Dinner31
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Dinner31's blog to your web]
Links
 

 

ชั่งมัน

ผมชอบมองว่าชีวิตเป็นเรื่องยาก
การที่มนุษย์เกิดมาเป็นคนเป็นตัวเป็นตนอย่างนี้
วิธีดำรงชีวิตให้คงอยู่ได้บนพื้นฐานความสุข ความพอใจ มันช่างยากเย็น
ไหนจะต้องหนีพ้นจากความทุกข์ทางกาย ที่ต้องเผชิญกับความยากจน
ความปลอดภัยบนโลกของคนใจอันธพาลทั้งหลาย
ความรู้ที่เดิมทีมีอยู่น้อยต้องคอยเติมให้มันปริ่มตลอดเพื่อแลกกับเงินเดือนที่พอจะประทังชีวิตให้ได้ไปพ้นพ้นเดือน

เด็กบางคนเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น จากเดิมที่เคยนั่งอยู่ในห้องเรียนเพื่อทำหน้าที่เยาวชนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ปกครองจัดเตรียมเอาไว้ให้
ช่วงเวลานั้นช่างสบาย
ไม่ต้องหารายได้ หากอยู่ห่างไกลจากการเป็นวัตถุนิยมสักนิดก็จะหลีกหนีความกดดันทั้งในและนอกกายได้อย่างสบาย
ไม่ต้องดิ้นรนหาสตางค์เพื่อไปบำเรอส่วนเกินของชีวิตเท่าไรนัก
แต่ถึงอยากได้อะไรก็แค่ร้องขอ บีบน้ำตาสักนิด ทุกสิ่งก็จะวิ่งเข้ามาหาในที่สุด
เพราะเราเป็นเด็ก-วัยที่ไม่ต้องรับความกดดันว่าจะหาไอ้กระดาษที่เรียกว่าเงิน

กลับกันเมื่อเติบโตขึ้นพ้นวัยเรียน
ผ่าน 19 ปีกับสถานะนักเรียนในห้องเรียน ออกมาสู่การเรียนรู้โลกกว้าง
ไอ้การที่ต้องหางาน หาเงิน ต้องรับผิดชอบครอบครัว พ่อ แม่ มันพุ่งตรงเข้ามาในมโนสำนึกอย่างตั้งตัวไม่ติด
ทั้งที่ตลอดเวลาการเรียนก็เฝ้ารอที่จะพ้นจากห้องสี่เหลี่ยมแคบแคบนั่นเต็มทีเต็มแก่
แต่พอได้ออกมากลับถวิลหาห้องสี่เหลี่ยมเดิมนั่น
เพราะภาระข้างนอกนี้มันหนักหนาเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะกรอบสังคมของคนเป็นผู้ใหญ่
(ผู้ใหญ่ในที่นี่คือด้วยภาวะทางการศึกษาไม่ใช่วุฒิภาวะ-ผมยังห่างไกลเหลือเกินสำหรับไอ้คำว่า “คนมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่”)
ต้องตะเกียกตะกายฝึกปรือฝีมือให้ได้เป็นยอดฝีมือ เพื่อแลกกับเงินเดือนในธนาคารที่เพิ่มขึ้นต่อเดือน
เงินเดือนเพิ่มทีไรก็ดีใจมากกว่าสร้างงานดีดีได้สักชิ้น
แต่เมื่อฝีมือยังอ่อนด้อยยังเอาความฉกาจที่ไหนไปให้คนอื่นเห็น โดยเฉพาะกับเจ้านาย ผู้ที่มีอำนาจทางอัตราเงินเดือนพนักงานอย่างเรามากที่สุด

บางคนเมื่อได้ลองมารับบทเป็นลูกจ้างคนอื่นก็พร่ำว่าไม่อยากเป็นลูกจ้างแล้ว อยากไปเป็นเจ้าของกิจการโน่นนี่เอง
สำหรับคนที่มีสตางค์ถุงถังคงจะไม่คิดอะไรมาก บุญเก่าเยอะ
เหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ถึงแม้มันทำงานกินเงินเดือนน้อยนิดและกับประสบการณ์แล้วอุดมการณ์ก็ว่าคุ้มค่า
ไม่มีความกดดัน ก็เพราะเงินเดือนจากทางบ้านยังมีอยู่ ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะร้อนเมื่อไรก็มีคนคอยช่วยเหลือ
แต่โลกนี้ไม่เท่าเทียมหรือทุกคนยืนอยู่ระนาบเดียวกันทั้งหมด ความกดดันจากตัวแปรที่แปลว่าเงินยังกดทับคนทุกคนอยู่อย่างไม่เท่ากัน
ถึงแม้บางคนมีมันอยู่ใต้ฝ่าเท้าก็ยังหวิวกับความสูงของเงินกองพะเนิน
เงินมันชั่วหรือคนเรามันไม่ดีเองอันนี้ไม่ทราบแน่ชัด

นอกจากผมชอบมองว่าชีวิตมันยาก บางนาทีผมก็คิดว่าชีวิตมันก็ช่างง่ายดาย
ผมรักบางทีเวลาที่กลุ้มใจมากมาก เมื่อร่างกายทนไม่ไหวมันก็จะสั่งให้เรามีช่วงเวลาที่ปลอดโปร่ง ปลดภาระทุกสิ่งในชีวิตความจริง
เหมือนได้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมกว้างสีขาวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของธรรมชาติที่รู้สึกดีที่สุด
เสียงของความวุ่นวายกลายเป็นสายน้ำตกที่เย็นจับใจก้องกังวานดังทั่วห้องขาวนี่
ช่วงเวลาสั้นสั้นเหล่านั้นทำให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีบางสถานที่ที่เปิดรับความวุ่นวายด้วยจิตใจสงบ
บางทีคนที่เดินทางตามหาสถานที่แห่งพระเจ้า เขาอาจฉุกคิดว่ามันมีอยู่จริงบนแผ่นโลกได้เพราะความรู้สึกเดียวกันกับผมนี่
ความรู้สึกหลังจากการบอกตัวเองอย่างจริงใจว่า “ช่างแม่ง” ถึงจะช่างแม่งได้ไม่นานแล้วแม่งก็เข้ามาวุ่นวายจิตใจอีกครั้ง ทำให้ชีวิตมันยากเหมือนเดิมอีก

จนสุดท้าย ผมชอบมองชีวิตว่าง่ายหรือยากไม่มันไม่ใช่สาระ
เพียงแต่เราพอใจกับมันรึเปล่า ตั้งคำถามตัวเองหลังจากคำถามนี้ว่าจะแก้มันอย่างไร
วิเคราะห์สักนิดว่าแนวคิดที่ได้มันยากง่ายแค่ไหน
ถ้ามันยากนัก ก็ตะโกนให้ลั่นห้องกว้างนั่นไป

“ช่างแม่ง”




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2551 22:45:59 น.
Counter : 154 Pageviews.  

Humanimal : ไว้อาลัย ดร.จารุจินต์ นภีตะภัฏ

ช่วงเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์หลายคน
เป็นเพราะภาระหน้าที่ของนิตยสารที่สังกัดอยู่เกิดอยากจับพลัดพลูไปรู้เรื่องวิทยาศาสตร์บ้าง
ก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ที่จะได้พาตัวเองไปอยู่กับอีกโลกหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยนัก
เพราะตอนที่เรียนทั้งชั้นอนุบาล ประถม มัธยม ผมไม่มีโอกาสได้รู้จักมักจี่กับศาสตร์ด้านประเภท ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ นี่เสียเท่าไร
ไม่ใช่แค่เพราะเรียนสายศิลป์มาตลอด แต่เป็นเพราะความไม่สนใจ ไม่ใคร่รู้ของตัวเอง
ที่มาระยะหลังพบว่ามันก็เป็นสิ่งที่น่าหลงใหลไม่ใช่น้อย

