Dinner31
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Dinner31's blog to your web]
Links
 

 
โปรดระมัดระวังขณะก้าวออกจากรถ

ความรู้สึกที่ผมเกลียดที่สุดในระหว่างวันที่ต้องเจอเป็นประจำทุกวันมีอยู่ไม่กี่อย่างครับ
ชัวร์อยู่แล้ว ถ้ามีเยอะแล้วต้องเจอประจำแล้วยังทนเจอไปตลอดก็คงประสาทเสียเต็มที
อย่างหนึ่งในนั้นนอกจากอากาศร้อนที่คนไทยดัดจริตอย่างผมจงเกลียดจงชังแล้ว
ก็เห็นจะเป็น ‘รถไฟฟ้า’
ไม่ใช่ครับ, ผมไม่ได้เกลียดรถไฟความยาว 3 ตู้โบกี้ที่วิ่งด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสักเท่าไร
แถมยังชอบด้วยซ้ำเพราะมันทำให้ผมหลบหน้าความร้อนได้หลายระยะสถานี
แล้วก็ทำให้ผมเข้างานได้สายน้อยลง (นั่นแปลว่ายังคงสายอยู่)
ผมต้องขึ้นรถไฟฟ้า-รถไฟฟ้าใต้ดินทุกวันครับ ออกจากบ้านด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ต่อรถเมล์จากโชคชัยสี่มาขึ้นรถไฟฟ้าที่หมอชิต หรือบางวันถ้ารีบนักก็ไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อลงสุขุมวิท
จากนั้นก็ต่อรถไฟฟ้าจากอโศกไปลงเอกมัยเพื่อขึ้นมอเตอร์ไซค์เข้าออฟฟิศอีกทอดหนึ่ง
รวมทั้งหมด 4 ต่อถ้วนในวันปกติ 5 ต่อถ้วนในวันเร่งรีบ หรือ 1 ต่อถ้วนในวันที่เวรี่รีบจนต้องนั่งแท็กซี่

แต่ที่ว่าเกลียดรถไฟฟ้าก็เพราะว่าสัญญาณเตือนประตูปิด “ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด” นั่น

ผมสะเทือนใจนิดหน่อยเวลาได้การแข่งม้า แข่งวิ่ง หรือแข่งอะไรก็ตามที่มีสัญญาณเริ่มการแข่ง
เสียงปืน เสียงออด เสียงหวูด เสียงนกหวีด เสียงเคาะระฆัง ฯลฯ
มันเหมือนกับชีวิตเราหมดอิสระไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อต้องอยู่กับอะไรอย่างหนึ่งอย่างเสียไม่ได้
ทิ้งไม่ได้ คิดจะเลิกก็ไม่ได้ บางทียังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเข้ามาอยู่ในวงจรการแข่งขันนี่ได้อย่างไร
ก็นั่นแหละ, ผมคิดว่าไอ้สัญญาณนั่นเหมือนเป็นการแจ้งให้เรารู้ว่าได้เข้าสู่ระบบการแข่งขันแล้ว

ผมเข้าใจว่าอันที่จริงพวกเราก็ไม่ได้อิสระไปเสียทุกอย่างอยู่แต่ดั้งแต่เดิมกันนัก
แล้วชีวิตของเราก็อยู่กับการแข่งขันมาตลอดอยู่แล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ
อาจเป็นเพราะสันดาน หรือถูกกรอบของสังคมที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยใครสักคนในอดีตขีดให้เราต้องเดินตาม
แข่งกันตั้งแต่เป็นทารกจนแก่เฒ่าเข้าวัยชรา (มีใครเคยจะแข่งกันตายกับเพื่อนไหมครับ?-ใครตายก่อนคนนั้นชนะ)
มันเป็นความ ‘ปกติ’ ของชีวิตไปเสียแล้ว
โลกนี้เหมือนสนามแข่งขันที่ปูสนามด้วยคอนกรีตเรียบบ้างไม่เรียบบ้างอยู่ตลอดเวลา

