Group Blog
 
All blogs
 

เขาคิชฌกูฏ สถานที่น่าอยู่และน่ารื่นรมย์ใจ และที่พระเทวทัตกลิ้งหินลงมาทำร้ายพระพุทธเจ้า



เขาคิชฌกูฏ จัดว่าเป็นสถานที่น่าอยู่และน่ารื่นรมย์ใจแห่งหนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์เถรเจ้า ในบรรดาสถานที่ 10 แห่งด้วยกันที่มีอยู่ในกรุงราชคฤห์คือ 1. ภูเขาคิชกูฏ 2. โคตมนิโครธ 3. เหวที่ทิ้งโจร 4. สัตตปัณณคูหาข้างเวภารบรรพต 5. กาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ 6. เงื้อมผาสัปปโสณิกที่สีตวัน 7. ตโปธาราม 8. ชีวกัมพวัน 9. มัททกุจฉิมิคทายวัน 10. เวฬุวันสถานที่ให้เหยื่อกระแต

ในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ประมาณ 12 พรรษานั้น นอกจากจะประทับที่เวฬุวนารามแล้ว ได้เสด็จมาประทับเป็นประจำที่ยอดเขาคิชฌกูฏนี้ คิชฌกูฏแปลว่ายอดเขานกแร้ง ที่มีชื่อเรียกอย่างนั้นเพราะในอดีตกาล เคยมีฝูงนกแร้งมาอาศัยอยู่ หรือภูเขาลูกนี้มียอดเขาคล้ายนาแร้ง ยอดเขานี้ไม่สูงเท่าไรนัก เตี้ยมากกว่าภูเขาอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบด้าน จึงมีลมพัดเย็นสบาย วันนี้มาชมเขาคิชฌกูฏกันนะครับ

ภาพเขาคิชฌกูฏ ยอดเขาคือมูลคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้า


พระเจ้าพิมพิสารโปรดให้สร้างทางเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏ จึงเรียกกันว่าถนนพระเจ้าพิมพิสาร ถนนนี้กว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 1-2 กิโลเมตร เทด้วยซีเมนต์เป็นทางลาดขึ้นเขา มีความชันประมาณ 30 องศา เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าส่วนมากมักจะเสด็จมาในตอนดึก ซึ่งเสร็จสิ้นภาระกิจบ้านเมืองแล้ว กองทัพม้าที่นำเสด็จต้องจุดคบเพลิงกันมาสว่างไสว เมื่อใกล้จะถึงทางขึ้นส่วนบนยอดเขาอันเป็นที่พำนักของเหล่าพระภิกษุสงฆ์แล้ว พระองค์จึงเสด็จประทับบนเสลี่ยงให้คนหามขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดเสียงอึกทึกเกินไปนัก ส่วนกองทัพนั้นพักอยู่ระหว่างทางที่พักไม่ต้องตามเสด็จ จนเมื่อใกล้จะถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าแล้ว พระเจ้าพิมพิสารจึงได้เปลี่ยนเครื่องทรงให้เหมาะ แล้วเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเปล่าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาคิชฌกูฏนั้น พระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อสนทนาปัญหาเป็นประจำครับ

ตอนนี้จะนั่งเกี้ยวไป-กลับก็ได้ ค่าจ้าง 660 รูปีครับ


ระหว่างทางที่จะขึ้นไป ถึงยอดเขาคิชฌกูฏนั้น มีทางโค้งอยู่ช่วงหนึ่งและในบริเวณนั้น มีหมู่ก้อนหินใหญ่น้อยมากมาย บริเวณนั้นพระเทวทัตได้ดักทำร้ายพระพุทธเจ้า โดยการกลิ้งก้อนหินใหญ่ลงมา หมายจะให้ทับพระพุทธเจ้า ให้สิ้นชีพตักษัยขณะที่กำลังเสด็จพระราชดำเนินลงไปโปรดสัตว์ แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์! ที่ก้อนหินใหญ่นั้น ได้แตกออกเป็นก้อนเล็ก ก้อนน้อย จนหมดสิ้น เมื่อมันได้กลิ้งมาถึงพระพุทธเจ้า แต่ขณะนั้นก็ยังมีสะเก็ดหินชิ้นเล็กๆ อันหนึ่งพุ่งเข้ามาต้องข้อพระบาท จนทำให้ข้อพระบาทห้อพระโลหิต นี่เองที่ทำให้พระเทวทัตได้กระทำอนันตริยกรรมครับ



ถ้ำสุกรขาตา เป็นถ้ำๆหนึ่งอยู่ทางด้านขวามือของบันไดทางขึ้นก่อนที่จะขึ้นไปสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ พระสารีบุตร เอตทัคคะในทางผู้มีปัญญาได้บรรลุพระอรหัตตผลในถ้ำนี้ หลังจากบวชได้ 15 วัน ในวันที่ 15 นั่นเอง ในขณะที่ท่านนั่งอยู่ถวายงานพัด ณ เบื้องหลังพระปฤษฎางค์แห่งพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่มีชื่อว่า "เวทนาปริคคหสูตร" ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ทีฆนขะปริพพาชกผู้เป็นหลายชาย ณ ถ้ำสุกรขาตาบนเขาคิชฌกูฏ ท่านดำริในในใจว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละการยึดมั่นถือมัน ในธรรมทุกๆ อย่างด้วยปัญญาอันรู้ยิ่ง เมื่อท่านพิจารณาอยู่อย่างนั้น ด้วยความไม่ยึดมั่นจิตของท่านก็พลันหลุดพ้นจากความเศร้าหมองทุกประการ คือสำเร็จแห่งความเป็นพระอรหันต์ซึ่งตรงกับเวลาเที่ยงวันพอดี ปัจจุบันถ้ำนี้เหลือให้เห็นเป็นแค่โพรงหิน ลึกไม่กี่เมตรเท่านั้นครับ



มูลคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่ตรงผาชันด้านทิศตะวันตกของยอดเขา มีลมพัดเย็นสบายที่สุด มีแดดอ่อนๆ พื้นเป็นที่ราบเสมอกันเป็นหินภูเขาแข็งแกร่ง มีอาณาบริเวณกว้าง ประมาณ 150 ตารางเมตร และมีแนวอิฐก่อให้เห็นมูลคันธกุฎีที่ประทับ และมีทางสำหรับให้เดินเวียนเทียนรอบได้อย่างสบาย ดังที่ตรัสว่าเป็นสถานที่น่าอยู่และน่ารื่นรมย์ใจแห่งหนึ่งครับ


..........................................


ไม่ไกลจากเขาคิชฌกูฏนัก นักโบราณคดีได้พบกำแพงหินหนาโพล่พ้นดินขึ้นมาบางส่วน ล้อมรอบลานกว้างแห่งหนึ่ง หลังจากขุดสำรวจก็ได้พบเครื่องจองจำนักโทษ และเมื่อนำมาประกอบกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทำให้เชื่อกันว่าที่นี่คือคุกที่ขังพรเจ้าพิมพิสาร โดยพระเจ้าอชาติศัตรูซึ่งเป็นพระราชโอรสได้ชิงราชสมบัติและจับพระเจ้าพิมพิสารจองจำไว้จนสิ้นพระชนม์ครับ

พระเจ้าพิมพิสารทรงยึดมั่นต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก แม้ในบั้นปลายของพระชนมชีพ ขณะที่ถูกจองจำก็ทรงปฏิบัติสมาธิอย่างสม่ำเสมอด้วยพระทัยที่เข้มแข็ง กล่าวกันว่า อาจเป็นเพราะพระองค์สามารถทอดพระเนตรเห็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าบนเขาคิชฌกูฏจากบริเวณคุกตลอดเวลา

ภาพประกอบได้รับอนุญาตจากคุณ scuba734 ข้อมูลเรียบเรียงมาจาก พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙, Ph.D.) ;
อินเดียน้อย;หนังสือตามรอยพระพุทธเจ้า ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ


..........................................


ปกติแล้ว เราจะไปอินเดียกันช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์หรือมีนาคมเป็นหลัก เพราะอากาศจะไม่ร้อน เพื่อนที่พาไป (เจ้าของทัวร์มาเอง) ไปครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 แต่เป็นครั้งแรกที่ไปเดือนกรกฏาคม เพื่อนบอกเลยว่า ทริปนี้เป็นทริป ที่ดีที่สุด และปีหน้าเราก็จะไปกันเดือนนี้อีก (ถ้าไม่ตายไปก่อน)

หลายเหตุผลมากค่ะ อันแรกเลยคือเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำบุญในช่วงที่วัดกำลังจะเริ่มขาดแคลน จากการที่เราไปพร้อม ๆ กันทำให้ช่วงต้นปี ทางวัดจะมีอาหารแห้งมากมาย ซึ่งก็จะใช้ไปเรื่อย ๆ เพราะช่วงหน้าร้อนไม่มีใครไปแน่นอน แต่บางวัด บางปี ของที่คนทำบุญไว้ก็อาจจะหมดก่อนถึงเดือนธันวาคม เพราะฉะนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้นำอาหารแห้งไปถวายพระ ในเวลาที่เหมาะสม

ประการที่สองคือรถไม่ติดหรือว่าติดน้อยมาก ๆ ค่ะ เพราะคนไปสังเวชณียสถานน้อยมาก แทบทุกแห่งจะมีแต่รถเรารถเดียว บางแห่งเจอกับกลุ่มชาวพม่า เรานั่งทำวัตรสวดมนต์ได้อย่างสบายใจ หรือนั่งสมาธิก็ไม่รู้สึกว่ามีคนที่จะเข้ามาใช้ที่ต่อจากเราและเขารออยู่ รถจอดได้ติดประตุหรือทางเข้าเลย

ประการที่สาม เมื่อนักแสวงบุญไปน้อย เราก็เลือกรถดี ๆ ได้ไม่ต้องแย่งกัน โรงแรมก็ว่าง ไม่ต้องเกรง (อย่างที่เพื่อนเจอมา) ว่า ถึงจ่ายเงินไปแล้ว แต่ไปถึงโรงแรม กลับถูกย้ายไปพักโรงแรมอื่น ซึ่งมีดาวน้อยกว่าที่เราจองและจ่ายเงิน บางโรงแรมมีกลุ่มเรา (ใหญ่สุด) กับลูกค้าอื่น ๆ อีกไม่เกิน 5 คน local guide ก็ได้คนดี เพราะบรษัทไม่ต้องจัดสรรไปให้กลุ่มอื่น

ประการที่สี่ ฝุ่นน้อยมากค่ะ ไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุการปกติ หรือเป็นเหตุบังเอิญ แต่ช่วงที่เราอยู่ฝนตกทุกวัน แต่ไม่นาน ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ช่วยล้างฝุ่นไปได้แยะ และทำให้อากาศไม่ร้อนอย่างที่ได้ยินมา คือร้อนนะร้อน แต่ไม่ถึงว่าร้อนจนปวดศีรษะ

ข้อเสียก็มีค่ะ คือระหว่างการเดินทางจะค่อนข้างเปลี่ยว เพราะมีรถเราอยู่รถเดียว ข้อควรระวังคือไม่ควรเดินทางกลางคืน กับอีกอย่างคือช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกสาธุออกเดินทาง ร้านอาหารที่เพื่อนบอกว่าอร่อยและเคยแวะ ไปถึงพ่อครัวทั้งมือหนึ่ง มือสองไปเป็นสาธุหมดค่ะ

จากคุณ : scuba734 - [ 23 พ.ย. 49 18:47:15 ]


..........................................


พวกสาธุเป็นพระฮินดูครับคุณดี. ซี. นุ่งห่มผ้าสีเหลืองคล้ายกับพระสงฆ์ของพุทธศาสนา มีสำนักนักบวชฮินดูคล้ายแบบคณะสงฆ์ในพุทธศาสนา

ในหนังสือบอกว่า พวกฮินดูได้ถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นปางหนึ่งของนารายณ์อวตาร ดังปรากฏในคัมภีร์มัตสยาปุราณะในพุทธศตวรรษที่ 11 ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ชาวฮินดูมาฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า และยุยงชาวพุทธให้เลิกนับถือพระพุทธองค์ ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า เมื่อเข้าสู่กลียุคพระวิษณุได้อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อสอน "อธรรม" แก่เหล่าอสูร เป็นการชักนำพาศัตรูของเทพยดาให้หลงผิดและออกไปจากศาสนาฮินดู เหตุนี้ถ้าใครหันมานับถือศาสนาพุทธก็จะถูกมองว่าเป็นพวกอสูรหรือศัตรูของเทพเจ้า

อาจารย์เสถียร โพธินันทะ มีความเห็นว่าเป็นการกลืนพุทธอย่างสุขุม โดยอ้างว่าพระพุทธเจ้าเป็นนารายณ์อวตาร ผู้นับถือพุทธก็คือผู้นับถือฮินดูนั่นเอง ส่วนผู้ที่นับถือฮินดูอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ ทำให้ฮินดูมีมากขึ้น ในขณะที่พุทธมีน้อยลงครับ





 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 8:35:49 น.
Counter : 149 Pageviews.  

เวฬุวนาราม วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา



"ดูก่อนอานนท์ เวฬุวันสถานที่ให้เหยื่อกระแต เป็นสถานที่น่าอยู่และน่ารื่นรมย์"

วันนี้ไปชมเวฬุวนารามกันครับ คำว่า"เวฬุวนาราม" เป็นภาษามคธ หรือบาลี ๓ คำเชื่อมกันคือ "เวฬุ" ไม้ไผ่ วน ป่าหรือสวนและ อาราม วัด เมื่อถือเอาความตามภาษาไทย และถูกต้องกับความเป็นจริงแล้วแปลว่า "วัดไผ่ล้อม" ที่เรียกชื่อว่า วัดไผ่ล้อม ก็เพราะว่า เวฬุวนาราม มีต้นไม้ไผ่เขียวชอุ่มน่าดูและน่าชมยิ่งขึ้นล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเชิงภูเขาเวภารบรรพตครับ

เวฬุวนารามเคยเป็นพระราชอุทยาน หรือสวนหลวง เป็นสถานที่สำหรับเสด็จประพาสของพระเจ้าพิมพิสารมหาราช และข้าราชบริพารมาก่อน พระราชอุทยานแห่งนี้ นับว่าเป็นพระราชอุทยานที่จัดว่าอยู่ใกล้พระราชวังแห่งหนึ่งที่มีอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามประวัติยังกล่าวไว้ว่าพระราชอุทยานเวฬุวันนั้นยังมีกำแพงสูงถึง ๑๘ ฟิต กั้นล้อมอีกชั้นหนึ่ง และมีประตูใหญ่ (สำหรับปิดและเปิดในเวลาเข้าและออก)ประกอบด้วยหอคอย สำหรับเจ้าหน้าที่ดูแลและรักษาความปลอดภัยครับ

ภาพเวฬุวนาราม



พระราชอุทยานเวฬุวันสถานที่ให้เหยื่อกระแต

ก่อนนี้พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จประพาสพระราชอุทยานเวฬุวัน วันนั้นพระองค์ทรงดื่มน้ำจัณฑ์มากไปหน่อยจึงทรงบรรทมหลับไป ณ สถานที่ตรงนั้นเอง ฝ่ายข้าราชบริพารที่ตามเสด็จมาด้วย ครั้นเห็นว่าเจ้าเหนือหัวของตนบรรทมหลับไปเช่นนั้น จึงต่างพากันทยอยออกไป บางพวกก็เก็บและเดินชมดอกไม้ บางพวกก็เก็บผลไม้มากิน ตามอัธยาศัยที่ตนชอบ ๆ ก็เพราะกลิ่นอันหอมหวานของน้ำจัณฑ์ที่ผสมกับแกล้มที่ระเหยจากพระนาสิกของพระองค์นั้นเป็นต้นเหตุ ทำให้อสรพิษที่อาศัยในโพรงไม้ใกล้ ๆ กับบริเวณนั้นอยู่ไม่ได้ มันจึงค่อยๆ เลื้อยออกมาจากที่อยู่ของมันบ่ายหน้ามุ่งตรงมายังที่พระราชาซึ่งบรรทมหลับอยู่นั้นเองด้วยหมายใจที่จะได้รับส่วนแบ่งและลิ้มรสอันโอชะนั้นบ้าง ฝ่ายรุกขเทวดาที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่ใกล้ๆ แห่งนั้น

ครั้นได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้นเข้าเกิดเมตตาและสงสารคิดที่จะช่วยให้พระราชารอดพ้นจากอันตรายแห่งชีวิต ทันใดจึงเปลี่ยนเพศจำแลงกายเป็นกระแตส่งเสียงดังจ้าละหวั่นที่ใกล้ ๆ พระกรรณของพระราชา ดุจประหนึ่งจะปลุกว่า "ขอพระองค์จงตื่นจากบรรทมเถิดพระเจ้าข้า เพราะขณะนี้อันตรายจะเกิดขึ้นแก่พระองค์แล้ว" เพราะเสียงร้องอันดังของกระแตนั้นพระองค์จึงตกพระทัยตื่นขึ้น และทันทีนั้นอสรพิษก็พลันเลื้อยกลับไปยังที่อยู่ของตนดังเดิม พระองค์ครั้นเห็นเหตุการณ์ดังนั้นเข้าจึงทรงดำริว่า "ชีวิตของเราที่รอดพ้นอันตรายมาได้นั้นก็เพราะกระแตตัวนี้" ดังนั้นด้วยอำนาจแห่งพระกตัญญูของพระองค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในพระกมลนิสัย จึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำเอาอาหารหรือเหยื่อมาให้แก่กระแตเป็นประจำ และให้นำพระราชโองการเที่ยวประกาศห้ามไม่ให้ใครมาทำร้ายสัตว์จำพวกนี้อีกต่อไป และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพระราชอุทยานเวฬุวันจึงได้สมัญญาสร้อยเพิ่มเติมตอนท้ายว่า "วฬุวันกลันทกนิวาป"

ต่อมาผู้จะไปเที่ยวชมพระราชอุทยานเวฬุวันจึงค่อยๆ เริ่มนิยมกันนำเอาอาหารเตรียมติดตัวไปเพื่อให้กระแตที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นครั้นมากเข้าๆ จนกลายเป็นสถาบันขึ้นมาว่า ผู้ใดก็ตามที่จะไปเที่ยวชมพระราชอุทยานเวฬุวัน ผู้นั้นจะต้องนำเอาอาหารเพื่อเป็นทานแก่กระแตติดตัวไปทุกครั้ง ดังนั้นกระแตในสมัยนั้นจึงนับว่าเป็นสัตว์ที่นอกจากจะโชคดีเที่ยววิ่งเล่นอย่างเป็นอิสระและอยู่อย่างเสรีในพระราชอุทยานแล้ว ยังมีอาหารกินอย่างสมบูรณ์ด้วยครับ



พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดชฎิลสามพี่น้องพร้อมทั้งบริวารจำนวนรวมทั้งสิ้น (รวมทั้งสามพี่น้องด้วย) 1,003 คน ให้เห็นความเหลวไหลของการบูชาไฟ จนมีจิตเลื่อมใส ทูลขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วนั้น พระเจ้าพิมพิสาร พร้อมข้าราชบริพาร ผู้นับถือชฎิลสามพี่น้อง ได้เสด็จมาเพื่อฟังธรรมจากอาจารย์ของตนตามที่เคยมา ได้ทอดพระเนตรเห็นอาจารย์ของพระองค์ ปลงผมโกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ นั่งห้อมล้อมพระพุทธองค์อยู่

พระราชาและชาวเมืองต่างก็สงสัยว่า ระหว่างสมณะหนุ่มท่าทางสง่างามนั่งอยู่ตรงกลาง กับอาจารย์ของพวกตน อันมีปูรณกัสสปะเป็นประมุขนั้นใครใหญ่กว่ากัน พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของพระราชาและชาวเมือง จึงรับสั่งกับพระปูรณกัสสปะว่า เธอบำเพ็ญตบะทรมานตัวเองจนผ่ายผอม บูชาไฟตลอดกาลนาน บัดนี้เธอคิดอย่างไรจึงละทิ้งความเชื่อถือเดิมเสีย มาบวชเป็นสาวกของเราตถาคต

พระปูรณกัสสปะจึงห่มผ้าเฉวียงบ่า กราบบังคมแทบพระยุคลบาทแล้ว เหาะขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศระยะสูงเท่าลำตาล ประกาศว่า ตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาของตน แล้วลงมากราบแทบพระยุคลบาทอีกครั้ง ทำให้ประชาชนอันมีพระพิมพิสารทรงเป็นประมุข หายสงสัยโดยสิ้นเชิง ต่างก็สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า

พระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาปัตติผล ทรงประกาศตนเป็นอุบาสกถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พระองค์จึงทรงมอบถวายป่าไผ่ดังกล่าวนี้ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่นั้นมาพระราชามหาอำมาตย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ตลอดจนข้าราชการ พ่อค้าและประชาชนผู้ที่มีศรัทธา และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็ได้พากันสร้างวัดถวายให้แด่พระภิกษุสงฆ์สืบมาจนถึงทุกวันนี้ฯ วัดพระเวฬุวัน จึงนับเป็นวัดแรกสุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาครับ



เวฬุวันมหาวิหารคือสถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งสำคัญ

วันนั้นนับว่าเป็นวันที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง คือในขณะที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จมาถึงเวฬุวันมหาวิหาร ปรากฏว่าพระสงฆ์สาวกที่พระองค์บวชให้แล้วและได้ส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ สถานที่ต่าง ๆ ได้มารอเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นในตอนบ่ายวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า โอกาสที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน จึงทรงเรียกประชุมพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่ที่นั้นและทรงประกาศแต่งตั้งตำแหน่งพระอัครสาวก คือทรงประกาศแต่งตั้งพระสารีบุตรให้ดำรงตำแหน่งเบื้องขวา ส่วนพระมหาโมคคัลลานะนั้นให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งเบื้องซ้าย เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงประทานพระบรมพุทโธวาทซึ่งเรียกว่า พระโอวาทปาฏิโมกข์คือเนื้อความอย่างย่อๆ ในพระพุทธศาสนา

การประชุมสงฆ์ครั้งนี้จัดว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญยิ่งในทางพระพุทธศาสนา เพราะว่า
๑ พระสาวกผู้เข้ามาประชุมนั้นอนุมานได้ ๑,๒๕๐ องค์ และล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
๒. พระสาวกทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระสาวกที่ได้อุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
๓. พระสาวกทั้งหมดนั้นต่างมาพร้อมกันเองโดยมิได้นัดหมาย
๔. วันนั้นเป็นวันมาฆปุณณมีดิถีเพ็ญกลางเดือนสาม และพระพุทธเจ้าทรงประทานพระบรมพุทโธวาทซึ่งเรียกว่า "โอวาทปาฏิโมกข์"


ภาพประกอบได้รับอนุญาตจากคุณคณิตยา ยอดนักเขียนนิยาย
ข้อมูลเรียบเรียงมาจาก พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙, Ph.D.) ;
สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา; หนังสือตามรอยพระพุทธเจ้า ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 8:32:38 น.
Counter : 132 Pageviews.  

อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี



ความเดิมเมื่อตอนที่แล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ได้ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขในที่ต่าง ๆ ใกล้กับต้นโพธิพฤกษ์นั้นอยู่หลายสัปดาห์ แล้วทรงตกลงพระหฤทัยว่า จะทรงแสดงธรรมสอน

เมื่อได้ตกลงพระหฤทัยดั่งนี้ ก็ได้ทรงทำสังขาราธิษฐาน คือตั้งพระหฤทัยว่าจะทรงดำรงพระชนมชีพอยู่จนกว่าจะประกาศพระพุทธศาสนาตั้งลงได้โดยมั่นคง มีพุทธบริษัทบริบูรณ์และได้ทรงพิจารณาถึงบุคคลที่จะทรงแสดงธรรมะสั่งสอนครั้งแรก ได้ทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทรดาบท ซึ่งได้เคยเข้าไปทรงศึกษาอยู่ในชั้นแรก แต่ก็ได้ทรงทราบว่า ท่านทั้งสองนั้นถึงมรณภาพไปเสียแล้ว ต่อจากนั้นจึงได้ทรงระลึกถึงภิกษุ ๕ รูป อันเรียกว่า ปัญจวัคคีย์ แปลว่า มีพวก ๕ ทรงทราบว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ได้ไปพักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงกรุงพาราณสี จึงได้เสด็จออกจากบริเวณโพธิพฤกษ์ที่ตรัสรู้ ในตำบลอุรุเวลา เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปสู่กรุงพาราณสี เพื่อจะเสด็จไปยังตำบลที่ภิกษุทั้ง ๕ นั้นพักอยู่

กระทู้นี้มาที่เมืองพาราณสีกันครับ จากพุทธคยาก็เป็นหนทางถึงร้อยไมล์เศษ ที่เห็นข้างหลังคือสถานีรถไฟ ซึ่งมีตราธรรมจักร อยู่บนหลังคา ตราธรรมจักรนี้ เป็นตราประจำเมืองพาราณสีครับ



แล้วเดินทางจากออกเดินทางจากพาราณสีต่อไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ตอนนี้นี้เรียกว่าสารนาถ ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณสิบกว่ากิโลเมตร เพื่อไปนมัสการสถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั้น คือ ๑. โกณฑัญญะ ๒. วัปปะ ๓. ภัททิยะ ๔. มหานามะ และ ๕. อัสสชิ ก่อนนะครับ

เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าได้ไปทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ก็เป็นที่สบอัธยาศัยของท่านทั้ง ๕ นั้น ซึ่งนิยมในทางนั้น ก็พากันไปคอยเฝ้าปฏิบัติ ครั้นพระองค์ได้ทรงเลิกละเสียแล้ว ท่านทั้ง ๕ นั้นก็เห็นว่า พระองค์ได้ทรงเวียนมาเป็นผู้มักมาก จะไม่สามารถตรัสรู้พระธรรมได้ ก็พากันหลีกไปพักอยู่ที่ตำบลอิสิปตนมฤคทายวันนี้นี่เองครับ


ภาพจุดที่ขุดพบเสาพระเจ้าอโศกครับ

ได้ยินว่าเมื่อภิกษุปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ก็นัดหมายกันไม่ให้ลุกต้อนรับ ไม่ให้ทำการอภิวาท แต่ให้ปูอาสนะไว้ ถ้าทรงประสงค์จะนั่งก็นั่ง แต่ถ้าไม่ทรงประสงค์ก็แล้วไป แต่ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเข้า ต่างก็ลืมกติกาที่ตั้งกันไว้ พากันลูกขึ้นรับและอภิวาทกราบไหว้ และนำน้ำล้างพระบาท ตั้งรองพระบาท ผ้าเช็ดพระบาทมาคอยปฏิบัติ พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับบนอาสนะ ทรงล้างพระบาทแล้ว พวกภิกษุปัญจวัคคีย์ก็พากันเรียกพระองค์ด้วยถ้อยคำตีเสมอ คือเรียกพระองค์ว่า อาวุโส ที่แปลว่า ผู้มีอายุ หรือแปลกันอยู่ภาษาไทยว่า คุณ พระพุทธเจ้าก็ตรัสห้ามและได้ตรัสว่า ตถาคตมาก็เพื่อจะแสดงอมตธรรมให้ท่านทั้งหลายฟัง เมื่อท่านทั้งหลายตั้งใจฟังและปฏิบัติโดยชอบก็จะเกิดความรู้จนถึงที่สุดทุกข์ได้ ภิกษุปัญจวัคคีย์กราบทูลคัดค้านว่า เมื่อทรงบำเพ็ญทุกรกิริยายังไม่ได้ตรัสรู้ เมื่อทรงเลิกเสียจะตรัสรู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้ระลึกว่า แต่ก่อนนี้พระองค์ได้เคยตรัสพระวาจาเช่นนี้หรือไม่ พวกภิกษุปัญจวัคคีย์ก็ระลึกขึ้นได้ว่า พระองค์ไม่เคยตรัสพระวาจาเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้ยินยอมเพื่อจะฟังธรรม พระพุทธเจ้าเมื่อทรงเห็นว่า พวกภิกษุปัญจวัคคีย์พากันตั้งใจเพื่อจะฟังพระธรรมของพระองค์แล้ว จึงได้ทรงแสดง ปฐมเทศนา คือเทศนาทีแรก ธัมมจักกัปวัตตนสูตร โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์

แม้ทุกวันนี้จะยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนยืนยันแน่ชัดว่าตำแหน่งไหนคือที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ แต่นักโบราณคดีบางคนก็เชื่อว่าอาจจะเป็นตรงจุดที่ขุดพบเสาพระเจ้าอโศก เพราะเสาที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างไว้นั้น ส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในจุดที่สำคัญในพุทธประวัติทั้งสิ้น



เสาพระเจ้าอโศกที่สารนาถพบว่าอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายหักเป็นสี่ท่อน หัวเสาแกะสลักเป็นรูปสิงห์สี่ตัวปัจจุบันหัวเสาอยู่ในพิพิธภัณฑ์สารนาถ เดิมทีมีพระธรรมจักรประดับอยู่เหนือหัวสิงห์ซึ่งอาจแฝงความหมายถึงพระธรรมจักรที่ทรงแสดงในปฐมเทศนาก็เป็นได้

Zoom...Zoom..เสานี้สร้างขึ้นด้วยหินทรายจากเมืองจุนนา เป็นหินทรายที่นำมาแกะสลักและขัดเงาด้วยวิธีโบราณจนหินทรายเป็นมันวาว เทคนิคการขัดมันนี้เป็นลักษณะเฉพาะของงานแกะสลักหินสมัยพระเจ้าอโศก ที่ทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าคนโบราณทำอย่างไร หินทรายจึงเรียบเนียนเป็นมันวาวได้ขนาดนั้น



ไม่ไกลนักก็พบธัมเมกขสถูป พระเจดีย์องค์นี้เป็นโบราณสถานที่ยังสมบูรณ์ที่สุดและใหญ่โตที่สุดในสารนาถ



Zoom...Zoom..ลวดลายของธัมเมกขสถูป ชื่อธัมเมกข มีความหมายว่าผู้เห็นธรรม น่าจะมีความเป็นไปได้เป็นอย่างมากว่าเป็นสถูปที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ผู้เห็นธรรมท่านแรกคือพระโกณฑัญญะ ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงยังยึดเป็นหลักว่า สถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาน่าจะเป็นธัมเมกขสถูปมากกว่าบริเวณอื่นใด


ภาพสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดยสะกุลบุตร บุตรชายเศรษฐีเมืองพาราณสี

ในกรุงพาราณสีนั้น ได้มีกุลบุตรผู้หนึ่งเป็นบุตรเศรษฐีชื่อ ยสะ มารดาบิดาหวงแหนรักษาเป็นอย่างดี จนถึงสร้างปราสาทให้อยู่ใน ๓ ฤดู ในคืนวันหนึ่ง ยสะกุลบุตรนั้น ได้รับความบำเรอให้เป็นสุขด้วยดนตรีต่าง ๆ บนปราสาทที่มีแต่สตรีล้วน ได้หลับไปก่อน สตรีทั้งหลายซึ่งเป็นผู้บำเรอหลับภายหลัง แต่ยสะกุลบุตรได้ตื่นขึ้นก่อน และได้เห็นอาการต่าง ๆ ของสตรีผู้นอนหลับ ก็มีความเบื่อหน่ายจนถึงอุทานขึ้นว่า ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง แล้วก็ลงจากปราสาทเดินไปออกประตูเมืองพาราณสี ตรงไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วก็เดินบ่นไปอย่างนั้น ในขณะนั้น พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จเดินจงกรมอยู่ ทรงได้ยินเสียงยสะกุลบุตรบ่นไปอย่างนั้น ตรัสขึ้นว่า ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย ยสะกุลบุตรได้ฟังก็มีความยินดีว่า ที่นี่ไม่ขัดข้องไม่วุ่นวาย ก็นั่งลง พระพุทธเจ้าก็ตรัส อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ ๔ จบแล้ว ยสะกุลบุตรเกิดดวงตาเห็นธรรม


ภาพประกอบได้รับอนุญาตจากคุณ scuba734 ข้อมูลบางส่วนผมนำมาจาก หนังสือตามรอยพระพุทธเจ้า หนังสือดีดีของแพรวสำนักพิมพ์ ที่เพิ่งไปซื้อมาจากร้านนายอินทร์ กลุ่มพาโนราม่า และพระนิพนธ์เรื่อง 45 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ

พลตรีหลวงวิจิตรวาทการวิเคราะห์เอาไว้ว่า ขั้นตอนต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติในการประกาศพระศาสนานั้น ได้ทรงพิจารณาไตร่ตรองไว้แล้วอย่างถี่ถ้วนและเป็นเหตุเป็นผล การเสด็จมาประทับที่สารนาถ อันเป็นที่ชุมนุมของนกบวช ทำให้พระพุทธเจ้าทรงได้พระสาวกเพิ่มขึ้นถึง 60 รูป ทุกรูปล้วนมาจากชนชั้นสูงในสังคมทั้งสิ้น

อ่านตอนแรก ความจริงอันยิ่งใหญ่ที่พุทธคยา (เส้นทางสายพุทธะ)
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4869121/Y4869121.html

พรุ่งนี้เป็นเรื่องกรุงพาราณสีครับ เคยสงสัยไหมว่าบ้านเมืองในสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร และเราจะยังเห็นได้ในอินเดียยุคนี้หรือไม่ พาราณสี เมืองที่ได้ชื่อว่ามีอายุเก่าแก่กว่า 4000 ปีมาแล้วและยังเป็นเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สิ่งที่ได้เห็นไม่ต่างไปจากสภาพบ้านเมืองที่บรรยายไว้ในชาดก ทั้งบ้านช่อง ร้านตลาด ชีวิตยามเช้าริมฝั่งแม่น้ำคงคา ฯ มีสภาพอย่างไรในวันนี้ ? มาต่อตอนต่อไปครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 8:25:42 น.
Counter : 258 Pageviews.  

การเดินทางครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า



ตลอดระยะเวลา 45 ปีของการเผยแพร่ศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมของพระองค์ในบริเวณ 8 แคว้นคือสักกะ โกศล วัชชี องคะ มคธ กาสี วังสะ และอวันตี

ในพรรษาที่ 80 ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายของพระชนมชีพ ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ทรงปลงอายุสังขารว่าอีกสามเดือนข้างหน้า จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตลอดระยะเวลาสามเดือนนั้นเอง ทรงพระดำเนินจากเมืองเวสาลีไปยังเมืองกุสินารา ซึ่งไม่ใช่หนทางที่ใกล้เลยสำหรับการเดินเท้านะครับ

ภาพเสาอโศกที่สมบูรณ์ที่สุดต้นนี้อยู่ที่เมืองเวสาลี สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขาร



กุสินาราในปัจจุบัน เป็นชุมชนเมืองที่เติบโตขึ้นจากการเข้ามาฟื้นฟูแหล่งพุทธสถานของรัฐบาลอินเดียและพุทธศาสนิกชนนานาชาติ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นที่นี่ก็คือหมู่บ้านเล็กๆที่แทบไม่มีใครสนใจ ชื่อว่ากาเซีย จนกระทั่งเมื่อราว 150 ปีก่อน นักโบราณคดีได้เริ่มเข้ามาสำรวจและพิสูจน์ได้ว่าหมู่บ้านกาเซียเป็นที่เดียวกับเมืองกุสินารา สถานที่พระพุทธเจ้าดับเสด็จขันธปรินิพพานเมื่อ 2500 ปีมาแล้ว

จากนั้นกาเซียก็เริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าไป เดิมทีที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีซากโบราณสถานปรักหักพังจมดินอยู่มากมายในบริเวณสวนป่าสาละ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันมานานว่า "เนินดินเจ้าชายสิ้นชีพ"

ภาพเมื่อไปถึงในบริเวณสาละวโนทยาน กุสินารา จะพบอาคาร 2 หลัง คือ ด้านหน้าเป็นวิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพานและด้านหลังคือสถูปที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่ปรินิพพานครับ


กุสินาราในปัจจุบัน เป็นชุมชนเมืองที่เติบโตขึ้นจากการเข้ามาฟื้นฟูแหล่งพุทธสถานของรัฐบาลอินเดียและพุทธศาสนิกชนนานาชาติ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นที่นี่ก็คือหมู่บ้านเล็กๆที่แทบไม่มีใครสนใจ ชื่อว่ากาเซีย จนกระทั่งเมื่อราว 150 ปีก่อน นักโบราณคดีได้เริ่มเข้ามาสำรวจและพิสูจน์ได้ว่าหมู่บ้านกาเซียเป็นที่เดียวกับเมืองกุสินารา สถานที่พระพุทธเจ้าดับเสด็จขันธปรินิพพานเมื่อ 2500 ปีมาแล้ว

จากนั้นกาเซียก็เริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าไป เดิมทีที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีซากโบราณสถานปรักหักพังจมดินอยู่มากมายในบริเวณสวนป่าสาละ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันมานานว่า "เนินดินเจ้าชายสิ้นชีพ"

ภาพเมื่อไปถึงในบริเวณสาละวโนทยาน กุสินารา จะพบอาคาร 2 หลัง คือ ด้านหน้าเป็นวิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพานและด้านหลังคือสถูปที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่ปรินิพพานครับ


ปัจจุบันกุสินาราเป็นเมืองสังเวชนียสถานที่ชาวพุทธนานาชาติได้มาสร้างพุทธสถานและธรรมศาลาไว้มากมาย ทุกๆเช้าชาวบ้านที่นี่จะได้ยินเสียงระฆังตีบอกเวลาทำวัตรเช้าของพระภิกษุ ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระธรรมทูตเหล่านี้เดินทางมาจากประเทศไทย พร้อมกันนั้นยังได้นำสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกลับมาด้วยครับ

พระมหาธาตุเจดีย์ของวัดไทยกุสินาราฯ ได้ออกแบบสร้างขึ้นอย่างสง่างามสมพระเกียรติ เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุองค์นี้ รัฐบาลอินเดียได้เคยทูลเกล้าฯถวายแด่พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตมานานนับร้อยปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกลับ เพื่ออยู่คู่บ้านคู่เมืองกุสินาราอีกครั้ง

ภาพวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ



วัดไทยกุสินาราฯ สร้างขึ้นเมื่อปี 2537 ให้การอุปถัมภ์แก่พุทธบริษัทผู้เดินทางมาสักการะสังเวชนียสถา และการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ทุกๆวันจะมีชาวบ้านมารอรับการรักษาที่กุสินาราคลีนิกภายในวัดไม่ต่ำกว่า 150-200 คน พวกเขาล้วนเป็นชาวบ้านที่ยากจนในละแวกนี้ ค่ารักษาเพียง 8 รูปี หรือราว 7 บาท รักษาทุกโรค ^_^" ด้วยฝีมือแพทย์ปริญญาทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ หมอแลเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่อาสาสมัครเข้ามาเพื่อทำงานสาธารณกุศล

หมอที่นี่เล่าว่า มีคนเจ็บป่วยเยอะมาก พวกเขาอยู่ห่างไกลโรงพยาบาล จะหาซื้อยาก็ลำบาก เห็นได้ว่าในวันพระขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งเปิดคลีนิกรักษาฟรี จะมีคนไข้มาใช้บริการมากถึง 300 คน !!!

แม้ว่ากุสินาราคลินิกจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับถึงเดือนละไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท แต่น้ำใจจากชาวพุทธที่มาบริจาคทรัพย์ บริจาคยา และอาสาสมัครช่วยทำงาน กุสินาราคลินิกจึงยังคงอยู่เป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านที่เจ็บป่วยต่อไปได้



"ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด "

พระพุทธเจ้าทรงตรัสพระโอวาทสุดท้ายนี้ แล้วทรงนิ่งเงียบไม่ตรัสอะไรอีก ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา

หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว ได้ ๗ วัน เหล่ามัลละกษัตริย์ในนครกุสินาราพร้อมด้วยชาวพระนครทั้งหลาย ได้เชิญพระบรมศพมาประดิษฐาน ณ มกุฎพันธนเจดีย์

ภายหลังที่พระมหากัสสปเถระ พร้อมด้วยภิกษุบริษัทเดินทางมาถวายบังคมพระศพเสร็จแล้ว ไฟก็ติดพระสรีระเอง เมื่อพระสรีระพระพุทธเจ้าถูกไฟไหม้แล้ว ก็มีกษัตริย์และพราหมณ์จากแคว้นต่าง ๆ มาขอพระสารีริกธาตุ ครั้งแรกมัลลกษัตริย์จะไม่ให้ แต่โทณพราหมณ์พูดเกลี้ยกล่อมให้เห็นแก่ความสงบ จึงได้ตกลงแบ่งให้ไปต่างก็นำไปบรรจุสถูปและทำการฉลองในนครของตน



ห่างออกไปจากมหาปรินิพพานสถูปไม่ไกลนัก นักโบราณคดีพบเนินดินที่ก่อด้วยอิฐหุ้มไว้เป็นชั้นๆ ที่นี่คือมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า อิฐแต่ละชั้นเกิดจากการก่อขยายพระเจดีย์โดยกษัตริย์หลายพระองค์ หลายสมัย ที่บูรณะเรื่อยมา จนกระทั่งศาสนาพุทธเสื่อมไปจากอินเดีย

ภาพประกอบได้รับอนุญาตจากคุณ scuba734 ข้อมูลเรียบเรียงมาจาก หนังสือตามรอยพระพุทธเจ้า หนังสือดีดีของแพรวสำนักพิมพ์ และพระไตรปิฎก ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ


พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคนครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 8:16:36 น.
Counter : 727 Pageviews.  

มหาวิทยาลัยนาลันทา สถานศึกษาที่กล่าวกันว่ายิ่งใหญ่และดีที่สุดที่มวลมนุษย์เคยใฝ่ฝันถึง



สวัสดีทุกท่านครับ
ระหว่างทางไปมหาวิทยาลัยนาลันทา แวะชิมขนมกันก่อนนะครับ

ขนมคาจา เป็นแป้งทอดกรอบที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งเพื่อไปเมืองนาลันทา ชาวบ้านได้นำขนมชนิดหนึ่งมาถวาย พระพุทธเจ้าทรงฉันแล้วทรงพระดำเนินต่อไป พร้อมกับมีพระดำรัสว่า "คาจา" ซึ่งแปลว่า "กินแล้วก็จะไป" ต่อมาชาวบ้านจึงพากันเรียกขนมชนิดนั้นว่าคาจา

คุณ scuba734 บอกว่าขนมนี้คล้ายๆ โรตีกรอบบ้านเรา มีทั้งรสเค็มและหวาน (ไม่อร่อยเลย)



มหาวิทยาลัยนาลันทาถูกค้นพบเมื่อพศ. 2404 โดยเซอร์อะเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม (อีกแล้วครับ) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่ามีอดีตมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกฝังตัวอยู่ในนาลันทามานานถึง 700 ปี

เมื่อครั้งที่พระถังซัมจั๋งเดินทางมาอินเดีย ท่านก็ได้มาศึกษาพุทธศาสนาอยู่ที่นาลันทานานถึง 5 ปี ท่านได้เล่าถึงมหาวิทยาลัยนาลันทาที่เห็นในตอนนั้นว่า

"...บริเวณทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบเป็นอารามแห่งเดียวกัน มีหนึ่งประตูภายในแบ่งออกเป็นหอสำนักแปดแห่ง
โบสถ์วิหารงดงาม มียอดสูงเทียมเมฆ ที่พำนักของพระสงฆ์ล้วนเป็นหอสูงสี่ชั้น...
พระภิกษุในอาราม รวมทั้งที่มาจากที่อื่นมีจำนวนนับหมื่น ล้วนศึกษาในลัทธิมหายาน แต่ก็ยังศึกษาในลัทธินิกายอื่นๆ อีก 18 นิกายควบคู่กันไป..."

เมื่อดูจากขนาดของโรงครัวแล้ว ก็พอนึกภาพได้ว่า ต้องทำอาหารถวายพระกี่รูป


200 ปีต่อมานาลันทาก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 14 กษัตริย์ราชวงศ์ปาละทรงอุปถัมภ์ศาสนาพุทธอย่างมากมาย ขณะนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธเข้าสู่ยุคตันตระยานแล้ว

ซากอาคารที่ขุดพบนี้มีลักษณะเป็นที่พำนักสงฆ์ มีห้องพักสำหรับพระนักศึกษาและอาจารย์ซึ่งอยู่กันห้องละ 2 รูป ท่านผู้ศึกษาประวัติศาสตร์บอกว่า
"บางแห่งก็เป็นห้องพักเดี่ยว ซึ่งอาจเป็นของพระอาจารย์ และห้องแสดงปุจฉา-วิสัชนาด้านหน้า ภายในห้องโถงยกระดับพื้นเป็นเวทีให้พระอาจารย์บรรยายธรรม"

สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีรู้ว่าโบราณสถานขนาดมหึมาแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยนาลันทาก็คือ ตราประทับรูปธรรมจักรที่ขุดพบ มีรูปกวางหมอบอยู่สองข้าง มีตัวอักษรเขียนว่า ศรี นาลันทา มหาวิหารี จนถึงวันนี้กองโบราณคดีอินเดีย เพิ่งขุดสำรวจนาลันทามหาวิหารไปได้ประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น จากอาณาบริเวณทั้งหมดกว่า 16 ตารางกิโลเมตร ส่วนที่อยู่นอกกำแพงเขตโบราณสถานในปัจจุบันจึงรอขุดสำรวจกันอยู่และก็เป็นที่ดินของชาวบ้านในละแวกนั้นครับ


การเรียนการสอนที่นาลันทาไม่เหมือนมหาวิทยาลัยอื่นใดในยุคนั้น เป็นการสอนทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ มีความเข้มงวดมาก สอนกันตั้งแต่เช้าจนตะวันตกดิน ใครสงสัยอะไรก็เปิดโอกาสให้ซักฟอกด้วยปุจฉา-วิสัชนาจนกระจ่างแจ้งทุกวิชา นักศึกษาต่างชาติที่ไปศึกษาอยู่ที่นาลันทาในครั้งนั้นได้กลายเป็นฑูตทางวัฒนธรรมของอินเดียอย่างไม่รู้ตัว เมื่อพวกเขาได้แปลคัมภีร์ต่างๆที่ศึกษาเป็นภาษาของตัวเอง และนำกลับไปเผยแผ่ที่ประเทศของตน คัมภีร์ที่อยู่ต่างประเทศเหล่านี้เอง กลับกลายเป็นต้นฉบับคัมภีร์พุทธศาสนาในเวลาต่อมา



เมื่อสิ้นสุดสมัยปาละ นาลันทาก็แทบจะไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ปกครองบ้านเมืองอีก จนกระทั่งเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 18 มหาวิทยาลัยนาลันทาเสื่อมโทรมลงอย่างมาก ทั้งจากความหย่อนยานในพระธรรมวินัยของสงฆ์และภัยสงคราม โดยเฉพาะจากกองทัพ (ศาสนาหนึ่งที่ไม่ใช่พุทธ) ที่บุกเข้ามาถึงแคว้นมคธ ฆ่าพระภิกษุมรณภาพเกือบหมด และมหาวิทยาลัยนาลันทาถูกเผาทำลายจนสิ้น ถูกเผานานเป็นแรมเดือน คัมภีร์พุทธจำนวนมหาศาลที่ขนย้ายออกมาไม่ทัน มอดไหม้ไปพร้อมกับการสิ้นสุดลงของมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาครับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากพวกโจรจะพึงตัดอวัยวะด้วยเลื่อย แม้ผู้ใดคิดร้ายในโจรพวกนั้น ผู้นั้นหาได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของเรา
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4817915/Y4817915.html

ความยิ่งใหญ่ของอาคารเรียน เหลือเพียงเท่านี้ เป็นชั้น 3 จาก 6-8 ชั้น ในยามรุ่งเรือง


จากมหาวิทยาลัยนาลันทาอันรุ่งเรืองในอดีต เราข้ามฝั่งไปจะพบสิ่งที่น่ายินดีครับ

มหาวิทยาลัยนานาชาตินาลันทา หรือที่ชื่อว่า นวนาลันทามหาวิหาร เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางของการศึกษาพุทธศาสนาและภาษาบาลีระดับสูง เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยนาลันทาในยุคโบราณ ดร. รวินทร์ ภาณธ์ (Dr. Ravindra Panth) เล่าให้ฟังถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า

" มหาวิทยาลัยนวนาลันทามหาวิหารก่อตั้งขึ้นในแนวทางเดียวกันกับมหาวิทยาลัยโบราณนาลันทามหาวิหารเดิม เราต้องการสืบสานมรดกของอินเดียไว้นาลันทาเคยเป็นสัญลักษณ์ของความรู้ เราก็อยากให้กลับมาเป็นอย่างนั้นอีกครั้ง ศูนย์กลางความรู้ที่ช่วยส่องทางให้มนุษย์มานานหลายศตวรรษควรกลับมาแสดงบทบาทสำคัญอีกครั้ง"

ทุกวันนี้มีฆราวาสและพระในพุทธศาสนาจากชาติต่างๆ ในเอเชียกว่า 250 คนมาศึกษาที่นวนาลันทาแห่งนี้ ทั้งในระดับป.ตรี โท และเอกครับ


ในสมัยนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทาเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด มีห้องประชุมขนาดใหญ่ ซึ่งบรรจุผู้ฟังได้มากกว่าพันคนขึ้นไป มีถึง 8 ห้อง มีห้องเรียนกว่า 300 ห้อง มีห้องพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ และมีหอพักนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยพร้อมโดยมีโรงครัว ยุ้งฉาง สำหรับการหุงหาอาหาร เลี้ยงพระนักศึกษาเหล่านั้นด้วย เพราะในมหาวิทยาลัยนาลันทาทั้งหมดมีที่พักสำหรับนักศึกษาถึง 10,000 คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ อีกประมาณ 1,500 คนครับ

สมัยพระเจ้าหรรษวรรธนะปกครองเป็นองค์อุปถัมภ์ การเป็นอยู่ทุกอย่างให้เปล่าหมด ทรงอุทิศส่วยจากหมู่บ้าน 100 หมู่บ้าน ให้เป็นปัจจัยบำรุงมหาวิทยาลัย และมีบัญชาให้หัวหน้าครอบครัว 200 ครอบครัว บำรุงพระภิกษุที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ด้วยภัตตาหาร เช่น ข้าว เนย และนม เป็นประจำ โดยพระภิกษุเหล่านั้นไม่ต้องออกไปบิณฑบาตข้างนอก ฉะนั้นจึงสามารถอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่การศึกษาได้เต็มที่ครับ


เมื่อสังคายนาครั้งที่ 2 ประมาณ พศ.100 เกิดการแตกนิกายเป็นเถรวาทและมหาสังฆิกะ
ซึ่งเป็นต้นเค้าของมหายาน หลังจากนั้น 2 นิกายใหญ่ก็แตกไปเป็น 18 นิกาย
มหาสังฆิกะแตกไปอีก 5 เถรวาทแตกไปอีก 11 ของเดิม 2 เป็น 18 นิกายครับ

ลองค้น "คัมภีร์ศรีมาลาเทวี สีหนาทสูตร" ที่เชื่อกันว่าเป็นของมหาสังฆิกะนะครับ
ข้อความในนั้นอาจจะเป็นที่น่ามหัศจรรย์ใจสำหรับน้องอัปสรมากกว่าครับ

เพราะพระถังซัมจั๋งศิษย์เก่าท่านนี้ บันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ละเอียด จึงทำให้เกิดการค้นพบตามมามากมาย ท่านเคยลงทะเบียนเรียนคัมภีร์พระพุทธศาสนาทั้งหินยานและมหายาน เรียนพระไตรปิฎก(วิชาบังคับ), เรียนเหตุวิทยา(Logic), ศัพท์วิทยา(Gramma), จิกิตสาวิทยา(Medical Sciences) เป็นต้นครับ

มหาวิทยาลัยนาลันทามีกฎเกณฑ์เข้มงวดมาก นักศึกษาใหม่กว่าจะถูกรับเข้ามาเรียนได้จะต้องผ่านการทดสอบมากมาย ถ้าทำผิดก็จะมีการลงโทษกันเองภายใน อาจเป็นเพราะความมีมาตรฐานการศึกษาสูงแบบนี้นี่เอง ทำให้พระประพฤติดี ไม่ละเมิดศีลธรรมครับ





 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 8:07:12 น.
Counter : 133 Pageviews.  

1  2  

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.