Dinner31
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Dinner31's blog to your web]
Links
 

 

วินาทีที่ตกสำรวจ

ไม่ต้องคิดหลายตลบ หนึ่งวันมี 86,400 วินาที
แต่ในวันหนึ่ง จะมีสักกี่วินาทีที่เรารู้ตื่น รู้ตัวอยู่เสมอ?
กี่วินาทีที่ได้มองอะไรรอบตัว และสังเกตว่ามันกำลังส่งเสียงสำเนียงใด
หนังสือที่อ่าน ภาพยนตร์ที่ดู เสียงเพลงที่แว่วผ่านหู
สายตาคู่ที่มองตรงเข้ามา สายตาคู่ที่มองผ่านไป
สายลมอุ่น แสงแดดร้อนผ่าว เจิดจ้า ริบหรี่…
ถ้อยคำจากคนที่รู้จัก หรือแม้แต่การกระทำของแม่แมว ลูกหมา

เรามักถูกนำพาความสนใจจากไป เพราะสรรพสิ่งที่ดึงดูดผิวใจกว่า
เสียงหัวเราะเกิดขึ้นเพียงเพราะท่าทางหรือคำพูดจากผองเพื่อน จากคนอื่นเพียงชั่วคราว
ที่ว่าชั่วคราว คือเรารู้เพียงชั่วคราว ไม่นานก็ลืม ไร้ความหมาย
คล้ายเสียงเพลงที่ส่งจังหวะเร้าใจ จนลืมสดับเนื้อเพลง ที่กลั่นจากเจตนาคนแต่งไป
ถามว่า, ต้องฟังด้วยเหรอ ต้องรู้ด้วยเหรอ-นั่นสิ

คนเราใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน
หลักฐานคือผู้รู้ (รู้อะไร? รู้จริงรึเปล่าไม่รู้ แต่เขาเรียกกันมาอย่างนี้) เขารู้ตัว รู้ตื่นอยู่ตลอดเวลา
เขาบอกต่อว่าเป็นทางที่ดี-การศึกษาชีวิตและสังเกตสิ่งรอบตัว
เอาไปปลงจิต ปลงใจ และเดินไปในทางที่ดี (อะไรดี? อะไรไม่ดี?)
บางคนใช้ชีวิตไปตามอารมณ์ นึกสนุก ก็สนุกไปหนักๆ
ขณะเดียวกัน, เวลาทุกข์ ก็ใช้จิตใจถวายไปกับความเสียใจ
มันดูเป็นการใช้ชีวิตที่คุ้มค่ากว่ากันไหม?
แต่บางครั้งการได้เห็นกบที่นอนอยู่นิ่งๆ ดั่งควบคุมจิตใจตน ทั้งยังหยั่งรู้ธรรมชาติมัน
ก็น่าเลื่อมใสดี?

หลายวันมานี่ผมเริ่มจริงจังกับการเขียนบันทึกประจำวัน
ขณะที่กำลังนั่งเขียนก็เริ่มคิดว่าวันๆ หนึ่งเราผ่านอะไรมาบ้าง
อะไรที่น่าจดจำ อะไรไม่น่าจดจำ
แม้เนื้อหารายวันจะพรั่งพรูมาขนาดไหน แต่ก็น่าตกใจที่เราตกหล่นเรื่องราวบางเรื่องไปมากมาย
บางเรื่องวิ่งปรี่เข้ามาในหัวแล้วก็หนีจากไปในความเร็วเท่ากัน
บางเรื่องได้แต่มองเข็มวินาทีแบบเลยไปเลย ไม่หวนกลับ
เจอเรื่องน่าจำ ก็ไม่ชักกระดาษขึ้นมาจดหรือจดไม่ทัน จะกลับไปย้อนไปดูมันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ลองคิดว่า…หากวันทุกวันเป็นอย่างนี้
มันจะน่าเสียดายแค่ไหนที่เราต้องสูญเสียความทรงจำเหล่านั้นไปฟรีๆ
ทุกวินาที สู่ทุกวินาที สู่ทุกวินาที ...

ชั่วชีวิตเราจะจำอะไรได้สักกี่เรื่อง กี่นาที
เราจำช่วงชีวิตที่เรามีชีวิตอยู่ ได้กี่วัน
....
จริงๆ แล้วเรามีอายุเท่าไหร่กันแน่
กี่วินาทีกัน?




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2551    
Last Update : 28 มิถุนายน 2551 1:38:53 น.
Counter : 169 Pageviews.  

มนุษย์ต่างดาวไม่กินเหล้า ไม่เอาบุหรี่…?? เหรอ?

เมื่อวานรถเมล์สาย 73 ที่ปกติไม่ผ่านลาดพร้าวเกิดพิเศษอยากผ่านลาดพร้าวขึ้นมา
มันพาผมไปเจอเพื่อนเก่า 2 คนบนรถ

สารภาพตามตรงจนตรงนี้ก็ยังจำชื่อมันไม่ได้ เพราะผมอยู่ห้องท้าย พวกมันอยู่ห้องต้น
เรียกง่ายๆ ว่าพวกมันเรียนเก่งกว่าจนสร้างระยะความห่างโดยอัตโนมัติ
แต่ก็ยังได้สุงสิงกันอยู่บ้างในช่วงหนึ่งสมัยที่ชอบเล่นดนตรี ผมเล่นกีตาร์ พวกมันก็เหมือนกัน
พวกเราเลยมีโอกาสได้คุยกันจนสนิทสนมกันไปช่วงหนึ่ง

พวกมันหน้าตาเนิร์ดเรียนน้อยลง
คงเป็นเพราะรอยชีวิตที่ขึ้นเปื้อนตามใบหน้า หนวดเคราที่รุงรังมากขึ้น
เรียกมันว่า ‘หน้าแก่’ ขึ้นนั่นแหละ
ส่วนรูปร่างก็เหมือนผู้ที่พ้นวัยมหา’ลัยทั่วไป อ้วนกว่าเดิม – บวมเบียร์

