บัลลังก์ของข้าพเจ้ามีหลายอย่าง ต่าง ๆ ชนิด สำเร็จ ด้วยทองก็มี ด้วยแก้วมณีก็มี ด้วยแก้วผลึกก็มี ด้วยแก้วปัทมราคก็มี บัลลังก์ของข้าพเจ้าปูลาดด้วยนวมก็มี ด้วยผ้าลาดอันวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้นก็มี ด้วยผ้าลาดทอด้วยไหม ประดับแก้วอันวิจิตรก็มี ด้วยเครื่องลาดมีขนสัตว์ข้างบนด้านเดียวก็มี เมื่อใดข้าพเจ้าต้องการจะเดินทาง เมื่อนั้นข้าพเจ้าเพรียบพร้อมด้วยการรื่นเริงสนุกสนานไปยังที่ที่ข้าพเจ้าปรารถนา พร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ

ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของเทวราช ๘๐ องค์ เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๐ องค์ เมื่อข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้โภคะมากมาย ข้าพเจ้าไม่บกพร่องโภคะเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือเทวโลกและมนุษยโลกภพอื่น ๆ ข้าพเจ้าไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ข้าพเจ้าเกิดแต่ในสองตระกูล คือตระกูลกษัตริย์และตระกูลพราหมณ์ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสูงทุก ๆ ภพ นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ความโทมนัสที่ทำจิตของข้าพเจ้าให้เร่าร้อน ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ความเป็นผู้ไม่มีวรรณะ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว พี่เลี้ยงนางนมต่างก็บำรุงข้าพเจ้า หญิงค่อมและเด็กรับใช้มีมาก ข้าพเจ้าจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว พี่เลี้ยงนางนมพวกหนึ่งให้ข้าพเจ้าอาบน้ำ พวกหนึ่งให้รับประทานข้าว พวกหนึ่งประดับตกแต่ข้าพเจ้า พวกหนึ่งคอยทำให้ข้าพเจ้ายินดีทุกเมื่อ พวกหนึ่งไล้ทาของหอมนี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในมณฑปก็ตาม ที่โคนไม้ก็ตาม ในเรือนว่างก็ตาม บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของข้าพเจ้า ย่อมปรากฎขึ้น นี้เป็นอัตภาพสุดท้ายของข้าพเจ้า ภพหลังกำลังเป็นไป

แม้วันนี้ข้าพเจ้าก็ได้สละราชาสมบัติบวชเป็นบรรพชิตในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้งหลายขึ้นหมดแล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันเหมือนช้างพังตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็ฯการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว เมื่อประกาศคุณวิเศษที่ตนบรรลุ ได้กล่าวสองคาถาเหล่านี้ว่า ลูกศรคือความโศกที่เห็นได้ยาก เสียบอยู่แล้วในหทัยของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ถอนขึ้นได้แล้ว ข้าพระองค์บรรเทาความเศร้าโศกถึงธิดาของข้าพระองค์ผู้ถูกความโศกครอบงำได้แล้ว วันนี้ข้าพระองค์ถอนลูกศรคือความโศกขึ้นแล้ว หมดความอยาก ดับรอบแล้ว ข้าพระองค์เข้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 20:17:00 น.
Counter : 101 Pageviews.  

ที่มาของชื่อบุคคลสำคัญ

ที่มาของชื่อ เป็นเรื่องที่บอกว่า ชื่อที่ได้ รับการตั้งนั้น มีเหตุมาจากอะไรบ้าง หรือบ่งบอกว่า เหตุที่ได้ชื่อว่าเช่นนั้น เพราะเป็นอะไร เคยกระทำ สิ่งใดไว้ หรือบุคคลที่ได้ชื่ออย่างนั้น ทำกรรมในอดีตหรือในปัจจุบันอะไรไว้บ้าง ทำไมจึงได้ชื่ออย่างนั้น และชื่อบางชื่อยังสะท้อนให้เห็นกรรมและผลของกรรม หรือเหตุการณ์ของบุคคลเหล่านั้นที่ประสบพบมา

อนึ่ง เนื่องจากคนปัจจุบันนิยมเปลี่ยนชื่อ กันมาก ชื่อบางชื่อ หากเปลี่ยนชื่อแล้ว จะทำให้ ความหมายของชื่อที่พ่อแม่ที่ตั้งไว้เปลี่ยนไปก็ได้ หรือในชื่อบางชื่อ ที่ตั้งไว้ อาจจะบอกเรื่องราว เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ก็ได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมศรัทธาความเชื่อว่า กรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง ทำกรรมสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แม้จะเปลี่ยนชื่อให้ดีอย่างไร หากยังประพฤติไม่ดีทางกาย วาจา ใจ ชื่อดีนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้ หากจะให้ดีจริงแล้ว ต้องเชื่อกรรม เมื่อได้ชื่อดีมาแล้ว และประพฤติดีทางกาย วาจา ใจ ก็จะทำให้ชื่อดีกับการกระทำนั้น ส่งเสริมเราให้มีความเจริญ รุ่งเรือง
ในการนำเสนอ ที่มาของชื่อ ผู้เรียบเรียงจะขอสรุปและนำเสนอใน ๙ ประเด็น คือ

๑. ชื่อพ่อแม่ตั้งให้ ตั้งไว้ตอนเด็กอย่างใด ก็ยังคงอยู่อย่างนั้น เช่น อานนท์ นันทะ โอสธ ปันถกะ พากุละ จิตตะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า อานนท์ เพราะตอนเกิดทำให้ญาติร่าเริงบันเทิงใจ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านบังเกิดในเรือนของเจ้าอมิโตทนศากยะ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ท่านเกิดแล้วทำพระญาติทั้งมวลของท่านให้ร่าเริงบันเทิงใจ เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจึงขนานพระนามของท่านว่า อานันทะ ท่านบวชแล้ว บรรลุธรรมเพียงโสดาบัน จากการฟังธรรมที่พระปุณณะ มันตานีบุตรแสดง และหลังจากพระพุทธเจ้าปริพพานแล้วได้ ๓ เดือนจึงได้บรรลุพระอรหัตผล ได้รับยกย่องจาก พระพุทธเจ้าว่าเป็นขุนคลังธรรม ท่านมีความเป็นเลิศหลายอย่าง เลิศกว่าเหล่าภิกษุสาวกผู้เป็นพหูสูต ผู้มีสติทรงจำ ผู้มีคติ ผู้มีธิติ และผู้เป็นอุปัฏฐาก เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะพระประยูรญาติตั้งไว้ และชื่อท่านก็ดี การปฏิบัติตนของท่านก็ดี ย่อมทำให้ผู้ที่มาหาท่าน มีความบันเทิงใจทุกคน

ชื่อว่า โอสธ เพราะท่านเกิดมามีแท่งยา ในมือ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางสุมนา ผู้เป็นภรรยาเศรษฐี ปัจฉิมยวมัชฌคาม กรุงมิถิลา เมื่อล่วง ๑๐ เดือน นางสุมนาเทวีคลอดบุตรมีพรรณดุจทองคำ ขณะคลอด ท้าวสักกะทอดพระเนตรดูมนุษย์โลกทรงทราบว่า โพธิสัตว์คลอดจากครรภ์มารดา คิดว่า ควรที่เราจะทำพระพุทธางกูรนี้ให้ปรากฏในโลก จึงเสด็จมาด้วยกายที่ ไม่มีใครเห็นพระองค์ วางแท่งยา(โอสธฆฏิกะ)แท่งหนึ่งที่มือของท่าน แล้วเสด็จกลับไป ท่านรับแท่งยานั้นกำไว้ นางสุมนาเทวีเห็นแท่งยาในมือของท่านจึง ถามว่า ลูกได้อะไรมา ท่านตอบมารดาว่า ยา จ๊ะแม่ แล้ววางยาทิพย์ในมือมารดา กล่าวว่า แม่ครับ แม่จงให้ยานี้แก่เหล่าคนเจ็บป่วย นางสุมนาเทวีมีความร่าเริงยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงบอกแก่สิริวัฒกเศรษฐีผู้สามี สิริวัฒกเศรษฐี เป็นโรคปวดศีรษะมา ๗ ปี คิดว่า กุมารนี้เมื่อเกิดก็ถือยามา ทั้งพูดกับมารดาได้ในขณะที่เกิด ยาที่ผู้มีบุญเห็นปานนี้ให้ จักมีอานุภาพมาก แล้วจึงถือยานั้น ฝนที่หินบด แล้วเอาโอสถหน่อยหนึ่งทาที่หน้าผาก โรคปวดศีรษะที่เป็นมา ๗ ปี ก็ หายไป เศรษฐีดีใจว่า ยามีอานุภาพมาก ความที่ท่านถือยามาก็ปรากฏไปในที่ทั้งปวง บรรดาผู้เจ็บป่วย ทั้งปวงพากันมาบ้านท่านเศรษฐีขอยา เศรษฐีก็ถือยาหน่อยหนึ่งฝนที่หินบด ละลายน้ำให้แก่คนทั้งปวง เพียงใช้ยาทิพย์ทาตัวเท่านั้น ความเจ็บป่วยทั้งปวงก็สงบ มนุษย์ทั้งหลายมีสุขแล้วก็สรรเสริญว่า ยาในเรือนของสิริวัฒกเศรษฐีมีคุณมากแล้วหลีกไป เศรษฐี เมื่อตั้งชื่อ ก็ตั้งชื่อลูกว่า โอสธกุมาร เพราะเมื่อบุตรเกิดก็ถือยามาด้วย แต่คนทั้งหลาย ตั้งชื่อให้อีกว่า มโหสธกุมาร เพราะยามีคุณมาก เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะเหตุที่ท่านได้ช่วยเหลือผู้อื่น นำยาที่มีคุณมากมาให้แก่ผู้เจ็บป่วย