ผมมีโอกาสได้เข้าห้องปฏิบัติการค้นคว้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์
ได้เข้าไปเยี่ยมแท่นปฏิกรณ์ปรมาณูเครื่องเดียวของประเทศไทย
ได้เข้าไปนั่งฟังเสียงที่เงียบสุดเงียบในวงวิจัยของมาตรวิทยา
และอีกสารพัดที่ ได้นั่งพูดคุยกับผู้ใหญ่ ที่ ‘ใหญ่’ จริงในวงการวิทยาศาสตร์บ้านเรา
ซึ่งส่วนใหญ่น้อยคนนักที่จะได้มานั่งกับท่านชนิดตัวต่อตัว
บางท่านเป็นผู้ขับเคลื่อนแวดวงวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ไปสู่ระดับโลก
แต่บางท่านไม่อยู่ในเฟืองระดับประเทศ แต่เป็นระดับโลก ระดับความเป็นมนุษย์
บางท่านอยู่ในทุกระดับ เป็นบุคคลที่หาคนมาทดแทนยากหากสูญเสียไป

ทุกคนล้วนทำให้ผมประทับใจ แต่มีอยู่คนที่ผมรู้สึกคุ้มสุดคุ้มที่มีโอกาสได้พูดคุยด้วย

ท่านชื่อ ‘ศ.ดร จารุจินต์ นภีตะภัฏ’
นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งมีชีวิต ผู้เป็นพหูสูตในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทุกชนิด
ท่านเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ
(ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่ท่านได้รับปากกับ หมอบุญส่ง เลขกุล เอาไว้ก่อนหมอบุญส่งเสียชีวิต
อีกสองอย่างก็คือ คู่มือดูนกภาษาไทยซึ่งทำไปได้ลุล่วง
และพจนานุกรมสัตว์ในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการทำ รวบรวมไปได้กว่า 8,000 ชื่อแล้วในตอนล่าสุดที่ผมถามความคืบหน้า)

ผมได้โจทย์ให้ไปสัมภาษณ์ ดร.จารุจินต์ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องตัวเงินตัวทอง
แต่เราคุยกันยืดยาวกว่า 3 ชั่วโมง เบี้ยวออกไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ บางทีก็วกไปเรื่องสัตว์เลี้ยงที่บ้านของเราเอง หรือไม่ก็ไปเรื่องมนุษย์
สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือ ท่านเป็นคนที่เข้าใจสัตว์มาก
ผมเดาว่าไม่ใช่เพียงเข้าใจในฐานะนักวิทยาศาสตร์
แต่ท่านเข้าใจในฐานะที่เป็นสมาชิกผู้ร่วมโลกเดียวกัน
ใต้หลังคาชื่อฟ้า บนแผ่นฝาชื่อดิน

รอบห้องทำงานส่วนตัวในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เต็มไปด้วยหนังสือ อัดแน่นกว่าห้องสมุดมหาวิทยาลัย
ส่วนใหญ่เป็นหนังสือข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ ไม่จำกัดสัตว์บก บิน ดิน น้ำ

ดร.ก้อย อาจารย์ประจำภาคกีฏวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปรยกับผมว่า ดร.จารุจินต์เป็นบุคคลที่ห้ามตาย
เพราะว่าจะไม่มีใครมาทดแทนความรู้ที่มีอยู่ในตัวท่านได้อีก-ผมเห็นด้วย
แต่ใครจะพ้นความตายได้นะ-ผมคิด

“มนุษย์กลัวในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะกลัวไปทำไม” ท่านบอกกับผมหลังจากถูกถามว่าไม่กลัวสัตว์มันทำร้ายบ้างหรือ
จริงอย่างท่านว่า บางทีบางหน คนก็กลัวอะไรอย่างไม่มีเหตุผล กลัวกันเป็นแฟชั่น บางสิ่งถูกวางจารีตไว้ว่าต้องกลัว

เขามองสัตว์ทุกชนิดบนโลกนี้น่ารัก พฤติกรรมบางอย่างของสัตว์เป็นไปอย่างธรรมชาติ-ทุกสิ่งของธรรมชาติ คือธรรมชาติ

บางทีความโลภ โกรธ หลง ชั่วช้า งาม ดี ของมนุษย์ล้วนเป็นธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น-ผมคิด

