All Blog
การจัดการกับความขัดแย้งอย่างมีส่วนร่วม(Consensus-Building Conflict Management)

การจัดการความขัดแย้งอาจทำได้แบบให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โดยถือหลักการ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมกับทุกฝ่าย การยอมรับสถานะของผู้เข้าร่วมในปัญหาความขัดแย้ง การอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการหาหนทางแก้ไข การใช้ความยืดหยุ่น การควบคุมกระบวนการร่วมกัน และการยอมรับปฏิบัติตามผลที่ได้มีการตกลงกันเพื่อแก้ไขความขัดแย้งนั้น
การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Consensus decision-making) กล่าวคือผู้มีส่วนได้เสียที่เข้าร่วมกระบวนการเป็นผู้ร่วมกันตัดสินใจยอมรับข้อตกลง ไม่ใช่การใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน
การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusiveness) กล่าวคือ บุคคลที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ต้องมีสิทธิเข้าร่วมในกระบวนการเจรจา หรือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรืออย่างน้อยที่สุด ต้องให้ความเห็นชอบกับกระบวนการนี้
การยอมรับสถานะของบุคคลที่เข้าร่วม (Accountability) กล่าวคือ บุคคลที่เข้าร่วมกระบวนการขจัดความขัดแย้งนี้ ปกติจะเป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นที่ยอมรับของกลุ่มบุคคลหรือผลประโยชน์นั้น รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในระหว่างกระบวนการขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วย
การช่วยเหลืออำนวยความสะดวก (Facilitation) กล่าวคือ บุคคลซึ่งเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ทำหน้าที่ดำเนินและควบคุมกระบวนการ รวมทั้งรักษาบรรยากาศของการสนทนาเจรจาและสื่อสารระหว่างกัน ให้เป็นไปอย่าราบรื่นจนบรรลุข้อตกลงได้
ความยืดหยุ่น(Flexibility) กล่าวคือ บุคคลที่เข้าร่วมเป็นผู้กำหนดกระบวนการประเด็นปัญหาที่จะเจรจาที่ทุกฝ่ายคิดว่าเหมาะสมในการแก้ไขปัญหา
การควบคุมกระบวนการร่วมกัน (Shared Control) บุคคลทุกฝ่ายที่เข้าร่วมกระบวนการจะมีหน้าที่ร่วมกันในการกำหนดกติกาพื้นฐานที่ใช้ในการควบคุมกระบวนการให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น
การยอมรับที่จะปฏิบัติตาม (Commitment to Implementation) กล่าวคือ บุคคลที่เข้าร่วมกระบวนการนี้ และบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง และได้ให้การยอมรับในการดำเนินกระบวนการนี้ จะต้องยอมรับในข้อตกลงและปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันนั้น



Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2559 0:55:20 น.
Counter : 40 Pageviews.

