All Blog
จัดการเวลาอย่างไรไม่ให้เครียด สำหรับนักเรียนปริญญาโทและเอก (ตอนที่ ๒)
เรื่องการจัดการเวลา (Time management) ของนักเรียนปริญญาโทและเอก ผู้เขียนได้กล่าวบทนำและแนะนำเทคนิคไปบ้างแล้วใน ตอนที่ ๑ ซึ่งสามารถไปติดตามอ่านได้นะคะ คราวนี้มาต่อตอนที่ ๒ ซึ่งผู้เขียนขอแนะนำเทคนิคเพิ่มเติม ดังนี้ค่ะ

๘. การพักผ่อนของคนเรานั้น มีแนวโน้มแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะค่ะ ตามหลักการของ Myer-Briggs Type Indicator (MBTI) ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะบุคลิกของแต่ละคน (personality types) โดยคนเรามีลักษณะบุกลิกต่างกันอยู่ทั้งหมด ๑๖ แบบ น่าสนใจมากทีเดียว ซึ่งในโอกาสต่อไปจะมาเล่ารายละเอียดของแต่ละแบบเพิ่มขึ้นนะคะ ในด้านรูปแบบการพักผ่อน MBTI อธิบายว่าคนเรามีการเติมพลังให้ชีวิต (ซึ่งก็คือการพักผ่อน) อยู่ ๒ ลักษณะ คือ แบบเติมพลังจากคนรอบข้าง แบบนี้เรียกว่า extroversion คนลักษณะนี้ชอบผ่อนคลายหลังเลิกงานด้วยการไปสังสรรค์ (ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์นะคะ – ผู้เขียนรักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วนค่ะ) หรือทำกิจกรรมกับเพื่อนเยอะๆ ในขณะที่คนอีกลักษณะ เรียกว่า introversion ชอบพักผ่อนด้วยการทำกิจกรรมคนเดียวหรือกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิทแค่คนสองคนค่ะ เช่นอาจไปดูทีวี ดูหนังฟังเพลงค่ะ สิ่งที่สำคัญคือการที่เรารู้จักตัวเอง ว่าตัวเราชอบทำแบบไหน เพื่อว่าเวลาเราเครียดจากงาน เราจะได้เติมพลังให้กับชีวิตได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมกลับไปทำงานในวันถัดไปค่ะ

๙. ในการแบ่งเวลาไปพักผ่อนนั้น สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง คือ เราแบ่งเวลา เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่นค่ะ ส่วนใหญ่นักเรียนโทหรือเอกที่เจอ จะมีความกังวลเรื่องงานตลอดเวลา ส่วนหนึ่งผู้เขียนคิดว่า มาจากการที่เวลาเราทำงานวิจัย มันไม่มีกำหนดการหรือ guideline แน่นอนว่าเราทำวิจัยแค่ไหนถึงจะพอ ไม่มีกำหนดตายตัวว่าเรียนเวลากี่ปีกี่เดือนถึงจะจบ เราก็เลยอยากจะทำงานให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้จบเร็วที่สุด แต่การตั้งเป้า มากที่สุด หรือ เร็วที่สุด มันไม่ชัดเจน คือจับต้องไม่ได้ เราก็เลยมีความรู้สึกผิด (guilty) ตลอดเวลาว่า เราควรทำงานให้ได้มากกว่านี้ เวลาที่เรามาพักผ่อน ไปเที่ยว หรือกลับเยี่ยมบ้าน เราก็จะคิดอยู่ว่า จริงๆเราน่าจะทำงานนะแทนที่จะเอาเวลามาเที่ยว จริงรึเปล่าคะ จริงๆแล้ว อย่างที่เขียนไปข้างต้น ว่าการพักผ่อนเป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เวลาที่เราพัก ก็อย่าไปกังวล อย่าไปคิดเรื่องงานเลยค่ะ เวลาพักก็พักให้เต็มที่ การพักผ่อนของเราจะได้ไม่ถูก compromised ลดหย่อนประสิทธิภาพลงไป ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเสียเวลานั่นเองค่ะ

๑๐. จากหนังสือ The Seven Habits … อีกเหมือนกันค่ะ มีอีกข้อที่เค้าแนะนำคือ คนเราต้องไม่แปรอารมณ์ไปตามสิ่งแวดล้อม ก็คือถ้าเราวางแผนไว้แล้วว่าวันนี้จะไปทำแลบหรือจะไปอ่านหนังสือห้องสมุด แต่พอตื่นเช้ามาฝนตก หรือ หิมะตกทั้งวัน อากาศอึมครึม เลยกลายเป็นไม่อยากออกจากบ้านไปไหน อันนี้ก็ไม่ดีค่ะ ถ้าเราตั้งใจทำอะไรแล้วก็ควรทำให้ได้ ถ้าเราคิดจะพัก ก็พักให้เต็มที่ แนะนำว่าให้เราบอกกับตัวเองว่า วันนี้ฝนตก ไม่อยากไปห้องสมุดตามที่วางแผนไว้ แต่ยังไงเราก็ต้องไป แล้วเวลาเราอ่านหนังสือเสร็จ จะให้รางวัลตัวเอง ด้วยการไปดูหนัง เป็นต้นค่ะ

๑๑. ในงาน project หนึ่งๆ งานที่เป็นขั้นย่อยๆอาจประกอบด้วยงานหลายๆชนิด เช่นงานใช้ความคิดมาก หรืองานที่ไม่ต้องใช้ความคิดเท่าไร ให้ list งานแต่ละขั้น แล้วแบ่งตามประเภท งานที่ต้องใช้ความคิดมากๆ ให้ทำในช่วงเวลาที่เราตื่นตัวมากที่สุด เช่น ตอนเช้า ส่วนงานที่ไม่ต้องใช้ความคิด ก็ไว้ทำเวลาที่เราเริ่มเหนื่อยนิดหน่อยได้ ช่วงที่ผู้เขียนกำลังรีบเร่งเขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ แล้วพอดีต้องเดินทาง วันนั้นไปติดอยู่ที่สนามบินที่ชิคาโก เนื่องจากอากาศไม่ดี เครื่องบิน delayed อยู่ที่สนามบินเป็นเวลาทั้งหมด ๘ ชั่วโมง ตอนนั้นไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไร เหนื่อยด้วย เครียดด้วยเพราะไม่รู้เครื่องบินจะออกเมื่อไร เขียนงานคงไม่ออก ก็เลยนั่งจัด Appendices ที่ใช้แค่การ copy and paste ลงใน MS Excel และจัดรูปแบบให้ลงตัว งานนี้ไม่ต้องใช้ความคิด แต่ใช้เวลาเยอะ ก็เลยทำเสร็จไป ๒ บทของ Appendices ค่ะ

