All Blog
พักสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ
ในการไกล่เกลี่ยหลายครั้ง เราอาจเจอเหตุการณ์ที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างรุนแรงเหลือเกิน หากมองในแง่สาระของคดีหรือประเด็นที่พิพาทแล้ว เรื่องก็ไม่น่าจะตกลงยุติกันได้อย่างยากเย็นนัก แต่ติดอยู่กับอารมณ์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายนี่เอง เราในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยมองเห็นประเด็นด้านสาระ และประเด็นด้านความสัมพันธ์หรือด้านอารมณ์ของคู่ความที่เกี่ยวข้องแล้ว พยายามทำให้เกิดความเข้าใจกัน แยกแยะให้เห็นทั้งข้อดีข้อเสีย ทั้ง BATNA (ทางออกที่ดีที่สุดของความขัดแย้ง) และ WATNA (ทางออกที่แย่ที่สุดของความขัดแย้ง) ก็แล้ว ก็ไม่สำเร็จเสียที บางครั้งเรื่องก็ไปติดอยู่กับทิฐิของคู่ความ หรือบางทีเขาก็คิดตามข้อเสนอที่มีความพยายามนำเสนอเพื่อยุติข้อพิพาทไม่ทัน วิธีแก้สถานการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่แสนธรรมดาที่อาจนำมาใช้ โดยที่ในช่วงเวลาไกล่เกี่ยเรานึกไม่ถึงเพราะอยากให้ทุกฝ่ายยุติข้อพิพาทที่เห็นทางออกอยู่รำไรแล้วก็คือ การพักการไกล่เกลี่ยไว้สักครู่ แล้วค่อยเข้ามาคุยกันใหม่
หนังสือ Getting Pass No ของ William Ury แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ กล่าวถึง สำนวนอังกฤษที่ว่า Go to the Balcony แปลว่า ออกไปยืนอยู่ที่ริมระเบียงหรือออกไปนอกวง เขาหมายถึงให้ออกไปจากที่ห้องไกล่เกลี่ยสักครู่หนึ่ง ให้ออกไปพัก ไปสงบจิตสงบใจแล้วลองตั้งสติคิดหาทางออก ไม่ใช่ให้ไปยืนเงียบๆที่ริมระเบียงแล้วโดดลงไปนะครับ บางทีเมื่อได้พัก ผ่อนคลายแล้ว ทั้งคู่ความและผู้ไกล่เกลี่ยอาจคลายอารมณ์ที่รุนแรงออกไป ค่อยๆคิดถึงข้อเสนอ ข้อแนะนำต่างๆที่เกิดขึ้นในการไกล่เกลี่ยก่อนพัก ซึ่งอาจเข้าใจแล้วมองเห็นข้อดี เปลี่ยนมุมมอง แล้วกลับเข้ามาพูดคุยกันใหม่ รวมทั้งตัวผู้ไกล่เกลี่ยด้วยที่จะได้มีโอกาสคิดทบทวนหาทางออกทางแก้ และเตรียมกลยุทธ์ไว้ใช้ในช่วงต่อไป
สิ่งสำคัญก็คือ การรู้จังหวะเวลาว่า ตอนไหนควรพัก ตอนไหนไม่ควรพัก เรียกได้ว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยประสบการณ์ประกอบด้วย ในการไกล่เกลี่ยหลายครั้ง มีการเจรจานำเสนอทางออกทางแก้ไขข้อพิพาทมาหลากหลายและก็มีทางเป็นไปได้ที่จะทางทางออกให้คดียุติ เพียงแต่คู่พิพาทอาจจะต้องใช้เวลาคิดสักครู่หนึ่ง เพื่อการตัดสินใจ และต้องการเวลาให้มีการสงบสติอารมณ์หลังจากมีการถกกันอย่างคร่ำเคร่งหรืออารมณ์เริ่มคลุกรุ่นกันแล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ ท่านผู้ไกล่เกลี่ยหลายท่านมักจะใช้วิธีการพักการไกล่เกลี่ยไว้ก่อน ให้ คู่พิพาทออกนอกห้องไกล่เกลี่ยไปใช้ความคิด หรืออกไปผ่อนคลาย เปลี่ยนอิริยาบถ ดื่มน้ำ ดื่มท่า สักพักแล้วค่อยกลับเข้ามาพูดคุยกันใหม่ บางทีคู่พิพาทได้มีโอกาสออกไปปรึกษาคนที่ไว้ใจ ก่อนตัดสินใจ บางทีตัดสินใจอะไรไปแล้วคนที่บ้านไม่ยอม ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย เรื่องที่ห้องไกล่เกลี่ย ที่ศาลอาจจะยุติ แต่เรื่องที่บ้านอาจจะรุนแรงขึ้น ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และวิจารณญาณของแต่ละท่าน รวมทั้งคำพูดทิ้งท้ายที่ท่านผู้ไกล่เกลี่ยจะฝากให้คู่พิพาทเอาไปคิดก่อนออกจากห้องไกล่เกลี่ยไป
มนุษย์เรามีความต้องการคล้ายๆกัน แต่อาจต่างกันที่แต่ละคนอาจลำดับความสำคัญของความต้องการแต่ละอย่างไว้ต่างกัน บางท่านให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง มองเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากกว่าเรื่องผลประโยชน์ คู่พิพาทบางราย บอกว่า ก่อนมีข้อขัดแย้งกัน เคยไปมาหาสู่เป็นประจำ เคยรับประทานอาหารร่วมกันอยู่บ่อยๆ ยิ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ตกเย็นกลับจากทำงานก็ไปนั่งพูดนั่งคุย ที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าบ้านทุกวัน ได้ปรึกษา ได้ระบายความทุกข์ ความหนักใจให้กันฟัง พอมีเรื่องพิพาทกัน ไม่มองหน้ากัน ม้าหินอ่อนที่เคยนั่งก็ว่างเปล่า นานวันเข้า ก็รู้สึกเสียดายว่า เรื่องที่พิพาทก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก ยอดเงินก็ไม่ได้มากมายสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกัยมิตรภาพ ที่คบหากันมายาวนาน หลังจากได้ออกไปนั่งพักนอกห้องไกล่เกลี่ยสักครู่ ได้ทบทวนถึงคำพูดของท่านผู้ไกล่เกลี่ยที่ให้ลองมองไปที่ความสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกัน เมื่อกลับเข้ามาในห้องไกล่เกลี่ยอีกครั้ง หลายรายก็ลดทิฐิลง หลายรายได้มีโอกาสปรึกษาคนที่ไว้ใจ กลับเข้ามา ก็เปลี่ยนท่าทีมาในทางที่รอมชอมมากขึ้น และลงเอยยุติข้อพิพาทกันได้ในที่สุด
Go to the Balcony ออกไปยืนที่ระเบียง หรือ พักสักครู่ เป็นเทคนิคหนึ่งที่ไม่ควรลืมเมื่อสถานการณ์คับขัน เพียงแต่ ที่ว่า Go to the Balcony เนี่ย เมื่อไปถึง Balcony หรือระเบียงแล้ว ก็หยุดคิดอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่คิดเท่าไรก็ไม่ออกเสียที เลย Jump หรือกระโดดลงไปเสียเลยนะครับ (Go to the Balcony but don’t jump)




