Dinner31
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Dinner31's blog to your web]
Links
 

 
คำสารภาพของนักศึกษาฝึกงาน

สองปีก่อน, ช่วงเดือนนี้นี่ละ ผมกำลังกังวลว่าซัมเมอร์ที่กำลังจะมาถึง
ผมควรจะทำอะไรดีนอกจากนอนตีพุงอยู่บ้านหรือเล่นเกมออนไลน์ไปวันวัน
ไอ้อย่างแรกก็สนุกดีเพราะมันเป็นอะไรที่ผมถนัดรองจากการหายใจ
ส่วนอย่างหลังนี่ก็น่าสนใจมากเพราะเป็นสิ่งที่ผมถนัดรองจากการนอนตีพุง

แต่ที่ต้องการให้ตัวเองไม่ว่างในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมันก็มีเหตุผล
ข้อแรก, หาเงิน เป็นช่วงที่เริ่มละอายการแบมือขอเงินพ่อกับย่า
จำได้ว่าช่วงนั้นจะบอกว่าเงินหมดแล้วขอเพิ่มหน่อยแต่ละครั้ง
ยากเหมือนกับบอกรักใครสักคนครั้งแรก แต่สุดท้ายก็ต้องบอก เพราะเก็บมันเอาไว้ไม่ไหว
ไอ้ขอเงินก็สมใจทุกครั้งครับ ส่วนไอ้บอกรักก็แล้วแต่ดวง

ข้อที่สอง, ผมตระหนักได้ว่าศักยภาพในการทำอะไรสักอย่างของตัวเองมันมีไม่พอ
ต่างจากเพื่อนคนอื่นในวัยเดียวกันอยู่หลายขุม
(ทำไมผมถึงชอบใช้คำว่า ‘ขุม’ เปรียบเทียบระยะนะ-หรือว่าจะเป็นลาง!! )
อาจเป็นเพราะถูกเลี้ยงมาเยี่ยงไข่ในหิน ย่าเป็นห่วงผมมากครับ
เวลาจะลงมือทำอะไรเองเมื่อไร ผมมักเริ่มได้ไม่ถึงครึ่งทาง
ย่าก็ต้องเข้ามาช่วยเสมอ อาจกลัวว่าผมจะทำได้ไม่ดี หรือกลัวผมจะลำบาก
ไม่ใช่ว่าท่านเลี้ยงให้ผมเป็นเด็กที่ห่วยนะครับ…
แต่ความห่วงใยของใครบางคนก็ส่งผลกระทบให้ใครสักคนได้จริงจริง

