Group Blog
 
All Blogs
 
ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘

วันนี้มีข่าวจะแจ้งให้ทราบหลายเรื่องครับ
เรื่องแรกคือกรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่
จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแล้ว และคงกระจายทั่วไปในเร็ววัน
ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมามีวางอยู่ที่ร้านบานาน่า



และนี่คือ แผนที่ของร้าน ซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารปิยวรรณ

หนังสืออาจดูหนาหน่อย แต่ความจริงจำนวนหน้าพอๆกับตอนชนะกรรม
บก.วีรณัฐเลือกใช้กระดาษอย่างดี ชนิดที่อ่านรวดเดียวจบได้โดยไม่ต้องพัก
และวางอยู่เกือบทุกมุมร้าน ไม่ต้องเดินหาให้มาก



สำหรับกรรมพยากรณ์ตอนนี้ ผมและบก.วีรณัฐมีความรู้สึกที่พิเศษให้
เช่นรู้สึกตรงกันว่าอยากเห็นสำเร็จเสร็จเป็นรูปเล่ม
และดีใจเมื่อออกมาวางบนหิ้งหนังสือได้ในวันนี้
เหตุที่ดีใจก็คงเพราะเป็นอีกเรื่องที่ออกแรงมาก
อีกทั้งเป็นการเขียนแบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์เป็นครั้งแรก
ฉะนั้นอารมณ์เขียนจึงอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับคนอ่าน
ต่างจากทางนฤพานที่ใช้เวลาเกือบสิบปี
และต่างจากกรรมพยากรณ์ตอนแรกที่เขียนจบทั้งหมดก่อนส่ง

ผมรู้สึกดีที่สามารถนำเสนอรูปแบบการเลือกเกิดใหม่ได้หลากหลาย
ทั้งแบบตัวอย่างของจริงของการข้ามภพข้ามชาติ
กับแบบอย่างของจริงของการเปลี่ยนแปลงตัวตนเห็นทันตาในชาตินี้
นอกจากนั้นยังมีหลายหนหลายคราว ที่สัมผัสตัวละครกับบรรยากาศได้กระจ่างชัดที่สุด
นับตั้งแต่เคยเขียนนิยายมา ขนาดที่ทรงจำไว้ราวกับผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมาจริงๆ

ณ ที่นี้ขอขอบคุณบก.วีรณัฐ โรจนประภา ที่ให้ข้อยกเว้นพิเศษหลายๆข้อกับเรื่องนี้
จะไม่มีกรรมพยากรณ์หากขาดท่านให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างสำคัญมาแต่ต้น




เรื่องต่อมา ต่อไปนี้ผมจะให้วันพฤหัสเป็นวันที่เราคุยกันได้สองทาง
หมายความว่าคุณสามารถแสดงความเห็นกับจดหมายข่าวของวันพฤหัสนี้
รวมทั้งพฤหัสต่อๆไป เพียงเข้าไปที่ บล็อกของดังตฤณ

เหตุที่จำเป็นต้องสร้างสถานที่พบปะไว้โดยเฉพาะ
ก็เพราะทุกวันนี้ผมได้รับอีเมลตรง เมสเสจของลานธรรม รวมทั้งจดหมายเขียนลายมือ
จำนวนมากเกินกว่าที่จะรับได้ไหว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากขาดการติดต่อกับคนอ่าน
ที่ผ่านมาผมไม่คิดแก้ปัญหาให้เป็นเรื่องเป็นราวนัก
จึงอยู่ในรูปที่ว่าช่วงใดอยู่ในจังหวะว่างพอก็รีบตอบจดหมายใหม่ทันที
แต่หากช่วงนั้นไม่ว่างก็จำใจต้องปล่อยผ่านไปเฉยๆ
ซึ่งทราบครับว่าเป็นความรู้สึกไม่ดีของเจ้าของจดหมาย
และยังคงเป็นความรู้สึกผิดของผมด้วย

สำหรับฝ่ายคนอ่าน จะรู้สึกว่าตั้งใจเขียน
และเขียนเต็มที่ละเอียดลออ
เกินกว่าครึ่งคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมงขึ้นไปกับความรู้สึกและคำถามหลายๆข้อ
ซึ่งก็จะไม่มีปัญหาอะไรหากคุณเขียนมาคนเดียว และผมตอบไปหนึ่งเดียวต่อวัน
อย่างมากก็ใช้เวลาอ่านสัก ๕-๑๐ นาที แล้วใช้เวลาเขียนตอบยี่สิบนาทีหรือหนึ่งชั่วโมง

แต่เมื่อต้องเขียนหนังสือ ๔ เล่มพร้อมกันอย่างเช่นปัจจุบัน
แล้วได้รับสารจากคนอ่านเกินสิบฉบับต่อวัน (บางวันรวมแล้วหลายสิบ)
อย่างนี้ชีวิตก็เริ่มไม่เข้ารูปเข้ารอยแล้วครับ
การเขียนหนังสือทำให้ต้องอ่านมากเขียนมากอยู่แล้ว
เมื่อต้องอ่านมากเขียนมากเพิ่ม เดี๋ยวจะมือหงิกตาแฉะเสียก่อน
ทุกวันนี้ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับตาและช่วงแขน
ทั้งเรื่องการพักสายตาอย่างเหมาะสม และการออกกำลังให้มือกับแขนแข็งแรง
(ว่ายน้ำก็ช่วยได้มาก จึงค่อนข้างมีวินัยกับตรงนั้นอย่างสม่ำเสมอ)

วันก่อนผมดูลาดเลาในพันธุ์ทิพย์ดอทคอม เห็นระบบเว็บล็อกแล้วก็ได้คิด
ว่าแทนที่จะรับอีเมล เมสเสจ และจดหมาย ซึ่งผู้อ่านต่างคนต่างเขียน
โดยไม่ทราบว่ามีคนอื่นเขียนมากันกี่ราย และยาวแค่ไหน
ก็ให้เห็นกัน ซึ่งจะได้เป็นการทราบสำหรับทุกฝ่ายว่าผมต้องตอบกี่คำถาม

ผมยินดีและเต็มใจตอบนะครับ ไม่ใช่รังเกียจหรือคิดเลิกตอบคำถาม
เพราะหลายคำถามคำตอบ
เหมาะจะลัดคิวนำไปลงในเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ขอมีเงื่อนไขที่จะทำให้เป็นไปได้กับตรงนี้นานๆ
นั่นคือขอเพียงวันพฤหัสวันเดียวที่จะรับคำถาม
ผมจะตอบให้หมดภายในวันนั้นหรืออย่างช้าวันศุกร์
การทราบเวลาแน่นอนจะให้ผลดีกับทุกฝ่าย
ผมเองจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิด คุณเองจะได้ไม่ต้องคอยเก้อ

หากเป็นคำถามเดี่ยวๆต่อหนึ่งท่าน
และความยาวไม่มากเกินควร ก็จะดีมากเลยครับ
ผมคงไม่จำกัดที่ตรงนั้น
แต่หากจำเป็นต้องตอบเพียงบางข้อก็ขออภัยไว้ล่วงหน้า

ผมจะแจ้งไว้ในตอนท้ายจดหมายข่าวทุกฉบับนะครับ
ว่าถ้าต้องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับจดหมายข่าวปัจจุบัน
หรือมีคำถามเกี่ยวกับกรรมวิบากและการปฏิบัติธรรม
ขอให้ไปที่ http://dungtrin.bloggang.com
ขอจำกัดการรับเฉพาะวันพฤหัส
และขออนุญาตไม่รับข้อความส่วนตัวนับแต่นี้ไปครับ
( คลิกที่นี่เพื่อแสดงความเห็น )




สำหรับ คอลัมน์เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวสัปดาห์นี้
เป็นคำถามเกี่ยวกับอาชีพและการตกนรก
นอกจากนั้นยังมีกรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นนิรยบาลด้วย

จดหมายข่าวจากดังตฤณดอทคอมย้อนหลัง

หากต้องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับจดหมายข่าวปัจจุบัน
หรือมีคำถามเกี่ยวกับกรรมวิบากและการปฏิบัติธรรม
ขอให้ไปที่ http://dungtrin.bloggang.com
ขอจำกัดการรับข้อความเฉพาะวันพฤหัส
และขออนุญาตไม่รับข้อความส่วนตัวทางอื่น
เพื่อการสื่อสารสองทางที่เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

สวัสดีครับ พบกันใหม่พฤหัสหน้า
ดังตฤณ

คลิกที่นี่เพื่ออ่านความเห็นและคำตอบ


Create Date : 17 สิงหาคม 2548
Last Update : 1 กันยายน 2548 0:28:33 น. 73 comments
Counter : 954 Pageviews.

 
Thank you na krub...khun dungtrin..keep writing -- I'll keep reading your blog krub.


โดย: meo IP: 128.40.59.91 วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:21:13:31 น.  

 
ขอเรียนถามพี่ตุลย์เกี่ยวกับประโยค "ขอให้กล้าฝันถึงชีวิตที่แสนสบายชั่วนิรันดร์..." ข้างบนด้วยครับ ว่าพี่ตุลย์ตั้งใจจะสื่อให้ผู้อ่านว่าอย่างไรบ้างหรือเปล่า หรือสื่อถึงหนังสือในอนาคตหรือเปล่าครับ

เห็นประโยคแล้วรู้สึกวูบๆ


โดย: เต้ย IP: 61.91.88.39 วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:21:36:17 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ตุลย์ แพรวแวะมาเยี่ยมบล็อคค่ะ


โดย: แพรว IP: 61.47.99.107 วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:21:49:23 น.  

 
ขออนุโมทนากับพี่ตุลย์ครับ


แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: กอบ (kobe ) วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:22:13:06 น.  

 
สวัสดีค่ะ...

มาติดตามผลงานค่ะ


โดย: นุทศรี!! วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:23:03:06 น.  

 
รออ่านกรรมพยากรณ์ภาคใหม่อยู่ครับ


โดย: MacroArt IP: 61.91.115.91 วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:23:26:20 น.  

 
มารายงานตัวเจ้าค่ะ


โดย: มะลิ IP: 61.91.77.83 วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:23:30:48 น.  

 
สวัสดีครับพี่ตุลย์ วันนี้ผมเพิ่งซื้อกรรมพยากรณ์เล่มแรก เอาไปฝากแม่กับญาติ ดีใจที่จะได้อ่านเล่มสองอีกแล้ว



โดย: B.F.Pinkerton วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:23:41:23 น.  

 
สิ่งที่คุณดังตฤณทำอยู่นี้ ดูจะก้าวไปเป็นแนวหน้าขบวนทัพที่จะนำคนยุคเดียวกันเข้าสู่ทางตรงแล้ว รูปแบบและข้อความทันสมัยเข้ากับจริตคนรุ่นใหม่เป็นอย่างยิ่งครับ คงจะดึงคนที่กำลังสงสัยหรืองุนงงหลงทางชีวิตเข้ามาได้อีกโข

สาธุ อนุโมทนาในความเพียรอุตสาหะ และไม่ย่อท้อในการคิดช่วยเหลือผู้อื่นตลอดเวลาที่ผ่านมาครับ ขอเป็นกำลังใจ และขอเป็นตัวอย่างไว้ด้วยครับ


โดย: สัทธิวิหาริก IP: 61.90.91.228 วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:23:48:56 น.  

 
ดีใจจัง ในที่สุดก็คลอดจนได้กับหนังสือเล่มใหม่

และเห็นด้วยค่ะ ที่รวบรวมมาตอบจดหมายกันในนี้ จะได้มีเวลาพักผ่อนบ้างค่ะ

รักาสุขภาพนะคะ พี่ดังตฤณ


โดย: เอ็นจัง วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:0:26:46 น.  

 
เข้ามาทักทายค่ะ เป็นแฟนหนังสืออยู่นะคะ


โดย: RebmemeR IP: 134.83.1.225 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:1:18:46 น.  

 
ก่อนอื่น..ต้องขอ ขอบพระคุณ คุณดังตฤณ เป็นอย่างมากเลยค่ะ ที่สร้างสรรค์ผลงานอ่านสนุก! แถมยังช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความลึกซึ้งของ'ธรรมมะ' ได้อย่างไม่ลำบากนัก
รู้สึกดีจริงๆนะคะ ที่ได้อ่าน mail ที่มีเนื้อหา..ให้ข้อคิดดีๆทุกวันพฤหัส คิดว่าตัวเองเป็นคนโชคดี! ที่มีเพื่อนดี..แนะนำให้รู้จักกับเวปของคุณดังตฤณ
ฝากคำถามดีกว่า..เดี๋ยวจะยาวเกินไป เกรงใจค่ะ
เคยสงสัยว่า..คนประเภทเดียวกัน ที่สร้างกรรม(ทั้งขาวและดำ) มาใกล้เคียงกัน วิถีแห่งกรรมจะจัดสรรให้พวกเขามาเจอะเจอและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันใช่หรือเปล่าคะ? สังเกตุเอาเองว่า เพื่อนที่คบหากันสนิทมากๆตอนนี้ ชอบทำบุญ, อ่านหนังสืออิงธรรมมะ ส่วนเพื่อนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ อยู่ๆก็หายไปจากวงจรชีวิตเราเฉยๆ เพราะเข้าใจเช่นนี้ เลยตั้งใจจะสร้างแต่กรรมดี คิดดีเพราะหวังจะได้ใช้ชีวิตที่เหลือ ในหมู่คนคิดดี! แบบนี้ตลอดไป..ค่ะ
รบกวนคุณดังตฤณช่วยตอบข้อสงสัยให้ด้วยนะคะ
ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ


โดย: nokhoney IP: 203.107.198.21 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:1:45:49 น.  

 
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ


โดย: เท่าทัน IP: 66.66.19.168 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:2:11:11 น.  

 
แวะเข้ามาเยี่ยมครับ ^_^

ขอถามหน่อยครับพอดีแฟนฝากถามมา

อยากทราบว่าผลจากการนำเงินที่ไม่รู้เจ้าของมาใช้จะเป็นเช่นไร
สมมุติว่า ผมเดินไปเจอเงินตกอยู่กลางถนน หรือที่ไหนสักแห่ง ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เงินก้อนนั้น อาจเป็นแบงค์ที่ปลิวมาจากไหนไม่รู้ หรือ ไม่ก็เป็นซองใส่เงินที่หล่นบนพื้น หรือ อาจเป็นแหวนเพชรในซองที่ถูกทิ้งในถังขยะอาจจะเพราะเจ้าของสะเพร่าทิ้งโดยไม่ได้ตั้งใจ (เคยได้ยินว่า คนเก็บขยะเคยเจอบ่อย แล้วนำไปขายเอาเงินเข้าตัวก็มีเยอะเหมือนกัน)

แล้วถ้าเรานำเงิน หรือ ของนั้นมาขายแล้วเอาเงินเข้ากระเป๋าของเรา วิบากที่ได้จะเป็นเช่นไรครับ แล้วอย่างนี้จัดว่าผิดศีลข้ออทินนาทานฯ หรือไม่อย่างไรครับ ถ้าหากว่าเราพยายาม สืบหาเจ้าของอย่างเต็มที่แล้ว (แต่หาไม่ได้จริงๆ ก็เลยเอาไปใช้เป็นของเราซะเลย)

แล้วถ้าเรานำทรัพย์ดังกล่าวไปทำบุญ ผลบุญที่ได้จะเป็นเช่นไรครับ
ส่วนเจ้าของจริงๆ ถ้าไม่ได้อนุโมทนา จะได้บุญจากการที่เราเอาทรัพย์ของเขาไปทำบุญ หรือไม่ อย่างไรครับ
(เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเราเอาไปทำบุญก็ อาจไม่ได้อนุโมทนา)

และถ้าเป็นพี่ พี่ว่าควรจะทำอย่างไรกับของชิ้นนั้นดีครับ

ขอบคุณครับ


โดย: รณจักร IP: 161.200.255.162 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:3:08:59 น.  

 
สวัสดีค่ะ
ชอบวิธีนี้นะคะ ได้อ่านความเห็นของท่านอื่นด้วย และขออวยพรให้งานสำเร็จรวดเร็ว ราบรื่นค่ะ ติดตามงานของคุณดังตฤณ และ กราบอนุโมทนาพร้อมอวยพรให้ทุกวันค่ะ


โดย: นดา IP: 58.9.239.49 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:5:17:36 น.  

 
ขอแสดงความยินดีกับการตีพิมพ์เล่มใหม่ครับ *: )

ผมยังคงติดตามอ่านงานเขียนของดังตฤณอยู่เสมอ แม้จะตามอ่านได้ไม่ทั้งหมด ขออวยพรให้สุขภาพแข็งแรง เป็นห่วงเรื่องสายตา และหัวไหล่ช่วงแขนจากกรำงานหนัก

รักษาสุขภาพต่อเนื่องนะครับ *: )


โดย: ลุงเปี๊ยก IP: 203.151.217.61 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:5:40:00 น.  

 
อรุณสวัสดิ์คะ

อ่านเมล์ปั๊บต้องขอมาลงชื่อด้วยอีกคน คุณดังตฤณมีช่องทางใหม่ให้ติดต่อทั้งที คงดีสำหรับทุกๆท่าน ตัวเองคงไปรบกวนแน่ๆเพราะทราบว่างานยุ่งมาก ขอตามอ่านคำถามคำตอบของท่านอื่นๆก็คงเพียงพอแล้ว

แวะมาเยี่ยมและมาทักทายคะท่านอาจารย์

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ อยู่เป็นมิ่งขวัญแฟนๆนานๆ


โดย: Lotion (animE' ) วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:6:50:25 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณดังตฤณ

เห็นด้วยกับระบบใหม่อันนี้นะคะ
เป็นผลดีทั้งคนถามเเละคนตอบ
จริงๆค่ะ

รักษาสุขภาพนะคะ

สัปดาห์นี้อยากถามคำถามเกี่ยวกับคนรักค่ะ
เพราะเป็นเรื่องที่กำลังกลุ้มใจอยู่เลยค่ะ
คือ มีเเฟนมากี่คน ก็อยู่ไกลกันหมด
เรียกว่าคนอยู่ใกล้ๆก็ไม่ยักกะถูกใจ
พอจะพึงใจชอบใครขึ้นมาก็เป็นอันว่า
ต้องมีอุปสรรคเขาอยู่ไกลจากเราทั้งนั้น
ต้องผจญอุปสรรคกันหลายอย่าง ไม่เคยได้อยู่
ใกล้ๆกันเเบบคู่อื่นๆเค้าน่ะค่ะ
เสียเวลา เงินทอง อารมณ์ หลายอย่างมากเลย


เพื่อนๆคนรู้จักก็ทักค่ะ ว่าทำไมเป็นอย่างนี้ตลอด
เลยอยากจะเรียนถามความเห็นเรื่องนี้จาก
คุณหน่อยนะคะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

ปล.ขออภัยหากคำถามหนูไร้สาระนะคะ
ไม่ได้ซีเรียสอะไรเพราะทุกวันนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่อันดับหนึ่งให้เสร็จลุล่วงไปก่อน( ยังเรียนอยู่ค่า)
เเต่มันก็เป็นเรื่องที่ตงิดๆในใจมาหลายปี
ไม่รู้จะไปหาคำตอบจากไหนดีค่ะ





โดย: Syrup On Ice วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:6:59:34 น.  

 
มาเยี่ยมเยือนตามคำเชิญจากจดหมายข่าวค่ะ
ติดตามอ่านเตรียมเสบียงฯ เป็นประจำทุกอาทิตย์
และชอบเรื่องเสียดายคนตายไม่ได้อ่านมากค่ะ


โดย: kaoim IP: 221.128.98.8 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:7:43:59 น.  

 
สวัสดีคุณดังตฤณ
ขอคุณดังตฤณ ช่วยแนะวิธีคิดและการทำใจการปฏิบัติที่จะไม่ทำให้ทุกข์ ใจมากหรือทุกข์น้อยลง สาเหตุมาจากสามีเพิ่งเสียชีวิต จากโรคมะเร็งเนื้องอกในสมอง โดยที่ไม่ทันตั้งตัว เมื่อรุ้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้วและก็จากไปอย่างรวดเร็ว จนเรารุ้สึกงงกับเหตุการณ์นี้ ในช่วงที่ป่วยก็พยาบาล ดูแลจนนาทีสุดท้ายที่ หมดลมหายใจก่อนจะเสียก็ เปิดเทปธรรมมะ เสียงสวดมนต์ คอยบอกให้นึกถึง พุทโธ ทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อว่าเขาจากเราไปแล้ว ก็พยายามคิดว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา แต่ก็ยังมีบางครั้งทำใจไม่ได้ มีความคิดว่าเขาไม่น่าอายุสั้น ในวัย 46 โดยที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีอาการอะไร ที่บอกเลยว่าเป็นโรคนี้ จนนึกสงสัยว่าเขาทำกรรมอะไรจึงต้องมาเป็นโรคที่น่ากลัวและไม่สามารถรักษาได้ คุณดังตฤณ ช่วยแนะนำด้วย ว่าเราควรจะทำยังไงเพื่อที่ จะอุทิศบุญให้เขาได้อยู่ในสุคติภุมิ ทุกวันนี้ก็ ใส่บาตร สวดมนต์ อุทิศบุญกุศลให้อยู่เป็นประจำ เพียงแต่อยากให้บุญกุศลที่ทำอยุ่ถึงเขาให้เขาได้รับ
ขอบคุณค่ะ


โดย: คนพนัส IP: 203.113.80.10 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:7:58:04 น.  

 
ขออนุโมทนากับสิ่งที่พี่ตุลย์ตั้งใจทำมาตลอดและอนาคตนะครับ

ส่วนคำถามที่ผมอยากรู้ ก็คือ
ศีล 5 ข้อที่มีอยู่ เวลาทำผิด จะตัดสินใจยังไงว่าผิดมากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าผิดทั้ง 5 ข้อ ข้อไหนรุนแรงที่สุดของกฎแห่งกรรมครับ


โดย: พรหมเทพ IP: 203.172.66.33 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:8:35:01 น.  

 
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับ การที่เราคิดถึงคนรักเก่าเอามาก ๆ ผมยอมรับนะครับว่า โดยปัจจุบันแม้ว่าผมจะไม่ได้คิดถึงคนรักเก่าอะไรมาก แต่ทำไมความฝันถึงได้มีแต่คน ๆ นี้ อยู่บ่อยมาก ทำให้พอเราตื่นขึ้นมาแล้ว รู้สึกคิดถึงคน ๆ นี้เป็นอย่างมาก ทำให้เราคิดไปอีกว่า เราไปทำกรรมอะไรกับคน ๆ นี้มาถึงทำให้จิตเราต้องไปผูกกับคน ๆ นั้น แม้กระทั่งปัจจุบัน ผมมีคนรักใหม่อยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าจิตใจลึก ๆ แล้ว ยังรู้สึกผูกพันกันคนรักเดิมอยู่

พอผมมาอ่านที่พี่ตุลย์เขียน... พี่ตอบได้ถึงหัวใจผมจริง ๆ ครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับที่ทำให้ผมได้คิด เพราะความเป็นมายาของความคิดนี่เอง ที่ทำให้เราคิดต่อไป ต่าง ๆ นานา ว่า เป็นพรหมลิขิตบ้าง หรือเป็นอะไรต่อไปอีกมากมาย ตราบใดที่เรายังคิดไปอีกเรื่อย ๆ มันก็จะก่อความทุกข์อีกเรื่อย ๆ นึกคิดขึ้นมาคราวใดก็เป็นทุกข์
แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด ความคิดต่อเนื่องต่าง ๆ จะไม่เกิด และพอไมเกิด จิตเราก็ว่าง ไม่เป็นทุกข์

ขอบคุณพี่ตุลย์ ที่ตอบได้ถึงขั้วหัวใจครับ


โดย: SK IP: 202.183.201.38 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:8:38:12 น.  

 
มาทักทายค่ะ งานพี่มี update เรื่อย พี่ตุลย์นี่น่ารักจริง


โดย: เชรี IP: 203.156.52.183 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:8:51:23 น.  

 
ขอโทษนะคะ ที่จะขอเรียนปรึกษาว่า หากต้องการทำบุญ 100 วัน ร่วมกับทำบุญบ้าน ได้หรือไม่ ต้องจักฃดการอย่างไร รบกวนด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ปล. จะทำให้พี่สาว วันที่ 4 กันยายนนี้ค่ะ


โดย: อรสา IP: 203.170.153.204 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:8:59:09 น.  

 
ผมเข้ามาตามเว็ปลิ้งค์ของคุณดังตฤณ เห็นแต่คำถาม แล้วคำตอบอยู่ไหนครับ หรือส่งไปตามเมล์แต่ละคนใน larndham.net


โดย: Nat IP: 58.10.207.41 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:03:47 น.  

 
มารายงานตัวด้วยค่ะพี่ตุลย์


โดย: มิงค์ IP: 20.139.225.21 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:06:16 น.  

 
ถ้าอยากอ่านคำตอบของแต่ละคำถาม จะอ่านจากที่ไหนครับ เพราะมีแต่กระทู้ถามทั้งนั้น
สงสัยครับ
จาก

Nat
สมาชิก larndham.net


โดย: Nat IP: 58.10.207.41 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:06:27 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณดังตฤณ

หนูเป็นอีกคนนึงค่ะ ที่อยากติดต่อกับพี่บ้างแต่รุ้สึกว่าทางมันไกล๊ไกล เลยดีใจมากที่พี่เปิดบล็อกค่ะ

คำถาม (ที่สำคัญก่อนนะคะ) คือว่า มีใครสังเกตุเห็นบ้างว่า หนังสือ กรรมพยากรณ์ตอนชนะกรรม มีหน้าท้ายๆที่ซ้ำค่ะ พอหมดช่วงซ้ำ ก็จะไปตอนอื่นเลย สรุปคือ จะมีเนื้อหาบางส่วนที่แหว่งหายไปค่ะ แต่ว่ายืนยันหน้าไม่ได้ รู้แต่ว่าบทท้ายๆค่ะ เพราะว่าแม่ยืมไปค่ะ ช่วยตรวจสอบกันดูนะคะ คิดว่าน่าจะเป็นเหมือนกันทุกเล่มค่ะ
ไม่เสียดายเงินค่ะ แต่เสียดายเนื้อความที่หายไปมากกว่า

ยินดีที่รู้จักนะคะ แล้วจะเขียนมาใหม่


โดย: littlelion IP: 161.200.42.213 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:17:39 น.  

 
ดีใจค่ะ ที่มีบ๊อกของคุณดังตฤณแล้ว


โดย: พญาไฟ วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:21:41 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณดังตฤณ
ติดตามผลงานมาตลอดเหมือนกันค่ะ แล้วจะรอผลงานใหม่ๆ มานะคะ มาฝากข้อความที่ blog นี้ สะดวกดีค่ะ


ถึงคุณ littlelion พอดีซื้อหนังสือ กรรมพยากรณ์ตอนชนะกรรม แล้วมีหน้าหายไปบางส่วนเหมือนกันค่ะ แต่ว่า โทรไปที่สำนักพิมพ์ แล้วเขาก็ให้นำไปเปลี่ยนได้ค่ะ หรือว่า ถ้าซื้อจากร้านหนังสือไหน เขาก็ให้เปลี่ยนค่ะ ลองดูนะคะ


โดย: น้องปุ่น IP: 203.107.230.2 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:34:02 น.  

 
เช่นเดียวกันกับพี่พี่คนอื่นๆ ที่อ่านเมล ปุ๊บ ก้อรีบเข้ามาที่นี่เลยทันที..

แต่ก่อนมีหลายเรื่องอยากจะถาม อยากจะบ่น แต่ไม่กล้าที่จะเมลไป เพราะคิดว่า มันจะเป็นการรบกวน.. แต่คราวนี้..มีโอกาสที่จะได้แสดงความคิดเห็น ก้อเลยไม่เกรงใจนะค่ะ ..


ตอนนี้อยู่ที่ฮิโรชิมา.. ได้อ่านนิยายของพี่ผ่านทางเวบค่ะ ก้อ ก่อนที่จะมาที่นี่ มีคนคนนึง เขาเอาหนังสือเจ็ดเดือนบรรลุธรรมมาให้อ่าน อ่านไปไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะยังไม่มีโอกาส ได้อ่านแค่บท ก่อนเหยียบบันไดขั้นแรก ก้อประทับใจแล้ว..

พอมาที่นี่ ก้อเลยลองเซิส ชื่อหนังสือดู ปรากฏว่า มีเวบของพี่ ก้อเลยได้อ่านเรื่องอื่นๆด้วย..ดีใจมาก...

ขอบคุณมากเลยนะคะ ตลอดเวลาที่ได้อ่านนิยาย เหล่านั้น มันทำให้คิดอะไรบางอย่างออก.. มันประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น..นับว่าบุญแท้แท้..


การที่ได้เป็นตัวของตัวเองหนะดีที่สุดแล้ว..

หากเราจะเอาชนะเกมนี้ เกมชีวิต เราก้อต้องไม่ทำให้ซ้ำรอยเดิม..

กรรมมันมีจริง หากเรายังรักสนุกที่จะเล่นกับมัน มันไม่มีวันจบสิ้นหรอก..


..ตอนแรกไม่เคยคิดว่า การมีความรักมันเสียหายตรงไหน..

ตอนนี้ คิดว่า ความรักมันเป็นอารมณ์อย่าหนึ่ง หากเราหลงใหล ใฝ่หาแต่คนที่เรารัก นั่นคือการยึดติดเข้าซะแล้ว..ถ้าเป็นแบบนั้น เราไม่อาจที่จะเอาชนะเกมนี้ได้เป็นแน่..


คนที่น้องรัก เขาสนใจในธรรมค่ะ เราบอกว่า เขาขอที่จะไม่แต่งงาน แต่ความรักของเขายังคงอยู่ เขาจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม..หากจะเดินไปกับเขา เราก้อต้องเดินไปทางเดียวกัน..


กว่าจะให้ ให้จากใจจริงมันยากมาก การตอบตกลงว่า รักเราจะเป็นอิสระต่อกัน มันยากเย็น แต่ในที่สุด น้องก้อสามารถให้ อิสระ ในความรักแบบนี้ได้ แม้ไม่ทั้งหมดจากใจ แต่ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะนั้น ก้อยินดีค่ะ.. เต็มใจ

ไม่ว่าใคร ก้อต้องการเป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น..

นั่นสิ...พอตั้งใจไว้อย่างนั้น ว่า ถ้าไม่ใช่เธอก้อไม่เอา ..ขอเลือกความรักที่ไม่ ยึดติด ไม่ติดพัน ไม่ผูกมัด ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กัน..


ก้อเหมือนมีเหตุ มาทดสอบลองใจ ว่าเราจะเล่นกะ ความรักอีกไหม มีคนมากมาย ที่พยายามจะเข้ามาทำความรู้จัก ทำนองนั้น..เหอเหอ..รู้ตัวเลยว่า เรายังไม่แกร่งพอ..

แม้รู้เท่าทันใจก้อตาม ว่า ไหนว่า เราจะไม่เล่นกะเกมอีกแล้วไง..


จะพยายามค่ะ ..เวลาที่เหลืออยู่ อาจทำได้ ตอนนี้ได้เริ่มต้นก้อยังดี ดีกว่า ไม่ทำอะไรเลย..


พี่คิดว่า น้องตัดสินใจถูกไหมค่ะ แล้วมีอะไรบ้างไหม ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนผิดไป..



ยังงง อยู่ว่า พี่จะตอบที่ไหน อาจตอบในblogนี้ มั้ง ไว้จะเข้ามาอ่านนะคะ..

ขอบคุณค่ะ



โดย: สาวน้อย IP: 202.245.169.15 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:42:05 น.  

 
"ขอจำกัดการรับเฉพาะวันพฤหัส
และขออนุญาตไม่รับข้อความส่วนตัวนับแต่นี้ไปครับ"
คุณดังตฤณ หมายถึงว่า ไม่รับ mail ไม่รับจดหมาย ไม่รับเมสเสจเลยอย่างนั้นเหรอ


โดย: คาใจ IP: 203.156.52.183 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:43:12 น.  

 
ดีครับ
มาทักทาย
ยังไม่มีคำถามครับ
เข้ามาอ่นคำถามของท่านอื่นๆ


โดย: คนจร IP: 58.11.6.30 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:9:59:56 น.  

 
กราบสวัสดีค่ะ อาจารย์ตุลย์

ไม่ได้ทักทายนานมากแล้ว อาจารย์จะยังจำได้หรือไม่

ไม่เป็นไรค่ะ สำคัญที่ว่า ตัวเองยังระลึกถึง

และไม่เคยลืมว่า อาจารย์เป็นผู้จุดประกาย

ให้ใจกลับมาใฝ่ทางธรรมอีกครั้ง หลังจากทิ้งไปนาน

ทุกวันนี้ยังใช้ธรรมะในการดำเนินชีวิตอยู่ค่ะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งนะคะ


โดย: นรี IP: 61.91.144.155 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:10:00:54 น.  

 
มาอนุโมทนาและให้กำลังใจค่ะ ติดตามหนังสือมาตลอด ทุกเล่ม เหลือกำลังอ่าน 7 เดือนบรรลุธรรมยังไม่จบค่ะ ขอบคุณที่ช่วยชี้ทางให้นะคะ


โดย: ลานดาว IP: 203.170.242.131 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:10:08:22 น.  

 
สวัสดีครับ คุณดังตฤน
ขอเป็นสมาชิกด้วยคน นะครับ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นคนรุ่นใหม่เช่นคุณเป็นผู้ที่จุดกระแสทำให้ผู้คนมากมายมาสนใจเรื่อง ธรรมะ มากขึ้น

ผมมีปัญหาขอปรึกษาดังนี้
ผมมีลูกชาย 2 คน คนเล็กอยู่กับผม ส่วนคนโตผู้ใหญ่ที่นับถือได้ขอไปเลี้ยง ในที่นี้ผมขอเรียกว่าคุณลุง นะครับ ลูกชายไปอยู่กับคุณลุงตั้งแต่อายุ 7 ขวบ (ป.1) ปัจจุปันอยู่ ป.5 ระยะหลังลูกชายผมจะไม่รับโทรศัพท์จากผมและคุณแม่ของเขาเลย ไปหาที่บ้านก็ไม่ยอมลงมาพบ ญาติพี่น้องที่ต่างจังหวัดมางานรับปริญญาลูกหลานเค้า ก็ไม่ยอมมางานสังสรรค์ในหมู่ญาติพี่น้อง วันหยุดอาสาฬบูชา หรือเข้าพรรษา หรือกระทั่งวันแม่ที่ผ่านมาหยุด 3 วันก็ไม่ยอมมาหาคุณแม่เขาเลย คุณแม่เขาทุกข์ใจมาก ทั้งๆที่ก็ให้ความรัก ความปราถนาดี และปฏิบัติดีกับลูกมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าเหตุอะไรครับ จึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทำอย่างไรจะให้ลูกรับโทรศัพท์ พูดคุยกับพ่อแม่ หรือมาหาพ่อแม่บ้าง คุณลุง คุณครูที่โรงเรียนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คิดไว้ว่าจะเอาตัวกลับมาเลี้ยงดูเองก็ไม่ทราบว่าลูกชายจะยอมหรือไม่ ครั้นจะใช้วิธีบังคับก็เกรงว่าจะไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง คุณลุงเองก็มีความต้องการที่จะขอลูกชายไปเป็นลูกของเขาเลย
คุณดังตฤนกรุณาชี้แนะด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ


โดย: กำพล IP: 203.209.38.226 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:10:34:02 น.  

 
สวัสดีคุณตุลย์

แวะมาทักทายครับ
ยังติดตามข่าวคราวอยู่เสมอนะครับ



โดย: พ้ง IP: 203.145.6.50 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:10:36:08 น.  

 
ดีใจด้วยค่ะ ที่เปิดโอกาสให้ได้ทักทายกัน อ่านหนังสือของคุณดังตฤณ กรรมพยากรณ์ ฉบับแรก และต่อๆ มา เช่น เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว และ เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน แล้วชอบมาก ตอบมีเหตุมีผล โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏก และประสบการณ์จริง ขอชื่นชม เป็นคนรุ่นใหม่ที่ดีทีเดียว
แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาคาใจมานานเป็นปีแล้ว และพยายามหาอ่านจากพระไตรปิกฏ online แต่ยังไม่เจอคำตอบเพราะเยอะมาก เลยขอถามผู้รู้ดีกว่า คือ มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งตอนแรกที่เรียน ป.โท ด้วยกันไม่รู้สึกอะไรเลย เฉยๆ แต่เมื่อเขาตามไปไหว้พระที่วัดระฆังด้วย ขณะที่นั่งรอเรือข้ามฟาก เราหันหลังให้เขาแต่พอเหลียวกลับไปพบว่าเขากำลังมองมาที่เราพอดี แต่เรากลับมีความรู้สึกว่ามีกระแสไฟอ่อนๆ หรือ อะไรบางอย่างพุ่งเข้าที่หัวใจ (สุขภาพดีค่ะ) งง มากว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน พยายามหาคำตอบว่าคืออะไร มีเพื่อนบางคนบอกว่า เป็นสัญญากรรมหรือคนที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อนได้มาเจอกัน
จำได้ว่าไม่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่จำความได้ ในขณะเดียวกันเราก็ให้ความช่วยเหลือเรื่องการค้นคว้าและการเรียน แต่เราก็ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็นกัลยาณมิตรกับเขาตลอดไป เพราะดิฉันเป็นคนที่เชื่อเรื่องของภพภูมิและเรื่องของกรรม
รบกวนช่วยอธิบายด้วยนะค่ะ และขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ


โดย: Nao IP: 203.154.246.22 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:10:38:37 น.  

 
มาทักทายครับ ชอบหนังสือ


โดย: หมาร่าหมาหรอด วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:10:57:49 น.  

 
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมและอนุโมทนาในความสร้างสรรค์และสละเวลาเพื่อผู้ที่ยังเขลาอยู่เช่นผมเป็นต้น
ผมอ่านและซื้อหนังสือของคุณดังตฤนทุกเล่ม มีเรื่องอยากจะถามบางประเด็น
1.เกื่ยวกับการกำหนดจิตและการปฏิบัติธรรมที่เขียนในนิยายทางนฤพานเช่น การกำหนดลมหายใจให้ตามรู้โดยสังเกตุความสบายควบคู่กันไปด้วยและการสมมติว่าเห็นกระดูกที่มือขณะหายใจเข้าออกว่าเราสาใรถทำตามอย่างในนิยายได้เลยไหมและเป็นทางที่ถูกต้องใช่ไหมครับ
2.ช่วงนี้ก่อนทำสมาธิ ผมพยายามดูความสบายของร่างกายว่าเกร็งที่ไหนและพยายามผ่อนคลายเพื่อจะดูลมหายใจแต่บางครั้งผมไม่สามารถคลายได้ครับมันกลับเกร็งบริเวณขากรรไกรมากขึ้นจะทำอย่างไรดีครับ
3.การกำหนดสติปัฎฐานช่วงที่เริ่มทำ1-2สัปดาห์แรกโดยการกำหนดดูลมหายใจช่วงแรกรู้สึกว่ามีสติตามรู้อารมณ์และส่ามารถละรึกรู้อารมณ์โกรธและระงับได้เอง(ก่อนจะโกรธจริง)แต่ช่วงนี้พอกำหนดสติจะรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอกและหงุดหงิดตัวเองมาก(พยายามกำหนดดูความสบายของร่างกายร่วมกับดูลมหายใจแล้ว)ควรแก้ไขอย่างไรดีครับ
สุดท้ายผมได้ให้หนังสือที่วื้อไว้ให้เพื่อนร่วมงานอ่าน ทุกคนชอบมากเลยครับและพยายามปฏิบัติธรรมตามวิธีที่แทรกในนิยายไม่ทราบว่าถูกต้องไหมครับ
ขออนุโมทนาในบุญทั้งหลายของคุณดังตฤน


















โดย: รณชัย IP: 202.28.78.20 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:11:27:45 น.  

 
ขออนุโมทนาสาธุกับคุณดังตฤณครับ
ขอให้คุณดังตฤณมีความก้าวหน้าในการแสดงธรรมเรื่องกรรมวิบากยิ่งๆขึ้นไป
และให้มีพลังที่จะชักจูงผู้คนในปัจจุบันเข้ามาศึกษาสัจธรรมกันมากขึ้นครับ


โดย: พิรุฬห์ IP: 161.200.170.52 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:11:37:18 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณดังตฤณ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณด้งตฤณสำหรับจดหมายข่าวทุกวันพฤหัส ได้อ่านทีไร จิตใจมีความสงบอย่างบอกไม่ถูก ทุกคำที่ได้อ่าน มีแต่สิ่งดีๆ และความสำคัญที่เราไม่เคยได้รู้ ก้อได้รู้ รู้สึกว่าตัวเองคงมีบุญอยู่บ้าง ที่โชคดีได้รู้จักเว็บคุณดังตฤณ และ หนังสือของคุณดังตฤณ ก้อชอบทุกเล่ม ที่ชอบมากที่สุด ก้อ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวค่ะ ได้อ่านคำถามของท่านอื่นๆด้วย อ่านแล้วก้อนำไปใช้กับต้วเองได้เลยค่ะ ยิ่งในตอนนี้มี Blog ที่ติดต่อคุณดังตฤณได้โดยตรงก้อยิ่งดีใหญ่ ค่ะ แต่ก้อห่วงว่าคุณดังตฤณจะต้องเหนื่อยมากแน่ๆ เพราะดูท่าทางแล้วคำถามจะเยอะอ่ะค่ะ

Meenaเอง ก้อมีคำถามมาถามคุณดังตฤณด้วยค่ะ คือ Meena อยากทราบว่าบางทีการที่คนเรามีสิว ที่แบบขึ้นเห่อ มากๆ ไม่ใช่แบบ เม็ด สอง เม็ด นี่เกี่ยวกับเราไปทำวิบากกรรมอะไรไว้คะ ทำไมคนอื่นๆบางทีเขาไม่มีสิวเลย ทั้งๆที่การดูแลรักษาทำความสะอาดหน้าเหมือน กัน ทานอาหารเหมือนกัน มีปัจจัยภายนอกเหมือนกัน สิวบางอย่างก้อเกิดจากฮอร์โมนภายในตัวเรา รักษายังไงก้อไม่ หายขาด เป็นๆ หายๆ Meena คิดว่ากรรมเก่าก้อน่าจะมีส่วนนะคะ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราควรจะต้องทำบุญ แบบไหนคะ ที่จะทำให้ผิวพรรณ ดี ขึ้น ผ่องใส ไร้สิว
ขอรบกวนคุณดังตฤณช่วยให้ความกระจ่างหน่อยนะคะ ขอบคุณ คุณดังฤณมากๆค่ะ


โดย: Meena IP: 202.149.117.82 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:11:50:39 น.  

 
มาชื่นชมผลงาน งานของพี่เปรียบเหมือนน้ำหยดหนึ่งที่ทำให้เกิดระลอกคลื่นแผ่ไพศาล....

มาขอร่วมอนุโมทนากับสิ่งที่พี่ได้สร้าง..และทำให้เกิดขึ้น...

ขอบพระคุณกับใจที่เมตตาที่พี่มีให้กับทุก ๆ คนค่ะ



โดย: patji IP: 61.90.98.43 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:17:34 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณดังตฤณ
ดิฉันได้ติดตามลงานของคุณดังตฤณ แล้วรู้สึกประทับใจในความรอบรู้ของคุณดังตฤณมากค่ะ
ดิฉันมีคำถามค่ะ การที่ผู้หญิงที่มีสามีเจ้าชู้ และตัวผู้หญิงเองก็เหงาและเสียใจ
จึงตกลงกับสามีว่าถ้าสามีไม่เลิกเจ้าชู้ก็จะขอมีอะไรกับชายอื่นบ้าง
แ่ละสามีก็ียินยอมนั้น ตัวผู้หญิงถ้าทำแบบนั้นจะเป็นบาปหรือไม่คะ
ช่วยกรุณาตอบคำถามด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ


โดย: ญ IP: 61.90.20.157 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:38:12 น.  

 
สวัสดีครับ...พี่ตุลย์ ที่เคารพ

แจ้งเรื่องแผ่นซีดี (เสียดาย...) ผมปรับปรุงใหม่แล้วครับ
มีผลงานของพี่ตุลย์ครบเลยครับ
ขออนุโมทนาด้วยครับ

ด้วยความเคารพ
ณัฏฐ์ วสุวงศ์สรณ์


โดย: webmaster ซีดีธรรมะ IP: 203.155.194.253 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:40:14 น.  

 
อนุโมทนากับข้อเขียนค่ะ มีอะไรนำเสนอด้วย ปกติว่ายน้ำมือชิดกัน ลองว่ายแยกมือ10นิ้วออกจากกัน หรือว่ายแบบทำมือหงิกดูบ้างซักเที่ยวสองเที่ยว ฟังดูบ๊องๆแต่อาจจะwork แก้ปวดมือก็ได้นะคะ


โดย: tak IP: 203.146.110.216 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:49:49 น.  

 
สวัสดีครับ ติดตามงานมาตลอดครับ
และอยากจะขอแนะนำ web blog
ที่อื่นๆครับ เพราะที่นี่ไม่มี rss feed
คืออยากจะเก็บเนื้อความไว้ในเครื่องไว้เปิดอ่านหน่ะครับ
เช่น exteen.com หรือที่อื่นๆที่มี rss ก็ได้ครับ
ขอบคุณครับ


โดย: tee IP: 61.91.197.28 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:50:15 น.  

 
ถามพี่ดังตฤณอีกหนนึงค่ะ

คนธรรมดาๆ อย่างเราๆ นี่มีสิทธิหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้เร็วที่สุดแค่ไหนคะ

ไม่อยากกลับมาเกิดอีกแล้วค่ะ รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต อยากพ้นจากความทุกข์ทั้งหมด แล้วเราจะต้องปฏิบัติธรรมไปอีกนานแค่ไหนคะ


โดย: kaoim IP: 221.128.98.8 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:54:10 น.  

 
ดีใจค่ะทีมีบล็อกนี้ไว้ให้สื่อสาร 2 ทาง ติดตามผลงานทุกเล่มตลอด และได้แนะนำให้เพื่อนๆ อ่าน หลายๆ คนชอบมากโดยเฉพาะ กรรมพยากรณ์ ตอนชนะกรรม ซึ่งไปตรงกับชีวิตจริงของเราหลายๆ คนอยู่พอดี บางคนก็อยากซื้อหนังสือไปให้เป็นของกำนัลแก่คนที่เรารักด้วยค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้อีกคนนะคะ

ปล. ลืมบอกอีกอย่างค่ะว่า มีบล็อกนี้ไว้ให้สื่อสารเผื่อว่าบางครั้งไม่ได้รับจดหมายข่าว จะได้แจ้งให้ทราบค่ะ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้รับหลายครั้งค่ะ


โดย: เปรมกมล IP: 203.209.109.144 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:55:56 น.  

 
ขอถามคุณ ดังตฤน ครับ

สำหรับผู้ที่ดำเนินชีวิตตามหลักสติปัฏฐานนั้น วิบากของกรรมเก่าจะมีผลแตกต่างจากผู้ดำเนินชีวิตตามปกติอย่างไรบ้างครับ?

ขอบคุณครับ


โดย: ปริญญา IP: 203.147.39.145 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:12:59:47 น.  

 
ตามมาสวัสดีค่ะ

ดีใจที่มีที่ให้ติดต่อคุณตุลย์ได้ (โดยไม่รู้สึกว่ารบกวน)
เมื่อวานเพิ่งได้ซื้อกรรมพยากรณ์ 2 (จากร้านบานาน่า) และ
จะคอยติตตามผลงานตลอดค่ะ



โดย: ภรภัทร IP: 210.203.178.84 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:13:43:25 น.  

 
ยินดีมากๆครับที่ได้มีโอกาส พูดคุยพบปะกันในนี้ ทั้งกับนักเขียน และผู้อ่น เชื่อว่านี่เป็นชุมชนที่จะเหนียวแน่น และคงเติบโตเป็นสังคมที่อบอุ่นจุนเจือกันต่อไป
พี่ตุณคงเป็นนักเขียนที่ทำงานหนักที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้ ยัวไงก็ขอเป้นกำลังใจด้วยการอ่านงาน และเผยแพร่ต่อๆกันไป ความตั้งใจของพี่จะได้เบ่งบานออกไปมากๆครับ ขอบคุณสำหรับความพยายามอย่างหนัก ที่ทำให้พวกเราได้ความรู้ในธรรมอย่างเต็มที่ ขออนุโมธนาครับ


โดย: ยอด IP: 58.136.72.37 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:14:02:00 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณดังตฤณ

ขอรบกวนถามเกี่ยวกับการอโหสิกรรมต่อกันค่ะ ถ้าเราอโหสิกรรมให้เขา โดยที่เขาไม่ทราบ จะสามารถหยุดการผูกเวรต่อกันได้มั้ยคะ?

ขอบพระคุณมากค่ะ


โดย: สุวดี IP: 61.91.114.176 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:15:06:21 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ยินดีด้วยค่ะสำหรับกรรมพยากรณ์เล่มใหม่ที่พิมพ์สำเร็จเรียบร้อย ดิฉันอ่านบนเว็บเกือบจบแล้วค่ะ แต่อยากซื้อไปให้คนอื่นได้มีโอกาสอ่านด้วย

ดิฉันรู้สึกดีใจค่ะที่ได้มีโอกาสเขียนเข้ามาคุยกับคุณ เพราะประทับใจในงานเขียนของคุณมาก ช่วยชี้ทางสว่างมากมายให้ดิฉันและครอบครัว คุณแม่ดิฉันเป็นคนไม่อ่านนิยาย แต่กรรมพยากรณ์ตอนที่แล้วนี้ท่านอ่านแล้ววางไม่ลงค่ะ ขอบคุณสำหรับงานเขียนดีๆมากมายที่ได้พยายามทำออกมา ดิฉันหวังว่าจะได้มีโอกาสช่วยเผยแพร่เพื่อและขออนุโมทนาด้วยค่ะ

ถ้างานเขียนในรูปนิยายของคุณได้นำไปทำเป็นภาพยนตร์หรือละคร คงดีไม่น้อยนะคะ หวังว่าคงมีโอกาสนั้น


โดย: ปิยนุช IP: 58.136.72.189 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:15:12:04 น.  

 
ขออนุโมทนาบุญ จากการที่คุณ"ดังตฤณ" ตั้งใจเผยแพร่
ทางสว่างแก่ทุกชีวิต ตั้งแต่ต้นจวบจนทุกวันนี้ และคงต่อ
เนื่องในอนาคต และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งในฐานะผู้ได้รับผลจากเมตตาจิตของคุณด้วย ขอให้คุณมี
สุขภาพแข็งแรงเสมอตราบชั่วอายุขัย
หนึ่งคำถาม "เราควรปฏิบัติกันอย่างไรบ้าง กรณี คนใน
ครอบครัวเสียชีวิต เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้จากไป"
ขอบพระคุณค่ะ


โดย: จิตตา IP: 210.4.136.36 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:15:16:27 น.  

 
ติดตามหนังสือคุณตุลย์ทุกเกือบทุกเล่ม โดยได้รับการแนะนำเว็บ http://www.dungtrin.com จากบุคคลอันเป็นที่รัก ในขณะที่เรากำลังงอนเขาอยู่ แต่พอลองเข้าไปในเว็บแล้วโหลดนิยายกรรมพยากรณ์ ตอนชนะกรรม มาอ่าน ก็ติดใจ หลังจากนั้นก็ไปซื้อหนังสือของคุณตุลย์มาอ่านเรื่อย ตอนนี้มีเกือบทุกเล่มแล้วคะ หนังสือของคุณตุลย์ทำให้เราเข้าใจกันกับเขามากขึ้น และตอนนี้เราก็หายงอนแล้ว ตั้งใจที่จะกลับมาสนใจธรรมะใหม่ หลังจากที่ห่างหายไปนาน ตั้งใจปรับปรุงตัว ถือศีล 5 ทำบุญทำทาน ตักบาตร สวดมนต์ แล้วก็แนะนำหนังสือ และเว็บไซต์ดังตฤนให้กับบุคคลอื่นๆต่ออีก
ดีใจมากเลยคะทีกรรมพยากรณ์ตอนเลือกเกิดใหม่วางแผงแล้ว ติดตามข่าวมาตลอดตามร้านหนังสือว่าเมื่อไหร่จะวางแผงซักที แต่ร้านหนังสือบานาน่าอยู่ไกลจังเลย พอดีตัวเองเป็นคนจังหวัดราชบุรี ไม่ทราบว่าจะมีขายที่ร้านหนังสือแถวราชบุรีหรือนครปฐมเมื่อไหร่คะ จะได้ไปซื้อ
ต้องขอบคุณคุณตุลย์มากสำหรับผลงานที่คุณทำ มีประโยชน์ต่อบุคคลคนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวดิฉัน รู้สึกว่าชีวิตมีความหวังและมีความหมายขึ้น ยังไงก็ขออนุโมทนาบุญจากใจจริงด้วยคะ


โดย: porpuay IP: 203.121.174.114 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:15:59:48 น.  

 
พี่ตุลย์ครับ มีคำถาม เพิ่งนึกออกเมื่อกี้ อยากถามว่า การซื้อหนังเรท... มาดู จะส่งผลกรรมยังไงครับ ขอบคุณมากครับ


โดย: SK IP: 202.183.201.38 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:16:23:30 น.  

 
สวัสดีคุณดังตฤณค่ะ

ติดตามงานคุณดังตฤณมาตลอดค่ะ ชอบมาก เข้าใจในเรื่องของกรรมสัมพันธ์ขึ้นเยอะค่ะ ขอบพระคุณ

ดิฉันเป็นเด็กเฮ้วกลับใจมาปฏิบัติธรรมค่ะ เพียรพยายามดูจิต รักษาจิตมาระยะนึงแล้วก็อยากจะรักษากาย รักษาวาจาเพิ่มเข้าไปด้วย ไม่นานมานี้บังเอิญได้พบกับพนักงานแบงค์กรุงเทพท่านนึง เห็นแล้วเกิดแรงบันดาลใจ คือเห็นครั้งแรกก็สะดุดตาเลยว่านายคนนี้คงจะต้องกราบกรานพระรัตนตรัยมานานอักโขทีเดียวถึงได้มีบุคลิกลักษณะที่งดงาม และดูสุภาพ อ่อนโยน ทั้งที่เค้าก็ทำตัวธรรมดาๆ หน้าตาก็ปานกลาง แต่โดดเด่นมากจริงๆ

ที่อยากจะถามคุณดังตฤณก็คือ มีกรรมใดที่ทำให้เรามีลักษณะอ่อนโยนนุ่มนวลชวนให้สบายใจ ทำนองว่างดงามราวกับเทพบุตรหรือเทพธิดาน่ะค่ะ หมายถึงว่ามองแล้วนุ่มนวล ทั้งรูปกาย กิริยาท่าทาง และวาจาที่เปล่งออกมา ถ้าเราต้องการผลลัพธ์แบบนี้ สิ่งใดจะทำให้เป็นได้ กรรมใดที่จะเป็นครุกรรมทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในชาติปัจจุบันมีหรือไม่คะ

ปกติดิฉันทำความเพียรรักษาจิต ตอนหลังพอรู้สึกว่าอยากแบ่งความสุขให้คนอื่นๆก็เลยแผ่เมตตาอุทิศบุญกุศลทุกวัน ตอนนี้พออยากเป็นผู้ที่งามทั้งกายและวาจา ก็เลยเพิ่มการกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เข้าไปด้วย ไม่ทราบว่าทำเหตุถูกต้องหรือเปล่าคะ

ขอบพระคุณมากค่ะ


โดย: Ancha IP: 203.151.140.116 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:17:13:42 น.  

 
อนุโมทนา สาธุ ครับ


โดย: เพียงธุลี IP: 203.144.229.3 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:17:23:34 น.  

 
สวัสดีคะพี่ดังตฤณ

ขอถามพี่เรื่องคนที่ฆ่าตัวตาย

ตามที่น้องเข้าใจคนที่ฆ่าตัวตายนั้น ถือว่าบาปมาก เกิดมา
กี่ชาติก็จะทำให้ตนเองคิดฆ่าตัวตายตลอด แล้วอย่างนี้
เขาจะหลุดพ้นจากกรรมนี้ได้อย่างไรคะ

ไม่ทราบว่าน้องเข้าใจถูกหรือเปล่านะคะ ถ้าอย่างไร
รบกวนพี่ช่วยตอบคำถามด้วยคะ
ขอบคุณพี่มากคะ


โดย: ตะวันสีชมพู วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:18:06:01 น.  

 
การปฏิบัติธรรมอย่างคนธรรมดา จะถึงจุดหมายคือ ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ช้ากว่าคนที่ถือบวชหรือไม่


โดย: เพ็ญ IP: 203.113.89.174 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:18:16:24 น.  

 
หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรเล่ม2 ใกล้เสร็จหรือยังค่ะ อยากอ่านบทที่ว่าด้วยเรื่องของศีล5 ทำอย่างไรจึงจะทำให้บริสุทธิ์ได้เพราะเวลาทำงานมีโอกาสพลั้งเผลอบ่อยมาก ศีล5 เป็นข้อปฏิบัติเร่มต้นในการปฏิบัติธรรม ขอคำแนะนำด้วยค่ะ


โดย: vila IP: 203.144.231.70 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:18:57:46 น.  

 
ขออนุโมทนาด้วยค่ะและใจมีความเลื่อมใสคุณดังตฤณต้องขอคำแนะนำด้วยคนแล้วค่ะและแล้วแต่จะสะดวกนะคะ
จะแก้ปัญหาอย่างไรอยากปฎิบัติให้พ้นๆรู้ว่าอยากจึงเป็นอุปสรรคพยายามทำใจให้ไม่อยากแล้วแต่มีปัญหาหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้อึดอัดสำหรับคนเกษียร(อายุ๕๗)อยู่คนเดียวที่ต่างจังหวัดยังมาอยู่กับลูกที่กรุงเทพฯไม่ได้อาจยังไม่ลงตัวทั้ง2ฝ่ายทั้งที่ทางการปรับตัวก็รู้อยู่ต้องอดทนและเห็นแก่คนอื่นบ้างแต่มันปล่อยวางไม่ได้กับการเห็นอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองไม่พอใจอะไรสักอย่าง
ชีวิตช่วงนี้และจะตลอดไปมุ่งมั่นปฎิบัติ ทุกวันฝึกสติตามรู้+ดูลมหายใจกลางคืนก็สวดมนต์และทำตามรูปแบบคือเดินจงกรมนั่งสมาธิแต่3เดือนมานี่ทำไม่ได้เลยจะเดินจะนั่งนานแค่ไหนเป็นชั่วโมงๆก็จะบิดเกร็งตรงปีกสองข้าง,ใหล่,คอและยอดแผ่นอกใต้ใหปลาร้าก็เหมือนมีแผ่นหนาๆเหมือนที่คุณเขียนไว้ในวิปัสนานุบาลไม่มีผิดแต่มีเพิ่มมาคือพอไปๆแล้วจะเรอเอิกๆตอนเลิกปฎิบัติหรือคลายตัวลง เฝ้าตามรู้เฝ้าสังเกตุก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรและระหว่างวันเวลาอยู่คนเดียวก็จะเป็นด้วยและจะมีอาการเหมือนความกลัววูบ,ร้อนเหงื่อท่วมตัวและโกรธลมขึ้นหัวมาเป็นครั้งคราวสังเกตุดูก่อนเกิดอาการจะมีความคิดแว๊บเข้ามาก็เป็นเรื่องเรื่อยๆเปื่อยๆเกี่ยวกับชีวิต ลองใช้เครื่องทุ่นแรงเช่น Beep timerแรกๆก็ดีแต่ไปๆมันจะคิดออกมาว่าเออรู้แล้วน่ะแล้วก็ตั้งใจหายใจไม่ใช่รู้ลมหายใจ อาการที่เล่ามาเป็นขั้นสุดท้ายนะคะมันพัฒนามาเรื่อยๆ7-8เดือนแล้วเสียเงินตรวจเช็คร่างกายไปก็มากแล้วตรวจทานดูเรื่องเจ้ากรรมนายเวรก็ทำมามากแล้วจนจับได้แล้วว่าอ๋อ จิตนี่เองใช่มั้ยคะ....คุณดังตฤณช่วยอนุเคราะห์หน่อยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ


โดย: Neptune IP: 203.113.76.10 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:21:02:08 น.  

 


โดย: เหรียญ วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:21:16:36 น.  

 
สวัสดีครับ พี่ดังตฤณ
ผมติดตามงานของพี่มาตั้งแต่ประมาณปลายปีที่แล้วครับ เริ่มจากได้อ่านนิยายเรื่อง ทางนฤพาน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเข้าถึงธรรมะอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ผมเริ่มปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกสติ และ สวดมนต์ นั่งสมาธิ มาได้ระยะหนึ่งแล้วครับ พบว่าชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก เมื่อมีความทุกข์ก็จะมีสติรู้มัน และมีปัญญามากขึ้นในการหาหนทางแก้ไข

ผมพบว่า ความทุกข์ที่ผมประสบอยู่ในเวลานี้ ก็คือ อาการปวดหัว ที่จริงก็เป็นมานานแล้วนะครับตั้งแต่เริ่มมาทำงานดูแลกิจการของครอบครัวที่บ้านเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมเป็นคนประเภทลุยงานน่ะครับ และมักจะฝืนร่างกายตัวเอง ผมเป็นคนที่ตื่นเต้นง่าย และ แคร์กับอารมณ์ ความรู้สึกของคนอื่น ไม่รู้ว่านิสัยส่วนตัวอันนี้เป็นที่มาของความเครียด แล้วก็โยงใยมาถึงอาการปวดหัวของตัวเองด้วยหรือเปล่า ผมเป็นคนไม่สบายแล้วไม่ชอบไปหาหมอนะครับ ไม่ชอบทานยาด้วย ชอบให้มันหายเองตามธรรมชาติ ตั้งใจว่าจะปฏิบัติธรรมแก้ความทุกข์ทางกายของตัวเองด้วยตัวเอง แต่สำหรับความทุกข์ทางจิตใจ ผมก็ได้หลักธรรมที่ผมได้รับจากพี่ดังตฤณ และจากเว็บลานธรรมเป็นราวเกาะให้น่ะครับ

ขอขอบพระคุณพี่ดังตฤณครับ


โดย: sirikung IP: 210.246.65.174 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:22:22:37 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ตุลย์

เห็นด้วยกับระบบใหม่ในการสื่อสารกับพี่ค่ะ ยินดีด้วยค่ะที่กรรมพยากรณ์ออกเป็นเล่มแล้ว ตอนอ่านบนเว็บเมื่อยตาน่าดูเลยค่ะ

มีคำถามรบกวนขอความรู้น่ะค่ะ ตอนนี้อยู่ต่างประเทศและมีคนใกล้ตัวสงสัยเกี่ยวกับศีล 5 ในข้อที่ 1 เลยค่ะ พอเล่าถึงศีล 5 ให้ฟัง เค้าก็ให้ความเห็นว่า ถ้าเราจะไม่ฆ่าสัตว์แล้ว เราก็ควรจะไม่กินสัตว์ด้วยสิ เนื่องจากถึงแม้เราไม่ฆ่าด้วยตนเอง ก็ต้องมีคนฆ่ามันอยู่ดี ถ้าเรายังกินเนื้อสัตว์ก็เท่ากับเราฆ่ามัน แต่ใช้มือคนอื่น (ฆ่าทางอ้อม) ได้อธิบายไปว่าเป็นเรื่องของเจตนา แต่เค้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ค่ะ

ตัวผู้ถามนี้เค้าตกปลามาให้ครอบครัวรับประทานเป็นบางครั้ง แต่ไม่ขาย เค้าบอกว่าเนื่องจากครอบครัวยังกินเนื้อสัตว์อยู่ เพราะฉะนั้นเค้าก็ต้องตกมาทีละตัวๆ แล้วไม่ฆ่าจำนวนมากๆ แบบที่ตามเรือประมงเค้าจับกันซึ่งจะติดตัวเล็กๆ ลูกๆ ปลามาด้วย ก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ

รบกวนพี่ตุลย์ช่วยชี้แนะแนวทางว่าจะอธิบายในศีลข้อนี้อย่างไรค่ะ กลัวพูดผิดๆ ไปเค้าจะเข้าใจศาสนาพุทธไม่ถูกต้องส่วนข้ออื่นๆ นั้นเค้ารับฟังและเห็นตามค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ


โดย: jang IP: 80.182.64.118 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:22:39:51 น.  

 
สวัสดีครับ อาจารย์


ดีใจครับ ที่มีหนังสือดีๆ ออกมาอีกเล่มแล้ว กรรมพยากรณ์ทำให้มองอะไรๆเข้าใจขึ้นมากครับ

ขอบคุณครับ ที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมาเพื่อมนุษยชาติครับ

อนุโมทนา ครับ




โดย: พุทธศิษย์ IP: 203.151.140.116 วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:0:28:12 น.  

 
ถ้าเป็นไปได้ อยากได้เป็น ศิษย์ข้างกาย อาจารย์ จังเลยครับ ผมพอมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ และ การทำพวกกราฟฟิก อยู่บ้าง หากจำเป็นจะต้องได้ใช้ กรุณาเรียกใช้ผมได้นะครับ ผมยินดีเสมอ

you_know_wh0@hotmail.com คือ e-mail ของผมนะครับ

ด้วยความเคารพครับ


โดย: พุทธศิษย์ IP: 203.151.140.116 วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:0:35:38 น.  

 
ดีใจครับที่ได้เห็น Blog ของคุณดังตฤณ เป็นกำลังใจให้ครับ จะติดตามงานคุณดังตฤณต่อไปครับ


โดย: นิ้ง IP: 221.128.68.52 วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:1:55:59 น.  

 
ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ
ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคำถามและกำลังใจที่อบอุ่น
ปิดรับคำถามที่ตรงนี้ แล้วเดี๋ยวจะกลับมาตอบให้เสร็จครับ


โดย: ดังตฤณ IP: 61.90.88.67 วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:6:27:52 น.  

 
ถาม – ขอเรียนถามพี่ตุลย์เกี่ยวกับประโยค "ขอให้กล้าฝันถึงชีวิตที่แสนสบายชั่วนิรันดร์..." ข้างบนด้วยครับ ว่าพี่ตุลย์ตั้งใจจะสื่อให้ผู้อ่านว่าอย่างไรบ้างหรือเปล่า หรือสื่อถึงหนังสือในอนาคตหรือเปล่าครับ เห็นประโยคแล้วรู้สึกวูบๆ

ใจพี่คิดถึงการตั้งต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำความเข้าใจชีวิต ในแบบที่รู้เท่าทัน ว่ากรรมวิบากมีจริง ทุกข์มีจริง ทางดับทุกข์มีจริง เมื่อดับทุกข์ได้สนิท ไม่กลับกำเริบอีก ชีวิตที่เหลือตราบจนสิ้นก็คือความสุขความสบาย และไม่ต้องไปเกิดใหม่เป็นอะไรให้ทุกข์อีกเลยชั่วนิรันดร์ นั่นแหละครับชีวิตที่คิดไม่ถึงในศาสนาพุทธ ที่พี่เลือกตั้งสโลแกนของเว็บบล็อกไว้อย่างนี้เพราะตอนทดลองสร้างเว็บบล็อก ได้กล่าวถึงหนังสือชื่อ “มีชีวิตที่คิดไม่ถึง” เอาไว้นั่นเองครับเต้ย

ถาม – รออ่านกรรมพยากรณ์ภาคใหม่อยู่ครับ

พี่ก็กำลังรอพล็อตใหม่อยู่เหมือนกันครับ MacroArt ความจริงมันเหมือนใกล้แค่เอื้อมนี่แหละ แต่เอื้อมอย่างไรก็ไม่ถึงเสียที คิดว่าต้นปีหน้าพอเคลียร์หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรกับมีชีวิตที่คิดไม่ถึงเสร็จ ก็จะลองตระเวนหาแรงบันดาลใจดูครับ

ถาม – เคยสงสัยว่าคนประเภทเดียวกันที่สร้างกรรมทั้งขาวและดำมาใกล้เคียงกัน วิถีแห่งกรรมจะจัดสรรให้พวกเขามาเจอะเจอและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันใช่หรือเปล่าคะ? สังเกตเอาเองว่าเพื่อนที่คบหากันสนิทมากๆตอนนี้ ชอบทำบุญ อ่านหนังสืออิงธรรมะ ส่วนเพื่อนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ อยู่ๆก็หายไปจากวงจรชีวิตเราเฉยๆ เพราะเข้าใจเช่นนี้ เลยตั้งใจจะสร้างแต่กรรมดี เพราะหวังจะได้ใช้ชีวิตที่เหลือในหมู่คนคิดดีแบบนี้ตลอดไปค่ะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเราเข้ากันได้โดยธาตุนิสัย ใครเป็นอย่างไรก็จ้องจะหาคนอัธยาศัยเดียวกันมาคบเป็นมิตร คนธาตุนิสัยเลวหาง่าย ส่วนคนธาตุนิสัยดีหายาก แต่หากมีความผูกพันในอดีตมาช่วยสนับสนุน นับแต่จัดที่ทางให้พบปะกัน มีเหตุแวดล้อมให้สังสรรค์เสวนาและทำกิจกรรมดีๆร่วมกัน ความเป็นมิตรและความรู้สึกแสนดีก็มีตามมา กลายเป็นเพื่อนน้ำมิตรได้โดยไม่ต้องตกลงเจรจากันมากนัก ต่างฝ่ายต่างเต็มใจอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคุณใจบุญแล้วจะต้องเจอคนใจบุญเสมอไป ขึ้นอยู่กับจังหวะของชีวิตด้วยครับ การจัดสรรบุคคลและเหตุการณ์เข้ามาในแต่ละช่วงชีวิตเรานั้น นับเป็นความวิจิตรพิสดารของวิบากกรรม ต่อให้ผู้กำกับละครที่คิดพล็อตและวางจังหวะสลับฉากได้ซับซ้อนที่สุด ก็เทียบฝีมือของวิบากกรรมที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัวเหมาะเจาะไม่ได้เลย

การหายไปของเพื่อนที่ไม่ค่อยธรรมะธัมโมนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะธรรมะที่ไม่กลมกลืนกันส่งแรงผลักไปจริง แต่หากยังมีเยื่อใย ยังมีเวรต่อกันอยู่อย่างเหนียวแน่น อย่างนี้ก็ต้องใช้เวรกันต่ออีกระยะ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเอาอภัยทานมาล้างเวรได้หมดจด

อย่างไรก็ตาม การตั้งใจมุ่งสร้างกรรมดีเพื่อหวังจะใช้ชีวิตอยู่กับหมู่คนดี อันนี้เป็นมโนกรรมอันประเสริฐและถือว่าฉลาดที่สุดข้อหนึ่ง เพราะวิบากของมโนกรรมข้อนี้ จะบันดาลให้เกิดผลสมปรารถนาทั้งชีวิตนี้และชีวิตหน้า โดยเฉพาะจะมีความแน่นอนคงเส้นคงวา หากตลอดชีวิตเราคิดดี พูดดี ทำดีได้อย่างสม่ำเสมอ กรรมทั้งหมดที่ทำไปภายใต้เจตนาว่าขอให้ได้อยู่ในท่ามกลางบัณฑิต จะผลักดันคนผิดที่คิดแบบพาลให้ห่างพ้นจากเราได้จริงๆครับ ยินดีด้วย อย่างนี้เรียกว่าเป็นคนฉลาดในกรรมวิบาก

ถาม – สมมุติว่าผมเดินไปเจอเงินตกอยู่กลางถนน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ (เคยได้ยินว่าคนเก็บขยะเคยเจอแหวนเพชรในซองที่ถูกทิ้งโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยๆด้วยซ้ำ) ถ้าเรานำเงินมาเข้ากระเป๋าตัวเอง วิบากจะเป็นเช่นไร ถือว่าผิดศีลข้ออทินนาฯไหม? แล้วกรณีที่เราพยายามสืบหาเจ้าของอย่างเต็มที่แต่หาไม่ได้จริงๆ จะยังผิดอยู่ไหม? อีกอย่างถ้านำทรัพย์ดังกล่าวไปทำบุญ ผลบุญที่ได้จะเป็นเช่นไร? ส่วนเจ้าของเงินตัวจริงถ้าไม่ได้อนุโมทนา จะได้บุญตามเราหรือไม่อย่างไร? และถ้าเป็นพี่เจอเงิน พี่จะทำอย่างไรกับเงินนั้น?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของสิทธิ์ในการครอบครอง ตามกฎของธรรมชาตินั้นคล้ายคลึงกับกฎหมายทางโลก นั่นคือสิทธิ์ครอบครองสมบัตินั้นจะคงอยู่ตราบเท่าที่เจ้าของยังไม่ตาย แม้เมื่อตายแล้ว สิทธิ์ในสมบัติก็จะตกทอดไปถึงญาติผู้ตายได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ญาติรู้เห็นการตาย และยังอยู่ใกล้ชิดในฐานะผู้มีสิทธิ์รับมรดก

สิทธิ์ในการครอบครองเป็นสิ่งที่มีพลังในตัวเอง หากใครมาทำลายสิทธิ์นั้น ถือสิทธิ์นั้นไปครอบครองโดยเจ้าของไม่ยินยอม ก็ได้ชื่อว่าทำกรรมข้อที่ว่าด้วยการลักขโมยเต็มร้อย พลังที่มีในสิทธิ์ครอบครองจะเป็นกลางกับเจ้าทรัพย์เดิม แต่จะแปรตัวเป็นลบ เป็นเงาดำ หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นองค์ประกอบให้การลักขโมยเป็นกรรมดำติดตัวหัวขโมยไปในทันที ถ้าคุณมีโอกาสเข้าไปในบ้านหัวขโมย และเห็นข้าวของเครื่องใช้ที่ขโมยคนอื่นมาตั้งอยู่เรียงราย ก็จะสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายแปลกๆ ทั้งบ้านมีความทึบทึมน่าอึดอัดอย่างอธิบายยาก และตัวหัวขโมยเองก็มีกระแสประหลาดที่ไม่น่าไว้ใจ ไม่น่าเข้าใกล้ อันนั้นแหละการแสดงตัวอย่างชัดเจนของสิทธิ์ครอบครองที่ถูกเปลี่ยนมือมาโดยไม่ชอบธรรม

คราวนี้มาถึงกรณีของทรัพย์ที่พบตามทาง คุณไม่มีเจตนาไปปล้นใครเขามา อันนั้นเป็นความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้การหยิบฉวยไปไม่เข้าข่ายลักขโมย แต่สิทธิ์ในการครอบครองวัตถุยังไม่หายไป เพราะเจ้าของยังไม่ยินยอมยกสิทธิ์ให้ใครอื่น อันนั้นเป็นความจริงอีกข้อหนึ่งที่ทำให้คุณครอบครองสมบัติโดยไม่ชอบธรรมเต็มร้อย เพราะฉะนั้นขอกล่าวว่าคุณไม่ได้ทำกรรมอันเป็นบุญหรือเป็นบาป แต่มีมลทิน มีกลิ่นเหม็นติดมือมาด้วย ส่วนจะเหม็นมากหรือเหม็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับความโลภที่เกิดขึ้น

ขอยกตัวอย่าง เช่นถ้าระหว่างเดินทางเข้าบ้านซึ่งไม่ค่อยมีคนสัญจร หากเห็นกระเป๋าเงินหล่น คุณรีบปรี่เข้าไปฉกทันที ด้วยเจตนาจะรีบอุ๊บอิ๊บไว้ เป็นการป้องกันเจ้าของกลับมาพบ อันนั้นไม่ขโมยก็เหมือนขโมย เพราะใจรู้สึกอยู่ว่าเจ้าของเขามีสิทธิ์รู้ตัวและย้อนกลับมาเอาคืนได้ภายในสองสามนาที ไม่สายเกินการณ์

อีกประการหนึ่ง ถ้าของที่พบเป็นกระเป๋าสตางค์ ปกติจะมีร่องรอยเจ้าของอยู่เสมอ เช่นบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวพนักงาน อันนี้คุณมีสิทธิ์สองประการเกิดขึ้นทันที หนึ่งคือทำบุญด้วยการนำของไปคืนตามที่อยู่ สองคือทำบาปด้วยการไม่รู้ไม่ชี้ ริบทรัพย์ไปเลยด้วยใบหน้าที่ด้านชา (กรณีตัดสินใจทิ้งไว้ที่เดิม แม้ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปก็ถือเป็นการขาดเมตตา เพาะนิสัยดูดาย อันเป็นกรรมที่กระเดียดไปทางลบอยู่ดี)

ยิ่งเป็นกรณีคนเก็บขยะพบแหวนเพชร ถ้าเขาซื่อจริงย่อมสืบได้ว่ามาจากขยะกองไหน เป็นเขตบ้านของใคร การนำไปคืนไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย ถ้ามีใจยินดีในทรัพย์ทั้งรู้เช่นนั้น ไม่ขโมยก็ถือว่าขโมย คือเป็นกรรมข้อทีว่าด้วยการยึดทรัพย์ น้ำหนักเจตนาใกล้เคียงกันกับขโมยมาก ต่างกันแค่วัตถุมาให้คว้าถึงมือ ไม่ต้องไปลักเอาวัตถุจากที่ซ่อนเท่านั้น

แต่หากเจอแต่เงินหรือทรัพย์ล้วนๆที่ไม่อาจสืบหาเจ้าของได้ อันนั้นถ้าทิ้งไว้กับที่จะดีที่สุด สบายใจที่สุด เพราะแม้คุณคิดว่าถ้าคุณไม่เอา คนอื่นก็เอา อย่างนั้นก็เป็นการตัดสิทธิ์เจ้าของไม่ให้กลับมาพบทรัพย์ได้อีกเลยอย่างถาวร ให้คนอื่นทำเถอะ อย่าให้เป็นคุณจะดีกว่า

ที่จะเป็นกรณียกเว้น คือคุณรู้ชัดๆว่าเจ้าทรัพย์ตาย หาผู้สืบทอดไม่ได้ หรือผู้รับมรดกเอาไปทิ้งในที่ที่ทุกคนรู้กันว่าเป็นกองขยะ อันนั้นโอเคไม่มีปัญหา อย่างเช่นเมื่อครั้งพุทธกาล พอคนตายญาติก็เอาศพไปทิ้งที่ป่าช้า พระก็มีสิทธิ์ชักผ้าห่อศพมาใช้ได้โดยไม่ถือเป็นการขโมย เพราะไหนๆเจ้าของเดิมก็ตายแล้ว ญาติก็นำมาทิ้งให้แร้งทึ้งแล้ว ไม่ใช้ประโยชน์อันใดอีกแล้ว สละสิทธิ์ครอบครองเต็มที่แล้ว ใครจะเอาไปก็ไม่ควรว่ากัน

อีกกรณีหนึ่งคือคุณรู้แน่ๆ พิจารณาด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆแล้วว่าเจ้าของไม่มีทางย้อนกลับมาสืบหาได้ เช่นถ้าธนบัตรปลิวมาจากที่ไกล ไม่อาจตามเส้นทางลมมาถึงธนบัตร อันนี้ถือเป็นลาภลอยก็คงไม่ผิดอะไร

กรณีที่นำทรัพย์ไปทำบุญ ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาจากเงื่อนไขที่ผ่านๆมาข้างต้น ถ้าทรัพย์หาเจ้าของไม่ได้จริงๆ เป็นลาภลอยของคุณจริงๆ บุญนั้นก็บริสุทธิ์ แต่ถ้าใจคุณสงสัยแม้แต่นิดเดียวว่าป่านนี้เจ้าของจะกลับมายังตำแหน่งของตกหรือเปล่า เจ้าของจะกระวนกระวายทุกข์ร้อนแค่ไหนเมื่อไม่พบ ใจคุณจะมีมลทินทันที และบุญจะไม่มีทางบริสุทธิ์ไปได้เลย

กรณีที่เจ้าของไม่อนุโมทนา แม้คุณจะอุทิศบุญไปให้เขา เขาก็ไม่ได้รับส่วนบุญหรอกครับ แต่เขาอาจได้รับกระแสความสว่างเย็นแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้วูบหนึ่ง เพราะจิตเป็นสิ่งที่สื่อกันได้ผ่านวัตถุ โดยเฉพาะถ้าวัตถุเคยอยู่ในครอบครองของใคร ใจที่ผูกพันกับสมบัตินั้นๆย่อมเป็นสื่อให้รู้สึกได้ว่าสมบัติแปรไปเป็นพลังที่ชุ่มเย็นแล้ว แต่เขาอาจไม่เกิดวูบแห่งความชุ่มเย็นแม้แต่น้อย หากขณะที่คุณอุทิศบุญกุศลนั้น เขากำลังเร่าร้อนอย่างหนักจากโลภะ โทสะ โมหะในโลกส่วนตัวของเขา

ถาม – มีเเฟนมากี่คนก็อยู่ไกลกันหมด เรียกว่าคนอยู่ใกล้ๆก็ไม่ยักกะถูกใจ พอจะพึงใจชอบใครขึ้นมาก็เป็นอันว่าเขาต้องอยู่ไกลจากเราเสมอ ไม่เคยได้อยู่ใกล้ๆกันเเบบคู่อื่นๆน่ะค่ะ ต้องเสียเวลา เสียเงิน เสียอารมณ์ หลายอย่างมากเลย ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้และควรจะทำอย่างไรดี?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จัดเป็นการแสดงตัวที่ชัดเจนของวิบากกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งคนจะเชื่อเรื่องวิบากกรรมก็เพราะประสบอะไรบ่อยๆเข้ากับตัวเองอย่างไม่มีทางหือนี่แหละครับ วิบากที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น มองเป็นนิมิตโดยรวมได้ภาพใหญ่ๆอย่างนี้

๑) ตัวคุณและคนรักอยู่ห่าง มีช่องว่างคือระยะทางไกลมาแบ่งแยกร่างกายออกห่างกัน

๒) ความรู้สึกของคุณที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นประจำคือความคิดถึง ความทรมานใจที่ไม่ได้พบ ความกระวนกระวายกับการรอคอย และความดีใจกับการพบกันที่เกิดขึ้นแบบนานทีปีหน

๓) สัมพันธภาพนั้นง่อนแง่น พร้อมจะขาดผึงได้ตลอดเวลา สมคำร่ำลือเช่นรักแท้แพ้ใกล้ชิด เขาจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ตัดสินใจอย่างไร แปรปรวนไปทางใครก็ได้ทั้งสิ้น คุณจึงเป็นทุกข์เพราะความระแวงได้มากกว่าคู่รักธรรมดาที่เจอหน้ากันบ่อยๆ

เมื่อสำรวจทั้งทางรูปธรรมและนามธรรมเช่นนี้ ก็พอบอกได้ครับว่าคุณต้องเคยทำกรรมพรรค์นี้มาก่อน โดยมากจะเป็นการกลั่นแกล้งให้คนที่เขารักกันต้องอยู่ห่างกันเป็นประจำนั่นเอง

การมีโอกาสก่อกรรมชนิดนี้มักจะตอนเป็นพ่อเป็นแม่คน แล้วตั้งกำแพง ตั้งเงื่อนไข ตั้งข้อแม้ต่างๆนานา กีดกันไม่ให้ลูกได้คบหากับเพื่อนต่างเพศอย่างใกล้ชิดนัก ให้โอกาสเพียงคบห่างๆ ซึ่งถ้าหากทำในขณะที่ลูกยังอยู่ในความรับผิดชอบเลี้ยงดูของตนก็ไม่เป็นไรนัก แต่เมื่อถึงเวลาที่ลูกควรเป็นตัวของตัวเองได้ แล้วยังหวงห้ามอยู่อีก ด้วยความโลภไม่อยากให้ลูกไปเป็นของคนอื่นหรือไปอยู่ที่อื่น อันนั้นแหละจะเริ่มเป็นกรรมที่เข้าข่ายนี้อย่างเต็มรูปแบบขึ้นมา ถ้าวิบากไม่ส่งให้ไปเกิดกับพ่อแม่ที่หวงลูกเกินเหตุโดยตรง ก็จะบีบให้ชอบพอเฉพาะกับคนอยู่ห่างอย่างนี้เอง

อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้คือคุณมีคู่หมายที่ผูกไว้แน่นหนาด้วยกรรมสัมพันธ์เก่าอยู่คนหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงเวลาได้พบ ดังนั้นคนที่ผ่านมาเข้าทางจึงไม่ค่อยมีโอกาสเข้าถึงตัว กรรมสัมพันธ์เก่าที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นจากการครองคู่ตลอดชีวิต และอธิษฐานด้วยใจหนักแน่นว่าชาติหน้าขอให้ได้พบและอยู่คู่กันอีก หากแม้ต้องพบใครก่อนก็ขอให้แคล้วคลาด ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกัน

และอีกกรณีที่มีโอกาสได้น้อยกว่านั้น แต่ก็เป็นไปได้เช่นกัน นั่นคือคุณเคยบวชและใคร่ในทางธรรมมากกว่าทางโลก ก็อธิษฐานไม่ขอมีคู่ พลังอธิษฐานนั้นจะบีบให้คุณเลือกพึงใจเพศตรงข้ามได้ต่อเมื่อเขาอยู่ในระยะห่าง และค่อยๆทำให้แหนงหน่ายกับการรอคอยคนที่จะมาเป็นตัวจริงใต้ชายคาเดียวกัน ในที่สุดก็หันมาพอใจการครองโสด อยู่ปฏิบัติธรรมภาวนาซะ (ไม่ใช่เกิดขึ้นกับใครง่ายๆนะครับ อย่ากลัว)

กรรมมาทำนองไหน วิบากก็ออกทำนองนั้น อันที่จริงยังมีกรณีต้นเหตุได้อีกเป็นร้อยๆ ผมเพียงแยกแยะให้ดูง่ายๆก่อน ว่าวิบากที่คุณกำลังเผชิญมีหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วก็พูดถึงความเป็นไปได้ของกรรมอันเป็นต้นเหตุ เพื่อให้เข้าใจว่าคุณประสบวิบากอย่างหนึ่งๆซ้ำไปซ้ำมาได้เพราะกรรมทำนองนั้น ถ้ากล่าวจำเพาะเจาะจงคงไม่มีประโยชน์ เพราะคุณไม่อาจพิสูจน์ทราบด้วยตนเองด้วยกำลังจิตปกติอยู่ดีว่ากรรมที่ตรงๆตัวเป็นอย่างไร แต่อย่างไรทำความเข้าใจไว้ ก็จะเกิดศรัทธาในกรรมวิบาก เพราะรูปชีวิตตัวเองมีส่วนยืนยันอยู่อย่างนั้น

สำหรับทางแก้ตรงๆคงไม่มี มีแต่ตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่เป็นผู้พรากของรักของหวงของใคร เราจะไม่เป็นผู้ทำให้ใครต้องอยู่ห่างจากคนรัก ส่วนถ้าคบใครแล้วถูกใจจริงๆ ก็หาทางให้ได้มาอยู่ด้วยกันตามวิถีโลก ความเพียรพยายามที่สมเหตุสมผล น้ำหนักความมีใจอดทนและยอมแลกเปลี่ยน นั่นแหละราคาที่เราต้องซื้อเพื่อเอาชนะแรงเสียดทานจากกรรมเก่า

แต่ถ้าคุณยังเรียน ยังอยู่ในวัยเยาว์ ผมว่าไม่ต้องเดือดร้อนกับการมีแฟนเป็นคนต่างประเทศหรือไปเรียนอยู่ต่างประเทศหรอกครับ เหตุผลธรรมดาๆอาจเป็นว่าคุณยังไม่ถึงจังหวะเหมาะที่จะคบใครใกล้ชิดสนิทถึงเนื้อถึงตัวก็เท่านั้นเอง ถ้ากรรมเก่าเขาต้องการให้เราสะอาดหรือมีมลทินน้อยที่สุด เขาก็มีวิธีการสารพัดให้เราเอาชนะเขายากครับ

==================================

ถาม – ช่วยแนะวิธีคิดและการทำใจการปฏิบัติที่จะไม่ทำให้ทุกข์ ใจมากหรือทุกข์น้อยลงจากการต้องเสียสามีไปอย่างกะทันหัน ทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อว่าเขาจากเราไปแล้ว ก็พยายามคิดว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา แต่ก็ยังมีบางครั้งทำใจไม่ได้ มีความคิดว่าเขาไม่น่าอายุสั้นแค่นี้เลย

อาจต้องแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุสักนิดหนึ่งครับ เพราะการที่เราไม่คิดไว้ล่วงหน้า ไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลย ด้วยความประมาทในวัยนั่นแหละ คือต้นเหตุของการทำใจได้ยากเมื่อต้องจากกันอย่างกะทันหันจริงๆ

สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ไม่ใช่การเตรียมใจ แต่เป็นการแก้ปมทางใจที่เกิดขึ้นแน่ๆแล้ว และเป็นปมที่ค่อนจะยุ่งยากเสียด้วย เนื่องจากเราเคยรู้ เคยอ่าน เคยฟังธรรมะมาไม่ใช่น้อยๆ จึงอาจเกิดอาการดื้อยา เพราะทุกวิธีทำใจไม่ใช่เครื่องมือที่หยิบจับมาใช้โดยสะดวกเสียแล้ว

จุดนี้อยากให้คุณเลิกหาอุบาย เลิกหาธรรมะปลอบใจ แต่ให้สังเกตอย่างตรงไปตรงมา ว่าการรู้ธรรมะ การคิดเกี่ยวกับธรรมะ กับการเตรียมใจ การฝึกใจ การอบรมใจให้เผชิญหน้ากับของจริงนั้น เป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง

เหมือนอย่างกรณีของความตาย เรารู้กันว่าทุกคนในโลกต้องตาย หรือกระทั่งเคยคิดๆพูดๆกันว่าวันหนึ่งตัวเราและญาติมิตรของเราจะต้องตาย ทว่าเป็นการคิดๆพูดๆแบบที่ยังไม่เห็นซึ้งเข้าไปถึงแก่นของจิตกันสักเท่าใด

โจทย์คือทำอย่างไรจึงจะได้เห็น… คำตอบคือตั้งมุมมองไว้ให้อยู่กับลมหายใจเข้าออกในวินาทีปัจจุบัน ถามตัวเองว่าหายใจเข้านี้ใช่ไหมการเลี้ยงชีวิตให้รอดไปอีกเฮือกหนึ่ง ถามตัวเองว่าหายใจออกนี้ใช่ไหมการบรรเทาความอัดอั้นไม่ให้จุกอกตายไปอีกเฮือกหนึ่ง เมื่อเห็นเข้ามาถึงการมีชีวิตจริงๆในลมหายใจนี้ได้ คุณจะสามารถทำความเห็นได้ตามจริง ว่าชีวิตเป็นของเปราะบาง แม้ตัวคุณเองก็อาจแตกดับภายในเวลาไม่กี่นาที ขอเพียงไม่มีลมหายใจเข้าออก

เราจะไม่เห็นความสำคัญของเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต กระทั่งถูกริบเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตไป เราจะไม่สนใจว่าลมหายใจสั้นหรือยาว มีหรือไม่มี ตราบเท่าที่เราไม่ถูกนำไปขังไว้ในที่ที่หายใจลำบาก หรือไม่มีอากาศให้หายใจเลย

หากเกิดข้อสังเกตตามจริงในวินาทีปัจจุบัน คุณจะรู้สึกปล่อยวางกับการมีหรือไม่มีชีวิตของตนเองลงได้บ้าง ยิ่งสังเกตมากก็ยิ่งปล่อยวางได้มาก เมื่อปล่อยวางได้กระทั่งการมีหรือไม่มีชีวิตของตัวเอง คุณจะมองออกไปข้างนอก แล้วปล่อยวางการมีหรือไม่มีชีวิตของคนอื่นได้ง่ายขึ้น

ข้ออ้างที่ว่าเขาตายก่อนวัยอันควร เป็นแค่ความเข้าใจผิดๆ หลงอุปาทาน หลงทึกทักเอาว่าทุกคนต้องตายตอนแก่ ความตายมาในเวลาอันควรเสมอ วิบากกรรมเขารู้เวลาของเขาดี และไม่ยอมให้ผัดผ่อนเพียงด้วยข้ออ้างว่าเราไม่รู้และไม่เตรียมใจไว้ก่อน

สามีจากไปแล้วอย่างกะทันหัน ที่เหลือก็ต้องเตรียมใจให้เป็นกุศล เผื่อวันนี้จะเป็นวันกะทันหันของคุณเองบ้าง การมีจิตเศร้าหมองไม่ช่วยให้คนตายกลับมา และไม่ได้ช่วยให้คนเป็นเตรียมตัวอย่างถูกต้อง เมื่อมาถึงความเข้าใจตรงนี้อย่างถึงจิตถึงใจ ความตายของใครๆแม้เราเองก็จะไม่ก่อให้เกิดสภาวจิตผิดๆ มืดๆหม่นๆได้เลยครับ

ถาม – ศีล ๕ ข้อที่มีอยู่ เวลาทำผิดจะตัดสินใจยังไงว่าผิดมากน้อยแค่ไหน แล้วทั้ง ๕ ข้อนี้ข้อไหนรุนแรงที่สุดตามหลักกฎแห่งกรรมวิบากครับ?

ผิดมากคือเจตนามุ่งมั่นมาก วางแผนไว้ล่วงหน้านาน ภายหลังทำสำเร็จแล้วยินดาปราโมทย์ยิ่ง นอกจากนั้น ความไม่รู้ ไม่ตระหนัก ไม่ยินยลสนใจว่าการละเมิดศีลเป็นบาป การไม่เชื่อว่าบาปมีผลปรุงแต่งให้จิตเป็นอกุศล และมีวิบากด้านร้ายรออยู่ในกาลข้างหน้า เหล่านี้ปรุงแต่งให้ผลเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และไม่ตัวช่วยผ่อนปรนแบ่งเบาใดๆทั้งสิ้นครับ

ส่วนที่ว่าข้อไหนแรงที่สุด คงตอบว่าข้อปาณาติบาต เพราะคนเราทำอนันตริยกรรม หรือกรรมที่เที่ยงที่จะไปนรก ตัดทางสวรรค์นิพพานเมื่อสิ้นชาติปัจจุบันอย่างเด็ดขาด ก็ด้วยการฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ (ส่วนอีกสองข้อคือทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือดและการที่พระด้วยกันทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์นั้น ถือว่าคนธรรมดาทั่วไปยากจะมีบารมีด้านมืดมากพอจะมีโอกาสได้ทำ)

อย่างไรก็ตาม ศีลข้ออื่นถ้าละเมิดแล้วก็ไม่ใช่จะเบากว่าข้อปาณาติบาตเสมอไป ต้องดูเป็นเรื่องๆด้วย ยกตัวอย่างเช่นถ้าฆ่ามดปลวกไม่กี่ครั้ง บาปอาจไม่หนักพอจะทำให้ถึงนรก หากได้บุญใหญ่อย่างอื่นมาอุ้มไว้ อย่างมากก็ไปเกิดเป็นคนที่สุขภาพแย่นิดหน่อย แต่หากกินเหล้าเป็นประจำ แม้ทั้งชีวิตไม่บี้มดสักตัว อย่างนั้นจิตก็ยากจะตั้งสติหาสุคติภูมิยามสิ้นใจ ต้องไปสู่ความเป็นสหายของสัตว์นรก หรือของสัตว์เดรัจฉาน หรือของเปรตทั้งหลายครับ

ถาม – หากต้องการทำบุญ ๑๐๐ วันให้พี่สาวที่เสียชีวิตร่วมกับทำบุญบ้าน ได้หรือไม่คะ?

การทำบุญคือการทำบุญครับ เหมือนเราติดไฟดวงหนึ่ง อย่างไรหลอดไฟก็ให้ความสว่าง ส่วนจะโอกาสไหน นั่นเป็นเรื่องของใจที่ตั้งไว้ เหมือนเราเปิดไฟไว้กลางเพดาน ตั้งใจว่าจะให้พ่อบ้านอ่านหนังสือ และจะให้ลูกๆเล่นของเล่นกัน ก็ไม่ต้องคิดว่าการเหมารวมเช่นนั้นจะผิดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ถ้าทำในลักษณะนิมนต์พระมา อันนั้นก็ต้องปรึกษาท่านครับว่าจะมีบทสวดที่แตกต่างกันระหว่างสองพิธีนั้นไหม ถ้าธรรมเนียมมีอยู่ เราก็ต้องขอให้ท่านทำตามธรรมเนียมแยกเป็นต่างหากจากกันหน่อย แต่ถ้าถามผม ผมแค่ตั้งจิตคิดอุทิศบุญให้พี่สาว แล้วตั้งจิตคิดว่านี่เป็นการทำสิริมงคลแก่บ้านตัวก็พอครับ เพราะทำบุญ ๑๐๐ วันไม่เชิงว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับพิธีศพ ไม่ต้องมีการนำกระดูกย้ายที่บรรจุ ที่จริงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบๆกันมาอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีลักษณะจำเพาะเจาะจงทางธรรมชาติแต่อย่างใด

ส่วนในแง่ของหลักเคล็ดลาง ถ้าถามคนที่คร่ำหวอดเรื่องทำนองนี้คุณอาจได้คำตอบไปอีกอย่างหนึ่ง อันนี้ขอให้พิจารณาตามศรัทธาหรืออัธยาศัย สำคัญว่าทำแล้วสบายใจ ไม่ปรุงแต่งให้กุศลเสียหายก็แล้วกันครับ

ถาม – ผมเข้ามาตามเว็ปลิ้งค์ของคุณดังตฤณ เห็นแต่คำถาม แล้วคำตอบอยู่ไหนครับ?

ผมตัดสินใจรอตอบรวดเดียวเลยครับ จะปิดรับคำถามหลังเที่ยงคืนของวันพฤหัส แล้วมาตอบในเช้าวันศุกร์ แต่หากสะดวกเวลาอื่นเช่นค่ำวันพฤหัสหรือเย็นวันศุกร์ก็ขออภัย อย่างไรจะพยายามไม่ให้เกินวันศุกร์ก็แล้วกัน

ถาม – กรรมพยากรณ์ตอนชนะกรรม มีหน้าท้ายๆที่ซ้ำค่ะ พอหมดช่วงซ้ำ ก็จะไปตอนอื่นเลย

ไปที่ร้านบานาน่าแล้วขอเปลี่ยนเล่มใหม่ได้เลยครับ หรือที่ร้านที่ซื้อมาถ้ายังมีใบเสร็จก็น่าจะเปลี่ยนได้เช่นกัน คงเป็นเฉพาะเล่มของน้อง littlelion นะครับ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครแจ้งหน้าหายอย่างนี้ ขออภัยน้องด้วยนะครับ

ถาม – ถ้ายอมรับความรักที่ปราศจากพันธะและการครอบครอง ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกไหมคะ? ในเมื่อยังมีตัวเลือกที่เข้ามาอีกมาก

ขอให้จำไว้เป็นสัจจะเลยครับ ความรักไม่มีผิดไม่มีถูกตรงที่หวังครอบครอง หวังเป็นอิสระต่อกัน หรือเปลี่ยนใจไปหาคนอื่น แต่จะเริ่มเป็นบาปหรือเป็นบุญตอนที่เลือกจะมีความสัมพันธ์แบบไหนกับใครและอย่างไร

บาปจะเกิด ความผิดพลาดและมลทินติดตัวจะมีต่อเมื่อเราไปยุ่งกับคนมีเจ้าของ

บุญจะเกิด ความถูกต้องและราศีสง่าจะมีเมื่อเราคบกับคนดี มีธรรมะ ในลักษณะที่เกื้อกูลให้กันและกันเจริญขึ้นทั้งทางโลกและทางธรรม

รายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ เช่นการคบสนิทแบบไม่อยู่บ้านเดียวกัน หรือการเผื่อใจให้ตัวเลือกอื่นๆอีก หรือการไม่มีอะไรกันเลย อันนั้นก็ต้องดูว่าญาติเราเขาแคร์เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ให้อิสระกับเราเพียงใด เราทำให้ใครกระอักกระอ่วนหรือเปล่า ถ้าไม่มีใครทรมานจากการคาราคาซังก็แล้วไปครับ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยองค์ประกอบแวดล้อมหลายๆอย่างมาเป็นตัวตัดสินความผิดความถูกด้วย

ถาม – ต่อไปนี้คุณดังตฤณไม่รับเมลกับเมสเสจอีกเลยอย่างนั้นเหรอ?

ถ้าพบเมลหรือเมสเสจผมคงชี้มาที่นี่ครับ ดีกว่าไม่ตอบอะไรเลยอย่างที่ผ่านมา เพราะถ้าตอบสั้นๆ หรือตอบว่าไม่ว่างจะตอบ ก็เหมือนทำให้เสียน้ำใจกันเปล่าๆ อยากรักษาน้ำใจทุกคนไว้ครับ



ถาม - ผมมีลูกชาย ๒ คน คนเล็กอยู่กับผม ส่วนคนโตผู้ใหญ่ที่นับถือได้ขอไปเลี้ยง ในที่นี้ผมขอเรียกว่าคุณลุง นะครับ ลูกชายไปอยู่กับคุณลุงตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ (ป.๑) ปัจจุปันอยู่ ป.๕ ระยะหลังลูกชายผมจะไม่รับโทรศัพท์จากผมและคุณแม่ของเขาเลย ไปหาที่บ้านก็ไม่ยอมลงมาพบ ทำอย่างไรจะให้ลูกรับโทรศัพท์ พูดคุยกับพ่อแม่ หรือมาหาพ่อแม่บ้าง คุณลุง คุณครูที่โรงเรียนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คิดไว้ว่าจะเอาตัวกลับมาเลี้ยงดูเองก็ไม่ทราบว่าลูกชายจะยอมหรือไม่ ครั้นจะใช้วิธีบังคับก็เกรงว่าจะไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง กรุณาชี้แนะด้วยนะครับ

ความน้อยใจของเด็กบางคนนั้น บางทีเกินกว่าที่เราจะคาดคิดครับว่ามากมายแค่ไหน และไม่เฉพาะเด็ก สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็อย่างนั้น บางทีเอาแมวฝากคนอื่นเลี้ยงไม่กี่วัน มันยังงอน ไม่ยอมมานัวเนีย หรือบางทีหลบหนีออกจากบ้านไปเลย นับประสาอะไรกับเด็กที่รู้ความแล้ว และอาจจะคิดมากกว่าที่เราคิด

ผมเข้าใจว่าคุณกำพลคงมีความจำเป็นบางอย่าง จึงต้องฝากลูกไว้กับคนอื่น และท่าทางเขาก็จะพิศวาสลูกชายคุณ อยากรับอุปการะเป็นลูกจริงๆถาวรเสียด้วย

คนเรานะครับ ไม่ว่าวัยไหน ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ เวลางอนจะมีโทสะปกคลุมหนาทึบกว่าคนธรรมดาทั่วไป ถ้าทำให้คนที่ตัวเองเจ็บใจได้เสียใจมากๆ ก็จะยิ่งสะใจเข้าไปใหญ่

ทางที่ดีอย่าแสดงออกซึ่งความโศกเศร้าให้แกรู้มากนัก อย่าพยายามตื๊อหรือให้แกเห็นว่าเราใจจะขาดให้ได้ ทำใจให้แข็งแรง แต่ก็ไม่ทอดทิ้ง ไม่หายไปนานๆ แกจะรับรู้ได้ในวันหนึ่งว่าคุณคิดถึง และขณะเดียวกันก็จะไม่มีความเศร้าโศกจากคุณไปกระตุ้นให้แกอยากงอนต่ออีกนานๆ

เด็ก ป.๕ นั้น ยังตัดตายขายขาดจริงๆไม่เป็นหรอกครับ ต่อให้แกนึกเอาจริง ไม่เผาผีกันอีกเลยก็เถอะ รอวันแกใจอ่อน อย่าพยายามเพื่อให้แกอ่อนใจ และสำคัญคือคุณกับภรรยาอย่าอ่อนแอลงกว่านี้ เด็กเขามีเซนซ์รับรู้ครับ

ถาม - มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งตอนแรกที่เรียน ป.โท ด้วยกันไม่รู้สึกอะไรเลย เฉยๆ แต่เมื่อเขาตามไปไหว้พระที่วัดระฆังด้วย ขณะที่นั่งรอเรือข้ามฟาก เราหันหลังให้เขาแต่พอเหลียวกลับไปพบว่าเขากำลังมองมาที่เราพอดี แต่เรากลับมีความรู้สึกว่ามีกระแสไฟอ่อนๆ หรืออะไรบางอย่างพุ่งเข้ากระทบหัวใจ งงมากว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน พยายามหาคำตอบว่าคืออะไร มีเพื่อนบางคนบอกว่า เป็นสัญญากรรมหรือคนที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อนได้มาเจอกัน จำได้ว่าไม่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่จำความได้ รบกวนช่วยอธิบายด้วยค่ะ

ถ้าหากเป็นสัญญากรรมหรือเคยเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่อดีตชาติอย่างเหนียวแน่น ก็น่าจะรู้สึกรู้สาตั้งแต่เรียนโทแล้วครับ ไม่น่าจะรอเสียตั้งนานมาจนกระทั่งต้องทำบุญด้วยการไปไหว้พระด้วยกันขนาดนั้น

กรณีนี้ขอให้มองว่าการทำบุญร่วมกันนั้นเป็นสิ่งที่มีฤทธิ์ และให้ผลในเชิงปฏิพัทธ์ได้ในกรณีคู่ที่ควงกันมาเป็นเพศตรงข้าม ยิ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีใจอยู่ก่อน ก็จะเกิดความซึ้งใจ เป็นสุขร่วมกันได้อย่างสูง เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชอบใจบุคลิกนิสัยหรือคุณสมบัติด้านลบบางอย่างของอีกฝ่าย อันนั้นก็จะทำให้ใจไม่น้อมไปในทางเดียวกันขณะทำบุญ ไม่คิดเมตตา ไม่มีใจเอื้อเฟื้อ หรือร่วมกระแสสุขไปด้วยกัน

หากเขาชอบๆคุณอยู่ก่อน แล้วได้มีโอกาสตามเคียงไปเป็นความอบอุ่นใจในวันไหว้พระ ก็ไม่น่าแปลกใจที่กระแสนัยน์ตาเขาจะประจุไฟปฏิพัทธ์อันสนับสนุนอยู่ด้วยบุญใหญ่ ใจคุณพอได้รับแรงปะทะจากพลังชนิดนั้นจึงสะเทือนมากถึงมากที่สุด

อย่าไปมองที่ความรู้สึกหวามแบบวูบวาบอะไรพรรค์นั้นเลยครับ พิจารณาจากเหตุปัจจัยรอบด้านดีกว่า ถ้าระยะยาวเราไปกับเขาได้ดี ก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธ แต่ถ้ามีวูบนั้นอยู่วูบเดียวที่รู้สึกดีๆต่อกันล่ะก็ ชั่งใจให้จงหนักเถิด อะไรแบบนั้นนะครับ ผีดลใจก็ได้ อกุศลวิบากลวงจิตก็ได้ อย่าให้ความสำคัญกับมันมากครับ

ถาม – เกื่ยวกับการกำหนดจิตและการปฏิบัติธรรมที่เขียนในนิยายทางนฤพานเช่น การกำหนดลมหายใจให้ตามรู้โดยสังเกตุความสบายควบคู่กันไปด้วยและการสมมติว่าเห็นกระดูกที่มือขณะหายใจเข้าออกว่าเราสาใรถทำตามอย่างในนิยายได้เลยไหมและเป็นทางที่ถูกต้องใช่ไหมครับ?

ถ้าเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ผมไม่กล้าเขียนโดยขาดความจริงเป็นพื้นฐานแน่นอนครับ ทดลองด้วยตนเอง ถ้าทำได้และใจปล่อยวางจริง ก็แปลว่าโอเค เห็นได้ภายในไม่กี่นาที และไม่เสียหลายอะไรอยู่แล้วครับ เป็นการลงทุนแค่ยอมเสียเวลาลองนิดหน่อยเท่านั้น

ถาม – ช่วงนี้ก่อนทำสมาธิ ผมพยายามดูความสบายของร่างกายว่าเกร็งที่ไหนและพยายามผ่อนคลายเพื่อจะดูลมหายใจแต่บางครั้งผมไม่สามารถคลายได้ครับมันกลับเกร็งบริเวณขากรรไกรมากขึ้นจะทำอย่างไรดีครับ

ส่วนใหญ่ที่เกร็งขากรรไกร จะเพราะทำสมาธิด้วยความคาดหวังมากเกินไป ตั้งใจข่มความฟุ้งซ่านเพื่อระงับจิตให้สงบแบบด่วนได้เกินไป หรือไม่ก็จำผลดีเก่าๆมาพยายามเลียนแบบให้ได้อย่างนั้นมากเกินกำลังที่มีอยู่จริง

ทางที่ดีควรปรับทัศนคติ เห็นการรู้ลมไม่ใช่การกดจิตให้สงบ แต่เป็นการรู้เพื่อให้จิตมีอาการระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นหลัก เมื่อรู้ไปนานเข้า ก็แย่งพื้นที่ความฟุ้งซ่านมาได้มากขึ้นๆไปเอง ความมีใจไม่คาดหวังอย่างนี้แหละครับ จะให้ผลสะท้อนชัดที่ปากเรา ฟันไม่ขบกัน และไม่เกร็งตามเนื้อตัวมาก อีกอย่าง ตอนหายใจอย่าฝืนให้ผิดปกตินะครับ หายใจไปธรรมดาๆ นานๆลากยาวเพื่อความสดชื่นเสียทีเดียวพอแล้ว เริ่มแรกๆควรจะอย่างนี้ไปก่อนครับ

ถาม – การกำหนดสติปัฎฐานช่วงที่เริ่มทำ ๑-๒ สัปดาห์แรกโดยการกำหนดดูลมหายใจช่วงแรกรู้สึกว่ามีสติตามรู้อารมณ์และส่ามารถละรึกรู้อารมณ์โกรธและระงับได้เอง (ก่อนจะโกรธจริง) แต่ช่วงนี้พอกำหนดสติจะรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอกและหงุดหงิดตัวเองมาก (พยายามกำหนดดูความสบายของร่างกายร่วมกับดูลมหายใจแล้ว) ควรแก้ไขอย่างไรดีครับ

คุณกำหนดปุ๊บก็นึกถึงผลดีปั๊บน่ะครับ ทางที่ดีคือทำความเข้าใจไว้ว่าไม่ได้มีแต่ลมหายใจหรือความโกรธให้รู้ ยังมีความแน่นหน้าอกให้รู้ได้ด้วย ถ้ารู้อาการแน่นโดยไม่ทำอะไร เดี๋ยวจะเห็นความแน่นไม่เที่ยงเอง พอเห็นแน่นแล้วคลาย แน่นแล้วคลายด้วยสติรู้ตามจริงไม่รีบร้อนบ่อยเข้า จิตก็จะคลายจากอาการยึดมั่นถือมั่นเฉพาะอาการดีๆ แต่จะยอมรับว่ากายใจมันมีอาการไม่ดีด้วย

และที่สำคัญ ทั้งอาการดีและร้าย ต่างก็ปรากฏให้เรารู้ว่ามันไม่เที่ยง ต้องแปรปรวนไปเป็นธรรมดาเหมือนๆกันหมด อันนั้นแหละเรียกว่าเห็นตามจริงของแท้ครับ


โดย: ดังตฤณ วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:14:46:08 น.  

 
ผมจัดย่อหน้าเสียใหม่เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น
เลยรวบ ๓ ความเห็นไว้เป็นความเห็นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นถ้ามาทีหลังก็อย่างงนะครับ
ความเห็นก่อนหน้าความเห็นนี้จะรวมคำถามไว้
ตั้งแต่ข้อแรกจนนถึงคำถามของคุณรณชัยนะครับบ


โดย: ดังตฤณ วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:14:50:32 น.  

 
ถาม – อยากทราบว่าบางทีการที่คนเรามีสิว ที่แบบขึ้นเห่อมากๆ ไม่ใช่แบบเม็ดสองเม็ดนี่ เกิดจากการที่เราไปทำกรรมอะไรไว้คะ? ทำไมคนอื่นๆบางทีเขาไม่มีสิวเลยทั้งที่การดูแลรักษาทำความสะอาดและทานอาหารเหมือนๆกัน ปัจจัยแวดล้อมภายนอกก็ไม่แตกต่างกัน แถมสิวของดิฉันรักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด แล้วถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง Meena ควรจะทำบุญแบบไหนเพื่อให้ผิวพรรณผ่องใสไร้สิว

สิวเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง และตัวการที่โดนโทษมากกว่าเพื่อนคือฮอร์โมนแอนโดรเจน แม้แบคทีเรียหรือเชื้อโรคอันเกิดจากการไม่รักษาความสะอาดยังเป็นรอง หากมองโดยภาพรวม สิวบนใบหน้าทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับหน้าตา ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมานบนใบหน้า ไม่ว่าจะอยู่เฉยๆหรือกำลังล้างทำความสะอาด ก็ต้องนับว่าเป็นวิบากที่ทารุณไม่เบา ยิ่งอยู่นานก็แสดงให้เห็นว่าเคยทำเขาไว้ยืดเยื้อเอาเรื่อง

แต่สิ่งที่น่าสนใจและควรสังเกตยิ่งกว่าเรื่องของฮอร์โมน คือการมีสิวมากหรือสิวน้อยนั้น ตัวชี้บอกอันดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องของการรักษาความสะอาด ไม่ใช่เรื่องของอาหาร ไม่ใช่เรื่องของฤดูกาล ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ร้าย แต่เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์! ขอให้สังเกตเถิดว่าถ้าโรคไหนมีชนวนจากจากกรรมพันธุ์เป็นหลัก โรคนั้นจะปราบยากมากถึงยากที่สุด เรื่องของเรื่องก็เพราะกรรมเก่าเขาไม่อนุญาตให้มีทางออกง่ายนัก

หมายเหตุไว้นิดหนึ่ง การจะระบุว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมนั้น ต้องดูเบื้องต้นด้วยว่าไม่ใช่โรคติดต่อ หรือไปคลุกกับความสกปรกติดตัวมา แต่จะต้องเกิดขึ้นเอง รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายแม้จะด้วยวิทยาการทันสมัย ถึงหายแล้วก็กลับเป็นอีก

ส่วนใหญ่กรรมเก่าของคนเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังจะมาจาก

๑) การพูดประทุษร้าย การกล่าวตู่ผู้ทรงคุณเป็นนิตย์ ผู้ทรงคุณในที่นี้หมายถึงผู้มีพระคุณเช่นบิดามารดา หรือผู้มีศีลสัตย์บริสุทธิ์ ตลอดจนอริยบุคคลในพุทธศาสนาตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ การเป็นโรคผิวหนังจากกรรมประเภทนี้มักมาในรูปที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความแสบร้อน หรือเป็นผื่นคันทรมาน รวมทั้งการมีสิวเห่อเป็นแผงๆชนิดกำจัดยาก กำจัดแล้วก็เป็นอีก เพราะเหมือนผิวหนังจะถูกสร้างขึ้นมาจากวจีทุจริตโดยตรง

๒) การกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นเกิดบาดแผลหรือใช้ยาพิษกับศัตรู ประเภทหึงหวงสามีแล้วเอาน้ำกรดไปสาดหน้าเมียน้อย หรือประเภทเอาหมามุ่ยไปโรยแกล้งชาวบ้านด้วยความสนุกคึกคะนองบ่อยๆ เหล่านี้อาจเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนังได้ตั้งแต่ขั้นเบาะๆตามหน้าตา ไปจนถึงขั้นรายแรงคันคะเยอเห่อแสบทั่วทั้งร่างกาย

นอกจากนี้ การเป็นคนดีมีศีลสัตย์สะอาดหมดจด ซึ่งส่งผลให้ผิวละเอียดผุดผ่องเป็นพิเศษนั้น ถ้าพลาดไปทำเรื่องโลภๆโกรธๆชนิดหน้ามืดยืดเยื้อสักครึ่งชั่วโมง ก็อาจเห็นสิวขึ้นทันตาเห็น ถ้าผิดน้อยหน่อยก็อาจขึ้นตามคางหรือตามแนวข้างที่ไม่ค่อยเห็นจากการมองตรง แต่ถ้าผิดมากหน่อยก็อาจปูดโปนแบบเด่นชัดเห็นง่าย ทั้งนี้ก็เป็นวิธีเตือนของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ให้เราออกนอกทางของความดีงามง่ายนัก

สำหรับการรักษา ขอแนะนำให้รักษาด้วยวิธีที่ทันสมัยตามคลีนิกที่น่าเชื่อถือก่อน เพราะการใช้รูปธรรมแก้รูปธรรมนั้น ง่ายกว่าการใช้นามธรรมแก้รูปธรรม แต่หากลองเท่าไหร่ๆแล้วไม่ช่วยให้กระเตื้อง ก็อาจใช้ทางลัดที่เป็นไปได้ของกรรมวิบากดูบ้าง หลักการคือทำความดีอย่างเป็นรูปธรรม แบบที่จะปรากฏเป็นภาพกระทบตางดงามผุดผ่อง เพื่อให้ใครๆได้เห็นแล้วเกิดความชื่นชมเลื่อมใส

ยกตัวอย่างเช่นอาสาทำความสะอาดพระพุทธรูปตามวัด เอาแบบที่เราตระเวนไปดูแล้วเห็นว่าเริ่มมีคราบฝุ่นสกปรกเกาะติด ถ้าลงมือขัดถูอย่างดีเป็นสิบเป็นร้อยองค์ แต่ละองค์มีใจเบิกบานสดชื่นรื่นเริงเป็นอันดี คุณจะรู้สึกถึงรังสีเฉิดฉายบางอย่างที่สว่างออกมาทางใบหน้าเลยทีเดียว

งานนี้ต้องมีอธิษฐานกำกับนิดหน่อยนะครับ ว่าโรคผิวหนังอันเกิดจากกรรมไม่ดีอันใดในอดีต ไม่ว่าด้วยวจีทุจริตหรือกายทุจริต ข้าพเจ้าจะไม่ทำอีก (ไม่พูดประทุษร้าย ไม่ทำร้ายร่างกายใคร) และขอให้กรรมดีที่ได้ชำระสิ่งสกปรกออกจากพระพุทธรูปหลายสิบหลายร้อยองค์ จงให้ผลเป็นความมีผิวเนื้อที่น่าพิศ ไม่เหลือร่องรอยน่ารังเกียจใดๆอีก

หากทำด้วยความมีศรัทธาเปี่ยมล้น ก็น่าจะเห็นผลในเวลาไม่เนิ่นช้าครับ อย่างน้อยต้องทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดแน่ๆ

ถาม – ถ้าผู้หญิงมีสามีเจ้าชู้ และตัวผู้หญิงเองก็ทั้งเหงาทั้งเศร้า จึงตกลงกับสามีว่าถ้าเขาไม่เลิกเจ้าชู้ก็จะขอมีอะไรกับชายอื่นบ้าง ซึ่งสามีก็ยินยอมตามนั้น เช่นนี้ผู้หญิงจะเป็นบาปหรือไม่คะ?

ถ้าเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างสามีและภรรยา ก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้อกาเมฯหรอกครับ แต่นั่นไม่หมายความว่าจะทำให้รอดพ้นจากความหม่นหมองไปได้ เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่ถูกฝากมลทินไว้ ทางที่ดีขอให้คุณพิจารณาเรื่องความมัวหมองทางใจให้มากกว่าเรื่องทำความสำคัญว่าผิดหรือถูก ไม่ว่าใคร จะหญิงหรือชาย หากประพฤติตนไปในกามแบบไม่มีเจ้าของแน่นอน ก็มักแส่ส่ายออกอ่าวกามอันมืดหม่นยิ่งๆขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปกันทั้งสิ้น เพราะคนเราเมื่อลดความจำกัดทางกามลง ความละอายก็จะลดลงเป็นเงาตามตัว เมื่อความละอายทางกามน้อย ความละอายต่อบาปด้านอื่นๆก็จะถูกฉุดร่วงผล็อยๆไปทีละตัวสองตัวตามไปด้วย

สังคมเดี๋ยวนี้น่าอึดอัดครับ บางทีอยากหย่าก็ยังมีอาลัย มีเหตุผลให้อยากทนฝืนอยู่กันต่อ ผมขอแนะนำแบบลูกทุ่งแล้วกัน ว่าคนที่เขาเจริญก้าวหน้าทางจิตวิญญาณนั้น เริ่มจากความคิดแน่วแน่ประเภทยอมตายดีกว่าผิดศีลครับ

ถาม - แจ้งเรื่องแผ่นซีดี “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” ผมปรับปรุงใหม่แล้วครับ มีผลงานของพี่ตุลย์ครบเลยครับ

อนุโมทนากับณัฏฐ์และขอบคุณที่มาแจ้งให้ทราบครับ ใครอยากขอรับซีดีเสียงอ่านหนังสือของผม ให้ไปที่ http://www.cdthamma.com/ ได้เลยนะครับ ถ้าอยากลองฟังดูก่อนจะเข้าไปที่ http://dungtrin.org ก็ไม่ว่ากัน

ถาม - อนุโมทนากับข้อเขียนค่ะ มีอะไรนำเสนอด้วย ปกติว่ายน้ำมือชิดกัน ลองว่ายแยกมือ ๑๐ นิ้วออกจากกัน หรือว่ายแบบทำมือหงิกดูบ้างซักเที่ยวสองเที่ยว ฟังดูบ๊องๆแต่อาจจะเวิร์กแก้ปวดมือก็ได้นะคะ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ คราวหน้าจะลองดู

ถาม – ไม่อยากกลับมาเกิดอีกแล้วค่ะ อยากพ้นจากความทุกข์ทั้งหมด จะต้องปฏิบัติธรรมไปอีกนานแค่ไหนคะ?

ไม่นานหรอกครับ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรับรองไว้เองเลย ถ้าปฏิบัติถูกปฏิบัติตรงล่ะก็ อย่างช้าสุดก็ ๗ ปีเท่านั้น แต่ถ้าขยันหน่อยก็อาจลดลงมาเหลือเพียง ๗ เดือน ขอแนะนำให้ลองอ่าน ๗ เดือนบรรลุธรรมดูนะครับ http://dungtrin.com/7months คิดว่าคงมีคำตอบที่คุณ kaoim อยากได้อยู่ครบในนั้น ทั้งแง่ของการเริ่มปฏิบัติ ทั้งแง่ของการผ่านอุปสรรค และทั้งแง่ของการเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง

ถาม - มีบล็อกนี้ไว้ให้สื่อสารเผื่อว่าบางครั้งไม่ได้รับจดหมายข่าว จะได้แจ้งให้ทราบค่ะ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้รับหลายครั้งค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้าครับ ช่วงที่ผ่านมาอาจมีปัญหาขลุกขลักบ้างต้องขออภัยนะครับ ตอนนี้คุณสมเจตน์ ศฤงคารรัตนะ ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บดังตฤณได้ช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นขึ้นแล้ว ต่อไปเข้าใจว่าคงไม่มีอะไรสะดุดอีก

ถาม – สำหรับผู้ที่ดำเนินชีวิตตามหลักสติปัฏฐานนั้น วิบากของกรรมเก่าจะมีผลแตกต่างจากผู้ดำเนินชีวิตตามปกติอย่างไรบ้างครับ?

คนเราเมื่อกระแสละโมบลดลง ความเดือดเนื้อร้อนใจทางการเงินก็จะลดลงตาม และคนเราเมื่อกระแสพยาบาทจางลง ความเบียดเบียนจากคนร้ายก็จะจางลงตาม ที่สำคัญเมื่อคนเรามีหมอกมัวแห่งโมหะเบาบาง ความเดือดเนื้อร้อนใจอันเกิดจากการตัดสินใจด้วยความเขลาก็จะเบาบางตาม

วิบากชั่วนั้นรอจังหวะเล่นงานเราหนักที่สุดตอนเราไม่พร้อมจะรับมือกับมันอย่างที่สุด ซึ่งนั่นก็คือช่วงที่เราโลภที่สุด โกรธที่สุด และหลงที่สุด แต่พอข่ายใยกิเลสตัณหาที่ปกคลุมเราเบาบางลง วิบากก็เหมือนจะถอยหลังให้ก้าวหนึ่งหรือหลายสิบก้าว เพื่อเปิดทางให้วิบากใหม่แซงคิวก่อน เนื่องจากกรรมที่พยายามลดความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น ให้ผลเร็วทันตาทันใจแทบไม่มีอะไรเกินหน้าได้

อย่างไรก็ตาม ขอให้เข้าใจว่าการเจริญสติปัฏฐานไม่ใช่เพื่อแก้กรรม ไม่ใช่เพื่อทำลายเงามืดทั้งหลายทิ้งอย่างสนิทนะครับ แม้พระอรหันต์ท่านก็ยังต้องเสวยวิบากเก่าที่เป็นทุกข์ทางกายได้อยู่ แต่พวกท่านจะไม่ทุกข์ทางใจอีกแล้ว ทำนองเดียวกับผู้เริ่มเจริญสติปัฏฐาน แม้ว่าจะไม่อาจดับทุกข์ทางใจได้สนิทเหมือนอย่างเหล่าพระอรหันต์ อย่างน้อยเมื่อเสวยทุกข์ทางกายก็ไม่คร่ำครวญมากมายเหมือนแต่เก่าก่อน

สรุปคือผลของการดำเนินชีวิตตามหลักสติปัฏฐานนั้น คือทำให้ทุกข์ทางใจลดลงอย่างแน่นอน แม้ว่าวิบากกรรมเก่าทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิดเดียวก็ตาม

ถาม – ถ้าเราอโหสิกรรมให้เขา โดยที่เขาไม่ทราบ จะสามารถหยุดการผูกเวรต่อกันได้ไหมคะ?

ไม่ได้หรอกครับ และอย่าว่าแต่เงื่อนไขที่คุณกล่าวเลย ต่อให้เขาทราบ แต่ถ้าใจไม่ยินดีไปกับคุณ เวรก็ไม่อาจระงับอยู่ดี

แต่แง่ดีของการอโหสิให้เขานั้นมีแน่ครับ นั่นคือใจคุณเองจะต่างไป ไม่ผูกพันอยู่กับเขาเพื่อความสูญเปล่าอีก ภูมิที่เหมาะกับผู้ให้อภัยคือภูมิของสัตบุรุษ ส่วนภูมิที่เหมาะกับผู้ไม่สำนึกผิดคือภูมิของอสัตบุรุษ ฉะนั้นโอกาสที่สัตบุรุษกับอสัตบุรุษจะโคจรมาพบกันก็ยากขึ้น โอกาสได้รับความเดือดร้อนจากเขาก็น้อยลง

เวรนั้น แม้ไม่สิ้นก็ทำให้เบาบางลงได้ครับ คุณอภัยเขาอย่างไร้เงื่อนไขได้ชาติหนึ่ง ชาติต่อๆไปก็จะทำได้อีก และมีแนวโน้มที่จะง่ายขึ้นเรื่อยๆ และห่างชั้นจากเขาไปเรื่อยๆด้วย

ถาม – เราควรปฏิบัติกันอย่างไรบ้าง กรณีคนในครอบครัวเสียชีวิต เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้จากไป

เราทำประโยชน์สูงสุดได้ก่อนเขาตายเท่านั้นครับ ตายแล้วคาดหมายยากแล้วว่าจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับเขาได้ ต่อให้เข้าทรงถาม คุณก็จะมองไม่เห็นเหมือนกับที่เห็นด้วยตาเปล่าว่าเขาอยู่ดีมีสุขประการใด แตกต่างเป็นคนละเรื่องกับเมื่อเขายังอยู่บนโลก

ทางที่ดีคืออาศัยเขาเป็นเครื่องเตือนไม่ให้เกิดความประมาท นึกขอบคุณที่เขาเป็นฝ่ายเตือนเราก่อน ไม่ใช่ฝ่ายเราที่เตือนเขา หากระลึกอยู่ได้เนืองๆจนเกิดมรณานุสติ มีสติระลึกถึงความตาย เลิกประมาทในวัย เลิกประมาทว่าอีกนานกว่าจะตาย ตรงนั้นเท่ากับศพเขาทำคุณใหญ่แก่คุณแล้ว หากอุทิศส่วนกุศลใหญ่อันเกิดจากการมีใจไม่ประมาทในชีวิตไปให้เขา ถ้าเขาอยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับรู้และอนุโมทนาตาม ก็ได้ชื่อว่าเขารับส่วนบุญอันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดถึงเลยทีเดียวครับ

ถาม – ไม่ทราบว่ากรรมพยากรณ์ภาค ๒ จะมีขายที่ร้านหนังสือแถวราชบุรีหรือนครปฐมเมื่อไหร่คะ?

อยากจะให้เป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยครับ แต่คงจำเป็นต้องรอกระบวนการเข้าร้านตามระเบียบ อันที่จริงจะสั่งจากบานาน่าโดยตรงเขาก็น่าจะจัดให้อย่างรวดเร็วนะครับ และยินดีกับชีวิตใหม่ที่สดใสขึ้นของคุณ porpuay ด้วยครับ

ถาม – การซื้อหนังเรทเอกซ์มาดู จะมีผลกรรมอย่างไรบ้างครับ?

มีระดับของความหมกมุ่นเป็นเกณฑ์ด้วยครับ หมกมุ่นมากก็คือจมอยู่ในปลักของกามมาก วันๆไม่คิดถึงอะไร เรียนไม่ได้ทำงานไม่ดี โดนความตรึกในกามเขมือบเวลาไปเสียหมด แต่ถ้าหมกมุ่นน้อย หรือนานๆคิดถึงมันซะที อย่างนี้ก็เป็นกรรมทางกามารมณ์ชั่วคราวที่ให้ผลน้อยกว่าไปเที่ยวผู้หญิงสักประมาณหนึ่งในสิบ

แต่หากหนังที่คุณซื้อมาดู ยั่วยุให้เกิดความวิปริตในทางใดทางหนึ่ง ดูแล้วอยากประพฤติผิดทางกามเข้าขั้นเลวร้าย ก็ถือว่าคุณทำกรรมอันเป็นหัวขบวนนำทางสู่นรกทีเดียว เพราะเท่าที่ฟังข่าว มีไม่น้อยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ดูหนังพวกนี้จนหื่นขนาดแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออก ลงมือประพฤติตามหนัง

พูดง่ายๆคือซื้อหนังมา เป็นเหตุแห่งความเสี่ยงที่จะละเมิดศีลในขั้นต่อไปครับ

ถาม – ไม่นานมานี้ได้พบกับพนักงานแบงค์ท่านหนึ่ง เห็นแล้วเกิดแรงบันดาลใจ คือสะดุดตาเลยว่าเขาคงจะต้องกราบกรานพระรัตนตรัยมานานอักโขทีเดียวถึงได้มีบุคลิกลักษณะที่งดงามและดูสุภาพ อ่อนโยน ทั้งที่หน้าตาก็ปานกลางแต่กลับโดดเด่นเป็นอย่างมาก อยากถามว่ามีกรรมใดที่ทำให้เรามีลักษณะอ่อนโยนนุ่มนวลชวนให้สบายใจ ทั้งรูปกาย กิริยาท่าทาง และวาจาที่เปล่งออกมา ทำนองว่าเห็นราวกับเทพบุตรหรือเทพธิดาน่ะค่ะ กรรมที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเช่นนั้นได้ในชาติปัจจุบันมีหรือไม่คะ? ปกติดิฉันทำความเพียรรักษาจิต ตอนหลังพอรู้สึกว่าอยากแบ่งความสุขให้คนอื่นๆ ก็เลยแผ่เมตตาอุทิศบุญกุศลทุกวัน แล้วพออยากเป็นผู้ที่งามทั้งกายและวาจา ก็เลยเพิ่มการกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เข้าไปด้วย ไม่ทราบว่าทำเหตุถูกต้องหรือเปล่า?

คุณทำให้ผมนึกถึงยุคพุทธกาล ที่คนพบเจอแรงบันดาลใจดีๆแล้วเกิดความปรารถนาจะเอาดีตามนั้นบ้าง เลยทำบุญอธิษฐานขอความเป็นเช่นนั้นในอนาคตกาล

แม้ปัจจุบันที่ร่ำลือกันว่าพระศาสนาและศีลธรรมจรรยาเสื่อมลงไปมาก ก็ยังมีแรงบันดาลใจดีๆให้เห็นอยู่ทั่วไป ไม่เฉพาะในไทยเท่านั้น ทั่วโลกก็ปรากฏอยู่ค่อนข้างดาษดื่น อันเป็นนิมิตหมายแสดงว่าโลกเรายังไม่ถึงกลียุคอย่างที่กลัวกันไปก่อนกาล

ความจริงก็คือ ทันทีที่คุณพลอยปลื้มไปกับความเป็นใคร ความเป็นคนๆนั้นก็เข้ามาอยู่ในคุณแล้วส่วนหนึ่ง ยิ่งหากคุณระลึกถึงต้นแบบหรือผู้เป็นแรงบันดาลใจบ่อยเท่าไหร่ ความเป็นเขาก็จะเข้ามาอยู่ในคุณมากขึ้นเท่านั้น

อย่างเช่นจากประสบการณ์จริงของคุณ การปรากฏของเขาทำให้คุณนึกถึงการกราบกรานพระ ทั้งที่เขาอาจไม่เคยกราบกรานพระให้คุณเห็น อันนั้นหมายความว่าจิตที่อ่อนน้อมด้วยศรัทธาของเขามีอิทธิพลพอจะบันดาลใจให้คุณพลอยยินดีไปด้วย กล่าวคือเมื่อเดินผ่านพระแล้วคุณนึกถึงเขา ใจก็จะน้อมลง บังเกิดความอยากกราบกรานพระขึ้นมา นี่แหละเรียกว่ากระแสศรัทธาของเขาแพร่มาถึงกลางใจคุณแล้ว

เมื่อคุณจะพูดหรือทำอะไร หากใจสมมุติตัวเองเป็นเขา คุณก็จะพูดและทำแบบเขา จัดเป็นการเลียนแบบกรรม ซึ่งเกิดขึ้นได้จริง และให้ผลแบบเดียวกันได้จริงครับ ไม่ต้องรอชาติหน้าให้เสียเวลา เพียงคุณคิด พูด และทำในแบบที่เห็นในเขา ชั่วเวลาเพียงข้ามอาทิตย์หรือข้ามเดือนก็อาจเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว คุณจะรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองต่างไปออกมาจากข้างใน และสายตาภายนอกของผู้คนรอบตัวก็จะเห็นคุณด้วยความรู้สึกในทางเดียวกับที่คุณชื่นชมฮีโร่ของคุณ

สมัยก่อนมีพระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นแรงบันดาลใจ คนที่มีวาสนาได้พบเหล่าท่านก็นับว่าโชคดีเหลือหลาย สมัยนี้เราห่างออกมา ก็ต้องช่วยๆกันสร้างตัวเองให้เป็นแรงบันดาลใจของคนอื่น คงหวังรอคนอื่นเป็นแรงบันดาลใจยากหน่อย วิธีก็คือศึกษาแนวทางดำรงชีวิตแบบพระพุทธเจ้า เพราะท่านก็ตรัสแยกแยะวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำของท่านไว้ละเอียดลออให้เราเอาอย่างตามอยู่แล้ว ไม่ต้องคาดเดาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม อยากให้สังเกตดีๆด้วยว่าการเลียนแบบวิธีคิด วิธีพูด และวิธีทำจากคนอื่นนั้น ถ้าไม่ได้ออกมาจากกลางใจที่ปลื้มเปรมเต็มกำลังจริงๆ ก็อาจกลายเป็นการแสร้งสร้างภาพเอาง่ายๆ สังเกตจากความรู้สึกฝืนๆ ไม่เป็นตัวของตัวเอง อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางใจในระยะยาว แต่หากคุณเลียนแบบกรรมคนอื่นแล้วไม่รู้สึกฝืน ยังคงเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มใจ อันนั้นผลจะมีแต่ดีกับดี

สรุปง่ายๆว่าการจะเป็นอย่างใครคนใดคนหนึ่ง คุณควรเห็นพฤติกรรมของเขามากพอ และหันมาเอาอย่างตามเท่าที่จะทำได้โดยไม่รู้สึกฝืดฝืน เมื่อเรามีใครเป็นแรงบันดาลใจ โดยธรรมชาติก็มักไม่ฝืนที่จะเอาอย่างเขาอยู่แล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยที่คุณเจอใครบางคนในอุดมคติชนิดเหนี่ยวนำให้อยากได้ดีตาม สมัยนี้หาไม่ง่ายเลยครับ

ถาม – ตามความเข้าใจ คนที่ฆ่าตัวตายนั้นถือว่าบาปมาก เกิดมากี่ชาติก็จะทำให้ตนเองคิดฆ่าตัวตายตลอด แล้วอย่างนี้เขาจะหลุดพ้นจากกรรมนี้ได้อย่างไรคะ?

คนฆ่าตัวตายมีหลายแบบครับ แบบที่จะทำให้ต้องฆ่าตัวตายซ้ำๆคือประเภทที่เจอทุกข์แล้วหมกจิตจมอยู่กับความเศร้า กระทั่งคิดหนีความเศร้าสุดทนด้วยการฆ่าตัวตาย เขาจากโลกนี้ไปด้วยความอ่อนแอ ยอมแพ้ชีวิต เพราะฉะนั้นรูปชีวิตต่อๆไปก็มักมีพื้นนิสัยอ่อนไหว อ่อนแอไม่อยากทน พอโดนย่ำยีนิดๆหน่อยๆก็อยากยอมแพ้ชีวิตอีกและอีก

กรรมใหญ่ที่สืบเนื่องแบบข้ามภพข้ามชาติ อย่างเช่นการฆ่าตัวตายด้วยความอ่อนแอแพ้ภัยโลกนั้น จะยุติได้ก็ด้วยเหตุปัจจัยอันเป็นตรงข้ามกัน นั่นคือเมื่อชาติใดชาติหนึ่งพบกัลยาณมิตรหรือครูผู้ชี้ทางถูกทางตรงให้ เมื่ออบรมจิตให้อยู่ในความเห็นชอบแล้ว ก็ย่อมพิจารณาการตายแบบเศร้าหมองว่าเป็นโทษ เป็นภัย กับทั้งหาทางเร่งประกอบบุญกุศลประการต่างๆ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น กระทั่งเอาชนะความอ่อนแออยากฆ่าตัวตาย เมื่อตัดสินใจไม่ฆ่าตัวตายทั้งที่สถานการณ์รุมเร้ารอบด้านกำลังบีบให้คิดอยากฆ่าตัวตายแล้ว ก็อาจถอนตัวออกจากภพของนักฆ่าตัวตายเสียได้ คือชาติต่อไปก็จะมีความเข้มแข็งได้อีก

ที่ว่าคนฆ่าตัวตายต้องฆ่าตัวตายซ้ำอีก ๕๐๐ ชาตินั้น เป็นเพียงความเชื่อที่สืบๆกันมานะครับ ไม่ใช่ความจริงสากล โบราณาจารย์ท่านเพียงระบุไว้คร่าวๆเพื่อให้เห็นความน่ากลัวของการฆ่าตัวตาย ว่ามีผลให้จิตใจอ่อนแอและต้องปลิดชีพตนเองอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเป็นกฎตายตัวว่าฆ่าตัวตายหนึ่งครั้งต้องฆ่าตัวตายซ้ำอีก ๕๐๐ หน อย่างนี้มิแปลว่าต้องเอา ๕๐๐ คูณเข้าไปในการฆ่าตัวตายแต่ละครั้งไม่มีที่สิ้นสุดหรอกหรือ?

ถาม – การปฏิบัติธรรมอย่างคนธรรมดา จะถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายแบบ ‘ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว’ ช้ากว่าคนที่ถือบวชหรือไม่คะ?

ถ้าถือบวชไปนั่งๆนอนๆ ไม่เพียรภาวนา ไม่รักษาจิตให้สะอาด หรือแม้เพียรภาวนาและรักษาจิตให้สะอาดดีแล้ว แต่เป็นดำเนินจิตไม่ถูกต้องตามหลักสติปัฏฐาน สภาพจิตไม่มีคุณภาพครบถ้วนด้วยองค์มรรคทั้งแปด อย่างนี้ก็ไม่มีหวังได้บรรลุธรรมแม้แต่ขั้นต้นหรอกครับ เผลอๆถ้าบวชแล้วขี้เกียจ ไม่ยอมทำตามกติกาต่างๆที่ตกลงไว้ตอนบวช นอกจากจะไม่ได้เจอสวรรค์นิพพานแล้วยังมีสิทธิ์ไปอบายได้สูงกว่าฆราวาสเสียด้วย

ส่วนฆราวาสนั้น แม้นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แต่กลับบ้านแล้วปิดประตูห้องเพื่อบำเพ็ญเพียรภาวนา กับทั้งมีกำลังใจรักษาจิตให้สะอาด ประกอบบุญกุศลยิ่งๆขึ้นไป และที่สำคัญสูงสุดคือดำเนินจิตถูกต้องตามหลักสติปัฏฐาน สภาพจิตทรงคุณภาพครบถ้วนด้วยองค์มรรคทั้งแปด อย่างนี้ถึงแม้ตลอดชาติไม่ได้บวช ก็มีสิทธิ์บรรลุธรรมชั้นต้นได้ (ซึ่งแค่นั้นก็เที่ยงที่จะหลุดพ้นเด็ดขาดในอนาคตกาลแล้ว) ส่วนถ้าจะเอาแบบไม่ต้องเกิดอีก คือบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อันนี้คงไม่ใช่วิสัยที่จะทำกันได้ในออฟฟิศแบบฆราวาสครับ เพราะขั้นสุดท้ายนั้นต้องการสมาธิขั้นอุกฤษฏ์ จะปะปนแปดเปื้อนกับมลทินใดๆทางโลกคงไม่ไหว

สรุปคือการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมนั้น เครื่องแบบไม่ใช่ตัวกำหนดความช้าเร็ว แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจในเส้นทางที่ถูกต้องตลอดสาย ไม่หลงเถลไถลไปไหนเสียก่อนนั่นเองครับ

ถาม – หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรเล่มสองใกล้เสร็จหรือยังคะ?

จะพยายามให้เสร็จโดยเร็วที่สุดครับ กำลังเร่งเขียนอยู่ และจะให้ความสำคัญกว่างานอื่นๆ

ถาม – เรื่องของศีล ๕ ทำอย่างไรจึงจะทำให้บริสุทธิ์ได้เพราะเวลาทำงานมีโอกาสพลั้งเผลอบ่อยมาก

อาศัยศรัทธาในกรรมวิบากเป็นตัวนำครับ ทำความเข้าใจหลักกรรมและการให้ผลมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน ก็จะเป็นการปลูกสร้างศรัทธาให้แก่กล้าไปเรื่อยๆ ยิ่งศรัทธาแก่กล้าเท่าไหร่ สติที่คอยระมัดระวังเรื่องยิบย่อยทั้งหลายก็จะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ถาม – จะแก้ปัญหาอย่างไร อยากปฎิบัติให้สำเร็จเป็นอย่างมาก ทั้งที่รู้ว่าตัณหาความทะยานอยากนี่เองเป็นอุปสรรคสำคัญ แม้พยายามทำใจให้ไม่อยากแล้ว ก็ยังอยากอยู่เรื่อยๆ

งั้นต่อไปไม่ต้องพยายามละความอยากนะครับ ให้ยอมรับตามจริงว่าความอยากบรรลุธรรมเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏขึ้นแล้วต่อใจเรา จากนั้นค่อยๆสังเกตไปว่าแต่ละครั้งมันอยากได้นานสักแค่ไหน อยากในอิริยาบถเดิน หรืออิริยาบถนั่ง หรืออิริยาบถยืน หรืออิริยาบถนอนมากกว่ากัน เห็นความอยากโดยความเป็นทุกข์ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับทุกข์แบบโลกๆ ว่าอันไหนมันหนัก มันเหลือฝืนกว่ากัน พระพุทธเจ้าท่านแนะนำเองเลยนะครับ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว

เมื่อเราเห็นว่าความอยากก็ไม่เที่ยง ต้องแปรปรวนเป็นธรรมดา ใจก็จะเลิกกังวลกับความอยาก รวมทั้งจับเอาตัวความอยากมาเป็นเครื่องมือภาวนาเสียเลย ไหนๆมันเกิดขึ้นแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยวครับ มันแสดงสภาพอนิจจังได้เหมือนกับอารมณ์อื่นๆนั่นแหละ สิ่งใดแสดงอนิจจังได้ สิ่งนั้นไม่ควรปล่อยให้หลุดมือสักชิ้นเดียว เก็บเกี่ยวมาให้สติดูให้หมด

ถาม – ๓ เดือนที่ผ่านมาเวลาเดินจงกรมนั่งสมาธิเป็นชั่วโมงๆ จะเกิดอาการบิดเกร็ง แถมเรอเอิ้กๆตอนเลิกปฎิบัติหรือคลายตัวลง เฝ้าตามรู้เฝ้าสังเกตก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ระหว่างวันเวลาอยู่คนเดียวก็จะเป็นด้วย และมีอาการเหมือนความกลัววูบวาบ ร้อนเหงื่อท่วมตัว ลมขึ้นหัวมาเป็นครั้งคราวสังเกตดูก่อนเกิดอาการจะมีความคิดแวบเข้ามา ก็เป็นเรื่องเรื่อยๆเปื่อยๆเกี่ยวกับชีวิต

ท่าทางคุณจะเป็นโรควิตกอยู่ก่อน เมื่อนิสัยทางจิตเป็นอย่างนั้น เวลาปฏิบัติธรรมโดยกำหนดจิตไว้ผิด ก็สั่งสมความเครียดได้ทีละน้อยเป็นธรรมดาครับ และพอคนเราเครียดสั่งสม อาการประหลาดๆต่างๆก็กลายเป็นเงาตามตัวมา

ทางที่ดีต่อไปนี้อย่าปฏิบัติหลายๆชั่วโมงต่อเนื่องอย่างไม่มีคุณภาพ ให้ถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ ปฏิบัติในช่วงเวลาสั้นๆอย่างมีคุณภาพจะดีกว่า แค่สิบหรือสิบห้านาทีถือว่าใช้ได้แล้ว

การปฏิบัติที่มีคุณภาพคือรู้เท่าที่รู้ได้ตามกำลังในปัจจุบัน รู้แล้วสบาย ไม่เหนื่อย ไม่เครียด ไม่หวังผลการปฏิบัติ ที่สำคัญคือเมื่อเริ่มเครียดตามนิสัยทางจิตเดิมๆต้องรู้ตัวให้ทันในเวลาที่เริ่มเกิด แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ก็อาจหาทางผ่อนคลาย เช่นเดินเล่นชมนกชมไม้ ดูฟ้ากว้างๆให้สบายใจ หรืออาจมานั่งสวดมนต์บทที่ชอบ อะไรก็ได้ ขออย่างเดียวให้รู้สึกว่าความกังวลตกค้างต่างๆหายไป

ถาม - ความทุกข์ที่ผมประสบอยู่ในเวลานี้คืออาการปวดหัว ผมเป็นคนประเภทลุยงานน่ะครับ และมักจะฝืนร่างกายตัวเอง แล้วก็ตื่นเต้นง่าย กับทั้งแคร์ความรู้สึกของคนอื่น ไม่รู้ว่านิสัยส่วนตัวอันนี้เป็นที่มาของความเครียด ต้นเหตุอาการปวดหัวของตัวเองด้วยหรือเปล่า ผมเป็นคนไม่สบายแล้วไม่ชอบไปหาหมอนะครับ ไม่ชอบทานยาด้วย ชอบให้มันหายเองตามธรรมชาติ ตั้งใจว่าจะปฏิบัติธรรมแก้ความทุกข์ทางกายของตัวเองด้วยตัวเอง

สาเหตุของการปวดหัวบ่อยๆไม่มีอะไรเกินไปกว่าความเครียดชนิดสั่งสมเลยครับ ต่อไปคงต้องมีพรหมวิหาร ๔ แบบครบวงจร คือมีเมตตากรุณาที่ประกอบด้วยอุเบกขา ไม่ใช่มีเมตตากรุณาอันประกอบด้วยทุกข์ ส่วนเรื่องงาน ถ้ารู้ตัวว่าโหมมากไป ก็ต้องสั่งตัวเองให้มีวินัยในการพักผ่อน การออกไปสูดอากาศ การออกกำลังกาย ถ้าองค์ประกอบเหล่านี้ขาดไป ก็ไม่มีอุบายวิธีใดๆช่วยให้สุขภาพทางกายดีขึ้นได้เลย

การปฏิบัติธรรมนั้น ขอให้เข้าใจว่าแก้ทุกข์ทางใจได้อย่างเดียว และเมื่อใจเป็นสุขค่อยไปบำรุงกายให้แข็งแรงตาม โปรดอย่าจำไว้ว่าการปฏิบัติธรรมจะแก้ทุกข์ทางกายได้โดยตรง หากยังไม่หายเครียด ปฏิบัติธรรมอย่างไรจิตก็ไม่ทำตัวเป็นยารักษาโรคทางกายได้หรอกครับ

ถาม – มีคนใกล้ตัวให้ความเห็นว่า ถ้าเราจะไม่ฆ่าสัตว์แล้ว เราก็ควรจะไม่กินสัตว์ด้วยสิ เนื่องจากถึงแม้เราไม่ฆ่าด้วยตนเอง ก็ต้องมีคนฆ่ามันอยู่ดี ถ้าเรายังกินเนื้อสัตว์ก็เท่ากับเราฆ่ามัน แต่ยืมมือคนอื่นฆ่าทางอ้อม จะอธิบายอย่างไรดีคะ?

ตอนเราไปซื้อเนื้อจากตลาด สัตว์ได้กลายเป็นศพแล้ว เราไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้แล้ว และเราก็ไม่ได้รู้เห็น เป็นคนชี้บอกว่าให้ใครฆ่าสัตว์ตัวนั้นตัวนี้มาให้เรา เจตนาฆ่าจึงไม่มีแก่เราครับ บอกสั้นๆก็ได้ว่าเจตนาของเราคือไปซื้อศพ ไม่ใช่ออกใบสั่งให้สัตว์ตัวไหนเป็นศพ

กรณีที่คิดว่าเป็นการฆ่าทางอ้อม เพราะสร้างแรงจูงใจให้โรงฆ่าสัตว์ประกอบการ อันนี้ก็ต้องถามใจตัวเองว่าเรากินเนื้อด้วยความคิดว่าจะให้มีคนอื่นฆ่าสัตว์หรือไม่ ถ้าไม่ ก็แปลว่าบาปไม่ได้อยู่กับเรา แต่ถ้าเราเริ่มไม่สบายใจด้วยการคิดมาก จะงดกินเนื้อสัตว์ก็นับเป็นเรื่องดีสำหรับตัวเองครับ

ปัญหานี้ค่อนข้างเป็นปัญหาโลกแตก การอธิบายสั้นๆไม่อาจเปลี่ยนความเห็นได้ถนัด ต้องให้เรียนรู้และเข้าถึงกรรมวิบากจากจิตตนเอง สังเกตไปเรื่อยๆว่าอย่างไหนคือเจตนาเบียนเบียน อย่างไหนคือเจตนาไม่เบียดเบียน เจตนาต่างๆมีเป้าหมายถูกกระทบโดยตรงหรือไม่ ก็จะทราบได้เอง เช่นพอเห็นเจตนาซื้อเนื้อ ก็จะทราบชัดว่าเราแฝงเจตนาให้คนอื่นฆ่าสัตว์เพื่อเราหรือไม่ พอรู้ชัดว่าไม่ได้คิด ก็จะสบายใจกันเอง

แม้ที่ผมเขียนตอบนี้ ก็ไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนให้เกิดการฆ่าสัตว์ แต่แน่นอนย่อมไม่เป็นที่พอใจแก่ผู้ที่เป็นมังสวิรัติขนานแท้ ซึ่งอยากให้มีการเลิกฆ่าสัตว์ทั้งโลก อันนี้ผมก็บอกไว้ล่วงหน้าว่าถ้าโหวตได้ ผมจะโหวตให้กับฝ่ายเลิกฆ่าสัตว์อย่างสิ้นเชิงนะครับ

ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้เขาเพาะเนื้อเยื่อสัตว์กันได้แล้ว ไม่ต้องฆ่าสัตว์แล้ว ต่อไปอาจหมดปัญหาโลกแตกพรรค์นี้เสียที เว้นแต่จะคิดในเชิงอนุรักษ์ว่าอย่างไรก็ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ด้วยประการทั้งปวง นั่นก็คงสุดแต่อัธยาศัยของแต่ละคนอีกเช่นกัน


โดย: ดังตฤณ (ดังตฤณ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2548 เวลา:10:51:26 น.  

ดังตฤณ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดังตฤณ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.