Group Blog
 
All blogs
 
อยู่อย่างไร...ให้ใจสบาย?

สวัสดีทุกท่านครับ

ใจสบายมีความหมายต่อชีวิตมาก เมื่อใดใจไม่สบาย แม้ร่างกายจะสมบูรณ์ ชีวิตก็ไร้ความหมาย เมื่อใดสุขสบายใจแล้ว แม้ร่างกายจะพิการบ้าง ก็หาความสุขได้ไม่ยาก ความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใจสบาย มิใช่มีทรัพย์มากกว่า มีเกียรติสูงกว่า เพราะส่วนใหญ่ การมีทรัพย์มาก มีเกียรติมาก มักก่อความไม่สบายใจเสมอ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะอยู่อย่างไรให้ใจสบาย จะอยู่อย่างไรให้ใจเป็นสุข

ในหลักพระพุทธศาสนาสอนว่า ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส สองข้อแรกเป็นเหตุให้ใจสบายแน่นอน แต่บางครั้ง การตั้งใจทำดีแท้ๆ ก็ยังมีเหตุให้ใจไม่ผ่องใส ทำให้ไม่สบายใจอยู่ก็มีมาก ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสเพิ่มอีกเป็นข้อที่สาม เน้นลงไปที่ความผ่องใสของใจ แปลว่า แม้จะไม่ทำชั่ว ตั้งใจทำดีเต็มที่แล้ว เท่านั้นยังไม่พอ เรายังต้องดูอีกว่า ดีที่ทำนั้น ได้ทำให้ใจของเราผ่องใสหรือไม่ หรือว่าทำไปแล้วยังขุ่นมัวอยูเพราะดีที่ทำ แล้วก็มาบ่นว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำคุณคนไม่ขึ้น เมื่อใจไม่สบาย มนุษย์ก็เริ่มเครียด และเครียดสะสม จากวันเป็นเดือนเป็นปี เป็นชีวิต จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มนุษย์เรามีความเครียดเพิ่มมากขึ้นตลอด ไม่เคยลด เพราะไม่ทราบอุบายที่จะทำใจให้สบาย

อยู่อย่างไร...ให้ใจสบาย? นำวิธีคิดมาฝากวันนี้ครับ


๑ การพูดถึงปัญหาเพียงครั้งเดียวก็เกินพอ ส่วนวิธีแก้ปัญหาต้องพูดแล้วพูดอีกคิดแล้วคิดอีก

มนุษย์เราส่วนมาก ที่ใจไม่สบาย ก็เพราะชอบพูดแต่ปัญหา พูดแล้วพูดอีก เจอหน้ากันอีก ก็พูดเรื่องเดิม พูดสิบครั้ง ก็โกรธสิบครั้ง ถูกไฟเผาไหม้ไปสิบครั้ง เรื่องควรจะจบกลับไม่ยอมจบ ไฟที่กำลังจะมอด ก็ถูกเติมเชื้อให้ลุกโชนขึ้นอีก แม้นำความไปพูดกับคนอื่น ก็ทำให้เกิดอารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้นไม่สิ้นสุด และสุดท้ายก็กลายเป็น “โอษฐภัย” ไปโดยไม่รู้ตัว อยากให้ใจสบาย ให้พูดถึงปัญหาเพียงครั้งเดียว และแสวงหาวิธีแก้ปัญหาให้มาก

๒ คิดบวกต่อคนอื่นให้มากเข้าไว้

การคิดบวก เป็นอุบายสำคัญในการดำรงชีวิต คนคิดบวก มักมีกำไรในชีวิต ส่วนคนคิดลบ พูดลบ ชีวิตมักขาดทุน การคิดบวกต้องฝึกฝน เพราะมนุษย์ส่วนมาก มักจินตนาการไปในทางลบ เมื่อเราคิดลบต่อเขา เขาก็คิดลบต่อเราคิดดูเถิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที เรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตลุกลามไม่มีวันจบสิ้น ไม่เคยมีใครที่จะเอาชนะคนโกรธด้วยการโกรธตอบ พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนโกรธ ด้วยการไม่โกรธตอบ ถามว่าทำยากไหม ตอบว่า ทำยาก หากไม่เคยทำ สิ่งเหล่านี้อยู่ที่การฝึกฝนกระทั่งเกิดความคล่องตัวในวิธีคิด มนุษย์จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่วิธีคิดใจจะสบายหรือไม่สบายก็อยู่ที่วิธีคิดคิด บวกสบายใจคิดลบก็นอนกอดทุกข์ขาดทุนไป

๓ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะดีกว่าเรา

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของมนุษย์คือ เห็นใครได้ดีกว่าแล้วเป็นทุกข์ ถ้าจะบอกว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็ดูจะประเมินคุณค่าต่ำเกินไป ข้าพเจ้าอยากพูดว่า จริงๆ แล้วมิใช่เป็นธรรมชาติ หากแต่เป็นความเคยชินที่มนุษย์สร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้วไม่มีใครแก้ไข แล้วก็บอกว่า เป็นธรรมเนียม เป็นประเพณี เช่น กรณีที่ทอดกฐินผ้าป่าล้มวัวล้มควายครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยเตือนชาวบ้านไปว่า อย่าทำบาปแลกบุญ อย่าทำบุญแล้วได้บาปด้วยการปลิดชีวิตสัตว์ เพราะถ้าไม่มีงานบุญ สัตว์ก็ไม่ตาย พวกเขาตอบว่า การล้มวัวในงานกฐินผ้าป่า ถือเป็นประเพณี ข้าพเจ้าย้อนถามว่าประเพณีอะไรกันแน่ เขาตอบว่า ก็ทำงานอย่างนี้มาตลอด ข้อนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า มนุษย์เราเห็นแก่ตัวมาก ใช้กิเลสสร้างประเพณีบาปให้แก่ตน แล้วก็อ้างว่าเป็นประเพณี

การพยายามฝึกคิดว่า ขอให้คนอื่นดีกว่าเรา ชื่นชมเขาเมื่อเขาดี เพียงแค่ชื่นชม เราก็เป็นสุข เขาก็สบายใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราอิจฉาเขา ใจเราก็ไม่สบาย ใจเขาเองก็เกิดการต่อต้าน สุดท้ายก็ไม่สบายใจทั้งสองฝ่ายเมื่อเราได้ดีบ้าง ก็ถูกต่อต้านกลับ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสสอนเรื่อง “มุทิตาจิต” คือเมื่อเห็นเขาได้ดี ก็ขอให้พลอยยินดีกับเขาด้วย เราต้องฝึกหัดยกย่องชื่นชม โดยไม่ต้องกลัวว่า ใครจะได้ดีกว่าเรา แล้วใจเราก็จะสบาย

๔ พึ่งตนให้มาก ไม่คิดหวังพึ่งคนอื่นตลอดเวลา

เรื่องการพึ่งตนนี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก มนุษย์เราส่วนใหญ่ชอบพึ่งคนอื่น บางครั้งเราก็คิดว่า เขาน่าจะให้เราพึ่งพาอาศัยได้ แต่สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์คือเสียใจกลับมา ในทางกลับกัน เราน่าจะคิดใหม่ว่า ทำอย่างไร เราจะพึ่งตนได้และเป็นที่พึ่งของคนอื่นด้วย การคิดพึ่งตนและให้คนอื่นมาพึ่งเราได้ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดทุกข์ ไม่ให้เกิดความผิดหวัง ให้เราคิดว่า แม้ในโลกนี้ จะมีเพียงเราคนเดียว เราก็จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย ผู้ฝากความหวังไว้กับคนอื่น จะผิดหวังเสมอ บางคน เราคิดว่า เขาสมหวังแล้ว เขามีมากแล้ว เราควรจะไปขอพึ่งพาอาศัยเขา แล้วก็ฝากความหวังไว้กับเขา แต่เอาเข้าจริง ปรากฏว่า ผิดหวังหนักกว่าเดิม การฝากความหวังไว้กับคนที่ยังไม่สมหวัง เราจะผิดหวังยิ่งกว่าเขาหลายเท่า คนที่เราคิดว่าเขารวยอาจจะจนกว่าเราก็ได้ คนที่เราคิดว่า เขาสมหวัง อาจจะผิดหวังยิ่งกว่าเราก็ได้ การฝึกใจให้รู้จักคิดพึ่งตน และกวักมือเรียกคนอื่นให้มาพึ่งเรา จึงถือว่าเป็นการสร้างฐานความคิดที่สำคัญ ในการป้องการใจไม่ให้ตก “หลุมพลางของทุกข์”


เนื้อเรื่อง ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณ (ปิยโสภณ) วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกครับ




Create Date : 28 สิงหาคม 2551
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 10:59:09 น. 4 comments
Counter : 389 Pageviews.

 
ขยันจังน๊า
สู้ๆ



โดย: พลังชีวิต วันที่: 28 สิงหาคม 2551 เวลา:11:49:08 น.  

 
ชอบจังเลยค่ะ


โดย: wayoflife วันที่: 28 สิงหาคม 2551 เวลา:13:22:34 น.  

 
เป็นบทความที่ดีมากเลยค่ะ


โดย: เกิดมาพบกัน วันที่: 28 สิงหาคม 2551 เวลา:23:42:48 น.  

 
สวัสดีครับคุณพลังชีวิต คุณwayoflife คุณ เกิดมาพบกัน

ตอนต่อไปจะนำธรรมะ จากวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก แนวนี้มาลงเพิ่มครับ

ขอบคุณที่แวะมาครับ


โดย: ebusiness วันที่: 29 สิงหาคม 2551 เวลา:0:24:48 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.