All Blog
การจัดการความขัดแย้ง

“ความขัดแย้งนั้นเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เนื่องด้วยคนเราเมื่ออยู่กันหมู่มาก ก็ต่างความคิด ต่างความต้องการ สิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ การจัดการกับความขัดแย้ง”
ในการจัดการความขัดแย้งนั้น เราอาจแบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่ การป้องกันความขัดแย้งกับการบริหารความขัดแย้ง
ในการป้องกันความขัดแย้งนั้นเราอาจใช้วิธีการ เน้นการมีส่วนร่วม การให้ข้อมูลข่าวสาร การหารือ การมีบทบาทเกี่ยวข้อง การให้ความร่วมมือ
ส่วนการบริหารความขัดแย้งนั้นหมายถึง เกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมีวิธีการจัดการโดยมีอยู่หลายวิธีการ ซึ่งแต่ละคนก็อาจเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันไป เช่น บางท่านอาจเลือกที่จะหนีปัญหา บางท่านใช้การเจรจาต่อรอง หรือขอให้มีคนกลางมาช่วยทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือฟ้องร้องคดีต่อศาล นอกจากนี้ยังอาจใช้การเผชิญหน้าหรือประท้วงอย่างสันติ การใช้กำลังบังคับ หรือใช้อำนาจรัฐเช่น การตรากฎหมายบังคับ
เป็นต้น ทั้งนี้เราอาจวิเคราะห์ถึงการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆข้างต้นได้ดังนี้
การหลีกเลี่ยงหรือหนีปัญหา(Avoidance)นั้น เป็นวิธีการที่ฝ่ายหนึ่งซึ่งโดยปกติเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขความขัดแย้งด้วย ไม่สนใจที่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง หรือคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างไม่สนใจที่จะแกปัญหา ทั้งนี้ อาจมีสาเหตุมาจากไม่รู้ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือรู้แต่ไม่สนใจที่จะแก้ไขความขัดแย้งนั้น หรือไม่เห็นว่าข้อขัดแย้งนั้นเป็นปัญหาสำคัญ หรือไม่เป็นผู้ที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือไม่เชื่อว่าการแก้ไขข้อขัดแย้งจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น หรือทั้งสองฝ่ายไม่มีความพร้อมที่จะเจรจายุติข้อขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งหากข้อขัดแย้งนั้นมีการเริ่มต้นเรียกร้องจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากอีกฝ่ายหนึ่งใช้วิธีการนี้ ฝ่ายที่เรียกร้องจะมีความรู้สึกว่า ข้อเรียกร้องของตนไม่ได้รับความสนใจหรือตอบสนอง จนเกิดเป็นความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซึ่งวิธีการนี้ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
การเจรจาต่อรอง(Negotiation) เป็นวิธีการที่คู่พิพาททั้งหมดสมัครใจที่จะแก้ไขปัญหาระหว่างกัน ด้วยการพูดคุยบอกกล่าวให้อีกฝ่ายทราบถึงความต้องการและประโยชน์ของฝ่ายตน เจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนประโยชน์ต่างๆซึ่งกันและกัน และตกลงใจร่วมกันในการยุติความขัดแย้ง เป็นวิธีการที่สะดวก ง่าย ไม่เป็นทางการ และรวดเร็วที่สุดในการแก้ไขความขัดแย้ง แต่จะเป็นวิธีการที่ประสบความสำเร็จได้ดีก็ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญในการเจรจาต่อรองของคู่เจรจา ที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์และการรักษาความสัมพันธ์ มากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึด รวมทั้งการรักษาจุดยืนของแต่ละฝ่าย