๑๒. นักเรียนปริญญาโทและเอกที่เรียน coursework หมดแล้ว ต่อไปการทำวิจัยก็มีเวลายืดหยุ่นมากขึ้น บางทีอาจจะยืดหยุ่นเกินไป วิธีการก็คือ ให้เราทำงานวิจัยให้เหมือนทำงาน นั่นก็คือกำหนดไปเลยว่าแต่ละวันเราจะใช้เวลาทำงานกี่ชั่วโมง จะเป็น ๘ ชั่วโมงต่อวัน หรือ ๔ ชั่วโมงต่อวัน ก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนค่ะ บางคนเป้าหมายค่อเรียนให้จบไวๆ เพราะมีภาระที่เมืองไทย ก็ทำงานวันละเยอะๆหน่อย บางคนอยากทำงานเก็บเงินไปด้วย ก็แบ่งเวลามาทำงาน part time แล้วเวลาที่ใช้การทำวิจัยก็น้อยลง ก็ไม่มีใครผิดถูกค่ะ ที่สำคัญที่สุด คือการทำไปให้ถึงเป้าหมายของเรานะคะ

ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ ใครมีข้อแนะนำหรือติชมอย่างไร ก็แสดงความคิดเห็นมาได้ค่ะ เอาใจช่วยทุกๆคนค่ะ



Create Date : 01 มกราคม 2551
Last Update : 1 มกราคม 2551 1:45:44 น.
Counter : 2170 Pageviews.

12 comment
จัดการเวลาอย่างไรไม่ให้เครียด สำหรับนักเรียนปริญญาโทและเอก (ตอนที่ ๑)
สิ้นปีแล้วค่ะ ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่ก็เข้ามา เผลอแป็บเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี คนที่เรียนโทหรือเอกอยู่ก็อาจจะเริ่มเครียด เพราะเวลาผ่านไปอีกปีแล้ว ยังไม่ได้ทำ thesis ซักเท่าไรเลย คนที่มาเรียนไกลบ้าน ไม่มีครอบครัวมาคอยดูแลช่วยกระตุ้นให้เราตั้งใจเรียน/ทำแลบ ก็อาจจะควบคุมตัวเองยาก ที่จะให้ขยันตลอดเวลาได้ แต่จริงๆแล้ว เคล็ดลับการเรียนไม่ได้อยู่ที่การขยันตลอดเวลาค่ะ แต่อยู่ที่การจัดการเวลาต่างหาก (Time management) ส่วนใหญ่พอเรารู้สึกว่าเราทำงานไปได้ไม่เยอะเท่าไร ช่วง break ก็เลยไม่ไปไหนเลย ไม่ไปเที่ยวพักผ่อน หรือไม่กลับไปเยี่ยมบ้าน แล้วคาดว่าจะเอาเวลามาทำงาน บางทีก็ยิ่งทำให้เราเครียดขึ้นไปอีกนะคะ การทำงานกับการพัก เป็นของคู่กันที่ต้องมีให้สมดุลค่ะ

สำหรับคนที่ยังเรียน coursework อยู่ ก็แนะนำให้เรียนให้เสร็จไปเร็วๆค่ะ เทอมหลังๆจะได้มีเวลาทำแลบอย่างเดียว แต่บางคนชอบที่จะลง coursework อย่างน้อย ๑ ตัวไปเรื่อยๆทุกเทอม จะได้ทำแลบแล้วไม่เบื่อ ก็แล้วแต่ความชอบนะคะ ผู้เขียนเคยมีปัญหาคือ พอลงเรียน ๑ ตัว ควบคู่ไปกับการทำแลบ ปรากฏว่า เลยขยันอ่านหนังสือ ทำการบ้านใหญ่เลย เวลามีเวลาว่าง เพราะการเรียน coursework เค้ามาพร้อมกับ syllabus มันดูแน่นอน แล้วก็ง่ายกว่าการมาวางแผนทำแลบของตัวเองน่ะค่ะ เคยมีเพื่อนเป็นแบบนี้เหมือนกัน พอหมดเทอมก็เลยได้ A+ วิชานั้น เพราะมีเวลาอ่านเยอะ แต่งานแลบตัวเองไม่ค่อยเดินเท่าที่ควร ตอนหลังเลยใช้วิธีลงเรียนวิชา ตอน เทอม summer เพราะมันแค่ ๕ สัปดาห์เอง รีบๆเรียนให้เสร็จ แล้วก็มีเวลามาทำแลบค่ะ คราวนี้พอไม่มี class แล้ว เวลาในการทำแลบก็ flexible ขี้นเยอะ เพราะการทดลองบางอย่าง ต้องการเวลาติดต่อกัน ๖ ถึง ๗ ชั่วโมง เป็นต้น ช่วงมีเรียนบางทีเรียนเช้าที กับบ่ายอีกที ถึงจะไม่ยุ่งทั้งวัน แต่ก็ทำแลบวันนั้นไม่ได้ค่ะ

ส่วนคนที่ตอนนี้เหลือทำวิจัย กันเขียนงาน การควบคุมตัวเองก็อาจจะยากหน่อย เพราะไม่มี “syllabus” ของงานเราจากคนอื่นเหมือนอย่างตอนเรียน coursework แต่ไม่ว่าจะยังมีเรียน หรือทำวิจัยอย่างเดียว การบริหารเวลาที่ดี ก็จำเป็นนะคะ เทคนิคการจัดการเวลาที่จะเขียนต่อไปนี้ มาจากประสบการณ์ค่ะ ลองดูนะคะ