Create Date : 03 เมษายน 2553
Last Update : 3 เมษายน 2553 23:56:31 น.
Counter : 375 Pageviews.

0 comment
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในสถานศึกษา :
สถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย อาจเป็นสถานที่ฝึกฝน การระงับข้อพิพาท หรือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างนิสิตนักศึกษา หรือระหว่างข้าราชการ พนักงาน ตลอดจนอาจารย์ด้วยกันเอง ปรากฏการณ์นี้ มิได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในประเทศไทยของเรา ในต่างประเทศ ก็มีข้อพิพาทในทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอยู่เสมอเช่นกัน จนมีความคิดที่จะตั้งศูนย์ระงับข้อพิพาท ในสถานศึกษาขึ้น
ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำการไกล่เกลี่ยมาใช้ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในหลายทาง อย่างไรก็ดี โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลักษณะการไกล่เกลี่ยโดยเพื่อน (peer mediation) เพื่อลดความขัดแย้งในสถานศึกษา การไกล่เกลี่ยลักษณะนี้ ใช้เพื่อนนักเรียนนักศึกษาไกล่เกลี่ยให้ เพื่อนนักเรียนนักศึกษาด้วยกัน เมื่อใดที่มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นอาจารย์จะส่งเรื่องให้ทำการไกล่เกลี่ยแทนการดำเนินการทางวินัยในแบบเดิม นอกจากจะเป็นการระงับข้อพิพาทแล้ว ยังเป็นการสอนให้นักเรียนนักศึกษารู้จักทางเลือกในการแก้ไขความขัดแย้งหรือปัญหาระหว่างกัน
นักเรียนนักศึกษาที่เป็นอาสาสมัครไกล่เกลี่ยจะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับกระบวนการ ในการสื่อสารและการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาระงับข้อพิพาทในระหว่างเพื่อนนักเรียนนักศึกษาได้อย่างราบรื่นปราศจากความรุนแรงและการเผชิญหน้า ในการอบรมนั้น อาสาสมัครไกล่เกลี่ยจะได้เรียนรู้ การยุติความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์และทราบถึงบทบาทของตนที่มิได้เป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ต้องใช้กำลังบังคับ แต่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยจนคู่พิพาทบรรลุความตกลงหรือแก้ไขความขัดแย้งได้ด้วยกระบวนการ ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยไม่มีการต่อว่ากันแต่อย่างใด
โครงการเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อนหลายแห่ง ได้รับการสนับสนุนจากทนายความในยุคกลางทศวรรษ 1970 ตัวอย่างเช่น โครงการของคณะกรรมการชุมชน (Community Boards Program) ในซานฟรานซิสโก หรือโครงการการระงับข้อพิพาทอย่างสร้างสรรค์ (Resolving Conflict Creatively) ในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา ในนครนิวยอร์ค นอกจากนี้ หลายโครงการ ตัวอย่างเช่น โครงการสร้างสันติ (Peace Maker) เน้นการสอนนักเรียนในโรงเรียนเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หลายโครงการเลือกอบรมผู้แทนนักเรียนทำหน้าที่ผู้จัดการความขัดแย้งในโรงเรียน (School conflict manager) อีกทั้ง ยังมีอีกหลายสถาบันที่กำหนดให้มีการพัฒนาเค้าโครงการสอนเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยและการระงับข้อพิพาท
องค์กรหนึ่ง เดิมเริ่มจากสมาคมการไกล่เกลี่ยในการศึกษาแห่งชาติ (National Association of Mediation in Education : NAME) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเครือข่ายการระงับความขัดแย้งในการศึกษา (Conflict Resolution Education Network : CRE net) และปัจจุบันได้เข้าร่วมกับสมาคมเพื่อการระงับ ความขัดแย้ง (Association for Conflict Resolution : ACR) ทำหน้าที่ในระดับชาติเพื่อให้ข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับโครงการเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อน
* คมวัชร เอี้ยงอ่อง, ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา,
น.บ.(ธรรมศาสตร์),น.ม.(จุฬาลงกรณ์),น.บ.ท.,ประกาศนียบัตรกฎหมายสิทธิมนุยษยชนระหว่างประเทศ (University Of Nottingham), LL.M.(University Of California-Berkeley).


ในระดับอุดมศึกษา โครงการลักษณะนี้ มักบริหารโดยสำนักงานกิจการนักศึกษา (Office of Student Affair or Ombuds Office) นอกจากนี้ ยังมีการจัดหลักสูตรเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution : ADR) ในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ข้อพิพาทที่เข้าโครงการมีหลากหลาย ตั้งแต่ข้อพิพาทระหว่างเพื่อนร่วมห้อง (roommate) จนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual harassment) และหลายมหาวิทยาลัยได้สนับสนุนให้มีองค์กรนิสิตนักศึกษาจัดตั้งโครงการเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อนในหอพักของมหาวิทยาลัย
โครงการเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อน มีปัจจัยที่พาสู่ความสำเร็จหลายประการ ได้แก่
ประการแรก การวางแผน (planning) หากมีการวางแผนเริ่มต้นที่ดี ก็เป็นธรรมดาที่จะ ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ อาทิ การกำหนดว่านักเรียนคนใดหรือกลุ่มใดควรมาทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครไกล่เกลี่ย คัดเลือกอย่างไร ควรทำการไกล่เกลี่ยที่ไหน เมื่อใด จะทำการไกล่เกลี่ยเดี่ยวหรือเป็นทีม ข้อพิพาทประเภทใดที่นักเรียนควรเป็นผู้ไกล่เกลี่ย โรงเรียนบางแห่งกำหนดข้อยกเว้นไว้เกี่ยวกับความรุนแรงที่กระทำต่ออาจารย์และเจ้าหน้าที่ เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์อาจจำเป็นต้องแต่งตั้งคณะทำงานหรืออำนวยการเพื่อกำหนดแผนงานและการปฏิบัติงาน
ประการที่สอง การฝึกอบรม (Training) เป็นการอบรมด้านทัศนคติและเทคนิคในการ ไกล่เกลี่ย ซึ่งส่วนมากในการอบรมเบื้องต้นสำหรับอาสาสมัครเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อน มักกำหนดระยะเวลาการอบรมไว้ ประมาณ 12–15 ชั่วโมง ระหว่างการอบรม อาสาสมัครจะได้เรียนรู้หลักการเบื้องต้นของ เพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อน อาทิ การมองความขัดแย้งในเชิงบวก ข้อพึงระวังเกี่ยวกับการพัฒนาของ ความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีการอบรมเรื่องการสื่อสาร กลยุทธการแก้ไขปัญหา การปลดชนวนความขัดแย้ง ท้ายที่สุด การแสดงบทบาทและทำกิจกรรมระหว่างการศึกษาจะช่วยให้เกิดทักษะและความเข้าใจในการหาทางแก้ไขปัญหาโดยได้รับการยอมรับจากคู่พิพาททุกฝ่าย
ประการที่สาม การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Implementation) เมื่อมีการตั้งโครงการเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อนแล้ว เพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จบรตรลุวัตถุประสงค์ จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ผู้อำนวยการโครงการหรือผู้ประสานงานโครงการควรตรวจสอบว่า ผู้ไกล่เกลี่ยได้ใช้และประสบความสำเร็จในการใช้กระบวนการและแก้ไขระงับข้อพิพาทเพียงใด อย่างไร นอกจากนี้ ควรมีการประชุมเพื่อพูดคุย ปรึกษา ทุกสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ รวมทั้งมีการฝึกอบรมเสริมทักษะอย่างต่อเนื่อง และอาจารย์ เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาควรให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อนอย่างจริงจัง
นอกจากการจัดโครงการเพื่อนไกล่เกลี่ยเพื่อนในสถานศึกษา เพี่อระงับข้อพิพาทระหว่างนักเรียนนักศึกษาแล้ว ยังมีการนำการไกล่เกลี่ยมาใช้กับข้อพิพาทภายในสถานศึกษาส่วนอื่นๆ เช่น ข้อพิพาทหรือความขัดแย้งระหว่างแผนก สาขา รวมทั้งนำไปใช้ระงับข้อพิพาทกับบุคคลภายนอก เช่น ผู้ปกครองกับฝ่ายบริหารของสถานศึกษา
ในส่วนอื่นๆ ของภาคการศึกษาก็สามารถนำการไกล่เกลี่ยมาใช้ได้ อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า ข้อยุ่งยากและอุปสรรคในการไกล่เกลี่ยในสถานศึกษามักมีสาเหตุมาจากความไม่เท่าเทียมกันในสถานะทางการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ ระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง รวมทั้งปัญหาด้านคุณภาพของกระบวนการไกล่เกลี่ย แม้กระนั้นก็ตาม ครอบครัวจำนวนมากยังคงพึงพอใจกับการนำการไกล่เกลี่ย มาใช้ และส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองที่เคยเข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ย ต้องการให้นำการไกล่เกลี่ยมาใช้ หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอีก
นอกจากนี้ ยังมีอีกจำนวนมากที่คู่กรณีเรียกร้องให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยนำการ ไกล่เกลี่ยมาใช้ยุติข้อพิพาท อาทิ ข้อพิพาทกรณีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องในทางการแพทย์ที่มีการเรียกร้องให้โรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยต้องรับผิด การจ้างงาน การว่าจ้าง ตลอดจนการล่วงละเมิดทางเพศ การเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ สีผิว และข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เป็นต้น นับว่าการ ไกล่เกลี่ยในสถานศึกษาในสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจทีเดียว
สำหรับประเทศไทย มีความคิดที่จะให้มีการนำการไกล่เกลี่ยมาใช้ระงับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาเช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 ได้มีมติคณะรัฐมนตรี ให้ดำเนินการ ตั้งศูนย์สันติวิธี หรือศูนย์สันติศึกษาในมหาวิทยาลัย และบรรจุเรื่องการจัดการความขัดแย้ง เป็นหลักสูตรการศึกษา อย่างไรก็ดี ได้มีความพยายามในการนำการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีในสถานศึกษามาใช้ ทั้งในระดับโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยของไทย
ในระดับโรงเรียน มีการนำโครงการเพื่อนไกล่เกลี่ยลดความขัดแย้ง มาใช้โดยมีการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทั้งสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงยุติธรรม รวมทั้งศาลเยาวชนและครอบครัวในหลายจังหวัด
สำหรับการส่งเสริมการจัดการความขัดแย้งด้วยการระงับข้อพิพาททางเลือกในระดับวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยนั้น สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่จ้ดโครงการสนับสนุนให้มีการเผยแพร่การระงับข้อพิพาททางเลือกแก่บุคลากรในสถานศึกษา ในระดับอุดมศึกษา โดยจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2550 เป็นต้นมา ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด โครงการนี้นอกจากจะมีวัตถุประสงค์ให้มีการจัดตั้งศูนย์ระงับความขัดแย้งในสถานศึกษาหรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในสถานศึกษาแล้ว ยังมุ่งหวังให้มีการบรรจุวิชาการระงับข้อพิพาททางเลือกในการเรียน การสอนด้วย นอกจากนี้ยังร่วมมือกับสถานศึกษา โดยเฉพาะคณะนิติศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ เพื่อจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้กับประชาชน นอกเหนือจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างบุคคลากรในสถานศึกษาอีกด้วย
ปัจจุบันสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เริ่มจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยในลักษณะนี้ขึ้นในสถานศึกษาของตนแล้ว อาทิ ศูนย์ไกล่เกลี่ยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น เป็นต้น ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยของสถานศึกษาได้ขยายบทบาทออกมารับใช้สังคมในด้านนี้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นทิศทางที่ดีของการพัฒนาการระงับข้อพิพาททางเลือกในสังคมไทยต่อไปในอนาคต