“มึงนี่นะ ไม่กินเหล้า” มันอุทานหลังจากชวนผมไปดื่ม
“แปลกตรงไหน?” ผมถามกลับ
แต่ก็อาจจะแปลกจริงๆ สำหรับเด็กห้องท้ายอย่างผม
ที่อยู่รวมกับผองเพื่อนผู้สูบบุหรี่ กินเหล้า อัดกัญชา กันเป็นนิสัย
วันไหนเอ่ยปากถามมันแล้วได้คำตอบว่าไม่กินนี่สิ แปลก!
ถึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่ใครก็มองว่าผมต้องร่ำสุราทุกดึก
แล้วก็อัดบุหรี่ทุกเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน

“ทำไมไม่กินวะ?” คำถามยอดนิยมที่ถวายพานมาให้
คำตอบไม่ยาก, เพราะมันไม่อร่อย ไม่ถูกลิ้นของผมอย่างมาก
จริงๆ แล้วถ้ากินแล้วผมเกิดรักรสชาติมันอย่างคาลพิโก้โซดาขึ้นมา ผมก็อาจติดงอมแงมไปแล้วก็ได้

อีกอย่างหนึ่ง ผมมีภาพคนเมาเหมือนหมาอยู่คาตา
เพื่อนสนิทของผม 2 คนต่อยกันเลือดกลบปากริมทะเล
ทำเพื่อนทั้งกลุ่มวุ่นวายลำบากใจกันตลอดคืน
ก่อนที่ฝ่ายหนึ่งในสองตื่นมาโดยจำอะไรไม่ได้สักอย่าง

เมื่อคืนใครใช้ร่างของเขา!? ผมสงสัย
แล้วก็เกิด นึกหวงร่างของตัวเองขึ้นมาจับใจ
หมายมั่นว่าจะไม่ยอมให้ไอ้น้ำเมาเหล่านั้นมาดึงสันดานแท้จริงของตัวเองออกมาเด็ดขาด
(พูดดักไว้ให้พวกที่ชอบอ้างว่าการกินเหล้าเป็นการปลดปล่อยตัวเอง)

หลายคนเมื่อเวลามีทุกข์ก็ตั้งหางเสือไปหาแอลกอฮอล์
กลายเป็นภาพชินตาของคนอกหัก ที่ต้องนอนจมน้ำตาพร้อมแก้วเหล้าในมือ
ผมเคยอกหักแล้วก็เกิดความคิดนิดๆ ว่าจะไปหามาสักเมา
อยากอ้วกเอาความทุกข์ให้ไหลไปตามของเก่า
แต่สุดท้ายก็คิดว่าอยากจะหาทางแก้ออกจากความทุกข์นี่ด้วยตัวเองมากกว่า
เหล้าอาจทำให้ลืมความเศร้าไปได้บ้าง แต่การตระหนักได้ด้วยตัวเองมันจะทำให้หายไปตลอดกาลได้
– คิดได้ ทำไม่ได้หรอกครับ

ส่วนบุหรี่, ง่ายมากกว่าเหล้าอีก เพราะมันเหม็น ได้กลิ่นก็แสบจมูก แสบคอแล้ว
แต่ก็เคยคิดจะพึ่งพามันเหมือนกันเวลาที่ง่วงหง่าวหาวนอนอย่างหนัก และต้องการตื่นมากๆ
การสั่งกาแฟจากร้านมันต้องใช้เวลานาน ชงเองก็ต้องต้มน้ำ
แต่บุหรี่ก็แค่ชักขึ้นมาจุดไฟสูบ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสน
เพื่อนผมผู้เรียนเภสัชศาสตร์บอกว่าบุหรี่ทำให้หายง่วงจริง
เพราะจะหลั่งสารห่าอะไรสักอย่างมาจากก้านสมอง
เพียงแต่ผมไม่อยากเป็นมะเร็งตาย ไม่อยากเจาะคอ และไม่อยากเสียเงินซื้อ (อันหลังเป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุด)

ส่วนไอ้ที่ใครว่าสูบบุหรี่นี่มันช่างเท่ ผมว่ามันก็จริงอยู่ประมาณนึง
เพราะเวลาดูโปสเตอร์ Kurt Cobain หรือ Sex Pistols
ที่ยืนจุดบุหรี่ ดีดกีตาร์ร้องเพลงทั้งบุหรี่คาปาก มันก็ดูเท่พิลึก
แล้วคนจำนวนมากก็ติดบุหรี่เพราะความเท่พิลึกแบบนี้
แต่ดันฉุกคิดได้ก่อนว่า… หน้าตาอย่างผม ทำไปก็คงไม่เท่เท่าพวกเขาในโปสเตอร์
เมื่อรู้ตัวอย่างนี้ก็…อย่าดีกว่า
ผมก็เลยไม่สูบบุหรี่ด้วยเหตุผลประมาณนี้

แต่การไม่สูบบุหรี่หรือกินเหล้าก็ทำให้ผมถูกแบนออกจากวงเพื่อนในบางครั้ง
ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาไปกินเหล้าในวาระที่เกิดอยากจะกินขึ้นมา
ผมเป็นบุคคลแรกๆ ที่ไม่ได้รับการเชิญชวน เพราะไอ้แบงค์มันไปก็ไม่กิน
เปลืองโค้ก!
แถมไปแล้วก็ดันไปชอบนั่งมองคนเมา
นั่งอยู่เงียบๆ พาลเอาเพื่อนไม่สนุกเสียเปล่าๆ

หรือเวลาที่นั่งคุยอะไรกัน แล้วพวกมันเกิดอยากอัดบุหรี่ขึ้นมา
ครั้นจะชวนผมไปดมควันก็ใช่ที ก็เลยต้องอยู่คนเดียวโดยปริยาย
มันน่าน้อยใจเสียอย่างนี้!

