Life goes on. เมื่อเราชนะ อย่าลืมมองหาผู้พ่ายแพ้ และอย่าได้เหยียบย่ำไปมากกว่านั้น และเมื่อเราแพ้ จงมองหาผู้ชนะ เคารพ และเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
Group Blog
 
All Blogs
 

เมื่อโลกนี้มีไฟ

เพียงเทียนหนึ่งเล่ม.......
เพียงไม้ขีดหนึ่งก้าน.......
เพียงประกายไฟไม่ถึงครึ่งวินาที......

ไม่ว่าจุดเริ่มต้น จะเล็กแค่ไหน
ไม่ว่าจุดเริ่มต้น จะดูไม่มีความสำคัญอะไรเลยในสายตา
อย่างเทียนหนึ่งเล่ม อย่างไม่ขีดหนึ่งก้าน อย่างประกายไฟหนึ่งครั้ง
แต่ทั้งหมดมันก็คือตัวตนของ "ไฟ"
"ไฟ" สิ่งที่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นผุยผงแหลกเหลว หรือหายไป ถ้าต้องการใช้เช่นนั้น

เมื่อไฟมีมากขึ้นจากไม้ขีด เทียน หรือประกายไฟ
กลายเป็นกองไฟเล็กๆ
กลายเป็นกองไฟใหญ่ๆ
กลายเป็นกองไฟโคตรใหญ่
กลายเป็นมหานครไฟ
จะน้ำ จะลม อะไรล่ะจะดับได้ ?
แม้แต่เมื่อต้นไฟมอดไหม้สลายไปหมดแล้ว ?
ไม่มีหรอก
อย่างมากก็บรรเทาได้
ก็ได้แต่รอ...
รอวันที่ไฟ....
มอดลงไปด้วยตัวมันเอง....
ก็เท่านั้น
เรา... ก็ทำได้แค่นั้น

........
... ...
.. ..
. .
.. ..
... ...
........
หากเปรียบความเกลียดชัง ความโกรธ เป็นไฟ
ไม้ขีด เทียน ประกายไฟ ก็เปรียบได้เป็นต้นเหตุ
ซึ่งเช่นเดียวกับไฟ... ไม่ว่าต้นเหตุจะเป็นเรื่องที่ดูไม่สำคัญ หรือจะเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก
มันก็คือต้นเหตุ
มันก็ทำให้เกิดไฟในจิตใจ
มันก็มักจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
และไม่มีอะไรดับได้
ไม่แม้แต่คำขอโทษ
ไม่แม้แต่ชดเชย
ไม่แม้แต่สถานการณ์จะเปลี่ยนไป
ไม่แม้แต่เรื่องจะผ่านไปนานแค่ไหน
ไม่มีอะไร
นอกจากตัวมันเอง
ที่จะดับได้




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2553 18:58:49 น.
Counter : 124 Pageviews.  

GT200 - ช่วยเผยแพร่

คนในรุ่น generation X คงไม่มีใครไม่รู้จักแท่งดาวซิ่ง (dowsing rod) ที่โนบิตะและไจแอนท์นำมาใช้ค้นหาของมีค่าที่ซุกซ่อนอยู่ในสนามหญ้าในการ์ตูนชื่อดัง “โดราเอมอน” แท่งดาวซิ่งนี้สืบต้นกำเนิดย้อนไปได้ถึงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในประเทศเยอรมัน มีคนที่อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ผู้พยากรณ์ หรือเรียกตามศัพท์เฉพาะของเขาว่า “ดาวเซอร์” (dowser) คนเหล่านี้อ้างว่ามีความสามารถในการค้นหาแหล่งน้ำใต้ดิน หรือทรัพย์สมบัติมีค่าที่ฝังอยู่ใต้ดิน รวมถึงสายแร่ต่างๆ โดยอาศัยพลังพิเศษของตนทำงานร่วมกับแท่งดาวซิ่ง สมัยก่อนแท่งดาวซิ่งจะเป็นกิ่งไม้ที่แตกแขนงเป็นรูปร่างเหมือนตัว Y ผู้พยากรณ์ถือกิ่งไม้นี้ในแนวราบเดินไปสำรวจดินแดน หากพบของมีค่าใต้ดินตามที่ค้นหา กิ่งไม้จะเคลื่อนขึ้นสูงเป็นสัญญาณ