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท(Mediation) เป็นวิธีการที่คล้ายกับการเจรจาต่อรอง แต่อาศัยบุคคลที่สามเป็นคนกลาง เรียกว่า “ผู้ไกล่เกลี่ย” คอยช่วยเหลือสนับสนุนกระบวนการเจรจาต่อรองให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังร่วมกับคู่พิพาทแสวงหาทางออกที่เหมาะสมและเกิดความพึงพอใจแก่ทุกฝ่าย เป็นวิธีการที่รวดเร็ว สะดวกและไม่เป็นทางการ และมักถูกนำมาใช้เสมอ เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดเริ่มการเจรจา หรือการเจรจาต่อรองระหว่างคู่กรณีไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากพบทางตันในการเจรจา
อนุญาโตตุลาการ(Arbitration) เป็นวิธีการที่คล้ายคลึงกับการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งคู่พิพาทยื่นเรื่องและเสนอพยานหลักฐานต่ออนุญาโตตุลาการหรือคณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด โดยการออกคำชี้ขาด (Award) ที่มีผลผูกพันคู่พิพาทกระบวนการนี้จะแตกต่างจากการฟ้องร้องต่อศาลตรงที่ว่า คู่พิพาทมีสิทธิในการเลือกอนุญาโตตุลาการที่จะทำหน้าที่ชี้ขาดได้ รวมไปถึง การตกลงกันถึงกระบวนการในการนำเสนอพยานหลักฐานได้ วิธีการนี้มักนิยมใช้กับข้อพิพาทที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า รวมทั้งข้อพิพาทที่คู่ความไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
การฟ้องร้อง (Litigation) เป็นวิธีการที่คู่พิพาทนำเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเรียกร้องของตน และให้บุคคลที่เป็นกลางหรือศาลเป็นผู้ตัดสินความถูกต้อง โดยอาศัยกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นเป็นหลักในการตัดสิน ซึ่งคู่พิพาทจะต้องยื่นเรื่องราวต่อศาลที่มีเขตอำนาจโดยอาจเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
การเผชิญหน้าและประท้วงอย่างสันติ (Non-Violence Confrontation) เป็นวิธีการที่แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา แต่เป็นวิธีการที่ฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ทำตามหรือปฏิบัติกิจกรรมที่ควรปฏิบัติ หรือมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ซึ่งมิได้เป็นวิธีการแก้ไขที่ตัวปัญหา แต่อาจเป็นวิธีการกดดันให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมปฏิบัติในสิ่งที่ต้องการ วิธีการดังกล่าวนี้มักจะใช้ได้ผลดีที่สุดในสถานการณ์ที่ฝ่ายที่ถูกประท้วงจะต้องพึ่งพาอาศัยอีกฝ่ายหนึ่งในความเป็นอยู่
การใช้กำลังบังคับ (Forcing) เป็นวิธีการจัดการกับข้อขัดแย้งที่ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่าย และไม่สามารถชักจูงใจให้ฝ่ายที่ด้อยกว่ายอมจำนนหรือคล้อยตามได้ จึงใช้วิธีบังคับเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายที่ใช้กำลังบังคับได้นั้น จะต้องมีกำลังหรืออำนาจเพียงพอที่จะบังคับ หรือทำความเสียหายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ และต้องแสดงให้อีกฝ่ายทราบด้วยว่า มีความสามารถเช่นนั้นได้และจะใช้อำนาจเช่นนั้นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ไม่ใช่การแก้ไขความขัดแย้งที่ปัญหา และคู่กรณีที่ถูกบังคับจะมีความรู้สึกไม่พอใจจนอาจนำไปสู่การแก้แค้นได้
ในการใช้วิธีการจัดการความขัดแย้งที่แตกต่างกัน ก็อาจทำให้เกิดผลแตกต่างกัน โดแบ่งในแง่การแพ้ชนะจะได้สามรูปแบบ ดังนี้ 1.ฝ่ายหนึ่งแพ้ฝ่ายหนึ่งชนะ (Win-Lose situation) 2.แพ้ทั้งคู่ (Lose-Lose Situation) 3.ชนะทั้งคู่ (Win-Win Situation)



Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2559 0:56:08 น.
Counter : 36 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Env. Boalt
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments