เส้นทางสายกาแฟ
Group Blog
 
All blogs
 

บาริสต้าบนทางสายกาแฟ(ซะที)


              หลังจากวันนั้น เวลาก้อผ่านไปเรื่อยๆ  resumeของผมยังคงปริ๊นออกมาอยูเรื่อยๆ  และยังคงหาสมัครอยู่เรื่อยๆ จนวันนึงของต้นเดือนมีนาคม2009 ผมไปช่วย พี่ปอ หรือ อ.ปอ ผู้ที่ถ่ายทอดความรู้วิชากาแฟให้ผม เค้ากำลังจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เค้าเจอหน้าผมก้อนึกออกอะไรบางอย่าง แล้วก้อให้เบอร์พี่คนนึงมาชื่อว่า "พี่ใหม่" ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งคนในบรรดาผู้มีบุญคุณกับผม (พี่ใหม่เป็นบาริสต้า ที่จัดได้ว่า ขั้นเทพ ถ้าโลกกาแฟเป็นยุทธจักรหนังจีน แกก้อครบเครื่องทั้งบู้บุ๋น ไว้แล้วจะเขียนเรื่องของบาริสต้าไทยขั้นเทพ คนนี้อีกต่างหาก ว่าที่ว่า ครบเครื่องมันคือยังไงเพราะไม่ใช่แค่ชงกาแฟออกมาเร็วแล้ว ดีแล้ว เก่งแล้ว จบ มันมีมากกว่านั้น) พี่ใหม่เค้ากำลังหาคนให้บอสของเค้า ที่อีกสาขานึง ชื่อว่า City espresso ผมก้อโทรไป แกก้อบอกว่าให้ไปทำแทนบาริสต้าที่ทำประจำอยู่ แค่สองวัน แน่นอนครับไม่มีปัญหา วันที่ผมไปคุย แค่เห็นเครื่องชงผมก้ออึ้ง อะไรหว่า สี่หัวชงเลยเหรอ บอสที่นั่งคุยกับผมอยู่ ชื่อว่า " Craig" เป็นออสซี่-กรีก ถามผมแค่ว่า



" ร้านเรายุ่งนะ ใช้กาแฟหกถึงเจ็ดกิโลในตอนเช้า ทำไหวไหม ?" แค่นั้น



ผมก้อแค่ยิ้มๆบอกว่าพอไหว แต่ในใจแล้ว "ห่าาาา ตายแน่กุ" แต่ยังไงเราก้อต้องสู้ครับ

ที่ผมประทับใจอีกอย่างในตัวบอสคนนี้ คือ ผมกำลังจะยื่น ใบ resume เค้าบอกว่า ไม่้ต้องการ เค้าแค่ต้องการคนชงกาแฟ ชงได้ก้อได้ ชงไม่ได้ก้อกลับบ้านไป ไม่ได้อยากรู้ว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรมาก่อน

             และยิ่งต่อมาภายหลัง ผมถือว่า เค้าเป็นเหมือนครูกาแฟอีกคนของผม ผมเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากเค้า ไม่ว่า การเป็นบาริสต้าที่เป็นมากกว่าแค่ชงกาแฟออกมาดี .การ management ใีนทุกๆส่วนของร้านกาแฟ .trick&tipที่ไม่มีที่ไหนมาสอนกัน.แนวคิดในการทำธุรกิจ และอะไรอีกหลายๆอย่างอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้น เค้าไม่เคยพูดหรือคุยกับผมเลย มันมาเองจากการทำงานร่วมกัน



 






 


" บอสเก่าผมเอง ชื่อCraigหนึ่งในบรรดาผู้มีบุญคุณ เป็นผู้ให้โอกาสลงสังเวียนจริงกัยผม "



 



และแล้ววันแรกก้อมาถึง   โอ้แม่เจ้า ยุ่งสุดๆคนมารอซื้ออย่างกะเค้าแจกกาแฟฟรี หน้าที่ของผมมีแค่ โหลดช็อตกาแฟ ให้ บอสเป็นคนสตรีมนมแล้วเท        แค่นั้นผมยังแทบทำไม่ทัน แต่ผมก้อผ่านพ้นวันแรกมาได้ด้วยความทุลักทุเล ด้วยสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งมาค้นพบตอนที่ทำว่า มันสำคัญมากถึงมากที่สุด สำหรับคาเฟ่ระดับท็อป นั่นคือ ระบบ หรือ System และ teamwork นั่นเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเจอแต่ว่า บาริสต้าเป็นวันแมนโชว์มาตลอดและด้วยทีมเิวิร์กที่ดี ก้อทำให้ผมผ่านวันที่สองได้อย่างไม่ยากนัก  และก้อรับเงินค่าจ้างที่คอนข้างจัดว่า น่าประทับใจ ทำสองวัน คิดเป็นสิบแปดชั่วโมง ได้มาสามร้อยเหรียญถ้วน ผมจำได้แม่นว่าวันนั้นวันพุธ ต่อมาวันพฤหัสก้อไม่มีอะไร แต่แล้ว....