2-3 วันก่อนผมนั่งสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่ง เนื้อหาพาเข้าเรื่องผู้ชายที่เธอชอบ
อันดับสองรองจากผู้ชายที่ชอบดูถูกคน เธอเกลียดผู้ชายกินเหล้า-สูบบุหรี่
พูดจบก็หันมาถามผมว่าอยู่ในข่ายนี่ไหม – ผมตอบไปว่าไม่ เธอบอกว่า “ดีจัง หายาก!”
ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง, แต่ผมได้ยินบ่อยจนเบื่อ บางคนทำหน้ายังกับเจอเอเลี่ยน
(เอาเถอะ, ผมก็ไม่รู้หรอกว่าคนเจอเอเลี่ยนจะทำหน้ายังไง)

ย้อนกลับไปไม่กี่ปี สมัยที่ผมเรียนมัธยม
ใครกินเหล้าถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
การนัดไปเมากันที่บ้านเพื่อนเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นราวกลุ่มชนคนอินดี้ลุกขึ้นมาทำอะไรแปลกๆ น่าติดตาม
จนกลายเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสำหรับผู้ชายบางคนด้วยซ้ำ! (หรือไม่ก็คิดไปเองว่าน่ายกย่อง)

เคยได้ยินเพื่อนในกลุ่มพูดแซวกันว่า “ไอ้คออ่อน!”
คนถูกครหาเปรยกลับว่า “โธ่! พวกมึงรู้จักกูน้อยไป”

ผมฟังแล้วยิ้มงงๆ … คออ่อนมันไม่ใช่เรื่องดีเหรอวะ?
เพราะร่างกายปกติจะต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายทั้งยังเป็นโทษออกไปเองอัตโนมัติ
การที่ร่างใครไม่รับสิ่งเลวร้ายเข้าสู่สายเลือดมันเป็นเรื่องที่ควรดูถูกรึ?
กลับกัน, แล้วการที่ทนทานต่อแอลกอฮอล์ กินเท่าไรก็ไม่เมา มันเท่ตรงไหน? (วะ)
ทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ แถมไอ้คนประเภทนี้มักจะแอ็คราวกับว่าตัวเองมีพรที่พระเจ้าประทานมาให้

บุหรี่ก็เหมือนกัน สมัยผมเรียนมัธยมเป็นเรื่องที่ทันสมัย เท่ และดูดีมากสำหรับใครหลายคน
จนทำให้การสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่พึงกระทำครั้งหลังออดพักกลางวันดัง
บางครั้งลำบากกันถึงต้องพากันไปแอบอาจารย์สูบในห้องน้ำ ปีนดาดฟ้า แอบหลบซ่อนเอาเข้ามาในโรงเรียน
โทษของมันก็ไม่ใช่แค่ร่างกายเสื่อมโทรม ลามไปถึงทันฑ์บน หรือพักการเรียน
-จะว่าไป การถูกพักการเรียนสมัยนั้นแม่งก็โคตรเท่สำหรับใครบางคน

ตอนนั้น
กลายเป็นคนมีเอกลักษณ์ถ้าสูบบุหรี่
กลายเป็นคนที่แนวทาง มีอิสระ-ถ้ากินเหล้า

เวลาผ่านไปไม่กี่ปี ไอ้คนที่ไม่กินเหล้าอย่างผม กลายเป็นคนส่วนน้อยของสังคม
แถมเกือบจะถูกยกย่อง พร้อมกับที่โดนดูถูกจากฝูงเพื่อนในบางครั้งกลางวงสุรา

แต่อยากบอกว่า
ไม่เคยดีใจเลยสักนิดที่ตัวเองเป็นคนพันธุ์หายาก
แถมสะเทือนใจมากกว่าที่คนส่วนใหญ่ไปเป็นทาส และชื่นชมสุรายาเส้น
ทั้งที่จริงๆ แล้วคนพวกนั้นน่าจะเป็นคนส่วนน้อยที่พึ่งพามันไม่ใช่เหรอ?!

แค่อยากบอกว่า
ผมไม่ได้เป็นคนพิเศษ และเป็นคนปกติอย่างที่สุด
คนกินเหล้า สูบบุหรี่นั่นแหละที่เป็นคนพิเศษ
หยุดเข้าใจผิด แล้วหยุดเอาไปรวมกับ ‘ข้อดี’ ของผมเสียที





 

Create Date : 22 มิถุนายน 2551    
Last Update : 23 มิถุนายน 2551 9:25:04 น.
Counter : 251 Pageviews.  

ก่อนวันวาเลนไทน์

พรุ่งนี้เป็นวันวาเลนไทน์
...

ผมเป็นคนประเภทตีค่าวันพิเศษแบบนี้น้อยเป็นพิเศษ
ไม่ค่อยอินกับเทศกาลที่สุดวิเศษแต่แท้จริงแล้วสุดเศร้าเท่าไหร่นัก (วันครบรอบวันเกิดเป็นหนึ่งในวันเหล่านั้น)
ออกจะดูแล้วขวางโลกอยู่บ้าง แต่นั่นคือทั้งหลายทั้งมวลของความที่รู้สึก 'พิเศษ' ในวันพิเศษที่ผมมีให้มัน
เพราะความที่รู้สึกว่าตัวเองไม่อิน ทำให้อินกับความไม่อินนั่นแล
เหมือนวันประหารชีวิตของนักโทษคนหนึ่ง อาจมีผลต่อคนสองคนบนโลกนี้ต่างขั้วกันชนิดหัวท้ายปลายสุด