๑. มีสมุดปฏิทินเล่มเล็กๆ พกติดตัว ภาษาอังกฤษ เรียกว่า organizer ค่ะ บางทีก็เรียก calendar ขอย้ำว่าใช้แบบพกติดตัวได้ เพราะเวลาเราจะจดว่าวันไหนล่วงหน้า เราจะทำอะไร เราก็จะได้จดได้ทันที ไม่ลืมค่ะ ไม่ว่าจะเป็น deadline ส่งงาน, seminars ต่างๆที่ต้องเข้าฟัง, การประชุม, และอื่นๆค่ะ ซึ่งจดไว้ล่วงหน้าได้ เป็นเดือนๆเลย ผู้เขียนเคยใช้ organizer ใน computer อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะช่วงนั้น เขียน thesis ปริญญาโท เลยเปิดใช้ computer ทุกวัน ก็ดีค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร แถมยังใส่นัดที่ซ้ำๆได้ด้วย แต่พอเขียน thesis เสร็จ ก็ไปเริ่มทำแลบปริญญาเอก ก็เลยไม่ได้เอา laptop ไปทำงานทุกวัน แล้วบางทีก็อยู่ในแลบทั้งวัน ก็ไม่ได้ใช้ organizer ใน computer เลยค่ะ เลยไม่ค่อยสะดวกเท่าไร ตอนหลังเลยเปลี่ยนมาใช้แบบสมุดเล่มเล็กๆ พกไปมาสะดวกกว่าค่ะ กำหนดการทำแลบ ผุ้เขียนก็จดไว้ในเล่มเดียวกันนี้ล่ะค่ะ

๒. ตั้งเป้าหมายของปี ว่าปีนี้เราจะทำอะไรให้สำเร็จบ้าง เช่น ปีนี้จะเรียน coursework ให้จบ จะได้ทำแต่งานวิจัยอย่างเดียว หรือ ปีนี้จะไปพูด presentation ที่ conference กี่ครั้ง หรือ ปีนี้จะสอบ Qualifying exams หรือ Preliminary exam ให้ผ่าน ประมาณนั้นค่ะ

๓. เมื่อเรามีเป้าหมายคร่าวๆประจำปีแล้ว ก็มาแบ่งทีละเดือน ว่าเดือนนี้เราจะทำอะไรบ้าง เช่น เดือนนี้จะทำแลบให้ได้กี่การทดลอง หรือให้ได้ผลสำหรับไปพูดที่ conference หรือเดือนนี้จะเขียน thesis ในบท Literature Review ให้เสร็จ เป็นต้นค่ะ จากนั้นก็มาแบ่งงานที่จะทำให้เป็นขั้นๆ แล้วมาแบ่งว่าแต่ละอาทิตย์เราจะทำอะไรบ้าง

๔. บางครั้งเราอยากมีเวลาทำงานให้มากขึ้น เราก็เลยนอนดึก ตื่นเช้า นอนไม่พอ หรือบางทีก็อดนอนไปเลยถ้ามีงานด่วนต้องรีบส่ง ผู้เขียนเอง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็จะพยายามนอนให้พอค่ะ เวลาเรานอนพอ พักผ่อนเต็มที่ เวลาทำงานก็มีประสิทธิภาพขึ้นค่ะ สมองก็คิดอ่านไวกว่าเวลาอดนอน สรุปแล้ว การอดนอนหรือนอนไม่พอ เป็นการเสียเวลาค่ะ เพราะทำให้วันนั้นทั้งวันเราสลึมสลือทำงานเชื่องช้า กาแฟบางทีก็เอาไม่อยู่ค่ะ

๕. เวลามีงานหลายๆอย่างเข้ามาพร้อมกัน ก็ให้จัดลำดับความสำคัญค่ะ ถ้าเป็นงานที่ต้องทำแน่ๆ ก็จัดว่าอันไหนต้องส่งก่อนก็ทำให้เสร็จก่อนค่ะ หรือถ้ามีงานหลายอย่างที่เวลาส่งใกล้ๆกัน จะทำสลับไปมาก็ได้ จะได้ไม่เบื่อค่ะ ส่วนงานบางอย่างอาจจะไม่สำคัญเท่าไร หรือไม่ด่วนเท่าไร ถ้าทำทีหลังได้ก็รอไปก่อนได้ค่ะ งานจิปาถะต่างๆ บางอย่าง เช่น ไปธนาคาร ซื้อของ shopping หรือ ยืมหนังสือห้องสมุด ก็ทำ online ได้ค่ะ ก็ประหยัดเวลาไปได้อีกค่ะ การจัดลำดับงานแต่ละอย่างว่าด่วนไม่ด่วน สำคัญไม่สำคัญ แล้วทำงานที่ด่วนและสำคัญก่อน ก็เป็นหลักที่มาจากหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People, from Stephen Covey ค่ะ

๖. การที่จะเรียนหรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การมีเวลาดูแลตัวเองด้วยค่ะ จากหนังสือ The Seven Habits… ข้างต้นเอง ก็กล่าวถึงหลักการรักษาสมดุลของ P (Production) and PC (Production Capability) เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ Production ในที่นี้ก็เปรียบได้กับผลงานที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำแลบวิจัย หรือการเรียนค่ะ ส่วน Production capability ก็คือ การดูแลตัวเราเอง ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เหนื่อยอ่อน ทั้งกายและใจ เราจะได้มีพลังและความสามารถเต็มที่ในการทำงานค่ะ

