งานอดิเรกที่ชอบ
Group Blog
 
All Blogs
 

ใครมีเรื่องสอบถามเรื่องบัวหิมะเชิญทางนี้

ท่านที่แวะเวียนผ่านทางเข้ามาอ่านแล้วสนใจอยากสอบถามเกี่ยวกัยบัวหิมะเชิญฝากคำถามไว้ได้เลย


ถ้าตอบได้จะตอบให้จ้า....แต่ถ้าตอบไม่ได้จะรีบสอบถามผู้รู้ให้นะจ๊ะ




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 22:39:16 น.
Counter : 193 Pageviews.  

คำถามที่ถามกันบ่อยๆเกี่ยวกับบัวหิมะ

ถาม - ตอบ เกี่ยวกับบัวหิมะ

Q1. ควรใช้นมชนิดใด

A1.1 ชนิดของนมที่ดีที่สุด คือ นมแพะ เพราะนมแพะสามารถย่อยและดูดซึมได้ง่ายกว่านมวัว และค่อนข้างมีปัญหาการแพ้น้อยกว่า นมแพะมีความสมดุลกับร่างกายมนุษย์มากกว่า

A1.2 โชคไม่ดี ที่นมแบบนั้นหายาก แต่ก็น่าจะลองหาซื้อดู อาจจะมีราคาแพง แต่ถ้าเทียบกันในระยะยาว ก็ถือว่าเป็นการลดค่ายาค่าหมอในการรักษาโรคในอนาคตได้ เพราะคุณจะได้รับผลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไป


Q2. สามารถใช้นมอื่นๆทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ได้หรือไม่

A2.1 นมทุกชนิดใช้ทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ได้ เช่น นมจากสัตว์ (แพะ, วัว, แกะ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลถั่ว (ถั่วเหลือง, ถั่วแดง ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลข้าว (ข้าว, ข้าวบาร์เล่ย์ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอน, มะพร้าวหรือกะทิ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลเมล็ดเล็ก (ป่าน, ฟักทอง, งา ฯลฯ) แต่นมที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ นมวัว, นมแพะ และนมถั่วเหลือง

A2.2 ผู้เขียนเคยลองใช้นมถั่วเหลืองทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงปรับสภาพได้ หลังจากนั้นผู้เขียนจึงเก็บเมล็ดคีเฟอร์ไว้ส่วนนึงเพื่อทำโยเกิร์ตคีเฟอร์จากนมถั่วเหลืองโดยเฉพาะ คิดว่ารสชาติอร่อยดี แต่แตกต่างกับโยเกิร์ตคีเฟอร์ทั่วๆไป อย่างสิ้นเชิง



Q3. ฉันจะทำโยเกิร์ตคีเฟอร์โดยใช้เครื่องดื่มชนิดอื่นๆได้หรือไม่

A3.1 ทำได้แน่นอน เราสามารถทำคีเฟอร์ได้โดยใช้เครื่องดื่มที่ไม่ใช่นมได้หลากหลายชนิด แต่เครื่องดื่มนั้นๆจำเป็นจะต้องมีส่วนประกอบของน้ำตาลเพื่อให้เป็นอาหารแก่คีเฟอร์ด้วย คีเฟอร์ที่ทำจากน้ำผลไม้หรือน้ำที่มีรสหวานอื่นๆ เรียกว่า “คีเฟอร์น้ำ” ผู้เขียนไม่เคยลองทำคีเฟอร์น้ำ แต่พอรู้เรื่องมาบ้าง

อย่างไรก็ตาม คีเฟอร์ต้องการระยะเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ๆ ตอนที่ผู้เขียนทดลองทำคีเฟอร์ด้วยน้ำนมถั่วเหลืองยังต้องใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ในการปรับตัวเลย เพราะฉะนั้นคีเฟอร์แบบน้ำ คงยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีก ส่วนวิธีการเริ่มเปลี่ยนจากนมเป็นน้ำผลไม้หรือน้ำหวาน ให้ทำตามวิธีเหมือนกับตอนที่คีเฟอร์เพิ่งถูกขนส่งมาจากระยะทางไกลๆ คือ ใส่น้ำผลไม้หรือน้ำหวานในปริมาณน้อยๆก่อน ในช่วงเริ่มต้น