ขณะก้าวเท้าทอดน่องอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ดูแคบลงทันตาในวันเลนไทน์อีฟ
คนเยอะจนแทบไม่มีพื้นที่วางสายตาลงบนพื้นทางเดิน-ความรักอบอวลไปทั่วสารทิศ
ก็น่าจะจริงที่วันนี้น่าจะเต็มไปด้วยคนมีความรัก
เพราะตามทฤษฏีแล้ว ผู้ที่ไม่มีความรักมักหลบตาเทศกาลระลึกถึงนักบุญชาวโรมันคนนั้น

บันไดเลื่อนพาผมเคลื่อนตัวลง
ร้านกิฟต์ช็อปตรงข้ามเลื่อนตัวขึ้นมาจนเสมอสายตา
ไหล่ของใครสองคนตรงหน้าเว้นพื้นที่ว่างไว้เหมือนกับต้องการให้ใครสักคนมาเติมเต็มพื้นที่
ถัดมาเพียงสองก้าว ผมก็ได้เห็นคนในรูป รูปที่ผมคุ้นตา

ผู้หญิงผมยาวเจียนหลัง ตากลมโต ปากสวย ร่างผอมสูงคนนั้น
เธอที่กำลังใช้มือซ้ายขวาพิจารณาตุ๊กตาหมาตัวน้อยที่ยืนอยู่บนอุ้งมือทั้งสอง
ดูก็รู้, ไม่ได้ต้องการเลือกเพียงตัวใด แต่ต้องการให้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน

ผมหยุดเดิน มองรูปนั้นไม่ละสายตา
ฝูงคนรอบข้างเดินเบียดผ่านไปราวหินขวางน้ำ

ก่อนหน้าวันนี้ไม่กี่วัน ผมนั่งทบทวนเรื่องราวในหัวใจของตัวเอง
นับกลับไปว่าผมเริ่มชอบพอผู้หญิงตั้งแต่เมื่อไหร่-ใครเป็นคนแรก
ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องยากนักที่จะนึกออก ผมจำเธอคนนั้นได้แม่น
แต่จำไม่ได้ว่าเห็นเธอครั้งแรกตอนไหน
ผมมีรูปเธอด้วย-เป็นเธอคนเดียวกับรูปบนหัวไหล่ของใครที่ไม่รู้จักตรงหน้าผมนี่เอง
ถึงแม้จะสูงขึ้นมากและเป็นสาวมากกว่าเด็กประถมคนเดิมหลายเท่า
ยังคงกำกุญแจดอกเดิมที่พร้อมจะไขห้องหัวใจของผมเข้ามาได้ตลอดเวลาเหมือนเดิม

ตุ๊กตาหมาสองตัวหันหน้าหากัน ยืนเคียงข้างกันบนมือบางๆ ของเธอ
พวกมันบอกผมว่าเธอไม่ว่างจะสำรวจห้องหัวใจของผมแม้เพียงหน้าประตู-เสียใจ
ผมฉลาดกว่าหมานิดหน่อย จึงรู้ก่อนที่มันจะบอกอยู่หลายนาที

ผมเดินหลบตัวมายืนข้างตู้ตั้งโชว์สินค้าในร้านกิฟต์ช็อป
แอบมองเธออยู่ไกลๆ อย่างที่เด็กชายวัยประถมคนเดิมเคยทำ
ค้นพบว่าคนเราต่างเป็นกุญแจไขลิ้นชักความทรงจำของใครอีกคนเสมอ
เธอทำให้ผมย้อนอดีตกลับไปโดยที่ไม่ต้องพึ่งภาพซีเปียหรือฟิล์มสะดุดแม้แต่น้อย
ภาพจำที่พรั่งพรู ภาพในวันกีฬาสี ชุดพละ โต๊ะเรียนที่อยู่เยื้องกันชนิดเอื้อมไม่ถึง
ความรู้สึกอยากสนิทสนมกับอาจารย์คนหนึ่งเพียงเพราะท่านเป็นแม่ของเธอ

เจ้าหมาสองตัวโชคดี เพราะท่าทางเธอปลงใจจะเป็นเจ้าของพวกมัน
…คู่กับใครอีกคน

แถวหน้าแคชเชียร์ยาวเหยียด ยืดเวลาให้ผมได้มองเธอได้อีกหลายอึดใจ
เหมือนวันที่ผมรู้ว่าเหล่าอาจารย์ทั้งหลายมีประชุม
ผมก็ได้นั่งมองเธอจากใต้ต้นไม้ข้างศาลาอเนกประสงค์นานขึ้นเป็นพิเศษ

"สวัสดี ใช่คุณรึเปล่า" - ผมเอ่ยขึ้นลอยๆ เธอไม่มีทางได้ยิน
กิจกรรมเฟ้นหาคำทักทายที่เหมาะที่สุดในโลกของผมเริ่มต้นขึ้น
“จำเราได้ไหม เราแบงค์ไง เรียนชั้นประถมมาด้วยกัน จำได้รึเปล่า”
ถึงแม้ผมและเธออาจจำเสียงของกันและกันไม่ได้ แต่ผมมั่นใจว่าเราต้องจำกันได้
เพียงแต่ผมจำเธอได้คุ้นใจ เธออาจจำผมได้เพียงคุ้นตา

หมาสองตัวกำลังกระดี้กระด้าอออกจากคอก
ขณะที่ผมกำลังกระวนกระวายตื่นเต้นที่สุดในรอบปี

หลังจากที่พยายามหลบเลี่ยงการทักทายเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่มักบังเอิญเจอเสมอ
ครั้งนี้เองก็เป็นเรื่องบังเอิญ… ความบังเอิญที่แสนสวยงาม
ผมยังพูดกับตัวเองไม่หยุด

