Dinner31
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Dinner31's blog to your web]
Links
 

 
Final countdown is all around.

หลายครั้งผมตั้งข้อสงสัยว่าคนเราจะทุกข์ไปทำไม?
ในขณะเดียวกันก็ถามต่ออีกว่า แล้วจะสุขไปทำไม?
(ทำไมผมชอบเขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับทุกข์ตรมระคนเศร้าแบบนี้เสมอด้วยไม่ค่อยแน่ใจครับ)
บางครั้งผมก็เหมือนจะเข้าใจได้ว่าชีวิตของคนเรามันก็เกิดมาเพื่อรู้สึก
การรู้สึกไม่ดีในบางทีก็เป็นเพียงหน้าที่ของชีวิต ไม่ต่างจากลมหายใจ
ไม่ต่างกับผมเผ้าที่ต้องยาว เล็บมือเท้าที่ต้องมีวิวัฒนาการไปตามเรื่องของมัน
ความรู้สึกก็เหมือนกัน มีการพัฒนาก้าวหน้า มีการเสื่อมลดถดถอยไปตามธรรมชาติ
มันสำคัญที่เราต้องรู้ ว่ามันจะเป็นอะไรต่อไป รู้เท่าทันมันและหาทางรับมือให้ได้
(แม่ผมเคยบอกว่าทุกวันนี้ยังมีโอกาสทุกข์ใจสาหัสได้ก็รีบหน่อย-
-เพราะถ้าโตขึ้นมากแล้วละก็อาจชาชินกับความรู้สึกแล้วชีวิตจะหงอยเหงาจนขาดสีสัน
-ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรครับ เพราะก็ยังไม่อยากจะรู้สึกไม่ดีอยู่ดี)

ทุกครั้งที่เกิดทุกข์หนัก ผมมักคิดว่า ‘พรุ่งนี้ก็หาย’ พรุ่งนี้ทุกอย่างก็จะพัฒนาจนดีขึ้น ดีขึ้น แล้วก็หายในที่สุด
‘เวลา’ เป็นยาวิเศษกว่ากีฬา เพราะกีฬายังต้องใช้เวลาในการเล่น
วัยรุ่นที่แห่กันเข้าฟิตเนส อยากได้ Sixth pack มาแต่งร่างก็ยังต้องใช้เวลา
อยากเอาชนะคู่แข่งขันก็ยังต้องรอให้เวลาการแข่งขันจบลง
ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่ากาลเวลา-ค่อนข้างเป็นทฤษฏีการปลอบใจตัวเองฉบับคนขี้แพ้สักหน่อย
แต่จะต้องกังวลอะไรหากมันได้ผลจริงและเป็นผลที่เหมือนเหมือนกันไม่ว่าจากวิธีไหน
จะนั่งสมาธิจับจิตให้มั่นคง นั่งพินิจพิจารณามูลเหตุของเหตุการณ์ วิเคราะห์ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
จะกินเหล้าจนสุราขาดตลาด นั่งปรับทุกข์กับเพื่อนที่ไม่ค่อยเต็มใจจะฟัง หรืออะไรก็แล้วแต่
มันก็เหมือนกัน มันก็หายเหมือนกันทุกทีไป
(เอ…เมื่อเทียบกับทุกวิธี ‘เวลา’ ก็แฝงตัวอยู่ทุกที่นี่นา! )

ใช่ เวลา เวลา เวลา!
ในขณะที่ย่าของผมเป็นอัมพฤตซีกซ้ายอย่างนี้ มีเหตุผลมากมายที่ผมพยายามชั่งอยู่ในใจ
ว่าคำว่า ‘เดี๋ยวก็หาย’ ที่คุณหมอพูดในวันที่ย่ายังต้องอยู่โรงพยาบาลมันฟังได้แค่ไหนกัน
แล้วก็เข้าใจว่าโอกาสหายจากการเจ็บป่วยอย่างนี้ยากเสียจนอาจต้องหันหน้าเข้าหา ‘ดวง’ เพียงอย่างเดียว
เพราะไม่ว่าจะดูจากวัยที่ปาเข้าไป 78 ปี แถมไม่ได้มีพื้นฐานการออกกำลังกายมาก่อน
ทั้งอาการทางใจก็อยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้เข้มแข็งและสู้เหมือนอย่างใครในโทรทัศน์
ผมก็ยังคงมีความสุขอยู่อย่างกลางกลาง ไม่ได้มีกำลังใจเต็มเปี่ยมในการดูแล ผมไม่ได้ประเสริฐขนาดนั้น
แต่นี่อาจจะเป็นชีวิตอีกช่วงหนึ่งที่ได้อยู่ใกล้กับย่าเป็นพิเศษ
แล้วก็ได้เอาท่านมาอยู่ในใจมากกว่าทุกเวลาในชีวิต

สารภาพ ว่าทุกวันนี้ผมแบ่งย่าออกเป็น 2 คน
คนแรกคือคนที่ก่อนจะเป็นอัมพฤต ส่วนอีกคนเป็นคนที่อยู่กับผมมาตลอด 22 ปี
เวลาที่ผมนึกสิ่งที่ท่านมอบให้มาตลอดเวลาอันยาวนาน ภาพของท่านอีกคนมักจะโผล่มาเปรียบเคียงเสมอ
กลายเป็นหนังชีวิตที่มีจุดพลิกผันชัดเจน ที่ดูแล้วเศร้าจนทำให้ผมที่ต้องน้ำตาปริ่มบ่อเสมอ
ไม่ใช่ว่าผมรักใครมากกว่ากัน หรือเมื่อย่าต้องพิการลงจนทำให้ชีวิตของผมลำบากขึ้นแล้วทำให้ผมทุกข์ขึ้น
ไม่เลยครับ ไม่เคยคิดอย่างนั้น
เพียงแต่รอยยิ้มแบบเดิมที่ผมชินชาชอบใจมันเปลี่ยนไปนิดหน่อย
(วันที่ย่าล้มลง ผมกลัวอย่างเดียวคือย่าไม่สามารถยิ้มให้ผมได้อีกต่อไป)
ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไป อย่างที่มากเกินไปในบางวินาที-ซึ่งนอกนั้นผมก็คิดเองว่ามันเหมือนเดิม
บางสิ่งที่ผมอยากจะให้มันเป็นอย่างเก่า ต่อให้เจ้าตัวอยู่ใกล้แค่ไหนก็ยังเรียกร้องไม่ได้
มันน่าเศร้าเหมือนกันนะครับสำหรับผม

แต่ผมก็เข้าใจว่ามันก็เป็นอย่างนี้ทั้งโลก…
ไม่ว่าจะเป็นคนรัก คนรู้จักที่รู้สึกดีด้วยแค่ไหน หรือใครที่เราต้องนั่งรถยี่ห้อกาลเวลานี่ไปด้วยกัน
ย่อมต้องผ่านช่วงเวลาที่นานพอจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถึงแม้ไม่เรียนรู้ก็ยังมากพอให้ความรู้สึกกร่อนลงไปอยู่ดี
เมื่อเวลาผ่านไป ใจคนเปลี่ยนแปลง ไม่จำกัดว่าจะเปลี่ยนไปด้วยสาเหตุอะไร
เราก็มีโอกาสที่จะอยู่ในภาวะ ‘ปัจจุบันพิการ’ ของกันและกันได้ทั้งนั้น
มีโอกาสที่จะถูกแยกเป็น 2 คนในสายตาของอีกคนได้เสมอ (บางทีก็อาจเป็น 3 เป็น 4 ด้วยซ้ำไป)

“เตรียมนับถอยหลังได้แล้วนะแบงค์” ผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกกับผมเมื่อจบการสนทนาที่มีย่าเป็นหัวข้อ
อาจฟังแล้วเหมือนเป็นการแช่งกัน-แต่ไม่เลย-ผมว่านี่เป็นสัจธรรมของโลกที่แท้อีกอย่างหนึ่งมากกว่า
เขาบอกต่ออีกว่าเขาสั่งสอนลูกเขาเสมอว่าให้นับถอยหลังให้กับเขาและสามีเหมือนกัน
‘อย่าคิดว่าจะมีอะไรอยู่กันนิรันดร’ มันอาจหมายความว่าอย่างนี้

นับถอยหลัง, ทุกวันนี้เวลากำลังเดินไปข้างหน้า? หรือทวนกลับหลัง?
มีอะไรบ้างไหมที่ไม่ต้องการการนับถอยหลัง แต่ให้โลกนี้นับจาก 100 มา 0 ก็ยังต้องนับถอยหลังใช่รึเปล่า
การนับไปข้างหน้าก็อาจต่างแค่เพียงถ้อยคำที่เลือกสรรมาใช้เท่านั้น

ตั้งแต่เราอุบัติขึ้นมาไม่ว่าด้วยรูปพรรณลักษณะใด อยู่ทีไหน เราก็ล้วนควรต้องนับถอยหลังให้กับตัวเอง
ความรัก ความรู้สึก ความมั่งมี ความไม่มี ความสุข ทุกข์ ตรอมตรม ก็ยังอยู่ในเงื่อนไขเดียวกันนี่
มีก่อ มีหัก มีรัก มีเลิก-ต่างอะไรกันกับร่างกายหยาบช้าบ้าบอที่เราใช้กันอยู่นี่

การนับถอยหลังของกระสวยอวกาศที่ใครเห็นว่าอลังการและเป็นก้าวใหญ่อันสวยหรูของมวลมนุษย์
ผมก็ไม่ใคร่มั่นใจนักว่าเป็นก้าวต่อไปของการ ‘พัฒนา’
อาจจะพัฒนาจริง, แต่ไปทางไหนนี่อีกเรื่อง!

แล้วกับการที่เราเริ่มรักใครสักคน หรือทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่าง
เมื่อเวลานับถอยหลังให้มัน ‘เริ่ม’ และนับถอยหลังอีกครั้งในทันที
มันจะเดินทางไปสู่หนไหน บางครั้งก็เป็นอีกเรื่องที่เราอาจต้องพึ่งดวงอย่างเดียวจริงจริง

จะนับกลับไปด้วยขั้นตอนอย่างไร แต่จุดสุดท้ายของเราก็เท่ากัน
เราต้องกลับไปอยู่ที่ ‘ศูนย์’


Create Date : 02 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2551 21:51:40 น. 2 comments
Counter : 170 Pageviews.

 
มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ

......


โดย: katiib IP: 124.120.40.67 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2551 เวลา:21:34:03 น.  

 
เวลาที่คนเรามีรู้สึกสุข ก็มักจะไม่ได้ใส่ใจกับตัวเลข ไม่ว่าตัวเลขนั้นจะอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หรือปฏิทิน พร้อมกับบ่นว่า ว่าเวลามันผ่านไปเร็วเกินไป

และผมก็เป็นแค่คนหนึ่งที่ทำแบบนั้น

แต่เมื่อเวลาที่ทุกข์ที่สุด(ในช่วงวัยรุ่น)ก็แวะมาอยู่ด้วย
ผมกลายเป็นคนที่บ้าตัวเลข คอยนับไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหน นาฬิกาข้อมือที่ยกขึ้นมาดู ทำให้รู้ตัวว่าเพิ่งดูไปเมื่อ10นาทีที่แล้ว ปฏิทินตั้งโต๊ะที่จ้องจะกามันอยู่ทุกวัน ทั้งๆที่วันนี้ก็กาไปแล้ว..

บ่นด่าเวลา ทำไมเดินช้าขนาดนี้
จมอยู่กับตัวเลขทุกขณะจิต แค่หวังให้มันผ่านไป อยากนับแทบขาดใจ แต่มันก็มาถึงช้าจริงๆ แต่ละนาที แต่ละวัน แต่ถึงจะนับยังไงก็ไม่เคยครบสักที
วนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ 0-9 ตัวเลขเดิมๆที่นับมันอยู่นั่นแหละ

ทั้งที่เวลาก็ผ่านไป แต่ทำไมตัวผมหยุดนิ่ง

แต่แล้วผมก็พบว่า เมื่อไหร่ที่ผมหยุดนับ เวลามันช่างผ่านผมไปเร็วจริงๆ



โดย: -3- IP: 58.8.110.133 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:15:17:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.