เย็นวันนั้นหลังจากที่เราถ่ายรูปเพื่อประกอบบทสัมภาษณ์เสร็จสิ้น
ผมยกมือลาท่าน จากมาด้วยความเต็มอิ่มของความปลื้มปิติในหลายอย่าง
หนึ่งก็คือได้เข้าพบคนที่เก่งกาจและทรงคุณค่าขนาดนี้ มันไม่น่าดีใจตรงไหน?
สองคือความรู้ท่วมท้น แง่คิดของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ ได้มาฟังจากปากสดสดสักทีมันก็น่าชื่นใจ
และทำให้ผมได้หัดมองเพื่อนร่วมโลกหลายล้านสปีชี่ยส์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างน้อยผมก็รู้สึกสงบใจขึ้นได้บ้างเมื่ออยู่กับแมลงสาป

หวังไว้ในใจว่าเมื่อไรที่พจนานุกรมของท่านเสร็จสิ้น
ผมจะเป็นคนแรกที่พาตัวท่านไปลงในนิตยสาร
ด้วยความเทิดทูนนับถือ ไม่ใช่แข่งกับเล่มอื่น
หรือไม่ก็จะแวะเข้าไปเร็วกว่านั้น เพื่อสวัสดีปีใหม่ หรือพูดคุยในสิ่งที่ตัวเองอยากค้นหา

ตามประสาเด็ก ที่เห็นว่ามีผู้ใหญ่ใจดี
ตกเย็นก็อยากจะขับจักรยานไปแวะพักพิงที่ชานบ้านแก
รู้สึกเคารพรัก นับถือ

-----
วันนี้ตอนเที่ยงคืนกว่า ผมเพิ่งได้ข่าว

ดร.จารุจินต์ เสียชีวิตแล้ว

คำแรกที่ใจผมเรียงได้คือ ‘เสียใจ’ ที่มีขนาดใหญ่กว่าตกใจนิดเดียว

เป็นความผิดพลาดของหมอศัลยกรรม
ตามข่าวบอกว่าท่านไปศัลยกรรมถุงใต้ตาที่คลินิกแห่งหนึ่งใน กทม.
เป็นคลินิกที่เคยใช้บริการมานานยาว
หนนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรจึงเกิดความผิดพลาดหลังจากฉีดยานอนหลับ เลือดที่เคยแดงข้น กลายเป็นสีดำ
หมอหมดปัญญาหาทางแก้ไข ท่านจึงเสียชีวิตลงทั้งยังอยู่ในภวังค์
เป็นการนอนครั้งสุดท้าย เป็นการหลับใหลที่ยาวนาน

เหมือนหมีจำศีล เหมือนกบที่ครองลมหายใจตัวเองไว้กับความไม่รู้สึก
เมื่อฤดูกาลผ่านพ้น พวกมันก็จะลุกขึ้นมาสบตาพระอาทิตย์
แต่ ดร.จารุจินต์ไม่ใช่...ท่านจากไปถาวร
อาจไปอยู่อีกที่ ที่มีพระอาทิตย์อีกดวงหนึ่ง

แต่ตอนนี้ ผมคิดได้ว่า
จริงๆ แล้วพวกเราจะเห็นท่านในโลกเดียวกัน
เพราะหลังจากนี้…ท่านจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล

ขอไว้อาลัยให้ท่านกับร่างที่จากไป
ขอแสดงความยินดีกับศักดิ์ศรี เกียรติยศ ที่จะอยู่คู่โลกนี้ไปนานยาว

-----
บทสัมภาษณ์ครั้งนั้นมีชื่อว่า ‘Humanimal’
เพราะผมคิดว่าท่านไม่น่าเหมาะกับคำที่คนอื่นทั่วไปเป็น
และอาจเป็นคนเดียวที่เหมาะสมให้เป็นคนพันธุ์ใหม่ที่โลกนี้ควรรู้จักเป็นพิเศษ
ย่อหน้าสุดท้ายผมเรียงคำไปว่า

“ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตไหน เกิดมาพร้อมหน้าที่เสมอ” ดร.จารุจินต์ เปรย
“ไม่ได้ยกตัวเองนะ แต่ผมคิดว่าตัวเองรู้หน้าที่ของตัวเองมาตั้งแต่เกิด
เกิดมาเพื่อที่จะอยู่กับสัตว์ ศึกษามัน
พ่อแม่ผมเคยเครียดว่าโตมาผมจะทำงานอะไรหาเลี้ยงชีพตัวเอง”

เขามองรอบห้องทำงานกว้างในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา
“ปัจจุบันมันคือคำตอบ” ดร.จารุจินต์ ยิ้มกว้างเป็นภาพประกอบ
“แล้วหน้าที่ของเราคืออะไร” พร้อมทิ้งคำถามเสียงดังไว้ในใจให้กับเราอย่างเงียบเชียบ

คำถามนั้นแผดดังอีกหน แต่ผมว่าครั้งนี้มันดังขึ้นมาก
ดังจนใจผมสะท้าน
ดังจนโลกนี้สะเทือน




 

Create Date : 14 กันยายน 2551    
Last Update : 14 กันยายน 2551 3:49:15 น.
Counter : 247 Pageviews.  

แสงใครนำทาง

หิ่งห้อยเริ่มหมดกรุง
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจำนวนของพวกมันช่วงก่อนคำว่า ‘เริ่มหมด’ ที่ว่านั่นมันแค่ไหน
แต่ที่แน่แน่ผมตื่นเต้นเสมอเวลาที่ได้เจอหิ่งห้อย ไม่ว่าที่ไหน เวลาอะไร
----
เช่น ตอนที่นั่งตัวสั่นลำพังเพราะกลัวผีอยู่บน ‘ปางอุ๋ง’ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
รอบตัวมีเพียงความมืดจากคืนจันทร์ใหม่รายล้อม เสียงแมลงที่ไม่ได้เคยได้ยินมาก่อนในชีวิตครางระงม
สายฝนโปรยปรายกระทบหลังคาใบจาก ประกอบกันพอทำให้ใจหวั่นไหวไม่เว้นวินาที
เด็กหนุ่มผู้อุตริชิงขังแสงเมืองจนต้องตะลอนขึ้นมาดูแสงดาวถึงดอยสูงนี่
เขาเริ่มจะแสวงหาแสงสว่างเพียงไม้ขีดก็คราวนี้
คราวที่ได้สัมผัสคำว่ามืดยิ่งกว่ามืดเป็นครั้งแรก และก็เกลียดมันเข้าอย่างจังทั้งที่ยังไม่คุ้นเคย
ระหว่างที่กำลังนั่งสับสนในใจว่าคืนนั้นจะเจออะไรบ้างนอกจากความกลัว

หิ่งห้อยตัวนั้นก็บินมา - แสงสีนวลตัวเดียวของมันสะกดใจให้ลืมความกลัวไปชั่วขณะ
เป็นชั่วขณะที่แสนนานยาว
---
ผมเป็นเด็กกรุงเทพที่ยังตื่นเต้นกับแมลงที่มีหน้าตาเป็นแสงสว่างเหล่านี้อยู่
เวลาบังเอิญเจอมันส่งแสงวาบวาบที่ไหนเข้าก็มักวิ่งตามมันไปจนสุดทางเสมอ
ยัง, ผมยังไม่เคยไป อ.อัมพวา ที่เขาว่าเต็มไปด้วยหิ่งห้อย
หิ่งห้อยที่กรุงเทพบ้านผมมีน้อยเต็มที

“ในเมืองนี้มันมีแต่เรา” อาจารย์ก้อย, เธอบอกผม
เธอเป็นนักวิจัยหิ่งห้อยวัย 32 ปี ที่วนเวียนอยู่กับชีวิตหิ่งห้อยมานานนับสิบปี
ตั้งแต่เป็นนักศึกษาปริญญาตรี กระทั่งวันนี้ – ด็อกเตอร์

“มีแต่เราจริงจริง” เธอย้ำคำ ‘เรา’ ในคำของเธอหมายถึงมนุษย์
ผมรู้สึกเหงาปนเศร้านิดหน่อย ที่ได้รู้ว่าพวกเราอยู่กันเพียงลำพังตามคำเธอว่า
ถึงแม้ความจริงเรายังมีหมา แมว หมู นกพิราบ กา ไก่ ฯลฯ อยู่เคียงข้างยามเบื่อมนุษย์สันหลังตรงยาว
พวกเรา (มนุษย์) อำนวยความสะดวกให้กับตัวเองจนลืมชีวิตอื่นเสียหมด
จากเดิมที่เราเคยเป็นสัตว์กลางวัน อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวขับเคลื่อนกิจวัตร
เราเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้ผิดเพี้ยนธรรมชาติ
แล้วยังปล่อยให้ความผิดปกติของเรา ไปทำลายชีวิตหลายหลากรอบตัว

อาจารย์ก้อยบอกผม ว่ามนุษย์ไปพรากความมืดมิดไปจากชีวิตหิ่งห้อย
ความมืดมิดที่เป็นสะพานแห่งรัก ดุจจังหวะแห่งชีวิตของพวกมัน
แสงสว่างวาววับที่เราเห็น เป็นสำเนียงคำรักที่ส่งออกมาพร้อมคำถาม “เธออยู่ไหน”
เหมือนหนังเกาหลี ‘The Classics’ ในฉากสุดคลาสสิก พระเอกเปิด-ปิดแสงจากเสาไฟ
เป็นสัญญาณเรียกนางเอกผู้กำลังสับสนวนอยู่ในความมืดของจิตใจที่ส่งแสงสว่างจนตาพร่ามัว

เมื่อแสงสว่างจากเราสว่างจนกลบแสงของพวกมันจนจางซีด มันจะเอาความมืดที่ไหนไปหากัน
นอกจากหนีห่างแสงสว่างแห่งความเจริญของมนุษย์ผู้ไม่ปกติ ไปหาแสงมืดที่มืดพอจะมองเห็นกันได้

งานวิจัยหิ่งห้อยที่อาจารย์ก้อยทำ เป็นสิ่งที่คนส่วนน้อยบนโลกนี้จะทำ
หิ่งห้อยนับร้อยชนิดในเมืองไทย ที่เราคิดว่ามันมีอยู่ชนิดเดียวนั้นไม่เคยมีใครรู้ชื่อของพวกมัน
เพราะไม่มีใครใส่ใจที่จะตั้งให้กับมันยันวันนี้
คนมองมันเป็นบางสิ่งที่ส่องแสงสวยงามเพียงอย่างเดียว มองเห็นแล้วสบายตาก็เท่านั้น
อาจลืมไปด้วยซ้ำ ว่ามันมีชีวิต

ฟังแล้วผมคิดถึงคน

หิ่งห้อยหน้าตาไม่ดีครับ ไม่เหมือนกับแสงเหลืองอมเขียวสีนวลสวยที่มันส่งมอบให้กับเรา
ได้เห็นใกล้ใกล้ มนุษย์ที่เคยหลงใหลในแสงนั่นอาจเกลียดมันก็ได้

แต่คนบางคนก็มีชีวิตแบบนี้ คอยส่งแสงสวยให้ใจผู้คน ซึ่งใครทุกคนนั่นดันลืมไป
ว่าเขามีชีวิต มีจิตใจ มีหน้าตาแท้จริง ไม่ใช่แค่แสงวาบวาบนั่น

ทำให้เขาต้องเดินบนความมืดที่เปรียบดั่งความทุกข์บนทางของชีวิต
เดินทางออกไปบนถนนที่ไร้แสงไพ มีเพียงแสงสว่างริบหรี่ขาดช่วง
ส่ายสายตามองหาคู่แท้ที่พอจะมองเห็นเขาในทางสายนั้น

แต่ในความมืด หลังจากพวกมันใช้แสงสีสวยตามหากันจนเจอ
เมื่อมันได้เห็นหน้าใบหน้าอัปลักษณ์ของกันและกัน แสงคู่นั้นก็ดับลง
แล้วอยู่ด้วยกัน ใต้แสงจันทร์ ในวันที่ไม่มีแสงไฟ

ผมฟังแล้วคิดถึงคน





 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2551 1:46:07 น.
Counter : 279 Pageviews.  

ทางกลับกัน




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2551 16:55:44 น.
Counter : 177 Pageviews.  

The reas-on a time.

