~ Your smile makes me Happy~
Group Blog
 
All blogs
 

ความครึ่ง ๆ กลาง ๆ

โลกนี้ย่อมมีคนเก่ง กับไม่เก่งอยู่ แต่ไม่มีใครที่จะเก่งแทบทุกเรื่อง แล้วก็ไม่มีคนที่ไม่เก่งไปซะทุกเรื่องหรอก จริงมั้ย?

แต่ไหน แต่ไร ใคร ๆ ก็พากันยกย่องว่า ฉันเก่ง มีความสามารถ (แต่มันคงเป็นอดีตไปแล้วล่ะ เอิ๊ก ๆ ) เพราะ ฉันทำเรื่องต่าง ๆ ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน ศิลปะแขนงต่าง ๆ (เว้นเรื่องกีฬาไว้นะ ยังไง ๆ ก็ ไม่ไหวเลย) ในตอนนั้น ฉันก็รู้สึกปลาบปลื้มอยู่ไม่น้อย แต่พอเวลาผ่านไป อะไรก็เปลี่ยนไป

ตอนประถม ฉันเคยได้รับคำชมจาก อาจารย์สอนศิลปะ ว่ามีพรสวรรค์ ฉันสามารถวาดรูปได้ดีกว่าเด็กในวัยนั้น แหะ ๆ อาจจะเป็นเพราะว่า ฉันชอบ อ่านการ์ตูน มาแต่เด็ก ก็เลยสามารถวาดรูปได้อยู่ ไม่ว่ารูป สัตว์ สิ่งของ ฉันสามารถวาดออกมาได้ดีอยู่ไม่น้อย อนาคตฉันเคยคิดว่า อาจจะไปรุ่งทางนี้

นอกจากนั้น ฉันก็มีความสามารถที่ใช้ในงานเขียนได้ อย่างน้อยฉันสามารถสื่อถึงเนื้อหาของเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจได้ มากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

เรื่อง วิชา ความรู้ ในตอนมัธยมต้น ฉันสามารถทำงาน หรือหาข้อมูลได้ดีกว่าเพื่อนร่วมชั้น แต่อันนี้ก็เป็นเพียงเพราะแค่ ฉันสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ดีกว่าคนอื่นนิดหน่อย แต่ด้วยเหตุผลอันนี้ ฉันก็สามารถทำได้ทุกอย่างที่คนอื่นไม่สามารถทำได้แล้ว (ถ้าเป็นสมัยนี้ คงจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะ ทำงานหรือหาข้อมูลโดยใช้อินเตอร์เน็ต)

เพราะอย่างงั้น ใคร ๆ ก็เลยคิดว่า ฉันมีความสามารถ ฉันก็เคยคิดวาดฝันถึงอนาคตของตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่กว่าจะรู้ว่าตัวฉันนั้นทำอะไรไม่ได้เลย ก็เป็นเรื่องที่ต่อมาหลังจากนี้

ในวิชาศิลปะ ตอนประถมปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่อง การไล่สี ฉันค้นพบว่า ฉันไม่สามารถแยกสีพื้นเดียวกันได้ อาการนั้น รู้สึกจะเรียกว่า "ตาบอดสี" (แต่ฉันคิดว่าฉันมองเห็นสีนะ แต่อาการนี้ก็มีพบในผู้ที่ไปสอบใบขับขี่เช่นกัน) เพราะเหตุนั้นคะแนนวิชาศิลปะของฉันก็ตกลงอย่างไม่น่าเชื่อ อาจเป็นเพราะวิชาในปีก่อน ๆ ไม่มีการใช้สีอย่างจริงจัง โดยทั่วไปก็มี การเป่าสี หรือพับสี ที่ไม่ต้องใช้การแยกสีมากมายนัก ฉันเสียความมั่นใจ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการวาดรูปธรรมดา ๆ ฉันในตอนนั้นอาจจะรู้สึกแย่ที่ไม่ได้เป็นศิลปินวาดภาพอย่างในใจหวัง แต่เมื่อโตขึ้นสักหน่อยความรู้สึกนั้นก็หมดลง ก็ศิลปินไม่ได้เป็นอาชีพที่ดูโดดเด่นสักเท่าไหร่หรอกน่า

จากนั้น เมื่อพบว่าพัฒนาการของเด็กวัยที่ไล่เลี่ยกันกับฉันมากขึ้น ก็จะทำให้พวกเขามีความคิด มีความอ่าน เพียงพอ ที่จะเขียนเรื่องต่าง ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ถ้ามานึก ๆ ดู ความสามารถตรงนั้นของฉัน อาจมาแค่เพราะ ตอนเด็กฉันชอบอ่านหนังสือ ก็เลยสามารถเขียนมันได้ดีกว่าคนอื่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ทุก ๆ คนก็สามารถทำอย่างฉันได้