1 comment
การจัดการความขัดแย้ง

“ความขัดแย้งนั้นเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เนื่องด้วยคนเราเมื่ออยู่กันหมู่มาก ก็ต่างความคิด ต่างความต้องการ สิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ การจัดการกับความขัดแย้ง”
ในการจัดการความขัดแย้งนั้น เราอาจแบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่ การป้องกันความขัดแย้งกับการบริหารความขัดแย้ง
ในการป้องกันความขัดแย้งนั้นเราอาจใช้วิธีการ เน้นการมีส่วนร่วม การให้ข้อมูลข่าวสาร การหารือ การมีบทบาทเกี่ยวข้อง การให้ความร่วมมือ
ส่วนการบริหารความขัดแย้งนั้นหมายถึง เกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมีวิธีการจัดการโดยมีอยู่หลายวิธีการ ซึ่งแต่ละคนก็อาจเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันไป เช่น บางท่านอาจเลือกที่จะหนีปัญหา บางท่านใช้การเจรจาต่อรอง หรือขอให้มีคนกลางมาช่วยทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือฟ้องร้องคดีต่อศาล นอกจากนี้ยังอาจใช้การเผชิญหน้าหรือประท้วงอย่างสันติ การใช้กำลังบังคับ หรือใช้อำนาจรัฐเช่น การตรากฎหมายบังคับ
เป็นต้น ทั้งนี้เราอาจวิเคราะห์ถึงการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆข้างต้นได้ดังนี้
การหลีกเลี่ยงหรือหนีปัญหา(Avoidance)นั้น เป็นวิธีการที่ฝ่ายหนึ่งซึ่งโดยปกติเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขความขัดแย้งด้วย ไม่สนใจที่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง หรือคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างไม่สนใจที่จะแกปัญหา ทั้งนี้ อาจมีสาเหตุมาจากไม่รู้ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือรู้แต่ไม่สนใจที่จะแก้ไขความขัดแย้งนั้น หรือไม่เห็นว่าข้อขัดแย้งนั้นเป็นปัญหาสำคัญ หรือไม่เป็นผู้ที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือไม่เชื่อว่าการแก้ไขข้อขัดแย้งจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น หรือทั้งสองฝ่ายไม่มีความพร้อมที่จะเจรจายุติข้อขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งหากข้อขัดแย้งนั้นมีการเริ่มต้นเรียกร้องจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากอีกฝ่ายหนึ่งใช้วิธีการนี้ ฝ่ายที่เรียกร้องจะมีความรู้สึกว่า ข้อเรียกร้องของตนไม่ได้รับความสนใจหรือตอบสนอง จนเกิดเป็นความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซึ่งวิธีการนี้ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
การเจรจาต่อรอง(Negotiation) เป็นวิธีการที่คู่พิพาททั้งหมดสมัครใจที่จะแก้ไขปัญหาระหว่างกัน ด้วยการพูดคุยบอกกล่าวให้อีกฝ่ายทราบถึงความต้องการและประโยชน์ของฝ่ายตน เจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนประโยชน์ต่างๆซึ่งกันและกัน และตกลงใจร่วมกันในการยุติความขัดแย้ง เป็นวิธีการที่สะดวก ง่าย ไม่เป็นทางการ และรวดเร็วที่สุดในการแก้ไขความขัดแย้ง แต่จะเป็นวิธีการที่ประสบความสำเร็จได้ดีก็ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญในการเจรจาต่อรองของคู่เจรจา ที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์และการรักษาความสัมพันธ์ มากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึด รวมทั้งการรักษาจุดยืนของแต่ละฝ่าย
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท(Mediation) เป็นวิธีการที่คล้ายกับการเจรจาต่อรอง แต่อาศัยบุคคลที่สามเป็นคนกลาง เรียกว่า “ผู้ไกล่เกลี่ย” คอยช่วยเหลือสนับสนุนกระบวนการเจรจาต่อรองให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังร่วมกับคู่พิพาทแสวงหาทางออกที่เหมาะสมและเกิดความพึงพอใจแก่ทุกฝ่าย เป็นวิธีการที่รวดเร็ว สะดวกและไม่เป็นทางการ และมักถูกนำมาใช้เสมอ เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดเริ่มการเจรจา หรือการเจรจาต่อรองระหว่างคู่กรณีไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากพบทางตันในการเจรจา
อนุญาโตตุลาการ(Arbitration) เป็นวิธีการที่คล้ายคลึงกับการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งคู่พิพาทยื่นเรื่องและเสนอพยานหลักฐานต่ออนุญาโตตุลาการหรือคณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด โดยการออกคำชี้ขาด (Award) ที่มีผลผูกพันคู่พิพาทกระบวนการนี้จะแตกต่างจากการฟ้องร้องต่อศาลตรงที่ว่า คู่พิพาทมีสิทธิในการเลือกอนุญาโตตุลาการที่จะทำหน้าที่ชี้ขาดได้ รวมไปถึง การตกลงกันถึงกระบวนการในการนำเสนอพยานหลักฐานได้ วิธีการนี้มักนิยมใช้กับข้อพิพาทที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า รวมทั้งข้อพิพาทที่คู่ความไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
การฟ้องร้อง (Litigation) เป็นวิธีการที่คู่พิพาทนำเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเรียกร้องของตน และให้บุคคลที่เป็นกลางหรือศาลเป็นผู้ตัดสินความถูกต้อง โดยอาศัยกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นเป็นหลักในการตัดสิน ซึ่งคู่พิพาทจะต้องยื่นเรื่องราวต่อศาลที่มีเขตอำนาจโดยอาจเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
การเผชิญหน้าและประท้วงอย่างสันติ (Non-Violence Confrontation) เป็นวิธีการที่แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา แต่เป็นวิธีการที่ฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ทำตามหรือปฏิบัติกิจกรรมที่ควรปฏิบัติ หรือมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ซึ่งมิได้เป็นวิธีการแก้ไขที่ตัวปัญหา แต่อาจเป็นวิธีการกดดันให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมปฏิบัติในสิ่งที่ต้องการ วิธีการดังกล่าวนี้มักจะใช้ได้ผลดีที่สุดในสถานการณ์ที่ฝ่ายที่ถูกประท้วงจะต้องพึ่งพาอาศัยอีกฝ่ายหนึ่งในความเป็นอยู่
การใช้กำลังบังคับ (Forcing) เป็นวิธีการจัดการกับข้อขัดแย้งที่ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่าย และไม่สามารถชักจูงใจให้ฝ่ายที่ด้อยกว่ายอมจำนนหรือคล้อยตามได้ จึงใช้วิธีบังคับเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายที่ใช้กำลังบังคับได้นั้น จะต้องมีกำลังหรืออำนาจเพียงพอที่จะบังคับ หรือทำความเสียหายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ และต้องแสดงให้อีกฝ่ายทราบด้วยว่า มีความสามารถเช่นนั้นได้และจะใช้อำนาจเช่นนั้นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ไม่ใช่การแก้ไขความขัดแย้งที่ปัญหา และคู่กรณีที่ถูกบังคับจะมีความรู้สึกไม่พอใจจนอาจนำไปสู่การแก้แค้นได้
ในการใช้วิธีการจัดการความขัดแย้งที่แตกต่างกัน ก็อาจทำให้เกิดผลแตกต่างกัน โดแบ่งในแง่การแพ้ชนะจะได้สามรูปแบบ ดังนี้ 1.ฝ่ายหนึ่งแพ้ฝ่ายหนึ่งชนะ (Win-Lose situation) 2.แพ้ทั้งคู่ (Lose-Lose Situation) 3.ชนะทั้งคู่ (Win-Win Situation)



Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2559 0:56:08 น.
Counter : 40 Pageviews.

0 comment
ผลกระทบของความขัดแย้ง

ธรรมดาของสรรพสิ่งย่อมมีทั้งคุณและโทษ มีแง่บวกและลบ ผลกระทบของความขัดแย้งก็เช่นกัน อาจมองได้ทั้งในเชิงลบและบวก
ผลกระทบในเชิงลบนั้น ได้แก่ เสียเวลา คเกิดวามแตกแยก เพิ่มช่องว่างของความแตกต่าง หรือเกิดความรุนแรงขึ้น เป็นต้น
ส่วนในเชิงบวกนั้น ความขัดแย้งอาจสร้างความชัดเจนในประเด็นปัญหา เกิดการหาทางออกในปัญหา นำพาบุคคลเข้ามาสู่การแก้ปัญหาที่สำคัญ เกิดการสื่อสารอย่างแท้จริง ลดความกดดันในประเด็นปัญหา สร้างการเรียนรู้ระหว่างบุคคล สร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา สร้างความเข้าใจและเกิดทักษะในการแก้ไขปัญหา เป็นต้น
กล่าวอย่างนี้ ดูราวกับว่า จะมีผลกระทบในแง่บวกมากกว่าแง่ลบ แต่ที่กล่าวมาอาจเป็นเพียงการมองโลกในแง่ดี เพราะ ความขัดแย้งเป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมดาย่อมเกิดขึ้นในสังคม หากสามรถป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง หรือยุติข้อขัดแย้งได้โดยสันติ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า



Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2559 0:56:33 น.
Counter : 36 Pageviews.