Create Date : 03 เมษายน 2553
Last Update : 3 เมษายน 2553 23:48:20 น.
Counter : 1271 Pageviews.

0 comment
ขอเพียงคำขอโทษ
“ในโลกที่สมบูรณ์แบบ การขอโทษคงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่เพราะโลกเรานั้นหาสมบูรณ์แบบไม่ ดังนั้น เราคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากสิ่งนี้”

“In a perfect world, there would be no need for apologies. But because the world is imperfect, we cannot survive without them.”
Gary Chapman and Jennifer Thomas
The Five Languages of Apology

เพราะโลกเรานั้นไม่สมบูรณ์แบบ เรายังคงมีข้อผิดพลาด เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง อยู่เป็นเนืองๆ ความขัดแย้ง ข้อพิพาทและการกระทบกระทั่งต่ออารมณ์ ความรู้สึกและความสัมพันธ์ มีอยู่ให้เห็นเป็นประจำ จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลกใบนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อรอยร้าวเกิดขึ้นในระหว่างกลางความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ระหว่าง พ่อแม่พี่น้อง คนในครอบครัว ในที่ทำงาน ในทางธุรกิจ หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน แต่บังเอิญร้อยวันพันปีมาบรรจบพบหน้าแล้วดันเกิดข้อทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นมา จำเป็นหรือไม่ที่จะผูกใจเจ็บอาฆาตมาดร้ายผูกพยาบาทจองเวรกันไม่จบไม่สิ้น
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” การให้อภัยแก่กัน นับเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่อเรายังคงอยู่ในอารมณ์โกรธ ก็คงไม่ง่ายนักที่จะละความโกรธนั้นเสีย และให้อภัยเขาเหล่านั้นผู้เป็นต้นเหตุ แม้เราจะพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา นับหนึ่งถึงร้อย หรือแม้แต่จะมาใคร่ครวญว่าเรานั้นเองก็มีส่วนผิดอยู่ด้วยก็ตาม แต่หากจะให้เราแต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้ดับสิ่งนี้ โดยอีกฝ่ายไม่ได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ฟื้นฟูความสัมพันธ์หรือความรู้สึกขึ้นมาบ้าง ก็ยากในการทำใจเช่นกัน
ในทางกลับกัน หากเราเสียเองเป็นต้นเหตุของเรื่องราวความขัดแย้งหรือปัญหาทั้งหมด แล้วเราจะอยู่นิ่งเฉย โดยไม่ทำอะไรเลย ก็คงไม่เกิดอะไรดีขึ้น ไทยเรามีภาษิตว่า “คนดีชอบแก้ไข” แต่บางที บางสถานการณ์ เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อเป็นการแก้ไข เมื่ออยู่ในภาวะเช่นนี้ อย่างน้อยการชดเชยความรู้สึกให้กับคู่กรณีอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พอจะทำได้ในเชิงสร้างสรรค์
มีอยู่หลายครั้งทีเดียวในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ที่ฝ่ายผู้เสียหายนั้นบอกว่า สิ่งอยากได้เห็น ได้ยิน คือการขอโทษ หรือสิ่งที่รอจากอีกฝ่ายคือคำขอโทษ สิ่งนี้สำหรับหลายคน เป็นสิ่งที่มีค่ามากมายนัก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรียกว่า การขอโทษนี้ คงไม่ใช่เพียงคำขอโทษที่ออกมาจากปาก แต่เป็นการขออภัย ที่ออกมาจากใจ ด้วยความรู้สึกสำนึก ถึง ความผิดพลาด ความรุนแรง ความเสียหายและยอมรับผิด ในสิ่งที่ได้กระทำลงไป และพร้อมจะปรับปรุงตน ไม่ยอมให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต
อันดับแรก เริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจ เช่น ผมเสียใจจริงๆ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดิฉันไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ ดิฉันเสียใจจริงๆ หรือพวกเรารู้สึกแย่มากที่ทำให้คุณผิดหวัง และเสียใจอย่างยิ่งที่เป็นต้นเหตุให้คุณได้รับความเสียหาย
อันดับต่อมา เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับในความผิดที่เกิดขึ้น เช่น ผมทราบว่าผมได้กระทำความผิดครั้งยิ่งใหญ่ ผมไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อนที่จะทำมันลงไป สิ่งที่ผมพูดไปนั้นมันรุนแรงและไม่สมควร ผมพูดไปเด้วยความโกรธ หวังว่าคุณจะให้อภัยในความผิดครั้งนี้ของผม
ตามมาด้วยความพยายามแก้ไขเยียวยา ด้วยความสำนึกที่จะทำให้สิ่งต่างๆกลับมาดีดังเดิม หรือกลับมาถูกต้อง อย่างที่ควรจะเป็น เช่น มีสิ่งใดที่ผมพอจะทำได้ในตอนนี้เพื่อให้ทุกสิ่งกลับมาดีดังเดิม ผมรู้ว่าเพียงคำขอโทษนั้นไม่เพียงพอ ผมอยากแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ คุณพอจะบอกผมได้บ้างไหมว่า มีสิ่งใดที่ผมพอจะทำได้
เพื่อป้องกันว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต จำเป็นที่จะต้องแสดงความจริงใจว่า จะป้องกันมิให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ เพราะหลายคนไม่ได้ต้องการเพียงคำขอโทษ แต่ต้องการคำยืนยันว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก เช่น ผมจะพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและจะไม่ทำสิ่งนี้ซ้ำอีก ผมรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลยแต่อยากจะขอให้คุณรอดูว่า ผมจริงใจที่จะเปลี่ยนแปลงและจะทำทุกสิ่งให้ดีขึ้น ต่อไปนี้ขอให้คุณมั่นใจว่า พวกเราได้สำนึกในความผิดพลาดที่ได้กระทำลงไปและต่อไปในอนาคต เราจะไม่ยอมปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด
สุดท้ายคือการขออภัย ขอให้อีกฝ่ายยกโทษให้ ซึ่งจุดนี้ในสถานการณ์จริง หลายคนอาจจะกลัวหรือไม่กล้าที่พูด เพราะกลัวว่า จะถูกปฏิเสธ กลัวเสียหน้า แต่ขอให้คิดว่า การขออภัยนั้นเป็นความพยายามที่รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันไว้ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ ไม่ให้อภัยในตอนนั้น แต่ในอนาคต เมื่อเราได้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ทุกสิ่งดีขึ้น เขาก็อาจจะให้อภัยในที่สุด
การแสดงความเสียใจและขอโทษที่ออกมาจากใจจริงนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ขอให้ออกมาจากภายใน ด้วยความรู้สึก อย่างจริงใจ มิใช่เพียงต้องการหวังผลว่า อีกฝ่ายจะให้อภัย แล้วให้ผ่านสถานการณ์ที่ต้องเผชิญไปได้เท่านั้น เพราะการให้อภัยนั้น บางครั้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายและยิ่งยากหากจะให้เขาให้อภัยอีกป็นครั้งที่สอง




Create Date : 03 เมษายน 2553
Last Update : 3 เมษายน 2553 23:41:18 น.
Counter : 277 Pageviews.

1 comment
หลักธรรมสำหรับผู้ไกล่เกลี่ย
สำหรับผู้ไกล่เกลี่ยนั้น เมื่อการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้นไม่ใช่งานง่าย จึงจำเป็นต้องมีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมิให้เกิดความท้อถอย ลำเอียง และมีความอดทน อดอั้น อันเมื่อพิจารณาจากพุทธพจน์ หลักธรรมที่อย่างน้อยผู้ไกล่เกลี่ยพึงยึดถือ ได้แก่ พรหมวิหาร 4 และอคติ 4

• พรหมวิหาร 4
เป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ดำรงตนตลอดจนทำหน้าที่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์
1. เมตตา ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข เมตตากับคู่พิพาท เข้าช่วยเหลือและให้ความเมตตากับทุกฝ่ายเสมอเหมือนกัน
2. กรุณา ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ให้ความช่วยเหลือ แก้ไขความขัดแย้งและประสานความต้องการ ตลอดจนบรรลุทางออกด้วยความกรุณาปราณี
3. มุฑิตา ความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุข ยินดีที่เขาระงับข้อพิพาทความขัดแย้งได้สำเร็จ
4. อุเบกขา การวางใจเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และมิให้นำข้อพิพาทนั้นมาคิดว่าเป็นเรื่องของตน หากคู่พิพาทไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก็ไม่นำมาเป็นทุกข์เสียเอง
• อคติ 4
เป็นหลักธรรมเพื่อให้ปฏิบัติตน ทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยได้อย่างเที่ยงธรรม ยุติธรรม โดยให้ละจากอคติ อันหมายถึง ความลำเอียง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักกัน หรือเพราะชอบพอกัน
2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน หรือเพราะโกรธกัน เกลียดกัน
3. โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลาหรือเพราะความโง่หลงงมงาย ไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ ว่าอย่างไรถูก อย่างไรผิดอย่างไรควร อย่างไรไม่ควร
4. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัวหรือเพราะเกรงใจ
ความลำเอียงทั้ง 4 ประการนี้ เป็นอันตรายอย่างมาก มีความลำเอียง (อคติ) อยู่เพียงข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น ก็จะทำให้สูญเสียความยุติธรรมได้
หน้าที่ในการนำพาคู่พิพาทหรือคู่ความให้พ้นจากทุกข์ในความขัดแย้งนั้นเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ และเป็นอานิสงส์อย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หลุดพ้นจากปัญหา ความขัดแย้งและข้อพิพาทที่เผชิญอยู่ ผู้ไกล่เกลี่ยจึงนับว่าเป็นผู้ที่มีภาระอันยิ่งใหญ่ เท่าที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพุทธปรัชญาที่เชื่อว่า สามารถนำมาใช้ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันจะยังประโยชน์ให้ผู้ไกล่เกลี่ยนำมาใช้ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หลุดพ้นจากห้วงทุกข์อันเกิดความขัดแย้งต่อไป




Create Date : 03 เมษายน 2553
Last Update : 3 เมษายน 2553 23:36:01 น.
Counter : 378 Pageviews.

0 comment
การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทด้วยแนวทางแห่งอริยสัจจ์ 4
ในการดับทุกข์ตามแนวทางแห่งอริยสัจจ์ ๔ ประการนั้น พระพุทธองค์ทรงให้เริ่มจากการหาตัวทุกข์นั้นให้เจอ มองให้ชัดเจนเสียก่อน จากนั้นให้วิเคราะห์หาสาเหตุที่มาแห่งทุกข์ดังกล่าว แล้วให้คิดหาแนวทางในการระงับดับทุกข์โดยมุ่งไปที่สาเหตุ สุดท้ายให้กำหนดเป็นวิธีการปฎิบัติออกมา ดังนั้น หากจะนำแนวคิดแห่งอริยสัจจ์ 4 นี้มาประยุกต์ใช้ในการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยก็ควรที่จะเริ่มด้วยการช่วยให้คู่พิพาทหรือคู่ความค้นให้พบตัวทุกข์ของพวกเขาเสียก่อน

• สำรวจปัญหาหรือความขัดแย้ง (ทุกข์)
ทุกข์หรือปัญหาที่คู่พิพาทหรือคู่ความเผชิญอยู่ตรงหน้าได้แก่ ความขัดแย้งหรือข้อพิพาทนั่นเอง คู่พิพาทส่วนมากมักมีทั้งความขัดแย้งในทางเนื้อหาสาระและในทางอารมณ์ ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์ โดยมีแนวโน้มที่จะนำทั้งสองเรื่องเข้าไปปะปนกันเสมอ การพยายามแยกทั้งสองเรื่องออกจากกัน และกำหนดประเด็นที่พิพาทให้ชัดเจนจะช่วยให้การหาทางแก้ไขปัญหา หรือดับทุกข์เป็นไปได้ตรงจุดและง่ายขึ้น
• ค้นหาสาเหตุของปัญหาหรือความขัดแย้ง (สมุทัย)
สมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์นั้นเป็นผลอันมีที่มาจากสาเหตุ การจะดับทุกข์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตรงจุด จะต้องทราบสาเหตุแห่งทุกข์นั้นให้ชัดเสียก่อน เหมือนคนที่รู้อาการและสมุฏฐานของโรคแล้วย่อมเห็นแนวทางที่จะรักษาโรคให้หายได้ การวิเคราะห์ให้เห็นเหตุแห่งปัญหาหรือเหตุแห่งความขัดแย้งจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เหตุของทุกข์หาใช่สิ่งอื่นใดที่อยู่นอกตัวมนุษย์เอง ทุกข์ทั้งหลายอยู่ในตัวมนุษย์ เหตุของทุกข์จึงอยู่ในตัวมนุษย์เช่นกัน พระพุทธองค์ทรงพบว่า ทุกข์มีสาเหตุมาจากตัณหา ความอยากหรือความต้องการในใจของมนุษย์นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากในสิ่งที่เกินความจำเป็นหรือเกินสมควรของชีวิต โดยทรงแบ่งตัณหาออกเป็น ๓ ประการด้วยกัน ได้แก่
1. กามตัณหา หมายถึง ความต้องการ อยากให้ได้มา ซึ่งสิ่งต่างๆถ้าไม่ได้สมความปรารถนา ก็เกิดความทุกข์ เป็นเหตุให้ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มา บางทีก็เกิดความโกรธแค้นชิงชัง
2. ภวตัณหา หมายถึง ความต้องการ อยากให้อยู่ อยากให้เป็นอย่างใจคิด อยากให้สิ่งนั้นคงอยู่ตลอดกาล อยู่ด้วยตลอดไป เกิดความกระวนกระวายใจ เป็นเหตุให้ต่อสู่ดิ้นรนเพื่อให้อยู่กับตน
3. วิภวตัณหา หมายถึง ความต้องการ อยากให้ไป หรืออยากให้พ้น เมื่อไม่พอใจในสิ่งใดก็อยากให้สิ่งนั้นไปเสียให้พ้น
ตัณหาเหล่านี้เปรียบได้กับความต้องการหรือความปรารถนาที่อยู่ภายในใจของคู่พิพาทหรือคู่ความ บางครั้งก็ปรากฏตามข้อเรียกร้องหรือจุดยืนที่แสดงออกมา แต่บางครั้งกลับซ่อนอยู่ภายใน ไม่เปิดเผยออกมา ในการไกล่เกลี่ย หลายครั้งที่ผู้ไกล่เกลี่ยพบว่า ความต้องการที่แท้จริงของคู่พิพาทหรือคู่ความไม่ตรงกับข้อเรียกร้องหรือจุดยืนที่แสดงออกมา ตราบใดที่ยังไม่สามารถค้นพบหรือบรรลุถึงความต้องการที่แท้จริงของคู่พิพาทหรือคู่ความ ปัญหาก็ไม่อาจระงับดับได้สิ้น
ความต้องการของคู่พิพาท อาจเป็นการต้องการให้อีกฝ่ายชำระหนี้ให้ครบถ้วน หรือให้ส่งมอบทรัพย์สินที่พิพาท บางครั้งต้องการให้อีกฝ่ายงดเว้นไม่กระทำการบางอย่าง หรือหยุดการกระทำละเมิด และหลายครั้งต้องการเพียงคำขอโทษหรือการให้ความเคารพจากอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นเอง
การค้นหาให้พบความต้องการที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ไกล่เกลี่ยจำเป็นต้องค้นหาความต้องการที่แท้จริงนั้นให้เจอเสียก่อน แล้วจึงหาทางดับหรือระงับข้อพิพาทนั้นได้อย่างเหมาะสมตรงจุด กระบวนการในการค้นหาความต้องการที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงมักเกิดปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของทั้งสองฝ่าย
การได้มาซึ่งข้อมูลจากคู่ความนั้นจะช่วยให้ผู้ไกล่เกลี่ยทราบถึงความต้องการที่แท้จริงได้ ดังนั้น จึงต้องพยายามให้คู่พิพาทหรือคู่ความแสดงความต้องการที่แท้จริงออกมาให้ปรากฏ ไม่ว่าจะโดยวัจนะภาษา(คำพูด)หรืออวัจนะภาษา(ภาษากาย) แล้วนำมาพิจารณา
