Dinner31
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Dinner31's blog to your web]
Links
 

 

นกกระจอกบอกมา

ถ้าใครโดยสารไปมาระหว่างสถานีรถไฟฟ้าสถานีอโศกกับรถไฟฟ้าใต้ดินสุขุมวิทช่วงหลายเดือนนี้
คงได้เห็นซากนกกระจอกนอนตายอยู่ตรงบริเวณนอกกระจกทางเชื่อมบันไดเลื่อนระหว่างรถไฟฟ้าสองระดับนี่
ผมเห็นมันครั้งแรกสุดเมื่อ 5 เดือนก่อน จนวันนี้ก็ยังเห็นว่ามันนอนนิ่งอยู่ที่เก่าส่วนคนผ่านมาผ่านไปก็ยังดูดายเหมือนเดิม
สภาพของนกตัวนั้นไม่ต่างจากเมื่อหลายเดือนก่อนนักคือแห้งผากติดพื้นสไตล์ซากศพตากแดดจ้า
เบ้าตาแหว่งเว้า ขนยู่ยี่เยิ้มมันชวนกินข้าวไม่ลง นี่ถ้ามันลุกขึ้นมาเดินได้ก็ไม่ต่างจากซอมบี้หมาใน Resident Evil เท่าไร

ผมชอบนกกระจอก
ที่จริงชอบสัตว์ที่ตาโต มีนัยน์ตาวาววับ เช่น ยีราฟ เต่า กุ้ง หรือแมวเวลากลางคืนที่นัยน์ตาดำเริ่มเปิดโตเบิกกว้าง
มันดูน่ารัก มีเสน่ห์ เป็นมิตร น่าเข้าใกล้ น่าค้นหาดีครับผมว่า (เอ่อ…ไม่เกี่ยวกับผู้หญิงใส่ Big eyes นะครับ)
นกกระจอกถึงแม้จะมีดวงตาไม่ใหญ่พอที่จะทำให้ประทับใจได้ แต่มันมีกระพุ้งแก้มสีดำที่คล้ายกับว่าเป็นดวงตากลมโต
(โชว์โง่-ที่จริงผมเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีนี่เองด้วยซ้ำว่านั่นไม่ใช่ตาของมัน!)

อีกอย่าง เพราะชื่อของมัน ‘นกกระจอก’ ฟังแล้วมันเหมือนเป็นนกที่พร้อมจะให้คนธรรมดาสามัญเข้าใกล้ได้เสมอ
เป็นนกกระจอกกระจอกที่ไม่สูงส่งเกินเอื้อมคว้า ไม่สูงค่าเกินตัวผมเอง-
-ผมที่เป็นคนธรรมดา ไม่ถึงกับกระจอก (บางทีอาจใช่) คงไม่เหมาะกับการไปดูนกเงือก นกเหยี่ยว หรือนกน้อยสุภาพร (ไม่ขำ!)
แล้วมันก็ใกล้ชิดกับคนเราเพราะว่าเป็นนกที่พบง่ายที่สุดในละแวกบ้านมนุษย์ด้วย

วงศ์นกกระจอกมีมากกว่า 57 สายพันธุ์ทั่วโลก เรามีนกลักษณะนี้ร่วมโลกเดียวกันประมาณ 390 ชนิด
แทบทุกสายพันธุ์เป็นนกที่อยู่ค่อนข้างใกล้ชิดกับมนุษย์อย่างที่ผมว่า
สำหรับนกกระจอกในประเทศไทยคือ ‘นกกระจอกบ้าน’ มีชื่อสากลว่า Passer Montanus Malaccensis – เท่กว่าชื่อจริงเราเราอีก
แต่สงสัยมาตั้งแต่เริ่มรู้จักมัน ว่าทำไมคนไทยถึงอุตริขนานนามว่ามันเป็นนกกระจอก?
กระจอกยังไง? กระจอกทำไม? กระจอกได้อย่างไร?

ไม่รู้ว่าตำราไหนเขียนว่าไว้อย่างไร แต่ผมเดาเอาส่งส่งว่าอาจเป็นเพราะมันหาดูได้ง่ายเกินไป
กระจอกเกินไปที่จะให้ความสนใจ ไม่เหมือนนกวงศ์ตระกูลอื่น นกเงือก นกอินทรี เหยี่ยว หรือนานาพันธุ์ที่คนเราเห็นได้ไม่ง่าย
หรืออาจเป็นเพราะมันเป็นนกที่ใกล้ชิดคนจนเกินไป ทำรังอยู่บนบ้าน บนหลังคา บนต้นไม้ในสวนสวย
พอนกกระจอกแตกรังทีก็วุ่นวายหนวกหูกันไป เหมือนที่คนชอบว่ากันเองว่า ‘เสียงดังยังกับฝูงนกกระจอกแตกรัง’
มันไมได้หมายความว่าอึกทึกครึกโครมนะครับ มันหมายความว่าน่ารำคาญจนอยากปาก้อนหินใส่
หรือจะเป็น ‘รังนกกระจอก’ ทำเลทองแหล่งรวมตัวของนักข่าวหลากสำนักนั่นดี ฝูงนกกระจอกสื่อสารที่รวมตัวกันแลกเปลี่ยนข่าวสาร
วุ่นวายพอกัน-น่ารำคาญพอกัน-และอาจไม่น่าเชื่อถือพอพอกัน (นอกเรื่องไปหน่อย-ขออภัย)
แถมนกกระจอกยังอึเรี่ยราดไม่เป็นที่เป็นทาง ทำรังไม่เป็นหลักแหล่ง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
ครั้นจะไล่ก็ไม่ได้เพราะมันบินได้คล่องว่องไวและสูงเกินไปกว่าระยะไม้-ระยะมือของมนุษย์
ก็เลยพานไปด่าว่ามัน ‘ไอ้กระจอก’ ตามสไตล์มนุษย์ขี้โมโหผู้ประกอบอาชีพนักอิจฉา

แต่รู้ไหมว่า นกกระจอกมันทำอะไรกันบ้าง
*** ขออธิบายตามความรู้สึกอย่างผู้ที่ไม่มีความรู้ ***
นกกระจอกมีชื่อตามพื้นเพของมันคือ ‘Passer Mountanus’ นั่นมีความหมายตามภาษาละตินว่าเป็นนกแห่งหุบเขา
ไม่ใช่เกิดมาเพื่ออยู่ในเมืองสกปรกอย่างทุกวันนี้นะครับ เขาอยู่บนภูเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง
คิดจะทำรังที่ไหนก็ได้ไม่ต้องบากหน้ามาให้คนด่าหรือต้องทนมือ-เท้าพวกมนุษย์หลังตรงบ้างคดบ้างอย่างเราเท่าไร
เขาอุตส่าห์ยอมทิ้งบ้านตัวเองมาอยู่ในเมืองที่อากาศก็เลวร้ายกว่าปากปล่องภูเขาไฟหน่อยเดียว
ผิดกับนกชนิดอื่นที่เอาตัวรอดอาศัยอยู่ในป่าสบายแฮส่งเสียงร้องดังลั่นป่าแล้วคนก็บูชาว่า “โอ้ ช่างเป็นเสียงธรรมชาติที่อลังการเสียจริง”
(บางทีถ้านกกระจอกอยู่แต่ในป่าอาจจะถูกเปลี่ยนชื่อก็ได้ คนคงแห่ไปเรียกว่าคุณนกกระจอก!)
ลองคิดดูสิครับว่าถ้าเราไม่มีนกกระจอกที่หอบเสื่อหอบหมอนจากป่ามาอยู่เมืองกำจัดแมลงโน่นนี่ที่เขาอุตส่าห์ขจัดไปให้กี่ล้านตัว
ถ้าเขาไปลงมือลงไม้เอง มนุษย์หน้าไหนจะยกมือมาแก้ปัญหา
ต้องใช้เวลารอเบิกงบ-รออนุมัติอีกกี่ปีกว่าพวกรัฐบาลกระดองหนาจะคลานถึงเพราะมัวแต่เล็มต้นผลประโยชน์ริมทาง
ไหนจะพวกมักง่ายที่ทิ้งเศษข้าวโน่นนี่เรี่ยราดแทนที่จะปล่อยให้บูดคาพื้นหรือรอให้มดมาขึ้นกัดลูกกัดหลาน เรียกหนู เรียกแมลงสาป
ก็ได้นกกระจอกนี่ใช่รึเปล่าที่เป็นตัวช่วย (ถึงเป็นตัวช่วยที่อาจดูแล้วน่ารำคาญสำหรับบางคนจนได้รับฉายาว่าเป็นตัวการทำลายยุงฉางข้าว
-แต่ถึงมีประโยชน์แค่น้อยนิด พวกมันก็ยังลงมือทำนะครับ!)
หลายครั้งที่ผมรู้สึกตัวว่าควรจะเข้านอนได้แล้วหลังจากทำตัวผิดธรรมชาติมนุษย์นานจนถึงตี 4 ตี 5 ก็เพราะเสียงจุบจิบของเหล่านกกระจอกในตอนเช้า
พวกมันใช้ความเป็นธรรมชาติของพวกมันเตือนให้ผมได้รู้ว่า ‘เกินไปหน่อยแล้วนะ’

มีอีกหลายเรื่องราวที่นกกระจอกออกเสียงหรือบินโฉบไปมาเพื่อบอกอะไรมนุษย์
เคยได้ยินเรื่องนกกระจอกในห้องต่อโดมิโนไหมครับ จะเล่าให้ฟัง
ที่ประเทศเนเธอแลนด์ทุกทุกปีจะมีจัดแสดงการต่อโดมิโนระดับชาติ มีการถ่ายทอดสดกันเอิกเกริก
ประมาณว่าแข่งขันกันขับเคี่ยวจริงจัง ผู้ที่ต่อได้ยาวอลังการจนได้รับรางวัลก็โอ้อวดกันได้ เป็นศักดิ์ศรี เป็นหน้าเป็นตาใหญ่โต
ปีหนึ่งเมื่อวันแข่งขันบรรจบมาถึง โดมิโนหมื่นแสนชิ้นถูกวางเรียงกันอย่างสวยงามรอฤกษ์ยามทิ้งตัวเรียงโรย
นกกระจอกตัวหนึ่งบังเอิญบินหลุดเข้ามาในห้องแข่งขัน มันโฉบมาโฉบไปจนไปกระแทกถูกโดมิโนล้มลงไปอย่างไม่มีฤกษ์ยาม
คณะผู้จัดงานโมโหยกใหญ่เพราะโดมิโนที่ล้มไปนั่นจำนวนไม่น้อย เห็นว่ากันว่าหลักพันชิ้น
พวกเขาไม่ลังเล คว้าปืนยิงนกกระจอกตัวนั้นตายทันที

มีคนเคยวิเคราะห์ถึงกรณีนกกระจอก Vs. โดมิโนนี่ไว้ว่า
เขาคิดถึงการสังหารหมู่ชาวยิวในค่ายกักกันของพรรคนาซีเยอรมันสมัยสงครามโลกโน่น
เขาคิดถึงสงครามโลก สงครามระหว่างประเทศ ที่มีมนุษย์จำนวนหนึ่งฆ่ามนุษย์ที่พวกเขาคิดว่าอ่อนด้อยน้อยค่า
-เป็นมนุษย์กระจอก-
-ที่พวกเขาก็พร้อมที่จะปลิดชีวิตนั้นอย่างไม่ลังเล เพราะไร้ประโยชน์ที่จะปล่อยให้หายใจ
กลับกัน เขาพร้อมจะเก็บมนุษย์ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเองอย่างยินดี
ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ความมีชีวิต-ไม่ใช่และไม่มีทางใช่เลยสำหรับมนุษย์ประเภทนี้
ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองหรือผู้ใหญ่ในสังคมที่พร้อมจะทิ้งประชาชนตาดำดำได้ง่ายดาย
เพียงเพราะต้องการผลประโยชน์ปากท้องตัวเอง
บางทีอาจไม่ใช่แค่ปากท้อง-แต่อาจแค่เพื่อเพชรพลอยไข่มุกประดับห้องส้วมของตัวเองเสียด้วยซ้ำไป

น่ากลัวว่าเราทุกคนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อใต้การสยายปีกของคนระดับศีลธรรมขั้นกระจอก
ที่ดันมีอำนาจบาตรใหญ่แถมครอบครองความชั่ว เราสามารถซวยได้ทุกแห่งหนไม่จำกัดเวลา
แล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่าโลกจะพินาศลง ไม่ต้องโทษว่าโลกร้อน โลกเรื้อน หรือโลกเป็นอะไร
แต่ที่มนุษย์ต้องสูญพันธุ์นั่นไม่ใช่เพราะใครเลย นอกจากมนุษย์เอง
เพราะวิธีการคิด-วิธีการทำของพวกเรามันเลวมากไป-ร้อนไป-เรื้อนไป

รู้ไหมครับว่านกกระจอกเป็นนกที่จับคู่กันแบบตลอดชีวิต
เมื่อมันได้พบคู่ของมันเมื่อไร มันจะอยู่ด้วยกันไปตลอด จนกว่าจะมีฝ่ายใดตายจากไปเสียก่อน
(นกบางชนิดดราม่ากว่านี้มากครับ อย่างเช่นนกเงือก-เมื่อคู่ตายลง มันจะตรอมใจตายตามในเวลาอันสั้น
-บางชนิดถึงกับทิ้งตัวลงจากท้องฟ้าเพื่อฆ่าตัวตายตามคู่ของมัน)
แต่ผู้หญิงที่เพิ่งสวนผมลงบันไดเลื่อนผ่านไปเมื่อสักครู่กับผู้ชายคนหนึ่ง
จำได้เลาเลาว่าเขาไม่ใช่คนเดิมที่เคยเดินกับเธอที่ผมเพิ่งเจอเมื่อไม่กี่วัน

ศพนกกระจอกที่นอนไม่กระดิกกระเดี้ยวตัวนั้นดูไร้ค่า
เพราะมันดันเกิดมาผิดที่ผิดทาง หรือให้คนเราพบเห็นมากเกินความจำเป็น
แถมชื่อ ‘กระจอก’ ของมัน ยิ่งบั่นทอนให้คุณค่าชีวิตของตัวเองยิ่งลดน้อยด้อยลงไปอีก
มันจึงนอนตายอย่างไม่มีใครสน ไม่มีใครเห็นใจ เดินผ่านมาไปอย่างไม่ไยดี
แม้แต่ศพก็ยังถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นได้นานหลายเดือน
(สงสัยว่า รฟม. คงอยากปล่อยไว้ให้ผู้โดยสารเสพสมประกอบเช้าอันสดใสหรือยามเย็นอันเหนื่อยล้า
-แต่ที่จริงอาจเป็นเพราะมันอยู่ตรงกลางระหว่างรถไฟลอยฟ้า กับ รถไฟใต้ดิน เหมือนตำรวจชอบแบ่งแยกกันว่านี่มันเขตใคร
-เปล่า ไม่ได้แย่งกันทำงานหรอกครับ แข่งกันเกี่ยงงานกันมากกว่า!)

เกิดคำถามในใจอีกนิดหน่อย
ว่าทำไมคนเรา (มนุษย์) เมื่อตายลงแล้วใครมาพบเห็นกลับต้องกระวีกระวาดรวมถึงจัดแจงพิธีศพให้
แถมพากันชี้ชวนให้ทบทวนระลึกถึงผู้ตายกันออกหน้าออกตา
ทั้งที่คนเราก็เห็นหน้ากันทุกวันยิ่งกว่าหน้านกกระจอก แถมเราก็ยังก่อความเดือดร้อนให้แก่กันทุกวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เอ...
หรือว่าเราแค่ไม่ได้ชี้ชัดและระบุไปตรงตรงเสียที
ว่าแท้จริงพวกเรานั้นมัน ‘กระจอก’ เพียงใด
ี้




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2551    
Last Update : 29 ตุลาคม 2551 2:54:40 น.
Counter : 428 Pageviews.  

คุณ / ค่า ?

วันนี้ไปดูเขาแข่งขันชิงแชมป์นักควงปากกาแห่งประเทศไทยมาครับ
เห็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์มาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนว่ามีรอบคัดเลือก 2 วันก่อนจะมาชิงกันวันนี้
เปล่า ผมไม่ได้เป็นผู้ชาญฉกาจด้านควงปากกาถึงขนาดต้องติดตามดูว่าวงการเรามันไปถึงไหนแล้ว
แค่ลากปากกาให้เป็นเส้นตรงยังไม่ค่อยได้ แล้วจะประสาอะไรกับเอาปากกามาหมุนไปหมุนมาบนข้อนิ้ว
เคยลองหมุนเล่นเล่นดูเองบ้างบางโอกาสที่เห็นคนอื่นเขาควงโชว์แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลและไม่มีกระใจอยากฝึก
แต่ก็ชอบดูพวกที่มันทำเก่งเก่ง เคยเห็นคลิปที่การควงปากกาชั้นเซียนสยบสามโลก เหมือนมันเอาเชือกมาพันนิ้วแล้วสะบัดปากกาไปอย่างนั้นเอง
ดูไปคล้ายจะขี้โกง แต่คิดไปคิดมาก็ไม่รู้ว่ามันจะมาโกงมาโชว์ทำหวีเสนียดอะไร
แต่ได้ดูกี่ทีกี่หนก็ยังคงตระการตาและต้องดูต่อจนจบทุกครั้ง

ดังนั้น ดังนี้ วันนี้มีประกวดควงปากกา มีโอกาสได้เห็นโปรโปรเขามาชิงชัยขับเคี่ยวกันให้เห็นกับตา เรื่องอะไรจะพลาด
หมายหมั้นปั้นมือไว้เล็กน้อยว่าจะเอาคนชนะมาเชิดชูบูชาประกาศศักดาบนหน้ากระดาษสักหน่อยด้วย
(นานนานจะทำตัวเป็นคนทำงานที่เอาการเอางานสักครั้ง-ปรบมือ)

ซึ่งก็สมใจอยากครับ ได้เห็นลีลาของจริงกันกับตา เล่นเอาต้องครางฮือฮาเป็นระยะตลอดเวลาการแข่งขัน
เป็นการคอนเฟิร์มกับผมว่าในคลิปที่เคยเห็น พวกมันไม่ได้โกงนะ มันมีคนที่ครอบครองทักษะด้านนี้อยู่จริงแท้
นานนานจะได้เห็นการแข่งขันแบบเฉพาะทางแบบนี้สักครั้งหนึ่ง การแข่งเกมออนไลน์ก็เฉพาะทางเหมือนกันแต่ก็เห็นได้บ่อยกว่าควงปากกาแน่

วงการควงปากกาไม่ใช่ธรรมดาปาหี่ครับ
ถึงการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย มีจุดประสงค์เพื่อหาตัวแทนจากประเทศไทยไปแข่งขันต่อที่ประเทศเกาหลีใต้
แต่เกาหลีกับญี่ปุ่นเขามีแข่งขันควงปากกากันมาหลายปีแล้วครับ แถมปีนึงจัดสองครั้งด้วยซ้ำไป
แล้วคนเข้าร่วมแข่งขันไม่ใช่แค่หลักร้อยอย่างแค่บ้านเรา เขาว่ากันเป็นพันเป็นหมื่น สมาคมควงปากกาของประเทศเขาใหญ่ขนาดมีสมาชิกเกือบ 3 แสนคน!
(ประเทศไทยเราก็ไม่ใช่น้อยครับราว 2-3 หมื่น)
ซึ่งไอ้พวกปากกาที่ควงนี่ไม่ใช่ปากกาธรรมดากิ๊กก๊อก แต่มันต้องผ่านการโมดิฟายให้เหมาะสมกับการควงแบบจริงจัง (ทำอะไรก็ต้องทำให้มันสุด!)