ต่อมาแท่งดาวซิ่งมีวิวัฒนาการมาเป็นแท่งเหล็กรูปตัว L จำนวน 2 ก้าน ถือด้วยมือซ้ายและขวา ก็คือแบบเดียวกับที่เราเห็นในการ์ตูนโดราเอมอนนั่นเอง เทคนิคของผู้พยากรณ์ก็มีมากขึ้น มีการอธิบายถึงการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งทั้ง 2 ก้านนี้ว่า หากหันออกจากกัน หรือหันเข้าหากัน จะตีความหมายอย่างไร การอธิบายความหมายการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งนี้ถือเป็นความสามารถพิเศษ ประมาณว่าผู้พยากรณ์เป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง หรือมิฉะนั้นก็สามารถเชื่อมต่อกับวิญญาณธรรมชาติได้ คนใช้งานแท่งดาวซิ่งได้จึงไม่ใช่คนทั่วไป ต้องเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น และคนเหล่านี้ก็ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากผู้ที่มีความศรัทธาเชื่อถือ
นักวิทยาศาสตร์เคยพยายามค้นหาเหตุผลมาอธิบายหลักการทำงานของดาวซิ่งว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถหาได้ และเมื่อนำมาทำการทดสอบวัดผลอย่างจริงจัง เก็บค่าสถิติการทำงานตามหลักเกณฑ์วิชาการแล้ว ก็พบว่าการทำนายของแท่งดาวซิ่งได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการเดาสุ่ม บางคนเข้าใจว่าได้ผลลัพธ์เท่ากับการโยนหัวก้อย ขอบอกว่า “ไม่ใช่” เพราะการโยนหัวก้อยยังได้ผลประมาณ 50-50 แต่การเดาสุ่มได้ผลลัพธ์ที่ต่ำกว่านั้น หากต้องการอ้างอิงขอให้ดูผลการทดสอบของ Sandia National Lab ที่ได้ผลการทำงานของอุปกรณ์ลักษณะคล้ายดาวซิ่งใช้ชื่อทางการค้าว่า “MOLE” ได้ผลลัพธ์ถูกต้องประมาณ 33% ซึ่งทางห้องทดลองสรุปผลว่า “ไม่ได้ดีไปกว่าการเดาสุ่มเลย”
ว่าไปแล้วมันก็เหมือนกับการเล่นผีถ้วยแก้ว หรือการทำนายทางโหราศาสตร์ ดาวซิ่งถูกจัดประเภทว่าเป็น “เรื่องเหนือธรรมชาติ” ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับดาวซิ่งจึงเป็นด้วยความเชื่อ ความศรัทธาเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ความเชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเสียยิ่งกว่าที่ดาวเซอร์คนไหนๆ เคยทำมา เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการด้านตำรวจ ทหาร และความมั่นคงของชาติ คราวนี้แทนที่จะตรวจหาแหล่งน้ำ สายแร่ หลุมฝังศพ ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถค้นหาวัตถุระเบิด สารเสพติด หรือศพ ทว่าหลักการค้นหายังคงเหมือนเดิมคือ ใช้แท่งดาวซิ่งที่เป็นก้านยาวๆ มีการเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทำงานร่วมกับพลังความสามารถหรือพลังจิตของผู้พยากรณ์ ที่แปรสภาพมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนหลักสูตรขั้นสูง
ดาวซิ่งยุคใหม่มีชื่อทางการค้ามากมาย สร้างขึ้นโดยบริษัทต่างๆ กัน เช่น MOLE และ GT200 ของ Global Technical, ADE หลากหลายหมายเลขของ ATSC, PSD22 ของ ISCC, Alpha 6 ของ Comstrac และอื่นๆ อีกมากมายเช่น Quodro Tracker, SNIFFEX, H3Tec, HEDD1 แม้จะมีชื่อที่แตกต่างกัน แต่หลักการทำงานจะคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น
หน่วยงานของรัฐบาลประเทศโลกตะวันตกเอง (เช่นสหรัฐอเมริกา) ยังเคยหลงเชื่อและซื้อเอาดาวซิ่งแปลงโฉมเหล่านี้ไปใช้งาน แต่ต่อมาก็มีการตั้งข้อสงสัยและตรวจสอบประสิทธิภาพอย่างจริงจัง ดังตัวอย่างหนึ่งที่ยกไปข้างต้นแล้วคือการทดสอบของ Sandia Lab จนกระทั่ง FBI ต้องออกประกาศเตือนหน่วยงานต่างๆ อย่าได้หลงเชื่อและจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจจับระเบิดเทียมเหล่านี้ ประกาศครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 และประกาศซ้ำปี ค.ศ. 1999 มีการระบุถึงลักษณะของอุปกรณ์หลอกลวงเหล่านี้ในภาพรวม ดังนี้
“… เป็น “เทคโนโลยีใหม่” ที่คล้ายดาวซิ่ง แต่จะอ้างถึงการแยกแยะความถี่โมเลกุลหรือการเหนี่ยวนำสนามพลังงาน มักอ้างว่าสามารถตรวจจับวัตถุขนาดเล็กๆ ได้ในระยะทางไกลมากๆ และส่วนมากไม่มีแหล่งพลังงาน ให้สงสัยไว้ก่อนหากพบเครื่องมือที่ใช้แท่งเหล็กเคลื่อนที่อิสระที่ถือในแนวระนาบ สามารถระบุตำแหน่งของที่ค้นหาด้วยการชี้ ให้ระวังเครื่องมือลักษณะคล้ายลูกตุ้มที่แกว่งไปมาเพื่อแสดงการตอบสนองต่อสิ่งที่ค้นหา ให้ระวังการโฆษณาที่มักกล่าวอ้างถึงพยานบุคคลผู้เคยใช้งานแล้วและ “พึงพอใจ” แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ให้ระวังอุปกรณ์ที่ต้องถือโดยคนและมีรูปร่างเหมือนแท่งดาวซิ่ง ให้ระวังอุปกรณ์ที่บอกว่าต้องมีการฝึกอบรมพิเศษ ใช้งานยาก ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ผู้ผลิตกล่าวโทษทางผู้ใช้งานเองในกรณีที่ใช้งานไม่ได้จริง…”
มันฟังคุ้นๆ ไหมคะ … มันคล้ายอะไรบางอย่างที่หน่วยงานรัฐบาลของไทยเอามาใช้กันอยู่หรือเปล่า
เป็นเวลานับสิบปีมาแล้วที่ประเทศโลกตะวันตกรู้เท่าทันดาวซิ่งยุคใหม่ ทำให้ดาวเซอร์ยุคใหม่ต้องหันไปหาลูกค้าในกลุ่มประเทศที่ยังไม่รู้เท่าทัน ที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่ไม่นานนี้ก็ประเทศอิรักนั่นเอง หลังจากซื้อ ADE651 ของ ATSC ไปใช้จำนวนมาก แต่ผลการใช้งานไม่ประสบความสำเร็จ กรุงแบกแดดยังโดนกระหน่ำระเบิดอย่างป้องกันอะไรไม่ได้ ทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงทหารอังกฤษที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ทางการอังกฤษเข้าตรวจสอบและสั่งห้าม ATSC ส่งออกอุปกรณ์เหล่านี้อีก ไม่นานต่อมาก็มีการจับกุมนายจิม แมคคอร์มิค กรรมการบริษัท ATSC ในข้อหาหลอกลวงและฉ้อโกง

http://www.youtube.com/watch?v=rQMwXo1SSVo&feature=player_embedded

สำหรับประเทศไทยมีความพยายามเล็กๆ เกิดขึ้นในวงวิชาการ เริ่มต้นจากชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ พันทิปดอตคอม เพื่อกระตุ้นเตือนผู้เกี่ยวข้องให้ออกมาระงับการใช้งานเครื่องมือหลอกลวงเหล่านี้ เพราะเป็นการเอาชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ไปแขวนเอาไว้กับอุปกรณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ “ไม่ต่างอะไรจากการเดาสุ่ม”
ทว่าน่าสะท้อนใจยิ่งนักกับการตอบสนองจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่พากันออกมารับรองอย่างแข็งแรงถึงประสิทธิภาพการทำงานของดาวซิ่งยุคใหม่เหล่านี้ว่าสามารถใช้งานได้จริง ที่อังกฤษจับไปน่ะมันเป็นคนละรุ่นกัน (แม้มันจะหน้าตาเหมือนกันและมีหลักการทำงานเหมือนกันก็เถอะ!) เท่าที่อ่านพบและขอบันทึกไว้ที่นี้ ได้แก่ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 แต่ที่สะเทือนใจผู้เขียนมากที่สุดคือคำตอบจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้คำตอบในทำนองว่า “เครื่องมือใช้งานได้ แม้จะมีความผิดพลาดบ้างเนื่องจากใช้ไฟฟ้าสถิตย์จากตัวคน รุ่นต่อไปจะจัดซื้อมาแบบที่มีแบตเตอรี่”
นี่เป็นสิ่งสะท้อนถึงระดับการศึกษาของไทยอย่างแท้จริง ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องราวหลายเรื่องที่แสดงความวิตกกังวลกับโครงสร้างการศึกษาของประเทศไทย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะหดหู่และสะเทือนใจเท่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ดิฉันไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมระบบการศึกษาของไทยถึงได้แย่ลงทุกวัน ทำไมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อถึงได้ช่างคิดค้นวิธีการแปลกๆ เพื่อกีดกันคนเก่งคณิตศาสตร์ไม่ให้มีโอกาสเรียนต่อวิศวะ ทำไมถึงแก้ปัญหาการเรียนแบบนกแก้วนกขุนทองไม่ได้ ทำไมขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเท่าไรๆ ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับความสามารถในการเรียนรู้และพึ่งพาตนเองของประเทศได้เลย
หลักการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ (เด็กๆ! ไม่ใช่ระดับมหาวิทยาลัย) คือการสงสัยใคร่รู้ และการสร้างการทดลองเพื่อหาข้อสรุปในสิ่งที่เราสงสัยนั้น เรากำหนดหัวข้อการทดลอง ขอบเขตการทดลอง สมมุติฐาน วิธีการทดลอง วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วทำการสรุปผล วิทยาศาสตร์สอนให้เรารู้จักการลำดับเหตุและผล รู้จักการใช้ตรรกะ รู้จักการพิสูจน์ นี่ไม่ต่างอะไรกับหลักกาลามสูตรในพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยสอนเรื่องการเชื่องมงายในสิ่งที่อธิบายไม่ได้
ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น เช่นการไม่ต้องการเสียหน้า การต้องการปิดข่าว หรือแม้แต่การบิดเบือนเนื่องจากต้องการปิดบังการคอรัปชั่น ดิฉันยังจะดีใจเสียกว่าที่จะคิดว่าบุคลากรผู้มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศมีความเชื่อในสิ่งที่ตนพูดออกมาจริงๆ
แม้แต่หน่วยงานระดับแนวหน้าของโลกอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งยังเคยหลงเชื่อคารมของบริษัทต้มตุ๋นหลอกลวงเหล่านี้ นับประสาอะไรกองทัพไทยจะโดนหลอกบ้างไม่ได้ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือการยอมรับความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และหาทางแก้ไขเสีย คนเราเกิดมาโง่ก่อนฉลาดทั้งนั้น แต่โง่แล้วอย่าโง่อีก อย่าโง่ซ้ำซาก และอย่าแกล้งโง่
ค่าโง่คราวนี้ไม่แน่ว่าจะจบลงเหมือนค่าโง่คราวอื่นๆ หลังจากโง่เรื่องหนึ่งจบแล้วก็เปลี่ยนไปโง่เรื่องอื่น อย่างไรก็ดี ดิฉันหวังว่าสังคมไทยคงจะฉลาดขึ้นบ้าง
เอกสารอ้างอิง
ประวัติของดาวซิ่ง http://en.wikipedia.org/wiki/Dowsing
ผลการทดสอบของ Sandia National Lab http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
ประกาศเตือนของ FBI http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
รัฐบาลอังกฤษห้ามส่งออก ADE-651 ไปอิรักและอัฟกานิสถาน http://news.bbc.co.uk/2/hi/programmes/newsnight/8471187.stm
จิม แมคคอร์มิค ถูกจับ http://www.timesonline.co.uk/tol/news/uk/article6997859.ece
คำรับรองของ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4907&Itemid=86
คำรับรองของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=428605
คำรับรองของ รมต.กลาโหม http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000011298
คำรับรองของแม่ทัพภาคที่ 4 http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=147:q-4qq200q–2-&catid=1:2009-11-14-06-19-24&Itemid=7
“คุยกับนายกรัฐมนตรี” ตอบคำถามเกี่ยวกับ GT200 ประมาณนาทีที่ 2 http://www.pm.go.th/media/weekly/8871


http://www.siamintelligence.com/gt200-and-dowsing-rod/ (อ้างอิง)




 

Create Date : 29 มกราคม 2553    
Last Update : 29 มกราคม 2553 23:10:37 น.
Counter : 107 Pageviews.  

เรื่อง NP Faster ลงหนังสือพิมพ์

ช่วยเผยแพร่ละกันครับเรื่องกรณี NP Faster

วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4138 ประชาชาติธุรกิจ


ขัดจังหวะ

คอลัมน์ เก็บตกเทคโนโลยี

โดย ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา



อีกแล้ว ประหยัดน้ำมัน มาจากไหนไม่รู้ จะไปไหนยัง ไม่รู้เลย

เป็นเรื่องมาจากอินเทอร์เน็ต ที่จะต้องพิสูจน์กันอย่างเต็มๆ เสียแล้วละครับ ก็เลยต้องยกเรื่องราวของน้ำมันเครื่องไปรอไว้ก่อน

จากอินเทอร์เน็ตสังคมดังที่สุดของเมืองไทยแห่งหนึ่ง เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทยละกระมัง เว็บไซต์พันทิป ดอทคอม ห้องหว้ากอ หรือ http://www.pantip.com/cafe/wahkor/ อันเป็นสังคมออนไลน์ในยุคแรกของพันทิป ที่มุ่งเน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ ที่บางคราวก็ผสมผเสไปด้วยความเฮฮาจากอารมณ์ขันของคนในห้อง

แต่คราวนี้ ไม่ค่อยจะขำขันกันนัก ด้วยว่าสมาชิกคนหนึ่งในห้อง กำลังจะถูกฟ้องร้องด้วยผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า ที่ผมอยากจะเรียกว่า ไม่น่าเชื่อถือแก่ประชาชน

ซึ่งง่ายๆ ครับ หากการฟ้องร้องนั้นดำเนินไปจนฝ่ายผู้ผลิตสินค้านั้นได้ชัยชนะแล้วละก็นะ เมืองไทยก็คงต้องเลิกสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเลิกผลิตวิศวกรนานาประดามีออกมาได้ทั้งหมด หันไปทำอะไรแผลงๆ แล้วอวดอ้างอิทธิฤทธิ์กันให้ครื้นเครงไปเสียเลยจะดีกว่า

อุปกรณ์อย่างที่ว่านี่ ผู้ผลิตชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร ผมยังขี้เกียจค้นหามาแสดง แต่เดาเอาว่าน่าจะเป็นบุคคลบนพื้นที่สูงของภาคเหนือ แล้วนำไปให้อาจารย์มหาวิทยาลัยหนึ่งรับรอง ที่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ใบรับรองนั้นเป็นของแท้ถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่ใช่การรับรองโดยสถาบันแน่นอน เป็นแค่การรับรองของอาจารย์ท่านนั้นเพียงผู้เดียว

ที่ตลกร้ายกาจ ก็คืออุปกรณ์ที่ว่านั้น ทำขึ้นมาจากสายไฟฟ้าไม่กี่เส้น ทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่ง ตัวเก็บประจุไฟฟ้าตัวหนึ่ง ต่อขาลอยไว้ข้างหนึ่ง ไม่รู้ต่อไว้อย่างนั้นทำไม แล้วก็ตัวต้านทานอีกสักตัวเห็นจะได้ละกระมัง เอามาใส่กล่องเล็กๆ ใช้เสียบขากล่องนั่นเข้ากับที่จุดบุหรี่ประจำรถยนต์

จากนั้น เมื่อคุณติดเครื่องยนต์รถ และขับเคลื่อนออกไป สิ่งมหัศจรรย์พันลึกก็จะบังเกิดขึ้น โดยมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

ก็ได้ยินได้ทราบจากการอ้างอิงต่างต่างนานาของผู้ผลิตนะครับ ว่าอุปกรณ์นี้ จะสร้างสนามแม่เหล็ก ไปตัดกับสนามแม่เหล็กโลก เพื่อให้น้ำหนักของรถยนต์เบาขึ้น เปิดกรวยขึ้นหน้ารถ ให้เป็นโพรงอากาศแหลมออกไปข้างหน้า เพื่อตัดแหวกอากาศให้รถมีรูปทรงคล้ายอากาศยาน หัวแหลม ว่าอย่างนั้นก็ได้

และความที่เมื่อรถมีน้ำหนักเบาขึ้นเพราะกระแสแม่เหล็กภายใต้อิทธิพลของอุปกรณ์นี้ ไปตัดกับกระแสแม่เหล็กโลกที่ดึงดูดรถเอาไว้บนถนน ก็จะทำให้เครื่องยนต์ไม่ต้องออกแรงมากในการขับเคลื่อนรถออกจากที่ หรือเดินทางไปไหนต่อไหน

เป็นผลให้อาจารย์ท่านออกมาประกาศเปรี้ยงปร้างออกไปเลยว่า ประหยัดเชื้อเพลิงได้ 9-15%

ทุกผู้ทุกนามในห้องหว้ากอ ต่างก็พากันอุทานด้วยความตื่นเต้นตื้นตันใจ อู้ฮู เอ้อเฮอโว้ย เออโว้ย แหม ช่างเก่งเสียจริงๆ เชียวแหละแฮะ เก่งกว่า NASA ของสหรัฐอเมริกาเป็นไหนๆ เพราะ NASA นั้นพยายามหาอุปกรณ์ลดแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดของโลกมานานนักหนา ยังคิดไม่ออกเลยว่า ทำเพียงแค่นี้ก็ได้แล้ว

อย่างนี้ ถ้าเอาไปเสนอ NASA ให้ห่อติดกันเป็นพวงแบบลูกโป่งสวรรค์ เอาผูกเข้ากับหัวยานอวกาศ วางเอาไว้กลางลาน เปิดไฟป้อนเข้าไปในเครื่อง ไอ้หัวยานอวกาศนั่นก็ย่อมจะลอยเคว้งคว้างขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในทันใด แบบไม่ต้องเสียพลังงานแม้แต่บาทเดียว

แล้วเด็กชายคนหนึ่ง เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่นั่นแหละ ก็หาทุนจำนวนสองพันห้าร้อยบาท จากการเรี่ยไรใน ห้องหว้ากอ เอาไปซื้ออุปกรณ์ตัวนี้มาเพื่อทดลอง

แต่จะทดลองหรือยังนี่ ผมไม่ทราบนะครับ ได้ความแต่ว่า เอามาผ่าดูภายใน และพบอย่างในภาพนี่เท่านั้นแหละครับ

ส่วนที่ว่า จะทดสอบว่า อุปกรณ์ทำอะไรได้อย่างไรหรือไม่นี่ ผู้ผลิตเขาขัดข้องครับ ด้วยว่าเขาอ้างว่าต้องทดสอบตามที่เขาทดสอบด้วยการใช้งานจริงกับรถยนต์จริงเท่านั้น จึงจะเห็นผล

ใครจะมาให้หลักการวิทยาศาสตร์ระดับใดๆ ที่ไหนมาชี้แจง มาคัดง้างเขา ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง เพราะเขาทดสอบแค่การใช้งานจริง และประหยัดจริงๆ ท่านอาจารย์ท่านนั้นก็ทดสอบแบบใช้งานจริง เมื่อเห็นผลประหยัดแล้ว ท่านจึงมาพูดเชิงวิชาการให้ทุกท่านงุนงงไปเองเท่านั้นแหละกระมัง

เอาละครับ ผม ในฐานะนักทดสอบรถยนต์คนหนึ่งของเมืองไทย ก็จะขึ้นไปเชียงใหม่ เพื่อพิสูจน์เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ ในแบบที่บริษัทอ้างว่า ได้ให้อาจารย์ท่านที่ว่านั่นพิสูจน์แล้วในแบบเดียวกัน

แต่นั่นเป็นเรื่องรองลงไปครับ

ผมอยากไปเพื่อไปพบกับเด็กหนุ่มนักศึกษา ของวิทยาลัยที่สอนให้นักศึกษาได้รู้จักพิสูจน์ก่อนเชื่อถืออะไร

เพื่อไปยืนยันกับชายหนุ่มท่านนั้นว่า ท่านไม่ได้อยู่คนเดียว ท่านก็มีผมเป็นหนึ่งในกลุ่ม Wall Paper ให้ท่านเอาหลังพิงไว้กับเขาด้วย

ถ้าฟ้องมา และตำรวจบ้าจี้ มาเชิญท่านไปดำเนินคดีจริง ผมจะประกันตัวท่านออกมาเอง ด้วยทุนทรัพย์ของผมเอง

และตำรวจคนนั้นจะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ ว่าท่านนักศึกษาของผมทำอะไรผิดในสายตาและสายงานตำรวจ

รวมทั้งสู้คดี ให้เป็นที่สนุกสนานกันไป จากนั้น ก็ฟ้องกลับ เรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับท่านนักศึกษาของผม

ส่วนจะเสียหายรวมไปถึงประชาชนที่เสียเงินซื้อ เพราะโฆษณาไม่เป็นจริงของผู้จำหน่ายหรือไม่นั้น เอาไว้ทีหลังครับ

จาก http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02car09070952§ionid=0210&day=2009-09-07




 

Create Date : 08 กันยายน 2552    
Last Update : 8 กันยายน 2552 13:49:22 น.
Counter : 172 Pageviews.  


Dr-Zeratul
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีผู้เยี่ยมชมทุกท่าน
หวังว่าในนี้จะให้ประโยชน์/ความเพลิดเพลิน/ อะไรก็ได้ กับท่านผู้เยี่ยมชม

ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นดีๆ นะครับ
Friends' blogs
[Add Dr-Zeratul's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.