ทั้งที่มั่นใจว่าผมนั่งอยู่ตรงนี้นานกว่า 2 นาที
แต่เพลง ‘The reason’ ของวง ‘Hoobastank’ ช่วงกลางเพลงก็ดังขึ้น
จำได้เลือนรางปนเข้ม ว่าเคยคลั่งเพลงนี้อยู่ร่วมเทอมสมัยเรียน
ถึงขั้นว่าเคยนั่งเขียนเนื้อเพลงนี้ไปให้ผู้หญิงที่รักอยู่หน
บรรจงลายมือสุดห่วยของตัวเอง เขียนใส่สมุดบันทึกของตัวเอง
ด้วยความรู้สึกที่ว่า เธอคือเหตุผลของการใช้ชีวิตจริงๆ

ผมรู้จัก Hoobastank ด้วยเพลงที่ไม่ซาบซึ้ง
แถมยังเป็นเพลงที่ชวนให้ย่าให้พ่อเดินขึ้นมากระโดดถีบคอมฯ อีกต่างหาก
โดยสันดานแล้วเป็นคนที่ใจไม่กว้างเปิดรับเพลงโน่นนี่เข้ามามั่ว ถึงแม้จะมีอัลบั้มของวงนั้นนี้อยู่ครบถ้วน
ผมก็ยังคงฟังอยู่เพลงเดียว วนไป วนมา ซ้ำเป็นพันรอบ ฟังทุกที่ ทุกเวลา ด้วยเพลงเดียว

The Reason เป็นหนึ่งที่บังเอิญ Winamp ของผมพาผ่านไปฟัง
ก่อนที่มันจะกลายเป็นเพลงที่คอมฯ หรือ MP3 ของผมต้องสบถด่าทอ
ว่าเบื่อเต็มทีกับการเล่นวนเวียนไปมาอย่างรู้เบื่อ - แต่ผมไม่รู้เบื่อ

“the reason is you.”

ความหมายของเพลงช่างยิ่งใหญ่
ชีวิตหนึ่งจะมีสักกี่คนที่เป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงตัวเองของใครสักคน
เปลี่ยนจากชีวิตที่ดำมืด เทาเข้ม เป็นสีสว่างสดใส
คนที่ไม่เคยมั่นใจ ไม่เคยแม้คิดสักนิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ
คนที่มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยที่จะเหมาะสมกับใคร
แต่ใครสักคนทำให้เขาก้าวออกไปบอกรัก ด้วยข้อความที่ไม่มีคำว่ารักผสมอยู่เลยสักประโยค
เหตุผลสำหรับคนขี้อาย ที่ไม่กล้าบอกรักใครตรงๆ เหตุผลที่ทำให้เขากล้าจะบอกให้เธอคนนั้นรู้
ว่าเธอมีอิทธิพลกับเขาแค่ไหน – เหตุผลคือเธอคนนั้นคนเดียว

แต่อย่างว่า ‘เหตุผล’ ของการเปลี่ยนแปลง ที่ยิ่งใหญ่กว่าเธอคนนั้น
คือเธอที่ชื่อว่า ‘กาลเวลา’

กาลเวลานำพาเราไปพบกับมวลอากาศที่หอบสรรพสิ่งที่อยู่ทั่วจักรวาล
วนเวียนมากระทบกระแทกประสาทสัมผัสของตัวเรา
ไม่เว้นแม้เธอ – ไม่ว่า ‘เธอ’ คนไหน

"คนๆ เดียวกัน เป็นตัวแปรต่างไป ในเวลาต่างกัน"
ไม่รู้ว่าท่อนไหนในเพลงบอกผมว่าอย่างนี้

ก็นั่นสินะ…
เราจะเป็นเหตุผลของกันและกันเพื่อให้รักยังคงอยู่อีกนานแค่ไหน
หรือจะเพียงแค่ช่วงเพลงนี้จบเท่านั้น?

หรือตลอดไปไม่รู้จบ อย่างที่ผมไม่รู้เบื่อเพลงนี้สักที

“ the reason is you.”
เพลงตอนจบเสียงดังเป็นพิเศษ
ไม่รู้ว่าทำไม? – เหตุผลก็คงเป็นอย่างเดิม
ว่ากันไปตามเพลง




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2551 23:50:16 น.
Counter : 157 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.