๗. เพราะฉะนั้น การออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญค่ะ บางทีเราบอกตัวเองว่า เราไม่มีเวลาทำสิ่งเหล่านี้ เพราะจริงๆแล้วเรากลัวเสียเวลาไปกับมัน แล้วจะเอาเวลานั้นไปทำงานดีกว่า แต่ผู้เขียนคิดว่า การที่เราไม่เอาเวลาไปพักผ่อนและดูแลตัวเองเลย เป็นการเสียเวลามากกว่าค่ะ เพราะสุดท้ายงานเราก็ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะเราเหนื่อยเกินไป คิดงานไม่ออก หรือไม่มีแรงทำงานค่ะ ช่วงที่ผู้เขียนต้องเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ประมาณ ๓ ถึง ๔ เดือน ช่วงนั้นเขียนงานเช้ายันเย็นวันละ ๘ ถึง ๑๑ ชั่วโมงทุกวัน ก็วิ่งวันละ ๑ ไมล์ทุกวันค่ะ สมองโล่งเลยค่ะ นอกจากนี้ก็ยังนั่งสมาธิตอนเช้าวันละครึ่งชั่วโมง เพื่อเป็นการออกกำลังจิตใจ และชำระล้างใจที่มันคิดโน่นนี่ไม่สงบค่ะ นอกเหนือไปจากการวิ่งที่เป็นการออกกำลังทางกายเท่านั้น เพราะพอจิตใจหนักแน่น เป็นสมาธิ ไม่วอกแวกง่าย การเริ่มวันใหม่ในการทำงาน ก็เริ่มงานได้เร็ว ความคิดก็แล่น ทำงานเสร็จเร็วขึ้นค่ะ ของอย่างนี้ต้องลองด้วยตัวเองค่ะแล้วจะทราบถึงประโยชน์ของมัน

สำหรับเทคนิคการจัดการเวลาในข้อต่อๆไป ขอเชิญติดตามในตอนที่ ๒ นะคะ



Create Date : 01 มกราคม 2551
Last Update : 1 มกราคม 2551 1:42:59 น.
Counter : 1213 Pageviews.

5 comment
เขียน email นัดอาจารย์อย่างไรให้ได้ตอบกลับไวๆ
การเป็นนักเรียนมาเรียนต่างประเทศ อาจารย์ที่ปรึกษาแทบทุกคน งานยุ่งกันแทบทั้งนั้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor) รองศาสตราจารย์ (Associate Professor) หรือ ศาสตราจารย์ (Professor) เต็มตัวค่ะ เรียกได้ว่า ยิ่งมีชื่อเสียง เวลาก็ยิ่งน้อยลงค่ะ การที่นักเรียนติดต่อกับอาจารย์ทาง email ถึงแม้จะสะดวกรวดเร็ว แต่สำหรับอาจารย์ที่ได้รับ emails วันละเป็นร้อย อาจารย์เองก็คงลำบากที่จะอ่านทุก email นะคะ เพราะฉะนั้น การเขียนข้อความให้กระชับ ได้ใจความ เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ช่วยอาจารย์ให้ใช่เวลาน้อยลงในการอ่าน และให้อาจารย์มีแนวโน้มตอบมากขี้น ลองนึกถึง email ที่เราได้รับที่ยาวๆ อ่านแล้วสับสนสิคะ เวลายุ่งๆ เราก็คงจะข้าม email เหล่านั้นไปก่อน และกะจะกลับมาตอบภายหลัง แต่บางทีก็ลืมค่ะ

เนื้อหาของ email เราจึงควรเขียนบอกอาจารย์ในสิ่งที่เราต้องการให้อาจารย์ตอบ เขียนให้ชัดเจนค่ะว่าต้องการอะไร ถ้าการเขียน email ไปหาอาจารย์แล้วทำให้อาจารย์ต้องเขียนตอบกลับมาเพื่อถามเราอีกรอบ ก็เสียเวลากันทั้งคู่ค่ะ ดีไม่ดี การต้องตอบกลับไปมาหลายรอบ ก็ต้องรอนานขึ้นไปอีก หรือ email ครั้งต่อๆไป อาจารย์อาจจะไม่ตอบเลยก็ได้ค่ะ

การที่บางทีเราไม่อยากเขียนบอกสิ่งที่เราอยากให้อาจารย์ตอบมาจริงๆ บางทีก็เพราะว่าเราเกรงใจค่ะ หรือกลัวว่าจะดู bossy หรือ aggressive เกินไป ในการไปบอกให้อาจารย์ทำนู่นทำนี่ แต่จริงๆไม่นะคะ ใช้ภาษาดีๆ ก็ไม่มีปัญหาค่ะ

ขอยกตัวอย่าง กรณีที่ต้องการนัดอาจารย์คณะกรรมการสอบของปริญญาเอก (dissertation committee) เกี่ยวกับวันสอบ จะยกตัวอย่างของคนเขียนที่เกรงใจอาจารย์ และเค้าก็ว่างวันไหนก็ได้ ก็เลยส่ง email ไปถามอาจารย์คนแรกค่ะ ว่าว่างวันไหนบ้าง แถมไม่บอกเวลาให้แน่ชัดว่า กี่โมง แค่ถามว่าช่วงเช้าหรือบ่าย ลองดูนะคะ

Dear Dr. Carmichael,

I would like to set up a date for my defense exam. Please suggest your best convenient time, morning or afternoon, during a week of February 7-15, and I will contact Dr. Paul and Dr. McCarty for their availability.

เป็นไงคะ อ่านแล้วเหมือนดูดี แต่ถ้า Dr. Carmichael ตอบมาแค่วันเดียว เช่น February 7 in the afternoon แล้วเราทำไงคะ ก็ต้องไปเช็คอาจารย์คนอื่น แล้ว afternoon น่ะกี่โมงก็ไม่ทราบ และถ้าอาจารย์คนอื่นไม่ว่าง ก็ต้องกลับมาเช็คคนแรกใหม่ เพราะอาจารย์คนแรกดันให้เวลามาเวลาเดียว มันทำให้งานเราเยอะขึ้นไปอีกค่ะ นอกเหนือไปจากงานที่เราจะต้องเตรียมสอบแล้ว