ส่วนกติกาการแข่งขันก็จับกันไปเป็นคู่คู่แบบ Head-to-Head ไต่เข้ารอบมาเรื่อย
ทุกคนมีเวลา 1 นาที จับเวลาด้วยระบบดิจิตอลที่ต้องใช้มือมากดเครื่อง (จะบอกทำไมไม่รู้) เพื่อควงปากกาให้กรรมการทั้ง 4 ท่านชม
ซึ่งกรรมการจะให้คะแนนจากความยาก-ง่ายของแต่ละท่าที่ใช้ ความพลิ้วไหว ความคิดสร้างสรรค์ ความผิดพลาด คล้ายกับยิมนาสติกลีลา ใครได้คะแนนน้อยกว่าก็ตกรอบไป
ไอ้กรรมการเวทีนี้เพี้ยนดีครับ นอกจากจะเป็นพิธีกรบนเวทีเองแล้ว ยังประกาศคะแนนเป็นทศนิยมให้ผู้เข้าแข่งขันบวกเอง ใครคิดเลขไวก็รู้ผลก่อน
“ผลออกมาแล้วครับ หมายเลข 63 ได้คะแนน 2.7 7.5 4.4 และ 6.9 ครับ ส่วนหมายเลข 24 ได้ 2.9 6.6 5.1 และ 7.2 ยินดีกับผู้เข้ารอบด้วย เฮ”
บางทีคนแข่งลงเวทีไปแล้ว คนชมยังไม่รู้เลยว่าใครแพ้ กว่าจะรู้ก็ตอนที่มันเข้ารอบมาแข่งอีกรอบนึงแล้ว

โดยรวมแล้วบรรยากาศการแข่งขันแตกต่างจากที่ผมจินตนาการไว้เล็กน้อย
ทีแรกคิดว่าจะเต็มไปด้วยวัยรุ่นอายุ 18-25 ผู้คร่ำหวอดในวงการควงปากกา
แล้วงานจะต้องหงอยหงอยเงียบเงียบ เพราะมีเฉพาะคนในกลุ่มคนควงปากกาเท่านั้นที่สนใจ จะมีสักกี่คนแบบผมที่เกิดสนใจอยากจะดู
แต่ผิดคาดครับ ผู้แข่งขันทั้งหมดล้วนเป็นเด็กประถม-มัธยม เป็นผู้ชาย 98 เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงน้อยมาก ก ก ก
ไม่รู้ว่ารอบอื่นจะมีผู้หญิงบ้างไหม แต่เท่าที่เห็นในรอบชิงชนะเลิศวันนี้มีอยู่ 2 คนจาก 64 คน
ส่วนบรรยากาศก็ไม่ได้เลวร้าย เฮฮาปาร์ตี้ แถมเปิดเพลงอึกทึกตลอดเวลาแม้เวลาผู้แข่งขันต้องการใช้สมาธิโคตรโคตร
(เหมือนกับต้องการท้าทายว่าถ้าสมาธิมึงดี อรหันต์จริง มึงต้องไม่หวั่นไหวนะครับ พี่ทีมงานก็เลยกดเพลง Low: Step up 2 the Streets ตลอดการควง-
-แล้วก็เงียบที่สุดตอนผู้แข่งขันเดินขึ้นเวที ไม่รู้ว่าใช้ตรรกะไหนคิด)
และเมื่อจัดอยู่กลางห้างสรรพสินค้าฟอร์จูน ผสมกับเพลงแดนซ์ที่เปิดดังกว่าร้านเบบี้บลิงค์ยุคปลายเด็กเดฟครองเมืองก็เรียกคนเข้ามาร่วมชมได้เยอะพอสมควร
มีคนสนใจเยอะจนน่าชื่นใจ ตลอดเวลาที่ผมนั่งดูอยู่ก็สังเกตได้ว่ามีคนที่เดินผ่านไปมาหยุดดูตลอดเวลา
ไม่ได้แค่หยุดว่าไอ้พวกเด็กหัวเกรียนนี่ทำอะไรกัน มึงใส่เสื้อสีเหมือนกันทำไม และควงปากกาหาวิมานอะไร
หลายคนยืนดูจนจบการแข่งขันกินเวลาหลายชั่วโมง บางคนลากเก้าอี้มานั่งดูเป็นกิจจะลักษณะกันไปเลย
แต่ก็เหงาแทนอยู่บ้างตรงที่เห็นว่าใบลงทะเบียนสื่อมวลชนที่วางอยู่ตั้งหนึ่งหนา 20 แผ่น แต่มีคนเซ็นแค่บรรทัดเดียว แถมรายเดียวรายนั้นคือ True
(อ้อ! การแข่งขันครั้งนี้มีผู้สนับสนุนหลักคือ True ครับ!)

แต่ที่ไม่ผิดคาดนักคือผู้เข้าแข่งขันแทบทุกคน อยู่ในข่าย ‘เนิร์ด’
ซึ่งตรงตามคุณลักษณะนิยามของคนทั่วไปดังนี้
เนิร์ดต้อง:
1.ใส่แว่น (กรรมการในงานนี้ใส่แว่น 3 จาก 4 คน)
2.สวมเสื้อยืดตัวโคร่งเต็มไปด้วยสีสันที่เกินความจำเป็น หรือเสื้อสีตุ่นหรือเรียบจัดหรือลายธรรมดาเกินคนทั่วไปมองเห็น
3.กางเกงขาสามส่วนหรือขากระบอกเท่านั้น-แน่นอนว่าไม่ใส่ Levi’s หรือ Camel
4.รองเท้าเชยเชยเข้าข่ายคล้ายรองเท้าพระ ในบางกรณีจะเป็นรองเท้าวิ่ง-ที่มาใส่เดินห้าง
5.ใช้กระเป๋าเป้สะพายข้างไร้ดีไซน์หรือเป้สะพายหลังที่ไม่ค่อยมีอะไรบรรจุอยู่
6.บางรายมักยืนกางการ์ตูนอ่านอยู่กับที่พร้อมด้วยเครื่องแต่งกายข้างต้น
7.ดูจากภายนอกแล้วฟันธงได้ว่าเป็นเด็กเรียนดีมากมาก (หรือไม่ก็ไม่ดีมากมากไปเลย)
8.หน้าตาง่วงงัวเงียเหมือนไม่ค่อยมีเวลานอน สาเหตุคือไม่อ่านหนังสือดึก ก็เก็บเลเวลดึก หรืออ่านการ์ตูนตะลุยทีเดียว 45 เล่มจนดึก
9.เดินตัวห่อห่อแบบไม่ค่อยมั่นใจ (ยกเว้นเมื่ออยู่ใกล้กับบุคคลประเภทเดียวกัน สันนิษฐานว่าจะโดนเพื่อนผู้ไม่เนิร์ดแซวจนเซ็ง)
10.หัวเกรียน (คนละเรื่องกับคนบ้าเกมด่าชอบด่าเด็กบ้าเกมเหมือนอย่างมันที่อยู่ในวัยมัธยมหรือคนที่เล่นเกมอย่างไร้มารยาทว่าเกรียนนะ)
11.เมื่อเนิร์ดอยู่ใกล้เนิร์ด พลังความเนิร์ดจะยิ่งเปล่งปลั่ง สุกสกาวสว่างไสว สามารถสังเกตได้ง่ายกว่าปกติ
(คุณลักษณะเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามทัศนคติที่อินดี้ส่วนบุคคล สามารถยืดหยุ่นได้ตามอัธยาศัย)