ผู้ไกล่เกลี่ยจำเป็นต้องฟัง โดยการให้คู่พิพาทหรือคู่ความเล่าเหตุการณ์ เรื่องราว ความต้องการ และความประสงค์ให้ผู้ไกล่เกลี่ยฟัง ประกอบกับการสังเกตภาษากายของคู่พิพาทหรือคู่ความ
เมื่อได้ฟังและสังเกต จากภาษาพูดและภาษากายของคู่พิพาทหรือคู่ความแล้ว ควรพินิจพิจารณาต่อไปว่า สิ่งที่พูดมานั้น สิ่งใดเป็นความต้องการที่แท้จริง หรือสิ่งที่แสดงออกมานั้น เป็นความต้องการที่แท้จริงหรือไม่
หากมีข้อสงสัย ก็ควรถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด และการรู้จักใช้คำถามหรือเทคนิคต่างๆ เพื่อให้คู่พิพาทหรือคู่ความให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากที่สุดนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ ผู้ไกล่เกลี่ยกระจ่างชัดถึงความต้องการที่แท้จริงของคู่ความ บางกรณีอาจต้องพูดคุยทีละฝ่ายเพื่อให้คู่พิพาทหรือคู่ความรู้สึกสะดวกใจหรือผ่อนคลายที่จะเปิดเผยข้อมูลของตนมากขึ้น
ควรเขียน หรือจดบันทึกข้อมูลที่ได้รับจากคู่พิพาทหรือคู่ความเพื่อช่วยในการจำและใช้ในการวิเคราะห์หาความต้องการที่แท้จริงของคู่ความ
เมื่อพบความต้องการที่แท้จริงของคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือทุกข์ฝ่ายแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการค้นหาทางแก้ปัญหา
• วางแนวคิดหรือทฤษฎีในการแก้ไขปัญหาหรือระงับความขัดแย้ง (นิโรธ)
นิโรธ หรือความดับทุกข์ การที่จะบรรลุถึงความดับทุกข์ได้จำเป็นที่จะต้องมีการวางแนวคิดหรือทฤษฎีในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม เมื่อเราทราบแล้วว่าทุกข์มาจากตัณหา ความต้องการหรือความปรารถนาอันอยู่จิตในของคน ๆ นั้น เราก็จำเป็นต้องดับระงับปัญหาที่ต้นกำเนิดในจิตของคน ๆ นั้น แต่ใครจะช่วยเขาดับทุกข์ของตัวเขาเองให้ดีที่สุดได้ นอกจากตัวของเขาเอง ทั้งนี้ เมื่อทุกข์หรือปัญหาความขัดแย้งนั้น เป็นเรื่องของคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายก็ดี ผู้ที่จะช่วยในการแก้ปัญหาระงับความขัดแย้งได้ดีที่สุด จึงควรจะเป็นตัวคู่ความทุกฝ่ายนั่นเอง
การให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการหาทางออกเป็นสิ่งสำคัญ การระดมความคิดค้นหาทางออกด้วยกันทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่จะช่วยให้บรรลุถึงทางแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งมักมีสาเหตุมาจากความต้องการที่ซ่อนอยู่ในใจของคู่พิพาทหรือคู่ความ ซึ่งต่างต้องการและพยายามจะปกป้องผลประโยชน์ของตนเองไว้ก่อน จึงเป็นการยากที่ลำพังเพียงคู่พิพาทหรือคู่ความจะสามารถพูดคุยตกลงกันได้ด้วยดี บนภาวะความขัดแย้ง หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้ไกล่เกลี่ย คู่พิพาทหรือคู่ความนั้นยากที่จะพูดคุยเจรจาตกลงกันได้อย่างราบรื่น
ผู้ไกล่เกลี่ยจึงมีหน้าที่อีกด้านหนึ่งเป็นผู้ประสานความต้องการของทุกฝ่าย แต่มิใช่ว่าฝ่ายใดจะเรียกร้องตามความปรารถนาและความต้องการของตนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปรัชญาของการรอมชอมให้เกิดความยั่งยืน คือหลักของการสร้างความพอเหมาะพอดีได้สัดส่วน ตามที่ชอบที่ควร เป็นการสร้างสมดุลตามหลักทางสายกลาง
พยายามให้เกิดความพอดี พอเหมาะ ไม่ได้เปรียบ เสียเปรียบ และเป็นธรรม ตามที่คู่พิพาทหรือคู่ความสามารถจะยอมรับได้ ทั้งในแง่ผลประโยชน์ และความรู้สึก ผู้ไกล่เกลี่ยควรกระตุ้นให้เกิดกระบวนการค้นหาทางออกร่วมกัน รวมทั้งควบคุมและประสานความต้องการให้ได้อย่างลงตัว ซึ่งมิใช่งานที่ง่ายเลย อย่างไรก็ดี เมื่อสามารถไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทสำเร็จ ก็มักยังความปิติแก่ผู้ไกล่เกลี่ยทุกท่าน