แล้วก็อาจเป็นเพราะผมเป็นเด็กไม่รักเรียนมาตั้งแต่เด็ก
เป็นพวกขวางโลกมาตั้งแต่เล็ก เมื่อเห็นผู้ใหญ่คาดหวังอะไรจากตัวเอง
ก็จะดื้อ ต่อต้าน แล้วก็ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำล้วนล้วน (ซึ่งการทำตรงกันข้ามความคาดหวังก็เป็นสิ่งที่อยากทำ)
แต่ก็ไม่ค่อยสำเร็จครับ เห็นเพื่อนเกเรไปจะยกพวกต่อยใคร ไอ้เราก็กลัวว่าจะโดนอาจารย์ดุก็ไม่ตามเขาไป
แถมเป็นคนกลัวเลือด แพ้เสียงดัง เกลียดชังการถูกข่มขู่ ก็ยิ่งทำให้ต้องปลีกตัวออกห่างเรื่องอย่างนี้บ่อย
เพื่อนจะไปเสพยา ก็กลัวว่าเสื้อผ้าจะเหม็นจนย่าจะสงสัยแล้วพานโดนตีได้ก็เลยไม่มีโอกาสได้ลอง
หรือจะไปขโมยของก็ดันกลัวถูกจับได้แล้วจะอายคนอื่น ก็ได้แต่แอบเก็บอาการอยากได้ของคนอื่นไว้เงียบเงียบ
ความห่วยของผมจึงไปลงอยู่กับอะไรที่ไม่ค่อยจะเสียหายกับคนอื่นสักเท่าไร เช่นว่า
โดดเรียน, ทำได้คล่องแคล่วจนเป็นกิจวัตร ตั้งแต่หลบในห้องน้ำ (ไม่รู้จะลำบากไปทำไม)
ยันนั่งซังกะตายหน้าห้องเสียเฉยเฉยอย่างนั้นก็ยังมี เมื่ออาจารย์เดินมาตามเข้าห้อง ก็เรียนไปตามตรงว่าขี้เกียจ
บ้าเกม, ชีวิตของผมผันเปลี่ยนไปนิดหน่อยเพราะเกมออนไลน์ครับ เล่นเป็นบ้าเป็นหลังจนใช้คำว่า ‘ติด’ ได้ไม่เขิน
ขี้เกียจ, โดยเฉพาะกับเรื่องการเรียนนี่ผมใช้คำนี้เป็นคุณสมบัติอย่างแรกของเด็กชายณัฐชนน
ผมเลือกกระทำเฉพาะบางอย่างที่สนใจเท่านั้น ซึ่งบางอย่างนั่นช่างหายากมาก!
จะให้อ่านหนังสือก่อนสอบ? ฝันไปเถอะครับ!
ระดับผมแล้ว โง่ขนาดนั้น มาอ่านเอาหลังสอบครับ! (เพื่อสอบซ่อมนะ)

ทั้งหลายทั้งมวลแล้วเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเรียนห่วย ซึ่งการเรียนห่วยนี่เองที่ทำให้ผมสร้างอุบายให้ตัวเอง
โดยการต่อต้านระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (จะเรียกให้ยากไปทำไม ก็เอนทรานซ์นั่นละ! )
ไม่สอบมันเสียดื้อดื้อ แล้ววางแผนว่าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนตั้งแต่อยู่มัธยมต้น
ไม่ใช่ว่าอุดมการณ์แรงกล้าอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะขี้แพ้…
ยอมแพ้ให้การเรียนตั้งแต่ตอนนั้น รู้ว่าสอบยังไงก็ไม่ติดทั้งที่ยังไม่ได้ลองเลยสักแอะ-น่าอายชะมัด

จนเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่สองโน่นละครับถึงจะมาสนใจการเรียน
วิชาภาษาอังกฤษ หรือเลข หรือความรู้พื้นฐานต่างต่างที่คนไทยในการเรียนระบบสามัญพึงจะมี
ผมก็ได้รับออกมาน้อยแทบจะนับเรื่องได้ มิหนำซ้ำยังได้เพื่อนที่วางใจเชื่อใจได้จากโรงเรียนน้อยนิดหยิบมือ

ทำงานพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้านผมก็ไม่เคยหรอกครับ ตั้งแต่มัธยมจนมหาวิทยาลัย
เรียนพิเศษก็ไม่เคยจะไปเรียนอะไรจริงจังกับเขาสักหน
(เคยลงทะเบียนอย่างจริงจังไป แต่ก็เรียนไปแค่ 3 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่านั้นมาก)

ผมจึงอยากหาอะไรทำในช่วงฤดูร้อนปีนั้นครับ!

ทีแรกว่าจะไปเป็นพนักงานเซเว่นอีเลฟเว่น หรือร้านสะดวกซื้อที่ไหนก็ได้ที่พอจะให้ค่าจ้างต่อวันคุ้มค่า
มีความเรื่องมากอยู่ในใจมากพอสมควรเช่น ต้องทำงานในห้องแอร์ ต้องไม่ใช่งานที่ง้อลูกค้ามากนัก
ต้องให้ค่าจ้างที่มากพอจะมีสตางค์เก็บ ต้องทำงานตอนกลางวันหรือเลือกเวลาทำได้ ฯลฯ
(ไร้ศักยภาพแล้วยังเรื่องมากอีกไอ้นี่ …)
จำได้ว่าถูกใจกับงานพนักงานหน้าร้านของร้านอัดรูปเป็นพิเศษ
เพราะอาจได้ใช้และพัฒนาความสามารถทาง Photoshop อันน้อยนิดที่ครอบครองอยู่ได้
ทำงานในห้องแอร์ด้วย งานสบายอีกต่างหาก เข้าทางกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!
แต่พอโทรไปหาร้านอัดรูปแถวบ้าน พี่แกก็เรื่องมากเสียจนหัวเสียขนาดคุยกันทางโทรศัพท์
ซักความสามารถเยอะแยะมากมาย ถามโน่นถามนี่ เพื่อบอกตอนก่อนวางว่าไม่รับพนักงานเพิ่ม
เซ็งไปหลายนาที ก่อนจะหายเซ็งเพื่อโทรไปหาอีกที่แล้วพบกับเหตุการณ์เดิม!

เกือบจะล่มแล้วครับฤดูร้อนครานั้น ผมเกือบจะได้ทำสิ่งที่ถนัดที่สุดในชีวิต 2 อย่างพร้อมกันแล้ว
แต่ดันเจอใบสมัครโครงการ a team junior ของนิตยสาร a day เสียก่อน
เท้าความเล็กน้อย, โครงการนี้สร้างขึ้นเพื่อรับนักศึกษาเข้าฝึกงานกับนิตยสาร a day เป็นเวลา 3 เดือนช่วงซัมเมอร์
ไม่ได้สมัครเข้าไปเพื่อรับเกรดเหมือนนักศึกษาฝึกงานป๊อกแป๊กอย่างที่เห็นเป็นปกติกิจวัตร
แต่เข้าไปเป็นลูกมือของ a team (กองบรรณาธิการที่สร้างนิตยสารนี่จริงจริง) อย่างใกล้ชิด
ไปอยู่ด้วยกัน 3 เดือนเพื่อเรียนรู้ ก่อนจะได้โอกาสสร้างนิตยสาร a day ด้วยตัวเองขึ้นมาหนึ่งเล่ม!
ของตัวเอง (หมายถึงของรุ่น, รุ่นนึงเขารับ 15 คนครับ) ของจริง ขายจริง เป็นฉบับจริง ไม่ใช่นิตยสารปาหี่

ผมเรียนมหาวิทยาลัยครั้งที่สอง (พูดง่ายกว่านี้คือ ‘ซิ่ว’ แล้วมาเข้าที่ใหม่)
ที่ ม.หอการค้าไทย คณะนิเทศฯ สาขาวารสารศาสตร์
ได้เจอโครงการนี้ที่โคตรจะตรงสายขนาดนี้ไม่สนใจสักนิดก็คงจะเกินไปหน่อย
(ทั้งที่ไม่เคยอ่านเนื้อหาสาระอะไรอย่างจริงจังสักเล่ม! ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคอนเซปต์หนังสือคืออะไร
-รู้แต่ว่าเป็นนิตยสารวัยรุ่นที่คุ้นหู เด็กแนวชอบเอามาถือเล่น นอกนั้นผมไม่รู้อะไรอีกเลย)
จึงตัดความต้องการทางการเงินในช่วงฤดูร้อนออกไป แล้วลงมือกรอกใบสมัครโครงการ a team junior
จำได้ว่าโครงการเขาจัดช่วงมีนาคม-พฤษภาคม ปิดรับสมัครปลายเดือนมกราคม สัมภาษณ์กุมภาพันธ์
แต่ผมส่งใบสมัครไปตั้งแต่พฤศจิกายน (ใช้ความไวเข้าแลกใบสมัครที่มีข้อมูลห่วยห่วยของตัวเอง)

แล้วระหว่างนั้นผมก็รอ รอ รอ แล้วก็มอง มอง มอง ร้านอัดรูปเดนตายแถวบ้านไปด้วยความหวังอันริบหรี่
หวังว่าหากพลาดหวังไปก็จะมาสบไหล่อาซ้อขาโหกคงนั้งห้ายล่าย

เวลาผ่านไปจนผมจวนจะลืมแล้วครับว่าเคยเขียนใบสมัครไว้
โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เบอร์โทรที่โคตรไม่คุ้นตาติดต่อเข้ามา แล้วก็บอกผมว่าผมผ่านการคัดเลือกรอบแรก
ขอให้ทำการบ้านไปสัมภาษณ์รอบที่สอง-จำได้แม่นว่าปลายสายนัดวันที่ 14 กุมภาพันธ์
แล้วผมก็เสือกไม่สบายอย่างหนักในวันวาเลนไทน์ปีนั้นพอดี!
ไปสัมภาษณ์ด้วยอาการทุลักทุเล เป็นการถูกสัมภาษณ์ครั้งแรกในชีวิตของผม
(ยกเว้นการถูกสัมภาษณ์เขามหาวิทยาลัย แล้วต้องอ้อนว้อนขออาจารย์ให้ตัวเองได้เรียนภาคปกติ!
-เพราะเกรด ม.ปลาย ที่ได้ 1.4 ของผมมันไม่ผ่านการคัดเลือก จึงต้องไปเรียนภาคค่ำ-ดีหน่อยที่ผมอ้อนเก่ง)
ทรงกลด บางยี่ขัน นั่งอยู่ในห้องนั้นคนเดียว ผมนั่งตัวต่อตัวกับบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day
การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างทุลักทุเล ไอ้เด็กปีสามคนนั้นมันลนลานล่อกแล่ก ตอบผิดตอบถูก
จากเดิมที่เป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจอยู่แล้ว เจอสถานการณ์แบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ มือสั่นไปหมด
บวกกับเป็นไข้หวัดใหญ่ หน้าแดงก่ำ ตัวร้อน โอย สารพัด
แต่ก็ผ่านพ้นไปอย่างงงสุดงง จะลาจากออกมายังเรียงคำไม่ค่อยจะดี
จำได้ว่าพี่ก้อง (ทรงกลด บางยี่ขัน) ทำตาหยีและหน้างงงงออกเป็นประโยคว่า “มึงเป็นอะไรเหรอ”

วันนั้นต้องพยุงราวบันไดเลื่อนรถไฟฟ้าเอกมัยด้วยหน้าผากร้อนฉ่า
ร้อนจากพิษไข้และความผิดหวัง ความเซ็ง ความตื่นเต้น ความไม่มั่นใจ

ด้วยดวง ด้วยโชค ด้วยไข้ ด้วยนั่น ด้วยนี่ ด้วยอะไรก็ตาม
แต่สุดท้าย ผมก็ติด 1 ใน 15 คนของ a team junior รุ่นที่ 4 จนได้!!!!
ซึ่งส่งผลให้ผมอดทำงานร้านอัดรูปของอาซ้อกวงติงคงน้าง ซึ่งก็ไม่เป็นไรเพราะผมคิดว่าน่าจะคุ้มค่ารถ

สมาชิกในรุ่นเดียวกับผมน้อยคนที่จะมาจากคณะนิเทศฯ ทั้งที่นิตยสารน่าจะเป็นอะไรที่ชาวนิเทศฯ สนใจมาก
แต่กลับมาจากคณะอักษรศาสตร์ (อันนี้พอเข้าใจได้), สถาปัตยกรรมศาสตร์ (เริ่มงงละ) , เศรษฐศาสตร์ (งงมาก),
เภสัชศาสตร์ (อะไรของมึง!), นิเทศฯ เอกประชาสัมพันธ์ (แต่ดันมาเป็นช่างภาพ!) เป็นต้น
มีผมคนเดียวที่มาจากนิเทศฯ วารสารฯ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ล้วนล้วน
(มีที่มาจาก ‘วารสารศาสตร์’ ของจริง แต่เป็นของ ม.ธรรมศาสตร์ สาขาภาพยนตร์)

ทุกคนมีความรู้สึกส่วนใหญ่ร่วมกันที่มาเข้าโครงการนี้คือ ‘อยากลอง’
อยากลองทำงานข้ามสาขา ทำงานข้ามวิชาชีพ บางคนชอบเขียนก็อยากมาพัฒนา
บางคนว่างจัดก็สมัครมั่วมั่ว บางคนตั้งใจมาจริงจัง บางคนมาเพื่อค้นหาบางอย่าง
(ส่วนผมมาเพื่อทำตัวให้สมกับเป็นเด็กวารสารฯ ที่เพิ่งหัดขยันเรียน)

ที่นี่สอนอะไรมากมายที่ผมไม่เคยเจอในวิชาเรียน
หรือบางอย่างก็ไม่เคยเจอแม้แต่ในเนื้อหาหนังสือเล่มไหน
บางสิ่งเป็นประสบการณ์จริงจากการทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ที่เด็กวารสารฯ อย่างผมก็เพิ่งเคยได้ทำ
การนั่งสัมภาษณ์ การวางตัว การรักษามารยาท การตอแหลว่ากูเป็นโปรฯ
(เพราะบางทีเราก็บอกคนอื่นไม่ได้ว่าเป็นเด็กฝึกงาน-มันเป็นการมิควร)
การเรียบเรียงคำ การคิดชื่อเรื่อง การทำเอกสารขอเข้าสัมภาษณ์อย่างมืออาชีพ
การทำงานเสมือนพนักงานกินเงินเดือนปกติ การข้ามเส้นผ่านของความเป็นนักศึกษาฝึกงาน
การประชุมจริงจัง การหัดออกความคิดเห็น การคิดถึงตลาด การนึกถึงผู้อ่านตลอดเวลา
การพัฒนาความคิด การทำงานเป็นทีม (สำคัญมาก) การบริหารอีโก้ของตัวเอง
การยอมรับคำตัดสิน การหัดโตเป็นผู้ใหญ่ การมองบางอย่างด้วยสายตาของเด็ก
การเพิ่มความอยากพัฒนาตัวเอง การรักษาคุณงามความดีของตัวเองเอาไว้ในอยู่นาน
และอีกหลายการที่ผมคงต้องใช้พื้นที่อีกเยอะจนน่าเบื่อ-จากที่ตอนนี้ก็ยาวจนเบื่อกันแล้ว

3 เดือนกว่าในสำนักงานของนิตยสาร a day สั่งสอนอะไรต่อมิอะไรให้ผมมากมายจนนับไม่ไหว
ความภูมิใจ ความมั่นใจ ความสุข มิตรภาพที่ได้จากเพื่อนผู้ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเจอกัน
บางสิ่งก็เป็นมวลสารละอองอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้ บางอย่างก็บอกไม่ถูกอย่างที่บอกไม่ถูก
แต่แทบทุกอย่างในนั้น เป็นสิ่งที่ผมคงหาไม่ได้ในคราบพนักงานเซเว่นอีเลฟเว่น
หรือพนักงานหน้าร้านในร้านอัดรูป หรือแม้แต่ Work & travel ก็ยังลุ้นยาก!
อเมริกาเปิดกว้างกว่าประตูสำนักงาน a day เยอะมากครับ-คอนเฟิร์ม!

นอกเรื่องกันบ้างดีกว่า
เคยรอฤดูกาลกันบ้างไหมครับ? เช่นว่า
รอฤดูหนาวเพื่อที่จะได้เดินทางไปดูทุ่งดอกบัวตอง
บางคนรอท้องฟ้าหน้าฝนที่มักใสสะอาดจนมองเห็นดาวได้ทั้งฟ้า
บ้างก็ว่ารอหน้าร้อนเพื่อจะได้เดินโต้ลมบนชายหาด วิ่งลงทะเลได้อย่างสบายใจ
หรือรอหน้าฝนเพื่อที่จะได้เข้าป่าเพื่อดูความงามของพงไพรได้สบายตัว
(ผมชอบรอฤดูหนาวเพื่อที่จะได้ขึ้นรถเมล์ธรรมดาอย่างสบายกายครับ!)

ผมมีอยู่ที่นึงที่อยากแนะนำให้ลองไปครับ ที่นั่นสวยงามดีจนอยากบอกต่อ
ที่นั่นต้นก้ามปูใหญ่ยักษ์โอบล้อมพวกเราหลายชีวิตได้สบายผ่านกิ่งก้านใบของมัน
ที่นั่นมีดาวบนฟ้าแทบนับดวงได้ แต่ผมว่าบางเวลาสิ่งรอบข้างน่าสนใจกว่าดาวบนฟ้าจนจำนวนดาวไม่สำคัญเลย
ที่นั่นมีบรรยากาศดี ถึงจะหนาวบ้าง เย็นบ้าง เปียกบ้าง แต่เราก็มักจะลืมทุกอย่างได้ในเวลาอันสั้น
ที่นั่นมีที่นอนเตรียมพร้อมไว้ให้ ไม่ต้องกลัวลำบากสำหรับคนที่รักสบาย แถมมีร้านสะดวกซื้อครบครัน
ที่นั่นมีความกด (ดัน) อากาศสารพัดให้ได้เรียนรู้ ร้อนเป็นอย่างไร หนาวเป็นแบบไหน
ที่นั่นมีต้นไม้สูงให้ได้ลองปีน มีน้ำตกให้ได้ลอยล่องแก่งน่าตื่นเต้น บางทีบาดเจ็บได้แผลบ้างก็มี-แต่สนุก
ที่นั่นมีสัตว์ป่าดุร้าย ให้ได้ส่องดู เรียนรู้พฤติกรรม และทำตาม! ซึ่งหาดูยาก และนานนานจะได้เห็น
ที่นั่นร่มเย็นด้วยสรรพสิ่ง รุ่มร้อนด้วยอะไรบางอย่าง และหนาวสั่นได้ด้วยอะไรบางสิ่ง
แต่บางอย่างผมก็บอกไม่ถูกหรอกครับ บอกไม่ถูกอย่างที่บอกไม่ถูก
ก็เลยว่าจะชวนให้ไปด้วยกัน

ว่าแต่-ซัมเมอร์นี้ว่างกันไหมครับ?

นี่ครับ ตั๋ว


Create Date : 01 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2551 11:27:37 น. 4 comments
Counter : 3767 Pageviews.

 
เขียนดีจริงๆ

ได้ค่าADเท่าไหร่งะ

อิอิ


โดย: -3- IP: 58.8.110.133 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:15:28:05 น.  

 
แบงค์

ชิ้นนี้เขียนดีนะ แต่สองย่อหน้าหลัง มันนอกเรื่องจริงๆอย่างที่คุณพูดเลย...


โดย: สายน้ำกับสายเมฆ วันที่: 12 พฤศจิกายน 2551 เวลา:22:31:16 น.  

 
ผมอยากฝึกงานที่ a day แต่ผมไม่รู้ว่า จะเก่งพอ หรือ มีคุณสมบัติหลายๆอย่างที่เค้าควรจะมีหรือเปล่า แล้วรับน้อยมาก แต่ มันเป็นฝันหนึ่งที่อยากจะให้มันเป็นจริง ถึงแม้ว่า อาจจะโดนดูถูกจากคนรอบข้างมากมาย แต่ก็จะลองสู้สกับมันดูซักตั้ง ถ้าไม่น็อกไปก่อน

ยังไงอยากให้คุณช่วยแนะนำเรื่องการเขียนแนะนำตัวหน่อย


โดย: ฝันเฟื่อง IP: 192.168.10.102, 112.142.113.158 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:15:14:49 น.  

 
มีไลน์ เฟซ อะไรที่จะสามารถติดต่อได้ไหมคะ อยากสอบถามค่ะ


โดย: โครเชต์ IP: 223.24.10.120 วันที่: 4 ธันวาคม 2558 เวลา:19:48:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.