อย่าเพิ่งคิดว่าผมอคติกับเด็กเนิร์ดนะครับ ถึงแม้จะมีบางคนที่น่าหมั่นไส้จนอยากกระโดดถีบติดกำแพงโบสถ์บ้างก็ตามที
ตรงกันข้าม, ผมค่อนข้างจะชื่นชมด้วยซ้ำกับคนที่ชอบอะไรจนทำเป็นชิ้นเป็นอันได้
เหมือนเวลาที่ดูรายการ ‘ทีวี แชมป์เปียน’ เห็นใครที่ใช้ชีวิตจดจ่อกับอะไรสักอย่างจนฉกาจฉกรรจ์ได้ขนาดนั้นมันก็น่าประทับใจ
สุดยอดนักต่อเลโก้ สุดยอดนักตกแต่งหน้าเค้ก สุดยอดนักจัดตู้ปลา สุดยอดนักตกแต่งห้องชุด สุดยอดนักลูกข่าง สุดยอดนักทำแก้ว
สุดยอดนักประดิษฐ์ลูกโป่ง สุดยอดนักเรียนมารยาทดี สุดยอดผู้ใช้ตะเกียบ สุดยอดนักบังคับรถตัก สุดยอดนักเลื่อยยนต์ ฯลฯ
หรืออย่างนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงภูมิหลายคนก็อยู่ในข่ายนี้ แล้วผลงานของเขาก็ธรรมดาที่ไหนกัน
ความคิดความอ่าน ความสามารถเกินมนุษย์สามัญอย่างเราเราไม่รู้กี่ขุมต่อกี่ขุม

บางครั้งผมอยากจะเป็นเด็กเนิร์ดกับเขาบ้างเหมือนกัน
หลายอาทิตย์ก่อน มีคนถามผมว่าสนใจอะไรเป็นพิเศษจนขนาดที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของมันได้อย่างถนัดชัดเจน ผมคิดอยู่หลายวันแล้วก็ค้นพบได้ว่าตัวเองไม่มีเลย
พี่คนหนึ่งเคยบอกผมว่า บางทีการทำงานด้านเดียว เรื่องเดียว มันแสนจะน่าเบื่อก็จริง แต่สิ่งที่ได้มาคือความถนัดจัดจ้านซึ่งมันก็คุ้มค่า
ถึงจะชอบหรือไม่ แต่สิ่งที่ได้รับซึมซับมามันก็ล่องลอยอยู่ใกล้ตัวให้ได้ใช้หาเสมอหากต้องการ ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี ยิ่งรู้ลึกก็ยิ่งได้เปรียบ
แต่ถ้ารักที่จะทำมัน จะวิเศษแค่ไหนถ้าเราได้ใช้เวลากับสิ่งที่รักอย่างเต็มที่

สุดยอดนักอ่านการ์ตูนจากรายการทีวีแชมป์เปียนคนหนึ่ง เขาเล่าประวัติของตัวเองให้ฟังผ่านรายการว่า
เขาลาออกจากงานประจำที่กำลังรุ่งโรจน์ด้วยสาเหตุที่ว่า “ไม่มีเวลาอ่านการ์ตูน”
จากนั้นเขาก็ออกจากงานแล้วมาเปิดร้านเช่าการ์ตูนของตัวเอง
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นมองว่ายังไง แต่ผมมองว่า นี่ละ-คุณค่าของการใช้ชีวิต
คือการทุ่มเทให้กับสิ่งสิ่งหนึ่งอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
เหมือนกับการที่เกิดมาแล้วอยากรักใครสักคนให้เต็มหัวใจ ตามเขาไปให้สุดลมหายใจที่มี
ถึงแม้จะมีใครมาบอกว่า “เผื่อใจไว้บ้าง” ก็ไม่ต้องชะงักยั้งคิด
ผมรู้ว่าทำไมคำเตือนนั่นมันจึงไม่มีผลต่อเขา
เพราะคำว่า ‘รัก’ ที่แท้จริง มันย่อมไม่ทำร้ายเราหรอกครับ

จากข้างล่างเวทีตรงนี้ มองขึ้นไปผมเห็นเด็กหัวเกรียนใส่แว่นหลายคนกำลังขับเคี่ยวแข่งขันควงปากกากันอย่างเมามัน
ดูผิวเผินมันช่างเป็นการแข่งขันที่ไม่เท่เอาเสียเลย อาจจะน่าสนใจสำหรับผม-แต่มันไม่เท่

เคยดูโฆษณาน้ำหอมผู้ชายชุดนึง ผมว่าทุกคนต้องเคยผ่านตามาบ้าง
ในเรื่อง, พระเอกถูกเพื่อนฝูงยกย่องว่าเป็นแชมป์ชักว่าว (อย่าคิดลึกกว่านี้เลยครับ) เขาภูมิใจนักหนา แต่ดันกลับถูกผู้หญิงที่หมายปองมองว่า “แล้วไง”
นึกแล้วก็ขำ ผมว่า ‘แชมป์ควงปากกา’ นี่มันช่างคล้ายกับ ‘แชมป์ชักว่าว’ นั่นชะมัด

แต่เมื่อลองคิดดีดี ไอ้คนที่ควรจะถูกมองว่า “แล้วไง” น่าจะเป็นเราเองมากกว่า
เราที่ได้แต่อยู่ด้านล่างเวทีและไม่มีอะไรเลย
คำโฆษณาชุดนั้นบอกว่า “น้องน้อง โฟกัสให้มันถูกจุดหน่อย” – ไม่รู้ว่าน้ำหอมยี่ห้อนี้กลิ่นเป็นยังไง แค่คำนี้มันมีกลิ่นที่ดีชะมัด

เด็กเนิร์ดบนเวทีคนนึงที่เพิ่งได้ตั๋วเครื่องบินข้ามประเทศไปแข่งขันควงปากกาที่เกาหลีใต้บอกผมผ่านรอยยิ้มของเขาว่า
บางทีคนเราควรจะเกิดมาเพื่ออะไรสักอย่าง มีอะไรสักสิ่งที่ชัดเจน รักที่ดูเป็นรูปธรรม
ก็อาจจะตอบคำถามที่ว่า “ ‘ค่า’ ของ ‘คุณ’ อยู่ตรงไหน” ได้อย่างไม่กระออมกระแอม


กลับบ้านมาแล้วก็นึกเสียดาย ที่วันนี้ผมไม่ได้ซื้อปากกาโมดิฟายกลับมาลองหัดควงดูสักแท่ง

--
ใครสนใจอยากมีคู่ควงก็ลองคลิกไปที่ http://www.thaispinner.com
แถม-มีคลิปเชิงวิชาการให้ดูเล็กน้อย โหลดช้าหน่อยก็ทนนิดหน่อยแล้วกัน :




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2551    
Last Update : 27 ตุลาคม 2551 3:43:32 น.
Counter : 156 Pageviews.  

present perfect

ผมได้ยินวลีฮิตติดชาร์ตที่ว่า "อดีตเป็นบทเรียน" มาไม่รู้กี่พันหน
ทุกครั้งที่ได้ยินก็เอาแต่ค้านว่ามันไม่จริงหรอก มันไม่จริง

แต่อดีตคือบทละครซ้ำซ้ำที่ทำให้คนเราได้รู้ 'แนว' ของมัน ง
เหมือนได้ดูหนังรักที่ดำเนินเรื่องมาแบบหนึ่ง เราก็สามารถพอจะเดาได้ว่าฉากต่อไปจะเป็นอย่างไร
บางคนเดาได้ว่าฉากจบจะเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ
ซึ่งแน่นอนว่า บทละครทุกตอน ทุกฉากมันก็ยังคงสามารถเศร้า สุข ทุกข์ตรมได้ตลอดเวลาตามลำดับเรื่อง

แล้วบทละครที่เราต่างจำก็มักเป็นเรื่องราวที่มัน 'สะเทือน' ในใจ
ซึ่งส่วนใหญ่หนีไม่พ้นความเศร้า เป็นเรื่องที่เคยทำร้ายจิตใจของตัวเราเอง
อาจมีบ้างที่เป็นความสุข แต่เมื่อไรที่มันจากหายไปจะเหลืออะไรนอกจากความเศร้า

คนที่อยู่ ณ ปัจจุบันอย่างเข้าอกเข้าใจอดีตทุกลำดับฉากได้ อยู่กันด้วยสันติไม่ต้องรินน้ำตาได้
ไม่รู้ว่าท่านเหล่านั้นมีกระบวนการทางความคิดอย่างไร พอจะรู้มาอย่างเลาเลาว่าใช้วิธีอย่างคนพ่าย
แค่การไม่คิดถึงมันเหล่านั้น ปล่อยความรู้สึกให้หลับใหลตายจากท่ามกลางความจริงที่โหดร้าย
แกล้งทำเป็นลืมไป เหมือนเวลาที่หมุนมาไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นแค่ฝันเพียงตื่น
-หนีความจริง สร้างโลกสมมติมาปิดกั้นตัวเองไปให้รู้แล้วรู้รอด

ผมเป็นคนหนึ่งที่บางทีก็อยากหนีอดีตให้ไกลสุดขอบฟ้า (ขอบฟ้าอาจไม่ไกลพอด้วยซ้ำ)
ไม่อยากพบผ่านสบตาแม้สักวินาที

เพราะอะไรเหรอครับ?
ก็เพราะว่าอดีตสอนให้ผมรู้ว่าอย่าไปคิดถึงอดีต

หวา...ผมตกหลุมพรางตัวเองเข้าเสียแล้ว
อดีตมันเป็นบทเรียนจริงจริงนั่นแหละครับ




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2551    
Last Update : 22 ตุลาคม 2551 21:27:30 น.
Counter : 200 Pageviews.  

ใบ-คำร้อง

ผลรางวัลโนเบลเพี้ยน หรือ Ig nobel prize ประจำปี 2008 ออกมาแล้ว
สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Ig nobel จะขออธิบายอย่างสั้น
มันคือรางวัลสำหรับผู้ที่คิดค้น-ค้นพบทฤษฏีหรือผลการงานวิจัยที่ฟังแล้วต้องร้องประมาณว่า "อ้าว เหรอ เออ ว่ะ!!"
แล้วก็ต้องขำคิกคักปิดท้ายประมาณ 7-8 คิก
แน่นอนว่าผลงานวิจัยเหล่านี้ไม่ได้เท่เท่ารางวัลโนเบลจริงจัง แต่นักวิจัย-นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมส่งผลงาน Ig nobel ไม่ธรรมดาสักคน
หรือ เอ...บางคนก็ธรรมดา ประมาณว่า...
บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานทรงคุณค่ามาหลายต่อหลายชิ้น แต่บางคนก็เป็นเพียงคนไข้ที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล
หรือบางคนเป็นเพียงนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่บังเอิญไปเจอปรากฏการณ์ที่จุดชนวนความคิดเข้า วิจัยต่อยอดกันจนได้ผลสรุป
แล้วบางคนก็เป็นแม่บ้าน เป็นแม่บ้านที่ได้รับรางวัลโนเบล (เพี้ยน) !