เธอเป็นคนเรียบร้อย การแต่งตัวบ่งว่าเป็นพนักงานบริษัทเอกชนที่ไหนสักแห่ง
หากต้องใช้ความสง่างาม ดูสุภาพและฉลาด เธอทำได้ดีเยี่ยม
เหมือนสมัยประถมที่เธอจัดได้อยู่ในกลุ่มเด็กเรียนเก่งและน่ารักทั้งหน้าตานิสัย
ต่างจากผมที่ค่อนข้างเรียนแย่ และขี้อาย

ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่เว้นแม้ระยะห่างของเธอและตัวผม

ผมตัดสินใจจะใช้คำที่เรียบง่ายที่สุดในการเอ่ยปากกับเธอก่อน
แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ร้านกิฟต์ช็อปคนพลุกพล่านเกินไป
ตรงหน้าร้านอาจเหมาะแก่การสร้างบรรยากาศของความบังเอิญ
มากกว่าที่จะเป็นผู้ชายคล้ายโรคจิตยืนจดจ้องเธออยู่ร่วมสิบนาที

หมาสองตัวมีเจ้าของใหม่ในที่สุด พรุ่งนี้มันคงได้อยู่พร้อมหน้าตาครอบครัวใหม่
เธอเดินออกจากร้านกิฟต์ช็อป อยู่ห่างจากผมไม่เกิน 5 ก้าว

"โลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องบังเอิญ"
ผมนึกถึงคำพูดตัวเองขณะที่ปลอบโยนใครอีกคนซึ่งกำลังโศกเศร้า
ตอนนี้ผมบอกกับตัวเอง ผมได้พบ "รักครั้งแรก" ในวันคล้ายวันพิเศษอย่างนี้
... ก็เช่นกัน มันเป็นเรื่องบังเอิญที่กำลังดำเนินโลกทั้งใบ

นักวิทยาศาสตร์สะเทือนโลกทั้งใบได้เพราะความบังเอิญในบางเวลา
ศิลปินสรรสร้างตัวแทนจิตวิญญาณที่ตรึงตราใจคนหลายล้านได้
หลายครั้งก็เป็นพลังของความบังเอิญ

แน่นอน-ความรักก็เป็นเรื่องบังเอิญ เป็นเรื่องบังเอิญที่แสนสวยงาม
เป็นเครื่องหมายที่แสดงจิตวิญญาณของใครคนหนึ่งออกมาอย่างชัดเจนที่สุด
ทั้งในกาย และในใจของเขา

บังเอิญว่าผมอยู่ตรงนี้, เธออยู่ตรงนั้น
"ดอกไม้จะสวยงามกว่าที่เห็น หากเราไม่รู้มาก่อนว่ามันจะบาน"
บังเอิญผมบอกกับตัวเองอย่างนี้

5 ก้าว, 6 ก้าว, 8 ก้าว, 10 ก้าว, ...

ผมยืนนิ่งอยู่กลางป่าใหญ่ ถอยหลังไกลจากดอกไม้บานนั่นไปเรื่อยๆ
พลิกเท้าหันหลังให้ สาวเท้าก้าวเดินต่อไป
รอเวลาที่เดินหลงป่าจนเจอเธออีกสักหน
ปล่อยให้เธอและตุ๊กตาหมาทั้งสองเป็นความบังเอิญอันแสนวิเศษ

รอยยิ้มผุดบนใบหน้าของผม, ไอ้เด็กชายใต้ต้นไม้คนนั้นก็เหมือนกัน

…
พรุ่งนี้เป็นวันวาเลนไทน์

--------------------------
ไม่ต้องงงกันหรอก เขียนตั้งแต่วาเลนไทน์ 2551 น่ะ ดองไว้ให้พอเค็ม
นี่ว่าจะรออัพ 13 ก.พ. 2552 เลยนะเนี่ย แต่กลัวเค็มไป ฮะ-ฮะ




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2551    
Last Update : 21 มิถุนายน 2551 2:08:51 น.
Counter : 200 Pageviews.  

หลับ (รำ) ลึก

เพื่อนคนนึงบอกให้ผมนอนเยอะๆ เพราะการนอนช่วยบรรเทาความไม่สบายใจได้ชะงัดนัก
ผมเห็นพ้องด้วย เพราะช่วงนึงในชีวิตก่อนหน้านี้หลายปี ก็ผ่านเรื่องไม่สบายใจหลายระดับมาได้ด้วยการนอนหลับ
หลับเพื่อให้มันผ่านไปอีกวัน เพื่อพบอีกวันที่ตั้งตารอให้มันผ่านไปอีกวัน

สำหรับผม, การนอนหลับในช่วงเวลาที่ทุกข์ใจคล้ายกับการปลูกต้นไม้
รดน้ำด้วยการจมลงสู่ห้วงนิทรา ตื่นจากภวังค์เพื่อลุ้นว่ามีดอกผลแห่งความสบายใจผลิบ้างสักเล็กน้อยรึเปล่า
วันไหนตื่นมาพบว่าไม่มีแม้แววผลิ ก็ได้แต่รอคอยช่วงเวลารดน้ำมาถึงคืนถัดไป
ไม่สามารถรดได้ตลอดเวลา เพราะคนเราดันมีต่อมรู้ตื่น (นอน)
แล้วผมเป็นประเภทไม่นิยมใช้ปุ๋ยเคมีเสียด้วย
อ้อ ปุ๋ยเคมีที่ว่าของแต่ละคนสูตรไม่เหมือนกัน บางคนผสมแอลกอฮอล์ บางคนผสมนิโคติน บางคนผสมยาล้างส้วม
สูตรพวกนั้นไม่เร่งผล มันแค่ส่งภาพหลอนชั่วครั้งคราว ไม่จีรังยั่งยืน แถมยังทำลายรากด้วย... เอ่อ…จะอิงคุณค่าทางชีวิตทำไมนะ

ดังนั้น ผมจึงได้แต่ข่มตานอนรอการหลับ เพื่อรอลุ้นวี่แววทุกวี่วัน

เรียนมาตั้งแต่ ป. ไหน, การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดในโลก
‘ระหว่างหลับ’ เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ เพราะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้
เป็นการไปเผชิญโลกใหม่ใบเก่าตามลำพังคนเดียว
มิน่า ทุกคนถึงอวยพรให้ได้ยินจนชินหูว่า "หลับฝันดีนะ"
ถึงเป็นคำอวยพรที่ดูเป็นมารยาททางสังคม
เพราะมันไม่ชวนทำให้รู้สึกดี จนทำให้ฝันดีได้อีกต่อไป กลายเป็นคำธรรมดาไปเสียแล้ว
แต่ทุกคนก็ไม่อยากฝันร้าย...

ความน่ากลัวของความฝัน ร้ายกาจยิ่งกว่าอาวุธชนิดไหนบนโลก
เหมือนในหนังเรื่องนึง (สารภาพว่าจำชื่อเรื่องไม่ได้, ใครรู้กรุณาแจ้ง) ผีร้ายบอกกับเขาประมาณว่า
หนีเข้าไปเถิด เขาสามารถหนีทุกสิ่งได้ แต่ไม่สามารถหนีการฝันขณะหลับได้...แล้วมันจะไปหาเขา ณ เวลานั้น
ฟังแล้วสะดุ้งโหยง แทบอยากวิ่งหนีออกนอกโรง ผมว่ามันน่ากลัวเกินไป

แถมยังจริงเสียยิ่งกว่าจริง...
เรื่องทุกเรื่อง หลับหู หลับตา ทำไม่สนใจ นั่งดูโทรทัศน์ ปั่นงานคั่งค้าง ออกวิ่งจ๊อกกิ้ง
แกล้งลืมมันและทำอย่างอื่นก็สามารถทำให้พอทุเลาความคิดนึกได้
เราหลีกลี้ความจริงบนโลกความจริงได้ แค่ทำให้ความเจ็บช้ำมันเบลอสักระยะ
แต่เมื่อหลับตาเข้านอน พอความฝันเริ่มดำเนินหน้าที่ของมัน
เมื่อนั้นเราก็เหมือนแมวโดนยา ไม่สามารถต่อกรอะไรได้ทั้งสิ้น แม้เพียงกระดิกม่านตายังเย็น

ความเป็นจริง, วิทยาศาสตร์ชี้ไว้ชัด ว่าแม้เราไม่รู้สึกตัวขณะหลับฝัน
แต่ในแต่ละคืนนั้นเราฝันกันทีละหลายร้อยเรื่อง
บางเรื่องกินเวลาเพียง 2 วินาที บางเรื่องนานเป็นนาที หลายสิบนาที
เพราะการหลับตาและไม่รู้สึกตัว ไม่เกี่ยวกับสมองที่ยังคงต้องทำงานอยู่
และอย่างที่รู้กัน ความฝันทุกตอนส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เคยผ่านพบมาแล้วในชีวิตทั้งสิ้น
เป็นการปะติดปะต่อเหมือนศิลปะ Collage
บางเรื่องเกิดขึ้นไปแล้ว ฝันถึงอย่างตรงไป ตรงมา เกิดเหตุการณ์โน่นนี่ใต้เปลือกตา
บางเรื่องเหมือนเป็นเรืองใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตจริง เมื่อตื่นมาก็ตื่นเต้นกันไปใหญ่
บ้างว่าเป็นหวย บ้างว่าเป็นการเตือน เป็นสาสน์จากเวลาอนาคต
เป็นข้อความลึกลับที่ต้องการแปลความ...บางคนถึงกับรอหลับฝัน เพื่อรับข้อความที่ว่านี่

นักวิทยาศาสตร์อีกนั่นแหละ ที่ว่างจัดไปจับคลื่นสมองของคนที่กำลังหลับ
แล้วพบว่ามีการวิ่งเล่นไปมาของคลื่นไฟฟ้าอยู่อย่างวุ่นวาย แสดงออกทางแสงสีผ่านจอมอนิเตอร์
วิจัยไป วิจัยมา ก็ดันไปเจอว่าไอ้แสงสีนี่เองที่เป็นวิธีดูลักษณะอารมณ์ของคนที่กำลังหลับอยู่ได้
คนนี้กำลังเศร้า มีเรื่องให้คิด คนนี้ชีวิตปกติสุข คนนี้เครียด อารมณ์ร้อน มีความรัก หรือป่วยไข้
ดูแล้วก็น่าจะเป็นผลประโยชน์สำหรับจับโกหกคนที่ชอบเก็บอารมณ์จนชิน
พวกที่หลอกตัวเองว่าเป็นคนมีความสุข ทั้งที่ก้นบึ้งหัวใจเต็มไปด้วยตะกอนแห่งความทุกข์โศก
แน่นักที่หลอกทางการกระทำได้ แต่คงไม่เก๋าพอจะหลอกไปถึงในห้วงความความฝัน

บางครั้งความฝันก็ดีตรงที่ทำให้เรารู้ว่ามีอะไรอยู่ในซอกกล่องความทรงจำบ้าง
เผื่อว่าเป็นเรื่องดี ก็จะได้นำมาเคาะฝุ่น แล้วบรรจงวางไว้ในความทรงจำสมบูรณ์ที่พร้อมเรียกใช้
ถ้าเป็นเรื่องร้าย ก็อาจแย่ ถ้านำมาไว้ใกล้มือ อาจถูกจังหวะเหวี่ยงแขนบาดให้น้ำตาไหล

เพราะเหตุการณ์ในฝันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่
แล้วคนเรามักจะฝันถึงสิ่งที่กำลังเฝ้าตรึงคะนึงคิดขณะมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน
ถ้ากลางวัน หมกมุ่นอยู่กับการซ่อมตู้เย็น ตกกลางคืนอาจเห็นร่างตู้เย็นยังคาตาพาสมองซ่อมต่อไป
ถ้าก่อนนอน ดูหนังผีจนต้องห่มผ้าคลุมโปง นอนไม่หลับไป 4 ชั่วโมง ตกดึกหลับตาอาจถูกฝันพาไปเจอผี!
แต่ถ้าร้องไห้จมกองน้ำตามาทั้งวัน ตกกลางคืนก็ไม่อาจเลี่ยงได้หรอก

ความทรงจำเป็นดาบ 2 คม เหมือนกับที่คนเรามีความ ‘รู้สึก’ อยู่ตลอดเวลา
บางคนบอกว่าให้ปล่อยวาง ไม่ต้องไปรู้สึกอะไรสักสิ่ง ขอให้ปล่อยมันทิ้งไปให้หมด
เสียงหนึ่งแย้งว่า, จะเป็นคนไปทำไมถ้าไม่รู้สึก?! มนุษย์มีจิตใจและการรับรู้แสดงอารมณ์ได้ มีจิตใจสูง
นี่เป็นข้อที่เราเหนือกว่าผองสัตว์
เสียงหนึ่งแย้งโต้, มนุษย์ที่ว่าจิตใจสูงแท้จริง อาจต้องไม่ทำอะไรให้เกิดความรู้สึกจริงๆ เลยก็ได้
อย่างที่ศาสนาพุทธว่า…การสู่นิพพานที่ไม่รู้สึกดี ไม่รู้สึกร้าย น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

แต่ไม่มีใครคอนเฟิร์มว่าทางไหนจะหยุดความฝันได้
แล้วยิ่งไม่มีใครรับรองว่า ทุกคืนจะไม่ฝัน ว่ากำลังทุกข์สุดสาหัสอยู่

อย่างที่ผีร้ายตัวนั้นบอก เราไม่มีทางหนีความฝันพ้น
ความฝันที่ไม่เคยล่องลอย และทำตัวติดคู่อยู่กับ 'การนอนหลับ' - ที่ว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดในโลก

คนบางคนเฝ้ารอเวลากลางคืน เพื่อรดน้ำเติมปุ๋ยเมล็ดพันธุ์แห่งความสบายใจ
นับวันคอยความสดใสเข้าแทนที่แรงแล้งเพราะความทุกข์ยากหนักใจ
แต่เมื่อตื่นขึ้นก็พบว่าโดนฝูงหนอนร้ายที่ชื่อความฝันรุมปู้ยี้ปู้ยำจนดินหยั่งรากยังกระจาย

เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่าให้นอนเยอะๆ เพราะมันสามารถบรรเทาความทุกข์ได้ชะงัดนัก
ยกหลักฐานว่ามันเองก็เคยทำแล้วปรากฏว่าได้ผล

การนอนหลับเป็นการเร่งรัดการลืม เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป เวลาเก่าก็ยิ่งเก่าลง เก่าลง
และสิ่งที่มาพร้อมกับความเก่าเหมือนเงาตามตัวคือการลืม

ผมเห็นพ้องว่าน่าจะจริง
ถึงได้รอกลางคืนทุกวัน เพื่อสร้างถนนแปดเลนให้เวลาเก่าๆ เหล่านี้เคลื่อนตัวผ่านไป
และเฝ้ารอเช้าวันใหม่ เพื่อออกไปชมหมอกความสดใสในยามเช้า

แต่บางครั้งเมื่อตื่นขึ้นมานอกจากจะพบว่า
มีเพียงควันไฟที่เหม็นคลุ้งฟุ้งฟูฟ่องพร้อมล่องลอยเข้าตา
แล้วก็ยังพบ และตระหนักได้ว่า...

บางครั้ง, คนเราหลับไปเพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ และตื่นมาซับน้ำจากตาช้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความฝันตามเป็นเงาที่เฝ้ารังแกไม่ให้เราลืมอะไรได้ทั้งนั้น
การนอนหลับเป็นเพียงการเดินลากโซ่ตรวนมุ่งสู่ลานประหารที่ไม่อาจเลี่ยง

ถึงแม้ฝันถึงสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลก ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาได้ไหว
เพราะมันเป็นภาพลวงตา ที่รู้เสมอว่ามันไม่อาจหวนกลับมาให้สัมผัส
สิ่งสวยงามดั่งมีดปลายแหลมด้ามคม จับไปมีแต่เสียเลือดเนื้อ ทั้งยังสร้างแผลเป็นตลอดกาล

ไม่เหมือนผีร้ายหน้าตาน่ากลัวตัวนั้น
ที่ยังนิสัยดี
มันไม่โกหกแม้สักคำ

“จะไปหา ณ ที่นั้น
ห้วงเวลาแห่งความฝัน
ความทรมานจะตามไป
แม้ในที่ ที่ไม่จริง”




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2551    
Last Update : 20 มิถุนายน 2551 2:19:31 น.
Counter : 222 Pageviews.  