ชื่อว่า พากุละ เพราะท่านเจริญเติบโตในสองตระกูล มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในเรือนเศรษฐีกรุงโกสัมพี ตั้งแต่วันที่ท่านถือปฏิสนธิ สกุลเศรษฐีนั้นก็ประสบลาภอันเลิศยศอันเลิศ มารดาของท่านคลอดท่านแล้วคิดว่าเด็กนี้มีบุญ ทำบุญไว้แต่ก่อน เมื่อพี่เลี้ยงนางนมกำลังให้ท่านเล่นดำลงโผล่ขึ้น ในแม่น้ำยมุนา ปลาตัวหนึ่งเห็นท่านสำคัญว่าเหยื่อ ก็อ้าปากคาบเอาไป พี่เลี้ยงนางนมตกใจก็ทิ้งท่านหนีไป ท่านอยู่ในท้องปลา ต่อมาปลานั้นถูกจับได้ที่เมืองพาราณสี และถูกขายให้แก่ภรรยาเศรษฐีเมือง พาราณสี ภรรยาเศรษฐีผ่าท้องปลาพบท่านแล้วเลี้ยงไว้เป็นบุตร ฝ่ายมารดาเดิมทราบข่าว จึงขอบุตรคืน ตกลงกันไม่ได้ จนพระราชาทรงตัดสินให้ท่านเป็นทายาทของสองตระกูล นับแต่นั้นมา ตระกูลทั้งสองก็ประสบลาภอันเลิศยศอันเลิศอย่างยิ่ง จึงพากัน ขนานนามท่านว่า พากุลกุมาร เพราะสกุลทั้งสองเลี้ยงให้เติบโต ต่อมา ท่านบวชแล้ว บรรลุอรหัตผล มีอาพาธน้อย๓ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อ เช่นนี้ เพราะเหตุการณ์ที่ท่านประสบและคนที่เคยทำบุญไว้มาก ย่อมมีอานุภาพแห่งบุญคอยช่วยเหลือ ซึ่งตรงกับสำนวนไทยที่ว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ นอกจากนี้ ท่านพากุลเถระนี้ ในอดีตชาติ เคยถวายยาแก่พระสงฆ์ ดังนั้น จึงทำให้ท่านเป็นคนไม่มีโรคภัยเบียดเบียน

๒. ชื่อที่มาจากแม่ เช่น สารีบุตร ปุณณะมันตานีบุตร ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า สารีบุตร เพราะมีแม่ชื่อสารี มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในครรภ์ของสารีพราหมณีในบ้านอุปติสสะ ไม่ไกลกรุงราชคฤห์ ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อว่าอุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูล ในบ้านอุปติสสะ ต่อมา ท่านบวชแล้ว ได้บรรลุอรหัตผล มีปัญญามาก คน ทั่วไปเรียกชื่อของท่านว่า สารีบุตร เหตุเพราะท่านเป็นบุตรชายของแม่ที่มีชื่อว่าสารี เรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะอิทธิพลของแม่ที่มี ต่อลูก ส่วนชื่ออุปติสสะ ชื่อเดิมของท่านนั้น ก็มีเรียกบ้าง แต่ไม่มากนัก

๓. ชื่อที่มาจากโคตร เช่น กัจจายนะ โสณะ โกฬิวิสะ กัสสปะ โคตมะ ในที่นี้ จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า กัจจายนะ เพราะท่านมีร่างกายมีผิวดังทอง มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านบังเกิดในเรือนแห่งปุโรหิตตระกูลชื่อว่ากัจจายนะ ในกรุงอุชเชนี ในวันขนานนาม มารดาบิดาปรึกษากันว่า บุตรของเรา มีร่างกายมีผิวดังทอง คงจะถือเอาชื่อของตนมาแล้ว จึงขนานนามท่านว่า กาญจนมาณพ พอท่านโตขึ้นแล้วก็ศึกษาไตรเพท เมื่อบิดาสิ้นชีพแล้ว ก็ได้ตำแหน่งปุโรหิตแทน และมีชื่อว่า กัจจายนพราหมณ์ เรียกตามตระกูล ต่อมา ท่านบวชแล้ว ได้บรรลุอรหัตผล ทั้งเป็นตัวแทนไปประกาศพระศาสนายังกรุงอุชเชนีอีกด้วย เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เป็นเพราะอำนาจวงศ์ตระกูลเป็นสำคัญ ส่วนชื่อเดิม กาญจนะ ไม่มีคนรู้จักเลย นอกจากนี้ ท่านมีคุณมาก มีคุณใหญ่ เพราะท่าน เลิศด้านขยายเนื้อความย่อให้พิสดาร จึงชื่อว่า มหากัจจายนะ

ชื่อว่า โสณะ โกฬิวิสะ เพราะเวลาเกิดท่านมีรัศมีร่างกายดุจรดด้วยทองสุกแดง และเกิดมาจากตระกูลของแพทย์(พ่อค้า) มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในเรือนของอุสภเศรษฐี ตระกูลโกฬิวิสะ (หมายถึงโกฏิเวสสะ กล่าวคือตระกูลศูทร ผู้ถึงที่สุดโดยอิสริยยศ) ในเมืองกาลจัมปากะ ตั้งแต่เวลาที่ท่านถือปฏิสนธิ เครื่องบรรณาการหลายพันมาในสกุลเศรษฐี ในวันที่เกิดนั่นเอง ทั่วพระนครได้มีเครื่องสักการะสัมมานะเป็นอันเดียวกัน ต่อมาในวันตั้งชื่อท่านนั้น มารดาบิดาคิดว่า บุตรของเรารับชื่อของตนมาแล้ว รัศมีร่างกายของเขาดุจรดด้วยทองสุกแดง เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อของท่านว่าโสณกุมาร ต่อมา ท่านบวชแล้ว ทำความเพียรอย่างมาก และได้บรรลุอรหัตผล เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เป็นเพราะชื่อเดิมและตระกูลของตน

๔. ชื่อที่ได้รับเพราะบาปกรรม เช่น ขุชชุตตรา ปัญจปาปา ลกุณฑกภัททิยะ กุณฑธานะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า ขุชชุตตรา เพราะมีร่างกายค่อม มีเรื่องกล่าวไว้ว่า นางถือปฏิสนธิในครรภ์ของแม่นม ในเรือนของโฆสกเศรษฐี เวลาที่เกิดนางมีร่างค่อม เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อ ขุชชุตตรา เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ นางอยู่ในราชนิเวศน์ของพระเจ้ากรุงพาราณสี เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งประจำราชสกุลเป็นคนค่อม จึงทำการเย้ยหยันต่อหน้าเหล่าสตรีที่อยู่ด้วยกันกับตน เที่ยวทำอาการว่าเป็นคนค่อม เพราะเหตุนั้น นางจึงบังเกิดเป็นหญิงค่อม เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า นางได้ชื่อเช่นนี้เพราะอำนาจกรรมเก่าแต่ปางก่อน

๕. ชื่อที่เกิดจากการกระทำ เช่นสามาวดี ปฏาจารา กุณฑลเกสา ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า สามาวดี เพราะล้อมรั้ว มีเรื่องกล่าวไว้ว่า นางเกิดเป็นลูกเศรษฐีชื่อภัททวติยะ มารดาบิดาตั้งชื่อให้นางว่า สามา ต่อมา นางทำเสียงของคน ที่รับทานของท่านโฆสกเศรษฐีให้เงียบเสียงลงได้ ด้วยการแนะให้สร้างรั้ว(วดี) โดยรอบแล้วทำประตูไว้ ๒ ประตู แล้วให้ตั้งสิ่งของไว้ภายใน ให้คนทั้งหลายมารับอาหารเข้าทางประตูหนึ่งออกอีกประตูหนึ่ง เพราะฉะนั้น นางจึงได้ชื่อว่าสามาวดี เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า นางได้ชื่อเช่นนี้ เพราะกรรมที่ได้ทำดีไว้ในปัจจุบัน

ชื่อว่า กุณฑลเกสา เพราะมีผมคล้ายตุ้มหู มีเรื่องกล่าวไว้ว่า นางถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐี กรุงราชคฤห์. บิดามารดาตั้งชื่อนางว่าภัททา เล่ากันว่า นางเมื่อโตเป็นสาวแล้ว นำโจรคนหนึ่งมาเป็นสามี แล้วถูกสามีหลอกไปฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ที่ภูเขาสูงชั้น นางผลักโจรซึ่งเป็นสามีตกภูเขาแล้ว ไปบวชในสำนักนิครนถ์ ก่อนจะบวชนั้น พวกนิครนถ์ใช้ก้านตาลทึ้งถอนผมของนางแล้วจึงให้บวช ผมของนางเมื่อจะงอกขึ้นอีก ก็งอกขึ้นเป็นวงกลมคล้ายตุ้มหู โดยเป็นกลุ่มก้อนขึ้นมา เพราะเหตุนั้นนางจึงเกิดมีชื่อว่า กุณฑลเกสา ต่อมานางสนทนาธรรมกับพระสารีบุตร ได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงได้ชื่อว่า ภัททา กุณฑลเกสา (บางแห่งเรียกว่า กุณฑลเกสี) จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า นางได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม และลักษณะเฉพาะที่ปรากฏแก่บุคคลทั่วไป

