My life is my choice Episode 1

My life is my choice


ประสาเด็กไืทยในอดีตที่ชะตากรรมไม่ได้ต่างจากลูกผมมากนัก คือ สอนให้เงียบๆและฟังครู ห้ามเถียง แต่โดนดุว่าทำไมไม่ถาม ผมจึงเป็นคนที่พูดไม่เก่งมาเกือบครึ่งชีวิต ตอนอยู่ประถมต้น ยังจำได้ว่า เขียนเรียงความได้คะเนนดี เลยเริ่มเขวว่าเป็นคนเขียนเก่ง ตอนเป็นวัยรุ่นเลยลองส่งเรื่องไปส่งนิตยสารดัง เขาก็พิจารณาและส่งกลับคืนมา พร้อมกับมีจดหมายแนบมาอย่างสุภาพพอได้ความสั้นๆว่า


"เมิงเขียนไม่ได้เรื่อง ส่งมาทำไมวะ?"


ตอนนั้น ด่ามันเป็นภาษาอังกฤษว่า "Monk's day is not one time"

มารู้สึกดีขึ้น เมื่อคิดว่า เอียน รัช ยอดดาวยิงหน้าติดหนวด ตอนลิเวอร์พูลซื้อมาจากเชสเตอร์ เป็นสถิติค่าตัวนักเตะวัยรุ่นที่แพงบรรลัย หมอยังนั่งแคะขี้มูกอยู่ตั้งปีนึงกว่าจะได้ลงตัวจริง คงไม่ต่างกับกรณีผมที่ไอ้คนคัดเรื่องแ ม่ ง ดันตาไม่ถึง


พอเข้ามหา'ลัย ก็โดนท้าทายความเชื่อมั่นอีก คราวนี้เป็นภาษาต่างชาติ เมื่อได้เพื่อนน.ศ. ฝรั่งตาน้ำข้าวเป็นครั้งแรก ซวยเต็มๆ เพราะภาษาเราสอนมาเพื่อทำสอบอย่างเดียว แถมไอ้ Jeremy เป็นคนอังกฤษมาจากลันดั้น สำเนียงโคดจะฟังยากพอๆกับสำเนียงผม เวลาคุยกันก็ต้องใช้ Networking คือ ไทย 5 รุม แล้วช่วยกันฟัง พอมันกลับไปอังกฤษในหนึ่งปีต่อมา ผมถึงฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตัวเองได้อีกครั้ง และไม่ยอมติดต่อกับมันอีกเลย


ผมเป็นคนเขียนเร็ว จดเล็คเช่อร์ตะบัน แต่มาอ่านทบทวนแล้วไม่เข้าใจ เพราะอ่านลายมือตัวเองไม่ออก ต้องโทษระบบการสอนบ้านเรา เพราะอาจารย์เข้ามาถึงก็พูดๆๆๆ ไอ้ฝ่ายเราก็จดๆๆ เกรดผมจึงอยู่กลางๆตามหลักพระศาสนาให้ยึดทางสายกลาง (อย่าใช้ตอนขับรถ อาจไปเกิดใหม่เร็วกว่าที่คาด)


ยามสอบ ผมเรียกเสียงฮือ เพราะยกมือขอกระดาษเพิ่มยัน เพราะลบจนกระดาษขาด เปล่าหรอก เพราะกลัวอาจารย์ไม่รู้ว่าอ่านมาเยอะ จะด้วยลายมืือไม่ดี หรือปากกาจางก็เหลือจะเดา ส่วนใหญ่จะได้คะแนนเหนือ D ซะมาก ก็ไม่ว่ากัน เพราะเป็นวิชาที่เรียนให้จบๆไป ยกเว้นเรื่องซีเรียสๆนอกคณะที่สนใจอย่างวิชา การเมืองระหว่างประเทศ ที่ได้ A หรือการเมืองในตะวันออกกลาง ที่ได้ B+ มาจากอาจารย์ คือ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และเลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน เป็นการพิสูจน์ว่า เราก็เก่งในตองอูเหมือนกันวะ


เมื่อมาเจอท่านในภายหลังได้บอกกับท่านว่า เป็นลูกศิษย์ท่าน ซึ่งท่านคงไม่พอใจเท่าไร คะเนว่าเป็นการตอกย้ำว่า ท่านแก่ขนาดไหน หลังจากนั้นจำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอท่านอีกเลย ทีแรกก็เดาเอาว่าท่านหลบหน้า แต่มาคิดดู คงเพราะท่านเดินทางไปต่างประเทศอยู่เสมอมากกว่า


ผมจบปริญญาตรีแบบไม่รู้ว่่าจะไปทำอะไรกินเหมือนกับเพื่อนๆส่วนใหญ่ที่ไม่เรียนต่อก็ตกงาน ผมเลยเลือกเรียน แต่ความที่เกรดโหล่ยโท่ยเลยไปสอบชิงทุนไม่ได้ แถมจนก็เลยอยู่ที่นี่แหละ


ตอนสอบปริญญาโท เจอโหดเข้าไปอีก เพราะเขาให้เขียนเค้าโครงบทความเชิงวิชาการเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ สอบติดสมใจ แถมเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้เกียรตินิยม แต่สอบได้ฉลุย คราวนี้ มั่นใจว่าตัวเองเก่ง เพราะเขาให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และอาจารย์ที่ตรวจก็โคดๆทั้งนั้น


ขอยกไปพล่ามตอนต่อไป ที่นี่ เร็วๆนี้

ระหว่างที่ไปเรียนปริญญาโท ก็ไปดอสมัครสอบหลักสูตรแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาคน และภาษาคนเป็นอังกฤษ ซึ่งมหาลัยเปิดเรียนเป็นรุ่นหนูทดลอง หลักสูตรหนึ่งปี ตอนสัมภาษณ์จะคัดเอาเฉพาะคนที่สนใจงานแปลอย่างจริงจัง ไม่ใช่พวกอกหัก (ตอนนั้นผมยังรักกันดีกับแฟนคนสวย Smiley) หลักลอย (ไม่โต คิดไม่เป็น) คอยงาน (เรียนเพื่อฆาตกรรมเวลา) สังขารเสื่อม (หมดสภาพ หรือไม่สบาย) ก็จบมาได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไร ได้ประสบการณ์จากทั้งอาจารย์ประจำ และมืออาชีพในสาขาต่างๆที่มาขัดเกลาการแปลของผู้เรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงานแล้วทั้งนั้น มีผมกับเพื่อนอีก 2-3 คนที่ยังไม่ได้ทำงาน แต่ก็มีพี่บางคนที่ไม่จบ เพราะเวลาเรียนไม่พอ หรือไม่ผ่านเกณฑ์


ผมจำได้แม่นยำว่า ในระยะแรก ผมแปลได้ช้าเป็นปกติเหมือนกับคนอื่นๆ แต่มีเพื่อนผู้หญิงที่ภายหลังสนิทกันมากอยู่คนนึงที่เป็นบก.หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ (เธออยู่ไหน สบายดีไหม?) ที่ไม่ค่อยมีเวลาทำการบ้าน (หมายถึงงานแปล) เธอก็จะมานั่งทำงานก่อนอาจารย์เข้าห้อง ใช้เวลาสัก 10 นาทีโดยเฉลี่ย แล้วก็ได้คะแนนเต็มเสมอๆจนเป็นที่อิดหนาระอาใจของเพื่อนๆ ซึ่งสำหรับพวกเราในตอนนั้นบอกได้เลยว่า "กรูทำไม่ได้แน่นอน" Smiley ต่อมาเมื่อเราเป็นนักแปลมืออาชีพแล้ว มันก็ไม่ใช่สาระอีกต่อไป


งานแรกที่ผมทำจึงเป็นงานที่ไม่เคยคิดว่ามีอยู่ในตลาด คือ จนท.แปล เขาให้เงินเดือนสูงพอควร ก็เอาดิ ต่อมาถึงรู้ว่าได้ืำทำงานในบริษัทที่ปรึกษาซึ่งดังและใหญ่มาก (ในตอนนั้น) ได้งานแล้วไปสอบสายการบินแห่งชาด ด้วยเหตุผลเรื่องค่านิยม คือ ไปสอบเป็นสจ๊วต ฮี่ๆ เปล่าหรอก ไปสอบตำแหน่ง cargo officer จำได้ว่าข้อสอบเชาว์ และภาษาอังกฤษโคดจะง่าย รู้สึกว่าไม่ใช่เราตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว กรรมการสัมภาษณ์ดูคะแนนสอบแล้วคุยโน่น คุยนี่ ถามว่า "ขอโทษ เมิงมาสมัครทำไมคะ?" Smiley ผมก็สารภาพว่าโดนบังคับให้มาสอบ เพราะที่บ้านอยากให้ทำงานที่นี่ ตกลงก็เลยสละสิทธิ์สัมภาษณ์ เพื่อเปิดที่ให้กับพวกเด็กเส้น Smiley ที่พ่อแม่ตามมาส่งถึงหน้าห้องสอบ โดนที่บ้านด่าไปพอสมควร


มองย้อนกลับไป ผมตัดสินใจถูก เพราะชีวิตผมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอด ขณะที่สายการบินแห่งนั้นยัง consistently under-performs เหมือนเดิม ในฐานะคนที่รักชาติและโง่ขนาดที่เสียภาษีเต็มๆ ผมเลือกจะไม่บินการบินตายหากไปต่างประเทศ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ไม่ต้องการส่งเสริมองค์กรที่เป็นภาระกับประเทศ


ไปแขวะเขาอีกแล้ว เอ็งเก่งตายห่าแล้ว อ้าว ก็เรื่องจริง


ช่วงนั้นสบู่เริ่มขายดี เศรษฐกิจกำลังขึ้นแบบตั้งฉาก ผมก็โดนเอาเงินฟาดหัวไปทำงานในบริษัทลูกขององค์กรสื่อชื่อดังแห่งหนึ่ง เงินดี งานไม่หนักหนามากแถมดันจ่ายโบนัสทั้งที่ขาดทุน อยู่ไปเกือบ 5 ปี เพราะไม่รู้จะไปไหน แม้จะเป็นหนูตกถังข้าวสาร ผมก็ยังอวดฉลาดตะเกียกตะกายจะกระโดดออกมาตลอดเวลา เพราะกลัวความโง่มันงอกเงยจนเป็นหนึ่งในพวกกวนตีนที่ลาออกไปช่วงหนึ่ง เพราะบอกผู้ใหญ่ว่าไม่มั่นใจในผู้บริหา่ร (แป่ว) ตอนนั้นก็เริ่มมีคนจำได้ เพราะชอบถามคำถามวงแตกในที่ประชุม เลยอยู่ใน Priority Watch List อยู่กลายๆ






Create Date : 23 กันยายน 2552
Last Update : 24 กันยายน 2552 10:28:24 น.
Counter : 227 Pageviews.

4 comment

Double07
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]