                  เช้ามืดของวันศุกร์ น่าจะตีห้าครึ่งมั้งครับ โทรศัพท์ก้อดังขึ้น เปล่า ผมไม่ได้ตั้งปลุกนี่หว่า ใครโทรมาอะ ใจคอไม่ค่อยดีรีบรับ ปรากฎว่า พี่ใหม่โทรมา 



พี่ใหม่ " เฮ้ ปอง ไปทำงานแทนหน่อยได้ไหม ไอ้นั่นที่แกเคยไปทำแทนมันไม่มา"



ผม " โห พี่ ด่วนงี้เลยเหรอ เอากี่โมงละ "



พี่ใหม่ " หกครึ่ง "



ผม " แปดได้ปะ  ได้ก้อได้นะพี่ ถามบอสพี่หน่อย" 



แล้วก้อวางหูไป คิดในใจว่าจะบ้าหรือเปล่า กุเพิ่งนอนเมื่อตีสองนี่เอง



ซักพักโทรศัพท์ดังอีก 



พี่ใหม่ " ได้ปอง แปดโมงนะ "



เอาสิงานเข้าแล้ว ไปก้อไปโว้ย อย่างน้อยมันก้อได้เงินละวะ

ไปถึง บอสใหญ่ที่เป็นบอสของพี่ใหม่นั่งดักรอที่ทางเข้าตึก ก้อเข้ามาคุย บอกขอบอกขอบใจใหญ่ แล้วบอกว่า บอสของผม ซึ่งเป็นน้องเขยเค้าจะคุยกะเธอ อีกที 



ทำๆไปจนถึงเวลาเบรก เราก้อพูดกะบอสว่าฉันจะขอกลับบ้านหลังเบรกละกัน  (หลังเที่ยงร้านหายยุ่งแล้ว)



และแล้วบอสก้อเอ่ย สิ่งที่ผมรอมานานแสนนาน ด้วยความอดทนเพียรพยายาม



บอส " ปอง เธอต้องการทำงานบาริสต้าแบบ full time ไหม "



ผมจำคำตอบภาษาอังกฤษอันอ่อนแอของผมที่ตอบออกในไปตอนนั้นได้ว่า " Absolutely ,please " .....



            
ผมเดินออกมา โทรศัพท์หาแม่ที่เชียงราย เดินไปตามทางที่ผู้คนพลุกพล่าน เพื่อขึ้นรถไฟกลับบ้าน คนเยอะจริงๆ เพราะกำลังหาอาหารกลางวันทานกัน แม่ง คนเยอะจริงๆ ทุกซอกทุกมุมเลย มีตรงไหนเงียบๆบางเปล่าวะ บอกข่าวดีให้แม่ไปแล้ว แม่ดีใจเสียงสั่นแล้ว กุไม่ไหวแล้ว ... เอาตรงนี้ล่ะวะ  แล้ว ผมก้อนั่งร้องไห้ริมบันไดอาคารออฟฟิศหลังนึง " กุทำสำเร็จแล้ว แค่สี่เดือนกว่าๆ เอง มันนานแค่นั้นเอง" ตอนนั้นใครมองผมยังไง ก้อช่างหัวมัน



 









แล้วผมก้อได้นับสองบนเส้นทางสายกาแฟของผมซักที แม้เส้นทางนี้มันยังอีกยาวไกล ผมก้อจะพยายามนับสาม สี่ ห้า ไปเรื่ิอยๆ ซึ่งก้อไม่รู้ว่าแต่ละจุดที่ผมจะนับบนเส้นทางสายนี้มันคืออะไร แต่ไม่ว่าอย่างไรผมจะเดินไปบนเส้นทางสายนี้จนวันสุดท้ายที่ผมได้พักยาว


 


  




 




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 17:50:55 น.  

ตรงสู่ถนนบาริสต้า

      หายหน้าหายตัวไปนาน หลังจากผ่านซึ่งเหตุการณ์ ที่อาจเป็นที่สุดของวิกฤตเมืองไทยที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของคนรุ่นเรา (ขอให้มันเป็นที่สุด คือสุดจริงๆ อย่าได้มีที่สุดกว่านี้เลย) ก้อขอกลับมาเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาของเส้นทางบาริสต้าต่อครับ


         หลังจาก พลาดงานจากร้านเจ้าแขกสุดแสบแล้ว (ลืมบอกครับ การแช่งของผมมันออกผลอย่างรวดเร็วทันตาเห็น เดือนสองเดือนก่อนเดินผ่านหน้าร้านมัน ปรากฎว่าเจ๊งสนิทเรียบร้อย อาทิตย์ก่อนผ่านไปใหม่  เป็นร้านใหม่แล้ว ฮ่าๆ เอิ๊กๆ) หลังจากวันนั้น แม้จะหดหู่ยังไง
ก้อต้องหัดชง ฝึกมือ ต่อไป ใครให้ไปลองงานที่ไหน ให้ไปช่วยอะไร ไปหมด
ค่ารถจ่ายไปเสียไปช่างมัน ขอแค่กุได้จับเครื่องชงต่อไป
ซึ่งตรงนี้ต่อมามันกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างนึงคือ
ไม่ว่าจะสตีมนมกับเครื่องยี่ห้อไหนก้อสามารถทำมันให้เนียนสวยได้ไม่ยาก


         วันนึงโอกาสก้อมาถึง
จากพี่สาวคนนึงที่นับว่าเป็นหนึงในบรรดาผู้ที่มีบุญคุณกับผม
กับเส้นทางกาแฟของผม เค้าชื่อพี่เก่ง คือมันมีงานชงกาแฟที่สน่ามกีฬา
เป็นสนามคริกเก็ต แม้ไม่ใช่งานประจำเป็นแค่งาน On call
แบบว่ามีการแข่งก้อเรียกไปทำ แต่มันก้อดีมากๆๆสำหรับมือใหม่ครับ
ทีนี้มันก้อจะมีเป็นซุ้มกาแฟหรือcoffee cartตามจุดต่างๆ
ซึ่งทีมงานที่ทำเกี่ยวกับกาแฟในสนามกีฬานี้ "เป็นทีมคนไทยหมดครับ" ยกเว้นบอส
พี่เก่งคนนี้เค้าก้อไปพูดอ้อนให้บอสรับผมเข้าอยู่ทำด้วย
ทั้งที่ฤดูกาลที่จะเริ่มใหม่นั้นคนเค้าครบหมดแล้ว บอสเค้าก้อให้ไปลองงานวันนึง
ไม่จ่ายน่ะ ไปก้อไป ไม่มีปัญหาอยู่แล้นน
โชคดีวันที่ผมไปมันเป็นแค่คล้ายๆรอบแถลงข่าวอะไรประมาณนั้นมั้ง
มีแค่ซุ้มเดียว(จริงๆน่าจะเรียก "คาร์ท") มีแค่ผมกับพี่เก่งและบอส ตอนนึง
บอสไปนั่งชิวๆอยู่ ก้อบอกให้ผมชงกาแฟไปให้ ก้อชงไป
จากนั้นพี่เก่งก้อมากระซิบว่า " เฮ่ย ปอง
แม็ท(ชื่อบอส)บอกว่าแกชงกาแฟดีว่ะ" และแล้วผมก้อได้เป็นหนึ่งในทีมงาน
ที่จะมาเริ่มงานกันในวันที่ 5 January 2009 ผมจำวันได้แม่นครับ หน้าที่คือ
เป็นบาริสต้าเลย โดยที่ไม่ต้องเริ่มจากเด็กวิ่งของครับ



" เครื่อง compact ยี่ห้อ WEGA ที่ใช้ในวันที่ไปลองเทรนงาน และก้อเป็นเครื่องตัวเดียวกันที่พังในวันแรก "


      หลังจาก ได้งานชงกาแฟที่สนามคริกเก็ต
จากการช่วยเหลือของพี่เก่ง(ที่ใช้ความสวย
พูดหว่านล้อมบอสจนใจอ่อนให้ผมไปลองเทรนงาน) วันแรกเปิดสนาม เจอดีเลยครับ
จุดที่ผมประจำ อยู่ชั้นบนสุดของอัฒจันทร์ วันนั้นจุดของผมใช้กาแฟไปทั้งหมด 11 กิโล แต่เครื่องชงแค่สองหัว
ชงจนเครื่องพังต้องเอาเครื่องมาเปลี่ยน ตอนชงอยู่เงยหน้าไป
คิวรอซื้อยาวจนไม่เห็นหางแถวเลย ลูกค้าหน้าหงิดหน้างอ โดนด่าก้อมี พอนึกถึงวันนั้นแล้ว สงสารคนมาซื้อครับ
ราคาก้อแพงกว่าข้างนอกแล้วยังได้กาแฟชุ่ยๆอีก
ยอมรับครับว่าชงไม่ได้เรื่องเลย ยุ่งสุดๆแบบที่ไม่เคยเจอ ผมยืนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเข้าห้องน้ำครั้งแรกประมาณบ่ายสอง
ข้าวปลาเหรอครับยังไม่ตกลงไปในท้องเลย
เลิกงานเก็บของเคลียร์ของเสร็จห้าโมงครึ่ง จำได้ว่ากลับบ้านมาปวดขามากกกก


          แต่หลังจากวันนั้น มันก้อดีขึ้นไม่ยุ่งนรกเช่นวันแรก กาแฟใช้ตกวันละ
5-6 กิโล ต่อมาอีกครั้งผมก้อได้ย้ายไปประจำจุดที่ยุ่งที่สุด คือฝั่ง
member stand ที่เป็นอัฒจันทร์เก่า คลาสสิค ของเฉพาะสมาชิกของสนามคริกเก็ต
(คริกเก็ตเป็นกีฬายอดนิยมของออสซี่ ระดับท็อปทรี) การชงกาแฟของผมมีการพัฒนาไปทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆในทุกๆครั้งที่ เรียกผมไปทำ
เรียกว่าที่นี่สร้างความมั่นใจให้กับผม ในการเข้าไปเดินสมัครงาน Full time
barista
ซึ่งผมถือว่านั่น คือสนามจริงหรือสังเวียนจริงๆของอาชีพคนชงกาแฟ 





" coffee cart จุดที่ผมทำตรง Member stand "








" เครื่องชงยี่ห้อ Brasilia กับกาแฟของ Lavazza "


ไว้มาต่อกันอีกครับ







 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 17:18:53 น.  

เจอแยกบนเส้นทางกาแฟ

  เมื่อพบว่า อะไรๆ ไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิด(ฝันหวานไปแล้ว) ความกดดันมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราความเครียดพุ่งๆขึ้นเรื่อยๆ แต่กำลังใจที่ได้จากแม่และคนรัก มันคอยดันไม่ให้ความฝันมันล้มลง
   แล้ววันนึงผมก้อมาถึงจุดวัดใจ พูดไปเหมือนมีใครมาแกล้งลองใจ พี่คนไทยที่สนิทกันมากแกทำงานร้านพวกขนมพาย แกจะให้ไปทำงานแทนแกเพราะแกจะออกไปเปิดร้านร้านอาหารไทย เอาด่วนแบบว่าไปลองงานกะแกวันรุ่งขึ้นเลย รายได้ก้อจัดว่าดี การันตีได้งานชัวร์ และแล้ว ดันมีพี่คนไทยอีกคน ที่เป็นบาริสต้าขั้นเซียนคนนึงแกก้อแนะนำร้านกาแฟที่แกเคยทำมา เอาด่วนเหมือนกัน เจ้าของเป็นแขก ไม่การันตีแล้วแต่ฝีมือ ผมขอพี่คนแรกว่าขอไปลองงานกาแฟดูก่อนขอให้แกช่วยกั๊กงานทำพายไว้ ผมไปลองงานวันแรกสามชั่วโมง ไม่จ่ายเงิน ไม่เป็นไรกุยอมมึง มันก้อบอกว่าอยากให้มาลองอีกวัน มันให้เหตุผลว่า ร้านมันมีรายละเอียดเยอะอยากให้มาเรียนรู้อีกหน่อย ..... เอาละสิ ดันพร้อมกันเลย ผมก็อธิบายให้มันฟังว่า มีงานอีกที่รออยู่อยากให้ช่วยบอกเลยว่าจะรับไหม มันก้อบอกมาว่ามาไม่ได้ก้อไม่เป็นไร มันจะหาคนใหม่ (ไงล่ะ ไอ่แขก เล่นมุขนี้)
ครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจลำบากที่สุดครั้งนึง ถ้าเป็นตอนเริ่มหางานบาริสต้าใหม่ๆรับรองว่าตัดสินใจได้ง่ายมาก ว่าพรุ่งนี้ผมควรจะไปที่ไหนดี
1.ร้านพายจ่ายโอเค งานดีสบาย ไม่กดดัน การันตียังไงก้อได้ทำ
2.ร้านกาแฟไม่มีอะไรมารับรองว่าจะได้ทำงานหรือเปล่า เจ้าของแขกขี้หงุดหงิดชอบกดดันอีก แต่มันเป็นงานที่เรามุ่งหวังจากบ้านมาหาทำเองนิ
ตอนนั้น ความท้อแท้ ความเหนื่อย ความกดดัน มันมาเกาะตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ ผมลืมเล่าให้ฟังอย่างนึง คือผมยืมเงินของญาติแฟนเพื่อเป็นทุนกลับมาหางานบาริสต้าที่ Australia ประมาณแสนกว่าบาท นั่นคืออีกสิ่งนึงที่เป็นแรงกดดันอยู่



"นี่เป็นเครื่องชงกะอุปกรณ์ที่ขอยืมพี่เชพที่เคารพนับถือ มาฝึกซ้อมมือที่บ้าน ช่วงที่ยังคงหางานยี่ห้อ Isomac"

  ในที่สุด ผมเลือกที่จะไปลองงานชงกาแฟ(อีกหนึ่งวันหลังจากไปลองมาแล้ว) ผมไปรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด เช้าหกโมงครึ่ง (ไอ่...กว่าจะมา) จัดโต๊ะจัดร้านไป ชงกาแฟไปเรื่อยๆ ดูน่าจะราบรื่น เจ้าของแขกดูจะโอเค เริ่มคุ้นมือกับเครื่องชงแล้ว เวลาผ่านไปเรื่อยๆ พอเข้าเก้าโมงเช้าแค่นั้นละครับ คนมันมาจากไหนกันวะ เอาละสิ จากห้าเป็นสิบ จากสิบเป็นสิบห้าแก้ว มันมาได้ไง แคนั้นแหละครับ มันมาไล่ผมออกไปรอหน้าครัว

  ผมก้อยืนดูบาริสต้าอีกคนที่เป็นตัวจริงทำ จังหวะนึงผมเห็นเค้าก้อไม่ทัน หวังดีจะไปช่วยอัดช็อต มันตะโกนด่าภาษาอังกฤษสำเนียงแขกว่าไม่ให้เข้าไปยุ่ง (อืม ไอ้....)

...

....หายยุ่งละ สิบโมง ผมก้อไม่เห็นมันพูดอะไรกับผมซักที

..... สิบโมงครึ่งแล้วนะ ไอ้... กุไม่ไหวละ เดินไปถามมันในครัว มันบอกว่า " เอ็งกลับไปก่อนละกัน ยังไงจะโทรไปบอก "

...... อ้าว เฮียแล้วไหมละ ผมยังไม่ไปครับ ผมว่าผมทำได้ มึงให้โอกาสกุอีกหน่อยสิ

 ผมยังคงยืนเอ๋ออยู่ในร้านเล็กๆของมันอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครมาสนใจ ผมกลายเป็นอากาศแล้ว สต๊าฟคนอื่นก้อมองผมอย่างสมเพชเวทนา(มั้ง) มันหรือไอ้แขก คงทนไม่ไหวแล้วประมาณว่ากุไล่อ้อมๆว่า ไม่เอามึงแล้วยังจะอยู่อีกทำไม มันออกครัวมาหาผมแล้วพูดใส่หน้าว่า " กลับไปได้แล้ว โว้ยยยย "

   ใครเคยมีเหตุการณ์บางอย่างแล้วรู้สึกว่าขามันหนัก ก้าวไม่ค่อยจะไปบ้างไหม มันมีอยู่จริงๆครับ อาการอย่างนี้ ชีวิตนึงน่าจะลองมีดูนะครับ คราวนี้ ไม่เสียใจจนเสียน้ำตาประมาณว่าแกร่งขึ้นมั้ง(หรือเสียชินแล้ว)แต่มันหดหู่ ครับ ทำอย่างเดียวได้คือ แช่งมัน ฮ่าๆ แค่นั้น ทำกุเสียอีกงานไปเลย T _ T




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2553 10:25:46 น.  

เมื่อเริ่มเดินบนทางสายกาแฟ

อยากจะเล่าเรื่องราวของผมในการเริ่มอาชีพบาริสต้าต่อ จากคราวตอนก่อนที่ผมปิ๊งไอเดียน่าจะไปเรียนบาริสต้าคอร์สเพื่อจะได้ชงกาแฟทานเองให้รู้แล้วรู้รอดไปแต่สิ่งหนึ่งที่พบตามมาคือค่าแรงที่งามมากๆของบาริสต้าอาชีพ
หลังจากไปเรียนบาริสต้าคอร์สแล้ว วิชามันก้อร้อนบวกความหวังที่จะได้ทำงานชงกาแฟ ความรู้สึกตอนนั้นมันฮึกเฮิมเหลือเกิน คิดแต่สิ่งที่สวยงามวาดฝันเข้าไป งานบาริสต้ามันช่างมีสเน่ห์เหลือเกิน ชงกาแฟเท่ห์ๆหลังบาร์หลังเครื่องชง
แล้วผมก้อกลับบ้านที่เมืองไทยไปจัดจัดการธุระต่างๆ เพื่อเตรียมตัวกลับมาอีกครั้งเพื่อหางานตามความฝัน และสิ่งที่สำคัญคือไปอธิบายกับพ่อแม่ให้เข้าใจ ซึ่งเค้าอาจไม่เข้าใจแต่ก้อยอมตามใจ กลับมาถึงซิดนีย์ก้อไปลาออกร้านไทยที่เคยทำอยู่ เพื่อเตรียมตัวให้ว่าง จัดแจงพิมพ์ resume เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ผมก้อเริ่มออกลุยยุทธจักรกาแฟ(ซะที)

ผมกลับมาถึงซิดนีย์ ต้นเดือนตุลาคม 2008 จากวันเริ่มเป็นสัปดาห์ เรื่อยๆมาเข้าเป็นเดือน กระดาษ resume ปริ้นท์แล้ว ปริ้นท์ อีก หมดค่าเดินทางทางอีกไม่น้อย ค่าเช่าบ้านก้อดันขึ้น ตัวเลขในบัญชีใกล้เป็นศูนย์ ต้องยังคงทำร้านอาหารไทยในบางคืน(หั่นผัก แล่เนื้อ ล้างหม้อไปสิ) เพื่อเอามาประทังความฝันที่แสงสว่างมันเริ่มจะอ่อนลงเรื่อยๆ ปัญหาที่ได้พบเวลาเจ้าของร้านหรือผู้จัดการเค้าให้ทดลองทำงานในร้านกาแฟคือ ภาษาอังกฤษอันอ่อนแอของผมเองที่มักสื่อสารไม่ค่อยได้ ปัญหาต่อมาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่คือ กาแฟมันไม่ได้แค่มีแค่ถ้วยสองถ้วย ผมทำกาแฟช้ามากมันไม่ทัน ลาเต้อาร์ทที่คิดว่าตัวเองพอจะมีฝีมือบ้างลืมไปได้เลยครับ แค่ตีนมให้เนียนให้ทันก้อบุญแล้ว มาพร้อมกันห้าแก้วก้อ มึนงงทำไรไม่ถูก ผมยังจำได้ว่า ครั้งแรกที่เทนมแก้วแรกให้ลูกค้า(เจ้าของร้านก้อยืนมองอยู่) มือผมมันสั่นไม่หยุด น่าขายหน้าฉิบ ผมไปทดลองงานหลายที่มาก ได้แค่สัมภาษณ์ก็เยอะแบบว่าแค่สัมภาษณ์แล้วก้อแล้วไป บางที่แค่เห็นผมเป็นเอเชียหัวดำ มันก้อไม่เอาแล้วพร้อมกับสายตาและน้ำเสียงโคตรเหยียดทั้งๆหน้าร้านมันแปะ ประกาศรับสมัครแท้ๆ (ไอ่ห่า ทำไมมึงไม่บอกไปด้วยว่าไม่รับเอเชียวะ ในใจผมคิดอย่างงั้น)



" ไม่มีอะไรดีไปกว่าฝึกและฝึก ถ้าภาษาเราไม่ดี ฝีมือเราก็ต้องดี นั่นคือสิ่งที่พอจะคิดออกในตอนนั้น"




ท้อมั้ย ท้อมากมายครับ มีอยู่ที่นึงเคยไปทดลองทำเป็นคาเฟ่สวยมากๆตั้งอยู่บนเนินผาเห็นวิวทะเลมุมกว้างของหาด Bondi Beach ชื่อดัง ผมนัดกะเจ้าของร้านตอนเจ็ดโมงเช้า ไปถึงร้านก้อเปิดขายมีคนนั่งบ้างแล้ว พอทักกันเสร็จเค้าก้อให้ผมทำกาแฟเลย ครั้งนี้ผมมั่นใจมาก(มือไม่สั่นแล้ว ^__^)เพราะไปฝึกงานและทดลองงานมาหลายที่จนพอ จะรู้ทริก เทคนิคในการทำให้เร็วขึ้น ได้ผลครับ สิบนาทีผ่านไป เจ้าของร้านนัยตาสีฟ้าก้อเดินมาบอกมา เค้าเสียใจจริงๆแต่ร้านเค้ายุ่งมากๆ เค้าไม่สามารถให้ผมทำได้ พอเค้ารู้ว่าผมมาไกลเค้าก็ตกใจและคงรู้สึกไม่ดี ก้อไปหยิบเศษเงินมาให้เป็นค่าเดินทางและบอกว่าอยากทานอะไรก้อสั่งได้เลย (กุคงจะนั่งทานอาหารเช้า เคล้ากาแฟชมวิวสวยๆ ทั้งๆที่ไม่ได้งานทำนี่อะนะ)
ผมได้แต่บอกขอบคุณและเดินออกมานั่งบนเนินดูวิวสวยๆของทะเลสุดลูกหูลูกตายาม เช้า และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ผมไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกแล้ว


" มุมหนึ่งของ Bondi beach ใกล้ๆร้านที่ว่า "






 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2553 18:04:03 น.  

จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้


นึกๆไปเวลามันผ่านไปเร็วมากๆ วันนึงตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า โอ้ !!!
ปีนี้อายุจะสามสิบแล้ว แม้ในตอนแรกจะเข้าใจผิด คิดไปว่าแค่ยี่สิบเก้าเอง
ไม่รู้มีใครรู้สึกอย่างผมหรือเปล่า ผมว่าช่วงชีวิตระหว่าง22-29
เป็นช่วงที่เวลาผ่านไปเร็วมากๆ วันวานตอนที่ยังเป็นเด็กมหาลัย
มันยังชัดเจนเหมือนว่าเราเพิ่งจบมาได้แค่ปีสองปีเองนะ
เตือนคนที่อายุยี่สิบต้นๆเลยครับอย่าประมาท
มันเหมือนกับว่าหลับตาลงไปแล้วตื่นขึ้นมา อย่างนั้นเลย
(ไม่สามสิบไม่เข้าใจหรอก *___* )มองย้อนกลับไปทบทวนดู
ผมทำงานเป็นบาริสต้าไม่ลืมหูลืมตามา มาปีกว่าแล้ว
ผมเข้านอนประมาณห้าทุ่มตื่นตอนตีห้า
ออกบ้านไปทำงานในเมืองใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมง
เข้างานหกโมงครึ่งเลิกงานสี่โมงเย็น ทำงานแบบนี้จันทร์-ศุกร์
ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ ก้อไปขายของที่ตลาดนัดในบางเสาร์(ตอนนี้เลิกขายแล้ว ไปรับงานชงกาแฟอีกที่นึง)
วันอาทิตย์ในตอนเย็นไปทำงานร้้านอาหารไทย
อาจเพราะอย่างนี้มันเลยทำให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
บางครั้งผมก้อลืมวันลืมเดือนไปเลย
จำได้แค่วันนี้วันอะไรแล้วพรุ่งนี้วันอะไร ถามว่าทำงานหนักไหม
อาจไม่หนักสำหรับบางคนแต่กับผม(แม่ง)หนักครับ
แต่มันก้อเป็นสิ่งที่ผมเลือกจะทำเอง



ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008
ประมาณเดือนกันยายน
ผมกลับไปเมืองไทยหลังจากมาเรียนกะป็อกกะแป็ก (คล้ายๆไม่เป็นชิ้นเป็นอัน)ที่
ซิดนีย์มาปีกว่า เพื่อที่จะไปบอกกะที่บ้านว่าจะกลับไปที่ Australia
อีกครั้งเพื่อหางานชงกาแฟทำ
แน่นอนครับยากที่จะมีพ่อแม่คนไหนเห็นดีเห็นงามด้วย
ยิ่งเป็นลูกคนเดียวอีก...









เรื่องราวเริ่มต้นจาก วันนึงพี่ที่เป็นเชพที่ร้านอาหารไทยที่ผมทำงานอยู่ เค้าไปเรียนบาริสต้าคอร์สมาแล้วซื้อเครื่องชงกาแฟบ้านตัวเล็กๆ มา ผมก้อบังเอิญไปเที่ยวบ้านแกพอดี ความที่แกร้อนวิชา พี่แกก้อจัดแจง คาปูชิโน่ มาให้ ทั้งๆที่ตอนนั้นมันเที่ยงคืนกว่า



ผมพูดว่า " พี่ ๆ เทนมจนจะล้นแก้วขึ้นมาแล้วนะ "



พี่แกก้อบอกมา " เฮ่ย ไม่ล้นหรอก มันฟองนมทั้งนั้น เอ้ายกขึ้นดู แล้วซดเลย"



ผมพูดว่า "เดี๋ยวดิ รอแปป เดี๋ยวมันลวกปาก จะเป่าให้หายร้อนก็ยาก ฟองปิดหมดเลย"



พี่แกก้อบอกมา " เฮ่ย กาแฟดี ไม่มีลวกปาก ชงเสร็จมันต้องซดได้เลย มันร้อนพอดี"



และนั่นก้อเป็น กาแฟแก้วแรกที่ผมรู้สึกมันอร่อยที่สุดตั้งแต่ผมเคยดื่มกาแฟมา มันเหมือนกับว่าอยู่ๆไฟนีออนในห้องที่เปิดอยู่กลายเป็นแสงสีทอง (อาจเวอร์ไปนิด) ตอนนั้นคิดว่า เนี่ยกุไปทำอะไรอยู่ไหนมาวะเนี่ย (กว่าจะได้มารู้จักกาแฟและได้ดื่มมันแบบจริงๆซะที)

หลังจากวันนั้น ผมก้อเริ่มออกตะลอนหาชิมกาแฟไปทั่ว แล้วก้อพบว่าหาร้านกาแฟที่ดีได้ยากมาก มีแค่แค่พอทานได้กับเหียกๆ และผมก้อเฝ้าคิดกาแฟของพี่เค้า วันนึงได้เที่ยวบ้านแกอีกครั้งปรากฎว่าแกถอยเครื่องใหม่ ไฮโซกว่าเดิม เป็นเครื่องบ้านระดับราคาอย่างแพงชื่อ Isomac เหมือนเดิมครับประทับใจในรสชาติกาแฟเหมือนเดิมแม้ว่าแกจะเปลี่ยนไปใช้เมล็ดกาแฟแบบราคาถูกก้อตาม เมื่อนั้นผมก้อบังเกิดความคิด หาที่ทำอร่อยถูกใจมันยากนักละก้อไปเรียนเองเลยดีกว่า และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของโลกกาแฟของผม สิ่งที่ผมพบอีกอย่างนั่นคือ อาชีพบาริสต้าที่ออสค่าแรงมันดีมากๆ ๆ จำได้ว่าพี่เชพแกยังลดงานร้านอาหารไทยไปทำงานชงกาแฟที่ร้านในสนามบินเลย พี่เค้าสตาร์ทตั้งแต่ $18-19 โอ้ เอา ตีว่าเอาสามสิบคูณไป ทำงานชั่วโมงเกือบหกร้อย!!! แม่เจ้า แล้วจะมัวไปล้างจานหั่นผักอยู่ร้านไทยทำไมละครับ




 

Create Date : 24 เมษายน 2553    
Last Update : 24 เมษายน 2553 20:16:21 น.  

ponganes
Location :
กรุงเทพฯ Australia

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




ชอบกิน ชอบชิม บางครั้งชอบทำด้วย สิ่งที่ทำให้ดีใจอย่างหนึ่งในชีวิตที่ทำให้ต้องบอกต่อกับคนสนิทมิตรสหาย คือการได้เจอของกินอร่อยๆ ในที่ๆเราได้ไป
จากบ้านเกิดเหนือสุดแห่งสยามประเทศ มาตั้งไข่ของชีวิตที่นพบุรี ศรีนครพิงค์ ดิ้นรนแหกกะลามาอยู่เมืองเทวดามหานคร แล้วกระเด็นกระดอนมาเคี่ยวชีวิตที่แผ่นดิน Down under
Follow Ponganes on Twitter
Friends' blogs
[Add ponganes's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.