Group Blog
 
All blogs
 
คำพ่อ คำแม่ ตอนที่ 1

สวัสดีทุกท่านครับ

ถือกันมาแต่เก่าก่อนว่า คำแนะนำสั่งสอนของพ่อแม่นั้นเป็นสมบัติล้ำค่ากว่าสมบัติใดๆ ผู้ที่เป็นพ่อแม่ถือเป็นหน้าที่ที่ ตนจะต้องอบรมสั่งสอน ลูกของตนให้เป็นคนดี คอยแต่งเติมให้ลูกของตน งดงามทั้งกิริยามารยาท คำพูด และจิตใจ ตลอด ทั้งให้กำลังใจ และปลอบใจเมื่อลูกพลาด ตำหนิติติงเมื่อลูกทำผิด

คำพ่อ คำแม่ ซึ่งมีความหมายว่าคำแนะนำสั่งสอน ของพ่อแม่นั่นเอง เป็นการรวบรวมจากที่ได้ยินได้ฟังมาบ้าง ปรากฏอยู่ตามหนังสือต่าง ๆ บ้าง แล้วนำมาปะติดปะต่อ เรียงร้อยให้สละสลวยตามสำนวนหนังสือเพื่อให้อ่านง่ายเข้าใจไม่ยาก โดยพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ

มินิซีรี่ย์ธรรมะ คำพ่อ คำแม่ วันนี้เสนอเป็นกระทู้แรกครับ


ตอนประสาคนแก่

ลูกรัก

เรื่องของคนแก่มักเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับคนหนุ่มสาว ทั้งนี้เพราะวัยที่แตกต่างกัน คนแก่ส่วนใหญ่จะจู้จี้ขี้บ่น ใจน้อย ชอบให้ลูกหลานเอาอกเอาใจ ความคิดเชื่องช้า ส่วนคนหนุ่มสาวชอบความรวดเร็ว เด็ดขาด ไม่ชอบพูดมาก นอกจากกับคนที่ตัวรักเท่านั้น ประสาคนแก่เป็นอย่างนี้ จึงทำให้คนแก่กับคนหนุ่มสาวเข้ากันไม่ค่อยได้ แม้จะเป็นพ่อแม่ลูกกันก็ตาม

เวลานี้พ่อแม่เองก็แก่แล้ว อาจจะจู้จี้ขี้บ่นไปบ้าง ลูกก็อย่าถือสา เพราะมันไม่ได้ตั้งใจ ทนรำคาญเอาหน่อยก็แล้วกัน คนแก่ก็เป็นอย่างนี้เกือบทุกคนแหละ เห็นอะไรเป็นขวางหูขวางตาไปหมด ไม่ใส่ใจเสียบ้างก็ได้ นิ่งฟังเฉยๆ เสียบ้าง ปล่อยให้พ่อกับแม่บ่นไปตามประสาคนแก่ก็ได้ เหนื่อยหนักเข้าก็จะหยุดไปเองแหละ ทำไงได้เล่าลูกเอ๋ย

การจู้จี้ขี้บ่นเขาว่ามันเป็นนิสัยประจำตัวของคนแก่ทุกคน หากได้บ่นออกมาบ้าง ได้ดุด่าลูกหลานบ้าง มันทำให้คนแก่อายุยืนเพราะปอดได้ทำงาน เลือดลมมันเดินคล่อง เป็นเครื่องกระต้นหัวใจชนิดหนึ่ง
หากคนแก่หยุดบ่นเมื่อไร ลูกหลานจะเดือดร้อนเมื่อนั้น เขาว่าอย่างนั้น ลูกคอยดูต่อไปก็แล้วกันว่าจะจริงอย่างที่เขาว่าหรือไม่ ไงๆ ตอนนี้ลูกก็ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน พ่อกับแม่จะบ่นให้ลูกหลานรำคาญหูไปได้นานสักเท่าไร

ตอนแพ้ภัยตัวเอง

ลูกรัก

เรื่องความกตัญญูนั้น ความจริงก็ไม่อยากจะพูดบ่อยนัก เพราะเกรงว่าลูกจะหาว่าพ่อแม่เรียกร้องความกตัญญูจากลูก แต่ก็จำเป็นจะต้องบอกบ่อยๆ จะเป็นผลดีแก่ตัวลูก กล่าวคือคนที่ขาดความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่ประเทศชาติบ้านเมืองนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้แพ้ภัยตัวเอง ประสบความเจริญได้ยาก ยิ่งเป็นคนอกตัญญูหรือเป็นคนเนรคุณด้วยแล้ว ท่านถือว่าเป็นคนบาปหนาทีเดียว ดังที่พระท่านสอนไว้ว่า “ได้นั่งหรือนอนที่เงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนบาป”

คนที่เนรคุณต้นไม้ที่ตนเคยพึ่งพาอาศัยร่มเงา ท่านยังว่าเป็นคนประทุษร้ายมิตรและเป็นคนบาป เพราะทำร้ายได้แม้กระทั้งต้นไม้ที่มีบุญคุณ แล้วคนเล่า หากว่าไปเนรคุณต่อคนที่มีบุญคุณเข้าจะเป็นคนบาปและเป็นคนเลวแค่ไหน คนเนรคุณนั้นย่อมได้รับผลเป็นความชั่วเองโดยที่ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาลงโทษเลย แต่ฟ้าดินคือกรรม จะลงโทษเขาเอง ทำให้เขาแพ้ภัยตัวเองตลอดไป คนที่แพ้ภัยตัวเองนั้นจะทำอะไรก็จะติดขัด มีอุปสรรคไปหมด ที่ควรได้ก็ไม่ได้ ที่ไม่ควรเสียก็เสีย จะได้อะไรแต่ละอย่างดูมันยากเย็นแสนเข็ญเสียจริง

คนที่แพ้ภัยตัวเองอย่างนี้บางทีก็ไม่รู้สึกตัวว่าทำไมตัวเองจึงต้องเป็นแบบนี้ กลับไปโทษคนอื่น โทษชะตากรรม โทษดวงดาวไปโน่น ทั้งที่ตัวเองทำเข้าไว้เอง คือตัวเองเป็นคนอกตัญญู เป็นคนประทุษร้ายมิตร หรือเป็นคนเนรคุณคนแท้ๆ


ตอนการผูกใจคน

ลูกรัก

ในพระพุทธศาสนาสอนวิธีผูกใจคนอื่นไว้ ๔ ประการ คือ แบ่งปันกัน พูดดีต่อกัน ช่วยเหลือกัน และวางตัวดีต่อกัน ทั้ง ๔ ประการนี้ใครปฏิบัติตามได้ก็จะยึดเหนี่ยวใจคนอื่นไว้ได้

แต่อยากบอกลูกเพิ่มเติมว่า นอกจากควรปฏิบัติตามหลักข้างต้นแล้ว ยังควรเว้นอีก ๓ ประการ คือ ดูหมิ่นเขา กดเขา และ ยกย่องคนที่ด้อยกว่าเขาให้เกินหน้าเขาไป ทั้ง ๓ อย่างนี้ถ้าเราไปทำกับใคร เขาก็จะอึดอัดเสียใจและจะเกิดความท้อแท้ หมดกำลังใจที่จะอยู่ช่วยเหลืองานเรา เมื่อทนไม่ไหวเขาก็จะจากเราไป ทำให้เราขาดกำลังไปโดยใช่เหตุ

ยิ่งคนใกล้ชิดตัวเราซึ่งเขามีความจริงใจและจงรักภักดีต่อเราด้วยแล้ว เรื่องอย่างนี้เปราะบางมาก เพราะเขายอมทุ่มเท ช่วยเหลือเราทุกอย่าง แต่ผลที่เขาได้รับก็คือ เราไปพูดจาดูหมิ่นเขาบ้าง เราไม่ยกย่องส่งเสริมเขา แต่ไปกดเขาบ้าง ไปยกย่องคนอื่น ให้คนอื่นมาข่มเหงรังแกเขาบ้าง เมื่อโดนอย่างนี้เข้า ไม่ว่าใครก็ทนได้ไม่นาน แม้แต่ตัวเราเองถ้าเจออย่างนี้บ้างก็ถอยเหมือนกัน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราก็ไม่ควรทำอย่างนั้น ต้องคอยดูว่าคนใกล้ชิดเราคนใดมีความจริงใจ จงรักภักดี ซื่อสัตย์ ไม่มีนอก ไม่มีใน เราก็ควรยกย่องชมเชย ให้เกียรติ ให้กำลังใจ สนับสนุนให้ก้าวหน้าสูงขึ้น ให้โอกาสเขาทำงานตามสติกำลังของเขา เราดูอยู่ห่างๆ คอยแนะนำตักเตือนเมื่อเห็นเขาจะพลาด เท่านี้ก็พอที่จะผูกมิตรผูกมัดใจเขาไว้ได้แล้ว คนที่ถูกผูกมัดใจไว้ด้วยหลักต่างๆ เหล่านี้เขาจะไปไหนรอด

ตอนความล้มเหลวที่แท้จริง

ลูกรัก

คนเราทุกคนต่างกลัวความล้มเหลวด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะในหมู่นักธุรกิจและในชีวิตครอบครัว อันที่จริงทุกคนก็คงเคยผ่านความล้มเหลวกันมาแล้วไม่มากก็น้อย รู้รสชาติของความล้มเหลวกันดี แต่ก็ผ่านกันมาได้ด้วยดีเพราะไม่ท้อแท้ ไม่ยอมจำนนให้แก่ความล้มเหลว ต่อสู้จนเอาชนะมาได้ แต่ความล้มเหลวที่ผ่านมานั้นหาใช่ความล้มเหลวที่แท้จริงไม่ เพราะยังมีความสำเร็จอยู่

ความล้มเหลวที่แท้จริงก็คือความล้มเลิก ความล้มเลิกเป็นความล้มเหลวสิ้นเชิงของคนเรา เพราะจะไม่สามารถไปถึงจุดหมายคือ ความสำเร็จได้เลย แท้จริงไม่ว่าเราจะทำงานอะไรย่อมมีอุปสรรคขัดข้องทั้งสิ้น ผิดพลาดบ้าง ขาดทุนบ้าง ไม่ได้ตามที่ต้องการบ้าง นั่นมิใช่แสดงถึงความล้มเหลว แต่เป็นการบอกให้เราทราบว่าเรายังบกพร่องอยู่ หากเราไม่ท้อแท้เลิกล้มเสียกลางคัน พยามยามแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ ไป หรือปรับเปลี่ยนงาน ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเสียใหม่ ก็จะพบความสำเร็จได้ในที่สุด

ตราบใดที่ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อไปได้ก็ชื่อว่ายังไม่ล้มเหลว พระท่านก็สอนไว้ว่า “เกิดเป็นคนควรพยายามร่ำไปจนกว่าจะสำเร็จประโยชน์” แม้ว่าสิ่งที่พยายามนั้นจะมีทางสำเร็จเพียงน้อยนิด แต่ก็ได้ชื่อว่าได้ใช้ความพยายามแล้ว คนเขาจะดูหมิ่นเราไม่ได้ว่าเป็นคนล้มเหลว เป็นผู้แพ้ ผู้ยอมจำนนชีวิต ดังนั้น ถ้าเราไม่ต้องการล้มเหลวก็ต้องไม่ล้มเลิก เมื่อยังไม่ล้มเลิกก็ยังไม่ล้มเหลวแน่นอน

ตอนเอาชนะกันด้วยเหตุผล

ลูกรัก

การเอาชนะคะคานกันด้วยคำพูดหรือด้วยการทุ่มเถียงกันแม้จะเป็นไปด้วยเหตุผล บางครั้งก็ไม่อาจทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ดีขึ้นได้ อาจทำให้เสียเวลาและรังแต่จะทำให้แตกร้าวกันยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ คำพูดที่มีเหตุผลมิใช่จะใช้ได้ทุกคราวทุกกรณีไป โดยเฉพาะในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ความเข้าใจตรงกัน ความผ่อนหนักผ่อนเบา ความนิ่งฟังด้วยความอดทนก็สามารถแก้ปัญหาครอบครัวได้เหมือนกัน แม้ดูจะไม่ค่อยมีเหตุผลเอาเสียเลยก็ตาม แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ยอมเข้าใจกันและรอมชอมตกลงกันได้โดยสันติวิธี ไม่แตกร้าวและเลิกร้างกันไป อย่างนี้ไม่ต้องใช้เหตุผลก็ได้

มีสามีภรรยาหลายคู่ที่ต้องแยกทางกันเดินเพราะต่างก็ยึดถือเหตุผล มุ่งเอาชนะคะคานกันด้วยเหตุผล ถือว่าเหตุผลของตัวเองถูกต้อง อีกฝ่ายไม่มีเหตุผลยอมให้ไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องแยกทางกัน เหตุผลนั้นเป็นของดี แต่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับกรณีและกาลเวลาด้วย ในเมื่ออยู่ร่วมกันหรือทำงานด้วยกัน การให้อภัยกัน การยอมรับฟังความเห็นของอีกฝายหนึ่งด้วยความอดทนอดกลั้น การไม่ถือสาในเรื่องเล็กน้อย แม้จะดูไม่ถูกต้องและไม่สมเหตุสมผลก็ตาม แต่ถ้าสามารถประสานความสามัคคีและป้องกันความแตกร้าวได้ ก็ยังดีกว่าการใช้เหตุผล แต่ทำให้แตกร้าวขึ้น

ในเรื่องความรักและในการครองเรือนนั้น บางทีก็นำเหตุผลมาใช้ไม่ได้ บางครั้งมันอยู่เหนือเหตุผล ความเข้าใจตรงกันและยอมรับกันได้เป็นดีที่สุด หากจะผิดพลาดอะไรไปจะได้ไม่มานั่งโทษกันหรือถกเถียงกันว่าใครผิดใครถูก เพราะต่างเห็นดีเห็นงามด้วยกันแล้ว

ตอนความยึดติด

ลูกรัก

ชีวิตของแต่ละคนนั้นย่อมประสบกับความเดือดร้อนมากมายหลายอย่าง ในจำนวนความเดือนร้อนนั้น มีความเดือดร้อนเพราะความยึดติดของเราเองรวมอยู่ด้วย ความยึดติดที่ว่านี้ก็คือ การที่คนเราไปยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป เช่น ยึดถือในคน ในสิ่งของ ในหน้าที่การงาน ในความรู้ ตลอดถึงในความคิดของตัวเองจนเกินไป โดยยึดถือว่าคนนี้เป็นลูกของเรา คนนี้เป็นภรรยาของเรา หรือของสิ่งนี้เป็นสมบัติของเรา ดังนี้เป็นต้น

ความยึดติดเช่นนี้แหละที่เป็นตัวนำความเดือดร้อนมาให้คนเรา ยึดติดอะไรก็จะทุกข์เดือดร้อนเพราะอันนั้น หากไม่ยึดติดอะไรเลยก็จะไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนเลย หากลูกต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขจริงๆ ก็ต้องพยายามปล่อยวางอะไรๆ ลงบ้าง อย่าไปแบกภาระอะไรไว้มากนัก มันหนักแรงและเดือดร้อนด้วย ธรรมดาภาระที่แบกไว้บนบ่ามันจะหนักเรื่อยๆ แต่พอวางลงเสียได้ก็จะหายหนักและหายเหนื่อย

ส่วนภาระที่ใจแบกไว้หรือยึดติดไว้นี่สิมันวางได้ยาก วางไม่ลง มันจึงทำให้หนักอกหนักใจและเดือดร้อนอยู่ร่ำไป ถ้าแม้ว่ามีภาระหรือแบกภาระอะไรอยู่ แต่ไม่ยึดติดกับภาระนั้นมากนัก เวลาไหนควรปล่อยก็ปล่อยบ้าง เวลาไหนควรวางก็วางบ้าง เวลาไหนควรแบกก็แบกกันไป ทำได้อย่างนี้ก็จะพอทำให้หายใจ หายคอสะดวกขึ้น มีความปลอดโปร่งโล่งใจขึ้น และมีความสุขในชีวิตประจำวันได้บ้าง ดีกว่าไปแบกหรือยึดติดอยู่ตลอดเวลา วางได้บ้างก็จะมีสุขได้บ้าง วางได้หมดก็จะเป็นสุขได้ทั้งหมด นี่แหละคือสัจธรรมละลูกเอ๋ย


ตอนสตินำ ปัญญาตาม

ลูกรัก

เมื่อเราไม่ต้องการความผิดพลาด ไม่ต้องการให้เกิดความเสียหายในสิ่งที่ทำหรือที่พูดไป ก็ต้องคิดก่อนทำ คิดก่อนพูดเสมอไป การคิดก่อนทำคิดก่อนพูดเพื่อป้องกันความผิดพลาดนั้นเป็นความหมายของคำว่า “สติ”

สติ หมายถึงความพินิจไตร่ตรอง ความนึกขึ้นได้ไม่หลงลืม สตินี้เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการดำเนินชีวิต คนเราต้องมีสติอยู่เสมอ คนที่เผลอสติหรือขาดสติจะทำอะไรพูดอะไรก็มักจะผิดพลาดเผลอไผลลืมโน่นลืมนี่ เมื่อขาดสติก็ทำให้เสียหายร่ำไป ต้องมาเสียเวลาแก้ตัวหรือแก้ปัญหาภายหลัง ทำให้ยุ่งยากมากขึ้น การมีสติเท่ากับมีเครื่องป้องกันความผิดพลาดและความเสียหายไว้ขั้นต้น สตินั้นจะต้องนำปัญญาคือความรู้ความสามารถ ปัญญาจะต้องมีสติคอยควบคุมอีกชั้นหนึ่ง สติต้องเป็นตัวนำ ปัญญาเป็นตัวตาม

คนที่มีปัญญาฉลาดรอบรู้สารพัดแต่ขาดสติก็มักจะทำอะไรผลีผลาม ไม่ทันคิดหรือไม่ได้คิด ดันทุรังไปข้างหน้าเรื่อยไป พอเกิดผิดพลาดหรือเสียหายขึ้นมาก็มักจะบ่นเสียใจภายหลังว่า รู้อย่างนี้ไม่ทำเสียดีกว่าอะไรทำนองนี้ ประเภทนี้เรียกว่ามีปัญญานำ สติตาม
ถ้ามีสตินำ ปัญญาตามทุกอย่างก็จะไม่เกิดความยุ่งยากเสียหาย จะสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สติกับปัญญาเป็นสิ่งที่มีอุปการะมากในการทำงานทุกอย่าง และจะต้องให้มีคู่กันไป มีสติแต่ขาดปัญญา หรือมีปัญญาแต่ขาดสติ ก็เอาดีได้ยาก


จากหนังสือคำพ่อ คำแม่ โดยพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ
ภาพประกอบจากสมาชิกพันทิป และอินเตอร์เน็ต

ขอจบตอนแรกไว้ก่อนครับ มีพุทธพจน์ตอนหนึ่งแสดงว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดา อันบุตรแห่งตระกูลทั้งหลายใด บูชาอยู่ในเรือนของตน
ตระกูลทั้งหลายนั้น ชื่อว่ามีพรหม ...มีบุรพาจารย์ ... มีอาหุไนย (ผู้ควรได้รับของสักการะ)

คำว่าพรหม ... บุรพาจารย์ ... อาหุไนย นี้ เป็นคำเรียกมารดาบิดาทั้งหลาย นั่นเพราะเหตุอะไร
เพราะมารดาบิดาทั้งหลายเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ฟูมฟักเลี้ยงดู แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย.

มารดาบิดาทั้งหลายผู้เอ็นดูประชา ชื่อว่าเป็นพรหม เป็นบุรพาจารย์ และเป็นอาหุไนยของบุตรทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแหละ บุตรผู้มีปัญญาพึงนอบน้อมสักการะท่าน ด้วยข้าว ด้วยน้ำ ด้วยผ้า ด้วยที่นอน
ด้วยเครื่องอบ ด้วยน้ำสนานกาย และด้วยการล้างเท้า เพราะการบำรุงมารดาบิดานั้น
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุตรนั้นในโลกนี้เทียว บุตรนั้นละ (โลกนี้) ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์


มาติดตามตอนต่อไปได้ในวันพรุ่งนี้ครับ

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y6932844/Y6932844.html


Create Date : 27 สิงหาคม 2551
Last Update : 27 สิงหาคม 2551 23:36:29 น. 0 comments
Counter : 318 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.