• กำหนดแนวทางหรือวีธีปฏิบัติเพื่อยุติปัญหาหรือความขัดแย้ง (มรรค)
มรรคหรือทางดับทุกข์ ในการดับทุกข์ของบุคคล พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงมรรค ๘ ประการอันเป็นหนทางสู่การดับทุกข์ ได้แก่
1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
3. สัมมาวาจา พูดชอบ
4. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
5. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ
6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ
7. สัมมาสติ ตื่นตัวรู้ชอบ
8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ
มรรคแปดประการนี้เป็นหนทางของความชอบในทางความคิดและการกระทำ หรือกล่าวโดยสรุปคือ คิดดี พูดดี ทำดี หนทางการดับทุกข์นั้นพระพุทธองค์ให้ถือหลักทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่ง ถือหลักของความพอดี และปฏิบัติได้จริง
ในส่วนของการระงับความขัดแย้งหรือปัญหาของคู่พิพาทนั้น เมื่อสามารถตกลงรอมชอมกันได้ด้วยดีแล้ว การกำหนดข้อตกลงให้สอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่ายและสามารถปฏิบัติได้โดยชอบด้วยกฎหมายนับเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้การประนีประนอมนั้นบรรลุผลในที่สุด เป็นธรรมดาที่การเอารัดเอาเปรียบ ย่อมทำให้อีกฝ่ายไม่อยากปฏิบัติตามข้อตกลงหรือตามสัญญาประนีประนอมยอมความ รวมทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ย่อมไม่เกิดผลในที่สุด หากข้อตกลงนั้นต่างเป็นที่พอใจ สามารถปฏิบัติได้จริงและชอบด้วยกฎหมาย ทุกฝ่ายย่อมยินดีปฏิบัติ
การมีสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากคู่พิพาทหรือคู่ความ รวมทั้งผู้ไกล่เกลี่ยเองไม่มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมยากที่จะปฏิบัติให้สำเร็จได้ เมื่อคู่พิพาทหรือคู่ความมีมิจฉาทิฏฐิ อาจเป็นเพราะ ความโลภ ความโกรธ ความไม่รู้หรือความหลงผิด ด้วยประสบการณ์ ภูมิหลังหรือมุมมองในทางที่เป็นปฏิปักษ์กับการประนีประนอมรอมชอมข้อพิพาทนั้นๆ ผู้ไกล่เกลี่ยอาจจำเป็นต้องพยายามช่วยให้คู่พิพาทหรือคู่ความ ปรับทัศนะคติหรือมุมมองต่อปัญหา ตลอดจนการสร้างสรรค์ทางเลือกและทางออกได้อย่างเหมาะสมกับปัญหา ข้อพิพาทหรือความขัดแย้ง
ดังนั้น ผู้ไกล่เกลี่ยจึงควรศึกษาหาความรู้และเทคนิคในการไกล่เกลี่ย รวมทั้งสะสมประสบการณ์เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อช่วยให้คู่พิพาทได้ค้นพบมรรคหรือทางในการแก้ปัญหา ระงับข้อพิพาทและความขัดแย้งของพวกเขาได้สำเร็จ





Create Date : 03 เมษายน 2553
Last Update : 3 เมษายน 2553 23:34:32 น.
Counter : 347 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  

Env. Boalt
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments