Group Blog
 
All blogs
 
ความสำรวมระวังจิต ความข่มฝึกจิต

ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ในธรรมบทซึ่งแปลความว่า
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่มิได้อบรมฉันนั้น
ตามพระพุทธภาษิตนี้ยกเอากิเลสกองราคะขึ้นแสดง
แต่ก็พึงเข้าใจว่า แม้กิเลสกองโทสะกองโมหะก็เช่นเดียวกัน ย่อมรั่วรดจิต
คือบังเกิดขึ้นแก่จิตที่มิได้อบรม เหมือนอย่างเรือนที่มุงไม่ดีฝนตกก็รั่ว

ฉะนั้น ตามข้ออุปมาด้วยเรือนที่มุงไม่ดีฝนตกก็รั่ว
ทำให้เห็นชัดเจนถึงจิตใจ ที่ตรัสแสดงโดยมีข้ออุปมานั้น ว่าจิตใจที่มิได้อบรม
บรรดากิเลสมีกิเลสกองราคะเป็นต้น ก็บังเกิดขึ้นเหมือนอย่างฝนตกรั่วรดได้
จิตใจนี้จึงจำเป็นต้องมีเครื่องรักษา เครื่องคุ้มกัน

อันเปรียบเหมือนอย่างบ้านที่ต้องมีหลังคา คนที่อยู่ในบ้านจึงจะไม่ต้องถูกฝนตกรั่วรด
บุคคลก็ฉันนั้น เมื่อจิตมุงหลังคาดี กิเลสซึ่งเหมือนฝนก็ตกรั่วรดไม่ได้
ก็คือจิตที่ได้ปฏิบัติในจิตตภาวนา การอบรมจิตนั้นเอง

จิตตภาวนา การอบรมจิต

อันจิตตภาวนาคือการอบรมจิตนั้น
ก็ด้วยวิธีปฏิบัติมี สัญมะ คือความสำรวมระวังจิต และมี ทมะ คือความข่มฝึกจิต
อันสัญมะคือความสำรวมระวังจิตนั้น ก็คือมีสติรักษาประตูใน และประตูนอกของจิต
ประตูในก็คือมโนคือใจ อันเป็นอายตนะข้อที่ ๖ ประตูนอกก็คือตาหูจมูกลิ้นและกาย
ประตูในคือมโนใจ และประตูนอกทั้ง ๕ ก็คืออายตนะภายในทั้ง ๖ นั้นเอง
ซึ่งเปิดรับอารมณ์คือเรื่องเข้าสู่จิตอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นเช้าจนถึงหลับไปใหม่
บรรดาเรื่องที่เข้ามาทางประตูเหล่านี้ จิตที่มิได้อบรม ไม่มีสติรักษา
ย่อมยึดถือเกาะเกี่ยวอยู่กับอามณ์เหล่านี้ น้อยหรือมาก
มารจึงอาศัยอารมณ์เหล่านี้นั่นแหละวิ่งเข้ามาสู่จิต คือกิเลสมาร
อันได้แก่ราคะหรือโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง บุคคลจึงเดือดร้อนวุ่นวาย
กระสับกระส่ายไม่สงบอยู่ในอารมณ์และกิเลสเหล่านี้ทุกวัน และทุกเวลา


ฉะนั้น จึงตรัสสอนให้ทำจิตตภาวนาคืออบรมจิต โดยตั้งสติความระลึกได้กำกับจิตอยู่
ที่จะไม่ผูกจิตไว้กับอารมณ์ เพราะว่าความผูกจิตไว้กับอารมณ์นี้ เป็นตัวสัญโญชน์ความผูก
หรือเครื่องผูก เมื่อผูกจิตไว้กับอารมณ์ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม
มารซึ่งเป็นกิเลสก็เข้ามา ปรากฏเป็นกิเลสดังที่กล่าวนั้น
เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องมีสติระวังใจ สำรวมใจเอาไว้ที่จะไม่ยึดถืออารมณ์ที่เข้ามาเหล่านี้
สติที่สำรวมใจหรือระวังใจนี้เองเรียกว่า สัญมะ ที่แปลว่าความสำรวมใจ
หรือความระวังใจ หรือว่าเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สังวร ความสำรวมความระวัง
สัญมะหรือสังวรมีความหมายเป็นอันเดียวกัน เมื่อมีสัญมะหรือสังวรอยู่
อารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมตกอยู่นอกประตู มารก็เข้ามาไม่ได้
.
สัมมาสมาธิอันแท้จริง

อาการที่จิตตั้งอยู่ในสัญมะคือความสำรวมระวัง
หรืออาการที่สัญมะความสำรวมระวังตั้งอยู่ในจิต โดยมีสติเป็นผู้ชักนำ
ดั่งนี้ คือสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิอันแท้จริง และสมาธินี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสมาธิทางสมถะ
คือสมาธิที่นำให้เกิดความสงบใจจากอารมณ์และกิเลสทั้งหลาย
จิตก็สงบตั้งอยู่ในภายใน ไม่ออกไปยึดอารมณ์ภายนอก
อาการที่จิตตั้งสงบอยู่ในภายในไม่ยึดอารมณ์ภายนอกนี้เป็นตัวสมถะ
คือความสงบ โดยอาศัยสติระมัดระวังสำรวม


และสติที่มีหน้าที่ระมัดระวังสำรวมนี้เองก็ได้ชื่อว่าสัญมะหรือสังวร ก็คือตัวสตินั้นเอง
และจิตที่ตั้งอยู่ในสัญมะหรือสังวร สังวรหรือสัญมะที่ตั้งอยู่ในจิตคือตัวสมาธิ
ฉะนั้นสมาธิดั่งนี้จึงทำให้จิตสงบตั้งอยู่ในภายใน ไม่ออกไปยึดอารมณ์ภายนอก
และตัวสมาธิอันนำให้บังเกิดความสงบซึ่งเป็นสมถะตั้งอยู่ในภายในนี้ ก็รู้
รู้รูปทางตาคือเห็นอะไรๆ รู้เสียงทางหูคือได้ยินอะไรๆ
ทราบกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ทางจมูกทางลิ้นทางกาย และรู้คิดทางมโนคือใจ
แต่ว่ารู้ทางมโนคือใจนี้เป็นตัวรู้ที่สงบอยู่ในภายใน
แต่ว่าแม้รู้ทางตาทางหูเป็นต้นดังกล่าว จิตก็ไม่วิ่งออกไปจับรูป จับเสียง จับกลิ่น
จับรส จับโผฏฐัพพะ จับเรื่องที่ใจคิดใจรู้ จิตไม่วิ่งออกไปจับ มารก็ไม่เข้ามาได้
จึงไม่บังเกิดเป็นราคะหรือโลภะ โทสะ โมหะ ในอารมณ์เหล่านั้น
อารมณ์เหล่านั้นก็ตกอยู่แค่นอกประตูดังกล่าวมาข้างต้นนั้น
จิตก็ตั้งสงบอยู่ในภายในไม่วิ่งออกไป


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงหลับพระเนตร ไม่ทรงมองอะไรๆ
ไม่ทรงอุดพระกรรณไม่ฟังอะไรๆ ก็ได้ทอดพระเนตรนั่นนี่ ฟังนั่นฟังนี่ เป็นต้น
และในปีใกล้สุดท้ายที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่มีเล่าไว้ในพุทธประวัติ
ว่าเสด็จออกจากเมืองเวสาลี ก็ยังได้หันพระองค์ไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลี
และตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่าเป็นเมืองที่งดงาม
ก็แสดงว่าก็ทรงทราบรูปทราบเสียงเป็นต้นตามสมมติโลกทุกอย่าง
อะไรที่เป็นสมมติโลกว่างดงาม เช่นบ้านเมืองที่งดงาม ก็ได้ตรัสว่างดงาม
แต่ว่าพระจิตของพระองค์นั้นไม่ออกไปจับไปยึดให้บังเกิดกิเลส
เป็นราคะหรือโลภะโทสะโมหะขึ้นในอารมณ์เหล่านั้น สงบอยู่ในภายใน สงบเป็นอย่างดียิ่ง
ไม่มีที่จะดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายไปด้วยอำนาจของกิเลสทั้งหลายแม้แต่น้อย
เพราะได้ทรงมีสัญมะหรือมีสังวรอยู่อย่างสมบูรณ์ อันเกิดจากความสิ้นกิเลส
ลักษณะดั่งนี้เป็นสัมมาสมาธิแท้จริง และเป็นสัมมาสติที่แท้จริง
เป็นสังวรเป็นความสำรวม ความระวังที่แท้จริง อันมีอยู่บริบูรณ์ในพระองค์

ทมะ ความข่มใจ

อีกข้อหนึ่งคือ ทมะ ความข่มใจ หรือความฝึกใจ
อันมุ่งหมายถึงฝึกใจข่มใจให้ละกิเลสทุกอย่าง
อันกิเลสที่บังเกิดขึ้นนั้น แม้ว่าผู้ปฏิบัติทำสัญมะคือความสำรวมระวัง
แต่ก็มีเวลาที่จะเผลอสติ เมื่อเผลอสติอารมณ์ก็เข้ามา
จิตก็จับอารมณ์เป็นสัญโญชน์ขึ้น ก็เกิดราคะหรือโลภะโทสะโมหะขึ้นในอารมณ์
และบุคคลสามัญทั่วไปก็ยังมีกิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยดองจิตสันดานอยู่
ที่ท่านเปรียบเหมือนอย่างว่าตะกอนที่นอนก้นตุ่ม กิเลสเหล่านี้ก็ฟุ้งขึ้นมา
เป็นนิวรณ์ขึ้นในจิตใจ ก็ปรากฏเป็นกามฉันท์บ้าง พยาบาทบ้าง ความง่วงงุนเคลิบเคลิ้มบ้าง
ความฟุ้งซ่านรำคาญใจบ้าง ความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆบ้าง ยั้วเยี้ยอยู่ในจิตใจ
ปรากฏอยู่ กำหนดดูที่ใจก็จะเห็นได้

ปัญญาที่เห็นโทษของกิเลส

ปัญญาคือความรู้ทั่วถึงความจริงนี่แหละเป็นตัว ทมะ คือเครื่องข่มเครื่องฝึกอย่างดีเลิศ
ปัญญาคือความรู้ทั่วถึงความจริงนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนธรรมะนักหนา
สอนอย่างนั้น สอนอย่างโน้น สอนอย่างนี้ สอนอย่างนั้น ปริยายนี้ ปริยายนั้น มีอุปมาต่างๆ
ก็เพื่อที่จะจี้ใจบุคคลให้ได้ความสำนึกเกิดปัญญา คือความรู้ทั่วถึงความจริงขึ้นนั้นเอง
ดังที่ตรัสสอนยกอุปมาถึงหลังคารั่ว ฝนก็รั่วรด ฉันใดก็ดี จิตที่ไม่ได้อบรม กิเลสก็รั่วรด
หรือแม้อุปมาประการอื่นก็เพื่อที่จะให้เห็นโทษของกิเลส ให้หน่ายในกิเลส รังเกียจกิเลส
จะได้ไม่รักกิเลส ไม่รักราคะ ไม่รักโลภะ ไม่รักโทสะ ไม่รักโมหะ
และถ้าหากว่าได้ปัญญาคือความรู้ขึ้นแม้สักนิดหน่อย คือปัญญาที่เห็นโทษกิเลส
อันทำให้หน่ายในกิเลส คลายความรักในกิเลส ความติดในกิเลสได้แล้ว
นั่นแหละเป็นอันว่าได้ตัวปัญญาที่มีคุณประโยชน์มาก แม้ว่ายังละไม่ได้ก็ยังดี
เพราะว่าเมื่อกิเลสโผล่หน้าขึ้นมาก็จะได้ไม่ต้อนรับ รีบบอกว่าให้ไปๆเสีย หรือว่ารีบหนีไปเสีย
เพราะรู้สึกว่ากิเลสที่บังเกิดขึ้น จะเป็นตัวราคะก็ตาม ตัวโลภะก็ตาม โทสะก็ตาม โมหะก็ตาม
เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจจริงๆ สะอิดสะเอียนจริงๆ ไม่ชอบหน้าจริงๆ

แต่ว่าเพราะยังละไม่ได้ ยังมีอาสวะอนุสัยที่ดองจิตสันดานอยู่ กิเลสจึงต้องโผล่หน้าขึ้นมาบ่อยๆ
หรือนานๆครั้งก็ตาม แต่ว่าเมื่อโผล่ขึ้นมาแล้วก็รังเกียจ รู้สึกว่าไม่สบาย เดือดร้อน
เช่นโกรธขึ้นมาก็รู้สึกว่าไม่สบายเดือดร้อน ไม่ชอบหน้าความโกรธ
ต้องการให้ความโกรธนั้นในจิตใจของตัวเอง รีบๆดับไปเสีย หายไปเสีย
อยากจะไล่ให้ไปเสีย ไม่อยากที่จะรับรองกิเลสเอาไว้

เพราะฉะนั้น หากมาปฏิบัติข่มกิเลสเสียเอง
ด้วยปัญญาตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน โดยที่ไม่นึกว่าจะข่ม
แต่ว่าเมื่อตั้งใจฟังตั้งใจปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว
ได้สติได้ปัญญาขึ้นมานั่นแหละเป็น ทมะ ขึ้นมาเอง โดยที่ไม่รู้จักว่านี่เป็นตัว ทมะ
ไม่จำเป็นจะต้องรู้จักสมมติบัญญัติธรรมะก็ได้ว่านี่เป็นตัว ทมะ
แต่เมื่อปฏิบัติได้ปัญญาขึ้นมา เห็นโทษของกิเลสขึ้นเอง ซึ่งมีอาการดังเช่นที่กล่าวแล้วนี้
ก็เป็นอันว่าได้ปฏิบัติตัว ทมะ ขึ้นมา ก็เป็นอันว่ามีเครื่องมือที่จะข่มจิตตนเองได้

สติที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนดังสติปัฏฐานทุกข้อทุกบท ก็เป็นข้อปฏิบัติที่จะให้เกิดสัญมะ
คือความสำรวมระวัง ก็คือตัวสตินั่นเองที่เป็นตัวสำรวมระวัง
และให้บังเกิดทมะข่มใจข่มกิเลส ก็คือตัวปัญญานั้นเองทั้งสิ้น
ฉะนั้นเมื่อตั้งใจปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานที่ตรัสสอนไว้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์
จะทำให้ได้สัญมะ ได้ทมะ เป็นธรรมะสำหรับที่จะคุ้มครองรักษาจิตใจ


เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ขอขอบคุณภาพประกอบจากสมาชิกพันทิป

นำมาฝากชาวห้องศาสนาในช่วงฝนตก พายุเข้าครับ








Create Date : 22 สิงหาคม 2551
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 19:56:09 น. 0 comments
Counter : 214 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.