๖. ชื่อที่ได้รับมาเพราะชื่อเดิมและสถานที่ เช่น อุรุเวลกัสสปะ คยากัสสปะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ เดิมชื่อ กัสสปะ แต่เพราะอยู่ที่อุรุเวลา จึงชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านบังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีชื่อว่า กัสสปะ ตามโคตรของตน เจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท มีบริวารมาณพ ๕๐๐ ท่านตรวจดูสาระในคัมภีร์ (ไตรเพท) เห็นแต่ประโยชน์ส่วนปัจจุบันเท่านั้น ไม่เห็นประโยชน์ส่วนภายภาคหน้า ท่านไปยังตำบลอุรุเวลา แล้วบวชเป็นฤษีพร้อมกับบริวารของตน จึงมีชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ ต่อมา ท่านบวชแล้วบรรลุอรหัตผล มีบริวารมาก ปรากฏชื่อว่าอุรุเวลกัสสปะ เพราะท่านบวชในอุรุเวลาเสนานิคม เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม และสถานที่ท่านบวช

๗. ชื่อที่ได้รับเพราะรูปร่าง เช่น ปัญจ -สิขะ กีสาโคตมี อุคคะ ในที่นี้จะตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า ปัญจสิขะ เพราะเป็นเทพบุตรมีผม ๕ แหยมห้อยอยู่เบื้องหลัง มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ในชาติก่อน ท่านในเวลาทำกรรมที่เป็นบุญ ในถิ่นมนุษย์ยังเป็นหนุ่ม ในเวลาเป็นเด็กไว้ผม ๕ แหยม เป็นหัวหน้าเลี้ยงโค พาพวกเด็กแม้เหล่าอื่นทำศาลาในที่อันเป็นทางสี่แยก ขุดสระบัว ผูกสะพาน ปราบทางขรุขระให้เรียบ ขนไม้มาทำเพลาและไม้สอดเพลาของยาน ทั้งหลาย เที่ยวทำบุญแบบนี้ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ตายลงทั้งที่ยังเป็นหนุ่ม ร่างของเขานั้นเป็นร่างที่ น่ารัก น่าใคร่น่าชอบใจ ครั้นเขาตายแล้ว ก็ไปเกิดในเทวโลกชั้น จาตุมหาราชิกามีอายุ ๙ ล้านปี ร่างของเขาคล้ายกับกองทองมีขนาดเท่าสามคาวุต เขาประดับเครื่องประดับปริมาณ ๖๐ เล่มเกวียน พรมของหอม ประมาณ ๙ หม้อ ทรงผ้าทิพย์สีแดง ประดับดอกกรรณิการ์ทองแดง มีแหยม ๕ แหยมห้อยอยู่ที่เบื้องหลัง

๘. ชื่อที่ผสมกัน เพราะรวมชื่อเดิมและ รูปร่างที่ปรากฏไว้ด้วยกัน เช่น กาฬุทายี พาหิยะ ทารุจีริยะ กัณหทีปายนดาบส อาณิมัณฑัพยดาบส ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า กาฬุทายี เดิมชื่อ อุทายี แต่เพราะดำ จึงชื่อว่า กาฬุทายี มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในเรือนของอำมาตย์ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ใน วันเกิดก็เกิดพร้อมกับพระโพธิสัตว์แล ในวันนั้น ญาติทั้งหลายก็ให้นอนบนเครื่องรองรับคือผ้าแล้วนำไปถวายตัวเพื่อรับใช้พระโพธิสัตว์ เพราะเกิดในวันเดียวกับพระโพธิสัตว์ ในวันตั้งชื่อท่าน เหล่าญาติตั้งชื่อว่าอุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวนครทั่วไปมีจิตใจฟูขึ้น แต่เพราะท่านเป็นคนดำนิดหน่อยจึงเกิดชื่อว่ากาฬุทายี ท่านเล่นของเล่นสำหรับเด็กชายกับพระโพธิสัตว์จนเจริญวัย ต่อมา เมื่อพระโพธิสัตว์ออกบวช และตรัสรู้แล้ว ก็ได้บวช และบรรลุอรหัตผล เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม กับรูปร่างลักษณะประกอบกัน

ชื่อว่า อาณิมัณฑัพยดาบส เดิมชื่อว่า มัณฑัพยะ แต่เพราะลิ่มไม้อยู่ในร่างกาย จึงชื่อว่า อาณิมัณฑัพยะ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านเกิดในตระกูลเศรษฐี ในนิคมแห่งหนึ่ง มารดาบิดาตั้งชื่อว่า มัณฑัพยะ เมื่อมารดาบิดาตายแล้ว ก็สละทรัพย์ ออกบวชเป็นดาบส อยู่ปฏิบัติธรรมในป่าหิมพานต์ ต่อมา เดินทางเข้ามาในเมืองกาลิงคะ ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร และถูก ชาวบ้านนำตัวส่งพระราชา และ พระราชารับสั่งให้ฆ่าและเสียบประจาน เมื่อเจ้าหน้าที่กำลังใช้หลาวหลายชนิดเสียบท่าน แต่เสียบไม่เข้า ท่านก็ระลึกชาติได้ ได้เห็นกรรมของตนว่า ในชาติก่อน ท่านเมื่อจับแมลงวันได้แล้ว ก็ใช้หนามไม้ทองหลางเสียบตัวแมลงวัน ดาบสรู้ว่า ตนคงไม่อาจพ้นจากบาปนี้ได้ จึงกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าท่านต้องการจะเสียบเรา ก็จงใช้หลาวไม้ทองหลางเสียบเถิด เจ้าหน้าที่ได้ทำอย่างนั้น เสียบท่านประจานไว้ ต่อมาเมื่อความจริงปรากฏ ท่านพ้นผิด เจ้าหน้าที่จึงพากันมาถอนหลาวจากตัวท่าน แต่ก็ถอนออกไม่ได้ ท่านจึงกล่าวถึงคนเหล่านั้นว่า เราประสบทุกข์เช่นนี้ เพราะทำกรรมไว้ในปางก่อน ใครๆ ไม่อาจจะถอนหลาวออกจากตัวเราได้หรอก หากจะช่วยให้เรารอดตาย ก็จงตัดหลาวอันนี้ติดกับเนื้อของเราเถิด คนทั้งหลายก็พากันทำเช่นนั้น ตั้งแต่นั้นมา ภายในร่างกายของท่านจึงมีลิ่ม(อาณิ) อยู่เรื่อยมา มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่ง ท่านเคยใช้หนามไม้ทองหลางที่แหลมๆ เสียบก้นแมลงวัน หนามไม้ทองหลางติดอยู่ในตัวแมลงวัน แต่แมลงวันไม่ตายเพราะถูกเสียบ จะตายเมื่อหมดอายุของตน ฉะนั้น ดาบสยังไม่ตายตราบที่กรรมยังไม่สิ้นไป ดังนั้น ท่านจึงมีชื่อใหม่ว่า อาณิมัณฑัพยะ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม กับเหตุการณ์ ปัจจุบัน ผสมกับกรรมเก่าที่ได้กระทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าเด็กๆ ที่ชอบเล่นสนุกๆ ชอบรังแกสัตว์ คงจะได้รับผลของกรรมเช่นนี้เหมือน กัน ดังนั้น เราจึงควรมีเมตตา ไม่ควรรังแกสัตว์

๙. ชื่อที่ผู้อื่นตั้งขึ้นให้ใหม่ เช่น อนาถ -ปิณฑิกะ กุมารกัสสปะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น

ชื่อว่า อนาถปิณฑิกะ เพราะมีก้อนข้าว เพื่อคนยากไร้ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านเกิดในเรือนของ สุมนเศรษฐี กรุงสาวัตถี บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า สุทัตตะ ต่อมา เมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ตั้งโรงทาน บริจาคก้อนข้าวให้คนอนาถาทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ๑๔ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ชื่อเดิมกับชื่อที่เกิดจากการบำเพ็ญคุณความดี หรือชื่อภายหลังนั้น บางครั้งก็มีคนรู้จักชื่อหลังมากกว่า ส่วนชื่อเดิม คนที่ไม่ใกล้ชิด อาจจะไม่รู้จักเลย นอกจากนี้ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ภายหลังได้บรรลุธรรม และสร้างวัดเชตวันถวาย พระพุทธเจ้า ด้วยการบริจาคทรัพย์ถึง ๕๔ โกฏิ

ชื่อว่า กุมารกัสสปะ เดิมชื่อ กัสสปะ แต่เพราะไปซ้ำกับผู้อื่น เขาจึงเรียกชื่อใหม่ว่า กุมาร - กัสสปะ เพราะบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มีเรื่องกล่าว ไว้ว่า ท่านเกิดในครรภ์ของหญิงคนหนึ่งใน กรุงราชคฤห์ หญิงนั้นอ้อนวอนมารดาก่อนเพื่อจะบวช แต่ก็ไม่ได้บวช จนมีสามี ไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เมื่อจะบวช จึงเอาใจสามี และสามีก็อนุญาต นางบวชเป็นภิกษุณีอยู่ในสำนักภิกษุณี ภิกษุณีทั้งหลาย เห็นนางมีครรภ์ จึงถามพระเทวทัต พระเทวทัตก็บอกว่า นางไม่เป็นสมณะ แล้วยังสงสัยก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระอุบาลีเถระรับเรื่องไปวินิจฉัย

พระเถระเชิญตระกูลชาวกรุงสาวัตถี และนางวิสาขาอุบาสิกาให้ตรวจ ท่านได้ข้อเท็จจริงแล้วจึงวินิจฉัยว่า นางตั้งครรภ์มาก่อน บรรพชาจึงไม่เสียพระพุทธเจ้า ประทานสาธุการรับรองแก่พระเถระ ภิกษุณีนั้นคลอดบุตรเช่นกับหล่อด้วยแท่งทองคำ พระเจ้าปเสนทิโกศลโปรดให้รับเด็กนั้นมาชุบเลี้ยง พระราชทานนามว่ากัสสปะ เมื่อกัสสปะเติบโตพอแล้ว จึงทรงนำไปฝากไว้ยังสำนักพระศาสดาให้บวช ท่าน บวชครั้งยังเป็นเด็กรุ่น พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พวกเธอจงเรียกกัสสปะมา จงให้ผลไม้นี้บ้าง ของเคี้ยวนี้บ้างแก่กัสสปะ ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า กัสสปะองค์ไหน (เพราะพระที่ชื่อกัสสปะมีหลายองค์) จึงพากันขนานนามว่า กุมารกัสสปะ ตั้งแต่นั้นมา แม้ครั้งท่านแก่เฒ่า ก็ยังเรียกกันว่า กุมารกัสสปะ อยู่นั่นเอง๑๕ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อ อย่างนี้ เพราะต้องการให้ความสะดวกแก่คนที่เรียกหา ดังนั้นชื่อของท่าน จึงเกิดขึ้นมาจากการที่ผู้อื่นตั้งไว้

ที่มาของชื่อทั้ง ๙ ดังกล่าวมานี้ ก็คือที่มาของชื่อของบุคคลต่างๆ เรื่องนี้แม้หลายคนจะคิดว่า เป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็น่าสนใจครับ

เนื้อเรื่อง สุขญา ยาสุกแสง ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ครุศาสตร์), พธ.ม.(พระพุทธศาสนา), เจ้าหน้าที่ตำราวิชาการ ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ กองวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 19:47:16 น.
Counter : 211 Pageviews.  

ข้าพเจ้าจักกลับมาเกิดใหม่อีก ๒๕ ครั้ง เพื่อเผยแผ่ประกาศพระธรรมของพระพุทธเจ้า (ธรรมปาละ)

ท่านธรรมปาละเป็นบุคคลธรรมดา ที่เกิดในตระกูลชาวพุทธลังกา แต่ท่านได้ทำคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาที่อินเดียและที่ลังกามากมาย ท่านได้เป็นผู้จุดประกายริเริ่มให้ชาวพุทธ และชาวอินเดีย หันมาเอาใจใส่และฟื้นฟูพุทธสถาน ที่สำคัญของพระพุทธองค์ โดยเฉพาะพุทธคยา ให้พระพุทธศาสนา กลับมายังมาตุภูมิ ถิ่นเกิดของตนเองอีก ท่านธรรมปาละได้อุทิศ กาย ใจ เพื่อเชิดชู เพื่อรักษา เพื่อเผยแผ่พระพุทธธรรมของพระพุทธองค์ จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ท่านธรรมปาละจึงเป็นอมตบุคคลและเป็นรัตนบุรุษผู้หนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนพึงจดจำและระลึกถึงท่าน นำเอาแนวทางของท่านมาเป็นแบบดำเนินชีวิต

น่าศึกษาเรื่องราวของท่านธรรมปาละกันนะครับ

ตำนานแห่งพระมหาเจดีย์พุทธคยา และมหันต์

มหาเจดีย์พุทธคยา อันเป็นอนุสรณ์สถานนะลึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้น มีการสร้างพระมหาเจดีย์มาตั้งแต่สมัย พระเจ้าอโศกมหาราช และสร้างเติมต่อ ๆ มา โดยกษัตริย์ชาวพุทธในอินเดีย พระองค์ต่อ ๆ มา จนกระทั่ง เมื่อกองทัพที่ไม่ใช่พุทธ ได้บุกเข้ามาโจมตีอินเดีย พุทธคยาก็ถูกปล่อยให้รกร้างไม่มีผู้คอยเฝ้าดูแล

ราวปี พ.ศ. ๒๑๓๓ นักบวชฮินดูรูปหนึ่ง ชื่อ โคเสนฆมัณฑิคีร์ ได้เดินทางมาถึง ที่พุทธคยา และเกิดชอบใจในทำเลนี้ จึงได้ตั้งสำนักเล็ก ๆ ใกล้ ๆ กับ พระมหาเจดีย์พุทธคยา และพออยู่ไปนาน ๆ ก็คล้าย ๆ กับเป็นเจ้าของที่ไปโดยปริยาย และพวกมหันต์นี้ ก็คือนักธุรกิจการค้าที่มาในรูปนักบวชฮินดูนั่นเอง กล่าวกันว่า เป็นพวกที่ติดอันดับ มหาเศรษฐี ๑ ใน ๕ ของรัฐพิหาร ผู้นำของมหันต์ปัจจุบัน ก็มีการสืบทอดมาตั้งแต ่โคเสณฆมัณฑิคีร์ ตอนนี้เป็นองค์ที่ ๑๕ การที่พวกมหันต์ มาครอบครองพุทธคยานั้น ก็ไม่ได้ดูแลพุทธคยาแต่อย่างไรทั้งสิ้น เพียงใช้พื้นที่เพื่อหาประโยชน์เท่านั้นเอง

ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ พระเจ้ามินดงมิน แห่งพม่า ได้ส่งคณะทูตมายังอินเดีย เพื่อขอบูรณะ ปฏิสังขรณ์พระวิหารและจัดการบาง ประการเพื่อดูแลรักษาพุทธสถานแห่งนี้ เมื่อได้รับ ความยินยอมจากพวกมหันต์และรัฐบาลอินเดีย จึงได้เริ่มทำการบูรณะ ทางรัฐบาลอินเดียได้ส่งเซอร์ อเล๊กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ด.ร.ราเชนทรลาล มิตระ เข้าเป็นผู้ดูแลกำกับการบูรณะ หลังจากนั้นคณะผู้แทนจากพม่าจำเป็นต้องเดินทางกลับ ทางรัฐบาลอินเดียจึงรับงานบูรณะ ทั้งหมดมาทำแทน และเสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ จนเป็นดังที่เห็นในปัจจุบัน

ก่อนหน้าที่ท่านธรรมปาละจะเดินทางมาที่พุทธคยานั้น ท่านได้อ่านบทความของท่านเซอร์ เอดวินด์ อาโนลด์ ผู้เรียบเรียงหนังสือพุทธประวัติภาษาอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และกล่าวกันว่า เป็นพุทธประวัติฉบับภาษาอังกฤษ ที่มีความไพเราะ และน่าเลื่อมใสมาก คือ ประทีบแห่งทวีปเอเซีย (The Light of Asia) ซึ่งท่านเซอร์ ได้เดินทางไปที่พุทธคยา ได้พบกับความน่าเศร้าสลดใจหลายประการ ท่านได้เขียนบทความไว้ตอนหนึ่งว่า (แปลจากภาษาอังกฤษ)


ตะวันตกและวันออก โอกาสแจ่มจรัส โอกาสแห่งความรุ่งโรจน์
( EAST and West ; A Splendid Opportunity)
เขียนโดย ท่านเซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์

“ในความเป็นจริง ไม่มีข้อกังขาสงสัยใดๆ ในความเป็นจริง ของสถานที่ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบลของชาวพุทธ คือ กบิลพัสดุ์ (ปัจจุบัน Bhuila) ซึ่ง เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ, ป่าอิสิปตนะ ภายนอกเมืองพาราณสี ซึ่งพระพุทธองค ์ได้แสดงธรรมเทศนา กุสินารา ที่พระองค์ได้ปรินิพพาน และสถานที่ตรัสรู้ซึ่งมี ต้นโพธิ์เป็นเครื่องหมาย ในวันเพ็ญเดือน ๖ เมื่อ ๒๓๘๓ ปี มาแล้ว พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรทางจิตและมีศรัทธาเป็นอย่างมาก ซึ่งพระองค์ได้นำ ความเจริญทางอาารยธรรม มาสู่เอเชีย บรรดาสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา คือสิ่งที่มีค่าและศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธทั่วทั้งเอเชีย ทำไมหรือ เพราะว่า ปัจจุบันตกอยู่ในมือของนักบวชพราหมณ์ ผู้ไม่ได้ดูแลวัดเลย นอกจากว่าจะถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์เท่านั้น และพวกเขา ได้ตักตวงเอาผลประโยชน์ เป็นอย่างมาก

ความจริงในเรื่องนี้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ กล่าวคือ ๑๔๐๐ ปีมาแล้ว สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พิเศษสุดและชาวพุทธรักษาไว้ แต่ได้ทรุดโทรมลงและถูก ปล่อยปละละเลย เหมือนกับ วัดพุทธศาสนาแห่งอื่น ๆ จากการอันตรธานสูญหายของพุทธศาสนาจากอินเดีย ๓๐๐ ปีต่อมา นักบวชศาสนาพราหมณ์ที่ นับถือพระศิวะมาถึงที่นี้ และตั้งหลักปักฐาน ณ ที่ตรงนี้ ได้เริ่มครอบครองสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ซึ่งได้เห็นและก่อนตั้ง โรงเรียนสอนศาสนาขึ้นมา พวกเขามีกำลังมากจึงเข้ายึดครองเป็นเจ้าของวัดพุทธคยา ซึ่งรัฐบาลเบงกอลได้เข้ามาบูรณะ และพื้นที่ รอบพุทธคยา ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ (ค.ศ.๑๘๘๐) และได้ขอส่วนหนึ่งของรั้วเสาหินสมัยพระเจ้าอโศก จากพวกมหันต์ ซึ่พวกเขาได้นำไปสร้างบ้าน เพื่อนำกลับมาตั้งไว้ ณ ที่เดิม แต่พวกมหันต์ไม่ได้คืนมา และท่านเซอร์ อาชเลย์ gvgfo (Sir Ashley Eden) ก็ไม่สามารถผลักดันการบูรณะให้แล้วเสร็จได้

ชาวพุทธทั่วโลกได้ลืมคืนที่ดี และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์กลางที่ยิ่งใหญ่ของศรัทธา ดังเช่นนครเมกกะ และเยรูซาเล็ม (Mecca and Jeruzaiem) เป็นศูนย์กลางศรัทธาของผู้ศรัทธานับล้านคน-เมื่อข้าพเจ้าได้พักที่โรงแรม ที่พุทธคยาปีสองปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจที่เห็นเครื่องบูชา สาร์ท (Shraddh) ของพวกฮินดูในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ และวัตถุโบราณที่มีค่าจำนวนมากหลายพันชิ้น ซึ่งจารึก ด้วยภาษาสันสกฤตได้ถูกทิ้งจมอยู่ในดิน ข้าพเจ้าได้ถามนักบวชฮินดูว่า
“ข้าพเจ้าจะขอใบโพธิ์จากต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่”
“เจ้านาย จงหักเอาเท่าที่คุณชอบ มันไม่มีค่าอะไรสำหรับเรา” นี้เป็นคำตอบจากพวกเขา.