เพราะฉะนั้น วิธีการเขียน email ที่ดีก็มีดังนี้ค่ะ
๑. อย่าไปถามทีละคนว่าอาจารย์แต่ละท่านจะเอาวันไหน ให้ส่ง email ไปพร้อมกันทุกคนเลย
๒. ให้เสนอวันที่และ เวลาให้อาจารย์แต่ละท่านเลือก โดยให้เลือกทุกเวลาที่อาจารย์ว่าง ไม่ใช่เลือกเวลาเดียว
๓. ให้อาจารย์แต่ละท่านตอบกลับมาที่เรา แล้วเราจะ email ไปบอกกำหนดวันเวลาที่ได้เลือกแล้ว
๔. วันที่และเวลาที่เสนอให้อาจารย์เลือก ให้ครอบคลุมมากที่สุด เช่น ถ้าต้องการเวลาสอบ ๒ ชั่วโมง ตอนเช้า ก็เสนอเวลา 8-10 am, 9-11 am, 10 am-12 pm. ไม่ใช่แค่ 8-10 am กับ 10 am -12 pm
๕. สุดท้ายพอเราได้ email ตอบของทุกคนมาแล้ว เราก็เลือกวันเวลาที่ทุกคนว่าง แล้วก็ส่ง email ไปบอกอาจารย์อีกที ค่ะ แค่นี้ก็เรียบร้อยค่ะ

ตัวอย่าง email ดังกล่าว เป็นดังนี้ค่ะ

Dear Dr. Carmichael, Dr. Paul, and Dr. McCarty,

I would like to set up a date for my defense exam. Please choose your available time slots below (all that apply). After I hear back from all of you, I will send a confirmation email with the selected date and time to you shortly after.

February 7: 8-10 am, 9-11 am, 10am-12pm
February 9: 8-10 am, 1:30-3:30 pm, 2-4 pm, 3-5 pm
February 15: 9-11 am, 2-4 pm, 3-5 pm

Best Regards,
Joy

เห็นความแตกต่างมั้ยคะ email อันที่สองนี้ ง่ายกับเรา ง่ายกับอาจารย์ด้วยค่ะ แล้วเราก็ไม่ได้ดูเจ้ากี้เจ้าการ แบบไปสั่งอะไรอาจารย์ด้วยค่ะ ลองเอาไปใช้ดูนะคะ



Create Date : 28 ธันวาคม 2550
Last Update : 28 ธันวาคม 2550 12:16:22 น.
Counter : 8710 Pageviews.

6 comment
วิธีจัดเก็บบทความทางวิชาการ สำหรับนักเรียนปริญญาเอก (ตอนที่ ๒)
มาต่อตอนที่ ๒ นะคะ ขอย้ำว่าเทคนิคที่นำเสนอนี้อาจจะดูเยอะ บางคนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็นขนาดนั้นนะคะ ก็แล้วแต่ความถนัดค่ะ รู้ไว้เยอะๆจะได้เลือกเทคนิคที่ถนัดหรือชอบ เอาไปใช้ค่ะ อย่าลืมนะคะว่าการเรียนเอก เรียนเป็น ๔-๕ ปี หรืออาจจะมากกว่า บาง papers ที่เราอ่านไปปี สองปีแรก กว่าจะเอามาเขียนอ้างอิงในวิทยานิพนธ์ หรือในงานเพื่อตีพิมพ์ เราก็อาจจะลืมๆ papers ที่อ่านปีแรกๆไปแล้วค่ะ กว่าจะเรียนจบก็สะสม papers ไว้เป็นร้อยแล้วค่ะ เพราะฉะนั้น อาจดูเสียเวลาตอนนี้ ในการจัดระบบ และเขียนโน้ตเวลาอ่านจบแต่ละ paper แต่ขอย้ำว่าคุ้มมากๆค่ะ เวลาที่ต้องรีบๆเขียนงานแล้วต้องใช้การอ้างอิง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาและอ่านใหม่ทั้งหมดนะคะ

การจัดการกับ journal articles (papers) แบบ pdf files

๑. เริ่มจากการหาตัว program เป็น Acrobat Acrobat Professional นะคะ ไม่ใช่ Acrobat Reader จำได้ว่าที่ University of Illinois at Urbana-Champaign (UIUC) เค้ามีขายราคานักเรียน เป็น Student Licensing ประมาณ $50 เหรียญค่ะ ส่วนที่ UC Davis ไม่มีราคานักเรียนค่ะ ต้องซื้อราคาตลาด แต่ขอย้ำว่าคุ้มค่ะ จำเป็นจริงๆ

๒. คราวนี้เวลาเราหา journal article ที่เราต้องการ ก็ไปที่ database website ซึ่งที่มหาวิทยาลัยต่างๆก็มี website ต่างๆกันไป ซึ่งจะไม่พูดถึงวิธีการ search หา paper ในที่นี้นะคะ จะข้ามไปที่หลังจากเราได้ download paper ที่ต้องการมาแล้ว คราวนี้เราก็ save ใน computer ของเรา ใน folders ต่างๆ ที่เราตั้งชื่อตาม category names ค่ะ

a. Category names คือ หมวดหมู่ของ papers ที่เราแบ่งตามเนื้อหาของ paper นั้นๆ อันนี้แล้วแต่งานวิจัยของแต่ละคน เช่น ผู้เขียนวิจัยเรื่อง Inactivation of Adenoviruses in Drinking Water with UV and Chlorine ผู้เขียนก็มี category names เช่น disinfection, adenovirus—biology, adenovirus—inactivation, lab methods เป็นต้นค่ะ

b. การแบ่งเป็นหัวข้ออย่างนี้ นอกจากจะง่ายต่อการเก็บแยกแล้ว ยังง่ายเวลาเราจะเอามาอ้างอิงเวลาเขียนบทความของเราค่ะ เช่น เวลาเขียนส่วน introduction ก็เอา papers เกี่ยวกับ adenovirus มาอ้างอิง เวลาเขียน materials and methods ก็เอา papers เกี่ยวกับ lab methods มาอ้างอิงค่ะ

c. บาง papers เราอ่านแล้ว อาจจะจัดลงได้ มากกว่าหนึ่ง category names ก็ต้องเลือกอันเดียวค่ะ ที่เป็นใจความสำคัญที่สุด แล้วเดี๋ยวเราจะมีคำ keywords ที่จะพูดต่อไปนะคะ จะช่วยให้จัดการ paper ได้ง่ายขึ้น และ paper หนึ่งๆ มี keywords หลายอันได้ค่ะ

d. เคยเห็นบางคน แบ่งหมวดหมู่ตามตัวอักษรแรกของนามสกุลคนเขียน paper นั้นๆ ในที่นี้เค้า print ออกมาแล้วเก็บใส่แฟ้มค่ะ ตอนแรกผู้เขียนกะจะทำตาม แต่สุดท้ายคิดว่าคงไม่ถนัด เพราะเวลาเราจะค้น papers ที่เรามี ส่วนน้อยที่เราจะจำ papers นั้นๆจาก ชื่อสกุลคนเขียน เราจะจำจากว่า papers นั้นๆ เขียนเกี่ยวกัยเรื่องอะไรมากกว่า เพราะฉะนั้น การจัดเป็นชื่อหมวดหมู่แบบนี้ ดูจะง่ายในการใช้มากกว่านะคะ

๓. การตั้งชื่อ file – อันนี้มีหลายแบบ ตามความถนัดของแต่ละคนค่ะ

a. บางคนก็จะตั้งชื่อด้วยนามสกุลของคนเขียนชื่อแรก เช่น Sirikanchana_et_al_2003

b. อีกแบบก็คือใส่ keyword ที่เป็นเหตุผลว่าเรา download paper อันนี้มาทำไม เช่น สมมุติ paper นี้มี DNA primer sequence ที่เราต้องการ ก็สามารถตั้งชื่อได้ว่า Sirikanchana_et_al_2003_DNAprimer เป็นต้น (แต่หากมีหลาย keywords การจะใส่ทุก keywords ไปในชื่อ file ก็คงไม่สะดวก ก็ต้องเลือก keyword ที่เด่นที่สุดค่ะ)

c. ผู้เขียนเคยใช้ระบบตั้งชื่อเป็นตัวย่อของ category names เช่น lap methods เป็น LM#1, LM#2, … ไปเรื่อยๆ แล้วชื่อนี้ผู้เขียนก็เอาไปใส่ใน bibliography programs (ที่กล่าวข้างต้นนะคะ และจะพูดรายละเอียดเพิ่มข้างล่างค่ะ) เวลาคลิ๊กไปที่ file นั้น หน้าแรกเราก็เห็นชื่อคนเขียนเลย และ keywords เราก็พิมพ์ไว้บน pdf เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็ไม่ถือว่าสะดวกน้อยกว่าการตั้งชื่อแบบ ๒ วิธีแรกนะคะ แต่มีข้อเสียเวลาใช้ bibliography program ชื่อ Refworks ค่ะ ซึ่งจะพูดต่อไปค่ะ (บอกตอนนี้อาจจะทำให้สับสนค่ะ)

๔. ทีนี้ก็มาเริ่มอ่านตัว paper กันเลยค่ะ มีสิ่งที่ต้อง list หรือเขียนลงไปบนตัว paper ดังนี้ค่ะ การเขียนลงไปบน pdf file ผู้เขียนใช้ Text box tool ใน Acrobat Professional ค่ะ ใช้ง่ายเหมือนใช้ปากกาเขียนบนกระดาษเลยค่ะ

a. หัวมุมขวาบน ของหน้าแรก ให้ใส่เกรดให้กับ paper นั้นค่ะ grade ก็เริ่มตั้งแต่ A+ ไปจนถึง D- ค่ะ การให้เกรดนี้ไม่ได้ให้ตามคุณภาพงานเขียนของ paper นั้นๆนะคะ แต่เป็นเนื้อหาของ paper ว่าเกี่ยวข้องกับงานของเราแค่ไหน นั่นก็คือ paper นี้มีประโยชน์ที่เราจะเอาไปใช้อ้างอิงได้แค่ไหนค่ะ A+ ก็คือเป็น paper ที่เกี่ยวกับงานเราที่สุด ดังนั้นส่วนใหญ่ที่เรา download มาก็ไม่ค่อยมีเกรดต่ำกว่า C เท่าไรนะคะ เพราะถ้าเนื้อหาไม่ค่อยเกี่ยวกับงานของเราเท่าไร เราก็ไม่ download มาเก็บไว้ตั้งแต่แรกแล้วค่ะ การแบ่งเกรดแบบนี้ช่วยให้หา papers ง่ายเวลาเราจะเริ่มเขียนงาน เพราะเราก็จะเลือกทบทวน papers ที่เป็นเกรด A+ เอามาเขียนก่อนค่ะ

b. หัวมุมขวาบน ของหน้าแรก ถัดจากเกรด ก็ใส่ชื่อ category name อีกทีค่ะ จะได้จัดเป็นหมวดหมู่ ไม่สับสนทีหลังค่ะ

c. ตัวโปรแกรม Adobe Acrobat Professional มี Commenting Tools อันหนึ่ง เรียกว่า Stamp tool ค่ะ ผู้เขียนเวลาอ่านจบ paper นั้นๆ ก็จะ stamp บอกวันและเวลาที่อ่านจบค่ะ เป็นข้อมูลว่า paper นี้ เราอ่านไปตั้งแต่เมื่อไรค่ะ (รายละเอียดวิธีใช้โปรแกรม ไม่ขอเขียนในที่นี้นะคะ แต่หาอ่านได้ใน manual ของโปรแกรมค่ะ)

d. ต่อมาก็พิมพ์ keywords ของ paper อันนั้นค่ะ โดยหาคำที่เป็นใจความสำคัญที่เวลาเราเปิด file นี้มาดู พออ่าน keywords ก็เข้าใจได้ว่าเกี่ยวกับอะไรค่ะ บาง papers ก็จะมี keywords ของเค้าพิมพ์มาให้ในหน้าแรก แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะเป็นประโยชน์กับเราค่ะ เช่น paper นี้อาจพูดถึงอย่างหนึ่ง แต่เราอ่าน paper อันนี้เพราะเราต้องการอ้างอิงวิธีการทดลองที่อาจเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของ paper นั้น เราก็อาจใส่ keywords ของเราเองว่า lab method reference เป็นต้นค่ะ ได้ยินมาว่า Acrobat Professional 8.0 ล่าสุด สามารถ search หาคำได้ เพราะฉะนั้น ก็สามารถ search หา หลายๆ papers ที่เรามี keywords ที่เราเขียนไว้ได้ค่ะ ไม่งั้น เวลาใช้ bibliography programs เช่น Endnotes หรือ Refworks เราก็พิมพ์ keywords นี้เข้าไป แล้วก็เวลาจะหา papers มีคำ keywords เดียวกัน ก็ search หาได้ค่ะ

e. ต่อมาด้านล่างของ keywords ผู้เขียนก็ใส่ Text box อีกอันหนึ่ง แล้วพิมพ์ Summary ค่ะ โดยใส่เป็นข้อๆ สรุปเนื้อหาที่สำคัญจาก paper นั้นๆ ขอย้ำว่าข้อสุปที่เราเขียน อาจจะไม่ใช่ข้อสุปของงานวิจัยนั้นๆ ทั้งหมด แต่เป็นข้อสรุปที่เราจะเอามาใช้ค่ะ ไว้เตือนความจำตัวเองค่ะว่าอ่านไปแล้วได้อะไรบ้าง ถ้าบางทีมันยาว เราก็อาจเขียนว่า ดูที่ highlight ไว้ในหน้า ... หรือ ให้ดู Figure … หน้า ... เป็นต้นค่ะ

f. เวลาอ่านเนื้อหา ก็สามารถใช้ “highlighter tool” หรือ “underline text tool” ได้ค่ะ ผู้เขียนชอบใช้ “sticky note tool” ด้วยค่ะ ไว้เขียนโน้ตข้างๆตัว text แต่มันจะไม่โชว์ตลอดเวลาเหมือน Text box tool นะคะ sticky note นี่ ต้องคลิ๊กไปที่มันค่ะ ถึงจะโชว์ที่เราพิมพ์ ดีตรงที่มันไม่บังตัว text ใน paper นั้นไงคะ

g. อีกข้อที่ผู้เขียนชอบในการใช้ Acrobat ก็คือ สามารถพลิกเปลี่ยนหน้าได้ง่าย version 7.0 มีปุ่มด้านล่าง ปิดหน้าถัดไป ก่อนหน้า หน้าแรก หน้าสุดท้าย และที่สำคัญ หน้าที่เพิ่งเปิดมา (previous view) ได้ค่ะ ที่สะดวกเพราะว่า บาง pdf file เวลาเค้าอ้างถึง figure หรือ table ไหนในตัว text เวลาเราคลิ๊กไปที่นั้น มันก็จะลิงค์ไปที่รูป figure นั้น หรือที่ table นั้นเลยค่ะ ทีนี้พอเราดูเสร็จแล้ว จะกลับมาอ่าน text เดิมต่อ ถ้าต้องมานั่งหาก็ไม่สะดวก แต่ถ้าคลิ๊กปุ่ม previous view ก็กลับมาที่ text ที่เดิมเลยค่ะ อาจเร็วกว่าการพลิกกระดาษด้วยซ้ำค่ะ

ผู้เขียนตั้งใจว่าไม่ลงรายละเอียดเยอะเกี่ยวกับวิธีใช้ Acrobat เพราะสามารถหาอ่านได้จาก manual ก็เลยเน้นเทคนิคการอ่านและเขียนโน้ตมากกว่า แต่ไม่มั่นใจว่าเขียนสับสนรึเปล่าคะ ถ้ามีคำถามตรงไหนก็ comment มาได้นะคะ แล้วจะปรับปรุงรายละเอียดของบลอกให้ค่ะ

ที่สำคัญ อย่าลืม backup ข้อมูลบ่อยๆนะคะ งานปริญญาเอกที่ทำมาเป็นหลายๆปี สำคัญนะคะ ผู้เขียนจะ backup ทุกๆเดือนค่ะ แต่บางคนก็ทำบ่อยกว่านั้นค่ะ

การจัดการกับ journal articles (papers) แบบ hard copy (แบบกระดาษ)

อันนี้ไม่มีอะไรเขียนมากค่ะ เพราะที่แนะนำมาสำหรับแบบ pdf ก็เอามาใช้ได้เลยค่ะ โดย print ตัว article ออกมา แล้วก็ใช้ปากเขียนบนหน้าแรกค่ะ ทั้ง เกรด, category name, keywords, summary ค่ะ แล้วก็ใช้ปากกา highlight หรือขีดเส้นใต้ตามใจชอบ ขอแนะนำว่าอย่าใช้ post-it note แปะเลยค่ะ เพราะโอกาสหลุดหายมีมากค่ะ ข้อมูลที่เขียนไว้ก็จะหายไปด้วย ให้เขียนลงในตัวกระดาษเลยค่ะ

การเก็บตัว papers นี้ ก็แนะนำให้หากล่องใส่เอกสารค่ะ ไม่ต้องใส่แฟ้มเจาะห่วงค่ะ เสียเวลาเจาะค่ะ กล่องเอกสารก็แยกตาม category names นะคะ หรือจะใช้ hanging files ก็ได้ค่ะ

โอกาสต่อไปจะเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับ Endnote และ Refworks นะคะ ที่ UIUC กับที่ UC Davis นี่ เค้ามี training class ของห้องสมุดฟรีนะคะ ลองเช็คดูนะคะ



Create Date : 08 ธันวาคม 2550
Last Update : 8 ธันวาคม 2550 9:57:53 น.
Counter : 994 Pageviews.