รางวัลปีนี้ผมชอบใจสาขาสันติภาพมากที่สุด
เปล่าครับ, เขาไม่ได้คิดค้นแนวคิดสารพัดวิธีที่จะมาระงับความมาคุระหว่างจีน-สหรัฐ หรือแมว-หมา
แต่คณะกรรมการจริยธรรมของรัฐบาลกลางสวิสเซอร์แลนด์เกี่ยวกับไบโอเทคที่ไม่ใช่มนุษย์
พร้อมกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์
เขาเรียกร้องสิทธิ ศักดิ์ศรี ของ 'พืช' ว่าควรถูกปกป้อง ดูแล และมีสิทธิในความปลอดภัยเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์
ประมาณว่ามีญาติพี่น้องเป็นป่า เป็นเขา เป็นต้นไม้ ใบหญ้า
ผมได้ยินแล้วคิดว่านี่มันเท่เกินไปกว่าที่จะเป็น Ig nobel รึเปล่า
แต่ก็ช่างกรีนอะไรอย่างนี้ เหมาะกับกระแสที่โลกนี้แปดเปื้อนไปด้วยสีเขียว
(ขอโทษ ไม่ใช่เขียวจากป่า แต่จากสีสกรีน)

เรื่องกรีนหรือไม่ไม่ใช่ประเด็น
แต่ผมเคยคิดเล่นเล่นเหมือนกันว่า ต้นไม้ทุกต้นก็มีชีวิต
มีความรู้สึกเหมือนกับคน ผมเสียวกระดูกอยู่นิดนิดเวลาที่ไปกินสุกี้แล้วเพื่อนหักผักกาดดังป๊อกละก็โยนลงหม้อน้ำต้ม
แล้วเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งได้ดูหนังของ M.Night Shayamalan เรื่อง The happening ที่เกี่ยวกับการเอาคืนมนุษย์จากธรรมชาติยิ่งอิน!

เมื่อปีก่อนหรือปีไหนไม่แน่ใจ เคยเขียนเรื่องประมาณนี้ไว้เล่นเล่นใน MSN Space แล้วก็เซฟเก็บไว้
เขียนห่วยหน่อย แต่ไหนไหนก็ไหนไหน ลองอ่านกันหน่อยก็แล้วกัน

------

หลายวันก่อน ผมเดินอยู่ริมถนนแถวสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าวประตูที่ 2 ใกล้กับอาคารชื่อเข้าใจยาก 'จอดแล้วจร'
วันนั้นฝนตกโปรยปราย ผมพกร่มไปแต่ไม่คิดกางออกมาใช้ เพราะฝนมันเบาเกินไปกว่าจะใช้ร่ม

ยืนรอรถเมล์ ที่มันนานนานจะผ่านมาสักคัน ในขณะที่รถโคตรติด
ลมพัดควันมารมคน ถึงแม้จะค่ำจนไม่มีแสงแดด แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่ามีควันรถมากระทบหน้า
ลมจากฝนพัดแรงบ้างเบาบ้าง ทุกครั้งที่แรงจัดต้นไม้ละแวกที่ผมยีนอยู่ก็หวั่นไหวไปกับกระแสลม

ต้นไม้ริมถนนใน กทม. แทบทุกต้นถูกตัดปลายยอดออก ผมเคยเห็นรถสีส้มส้มของ กทม. มาจัดแจงตัดมันเสียจนกุดอยู่บ่อย
พวกเขาคงกลัวว่ามันจะไปเกี่ยวสายไฟฟ้าจนสร้างปัญหาให้กับประชาชนส่วนใหญ่
จริงอยู่ที่มันก็มีเหตุผลดี ไฟฟ้าดับสำหรับคนทั่วไปเดือดร้อนกว่าต้นไม้จะถูกตัดถูกโค่นลงสักต้น
แต่มองแล้วมันไม่ค่อยสบายใจเท่าไร ไม่รู้ว่าต้นไม้มันอยากจะโตขึ้นไปอีกรึเปล่า มันอยากจะสูงขึ้นไปตามใจตัวเองแค่ไหน
ต้นไม้เกิดมาเพื่อเติบใหญ่ เพื่อชูกิ่งก้านใบอย่างสง่างาม
แต่กลับโดนมนุษย์กลัวไฟดับตัดหนทาง เฉือนความสูงของมันทิ้งเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
ทั้งที่เป็นคนนำมันเข้ามาไว้ในเมืองใหญ่ซึ่งไม่ใช่ที่ของมันแท้
ไม่สิ ที่ของมันนั่นละ มนุษย์ต่างหากที่อุตริแย่งชิงพื้นที่ของมันมาแบบหน้าด้านด้าน

แต่...
ใครจะรู้ว่าต้นไม้ไม่ร้องไห้เพราะเจ็บ เมื่อมนุษย์ใช้เลื่อยไฟฟ้ากรีดตัวมันเพื่อไปทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้กระดาษทรายเบอร์ศูนย์กรีดกรายลากถูตามผิวของมัน
ใครจะรู้ว่าต้นไม้ไม่เสียใจที่มนุษย์ไม่เหลียวแล ทั้งที่เป็นผู้นำมันมาปลูกอยู่ในบ้าน ปล่อยให้แห้งเฉาเน่าเปื่อย
ใครจะรู้ว่าต้นไม้ร้อนแทบขาดใจเมื่อโดนโยนทิ้งลงไปยังหม้อสุกี้
ใครจะรู้ว่าต้นไม้ไม่ส่งเสียงร้องจนไม่มีเสียงเมื่อถูกมีดซอยร่างเสียแหลกเพื่อนำมาประกอบอาหาร

วันนั้นผมยืนมองต้นไม้ไหวขยับซ้ายขวาอาดอาด ไม่รู้ว่าเพราะแรงลม หรือเพราะมันกำลังคิด
ว่าไอ้มนุษย์สันดานขี้เอาเปรียบอย่างผม จะไปเข้าใจอะไรพวกมันได้
ใครจะรู้

ปล.ลองคิดดูว่าถ้าต้นไม้มีชีวิตจริง...ทุกวันนี้เราก็อาศัยอยู่กับชิ้นส่วนศพ.. น่ากลัวพิลึก
------




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2551    
Last Update : 19 ตุลาคม 2551 13:03:00 น.
Counter : 148 Pageviews.  

ท่านผู้ชมคราบ

เคยเห็นกุ้งลอกคราบไหมครับ?
ผมกลับมาถึงบ้าน หลังจากที่ปล่อยให้กุ้งที่เลี้ยงอยู่ในตู้เฝ้าบ้านอย่างลำพังหลายวัน
ไฟห้องถูกเปิด หันไปมองในตู้ ด้วยระยะสายตาพบซากสิ่งมีชีวิตสีฟ้านอนแน่นิ่งอยู่ในชามอาหาร
“ชิปหาย” - ขออภัย แต่อุทานในใจว่าอย่างนี้จริงจริง

ใช้เวลาตั้งสติอยู่ราว 10 วินาที ก้มเงยดูใต้ซอกหินริมซอกไม้อีกครั้ง
ก็พบว่ากุ้งตัวเดิมยังมีชีวิต ยังไกวหนวดเหมือนทักทายอยู่ใต้ขอนไม้กลางตู้
ในชามนั่นเป็นแค่ ‘คราบ’ ที่มันทิ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐานแห่งการเจริญเติบโต

ใช้เวลาโล่งอกอยู่นานกว่าครึ่งนาที รู้สึกอิจฉากุ้งขึ้นมาตงิดใจ
เพราะหลังจากการลอกคราบแต่ละหน ตัวมันจะพบสิ่งใหม่ที่ปรากฏบนร่างของตัวเองทุกครั้ง
ก้ามอาจมีขนาดปูดโปนขึ้นแสดงถึงความสมบูรณ์ของวัย หนวดสัมผัสยาวเหยียดงามสง่าที่พลิ้วไหวไปกับน้ำ
หรือไม่ก็เป็นสีที่เด่นชัดขับเน้นขึ้นจนสะดุดตาเหนือกว่าธรรมชาติอย่างอื่นเสียอีก
เรียกง่ายง่ายว่าหล่อขึ้นเป็นกอง
แต่บางตัวก็ซวยหน่อยที่ต้องกลับกลายเป็นอัปลักษณ์ เหตุเพราะลอกคราบผิดวิธี
หรือไม่บรรยากาศแห่งการเจริญเติบโตมันแย่ จนทำให้อะไรอะไรในชีวิตของมันต้องไม่สมบูรณ์
และโตขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์ไปตลอด
เช่น ก้ามที่อาจหลุดวิ่นออกจากกันคล้ายคนพิการ หนวดสั้นกุด บางตัวมีหนวดเพียงข้างเดียว
หรือมันอาจได้สีที่จืดจางราวผ้าสีเจนราวตาก เหมือนคนโดนน้ำกรดสาดน่าอัปลักษณ์
ถึงแม้ก้ามพิการ หนวดที่ขาดออกจากกัน สีที่ซีดเซียวเหล่านั้นจะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ แต่มันก็กินเวลานานยาว
ต้องลอกคราบอีกนับสิบครั้งกว่าจะเข้าที่เข้าทาง…

ยืนอยู่หน้ากระจก จ้องตากับตัวเอง
“นี่มันแค่คราบของเรารึเปล่านะ?” - ผมถามตัวเองขณะแปรงฟัน

เคยคิดเล่นเล่นเมื่อนานมาแล้ว ว่าตัวตนที่แท้จริงของคนเรา ‘หน้าตา’ มันเป็นยังไง
ผมหมายความว่า ไอ้สิ่งที่เราเข้าสิงอยู่เนี่ย มันไม่ใช่เนื้อตัว-หนังหน้า ของเราหรอก
อธิบายง่ายง่ายจากภาพติดตาที่พอจะเข้าเค้าได้คือ มนุษย์ต่างดาวในหุ่นมนุษย์จากหนัง M.I.B
แต่ภาพ X-ray ก็บอกกันโจ่งว่าไม่มีตัวอะไรอยู่ใต้หนังเนื้อของมนุษย์เรา
(เว้นแต่ว่าใครมีพยาธิ หรือเผลอกินแมลงสาปเข้าไปเป็นเป็น
ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะปรับตัวมีชีวิตอยู่ได้ด้วยนะ-สยองว่ะ-
แต่ก็นั่นอีก เราอาจเป็นเพียงพยาธิที่เข้ายึดครองร่างทารกหุ่นมนุษย์ก็ได้!)

แต่แม้ฉายรังสีไม่เห็น หรือไม่ใช่พยาธิอย่างในวงเล็บ
ผมก็ยังแอบคิดว่าหรือเราอาจเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เล็กระบบนาโน
มีมันสมองระดับพิโคกว่าพิโค แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ประเภทที่สติกเกอร์ Intel Inside เห็นเป็นต้องเขิน
ไอ้แขน ไอ้ขา กล้ามท้อง ม้าม ตับ ปอด เป็นแค่กันดั้มรุ่น ‘มนุษย์’ ไว้ให้สิ่งมีชีวิตอย่างเราเราขับเคลื่อน
เพื่อ…เพื่ออะไรก็ไม่รู้

ทำเป็นเล่นไป เวลาที่สมองของเราสั่งให้ร่างกายขับเคลื่อนแต่ละหน
‘ไฟฟ้า’ ล้วนเป็นตัวกลางเชื่อมต่อให้ทุกอย่างมันเคลื่อนไหว-ตัวเราเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้า
เหมือนหุ่นยนต์ดีไหม…

แต่ถ้าไม่ใช่…
หรือที่อยู่ตรงหน้าผม มันเป็นแค่คราบอย่างที่คิด
คราบที่เมื่อหมดอายุชัย สิ้นสุดการใช้งานก็ถูกสลัดทิ้ง
-อีกนัยหนึ่ง ปล่อยให้ผุพังไปเพื่อให้ตัวเราไปกำเนิดเกิดใหม่
เกิดใหม่อีกที่หนึ่ง ที่ซึ่งแสนไกล เมื่อตื่นขึ้นใหม่อีกหน เราจะมีกล้ามใหญ่ขึ้น มีสีผิวใหม่ที่สวยสง่ากว่าเดิม
หรือจะแขนพิการขาดหวิ่น ผิวขรุขระน่าชัง หรืออย่างไรก็เกินใครจะรู้…

เดาจนยาสีฟันจืด บ้วนน้ำทิ้งไป ความสงสัยเท่าเดิม

ถ้าคนเราล้มตัวลง เมื่อทิ้งร่างไร้ลมหายใจไว้แนบดินนั้นมันเป็นเพียงการลอกคราบ
ถ้าโลกนี้ถูกป้อนข้อมูลความจริงในที่สุดว่า การ ‘ตาย’ เป็นเพียงการ ‘ลอกคราบ’ เพื่อให้ไปมีชีวิตในอีกที่หนึ่ง
เป็นการพัฒนา เป็นการมุ่งสู่ความเจริญเติบโต เป็นอีกโลกที่น่าจะทำให้ทุกอย่างง่ายดายขึ้น
ผมอยากรู้ว่าวันนั้นเรายังจะร้องไห้ร้องห่มให้ใครสักคนที่ตายลงไปไหม
ถ้าไม่, หมายความว่าทุกวันนี้ที่ทุกคนน้ำตาริน
เพราะเสียใจที่คนตายลงไปแล้วจะไม่มีชีวิตอยู่ต่อเหมือนกับเขาหรือ?

ขี้อิจฉาจังเลยนะ




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2551    
Last Update : 15 ตุลาคม 2551 22:46:24 น.
Counter : 172 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.