ข้าพเจ้าเก็บใบโพธิ์ ๓-๔ ใบอย่างเงียบ ๆ ซึ่งพวกมหันต์ได้หักมาจาก กิ่งบนหัวของพวกเขา และข้าพเจ้าได้นำใบโพธิ์ไปยังศรีลังกา เมื่อได้คัดลอกจารึกที่เป็นภาษาสันสกฤต ที่นั้น (ศรีลังกา) ข้าพเจ้า ได้พบว่า ใบโพธิ์เป็นสิ่งมีค่าสำหรับชาวพุทธที่ศรีลังกา ซึ่งต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นและศรัทธา ใบโพธิ์ที่ข้าพเจ้าถวาย ได้ถูกนำไปที่เมืองแคนดี้ และได้ใส่ไว้ในผอบที่มีค่าและได้รับการบูชาทุก ๆ วัน ”
( และอีกตอนหนึ่งที่ท่านเซอร์อาร์โนลด์เขียนถึงพวกมหันต์ที่พุทธคยา มีดังต่อไปนี้ )

“ แต่ ๒-๓ ปีผ่านไป ในขณะที่ความคิดไปแผ่ขยายไปทั่วเอเชีย และสมาคมอย่างมากมายได้ก่อตั้งขึ้น ด้วยจุดประสงค์พิเศษ เพื่อเรียกร้องดินแดนศักดิ์สิทธิ์คืนมา พวกมหันต์ได้เรียกร้องเอาทรัพย์สินมากเกินไป และเข้ายึดครองวัดมากขึ้นทุกที จดหมาย ที่ข้าพเจ้าได้รับจากทางตะวันออก แสดงว่า พวกรัฐบาลได้นึกถึงคำขู่ของพวกพราหมณ์และผู้บริหารท้องถิ่น ได้มีท่าทีเปลี่ยนไป ในการเจรจา

ข้าพเจ้าคิดว่า พวกมหันต์เป็นคนดี ข้าพเจ้าไม่ได้ปรารถนาอย่างนี้มาก่อนเลย แต่มิตรภาพและความพอใจที่พวกเขามีให้ ถ้าคุณเดินเข้าไปในสถานที่ซึ่งผุ้คนที่ศรัทธานับล้าน เลื่อมใสศรัทธา อยู่ คุณอาจสังเกตเห็นสิ่งที่น่าอดสูและระทมใจในสวนมะม่วง ด้านตะวันออกของแม่น้ำ ลิลาจัน (Lilajan) พระพุทธรูปสมัยโบราณได้ถูกนำมาติดไว้ที่คลองชลประทานใหล้กับหมู่บ้านมุจลินท์ คือ สระมุจลินท์ และได้เห็น พระพุทธรูปใช้เป็นฐานรองรับบันไดที่ท่าตักน้ำ

ข้าพเจ้าได้พบชาวนาในหมู่บ้านรอบ ๆ วิหารพุทธคยา พวกเขาใช้แผ่นสลักที่มีความงดงามจากวิหาร มาทำเป็นขั้นบันได ของพวกเขา ข้าพเจ้าได้พบภาพสลักสูง ๓ ฟุต ซึ่งมีสภาพดีเยี่ยม จมอยู่ใต้กองขยะด้านตะวันอกของวังมหันต์ อีกส่วนหนึ่ง ติดอยู่กับผนังด้านตะวันออกของสวนมะม่วงริมแม่น้ำ และรั้วเสาหินพระเจ้าอโศกซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดของอินเดีย ซึ่งล้อมวิหาร แต่ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องครัวพวกมหันต์ ”

ทันทีที่บทความของท่านเซอร์เอดวิน อาโนลด์ ได้ตีพิมพ์ ท่านธรรมปาละได้มีโอกาสอ่าน ก็เกิดแรงบันดาลใจยิ่งขึ้น ที่จะมาดูพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อท่านเดินทางมาถึงพุทธคยา พร้อมกับพระโกเซน คุณรัตนะ วันที่ท่านมาถึงพุทธคยานั้น เป็นวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๔๓๔ ท่านธรรมปาละได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้เองว่า

“หลังจากขับรถออกมาจากคยา ๖ ไมล์ (ประมาณ ๑๐ กม.) พวกเราได้มาถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ภายในระยะทาง ๑ ไมล์ ท่านสามารถเห็นซากปรักหักพังและภาพสลักที่เสียหายเป็นจำนวนมาก ที่ประตู ทางเข้าวัดของพวกมหันต์ ตรงหน้ามุข ทั้งสองด้าน มีพระพุทธรูปปางสมาธิและปฐมเทศนาติดอยู่ จะแกะออก ได้อย่างไร พระวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูป ประดิษฐานอยู่ บนบัลลังก์ งดงามมาก ซึ่งแผ่ไปในใจ ของพุทธศาสนิกชนสามารถทำให้หยุดนิ่งได้ ช่างอัศจรรย์จริง ๆ

ทันใดนั่นเอง ข้าพเจ้าได้มานมัสการ พระพุทธรูป ช่างน่าปลื่มอะไรเช่นนี้ เมื่อข้าพเจ้าจดหน้าผาก ณ แท่นวัรชอาสน์ แรงกระตุ้นอย่างฉับพลัน ก็เกิดขึ้นในใจ แรงกระตุ้นดังกล่าวนั้นกระตุ้นให้ข้าพเจ้าหยุดอยู่ที่นี่ และ ดูแลรักษา พุทธสถาน อันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นสถานที่ตั้งแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเจ้าชายศากยะสิงหะ (พระสิทธัตถะ) ได้ประทับตรัสรู้ และเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่มีที่แห่งใดในโลกมาเทียมเท่านี้

ท่านธรรมปาละได้เดินทางกลับมายังโคลัมโบ เพื่อที่จะไปจัดตั้งสมาคมขึ้น เพื่อการนำ พุทธคยากลับคืนมาสู่ชาวพุทธ และในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ พุทธสมาคม เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว ในชื่อว่า "พุทธคยามหาโพธิโซไซเอตี้ " ก็ได้รับการตั้งขึ้น ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศลังกา มีท่านประธานนายกะ เอช. สุมังคลมหาเถระ เป็นนายกสมาคม พันเอกโอลคอตต์เป็นผู้อำนวยการ ท่านธัมมปาละเป็นเลขาธิการ นอกนี้ก็มีผู้แทนจากประเทศและกลุ่มชาวพุทธต่าง ๆ เข้าร่วม ในการก่อตั้งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีผู้แทนจากประเทศไทยของเราเข้าร่วมด้วย คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า จันทรทัตจุฑาธร ( His Royal Highness Prince Chandradat Chudhadharn) ชื่อของสมาคมนี้ ต่อมาได้ตัดคำว่า พุทธคยาออก คงไว้แต่ มหาโพธิโซไซเอตี้ ดังในปัจจุบัน

ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ท่านธัมมปาละได้รับเชิญในฐานะผู้แทนชาวพุทธ ให้เข้าร่วมการประชุมสภาศาสนา (parliament religion) ที่เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา การที่ท่านธัมมปาละได้เดินทางไปครั้งนี้ นับว่าเกิดผลอย่างมาก ต่อพระพุทธศาสนา และต่อศาสนาทั้งหลาย ท่านธัมมปาละได้กล่าวปราศัยในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้ที่ประชุมรู้สึกทึ่ง ในคำสอนของ พระพุทธศาสนา ถึงกับมีนักการศาสนา และปรัชญาท่านหนึ่ง คือ มิสเตอร์ ซี. ที. เสตราส์ ประกาศปฏิญาณตนเป็น พุทธมามกะ นับถือพระพุทธศาสนา ท่านธัมมปาละจึงได้จัดให้มีการปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่ สมาคมธีออสโซฟี่ แห่งชิคาโก นับว่าเป็นอุบาสกคนแรก ในประเทศอเมริกาทีเดียว

เมื่อท่านธรรมปาละ เดินทางกลับจากการประชุมสภาศาสนาครั้งนี้ ท่านได้ผ่าน ฮอนโนลูลู และสมาชิกสมาคมธีออสโซฟี่ แห่งฮอนโนลูลู ได้มาต้อนรับท่าน ซึ่งท่านได้พบกับ นางแมรี่ มิกาฮาลา ฟอสเตอร์ นางเป็นเชื้อสาย เจ้าผู้ครองฮาวาย นางเป็นคนโทสะจริต มีอารมณ์ขุ่นมัวเสมอ มักทำให้ทั้งเธอ และคนรอบข้างเกิดความเดือดร้อน จะเอาหลักศาสนา ไหน ๆ มาปฏิบัติก็ไม่หาย ได้มาปรึกษาท่านธรรมปาละ ท่านธรรมปาละจึงแนะนำหลักธรรม ทางพระพุทธศาสนาอย่างง่าย ๆ ให้เธอนำไปปฏิบัติ ปรากฏว่า เธอนำไปปฏิบัติได้ไม่นาน ก็หายจากอาการเจ้าโทสะ อารมณ์ร้าย เธอจึงเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา และท่านธรรมปาละมาก นางแมรี่ ฟอสเตอร์นี่เอง ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ท่านธรรมปาละ ด้าน ทุนทรัพย์ ในการฟื้นฟูพุทธคยา ด้วยจำนวนเงินรวม ๆ แล้ว กว่าล้านรูปี มีคนถึงกับขนานนามเธอว่า " วิสาขาที่ ๒ " ทีเดียว

หลังจากนั้นท่านได้เดินทางผ่านประเทศญี่ปุ่น จีน ไทย สิงคโปร์ และลังกา เพื่อพบปะ กับผู้นำฝ่ายศาสนาและบ้านเมือง ขอความร่วมมือด้านกิจกรรมฟื้นฟู พระพุทธศาสนา ที่ท่าน กำลังทำอยู่ ที่เมืองไทยเรา ท่านได้เฝ้า กรมหมื่นเทววงศ์วโรปการ ซึ่งทรงเป็นเสนาบดี กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น และพบกับเจ้านายอีกหลายพระองค์ ท่านอยู่ใน เมืองไทย ๓ อาทิตย์ จึงเดินทางกลับ (หลังจากนั้นท่านได้เดินทางมาอีก เพื่อมาขอรับ ส่วนแบ่งพระบรมธาตุ ซึ่งพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับ ทูลถวายจากรัฐบาลอินเดีย ซึ่งเป็นส่วนพระบรมธาตุที่ขุดได้จากบริเวณกรุงกบิลพัสดุ์ แถบเนปาล พระองค์ทรงประกาศ ไปยังประเทศพระพุทธศาสนาอื่น ๆ ว่าพระองค์ทรงยินดี จะแบ่งพระบรมธาตุให้กับชาวพุทธ ในประเทศอื่น ๆ ท่านธรรมปาละ ได้เดินทางมาขอรับพระราชทานส่วนแบ่งพระบรมธาตุ ในฐานะตัวแทนชาวพุทธลังกา ในปี ๒๕๔๓)

หลังจากนั้นท่านได้เดินทางผ่านประเทศญี่ปุ่น ได้รับพระพุทธรูปเก่าแก่ ถึง ๗๐๐ ปี จากชาวพุทธญี่ปุ่น ซึ่งมีความประสงค์ จะขอให้ท่านนำพระพุทธรูปนี้ ไปประดิษฐาน ที่พุทธคยาด้วย และพระพุทธรูปนี้เอง ต่อมาเป็นชนวนการขัดแย้ง ครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างท่านธรรมปาละ และมหันต์

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๓๘ ท่านธรรมปาละก็ได้นำพระพุทธรูปมายังวิหารพุทธคยา โดยไม่กลัวการขู่จากพวกมหันต์ แต่ผลก็คือว่า เมื่อท่านได้นำพระพุทธรูปญี่ปุ่นองค์นั้นไปถึงองค์พระเจดีย์พุทธคยา พร้อมกับพระภิกษุ อีก ๔ รูป ซึ่งประจำอยู่ที่นั่น กำลังจะยกพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐาน ปรากฏว่าพวกมหันต์ หลายสิบคนกรูกันเข้ามาบังคับ สั่งให้ท่านธรรมปาละเอาพระพุทธรูป ออก และทำการทุบตีทำร้ายอีกด้วย ท่านธรรมปาละกล่าวไว้ในบันทึกของท่าน ว่า “ มันช่างเจ็บปวดเหลือแสน ชาวพุทธถูกห้ามไม่ให้บูชาในวิหารที่เป็นสิทธิ์ของตนเอง ”

ศาลประจำจังหวัดคยา ได้ตัดสินความผิดกับพวกมหันต์ ในขณะที่ศาลสูงของกัลกัตตา กลับตัดสินให้พวกมหันต์ชนะคดี แต่ทางศาลสงฆ์ของกัลกัตตาก็มีความเห็นใจชาวพุทธ ได้ พิจารณาว่าอย่างไรก็ตาม พุทธคยานั้นเป็นพุทธสถานและสมบัติของชาวพุทธ อย่างชัดเจน

หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินทางไปยังจังหวัด เขต ตำบลต่าง ๆ ในอินเดีย เพื่อชี้แจงเรื่อง ปัญหาของชาวพุทธกับกรรมสิทธิ์ของชาวพุทธในพระเจดีย์พุทธคยาชาวอินเดีย ที่มีการศึกษา และประเทศใกล้เคียง ต่างก็ให้ความสนใจ หลายฝ่ายเทคะแนนให้กับชาวพุทธ และเห็นว่า พุทธคยานั้น เป็นกรรมสิทธิ์ ของชาวพุทธอย่างไม่ต้องสงสัย แม้แต่นักปราชญ์ที่ได้รับการยกย่องในอินเดีย เช่น ท่านรพินทร์นาถ ฐะกูร นักกวี และ นักวรรณคดีชาวอินเดียก็เห็นว่า พระวิหารพุทธคยานั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวพุทธอย่างแน่นอน

ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ปี ๒๔๓๗ เป็นต้นมา ท่านก็ได้ดำเนินการเรียกร้องทั้งในอินเดียและลังกา เรื่องของพุทธคยา ก็เป็นประเด็นที่ชาวอินเดียต่างให้ความสนใจ เรียกว่าเป็น Talk of The Town เลยทีเดียว

ท่านธรรมปาละ ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นว่า หากท่านจะตาย ขอตายในเพศบรรพชิต ดังนั้น ท่านจึงได้รับการบรรพชา (บวชเป็นสามเณร) ที่ วัดมูลคันธกุฎิวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในบริเวณห่างจากสารนาถ ซึ่งเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา ของพระพุทธองค์ ในวันที่ ๑๓ กรกฏาคม ปี ๒๔๗๔ โดยมีพระเรวตเถระ จากศรีลังกา มาบวชให้ (วัดมูลคันธกุฎิวิหารนั้น ท่านธรรมปาละริเริ่มการสร้างขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๔๔๔)

ถึงบัดนี้ สุขภาพของท่านธรรมปาละก็เริ่มเจ็บหนักขึ้น เพราะการตรากตรำทำงานหนัก มากเกินไป แต่ท่านก็ปรารถนา ที่จะได้บวชเป็นพระภิกษุให้ได้ และ ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๗๔ วัดมูลคันธกุฎิวิหารก็ได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และมีการผูก พัทธสีมาเป็นวัดโดยสมบูรณ์ โดยคณะสงฆ์ลังกา สิ้นเงินการสร้างวัด ตลอดจนเงินค่าจ้าง ช่างชาวญี่ปุ่น คือ โกเซทซุ โนสุ มาเขียนภาพฝาผนังพุทธประวัติ รวมทั้งหมด ๑๓๐,๐๐๐ รูปี
ท่านธรรมปาละได้กล่าวปราศัยในงานเปิดวันนั้น ความตอนสุดท้ายที่น่าประทับใจ ว่า
"...หลังจากที่พระพุทธศาสนาได้ถูกเนรเทศออกไปเป็นเวลานานถึง ๘๐๐ ปี ชาวพุทธทั้งหลายก็ได้กลับคืนมา ยังพุทธสถานอันเป็นที่รักของตนนี้อีก ... เป็นความปรารถนาของสมาคมมหาโพธิ ที่จะมอบพระธรรมคำสอนอันเปี่ยม ด้วย พระมหากรุณาของพระพุทธองค์ ให้แก่ประชาชนชาวอินเดียทั้งมวล ไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ และลัทธินิกาย.. ข้าพเจ้ามั่นใจ ว่าท่านทั้งหลาย จะพร้อมใจกันเผยแผ่ " อารยธรรม " (ธรรมอันประเสริฐ) ของพระตถาคตเจ้า ไปให้ตลอดทั่วทั้งอินเดีย... "

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๕ (ตรงกับปีที่ไทยเราเปลี่ยนระบอบการปกครองพอดี) ท่านธรรมปาละได้ล้มเจ็บหนักอีกครั้ง เมื่อพอสบายดีขึ้น ท่านรู้ว่าใกล้จักถึงวาระสุดท้ายของท่านแล้ว ท่านจึงได้คิดที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเสียที จึงได้นิมนต์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากลังกา ๑๐ รูป มีท่านพระสิทธัตถะอนุนายกเถระ คณะสยามนิกาย วัดมัลวัตวิหาร เป็นประธาน และเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ทำการอุปสมบทท่านธรรมปาละ ได้รับภิกษุฉายาในทางศาสนาว่า "ภิกฺขุ ศรี เทวมิตฺร ธมฺมปาล"

เมื่อท่านได้อุปสมบท ก็ปรากฏว่าท่านได้มีกำลังกายกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นการ กลับคืนมาเหมือนกับเปลวเทียน ที่กำลังจะหมดไส้ ซึ่งจะสว่างได้ไม่นาน ดังนั้น ในเดือนเมษายน ของปี ๒๔๗๖ ท่านจึงได้ล้มเจ็บลงอีก โดยมีนาย เทพปริยะ วาลีสิงหะ ซึ่งเป็นทั้งศิษย์ และสหายของท่านได้คอยรักษาและดูแลอยู่

จนถึงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๗๖ (ประวัติบางแห่งว่า วันที่ ๒๗) อาการโรคหัวใจ ของท่านเพียบหนักถึงที่สุด แต่ท่านก็ยังพอจะพูดได้บ้าง และสิ่งที่ท่านกล่าวย้ำบ่อย ๆ ในขณะเวลา ที่เหลืออีกไม่นานก็คือ " ขอให้ข้าพเจ้าได้มรณะเร็ว ๆ เถิด แต่ข้าพเจ้าจักกลับมาเกิดใหม่อีก ๒๕ ครั้ง เพื่อเผยแผ่ ประกาศพระธรรมของพระพุทธเจ้า "

และในเวลาเช้าของวันที่ ๒๙ เมษายน ท่านแทบไม่รู้สึกตัวอะไรอีก พูดออกมาได้เพียงคำว่า " เทพปริยะ " ราวจะฝากฝังให้นายเทพปริยะ จับงานของสมาคมให้ดำเนินต่อไป เพราะพุทธคยายังไม่กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ ของชาวพุทธ โดยสมบูรณ์ จนถึงบ่าย ๒โมง อุณหภูมิในตัวของท่านสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง ๑๐๔.๖ ถึงที่สุดแล้ว ทุกคนที่อยู่รอบ ๆ ก็ทราบว่า ท่านกำลังจะมรณภาพ พระภิกษุสามเณรจากลังกาและอินเดียที่อยู่ที่นั่น ได้ล้อมรอบท่าน พร้อมกับ สวดพระพุทธมนต์ ไปเรื่อย ๆ พอสิ้นเสียงสวด ....วิญญาณของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ผู้เกิดมาเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนรวม และเชิดชูพระศาสนาของพระพุทธองค์ ก็ดับวูบลง ละร่างกาย อันเก่า คร่ำคร่าเกินเยียวยา เหลือเพียงใบหน้าอันยิ้มแย้มและเป็นสุขไว้เท่านั้น ในเวลา บ่าย ๓ ของวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๔๗๖ นั่นเอง.......

ข้อมูลจาก :- พระราชธรรมมุนี (เกียรติ สุกิตฺติ) , จดหมายเล่าเรื่องอนาคาริกธรรมปาละ. กรุงเทพ ๒๕๔๓
:- พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ , ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย. กรุงเทพ : บริษัทพิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๔๖
จากคุณ : laksi2000 ที่มา http://www.buddhanet.net/bodh_gaya/ ;โกกนุท(goganut)
:- ภาพประกอบจากสมาชิกพันทิป ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ

ท่านธรรมปาละ เป็นผู้มีบทบาทอย่างสูง ต่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย ประโยชน์ที่ท่านฝากไว้ในพระพุทธศาสนา พอสรุปได้ดังนี้
:- เป็นผู้จุดประกายการศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย ทำให้ชาวอินเดีย ซึ่งแทบจะลืมเลือนพระพุทธศาสนา จนหมดสิ้น แล้ว หันกลับมาแนวทางแห่งอริยมรรคแห่งพระพุทธองค์อีกครั้ง
:- ท่านได้สร้างอนุสรณ์สถาน ปูชนียสถานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไว้มากมาย ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นที่ระลึกถึง พระพุทธองค์ เช่น วัดมูลคันธกุฎวิหาร ใกล้ ๆ กับสถานที่แสดงปฐมเทศนา ที่สารนาถ
:- ท่านได้เป็นผู้จุดประกายริเริ่มให้ชาวพุทธ และชาวอินเดีย หันมาเอาใจใส่และฟื้นฟูพุทธสถาน ที่สำคัญของพระพุทธองค์ โดยเฉพาะพุทธคยา แม้ในสมัยของท่าน อาจจะยังไม่ทำให้พุทธคยา คืนสู่กรรมสิทธิ์ของชาวพุทธ และอยู่ในการดูแลคุ้มครอง ของชาวพุทธได้

ต่อมา การกระทำของท่านก็เป็นกระแสผลักดันสังคม ชาวอินเดียหลายฝ่าย นักปราชญ์หลายท่าน ก็ได้แสดงความเห็นควรว่าพุทธคยาเป็นสิทธิ์ของชาวพุทธอย่างแน่นอน ต่อมา ในเดือนเมษายน ปี ๒๔๙๙ รัฐบาล แห่งรัฐพิหาร ได้ผ่านพระราชบัญญัติวิหารพุทธคยา ซึ่งให้ส่วนหนึ่ง อยู่ในการดูแลของชาวพุทธ โดยมีกรรมการชาวพุทธ ๔ ท่าน ชาวฮินดู ๔ ท่าน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดคยาเป็นประธานครับ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านประวัติท่านอนาคาริกธรรมปาละครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 17:25:53 น.
Counter : 150 Pageviews.  

คิดและทำอย่างพระอินทร์

พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์

พระอินทร์เป็นตำแหน่งของพระราชาแห่งเทพทั้งปวง ในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตำแหน่งนี้จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ไปตามผลแห่งบุญกรรมที่ได้กระทำไว้ พระอินทร์องค์ใดสิ้นบุญ ก็จะมีองค์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ กล่าวได้ว่า พระอินทร์นั้นมีหลายองค์ แต่ละองค์ก็มีอายุขัยเป็นไปตามบุญกุศลที่ตนได้กระทำมา

เรื่องราวของพระอินทร์น่าจะเป็นบทเรียนที่ช่วยให้รู้และเข้าใจถึงการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ว่าท่านคิดอะไรถึงได้ทำเช่นนั้น นอกจากนี้การได้เรียนรู้วิธีคิดและการกระทำของพระอินทร์ เป็นสิ่งที่เราสามารถกระทำตามได้ไม่ยาก ไม่ใช่เรื่องห่างไกลและเฟ้อฝันเลย เพราะตัวท่านเองก็ได้ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์ปุถุชน ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงพระอินทร์สมัยพุทธกาลเท่านั้น

อดีตชาติของพระอินทร์

ณ หมู่บ้านมจลคาม แคว้นมคธ มีมาณพคนหนึ่งชื่อว่า มฆมาณพ มีใจใฝ่ให้ทาน รักษาศีลอยู่เสมอ ทั้งยังชอบแผ้วทาง ทำงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น ปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน สร้างศาลา ปลูกต้นไม้ ขุดสระน้ำ ทำถนนหนทาง ทำสะพาน จัดทำจัดหาตุ่มน้ำ และสิ่งทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม มีปกติชอบความสะอาดเรียบร้อย ต้องการให้ท้องถิ่นดูสะอาดน่ารื่นรมย์

คิดดี คิดถูก คิดเป็น นำมาซึ่งความสุข

ขณะที่มฆมาณพทำงานในหมู่บ้าน ก็ใช้เท้าเกลี่ยฝุ่นในที่ซึ่งยืนอยู่ให้เรียบ คนอื่นเข้ามาแย่งที่ก็ไม่โกรธ กลับถอยไปทำที่อื่นให้เรียบต่อ แต่ก็ยังมีคนมายึดที่ที่เกลี่ยเรียบไว้แล้วนั้นอีก ถึงกระนั้นมฆมาณพก็ไม่โกรธ กลับเห็นว่าคนทั้งปวงมีความสุขด้วยการกระทำของตน ฉะนั้นกรรมนี้ ย่อมส่งผลกลับมาเป็นบุญที่ให้สุขแก่ตนแน่

มฆมาณพก็ยิ่งมีจิตขะมักเขม้น ตั้งใจที่จะทำพื้นที่ให้เป็นที่น่ารื่นรมย์มากยิ่งๆ ขึ้น จึงใช้จอบขุดปรับพื้นที่ให้เรียบเป็นลานให้แก่คนทั้งหลาย ทั้งยังเอาใจใส่ให้ไฟให้น้ำในเวลาที่ต้องการและได้แผ้วถางสร้างทางสำหรับคนทั้งหลาย

ต่อมามีชายหนุ่มอีกหลายคนได้เห็นก็มีใจนิยมมาสมัคร เป็นสหายร่วมกันทำทางเพิ่มขึ้น จนมีจำนวนนับได้ ๓๓ คน ทั้งหมดช่วยกันขุดถมทำถนนยาวออกไป จนถึงประมาณโยชน์หนึ่งบ้างสองโยชน์บ้าง

เมื่อประพฤติธรรม ย่อมไม่หวั่นภัยใด ๆ

ฝ่ายนายบ้านเห็นว่าคนเหล่านั้นประกอบการงานที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร จึงเรียกว่าสอบถามและสั่งให้เลิก แต่มฆมาณพและสหายกลับกล่าวว่า พวกตนทำทางสวรรค์ จึงไม่ฟังคำห้ามของนายบ้าน พากันทำประโยชน์ต่อไป นายบ้านโกรธและไปทูลฟ้องพระราชาว่า มีโจรคุมกันมาเป็นพวก พระราชามิได้พิจารณาไต่สวน หลงเชื่อมีรับสั่งให้จับมฆมาณพและสหายมา แล้วปล่อยช้างให้เหยียบเสียให้ตายทั้งหมด

ฝ่ายมฆมาณพเห็นเช่นนั้นก็ได้ให้โอวาทแก่สหายทั้งหลาย ไม่ให้โกรธผู้ใดและให้แผ่เมตตาจิตไปยังพระราชา นายบ้าน ช้างและตนเอง ให้เสมอเท่ากัน ชายหนุ่มทั้งหมดได้ปฏิบัติตาม ช้างไม่สามารถเข้าใกล้ด้วยอำนาจเมตตา

พระราชาเห็นดังนั้นจึงรับสั่งให้ใช้เสื่อลำแพนปูปิดคนเหล่านั้นเสีย แล้วปล่อยให้ช้างเหยียบอีก แต่ช้างกลับถอยไป พระราชารับสั่งให้นำคนเหล่านั้นมาเข้าเฝ้า แล้วตรัสสอบถาม เมื่อทรงทราบความจริง ก็ทรงโสมนัสและทรงแต่งตั้งมฆมาณพให้เป็นนายบ้านแทนนายบ้านคนเดิม ซึ่งตอนนี้ถูกลงโทษให้เป็นทาส

บุญเท่านั้น ที่เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย

สหายทั้ง ๓๓ คน นอกจากจะได้พ้นโทษออกมา ยังได้รับพระราชทานกำลังสนับสนุน ก็ยิ่งเห็นอานิสงส์ของบุญ มีใจผ่องใสคิดทำบุญให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ได้สร้างศาลาเป็นที่พักของมหาชนเป็นถาวรวัตถุที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง

ศาลานั้นได้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนหนึ่งเป็นที่อยู่ที่พักสำหรับคนทั่วไป ส่วนหนึ่งสำหรับคนเข็ญใจ ส่วนหนึ่งสำหรับคนป่วย ทั้ง ๓๓ คนได้ปูลาดแผ่นอาสนะไว้ทั้ง ๓๓ ที่ โดยตกลงกันไว้ว่า ถ้าอาคันตุกะเข้าไปพักบนแผ่นอาสนะของผู้ใด ก็ให้เป็นภาระของผู้นั้นจะรับรองเลี้ยงดู มฆมาณพยังได้ปลูกต้นทองหลาง (โกวิฬาระ) ไว้ต้นหนึ่งในที่ไม่ไกลจากศาลา ภายใต้ต้นทองหลางได้วางแผ่นหินไว้ด้วย

มฆมาณพและสหายบำเพ็ญสาธารณกุศลเช่นนี้ตลอดชีวิต เรียกว่า บำเพ็ญวัตตบท ๗ ประการ ครั้นสิ้นอายุได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

วัตตบท ๗ ประการได้แก่

๑. เลี้ยงมารดาบิดาตลอดชีวิต
๒. ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีวิต
๓. มีวาจานุ่มนวลสุภาพตลอดชีวิต
๔. มีวาจาไม่ส่อเสียดตลอดชีวิต
๕. มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการแจกทาน ครองเรือนตลอดชีวิต
๖. มีวาจาสัตย์จริงตลอดชีวิต
๗. ไม่โกรธ แม้ว่าถ้าโกรธก็ระงับได้ทันทีตลอดชีวิต

ทรงมีหลายชื่อ

ชื่อที่เรียกพระอินทร์มีหลายชื่อ แต่ละชื่อบอกถึงคุณสมบัติหรือกุศลที่ทรงได้ทำมาในอดีต

ท้าวมฆวาน - เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ชื่อว่า มฆะ
ท้าวปุรินททะ- เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ได้ให้ทานในเมือง
ท้าวสักกะ- เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ได้ให้ทานโดยความเคารพ
ท้าววาสะ หรือวาสพ - เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ได้ให้ที่พัก
ท้าวสหัสสักขะ หรือ สหัสสเนตร หรือ ท้าวพันตา - ทรงคิดรู้ความทั้งพันชั่วเวลาครู่เดียว
ท้าวสุชัมบดี - ทรงมีชายาชื่อสุชา
ท้าวเทวานมินทะ หรือพระอินทร์ - ทรงครอบครองราชสมบัติเป็นอิสริยาธิบดีแห่งทวยเทพชั้นดาวดึงส์

ความเพียร

ในคราวที่สุวีวรเทวบุตรขอพรกับพระอินทร์ ว่าขอให้ตนได้เป็น "ผู้ที่เกียจคร้าน ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ทำกิจที่ควรทำ แต่ก็ได้รับความสำเร็จทุกอย่างตามที่ปรารถนา"

พระอินทร์ทรงตรัสเพื่อให้คิดว่า

"คนเกียจคร้านบรรลุถึงความสุขอย่างยิ่งในที่ใด ก็ให้ท่านจงไปในที่นั้นเอง และช่วยบอกให้ข้าพเจ้าได้ไปในที่นั้นด้วย"

ถึงกระนั้น สุวีรเทวบุตรก็ยังขอพรว่า "ขอพระองค์ได้โปรด ประทานพรความสุขชนิดที่ไม่มีทุกข์โศก โดยไม่ต้องทำอะไรเลย"

พระอินทร์ตรัสว่า "ถ้าจะมีใครดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้อง ทำอะไรในทิศทางไหน นั่นเป็นทางนิพพานแน่ ให้ท่านจงไปและช่วยบอกข้าพเจ้าให้ไปด้วย"

ขันติธรรม

ในสงครามคราวหนึ่งฝ่ายเทวดาชนะอสูร ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์ถูกจับได้และถูกพันธนาการมายังสุธัมมสภา ขณะที่เข้าและออกจากสภา ก็ได้บริภาษด่าพระอินทร์ด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่างๆ แต่พระอินทร์ก็ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย

พระมาตลีเทพสารถีจึงทูลถามพระอินทร์ว่า "ทรงอดกลั้น ได้เพราะกลัว หรือว่า เพราะอ่อนแอ"

พระอินทร์ตรัสว่า "เราทนได้ไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่วิญญูชนเช่นเราจะตอบโต้กับพาลได้อย่างไร"

พระมาตลีแย้งว่า "พาลจะกำเริบถ้าไม่กำหราบเสีย เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญาพึงกำหราบเสียด้วยอาชญาอย่างแรง"

พระอินทร์ "เมื่อรู้ว่าเขาโกรธแล้วมีสติสงบลงได้ นี่แหละ เป็นวิธีกำหราบพาล

พระมาตลีก็ยังแย้งว่า "ความอดกลั้นดังนั้นมีโทษ พาลจะเข้าใจว่าผู้นี้อดกลั้นเพราะกลัว ก็จะยิ่งข่ม เหมือนโคยิ่งหนีก็ยิ่งไล่"

พระอินทร์ "พาลจะคิดอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของตนสำคัญยิ่ง และไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าขันติ ผู้ที่มีกำลัง อดกลั้นต่อผู้ที่อ่อนแอ เรียกว่าขันติอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่อ่อนแอ ต้องอดทนอยู่เองเสมอไป ผู้ที่มีกำลังและใช้กำลังอย่างพาล ไม่เรียกว่า มีกำลัง ส่วนผู้ที่มีกำลังและมีธรรมะคุ้มครอง ย่อมไม่โกรธตอบ

ผู้โกรธตอบผู้โกรธ หยาบมากกว่าผู้โกรธทีแรก ส่วนผู้ที่ไม่โกรธตอบผู้โกรธชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ที่รู้ว่าเขาโกรธ แต่มีสติสงบได้ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น แต่ผู้ที่ไม่ฉลาดไม่รู้ธรรมก็ย่อมจะเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ตนและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายดังกล่าว ว่าเป็นคนโง่เสีย"

ความไม่โกรธ

ครั้งหนึ่งพระอินทร์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า "ฆ่าอะไรได้อยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรได้ไม่โศก" พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "ฆ่าความโกรธ"

ในครั้งหนึ่งได้มียักษ์ตนหนึ่งผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียด ขึ้นไปนั่งบนอาสนะของพระอินทร์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันโพนทนาติเตียน แต่ยิ่งโพนทนาติเตียน ยักษ์นั้นก็ยิ่งงามยิ่งผ่องใส จนพวกเทพพากันประหลาดใจว่า น่าจะเป็นยักษ์กินโกรธ

พระอินทร์ทรงทราบความนั้นแล้วได้เสด็จเข้าไป ทำผ้าเฉวียงพระอังสะข้างซ้าย คุกเข่าขวาลง และประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ประกาศพระนามของพระองค์ขึ้น ๓ ครั้งว่า พระองค์คือ ท้าวสักกะจอมเทพ ยักษ์นั้นกลับมีผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียดยิ่งขึ้นจนหายไปในที่นั้น พระองค์ขึ้นประทับบนอาสนะของพระองค์แล้วตรัสอบรมพวกเทพ และตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงโกรธมาช้านาน ความโกรธไม่ตั้งติดในพระองค์ แม้จะโกรธชั่ววูบเดียวก็ไม่กล่าวผรุสวาจา ทรงข่มตนได้

คราวหนึ่งพระองค์ทรงอบรมเทพทั้งหลายว่า ให้มีอำนาจเหนือความโกรธ อย่าจืดจางในมิตร อย่าตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ อย่ากล่าวส่อเสียด อย่าให้ความโกรธเข้าครอบงำ อย่าโกรธตอบผู้โกรธ ความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียนมีอยู่ในพระอริยะทั้งหลายทุกเมื่อ ความโกรธทับบดคนบาปเหมือนภูเขา

จะเห็นได้ว่าคุณธรรมที่พระอินทร์ทรงประพฤติปฏิบัติทั้งขณะที่เป็นมนุษย์และเทวดา เป็นสิ่งที่เราสามารถกระทำตามได้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยหวังผลคือ ความสุขของส่วนรวม

เรียบเรียงโดย วชิรา เรียบเรียงจากหนังสือ "๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า" พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 14:08:28 น.
Counter : 115 Pageviews.  

1  2  

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.