0 comment
สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างบุคคล

สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างบุคคลอาจเกิดจาก การสื่อสารที่บกพร่อง การไม่พอใจในการกระทำ ความไม่รู้ไม่เข้าใจ การไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงแล้วนำไปสู่ความขัดแย้ง หรือการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ใหม่มักมีการต่อต้าน
การสื่อสารที่บกพร่องอาจทำให้บุคคลที่เราต้องการสื่อสารด้วยไม่เข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อสาร แต่ที่ร้ายกว่าคือ เกิดความเข้าใจผิด และนำมาสู่ความขัดแย้งในที่สุด หลายครั้งที่เหตุความขัดแย้งที่เกิดจากข่าวลือ บอกกันปากต่อปากจนเรื่องผิดเพี้ยนบิดเบือนจากความจริง แม้จะรู้กันว่าข่าวลือนั้นเชื่อถือได้ไม่มาก แต่ ณ วินาทีนั้น อารมณ์ก็อาจทำให้ลืมไป และเกิดการตอบโต้โดยไม่ทันได้ยั้งคิดให้ดีเสียก่อน
บางครั้ง คู่กรณีก็อาจไม่ยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยอาจมีเหตุผลส่วนตนบางประการที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความจริงแล้วคู่กรณีอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แล้วทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันขึ้นมา โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เป็นสังคมที่พยายามจะเน้นความรอมชอม ไม่ยอมพูดจาอะไรออกมาเพราะกลัวการแตกหัก แต่ก็ทำให้กลายเป็นสังคมอ้ำอึ้ง หากสังเกตจากละครทางโทรทัศน์ มีอยู่บ่อยครั้งที่ปัญหาเกิดจากตัวเอกของเรื่องไม่ยอมปริปากบอกความจริงที่ควรจะบอก โดยมีเหตุผลส่วนตน ไม่กล้าพูดอออกมาจนเกิดปัญหาใหญ่โต แล้วในที่สุดก็ต้องเปิดเผยสิ่งนั้น เมื่อเกิดการสูญเสียขึ้นมาแล้ว
ความขัดแย้งยังอาจเกิดได้จากการกระทำบางอย่างของคู่กรณี ซึ่งอีกฝ่ายมองว่าเป็นการกระทำผิดหรือก่อผลร้ายกับตน และประสงค์จะตอบโต้ มากกว่าการให้อภัย ฝ่ายผู้ก่อเหตุก็ไม่ยอมหยุดการกระทำและไม่เคยขอโทษ เรื่องก็ลุกลามใหญ่โต
นอกจากนี้ จากปรับเปลี่ยนสิ่งใดจากปกติที่เคยชิน แม้ผู้ปรับเปลี่ยนจะมีเจตนาเพื่อการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ธรรมดาของมนุษย์ ต่างตนก็ต่างความคิด บางคนอางไม่มองเห็นจุดดีดังกล่าวและต่อต้านการปฏิรูปนั้น และนำไปสู่การตอบโต้ในวิธีต่าง เช่นในองค์กรก็อางมีการเดินขบวนหรือหยุดงานประท้วง หากควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ก็อาจรุนแรงถึงขั้นเผาโรงงาน อาคารสำนักงาน มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
อย่างไรก็ดีหากเรามองสาเหตุของความขัดแย้งในเชิงสังคม เราก็จะพบว่า ความขัดแย้งมีสาเหตุมาจากความแตกต่างกันในวัฒนธรรม การเมือง ศาสนา หรือมาจากเรื่องเศรษฐกิจ การจัดสรรทรัพยากร โครงสร้างองค์กร พฤติกรรมและนิสัยส่วนบุคคล ความต้องการและเป้าหมายที่แตกต่าง เป็นต้น



Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2559 0:57:02 น.
Counter : 39 Pageviews.

0 comment
ประเภทของความขัดแย้ง
“ความขัดแย้งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามปกติที่เกิดจากความแตกต่างกัน ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ผลประโยชน์ ความคิด ค่านิยม ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในสังคม”
เราอาจกล่าวได้ว่า ความขัดแย้งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามปกติในสังคมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสังคมชนบท สังคมเมือง สังคมตะวันตกหรือตะวันออก ทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ชุมชน จนถึงระดับระหว่างประเทศ ซึ่งเรามักจะพบเห็นข่าวความขัดแย้งในบริบทต่างๆได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ได้รับทราบจากวิทยุ โทรทัศน์ ตลอดจนสื่อต่างๆอยู่เป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งระหว่างบุคคลจนถึงกับมีการทำร้าย การฆ่าฟันกันจนถึงแก่ความตาม การชุมชุมประท้วงของลูกจ้าง การประท้วงต่อต้านโครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม
ประเภทของความขัดแย้ง
ประเภทของความขัดแย้ง อาจแบ่งเป็นความขัดแย้งในแง่ เนื้อหาสาระ ความสัมพันธ์หรือสถานะของคู่กรณี และความสัมพันธ์หรือสถานะของคู่กรณี
เนื้อหาสาระ(Substance) เช่น ผลประโยชน์ อารมณ์ ความคิด เป็นต้น
ความสัมพันธ์หรือสถานะของคู่กรณี(Status) เช่น ประชาชนกับรัฐ นายจ้างกับลูกจ้าง เอกชนกับเอกชน
ความสัมพันธ์หรือสถานะของคู่กรณี(Related Person) เช่น บุคคลกับบุคคล บุคคลกับกลุ่มบุคคล หรือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคล
นอกจากนี้เรายังอาจแบ่งแยกประเภทของความขัดแย้งโดยมองในแง่คู่กรณี ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างบุคคล บุคคลกับองค์กร องค์กรกับองค์กร ความขัดแย้งระหว่างชุมชน บุคคลกับชุมชน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นต้น



Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2559 0:57:36 น.
Counter : 35 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  

Env. Boalt
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments