Group Blog
 
All blogs
 

ตอนที่ 2 ประเภทของฌาน

สวัสดีทุกท่านครับ

ชาวพุทธเป็นจำนวนมากมีนิสัยชอบเจริญสมาธิ อันเป็นขั้นตอนหนึ่งในจะแสวงหาความสุขยิ่งขึ้น สมาธิมีความหมายกว้างกว่าฌาน ความสงบมั่นคงของใจตั้งแต่ชั้นต่ำๆชั่วขณะหนึ่ง จนถึงความสงบขั้นสูงสุด ส่วนฌานมีความหมายจำกัดอยู่ในวง คือ มีองค์หรืออารมณ์ เป็นเครื่องกำหนดโดยเฉพาะเป็นอย่างๆไป

ฌาน ซีรี่ย์ธรรมะ ตอนที่สองนี้จะกล่าวถึงในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ และประเภทของฌาน ครับ



ในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ซึ่งออกบวชเป็นดาบสบำเพ็ญพรตจนได้บรรลุฌาน มีในชาดกหลายเรื่อง เป็นต้นว่า ในสังกัปปราคชาดก พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อบิดามารดาของท่านเสียชีวิต วันหนึ่งได้มองดูทรัพย์สมบัติแล้วนึกถึงบิดามารดาแล้ว

เกิดความสลดใจจึงได้บริจาคทรัพย์ทั้งหมดให้เป็นทานแล้วเข้าไปอยู่ป่าหิมพานต์บวชเป็นฤาษี บำเพ็ญพรตจนได้บรรลุฌานสมาบัติ ในเวลาสิ้นอายุขัยได้บังเกิดในพรหมโลก

ในยุธัญชัยชาดก พระโพธิสัตว์ทรงประสูติในพระนครรัมมะ วันหนึ่งทรงเสด็จไปในพระอุทยานทรงทอดพระเนตรหยาดน้ำค้างติดกันเหมือนตาข่ายที่ทำด้วยด้ายในที่ต่าง ๆ ทรงสลดพระทัยดำริว่า แม้ชีวิตและสังขารแห่งสัตว์เหล่านี้ ก็เป็นเสมือนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เราไม่ถูกชรา พยาธิ และมรณะเบียดเบียนเลยทีเดียว ควรจะอำลาพระราชบิดาพระราชมารดาไปบวชดังนี้แล้ว พระองค์จึงได้เสด็จออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์บำเพ็ญพรตจนได้บรรลุฌานอภิญญา เลี้ยงชีพด้วยผลไม้และเผือกมันอยู่ในป่านั้นจนตลอดพระชนมายุ ในเวลาสิ้นพระชนม์ได้เกิดในพรหมโลก

ในสมัยก่อนพุทธกาล สมัยนั้น พวกโยคี ฤาษี และพวกดาบสเป็นจำนวนมากได้เข้าไปอาศัยอยู่ในป่าเพื่อบำเพ็ญพรต จนสามารถบรรลุฌานสมาบัติขั้นต่าง ๆ ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ได้ทรงเข้าไปศึกษากับคณาจารย์ใหญ่ ๒ ท่านคือ อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ซึ่งเป็นเจ้าของลัทธิสางขยะและโยคะ พระองค์ได้เสด็จไปศึกษากับอาฬารดาบส กาลามโคตร ศึกษาจนบรรลุรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๓ (ดูประเภทของฌานด้านล่าง) มีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็น ขั้นสูงสุด พระองค์ทรงเห็นว่าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ไม่เป็นหนทางเพื่อโพธิญาณ เป็นแต่เพียงผลสัมฤทธิ์ทางจิตชั้นสูงเท่านั้น และจะนำผู้บรรลุเกิดในพรหมโลกชั้นอากิญจัญยาตนภูมิเท่านั้น หาใช่วิถีทางแห่งการบรรลุโพธิญาณที่พึงประสงค์แต่อย่างใดไม่ พระองค์จึงเสด็จออกจากสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร เพื่อไปศึกษากับอุทกดาบส รามบุตร จนสำเร็จเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ต่อมาทรงเห็นว่าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่เป็นหนทางเพื่อโพธิญาณ เป็นแต่เพียงผลสัมฤทธิ์ทางจิตชั้นสูงเท่านั้นและจะนำผู้บรรลุเกิดในพรหมโลกชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิเท่านั้น หาเป็นมรรคาเพื่อปัญญาตรัสรู้ไม่ พระองค์จึงเสด็จออกจากสำนักของอุทกดาบส รามบุตร เสด็จจาริกถึงอุรุเวลาเสนานิคม ทรงเห็นสถานที่น่าอภิรมย์สงบ ร่มเย็นจึงประทับบำเพ็ญเพียรอยู่ณ สถานที่นั้น

การแบ่งประเภทของฌาน

ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา แบ่งฌานเป็น ๒ ประเภทบ้าง ๔ ประเภทบ้าง ส่วนในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมแบ่งฌานเป็น ๕ ประเภท ฯ ฌานหรือสมาธิมีหลายประเภทดังที่นำมากล่าวส่วนหนึ่ง แต่โดยสรุปคือ การบำเพ็ญฌานมีหลักใหญ่ ๆ อยู่ ๒ แบบด้วยกัน คือแบบการเพ่งรูปธรรมและการเพ่งอรูปธรรม เพื่อให้จิตเกิดสมาธิการเพ่งรูปธรรมได้แก่สมถกัมมัฏฐานเพ่งอรูปธรรมได้แก่วิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือเรียกอีกอย่างว่ารูปนาม ผู้บำเพ็ญสมถกัมมัฏฐานจนได้บรรลุฌานถ้าไม่หยุดอยู่ตรงนั้นก็ต้องบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไป เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ตัวอย่าง ในอรรถกถา สมันตปาสาทิกา พระพุทธโฆษาจารย์ แบ่งฌานออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. การเพ่งอารมณ์ตามแบบสมถะ (อารัมมณูปนิชฌาน) ๒. การเพ่งพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ตามแบบวิปัสสนา (ลักขณูปนิชฌาน)

แบ่งประเภทของฌานเป็นรูปฌาน ๔ (ภาวะที่จิตเพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ โดยการเพ่งรูปธรรมหรือรูปาวจร) คือปฐมฌาน จัดเป็นฌานที่ ๑ ทุติยฌาน จัดเป็นฌานที่ ๒ ตติยฌาน จัดเป็นฌานที่ ๓ จตุตถฌาน จัดเป็นฌานที่ ๔
และอรูปฌาน ๔ ได้แก่ ภาวะที่จิตเพ่งในอรูปธรรมเป็นอารมณ์ คือ ๑. อากาสานัญจายตนะ ๒. วิญญาณัญจายตนะ ๓. อากิญจัญญายตนะ ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ

ในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม เฉพาะอย่างยิ่งยุคหลังรุ่นอรรถกถาฎีกา นิยมแบ่งรูปฌาน เป็น ๕ ขั้น เรียกว่าฌานปัญจนัย ที่เป็นฌาน ๕ เพราะซอยละเอียดออกไปจาก (รูป) ฌาน ๔ นั่นเอง คือแทรกเพิ่มฌานที่ ๒ เข้ามาอีกข้อหนึ่ง ระหว่างปฐมฌานกับทุติยฌานเป็นต้น

ในอนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการ คือรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ คือ ทรงแสดงธรรมเป็นที่ดับที่ดับไปในอนุปุพพวิหารสมาบัติแต่ละอย่าง และทรงยกย่องผู้ดับธรรมแต่ละอย่างด้วยฌานนั้น ๆ ว่า “เป็นผู้ควรนมัสการ ควรไหว้ และควรเข้าไปนั่งใกล้”

ในฌานสูตร๔ พระองค์ทรงแสดงว่าอาสวะทั้งหลายสิ้นไปได้เพราะอาศัยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน ฯลฯ เพราะอาศัยสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วทรงนำมาติกาแต่ละบทมาตั้งเป็นคำถามว่า เพราะเหตุไรจึงทรงกล่าวอย่างนั้น จากนั้นทรงอธิบายขยายความแต่ละมาติกาอย่างละเอียด

ในสัมพาธสูตร ว่าด้วยวิธีหาทางออก (ช่อง) ในที่แคบ ที่แคบสำหรับผู้บำเพ็ญฌาน ได้แก่นิวรณ์ ๕ วิธีออกทางช่องว่าง หมายถึงความหลุดพ้น กล่าวคือภาวะที่ทำให้เกิดช่องว่างหรือที่ปลอดจากกิเลสต่าง ๆ เปรียบเสมือน “ที่แคบ” หมายเอา รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ (นิโรธสมาบัติ)

เรียบเรียงจาก พระมหากฤช ญาณาวุโธ พระอริยคุณาธาร พระไตรปิฎก ภาพประกอบอินเตอร์เน็ต

ฌานนี่เองเป็นที่ตั้งแห่งอำนาจพิเศษ เป็นต้นว่า บุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ฉลาดในการระลึกชาติก่อนได้) ทิพพจักขุญาณ (ฉลาดในทางตาทิพย์) จุตูปปาตญาณ (ฉลาดรู้จุติ และอุปบัติ ตลอดถึงการได้ดีตกยากของสัตว์ ตามกำลังกรรม) คืออำนาจพิเศษจะเกิดขึ้นแก่บุคคล ย่อมต้องอาศัยฌานทั้ง 4 เป็นบาทฐาน ข้อนี้เป็นอานิสงส์ของสมาธิขั้นอัปปนาสำหรับผู้ได้ สมาบัติ 8 แล้ว เมื่อต้องการอภิญญา ก็อาจทำให้เกิดขึ้นได้ ดังตัวอย่างที่ตรัสว่า

“เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนเหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ"

ตอนต่อไปจะกล่าวถึงธรรมปฎิบัติ เป็นขั้นตอนเพื่อให้ได้ฌาน อภิญญา โปรดติดตามครับ




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2551 16:09:25 น.
Counter : 449 Pageviews.  

ตอนที่ 1 ประโยชน์ของสมาธิ

สวัสดีทุกท่านครับ

ฌาน แปลว่าการเพ่ง หมายถึง ภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ ได้แก่ภาวะจิตที่มีสมาธินั่นเอง แต่สมาธิมีความประณีตชัดเจนผ่องใสและมีกำลังมากน้อยต่างกันหลายระดับความต่างของระดับนั้น กำหนดด้วยคุณสมบัติของจิตที่เป็นองค์ประกอบร่วมของสมาธิในขณะนั้น ๆ องค์ประกอบเหล่านี้ ได้แก่ วิตก (การจรดจิตลงในอารมณ์) วิจาร (การที่จิตเคล้าอยู่กับอารมณ์) ปีติ (ความอิ่มใจ) สุข (ความรู้สึกสบาย) อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) และเอกัคคตา (ภาวะที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว)

นำเรื่อง ฌาน ซีรี่ย์ธรรมะมาฝากเป็นตอนแรกครับ



ฌานได้มีมาแล้วในสมัยก่อนพุทธกาล (จะกล่าวถึงในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ตอนที่ 2) ก่อนพุทธกาลพวกดาบสฤาษีต่างๆก็ได้มีการปฏิบัติทางจิตกันมานานแล้ว เพื่อเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิตตามคตินิยมของอินเดียโบราณเรียกว่า“โยคะ”

แม้พระพุทธเจ้าเองก่อนที่จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็เคยได้ฝึกฌานกับดาบสที่มีตบะแก่กล้าที่ชื่อว่าอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตร๔จนบรรลุฌานขั้นสูงมาแล้ว เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าฌานนั้นมีความสำคัญ และมีความจำเป็นอย่างมากในการฝึกฝนจิตให้เกิดความสงบ ตั้งมั่น เพื่อเป็นเครื่องมือในการรู้แจ้งธรรม

ส่วนปัญญา ในพระพุทธศาสนาจัดเป็นความรู้อยู่ในลำดับสูงสุดเสมอ เพราะเป็นเครื่องมือขั้นสุดท้ายที่จะให้ประจักษ์แจ้งความจริง ปัญญานั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในการใช้พิจารณาเพื่อความรู้แจ้งตามความเป็นจริง อันเป็นสู่จุดมุ่งหมายของพุทธธรรม ฌานและปัญญามีความสัมพันธ์กันโดยเป็นปัจจัยอาศัยกันและกันเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาคือการพ้นทุกข์อันได้แก่พระนิพพานดังพระพุทธพจน์ว่า “ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน ฯ”



ประโยชน์ของสมาธิแม้จะเจริญถึงขั้นได้ฌานสูงสุด หากไม่ก้าวล่วงด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่สามารถทำให้ถึงจุดหมายของพุทธธรรมได้เป็นอันขาด ฌานต่างๆ ทั้ง ๘ ขั้น แม้จะเป็นภาวะจิตที่ลึกซึ้ง แต่เมื่อเป็นผลของกระบวนการปฏิบัติที่เรียกว่าสมถะอย่างเดียว แล้วยังเป็นเพียงโลกีย์เท่านั้น จะนำไปปะปนกับจุดหมายของพุทธธรรมหาได้ไม่ ในภาวะแห่งฌานที่เป็นผลสำเร็จของสมาธินั้น กิเลสต่างๆสงบระงับไปจึงเรียกว่าเป็นความหลุดพ้นเหมือนกัน แต่ความหลุดพ้นชนิดนี้มีชั่วคราวเฉพาะเมื่ออยู่ในฌานเท่านั้น และจะถอยกลับสู่สภาพเดิมได้ ไม่ยั่งยืนแน่นอน ท่านจึงเรียกความหลุดพ้นชนิดนี้ว่าเป็นโลกิยวิโมกข์ (ความหลุดพ้นขั้นโลกีย์) เป็นกุปปวิโมกข์ (ความหลุดพ้นที่กำเริบคือเปลี่ยนแปลงกลับกลายหายสูญได้) และเป็นวิกขัมภนวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยการข่มไว้) คือกิเลสระงับไปเพราะถูกกำลังสมาธิข่มไว้ เหมือนเอาแผ่นหินทับหญ้า ยกแผ่นหินออกเมื่อใด หญ้าย่อมกลับงอกงามขึ้นมาใหม่)



การบำเพ็ญสมาธิทำให้จิตใจสงบแน่วแน่ จนเข้าถึงภาวะที่เรียกว่า ฌานหรือสมาบัติขั้นต่างๆเสียก่อน ทำให้จิตใจดื่มด่ำแน่นแฟ้นอยู่กับสิ่งที่กำหนดนั้นๆ จนมีความพร้อมอยู่โดยตัวของมันเองที่จะใช้ปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างที่เรียกว่าจิตนุ่มนวล ควรแก่การงานโน้มไปใช้ในกิจที่ประสงค์อย่างดีที่สุด ในสภาพจิตเช่นนี้กิเลสต่าง ๆ ซึ่งตามปรกติฟุ้งขึ้นรบกวนและบีบคั้นรบกวนจิตใจพล่านอยู่ก็ถูกควบคุมให้สงบนิ่งอยู่ในเขตจำกัดเหมือนผงธุลีที่ตกตะกอนในเวลาน้ำนิ่ง และมองเห็นได้ชัดเพราะน้ำใส เหมาะสมอย่างยิ่งแก่การที่จะก้าวไปสู่การใช้ปัญญาจัดการกำจัดตะกอนเหล่านั้นให้หมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิง ในชั้นนี้นับว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า สมถะ ถ้าไม่หยุดเพียงเท่านี้ ก็จะก้าวต่อไปสู่ขั้นการใช้ปัญญากำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นเชิง เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของพุทธธรรม ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา



คำสอนเรื่องสมาธิ แนวทางในการสอนปฏิบัติ จะมีความแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะของสิ่งที่นำมาใช้พิจารณาแบ่งออกเป็นสายสำคัญ ๕ สาย คือ

๑. สายอานาปานสติ คือ การพิจารณาลมหายใจเข้า-ออก และบริกรรมภาวนาว่า“พุทโธ” เป็นแบบที่นิยมมาแต่เดิมได้แก่ กลุ่มพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
๒. สายธุดงค์กัมมัฏฐานอีสาน มีพื้นฐานจากสายอานาปานสติ แต่มีลักษณะ เป็นพระป่าต้องออกธุดงค์ด้วย มีมากในแถบภาคอีสาน
๓. สายวัดมหาธาตุ ฯ เป็นสายใหญ่สายหนึ่งที่แผ่ขยายแนวการสอนวิปัสสนาไปตามวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แนวปฏิบัติมาจากพม่าพิจารณาพองหนอ ยุบหนอ ของหน้าท้องในขณะหายใจ
๔. สายธรรมกาย ได้แก่ แนวการสอนตามแบบหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ พิจารณาดวงแก้วที่บริเวณศูนย์กลางของร่างกาย
๕. สายประยุกต์ มีการสังเคราะห์แนวคำสอนในพระพุทธศาสนามาใช้อธิบาย การปฏิบัติและสอนสมาธิ เช่น สำนักสันติอโศก อาจารย์พร รัตนสุวรรณ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เป็นต้น

สำนักสายต่าง ๆ เหล่านี้มีสาขาของการปฏิบัติกระจัดกระจายตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทยและมีอิทธิพลในทางความคิดต่อพุทธศาสนิกชน ที่ยึดถือแนวทางปฏิบัติของสำนักเหล่านี้

ข้อมูลจากสุชีพ ปุญญานุภาพ พระมหากฤช ญาณาวุโธ วริยา ชินวรรโณ ภาพประกอบอินเตอร์เน็ต



การเพ่งให้จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ โดยพยายามไม่ให้จิตซัด ส่าย ฟุ้งซ่าน จิตสงบ นิ่ง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ย่อมมีพลังอำนาจตามลำดับภูมิธรรมของผู้นั้น ตอนต่อไปเป็นฌานต่างๆ ทั้ง ๘ คัมภีร์อรรถกถาชาดกที่แสดงจริยาวัตรในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ ฌานได้มีมาแล้วในสมัยก่อนพุทธกาล โปรดติดตามครับ




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2551 16:07:45 น.
Counter : 727 Pageviews.  


ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.