โดดเดี่ยวเดียวดาว

ผมเคยโทษท้องฟ้าหน้าบ้านตัวเอง ว่าทำไมไม่มีดวงดาวให้ชมบ้าง

เมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปสถานที่ใดไกลบ้าน จึงตื่นเต้นเสมอที่อาจมีโอกาสมองเห็นดาวสกาวเต็มท้องฟ้า - เคยถึงขนาดเดินทางไปบนดอยสูงคนเดียวในหน้าฝน เพื่อจดจ้องมองฟ้าหลังฝน ที่น่าจะสวยใสมากกว่าฟ้าวันใด แต่ก็ล่มไม่เป็นท่า เพราะนอกจากไม่มีดาวแล้ว ดวงจันทร์ยังส่งแสงผ่านเมฆฝนลงมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

ทุกวันนี้ผมถึงมองฟ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่ใช่ว่าตอแหลแกล้งทำตัวให้เป็นผู้ชายอุ่นๆ หรอกนะครับ
แค่ผมมีคำถามเสมอเวลามองดาว แล้วมันมักจะตอบผมได้เสมอเช่นกัน

ชีวิตผมมีสมาธิเวลาจดจ้องกับของบางสิ่ง
นอกจากเครื่องซักผ้าแล้ว ก็มีดาวนี่แหละครับ
ต่างกันเพียงเครื่องซักผ้าเมื่ออยู่รวมกันเป็นร้อยเป็นพันเครื่อง สวยสู้ดาวไม่ได้สักนิดเดียว - แต่ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นกองพันดาวด้วยตาจริงๆ เสียที

คืนนี้ก็เหมือนกัน
กลางเดือนมิถุนาหน้าฝนอย่างนี้ เป็นเรื่องตลกที่จะได้เห็นดาวบางดวงเล็ดลอดออกจากกลีบเมฆได้ โดยเฉพาะคืนนี้ที่บนฟ้าแออัดไปด้วยกลุ่มไอน้ำลำใหญ่ ที่แผ่กระจายไปเต็มนภา ดวงจันทร์ก็เหนื่อยหน่ายจะจ่ายแสง

ขณะที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน
ผมแหงนหน้ามองสูงอีกครั้ง... ทั้งที่เพิ่งลดสายตาลงได้ไม่ถึงครึ่งนาที
ใต้กลีบเมฆนั้น มีดาวอยู่ดวงหนึ่ง...

เสียงรองเท้ากระทบพื้นหยุดนิ่งสงัดทันที
เหลือเพียงเสียงรถราวิ่งผ่านหน้าปากซอยนานครั้ง
เหมือนกับทุกอย่างหยุดให้ผมกับดาวที่ไม่ทราบชื่อได้จ้องตากัน

คำถามวิ่งชั้นบรรยากาศมาลงตรงตาของผม
"เรามัวมองหาอะไรอยู่?"

ผมน้อยใจเสมอที่มองดาวบนท้องฟ้ากรุงเทพไม่เห็น
เรื่องจริงแล้วคือเห็น แต่เยอะไม่สมใจอยาก
นับด้วยนิ้วก็ครบ ไม่ต้องพึ่งพานิ้วคนอื่นด้วยซ้ำ

แต่ในเวลาที่ฝนฟ้าบดบังฟ้า ผมกลับมองหาดาวเพียงดวงเดียว
...

เมฆลอยทับดาวดวงนั้นไปแล้ว
ผมลดสายตาลงช้าๆ เพิ่งรู้ตัวว่าปากของตัวเองแห้ง หลังจากที่เม้มมันหลังละสายตาจากด้านบน

อีกไม่กี่บล็อกถนนจะถึงรั้วบ้าน ความคิดรวมระรัวตามเสียงฝีเท้าอีกครั้ง

ตลอดเวลาผมคิดว่าดาวจะสวยใส เมื่ออยู่รวมตัวกันเป็นพันเป็นหมื่นดวง
ต่อให้ดาวในนั้นหน้าตาไม่น่าคบหา หรือน่าเกลียดแค่ไหน ขอเพียงแค่มันลอยล่องอยู่ใกล้กันนับหมื่นก็สวย-จริงเหรอ?

ถ้ามีดาวดวงหนึ่ง
ละล่องอยู่ในพื้นที่ของจักรภพลำพัง
เป็นพื้นที่ที่ไม่มีดาวดวงใดลอยเคียงข้าง
ระยะห่างก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับการรวมหมู่กับดาวดวงไหน
มันยังจะสวยอยู่ไหม? - ทั้งที่มันก็คือดาว
...เรามัวเอาอะไรไปตัดสินว่ามันไม่สวยอยู่ได้นะ

ทั้งที่ดาวทั้งหลายในหมื่นนั้น เมื่อถูกส่องขยาย
มันก็เป็นแค่ "ดาวหนึ่งดวง" เท่านั้น!?

ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เป็นปัจเจกแน่แท้
ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเอกคนแน่นอน
ต่อให้รวมกันแล้วเต็มไปด้วยแสงแห่งความสุข หรือรอยยิ้มสุกสกาวแค่ไหน
จะโกหกตัวเองไปทำไม เพราะจริงจริงทุกคนคือคนคนเดียว

ผมถวิลหาแสงเหล่านั้นไปเพื่ออะไร?
เพราะผมเป็นเพียงดาวดวงเดียวที่ล่องลอยอยู่ในจักรภพแห่งความมืดกึ่งสว่าง? - แถมที่ดาวทุกดวงสว่างล้วนไม่ได้เปล่งออกมาจากตัวเองทั้งนั้น แต่เป็นเพราะดาวฤกษ์ที่สะท้อนอารมณ์ของดาวแต่ละดวงต่างหาก เมื่อมันดับ อย่าได้หวังเห็นแม้แสงสะท้อนจากคราบน้ำตาเลย

หรือบางทีดาวบนฟ้าอาจร่วมกันร้องไห้อยู่นะ?
ผมไม่แน่ใจ

กุญแจหน้าบ้านถูกปลด
มองจากตรงนี้ผมเห็นว่าในบ้านของผมเข้านอนกันครบทุกคนแล้ว

เมฆก้อนนั้นลอยพ้นไปแล้ว
ดาวดวงเดิมสบสายตากับผมอีกครั้ง

ท้องฟ้าหน้าบ้านไม่น่าน้อยใจอีกต่อไปแล้ว
เพราะดาวดวงเดียวของผมดวงนั้น
บอกว่า
...
มันไม่ได้ร้องไห้




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2551 23:37:18 น.
Counter : 200 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.