Q4. จะเปรียบเทียบคุณค่าของแบคทีเรียและยีสต์ในคีเฟอร์แบบน้ำ กับคีเฟอร์ที่ผลิตออกขายทั่วไปได้อย่างไร


A4.1 ผู้เขียนต้องออกตัวว่าไม่ใช่นักชีววิทยา แต่จะอ้างอิงจากข้อมูลที่มีผู้ทำการวิเคราะห์เอาไว้แล้ว โดยคีเฟอร์แบบน้ำ (น้ำผลไม้หรือน้ำหวาน) จะมีแบคทีเรียกรดแลคติค 13 ชนิด, สเตร็ปโต และ แลคโตค็อคซี 5 ชนิด, ยีสต์ 7 ชนิด - รวมทั้งหมด 25 พันธุ์

A4.2 เมื่อเปรียบเทียบกับคีเฟอร์แบบใช้นม ซึ่งมี แลคโตบาซิลี 18 สายพันธุ์, สเตร็ปโต และ แลคโตค็อคซี 9 ชนิด, แอคเซโทแบคเตอร์ 2 ชนิด, ยีสต์ 12 ชนิด – รวมทั้งสิ้น มีแบคทีเรียและยีสต์ 41 สายพันธุ์

A4.3 สรุปแล้ว ทั้งคีเฟอร์แบบน้ำ และแบบนม ต่างก็มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่คีเฟอร์แบบนมมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดกว่า แต่ทั้ง 2 แบบ ต่างก็มีส่วนสำคัญในกระบวนการเผาผลาญอาหารของมนุษย์เช่นกัน

A4.4 โดยมาก คีเฟอร์แบบนมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมสัตว์ จึงมีความสมดุลกับร่างกายของมนุษย์ได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ต้องไม่ลืมคำนึงคนที่รับประทานมังสวิรัติด้วย ถือเป็นกรณียกเว้น ว่าไม่อาจดื่มคีเฟอร์จากนมได้



Q5. จะเปรียบเทียบคีเฟอร์ กับโยเกิร์ต และบัตเตอร์มิ้ลค์ อย่างไร

A5.1 อีกครั้ง ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คีเฟอร์มีคุณประโยชน์มากกว่าโยเกิร์ตและบัตเตอร์มิ้ลค์แน่นอน เพราะคีเฟอร์มีจุลินทรีย์ถึง 41 สายพันธุ์ ในขณะที่โยเกิร์ตมีเพียงแค่ 4 ชนิด (สเตร็ปโตค็อคคัส เทอร์โมฟิลลัส, แลคโตบาซิลลัส บัลการิคัส, แลคโตบาซิลลัส แอคซิโดฟิลลัส และ ไบฟิโดบัคเตเรียม ลองกัม) และเพียง 2 ชนิดในบัตเตอร์มิ้ลค์ (แลคโตบาซิลลัส แลคทิส และ สเตร็ปโตค็อคคัส ครีโมริส)

และจากผลการวิจัยพบว่า แบคทีเรียและยีสต์ชนิดต่างๆที่มีในคีเฟอร์ มีความคล้ายคลึงกับชนิดที่อยู่ภายในร่างกายมนุษย์มาก คีเฟอร์อาจมีรสชาติคล้ายกับบัตเตอร์มิ้ลค์ เพียงแต่รสจัดกว่า แต่ก็ทดแทนกันได้ในเรื่องคุณประโยชน์




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 22:30:12 น.
Counter : 182 Pageviews.  

บัวหิมะมีประโยชน์อย่างไร

สรรพคุณ

1. สร้างความสมดุลของภูมิต้านทานในร่างกาย
2. ช่วยให้ตับ, ม้ามแข็งแรง
3. ช่วยรักษากระเพาะ และลำไส้
4. ทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ
5. ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง
6. ทำให้ร่างกายเป็นปกติ ลดความเครียด ช่วยบรรเทาความเหนื่อย
7. ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอล
8. ช่วยละลายนิ่ว
9. สร้างสารปฏิชีวนะในร่างกาย เพื่อช่วยให้การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
10. รักษา ช่วยให้ตับ และระบบการขับถ่ายดีขึ้น
11. ประกอบด้วยสารต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ

ความเป็นมาของสรรพคุณ
อาจารย์ทางด้านยาจากมหาวิทยาลัยพยาบาล GLEIVITZ ในโปแลนด์ ได้นำมาสู่ยุโรปจากเอเชีย โดยในขณะที่ทำงานที่อินเดีย และธิเบต

เขาป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ พระที่ธิเบตได้นำมาให้เขากินเพื่อรักษาอาการป่วยของเขา หลังจากนั้น 18 เดือนเขาสามารถหายป่วย
ก่อนจะเดินทางกลับเขาจึงขอเห็ดนี้จากพระรูปนั้น พระรูปนั้นจึงได้ให้เขามาเป็นของขวัญ

คุณภาพของนมเปรี้ยว (บัวหิมะ)
pH = 3.7
ความเป็นกรด (% กรดแลคติก) = 1.6%
Reducing sugar (แลคโตส กูลโครส หรือ กาแลคโตส) = 1.02%
โปรตีน = 3.2%




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 22:46:05 น.
Counter : 543 Pageviews.  

วิธีเลี้ยงบัวหิมะ

การเลี้ยงและการดูแล



เมื่อท่านได้รับบัวหิมะมาครั้งแรก บัวหิมะจะมีสภาพซึ่งแซ่อยู่ในนมแล้ว ให้นำมากรองแยกนมออกจากบัวหิมะ โดยวิธีการกรองให้ใช้อุปกรณ์การกรองที่ไม่ใช่โลหะโดยเด็ดขาด ดื่มนมที่ได้จากการกรองซึ่งประมาณ 8 ออนซ์ หลังจากนั้นให้ทำความสะอาดบัวหิมะโดยให้น้ำไหลผ่านจนสะอาดแล้วบิดให้แห้งแล้วใส่ลงไปในแก้วพลาสติก แล้วใส่นมเข้าไปประมาณ 8 ออนซ์แซ่ไว้ 24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้องแล้วนำมากรองเพื่อจะดื่มเหมือนดังที่ได้มาตอนแรก

ซึ่งนมที่ได้มาขณะนี้ได้เปลี่ยนมามีรสชาติเปรี้ยวและมีคุณสมบัติเปรียบเสมือนยาให้ทำเพื่อดื่มทุกวันก่อนนอนเป็นเวลา 20 วันและหยุดพักการดื่มเป็นเวลา 10 วันและค่อยดื่มต่อวนเวียนไปเช่นนี้ในช่วงเวลาที่หยุดพักเป็นเวลา 10 วัน ณ วันนั้นบัวหิมะต้องได้รับการทำคามสะอาดทุกวันเหมือนดังตอนที่เราทำก่อนนำไปกรอง โดยบัวหิมะประมาณ 2.5 ช้อนโต๊ะสามารถที่จะทำได้ 1 แก้ว




ข้อควรจำ

- ห้ามแช่เย็น
- บัวหิมะจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าทุก ๆ 18 วัน
- ห้ามไม่ให้เห็ดโดนโลหะโดยเด็ดขาด
- ใช้ที่กรองพลาสติกใช้แก้วกระเบื้องห้ามใช้โลหะ

การดูแลรักษาบัวหิมะได้ดี ให้มีความสะอาดย่อมจะทำให้สุขภาพของผู้ดื่มนมที่แช่ดีตามไปด้วย
เนื่องจากจะได้นมที่สะอาดและมีคุณภาพสำหรับดื่ม




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 22:20:32 น.
Counter : 240 Pageviews.  