แต่กับสัญญาณแหลมแสบหูนั่น มันยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้สึก ตระหนัก และชักเริ่มรังเกียจ
เมื่อไรก็ตามที่เสียงนี่ดังนั้น อีก 5 วินาทีประตูเลื่อนจะหนีบพับปิดลง
คนข้างนอก, ขอโทษที กรุณารอคันหน้า (เช็ดมือก่อนเกาด้วย-ไม่ขำ)
ส่วนคนข้างใน, เมื่อรู้ว่าถึงสถานีปลายทางที่ท่านต้องการ กรุณามายืนออหน้าประตู
เพื่อออกไปพบกับโลกร้อนร้อนเหมือนเดิม โลกแห่งความจริงที่รออยู่

ช่วงเวลาที่ผมรู้สึกแย่ที่สุดคือตอนนี้ละครับ
ตอนที่ประตูถูกเปิดออกแล้วได้ยินเสียงลมจากข้างนอกแว่วมากับเสียงยางรถบดถนน
สัมผัสของคนรอบข้างที่กระแทกไปมาซ้ายขวาเพื่อแย่งลงจากรถและรีบก้าวลงบันไดให้ได้ก่อน
มันเหมือนกับเราเป็นตัวอะไรที่กระหืดกระหอบเพื่อจะรีบมุ่งไปให้ถึงจุดหมายที่มีบางสิ่งรออยู่
จะมีกี่คนที่เต็มใจพร้อมใจจะไปทำ? นอกจากหน้าที่ นอกจากผลตอบแทน

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้, มันทำให้ผมคิดถึงหมา
เวลาที่ผมให้ข้าวหมาหรือแมว เมื่อปล่อยมันออกจากกรง ความร้อนรนหิวกระหายของมันทำให้สติพล่าน
วิ่งชนโน่นชนนี่ดีใจเกินกว่าปกติ น้ำลายสอจนล้นปริ่มริมปาก
ในสมองไม่มีอะไรนอกจากสิ่งโอชะด้านหน้า (ผมไม่เคยชิม แต่เดาเอาว่าอร่อยไว้ก่อน)
ก่อนจะกินอย่างมูมมาม แย่งกันอย่างบ้าคลั่ง
แต่กับคน ก็อาจเปรียบได้ว่าถูกปล่อยจากกรงหนึ่งไปสู่อีกกรงหนึ่ง
เพื่อเร่งรีบถีบตัวไปให้ทันกินอาหารยี่ห้อ ‘เงินเดือน’

หรือจะเหมือนม้าแข่ง
ที่เมื่อประตูกั้นเปิดออก เสียงสัญญาณเริ่มการแข่งดังขึ้น
ม้าทุกตัวที่ถูกควบด้วยจ๊อกกี้มนุษย์เงินเดือน ก็เร่งฝีเท้าไม่คิดชีวิต รีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ต้องคิด
ขอเพียงให้เร็วเข้าไว้ เร็วให้พอ เร็วให้สุด จนกว่ามนุษย์ที่นั่งอยู่คานกลางหลังจะสั่งหยุด
บางคนบอกว่าม้ารู้ครับว่ามันกำลังแข่งอยู่ แล้วเมื่อแพ้มันก็จะเสียใจ หงุดหงิด แล้วก็ถึงขั้นหลั่งน้ำตาได้
แต่ผมว่ามันคงไม่รู้ว่ามนุษย์หวังอะไรจากมัน ถ้ารู้แล้วมันจะวิ่งต่อไปไหมผมก็ยังสงสัย

แต่ไม่หรอกครับ สุดท้ายแล้วเมื่อผมเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ผมก็ไม่คิดว่าเราจะไปหมาหรือม้าแต่อย่างใด
เพราะเราไม่ได้มีความสุขอย่างหมาหรือสง่างามอย่างม้าเลยแม้แต่น้อย

ผมรู้สึกอิจฉาหมาและพวกบรรดาสัตว์ทั้งหลายจับใจในบางเวลา
ถึงแม้มันจะถูกเลี้ยงที่ฟังแล้วมันมีกรอบเขตชัดเจนแน่นอน มีกรง มีตู้ มีเขต ที่การกั้นพื้นที่ไว้โจ่งแจ้ง
แต่พวกมันก็มีอิสระกว่าเราไม่รู้ประมาณ แต่บางทีผมก็นึกว่าพวกมันช่างน่าสงสาร
อย่างน้อยเวลาที่มันชอบเลี้ยงอะไรมันก็หาซื้อมาเลี้ยงไม่ได้
แต่เอาเข้าจริงก็แพ้ภัยตัวเอง เรามันพวกขี้อิจฉาก็พานไปคิดว่าเราผู้เป็นสัตว์ประเสริฐจะเกิดมาได้เปรียบพวกมัน
แค่เรามีความคิดเราก็ด้อยกว่าหมาเท่าไรแล้ว
บางครั้งเวลาเห็นหมาของมหาเศรษฐีที่ใส่ปลอกคอทองคำหนาเท่าหัวแม่โป้งตีน
ผมยังนึกสงสัย ว่าหมามันจะรู้ไหมว่ามันรวยแล้วนะ มันมีคนอุปถัมภ์ดีกว่าหมาตัวอื่นนะ มันพิเศษนะ
ไม่รู้ว่าหมาสุลต่านมหาเศรษฐีจะรู้สึกไหม แต่แม้แต่หมาบ้านผมเห็นแบงก์พันแล้วก็ยังเฉยเฉยนะ

หลังจากสถานีทองหล่อ รถไฟฟ้าแล่นไป
ผมก็ได้แต่ปล่อยให้ความคิดเตลิดไปเฉยเฉย
เพราะเมื่อประตูอ้าออกจนสุด แม้ผมจะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ปลายแถว
ผมก็ยังต้องเดินออกไปอยู่ดี


Create Date : 06 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2551 1:33:02 น. 1 comments
Counter : 207 Pageviews.

 
ผมเกลียดเวลาขึ้นรถไฟไฟ้ ไม่ว่าจะลอยฟ้า หรือว่าที่จมอยู่ใต้ดินคนเดียว ทั้งสัญญาณเสียงที่ดังเสียดหูจนทำให้ใจสั่น แต่หลังจากนั้น ผมต้องพบกำความอึดอัดจากช่องว่างของคำว่า "คนแปลกหน้า" จะมองไปตรงไหนก็เจอแต่คนที่ไม่รู้จัก อึดอัดเหมือนทั้งโลกกำลังจ้องมองผมอยู่

หลายต้องคอยพยายามหลบตากัน วิธีเอาตัวรอดที่หลายคนเลือก ก็คือการอ่านหนังสือ วุ่นวายอยู่กับมือถือหรือคุยโทรศัพท์เสียงดัง บ้างก็หลับ บ้างก็มองรองเท้าของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามไปเรื่อย บางคนที่มากับเพื่อนก็เม๊ากันสนั่นโลกา แต่ส่วนมากสายตาจะจับจ้องประตู คอยส่งต่อความรู้สึกกดดันต้อนรับผู้โดยสารหน้าใหม่ต่อไป

เวลาแค่ประมาณ3นาทีต่อหนึ่งสถานี (ใช่ มันเป็นเวลาที่ไม่นาน) แต่ความรู้สึกของบรรยากาศ ณ ตรงนั้น มันกลับยืดเวลาในใจของเราให้ยาวออกไปอีก

มันน่าอึดอัดจนทำให้ผมต้องคิดเสมอว่า ก่อนออกจากบ้านวันนี้จะหาอะไรไปทำระหว่างนั่งรถไฟฟ้าดี ทำแบบนี้ก็จนกลายเป็นวัฒนธรรม

ความรู้สึกแบบนี้ จะยังคงวนเวียนอยู่ในตู้โดยสาร(โดยเฉพาะเมื่อคุณนั่งเก้าอี้เหลือง)ต่อไป

แต่ครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องประหลาดใจ

การขึ้นรถไฟฟ้าเป็นอะไรที่บอกอยู่แล้ว ว่าต้องเตรียมรับมือกับความรู้สึกและบรรยากาศที่ไม่ค่อยน่ารื่นรมณ์นัก เมื่อก้าวเท้าผ่านเส้นแบ่งชานชลากับประตูเข้าไปในรถแล้ว โดยอัตโนมัต..กดดัน..อีกแล้ว.. (แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่อะไร) แต่ตอนที่กำลังหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้(มรณะ) สายตาก็ไปตกอยู่ที่ผู้หญิงฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ทันใด เธอก็แรกรอยยิ้มกลับคืนมา ทั้งที่เราไม่เคยเห็นหน้ากัน (ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างแปลกๆ กับอาการเขินเล็กๆ ความรู้สึกอึดอัดก่อนหน้านี้ก็บันเทาลงไปดื้อๆ) ผมไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มเล็กๆตอบเธอ









โดย: -3- IP: 58.8.110.133 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:14:46:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.