และแน่นอนว่า อินเตอร์เน็ตไม่ใช่ของที่คนอื่นไม่คุ้นเคยอีกต่อไป ทุกคนสามารถใช้ได้ และแน่นอนว่าสิ่งที่ฉันทำได้ก็ไม่ได้ดีเด่กว่าคนอื่นสักเท่าไหร่

ฉันก็แค่คนธรรมดา ๆ ความสามารถดาษดื่น

พอคิดอย่างงี้แล้ว ก็รู้สึกเศร้าใจนิดหน่อย
แต่ทุกคนที่อยู่รอบตัวฉัน พวกเขากลับคิดว่าฉันยังคงมีความสามารถมากกว่าพวกเขาอยู่ ทั้งที่พวกเขาก็สามารถที่จะทำอย่างฉันได้

การไหว้วานหรือขอร้องต่าง ๆ มีมาเรื่อย ๆ จะมีเพียงแค่ 2 เหตุผลที่ฉันไม่อยากปฏิเสธ คือ ข้อที่หนึ่งเพื่อที่ฉันจะแสดงความรักแก่คน ๆ หนึ่ง ได้อย่างไม่เคอะเขิน ส่วนอีกข้อที่จะกล่าวตรงนี้คือ

ฉันอยากมีคุณค่า ฉันก็แค่อยากให้ใครมองเห็นบ้าง

วันเวลาที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ทำให้รู้สึกเหงานิดหน่อย ทุกคนคิดว่าฉันเก่งเกินไปที่จะคบกับพวกเขา แต่จริง ๆ แล้วก็เปล่าเลย ฉันไม่ได้มีอะไรทั้งนั้นแหละ ทุกคนจะรักษาระยะห่างกับฉันไว้ ทำให้เวลาที่ต้องการใคร ก็ไม่มีใครที่จะเข้ามา ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเก้าอี้ หรือ โต๊ะ ภายในห้อง ๆ นั้นเท่านั้น สิ่งที่พยุงตัวเองไว้ ก็คือบรรดาความสามารถที่เหมือนกับหลอกตัวเองอันนั้น ทำให้ฉันรู้สึกว่าอยู่คนเดียวก็ได้

และพอได้มีโอกาสมานั่งดูตัวเอง ฉันก็รู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ฉันก็ทำไม่ค่อยจะสำเร็จ ไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากน้อยเพียงไร มันคงเป็นเพราะ

"ความเป็นคนครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของฉัน"

พอทำอะไรแล้ว ก็จะมักเบื่อจนล้มเลิกกลางคัน เจอปัญหาก็หนี และคิดเสมอว่า ตัวเองทำอะไรไม่ได้ พอตั้งใจอะไรได้สักพัก ก็หมดความตั้งใจซะทุกที แต่ทุก ๆ อย่างของฉันมักจะเป็นอะไรที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที

จริง ๆ แล้วทุกอย่างที่ฉันว่ามานี้เป็นเพราะ การกระทำของตัวเอง ฉันเคยคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ จึงไม่สนใจไม่หมั่นฝึกปรือไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น จนความจริงที่ว่าฉัน ก็แค่คนธรรมดา ปรากฎขึ้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถ้าตอนนั้นฉันตั้งใจบางทีชีวิตของฉันก็อาจจะมีความสุขกว่านี้อีกสักนิด

แต่ตอนนี้ ฉันก็แค่รู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ เมื่อนึกถึงตัวเองในตอนนั้น ตอนนี้ ฉันก็มีคนที่จะเข้าใจฉันอยู่บ้าง คนเหล่านั้นยอมรับยอมเป็นคนแบบนี้ของฉันได้ รับข้อเสียของฉันได้ ตอนนี้ฉันก็เลยไม่ได้ทุกข์ใจเรื่องนี้อะไรนัก


.................
ทุกทีที่ฉันมองท้องฟ้า จากดาดฟ้าของมหาลัย ก็มักจะคิดว่า...





"ฉันควรจะตั้งใจทำอะไรสักอย่าง"





อย่างน้อย ๆ Blog ๆ นี้ก็เป็นความตั้งใจของฉันที่จะเขียนมันต่อไป หากมีใครที่หลงเข้ามาแล้วได้อ่านเรื่องต่าง ๆ ที่ฉันเขียน ไม่ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร หรือจะไม่มีใครเข้ามาเลย ฉันก็จะตั้งใจเขียนมันต่อไป เพื่ออย่างน้อย ๆ ฉันก็จะไม่รู้สึกว่าตัวฉันนั้นทำอะไร ครึ่ง ๆ กลาง




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2549    
Last Update : 18 ธันวาคม 2549 22:48:38 น.
Counter : 325 Pageviews.  


DoraKiku
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอต้อนรับสู่ Blog เรียบ ๆ ของคนที่ไม่มีอะไรมากมายนี้ นะทุกท่าน




Generate Your Own Glitter Graphics @ GlitterYourWay.com - Image hosted by ImageShack.us
Friends' blogs
[Add DoraKiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.