มารู้จักบัวหิมะกันหน่อย

1.บัวหิมะคืออะไร บัวหิมะ ฟรั่งเรียก kefir (ตั้งแต่นี้ผมจะเรียก kifir นะครับ เพราะเรียกบัวหิมะแล้วรู้สึกมันเวอร์ๆ โฆษณาเกินจริงยังไงก็ไม่รู้) มีต้นกำเนิดแถวๆตุรกี เป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายๆชนิดอยู่ร่วมกัน ประกอบด้วย (เป็นชื่อแบคทีเรียต่างๆผมแปลไม่ออก พอดีไม่ใช่หมอน่ะครับ อิอิ)
Lactococcus lactis subsp. lactis
lactococcus lactis subsp. cremoris
Lactococcus lactis subsp. diacetylactis,
Leuconostoc mesenteroides subsp. cremoris
Lactobacillus Kefyr (thermophilic)
Klyveromyces marxianus var. marxianus
Saccaromyces unisporus

2.แล้วมันต่างหรือเหมือนกับโยเกิตไหม
ต่างกันครับ kefir จะเหลวกว่ากลิ่นแรงกว่า และมีแบคทีเรียที่มีประโยชน์หลายชนิดกว่า วิธีการทำก็ค่อนข้างต่างกัน คือเจ้าแลคโตบาสิลัสในโยเกิตมันข้อนข้างอ่อนแอ ทำให้เวลาทำต้องมีการต้มฆ่าเชื้อสารพัดและต้องใช้อุณภูมิที่เหมาะสมในการทำด้วยจึงจะได้ผลิตภัณท์ที่ดีและจะต้องผลิดจากนมเท่านั้น ส่วนเจ้า kefir มันสามารถผลิตได้จากหลายๆอย่างเช่น นม น้ำเต้าหู้ น้ำกะทิ หรือแม้แต่น้ำหวาน การผลิตก็ไม่ยุ่งยาก แค่ต้องระวังให้ภาชนะสะอาด เรื่องอุณภูมิมันสามารถอยู่ได้ในอุณภูมิที่กว้างมาก (2-40 C)
ถ้าพูดกันในแนวของประโยชน์โดยตัดเรื่องของสารอาหารออกไป(เพราะเรื่องของสารอาหารมันเยอะมากเดี๋ยวจะมั่วไม่ได้ภาพพจน์)
เจ้าโยเกิตกินเข้าไปมันจะช่วยให้ทางเดินอาหารสะอาดและให้อาหารกับแบ็กทีเรียที่มีประโยชน์ที่อาศัยอยู่ในลำใส้เรา แต่จะเป็นแบบชั่วคราวคือกินแล้วก็แล้วกัน ส่วนเจ้า kifir มันจะมีประโยชน์เหมือนกับโยเกิตแต่จะต่างกันตรงเจ้านี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำใส้เราได้เลยทำให้มีประโยชน์ในระยะยาวกับระบบทางเดินอาหารของเรา
แล้วมันยังมียีสเช่น Saccharomyces kefir และ Torula kefir ที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคที่จะเข้ามาในทางเดินอาหาร และจะทำให้เรามีความต้านทานต่อเชื้อโรคเช่น อีโคไล และปรสิตต่างๆดีขึ้น
นอกจากนี้เจ้า kifir จะช่วยย่อยอาหารทำให้อาหารดูดซึมดีขึ้น ทำให้ลำใส้สะอาดมีสารพิษตกค้างน้อยลง
และขนาดของ kifir จะเล็กกว่าโยเกิตทำให้ย่อยได้ง่ายกว่า

3.สารอาหารใน kefir มีอะไรบ้าง
นอกจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ และยีสแล้ว ใน kefir ยังมีกรดอมิโนที่จำเป็นต่างๆ และโปรตีนในนมซึ่งถูกย่อยไปแล้วเป็นบางส่วนโดยเจ้า kefir จะมีข้อดีคือดูดซึมได้ง่ายกว่าดื่มนมโดยตรง นอกจากนี้ยังมี แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม ช่วยบำรุงระบบประสาท มี ฟอสฟอรัส วิตตามิน B1,B12 วิตตามิน K