6 comment
วิธีจัดเก็บบทความทางวิชาการ สำหรับนักเรียนปริญญาเอก (ตอนที่ ๑)
การเรียนปริญญาเอก และปริญญาโทในบางสาขา สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตการเรียน คือการติดตามอ่านผลงานวิจัยใหม่ๆ ใหม่กว่า textbook ที่ตีพิมพ์ออกมาให้เรียนกัน ผลงานวิจัยนั้นก็อยู่ในรูปของบทความทางวิชาการค่ะ ซึ่งเราเรียกกันว่า journal article หรือสั้นๆว่า paper ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ หรือ Journal ค่ะ คนที่เริ่มเรียนต่อก็คงเริ่มคุ้นๆกันบ้างแล้ว ทีนี้ลองนึกสภาพเวลาเราต้องอ่าน paper เหล่านี้ไปเรื่อยๆ กว่าจะจบเอก เราก็สะสม paper ไว้เป็นตั้งแล้วค่ะ การเก็บเป็นหมวดหมู่เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจัดระบบการเก็บและจดโน้ตตั้งแต่ต้นๆนะคะ เวลาจะหาบาง paper มาอ่าน จะได้รวดเร็ว ไม่สับสน ไม่เสียเวลาค่ะ

ผู้เขียนเองตอนมาเรียนใหม่ๆก็อาศัยถามพี่ๆ และเพื่อนในแลป แล้วก็ทดลองมาด้วยตัวเองค่ะ เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ก็เห็นข้อดีข้อเสีย ความสะดวก ไม่สะดวกต่างๆ ก็เลยขอมาสรุปไว้ที่นี้นะคะ คนที่เพิ่งเริ่มเรียนก็ลองอ่านดูนะคะ จะได้เริ่มจัดการตั้งแต่ยังมี collection น้อยๆอยู่ ส่วนใครที่เรียนมาสักระยะ เริ่มเก็บ paper มาส่วนหนึ่งแล้ว ก็ลองอ่านเทคนิคที่จะนำเสนอนี้นะคะ เผื่อว่าจะเอาไปปรับปรุง เสริมเพิ่มเติม ให้สะดวกและดีขึ้นค่ะ ผู้เขียนนำเสนอวิธีการเป็นขั้นๆ นะคะ

การจัดการจัดเก็บ Journal Articles แบ่งเป็น ๒ ส่วน

๑. วิธีเขียนโน้ตและจัดเก็บแต่ละ paper ซึ่งก็แบ่งไปอีก ว่าเป็น paper แบบ electronic file (pdf) หรือเป็นแบบ print ออกมาเป็นกระดาษค่ะ
๒. วิธีจัดการกับ bibliography program (เก็บข้อมูลของทุก Paper ของเรา และช่วยในการ เขียน references เวลาเราเขียนงาน)

วิธีเขียนโน้ตและจัดเก็บแต่ละ paper
ตัว journal article เองมาใน ๒ รูปแบบ คือ เรา download จาก online database ได้ แล้ว save ในรูป pdf file กับอีกแบบคือเรา print เป็นกระดาษออกมา หรือไม่ก็ไป copy จากหนังสือมา ก็อญยู่ในรูปแบบกระดาษเช่นกัน ข้อดีข้อเสียของทั้งสองแบบ ก็มีต่างกัน ดังนี้ค่ะ

Pdf file๑. สามารถเก็บรวมไว้ที่เดียวได้ ใน computer ของเรา เวลาจะไปไหนก็เอา laptop ไปเครื่องเดียว ก็มีที่เราเก็บไว้หมดเลยค่ะ แต่พยายามมี backup ไว้นะคะ ก็เหมือน computer files ทั่วไปค่ะ ที่มีโอกาสข้อมูลสูญหายได้
๒. ใช้ Adobe Acrobat Professional สะดวกในการเปิดอ่าน เปลี่ยนหน้า แล้วก็ highlight หรือเขียนโน้ตได้สะดวกค่ะ
๓. เวลาต้องส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษา หรือเพื่อนในแลปดู ก็สะดวกค่ะ แค่ส่งผ่าน email

Hard copy (แบบกระดาษ)
๑. บางคนถนัดกว่า เพราะเปิดเปลี่ยนหน้าไปมาได้เร็ว แล้วก็จะเขียนอะไรลงไปก็ได้ แต่อันนี้ผู้เขียนใช้ Acrobat ซึ่งอย่างที่บอกค่ะ ใช้งานได้คล่องเท่ากับการเขียนบนกระดาษเลย ก็แล้วแต่ใครถนัดแบบไหนค่ะ
๒. ข้อเสียที่เห็นชัดคือ ต้องพกพา เวลาเราจะเอางานไปอ่าน หรือจะเขียนงานของเราแล้วต้องใช้ papers เหล่านั้นในการอ้างอิง ก็หอบกันหนักเลยค่ะ บางทีลืมไว้ที่ office พอกลับมาบ้านจะใช้ ก็หาไม่เจอ ทำงานต่อไม่ได้ค่ะ
๓. ข้อเสียเรื่องการหอบ จะเป็นปัญหาอีกอย่าง คือตอนเรียนจบ แล้วจะขนกลับเมืองไทย หรือย้ายไปทำงานที่อื่น ก็ต้องเสียค่าส่งค่ะ ถ้ามีเป็น electronic files ไว้ ก็สะดวกกว่าเยอะค่ะ (คนเรียนจบแล้ว อาจจะไม่ต้องใช้ papers เหล่านั้นแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับงานที่เราจะทำต่อค่ะ ถึงงานประจำที่ทำจะไม่เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยตอนปริญญาเอกแล้ว แต่ส่วนใหญ่เราก็ยังต้องเขียน paper เพื่อตีพิมพ์ผลงานของเราค่ะ บางทีเราเขียนเสร็จก่อนเรียนจบ แต่กว่าทางวารสารจะส่งให้ reviewers แล้วส่งกลับมาให้เราแก้ก็เป็นเดือนค่ะ เราก็ต้องใช้ papers ที่เราใช้อ้างอิง มาฝช่ในการขียนแก้ค่ะ
๔. ข้อเสียอีกข้อ เปลืองกระดาษค่ะ เปลืองทรัพยากร (ผู้เขียนเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อม)

ตอนต่อไปจะมาเริ่มด้วยการจัดการกับ journal articles ทั้งสองแบบกันนะคะ



Create Date : 07 ธันวาคม 2550
Last Update : 7 ธันวาคม 2550 13:56:40 น.
Counter : 955 Pageviews.

7 comment
1  2  3  4  

DrJoyKwanrawee
Location :
Davis, California  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



Locations of visitors to this page