4.kefir มีประโยชน์อะไรบ้าง
ใช้ดื่ม ทำให้ระบบทางเดินอาหารดีขึ้น มีสารอาหารต่างๆมากมาย ช่วยให้ระบบประสาทดีขึ้น ทำให้จิตใจสงบลง ช่วยในท่านที่นอนไม่ค่อยหลับ ส่วนสรรพคุณอื่นๆเห็นทางเว็ปเมืองนอกและคนที่เคยดื่มมีบอกไว้สารพัด แต่ผมไม่กล้าเอามาบอกเพราะดูจะเกินจริงไปหน่อยเลยอยากให้ไปอ่านเองจากต้นฉบับและใช้วิจารณะญาณเอาเองครับ
อ้อส่วนสำหรับท่านสาวๆใช้พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก เห็นเขาว่าทำให้ผิวดีขึ้นและขาวขึ้นได้ดีกว่าใช้โยเกิตครับเพราะยีสต์ใน kefir ช่วยในการฆ่าเชื้อได้ส่วนนึง เห็นเขาว่าสิวนี่ลดลงเยอะเลยครับ

5.จะทำ kefir อย่างไร

ก่อนอื่นต้องไปหาหัวเชื้อมาครับ แย่ตรงที่คนไทยเชื่อกันผิดๆว่าห้ามซื้อขาย(ฝรั่งขายกันโครมๆ แพงเสียด้วย) ทำให้หาซื้อไม่ได้ ต้องตีซี้ขอเอาจากคนที่มีอยู่แล้วทำให้ลำบากพอสมควร
พอได้มาแล้วก็เอามาใส่ลงไปในขวดที่ลวกน้ำร้อนแล้ว เทนมรสจืดลงไปหนึ่งกล่อง ไม่ต้องปิดฝาแต่ให้ใช้ผ้าขาวบางปิดปากขวดไว้ ทิ้งไว้ที่อุณภูมิห้อง 24-48ชั่วโมงแล้วแต่ว่าชอบเปรี้ยวมากหรือน้อย แล้วให้เทนมออกมาโดยกรองเอาเจ้าหัวเชื้อ(ที่เป็นเม็ดๆก้อนๆสีขาวๆ)เก็บเอาไว้ เอานมที่ว่าไปดื่มโดยใส่น้ำผึ้ง ผลไม้ ฯลฯ ตามชอบแช่ตู้เย็นไว้กินเย็นๆก็ได้ หรือจะเอาไปทาหน้าทาตัวก็แล้วแต่
ส่วนเจ้าหัวเชื้อก็ให้เอาไปใส่ขวดแช่นมเอาไว้เพื่อทำkifirชุดใหม่ต่อไป เจ้าหัวเชื้อนี้ไม่ว่าเราจะต้องการน้ำ kefir หรือไม่เราก็ต้องเปลี่ยนน้ำนมให้มันอย่างน้อยทุกๆสามวันครับ หากจะเก็บไว้นานกว่านั้นต้องเก็บในตู้เย็น แต่ยังไม่มีรายงานว่าเก็บได้นานสุดเท่าไรก่อนที่เชื้อมันจะตายครับ

เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ kefir
1.ห้ามขาย อันนี้ไม่จริงฝรั่งเขาขายกันเพียบเลยครับ ด้วยคนไทยเชื่อว่าห้ามขายอย่างนี้ถึงได้หากินกันยากนักหนานี่แหละครับ เสียดายจริงๆ
2.ห้ามโดนภาชนะโลหะ อันนี้ไม่จริง แต่ไม่ควรหมักในภาชนะโลหะเพราะกรดที่เกิดจากการหมักจะไปกัดเอา โลหะขึ้นสนิม หรือออกมาปะปนกับน้ำ kefir ที่เราจะใช้ดื่มได้




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 22:11:22 น.
Counter : 116 Pageviews.  


ศรีเทพไทย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ศรีเทพไทย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.