ตอนที่ 8
โต้งยังไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุด เดินมาที่ตู้เย็นเพื่อกดน้ำดื่ม เสียงโทรศัพท์มือถือดังอยู่ในกระเป๋ากางเกง โต้งไม่คุ้นเบอร์จึงถามเสียงห้วนว่าใคร พอรู้ว่าเป็นมิวก้แปลกใจที่โทรมาดึกๆ

“มิวเหรอ? ว่าไง”
“เพลงของเรา เราไร้ท์ให้เสร็จแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เราเอาไปให้ที่สยามนะ”

เสียงมิวดังออกมาจากเครื่อง โต้งเดินคุยไปเรื่อยๆจนมาถึงห้องนั่งเล่น เห็นกรนอนเมาเลอะเทอะอยู่ที่โซฟา โต้งรู้สึกบางอย่างในใจลึกๆ สงสารพ่อจับใจ ไม่ได้ยินเสียงมิวที่เรียกอยู่ในโทรศัพท์
“มิว เดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยโทรหานะ”
“ อ๋อ ได้ งั้นแค่นี้ก่อนล่ะกัน”
โต้งตัดสายไป มิวรู้สึกเสียดาย และไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรโต้งถึงไม่อยากคุยด้วย ความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามาใส่มิวไม่รู้ตัว

โต้งเดินไปหาผู้เป็นพ่อช้าๆ กรสะอึกเป็นระยะๆ มองดูพ่อด้วยแววตาเศร้าหมอง สุนีย์ถือผ้าห่มผืนใหญ่เข้ามา
“ยังไม่ไปอาบน้ำอีกเหรอ?”
โต้งหันไปสบตากับแม่
“กำลังจะไป” โต้งหันกับไปมองพ่ออีกครั้งแล้วเดินไปอาบน้ำ สุนีย์มองกรด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างจากลูกชายนัก

  

ที่โรงอาหารช่วงพักกลางวัน โต้งนั่งคิดถึงแต่อาการของกร จนเผลอสะอึกขึ้นมาเหมือนที่พ่อเป็น จนเพื่อนรำคาญ
“ เฮ๊ย!!นี่มึงเป็นเหี้ยอะไรเนี่ย” เพื่อนในกลุ่มถาม
“ขี้ติดคอหรือไงว่ะ” อีกคนแซว
“โต้ง เมื่อวานมึงทะเลาะกับโดนัทเหรอว่ะ”
“เอาข่าวมาจากไหนว่ะ” โต้งถาม
“เมื่อวานกูคุยเอ็มกับเพื่อนเค้า”
“แล้วเค้าว่าไงบ้างว่ะ” โต้งอยากรู้ว่าโดนัทเล่าอะไรให้เพื่อนฟังบ้าง
“เค้าก็บอกว่า มึงน่ะโคตรเหี้ยเลย ไม่ดูแลเค้าเลย”
“อ๋อ สงสัย มึงได้เค้าแล้วจะทิ้งใช่มั๊ย!!” เพื่อนคนแรกตั้งสมมุติฐานให้
โต้งหันไปให้ของลับอย่างฉุนเฉียว หันมาฟังเพื่อนคนเดิมเล่าต่อ
“กูไม่เข้าใจ โดนัทแม่งสวยเลือกได้ เค้าเลือกมึงนะโว้ย ทำไมมึงไม่ดูแลเค้าหน่อยว่ะ
“ไม่รู้สิ กูก็เป็นของกูอย่างนี้ เค้าไม่เข้าใจว่ะ” โต้งพยายามอิบายแต่เพื่อนก็แทรกขึ้นเสียก่อน

“มึงก็เป็นของมึงแบบนี้ ถามจริงๆเถอะ อยากเลิกกับโดนัทหรือเปล่า?”
เพื่อนทุกคนจ้องมองหน้าโต้งกันหมด ลุ้นว่าโต้งจะตอบอย่างไร
เลิกเรียนแล้ว โต้งโทรศัพท์ไปหาโดนัท เพื่อจะปรับความเข้าใจ

  

ชั่วโมงพละคาบสุดท้ายก่อนเลิกเรียน มิวกำลังตั้งใจฟังคุณครูสอนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งมีหลายวีธี โดยให้นักเรียนจับฉลากเลือก ที่หน้าแถวมิวและเอ็กส์ยืนเกี่ยงกันเพื่อเลือกจับฉลาก
เอ็กส์เป็นคนหยิบกระดาษข้างในขึ้นมาเป็นคนแรก

“ CPR.คืออะไรว่ะ?”
หันไปถามมิว ที่ทำหน้าไม่รู้เช่นกัน คุณครูตีแขนเอ็กส์เบาๆพรึมพรำว่าสอนไปแล้วแต่ไม่จำเอง และอธิบายให้ฟังว่าคืออะไร จากนั้นก็ให้สาธิตตัวอย่างให้เพื่อนๆดู

มิวนอนลงกับพื้น โดยมีเอ็กส์นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆใกล้กับหัวไหล่ เพื่อเตรียมปฐมพยาบาลให้ เพื่อนนักเรียนในชั้นต่างชะโงกหน้าดูกันอย่างตั้งใจ เอ็กส์ค่อยๆปั้มหัวใจเรื่อยๆที่หน้าอกจากนั้นก็จับคางของมิวเงยขึ้นเล็กน้อย

“ เอาจริงเหรอครู?” เอ็กส์หันไปถามหวาดหวั่น อยากให้คุณครูเปลี่ยนใจ แต่คำตอบของครูทำเอาเอ็กส์หน้าจ๋อย
“อ๊ะ!!หรือจะเอาศูนย์”
เอ็กส์ตัดสินใจรวบรวมความกล้าอีกครั้งก้มหน้าลงไปประชิดที่ริมฝีปากของมิวแต่ก็เงยขึ้นมาอีกครั้ง
“สัตว์เอ๊ย!!อย่าหลับตาสิว่ะ”
เสียงร้องกรี๊ดของเพื่อนๆในชั้นเรียนที่ลุ้นอยู่ต่างหวาดเสียวแทนพร้อมกับอดขำไม่ได้

คราวนี้มิวไม่หลับตา พยายามไม่เกร็ง
หน้าของเอ็กส์ก้มลงมาต่ำจนประชิดกันอีกครั้ง เป็นการปรฐพยาบาลแบบ “เม้าส์ทูเม้าส์”

“ แหวะ!! เหี้ยมิว มึงเอาลิ้นสอดเข้ามาในปากกูทำไมว่ะ”
มิวหน้าเหวอ รู้สึกอายเพื่อนๆ ลุกพรวดขึ้นมา

“เหี้ยอะไรเนี่ย กูไม่ได้ทำนะโว้ย”
มิวมองไปที่เพื่อนๆ เห็นทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนานก็รู้สึกหน้าชา
“ก็มึงสอดเข้ามา” เอ็กส์ยังแกล้งต่อไปอีก
“เหี้ยอะไรเนี่ย”
มิวไม่พอใจ

  

หลังเลิกเรียน เพื่อนๆในกลุ่มทั้งเอ็กส์ ปิงปอง น้องอ้วน อ๋อง เอ็ม แวน อาร์ม ไมค์ ต่อ แม็ก มากันจวนครบแล้ว
“เออพี่เอ็กส์ พี่มิวล่ะ” ไมค์หันมาถาม
“ไม่รู้เหี้ยมัน”
เอ็กส์ตอบโดยไม่ได้เงยหน้าจากกีต้าร์ที่กำลังตั้งสายอยู่ ส่วนอ๋องเดินเข้ามาแซวเรื่องเอ็กส์
“ได้ข่าวว่าไปดูดปากกับไอ้มิวมาเหรอ?” เอ็กส์ให้ของลับไป อ๋องหัวเราะขำๆ

  

ที่สยามโต้งพยายามติดต่อกับมิวเพื่อมาเอาแผ่นเพลงที่มิวไร้ท์ให้ แต่ก็โทรไม่ติด มิวรู้สึกโกรธที่เอ็กส์แกล้งให้อายเพื่อนๆจึงไม่ไปซ้อมดนตรี แอบมาเดินคนเดียวที่สยาม เดินดูของที่โชว์หน้าร้านไปเรื่อยๆ และก็เจอกับโต้งโดยบังเอิญ โต้งโบกมือทักให้ มิวยิ้ม รู้สึกดีขึ้นมา

โต้งได้มีโอกาสเข้ามาที่ห้องของมิวอีกครั้ง หลังจากที่กลับจากสยาม โต้งกวาดสายตาดูรูปภาพต่างๆแล้วมาสะดุดที่กรอบรูปอันหนึ่ง
“ยังเก็บไว้อยู่เหรอ?” โต้งยื่นกรอบรูปถ่ายที่มิวและโต้งถ่ายคู่กันวันแสดงละครเวที เมื่อ 6ปีก่อน

มิวรับคำยิ้มๆ แล้ววางกรอบรูปไว้ใกล้ๆตุ๊กตาไม้ โต้งเอื้อมหยิบขึ้นมาดู จิตใจของโต้งตอนนี้หวนระลึกถึงวัยตัวเองเมื่อครั้งเป็นเด็ก ความทรงจำเรื่องราวต่างๆเรียบเรียงขึ้นมา สายตาของโต้งดูอ่อนโยนลง ในมือยังคงกุมตุ๊กตานั้นไว้แน่น
“มิว…” โต้งเรียกเบาๆ มิวค่อยๆหันไปหาโต้งที่ยืนพิงขอบหน้าต่างอยู่อีกด้านหนึ่ง
“เล่นเพลงตอนนั้นให้ฟังหน่อยสิ” สายตาของโต้งวิงวอน
“เพลงอะไรล่ะ”

“ก็เพลงที่มิวเคยเล่นตอนเด็กๆไง”
สายตาของโต้งยังคงจับจ้องที่ตุ๊กตาไม้ในมือ สิ่งของที่อยู่ในมือขณะนี้คือรอยเชื่อมต่อระหว่างเขาและมิว โต้งอยากจดจำวันเวลาที่เป็นเด็กอย่างนี้ให้เนิ่นนานต่อไป

มิวทำหน้าคิดไม่ออก แต่สักครู่ก็ยิ้มขึ้นมา
หันกลับไปที่อิเล็คโทนอีกครั้ง เสียงดนตรีค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆโต้งปล่อยความรู้สึกไปกับเสียงเพลงในวันวาน
สายตามองทอดยาวออกไปนอกหน้าต่าง

“บ้านหลังนั้นมีคนย้ายมาอยู่แล้วเหรอ?”
โต้งถามเมื่อเห็นว่าบ้านหลังเดิมที่เคยอยู่เมื่อช่วงเด็กๆมีคนอยู่ข้างใน โต้งน้ำตาซึมจนมองเหมือนเห็นพี่แตงกำลังยิ้มทักทายอยู่ในห้องฝั่งตรงข้าม
“เคยเห็นเค้ากลับมาบ้างหรือเปล่า?” โต้งถามเบาๆ เหมือนจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่พี่แตงจะกลับมา
“ใคร?” มิวชะงักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้เสียงดนตรีสะดุดลง โต้งหันกลับมาทำหน้าเหมือนเดิม

“เปล่า ไม่มีอะไร”
แล้วก็ก้มหน้ามองตุ๊กตาไม้ที่อยู่ในมืออย่างเศร้าสร้อย
มิวเข้าใจความรู้สึกบางอย่าง พูดขึ้นเหมือนตอกย้ำความเจ็บปวด
“ยังไม่ลืมอีกเหรอ?” ไม่มีเสียงตอบจากโต้ง
“ถ้าหากโต้งได้มีโอกาสเจอพี่แตงอีกครั้งหนึ่ง โต้งจะพูดกับเค้าว่าไง”
“ไม่รู้สิ แค่เราจะถามว่า… ทำไม?” โต้งก้มหน้าพูด ไม่อยากให้มิวได้เห็นน้ำตา

“ทำไม?” มิวแปลกใจว่าเพราะอะไรจึงถามเพียงแค่นี้
“ทำไม ถึง ถึงทิ้งพวกเราไป”
โต้งยืนนิ่ง ไร้เรี่ยวแรง ความเหงามันเข้ามาเกาะอยู่ที่หัวใจของโต้งอีกครั้ง มิวเอื้อมมือหยิบแผ่นเพลงที่ไร้ท์เสร็จแล้วให้กับโต้ง

“มันไม่ใช่ความผิดของเค้าหรอกโต้ง”
โต้งรับแผ่นเพลงไว้แล้วส่งตุ๊กตาไม้คืนให้มิว
ทั้งสองคนประสานสายตาส่งกำลังใจให้กันและกัน เสียงเคาะประตูห้อง หญิงเปิดประตูมาทั้งสองคนหันหน้าไปที่ประตู เห็นหญิงยืนอยู่
“อ้าว มีเพื่อนอยู่ด้วยเหรอ? โห!!อุตส่าห์ว่าจะมายืมดิกส์เสียหน่อย งั้นไว้หญิงจะมายืมใหม่ล่ะกัน” หญิงทำท่าจะปิดประตู โต้งเรียกดักไว้
“เฮ๊ย!!ไม่เป็นไร” หญิงชะงักหันกลับมา มิวมองหน้าโต้ง โต้งบอกว่ากำลังจะกลับบ้านพอดี

“เอาไงดี ให้ไปส่งหรือเปล่า?”
มิวบอก
“ไม่เป็นไร หาดิกส์ให้เค้าก่อนเถอะ”
โต้งโบกมือลา มิวโบกมือตอบสายตาละห้อย โต้งเดินผ่านหญิงโค้งศีรษะให้เล็กน้อย หญิงยิ้มให้บอกกับมิวว่า เพื่อนมิวหน้าตาหล่อดี



หลังจากได้ดิกส์แล้ว หญิงก็กลับไปที่บ้าน หม่าม้าและอาเฮียจ้องหาเรื่องอยู่
“หม่าม้า ไม่ต้องไปว่ามันหรอก คนแถวนี้เขาก็รู้ว่าไอ้มิวมันเป็นกระเทย” หญิงชะงักหันมามองอาเฮียไม่พอใจ

“ โอ๊ย!!อาเฮียกับหม่าม้าทำไมไปว่าอามิว เขาแบบนั้น อามิวเขาเป็นผู้ชาย โอ๊ย!!อาเฮียนี่ปากหมาจริงๆเลย” หญิงสะบัดสะบิ้งวิ่งขึ้นห้องตัวเองไป
ที่ห้อง หญิงหยิบตุ๊กตาหมีขึ้นมากอดแล้วค่อยอารมณ์ดีขึ้น เดินไปแอบมองมิวที่หน้าต่างบิดตุ๊กตาไปมาซ้ายที ขวาทีแต่ก็ต้องตกใจที่เห็นมิวบิดแขนซ้าย แขนขวาไล่ความเมื่อยล้าออกไป หญิงเข้าใจว่าเป็นเพราะมนต์จากหนังสือแน่ๆ

มิวเคาะคีบอร์ดไล่จังหวะอยู่นานแต่ก็คิดไม่ออก เห็นกรอบรูปวางอยู่ใกล้ๆก็ยิ้มออกมา เหมือนได้กำลังใจบางอย่าง มิวค่อยๆใส่จังหวะและเนื้อหาของเพลงทีละน้อยๆ

(โปรดติดตามตอนต่อไป )



Create Date : 20 เมษายน 2552
Last Update : 20 เมษายน 2552 11:03:19 น.
Counter : 146 Pageviews.

0 comment
ตอนที่ 7
บนรถสุนีย์ถามถึงการเรียนของลูกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“วันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็ดีแม่”
“แล้วเรียนวิชาอะไรบ้างล่ะ”
“เคมี” โต้งตอบขึ้นมาเพียงวิชาเดียว
“แล้วเรียนรู้เรื่องเหรอ?” สุนีย์ถามอย่างเป็นห่วง
“รู้สิ ทำไมเหรอ?” โต้งแปลกใจ
“ก็หนังสือยังอยู่ท้ายรถอยู่เลย”
สุนีย์หันมาบอกลูกชาย โต้งหันไปดูที่เบาะท้ายรถ ก่อนหันกลับไปหน้าซีด
“เขาเรียนจาก VDO. และก็แจก Sheet”
“ไปเรียนพิเศษแน่เหรอ?” สุนีย์ยังไม่อยากจะเชื่อคำพูดของลูกชาย ลูกคนนี้ลื่นไหลเก่งเหมือนตอนเด็กๆไม่มีผิด
“แน่ครับ” โต้งตอบไปแม้จะไม่เข้าใจว่าแม่ถามเพราะอะไร

  

มิวเดินมาถึงหน้าบ้านเห็นหญิง เพื่อนนักเรียนด้วยกันที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านเดิมของโต้ง มิวเห็นหญิงนั่งหน้าหงิกที่เก้าอี้เหล็กเก่าๆสีขาวหน้าบ้านของตัวเองก็เข้าไปถาม
“ ก็หม่าม้าว่าหญิงตลอดเลยน่ะ อะไรหม่าม้าก็บ่นๆๆๆอยู่นั่นแหละ” หญิงระเบิดอารมณ์ใส่มิวไม่ยั้ง ราวกับอัดอั้นมานาน
“แล้วไปทำอะไรให้เขาล่ะ”
“หญิงไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” หญิงเงยหน้าพูด

  

ที่ห้องนอนของมิว หญิงเดินสำรวจในห้อง จู่ๆก็หันไปถามมิวทางด้านหลัง สองมือของหญิงวางบนบ่าของมิว
“ มิว ทำอะไรอยู่”
“เขียนเพลงอยู่” มิวหันมาหาหญิง
“เหรอ แล้วมันเป็นเพลงเกี่ยวกับอะไรล่ะ”
หญิงชะโงกหน้าจนเกือบติดหน้าจอคอมพ์
“ เกี่ยวกับ เอ่อ ความรัก”
มิวบอกไม่เต็มเสียงนัก เพราะยังหนักใจกับโจทย์ที่พี่อ็อดให้มา
“ความรักเหรอ? มันก็ไม่เห็นยากเลยนี่มิว” หญิงตื่นเต้น
“ก็ไม่รู้สิ มัน… มันไม่เคยมี”
มิวเขินๆ อายๆที่จะพูดถึงความรัก
“มิวยังไม่มีแฟนจริงเหรอมิว จริงเหรอ?”

หญิงกระโดดโลดเต้นอยู่ด้านหลังของมิวไปมา
“ไม่เอาแล้ว ไม่พูดดีกว่า”
มิวหน้าแดง รีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“งั้น ถ้ามีวอยากรู้ว่ามีแฟนแล้วเป็นอย่างไร เราเป็นแฟนมิวให้ เอาไหม?”
“เฮ๊ย!!บ้า ไม่เอา”
มิวรีบปฎิเสธพัลวัน คิดว่าหญิงแซวเล่น

“ทำไมล่ะ”
หญิงขำกับท่าทางเขินอายของมิว เสียงหม่าม้าเรียกอยู่ที่บ้านหญิงชักสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็รีบกลับบ้านไป
“เรากลับบ้านก่อนนะมิว”
ก่อนจะเปิดประตูห้องออกไปหญิงได้หันมากำชับกับมิวอีกครั้งเป็นนัยๆ
“นึกดูดีๆนะมิว คนเราต้องมีบ้างล่ะ”
“จะพยายามครับ”
มิวพยักหน้าให้ไม่กล้าสบตาด้วย หันกลับไปสนใจแต่งเพลงต่อ หญิงแอบหยิบเอาหมวกวิชาทหารของมิวติดมือไปด้วย




เย็นวันนั้นที่บ้านของสุนีย์ โต้งสวมเสื้อยืดคอกลมสีเขียว แต่ยังไม่เปลี่ยนกางเกงนักเรียน เดินเข้ามากำลังจะนั่งที่เก้าอี้เพื่อทานอาหารเย็นพร้อมกัน ที่โต๊ะอาหารมีแก้วเหล้าวางอยู่ด้วย กรทักว่าทำไมไม่เอาจานข้าวมาเผื่อพี่แตงด้วย โต้งชะงักแปลกใจ สุนีย์เอ่ยเบาๆกับสามี สีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย

“แตงเขาไม่อยู่กับเราแล้ว เขาจะไม่กลับมาอีกแล้ว”

กรให้ไปมองภรรยา เริ่มคิดได้ สายตาค่อยๆลดลงมองอาหารตรงหน้า ดต้งมองหน้าผู้เป็นพ่อแล้วสงสารจับใจ ด้านสุนีย์เองก็พยายามกลืนก้อนแข็งๆในลำคอไม่ให้สามีและลูกเห็น

  

หลังจากทำธุระเสร็จแล้ว
หญิงก็เข้าไปในห้องของตัวเองอย่างมีความสุข
กอดตุ๊กตาหมีตัวน้อยไว้แนบอก สมมุติว่าเป็นตัวแทนของคนที่ตัวเองแอบรัก
รูปถ่ายของมิวหลากหลายอิริยาบถถูกตกแต่งอยู่ตามพนังห้อง เต็มไปหมด หญิงแอบรักมิวตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งห้องนอนของหญิงและมิวอยู่ใกล้กันเพียงถนนกั้นกลางเท่านั้น หญิงมักจะแอบส่งยิ้มให้มิวเสมอๆโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว หญิงหยิบหมวกวิชาทหารของมิวขึ้นมา คลี่ด้านในเพื่อหาเส้นผมที่ติดมากับหมวกของมิว จนเจอและก็หยิบมันใส่เข้าไปในส่วนหัวของตุ๊กตาหมี ตามที่ตัวเองได้อ่านเจอจากหนังสือวัยรุ่นทั่วไป

“เคล็ดลับมัดใจ”

ในหนังสือเขียนบอกไว้ว่าให้เอาเส้นผมของคนที่ตัวเองชอบใส่ไว้ในตุ๊กตา หรือไว้ใต้หมอน จากนั้นก็สวดขอพรพระผู้เป็นเจ้าทุกคืน เป็นเวลา 3 คืนหลังจากนั้นคนที่ตัวเองแอบชอบจะหันมาสนใจ หญิงมีความเชื่อว่าถ้าทำตามที่หนังสือบอก มิวจะหันมาสนใจเธอบ้างไม่มาก็น้อย

หญิงถือตุ๊กตาที่เย็บเสร็จแล้วเดินไปที่หน้าต่าง แอบดูมิวที่กำลังเคร่งเครียดกับการเขียนเพลงรัก

ด้านมิวเองก็พยายามไล่จังหวัดของอิเล็คโทนให้เป็นท่วงทำนองเพลง แต่ก็ต้องถอดใจเมื่อไม่สามารถจะเล่นให้มันเป็นเพลงได้ รู้สึกท้อและเหนื่อยจึงพักสายตาออกจากเครื่องดนตรีนั้น ตุ๊กตาไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆส่งยิ้มให้กับมิวและมิวก็ยิ้มให้กับตุ๊กตาไม้โดยไม่รู้ตัว

(โปรดติดตามตอนต่อไป)



Create Date : 20 เมษายน 2552
Last Update : 20 เมษายน 2552 10:59:12 น.
Counter : 130 Pageviews.

0 comment
ตอนที่ 6
ที่ร้านไอศครีม ฝั่งสยามเซ็นเตอร์โต้งนั่งกินอยู่กับโดนัท นักเรียนหญิงในโรงเรียนที่สวยที่สุดเป็นขวัญใจของนักเรียนชายหลายๆคน แต่คนที่โชคดีที่สุดคือโต้ง เพราะโดนัทให้ความสำคัญกับโต้งเพียงคนเดียวเท่านั้น
“ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยรับโทรศัพท์เรา” โดนัทตัดสินใจถาม โต้งค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวช้าๆ

“ก็ …บางทีก็เรียนอยู่ บางทีก็เตะบอล”
“เล่นบอลเนี๊ยนะ” โดนัทรู้สึกไม่พอใจนิดๆ ที่โต้งให้ความสำคัญกับบอลมากกว่าตัวเอง ทั้งๆที่โดนัทให้ความสำคัญกับโต้งมากกว่าคนอื่น
“หลังๆโต้งดูเฉยชากับโดนัทจังเลย” โดนัทเริ่มระบายความรู้สึกน้อยใจออกมา โต้งที่เหม่อมองออกไปที่กระจกใสด้านข้างของร้านที่ติดกับถนน ไม่ค่อยได้สนใจคำถามของโดนัทเท่าไหร่ ยิ่งทำให้โดนัทน้อยใจมากกว่าเดิม
“เหรอ” โต้งพูดออกมาเหมือนไม่รู้สึกตัว ทำให้โดนัทรู้สึกหน้าชา
“โต้งคิดอะไรอยู่” โดนัทถามตรงๆ โต้งสบตากับโดนัท กัดริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยเหมือนลืมตัวขณะใช้ความคิดเหมือนจะพูดบางอย่างออกมา แต่ก็ถอนหายใจไม่กล้าพูด

“โต้งยังอยากคบกับโดนัทอยู่หรือเปล่า?” โดนัทเป็นฝ่ายถามตรงๆ โต้งหันหน้าออกไปที่วิวด้านนอกผ่านกระจกใส
“ เราไม่รู้เหมือนกัน” โต้งพูดเบาๆรวบรวมความกล้าพูดออกมา
“ทำไมล่ะโต้ง โต้งไม่รักโดนัทแล้วเหรอ?” หญิงสาวจ้องหน้าคนรัก น้ำตาเล็กๆเอ่อล้นขอบตา ยิ่งโต้งนิ่งเงียบ ยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกอับอาย และเหมือนจะยืนยันคำตอบที่ตัวเองคิดไว้แล้ว ไม่ทันที่จะได้ยินคำพูดจากปากของโต้ง โดนัทก็ลุกขึ้นวิ่งออกจากร้านไป

  

อีกด้านหนึ่งของสยาม กลุ่มของมิวหลังจากกลับจากค่ายเพลงก็มาเดินกันที่นี่ เพื่อนๆกำลังจับกลุ่มพูดถึงจูนอย่างสนุกสนาน
“กูว่าพี่จูน โคตรจะน่ารักเลย” เพื่อนคนหนึ่งว่า
“ ถูก” อีกคนเห็นด้วย
“กูก็ว่าพี่จูนหน้าเหมือนใครสักคนที่กูเคยรู้จักว่ะ” มิวแสดงความรู้สึกออกมา
“ใครว่ะ”
“ไม่รู้” มิวพูดตรงๆขณะที่อีกคนเดินมาตบบ่าเบาๆพูดแซว
“ให้เบอร์กู ได้โทรหาพี่จูนแทนได้หรือเปล่าว่ะ” ยังไม่ทันที่มิวจะว่าอะไร
“เทปวงเรา ขายหมด ดีใจหรือเปล่าว่ะเนี๊ย!!” เพื่อนอีกคนที่เดินออกมาจากแผงเทปใกล้ๆ ก็วิ่งพรวดเข้ามากลางกลุ่มร้องบอกอย่างดีใจ
ทุกคนมองหน้ากันเงียบกริบ…ก่อนจะ เปล่งเสียงและสีหน้าออกมาพร้อมกันดีใจอย่างลิงโลด

“เทปขายดีอยู่แล้ว จะให้กูเปลี่ยนแนวไปทำไมว่ะ” มิวบ่นไม่เข้าใจ
“ช่าวแมร่งเถอะ อย่าไปสนใจ ไปฉลองกันดีกว่า” เพื่อนอีกคนไม่อยากสนใจ ดึงกันไปฉลองต่อ


ที่ร้านขายเทปร้านเดิมกับที่เพื่อนๆในวงออกัสไปสำรวจความนิยมเมื่อครู่ โต้งเดินเข้าไปถามเจ้าของร้าน
“พี่ครับ พี่มีเพลงของวงออกัสมั๊ยครับ”
“อ๋อ หมดแล้วครับน้อง เมื่อกี้คนที่ทำ เขาเชคยอดไปเมื่อกี้เอง” ชายคนขายหันไปอีกทางที่กลุ่มมิวเดินออกไป

“นั่นไงๆ เพิ่งเดินออกไปเมื่อกี้ น้องลองไปถามเขาดู”

โต้งมองตามที่เจ้าของร้านขายเทปชี้บอก เห็นกลุ่มของมิวอยู่ไม่ไกล จึงวิ่งตามไป
โต้งชะเง้อมองหาว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะมีผู้คนพลุกพล่าน มิวหันมาเห็นจำได้ว่าเป็นโต้ง ยิ้มอย่างดีใจเหมือนคนที่เก็บอาการไว้ไม่อยู่ ทั้งสองเดินเข้าหากัน ต่างมีความรู้สึกในใจแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นทักทายกันอย่างไร
“มิวรึเปล่าเนี้ย?” โต้งเข้าไปทักก่อน เอ่ยเบาๆกลัวทักผิดคน มิวพยักหน้าและยิ้มให้ ยังคงจ้องหน้าโต้ง

“โต้ง…ใช่เปล่า?”
มิวทักบ้าง เพื่อนๆของมิวหยุดเดิน มองกันอย่างแปลกใจ
“เป็นไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”

โต้งถามสารทุกข์ของเพื่อนเก่า ประหม่าจนไม่รู้จะเก็บมือไว้ตรงไหน เช่นเดียวกับมิวที่รู้สึกเก้อเขินจนต้องล้วงมือเข้าในกระเป๋ากางเกง
“แล้ว มิวอยู่วงนี้ด้วยเหรอ?” โต้งถาม
“เออใช่ เราเป็นนักร้องนำอยู่วงนี้ วงออกัส” มิวชี้ไปที่เพื่อนๆของตัวเอง ทุกคนยกมือสวัสดีโต้ง

“แล้วโต้งรู้ได้ไงเนี้ย”
“อ๋อ ก็พี่เขาบอก นี่เรามาซื้อยังหมดเลย”
“จริงสิ เดี๋ยวเราไร้ท์ให้ก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรมิว ไว้เราอุดหนุนดีกว่า”
มิวทำหน้าคิด

“โห!!ถ้าจะซื้อต้องรออีกนานเลยนะ เวอร์ชั่นนี้ไม่ทำออกมาแล้ว เอาไงดี” มิวทำท่าคิด แต่ก็ยังมีรอยยิ้มเจือที่ใบหน้า
“งั้นโต้งเอาเบอร์มาสิ เดี๋ยวเรากลับบ้านไปไรท์แล้วพรุ่งนี้เรานัดเอามาให้ ” มิวคิดอะไรไม่ออกจึงขอเบอร์โทรศัพท์ของโต้งไว้ก่อน
“ได้ๆ เบอร์ 083-9018320” เพื่อนอีกคนเดินเข้ามาเรียกว่ารอนานแล้วให้รีบไป มิวจึงบอกกับโต้งว่าจะโชว์เบอร์ที่เครื่องของโต้งให้ มิวเดินตามเพื่อนๆไปอย่างมีความสุข ไม่วายหันหลังกลับมามองที่โต้งอีกครั้ง ไม่นานมือถือของโต้งก็ดังขึ้น โต้งยิ้มอย่างมีความสุข หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
แต่เป็นเบอร์ของสุนีย์ที่โทรมารับลูกชาย

  
(โปรดติดตามตอนต่อไป )



Create Date : 20 เมษายน 2552
Last Update : 20 เมษายน 2552 10:56:10 น.
Counter : 160 Pageviews.

0 comment
ตอนที่ 5


ภายในบ้านมีเพียงความว่างเปล่า ไม้กางเขนเซรามิกน่ารักๆสีขาว ตรงกลางของไม้กางเขนมีการ์ตูนเด็กผู้หญิงยิ้ม ห้อยอยู่ ที่หน้าบ้าน เหมือนเป็นตัวแทนรอใครสักคนกลับมา อาม่ามาส่งสุนีย์ กร และโต้งขึ้นรถ รถของกรเป็นรถครอบครัวสีดำ มิวเดินตามรถคันนั้นที่เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ สุนีย์ไม่หันกลับมามองซักนิดเหมือนตัดสินใจทิ้งความทรงจำบางอย่างไว้ที่นี่ โต้งหันไปมองมิวอีกครั้งด้วยความรู้สึกเหงา และหวังลึกๆว่าสักวันคงได้เจอกัน มิวเช็ดน้ำตากับแขนเสื้อตัวเองก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน อาม่าและป้าเดินตามเข้ามา

มิวนั่งลงที่หน้าเปียโน เหมือนคนไร้ความรู้สึก อาม่าหยุดยืนมอง สงสารหลานแต่ก็ได้แต่ส่งสายตาเป็นกำลังใจให้ เสียงเปียโนดังขึ้นไม่เป็นจังหวะเหมือนคนไม่มีกำลังใจเล่น ภาพของโต้งที่ถ่ายคู่กับมิววางอยู่ด้านบนของเปียโน ใกล้ๆกับอาม่าที่ถ่ายคู่กับอากง

  

บนห้องนอนของมิวตกแต่งด้วยโทนสีเขียวตามที่ตัวเองชอบ ภาพที่เคยถ่ายคู่กับโต้งได้ย้ายมาวางไว้ที่หัวเตียงแทนเปียโนที่เคยอยู่ด้านล่าง
ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งภาพที่มิวถ่ายคู่กับอาม่าด้วยโดยโต้งเป็นคนถ่ายให้ ภาพนั้นดูซีดลงไปบ้างตามเวลา แต่สำหรับมิว ความรู้สึกบางอย่างยังไม่เคยแปลเปลี่ยนตามเลย ตุ๊กตาไม้ที่โต้งเคยให้ตอนกลับจากเชียงใหม่ยังคงยิ้มให้มิวเสมอยามที่มองเห็น และทุกครั้งมิวจะเห็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นจากตุ๊กตาไม้ทุกครั้งเพราะมันวางใกล้กับอิเลคโทน ที่มิวเพิ่งซื้อมา เพื่อใช้แทนเปียโนของอากงที่เก่าเกินที่จะเล่นได้
….แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะผ่านพ้นไปได้ 6 ปีแล้วก็ตาม

  

มิวแต่งตัวเพื่อจะไปโรงเรียนเหมือนเคย มิวมองดูรูปอากงที่แขวนไว้อยู่บนประตูทางเข้าไปอีกห้องหนึ่งช้าๆ สลับกับรูปของอาม่าที่ติดอยู่ใกล้ๆอากง วันนี้อาม่าคงมีความสุขที่ได้พบอากงแล้ว มิวไหว้อาม่าและอากงก่อนจะไปโรงเรียนทุกวัน และวันนี้ก็เช่นกัน

  

รถคันหนึ่งขับอยู่บนถนนมุ่งไปข้างหน้า ใกล้จะถึงที่หมายเต็มที สุนีย์เอื้อมมือเพื่อจะเปลี่ยนคลื่นวิทยุ
“เดี่ยวก่อนสิแม่” โต้งร้องห้ามแม่
“ทำไมล่ะ”
“ขอฟังเพลงนี้ให้จบก่อน” สุนีย์ขับรถต่อไม่ว่าอะไร ยอมลูกชายแต่โดยดีจนมาถึงโรงเรียนของลูกชาย
“วันนี้มีเรียนพิเศษหรือเปล่า?” สุนีย์หันมาถามลูก
“มีสิ”
“แล้วจะให้ไปรับกี่โมง”
“อืม” โต้งทำท่าคิด “แล้วจะโทรบอกแล้วกัน” แล้วก็เปิดประตูรถวิ่งเข้าโรงเรียนไป
ที่ใต้ตึกของโรงเรียน โต้งเจอเพื่อนๆที่โต๊ะกำลังนั่งมองเพื่อนอีกกลุ่มเล่นฟุตบอลก่อนเข้าแถวตอนเช้า
“เจ๋ง ฝากกระเป๋าด้วย” โต้งวิ่งเข้าไปที่กลุ่มเพื่อนๆ
“เฮ๊ย!!ไอ้เหี้ยโต้ง โทรศัพท์” เจ๋ง ร้องเรียกโต้งที่เล่นฟุตบอลอยู่ไม่ไกล โต้งทำไม้ทำมือบอกไม่รับโทรศัพท์ เจ๋งทำหน้างงแต่ไม่สนใจคุยโทรศัพท์ของตัวเองต่อ

  

สุนีย์กลับเข้ามาที่บ้านอีกครั้ง กรยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมโดยมีขวดเหล้าและแก้ววางอยู่ สุนีย์มองอย่างละเหี่ยใจ
“ลืมอะไรอีกล่ะ” กรซุกแก้วเหล้าไว้ แต่สุนีย์ไม่สนใจเทถุงโจ๊กใส่ชามวางไว้ให้สามีแล้วเดินออกไปทำงาน แต่ก็ไม่วายหันมากำชับสามีด้วยความเป็นห่วง
“อย่าดื่มให้มันมากนักล่ะ”
“รู้แล้วล่ะน่ะ”

  

ที่โรงเรียน “เซนต์นิโคลัส” มิวยังคงเรียนที่เดิม
“ เฮ๊ย!!พี่เอ็กส์ พี่มิว สวัสดีครับ”
“เสียงของปิงปองนักเรียนรุ่นน้องที่วิ่งเข้ามาในห้องเรียน ไม่ทำให้มิวกับเอ็กส์เงยหน้าจากการบ้านที่กำลังลอกอยู่ตรงหน้าได้
“เมื่อเช้าได้ยินเพลงของเราที่เปิดทั่วโรงเรียนหรือเปล่า?” ปิงปองถาม
“ได้ยิน แล้วไง” มิวตอบมือยังคงปั่นการบ้านต่อ
“แล้วพี่อ๊อดเขาว่าไงบ้างล่ะ” ปิงปองถามต่ออยากรู้เต็มที่
“เขาก็ว่าดี” มิวเปิดการบ้านไปอีกหน้า ไม่สนใจข่าวที่ปิงปองนำมาเสนอนัก เอ๊กส์เปิดกลับไปหน้าเดิม จนแย่งกันชุลมุน
“เฮ๊ย!!เดี๋ยวๆ สนใจปิงปองหน่อยสิ” ปิงปองรีบห้ามแต่ก็ไม่ได้ผลเพราะทั้งสองกำลังเร่งทำการบ้านให้เสร็จทันส่งอาจารย์ก่อนจะเข้าแถวหน้าชั้นเรียน

  


ที่บริษัทเพลงค่ายยักใหญ่แถวอโศก ภายในห้องทำงาน พี่อ็อด เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินในค่ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก หลังจากที่มิวและเพื่อนๆนำเพลงมาเสนอโดยมีเพื่อนๆช่วยเล่นดนตรีให้ และตั้งเป็นชมรมขึ้นมา ชื่อว่า “วงออกัส” มิว เอ๊กส์และเพื่อนๆที่ทั้งนั่งและยืนกันเป็นแถวรอลุ้นฟังความคิดเห็นอย่างใจจดใจจ่อ พี่อ็อดเงยหน้ามองดูกลุ่มวัยรุ่นตรงหน้า เมื่อได้ฟังเพลงจบลง

“เอ่อ!! พี่ว่าเพลงของพวกน้องนี่ดีมากเลยนะ แต่พี่อยากจะแนะนำอีกอย่างหนึ่งว่าในแง่ของเนื้อหาของเพลง มันน่าจะมีความเป็นสากลและก็เข้าถึงอารมณ์คนฟังหมู่มาก ให้มากที่สุดนะ”

“แต่ที่เป็นอยู่ก็เข้าถึงคนฟังจำนวนหนึ่งแล้วนะครับ พี่อ็อด” มิวแย้งขึ้นเพื่อนๆพยักหน้าเห็นด้วย

“ก็ใช่ จำนวนหนึ่ง แต่ถามจริงๆเถอะ ไม่อยากให้คนฟังเพลงเรามีจำนวนมากๆเหรอ? ในทางดนตรีก็ต้องยอมรับว่าเจ๋งมากเลยนะ พวกเราเจ๋งจริงๆ และพี่ก็คิดว่าพวกเราคิดเหมือนๆกันว่าเราอยากเสนอซาวส์ใหม่ๆให้กับวงการเพลง นั่นถูกต้องแล้ว ถือว่าดีมาก แต่ทำไมไม่ทำให้มันง่ายขึ้นล่ะ” พี่อ็อดแนะนำอย่างผู้มีประสบการณ์และปั้นศิลปินมาประดับวงการเพลงหลายคน ศิลปินที่ประสบความสำเร็จอยากคนโดยมีพี่อ็อดคนนี้คอยดูแลอยู่เบื้องหลัง
“ถ้าเนื้อหานะ มันเข้าถึงคนหมู่มาให้คนฟังได้มีอารมณ์ร่วมได้มากกว่านี้ มันดีกว่านี้แน่” พี่อ็อดยังคงให้คำแนะนำต่อ

“เช่นอย่างไรล่ะครับ” มิวไม่เข้าใจ เพื่อนทุกคนทำหน้าสงสัยด้วย พี่อ็อดมองหน้ามิวเหมือนจะเข้าใจว่าสิ่งที่เขาสื่อออกมานั้น เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจนัก
“ ความรักไง 95% ของเพลงอันดับหนึ่งของทุกชาร์ทนะเพลงรักทั้งนั้น พี่ว่าอย่างพวกเราน่าจะง่ายนะ
วัยอย่างพวกเราแต่งเพลงรักได้ง่ายจะตาย”
“เหรอครับ” มิวพูดเหมือนไม่เชื่อ
“ครับ เชื่อพี่ ลองดู” พี่อ็อดพูดหนักแน่น เสียงหนึ่งดังเข้ามาจากด้านหลังของมิวและเพื่อนๆ ทั้งหมดหันไปมอง พี่อ็อดเงยหน้าขึ้นมอง หญิงสาวเจ้าของเสียงปรากฎขึ้นตรงหน้าเดินเข้ามาหาพี่อ็อด ทุกคนมองตาม

“ จูน เข้ามาสิ!!”
“น้องๆ นี่พี่จูน” พี่อ็อดผายมือไปทางหญิงสาวที่ยืนข้างๆแนะนำให้รู้จัก
“สวัสดีครับ” ทุกคนยกมือไหว้ จูนรับไหว้ตอบยิ้มให้กับทุกคน
“ต่อไปนี้นะ ไม่ว่าจะเรื่องคิวซ้อม คิวงานต่างๆน้องติดต่อกับพี่จูนโดยตรงเลย เขาจะเป็นคนนัดน้องๆเอง ทีนี่กลับมาเรื่องเดิมของเราดีกว่า… เรื่องเพลงรักน่ะพี่อยากจะได้ด่วนๆหน่อย จะได้เอามาโปรโมทซิงเกิ้ลใหม่ของเราล่ะ ว่าแต่เมื่อไหร่ดี..มิว”
มิวทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะหาคำตอบให้พี่อ็อดได้อย่างไร เพื่อนๆหันมาตกลงกันว่าจะให้คำตอบพี่อ็อดอย่างไร

  

(โปรดติดตามตอนต่อไป )



Create Date : 20 เมษายน 2552
Last Update : 20 เมษายน 2552 10:53:39 น.
Counter : 102 Pageviews.

0 comment
ตอนที่ 4
โต้งเดินกลับเข้ามาในบ้าน โดยมีมิวเดินมาส่ง ก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดก็ได้ยินพ่อกับแม่คุยกันกับพี่สาว
“จะดีเหรอ? งั้นคุยกับแม่เขาเอาเองนะ” กรส่งโทรศัพท์ให้กับภรรยาและยืนฟังอยู่ใกล้ๆ
“ว่าไง จะกลับรึยัง” สุนีย์คว้าโทรศัพท์ได้ก็พูดใส่อย่างอารมณ์เสีย
“ยังค่ะ ก็…”
“เอ่า ไหนว่าจะกลับวันนี้ไง”
“แต่แม่ค่ะ อีกวันเดียวแตงก็จะกลับแล้ว”
“ ก็ได้ๆ แต่ถ้าได้คืบแล้วจะเอาศอก วันหลังแม่ไม่ให้ไปเที่ยวไหนแล้วนะ”
เสียงแตงรับคำของสุนีย์ดังออกมาจากโทรศัพท์ สุนีย์วางสายไป อย่างหงุดหงิด
“เอาน่า ไหนๆลูกมันก็โตแล้ว ปล่อยๆบ้างเถอะ” กรพูดให้กำลังภรรยา
“ ก็ตามใจกันอย่างนี้ ไม่ห่วงบ้างหรือไง ไปกันมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นเลย” สุนีย์หน้าเครียด ยังรู้สึกเป็นห่วงลูกสาวไม่คลาย โต้งเดินขึ้นห้องตัวเองช้าๆ มองดูปฎิทินที่ผนังห้องเขียนข้อความไว้
“ โต้งแสดงงานคริสมาสที่โรงเรียน”


  

วันคริสมาสของโรงเรียนมาถึงมิวและโต้งได้ร่วมแสดงละครเวที ตอน “พระกุมารประสูติ” มิวได้รับบทสำคัญส่วนโต้งแสดงเป็น “ลูกแกะ” โต้งไม่มีสมาธิกับการแสดงนัก สายตาคอยมองไปยังด้านล่างเวทีเพื่อหาแม่และพ่อหลังจากไปรับพี่แตงเรียบร้อยแล้ว จนละครเวทีจบลง โต้งก็ไม่เห็นใครสักคน
มิวเดินลงเวทีมาหาอาม่าที่รออยู่ด้านล่างเพื่อไปถ่ายภาพกับคนอื่นๆ มิวมองหาโต้ง จนมาเจอขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์

“ แม่ยังไม่เสร็จธุระเลยลูก อยู่กับมิวหรือเปล่า? กลับบ้านพร้อมอาม่าก่อนนะ” เสียงสุนีย์ดังออกมาจากกระบอกโทรศัพท์ สีหน้าของโต้งเหมือนเสียใจลึกๆ ยิ่งเห็นเพื่อนๆมีผู้ปกครองมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายรูปกันสนุกสนาน อาม่ายืนมองโต้งก็เข้าใจความรู้สึกของเด็กน้อยที่วัยเดียวกับหลานชาย
“โต้ง มาถ่ายรูปกันลูก ไป” อาม่าเดินเข้าไปจับไหล่เด็กน้อย ให้ไปถ่ายรูปด้วยกัน
อาม่าให้โต้งยืนคู่กับมิว โดยตนเองเป็นตากล้องเอง
“ถ่ายกับมิวนะ เอา กอดคอกันนะลูก ยิ้มสิลูก หนึ่ง สอง สาม”

  

ดึกแล้ว มิวยังคงลืมตาในความมืด มีเพียงโคมไฟดวงเล็กๆลักษณะคล้ายตู้ปลาสีฟ้าๆที่ให้แสงสว่างอยู่บนหัวนอน อยู่ด้านเดียวกับโต้งเสียงโต้งสวดขอพรต่อพระเจ้าอยู่ใกล้ๆ พ่อและแม่ของโต้งยังไม่กลับจากไปรับแตง โต้งจึงค้างที่บ้านของมิวคืนนี้ หลังจากที่โต้งสวดเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนหมอนสีฟ้าใส เสียงเครื่องทำความเย็นกำลังทำหน้าที่ไล่ความร้อนออกจากห้อง

กระดาษขาวที่มิวบรรจงเติมแต่งภาพวาดระบายสีที่จินตนาการวาดพ่อและแม่ติดอยู่ที่เครื่องทำความเย็นสั่นตามแรงของเครื่อง มิวเอื้อมมือไปดับไฟแล้วพลิกตัวหลับตาลงบนหมอนสีเขียวเข้ม มีเพียงปฎิมากรรรมรูปปั้นคล้ายนกพิราบสีขาวสะท้อนในความมืดเสมือนหนึ่งให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอย่างที่มิวต้องการ

  

รุ่งเช้า โต้งรีบกลับบ้าน เห็นสีหน้าของผู้เป็นแม่และพ่อก็ทำหน้าไม่ถูก บรรยากาศเช้าๆในบ้านไม่ได้แจ่มใสเหมือนด้านนอก โต้งนั่งสั่นเท้าอยู่ที่เก้าอี้โซฟาหน้าบ้านตัวโปรด โดยมีแม่และพ่อยืนหน้าเครียดอยู่ไม่ไกล สักครู่ใหญ่ๆพ่อก็ถอนหายใจแล้วเดินเข้ามานั่งที่โซฟาใกล้ๆกัน
“ โต้ง!!” กรมองหน้าลูกชาย เหมือนมีบางอย่างหนักใจอยากจะพูด หรืออธิบายให้ลูกชายเข้าใจ
“ โต้ง ตอนที่เราไปเชียงใหม่ พี่แตงเขาไปเดินป่ากับเพื่อน พี่เขาอาจจะเดินออกนอกเส้นทาง แล้วก็หายไป พี่แตงเขาอาจจะหลงทาง” กรพูดอย่างยากยิ่งกับความรู้สึกที่อยู่ข้างใน

  

ที่โรงเรียน หลังเลิกเรียนทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว มีเพียงโต้งและมิวที่นั่งอยู่บริเวณทางขึ้นอาคาร
“ป่านั้นมันกว้างมาก พี่แตงออกจากป่านั้นไม่ได้อีกแล้ว”
“แล้วโต้งจะทำไง” มิวมองโต้งอย่างเห็นใจ ไม่มีเสียงตอบจากโต้งนอกจากการส่ายหน้าเท่านั้น

  

“เขาบอกว่าจะรอพี่แตงกลับมาอยู่”
มิวบอกกับอาม่า หลังจากที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้อาม่าฟัง หญิงชราลูบศีรษะหลานรักที่นอนซบอยู่แทบบ่าบนโซฟาตัวยาวอย่างเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของการพลัดพรากของคนอันเป็นที่รักในครอบครัวไป
อาม่าเองก็เคยรู้สึกถึงการพลัดพรากจากลา ต้องพลัดพรากจากอากง แต่เพราะอากงเสียชีวิต มันคือความพลัดพรากที่เกิดกับทุกคน แต่คนที่เรารักต้องมาพลัดพรากจากกัน ทั้งที่คนๆนั้นยังมีชีวิตอยู่ มันทรมานกว่าหลายร้อยเท่านัก

“อาม่าว่าพี่แตงจะเป็นไรมั๊ย?”
มิวเงยหน้ามองอาม่าช้าๆ


  

ที่บ้านของโต้ง เวลานี้มีแต่ความเศร้า สุนีย์นำรูปถ่ายต่างๆที่ไปเชียงใหม่ออกมาวางดูบนโต๊ะ ความรู้สึกบางอย่างอยู่ข้างใน กับการที่สูญเสียลูกสาวไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และการรอคอย รอความหวังว่าสักวันลูกสาวจะกลับคืนมา เสียงร้องไห้ของกรดังมาจากโต๊ะข้างใน มีแก้วและขวดเหล้าวางอยู่
“ถ้าคุณไม่ปล่อยเขาไปตั้งแต่แรก และก็ห้ามไม่ให้เขาไป…”
สุนีย์รู้สึกผิด วางรูปที่สามีถ่ายคู่กับลูกสาวลง พร้อมกับรวบรูปถ่ายทั้งหมดเก็บใส่ซองเหมือนเดิม

ภายในห้องของแตง สุนีย์เดินเข้ามาดู ความเหงา ความสูญเสียมาสาดซัดใส่เข้ามายังหัวใจของผู้เป็นแม่อย่างสุนีย์ หากแม้อะไรก็ตามที่ทำให้หล่อนหาลูกเจอแม้แลกด้วยชีวิต คนอย่างสุนีย์ก็จะทำ ขอเพียงได้ลูกสาวกลับคืนมา

ภาพเก่าๆที่อยู่ในห้องของแตง ไม่ว่าจะเป็นรูปของแตงกับโต้งเมื่อครั้งยังเด็ก หรือภาพขณะที่หล่อนกำลังอุ้มโต้งอยู่โดยมีแตงอยู่ใกล้ๆตอนไปเที่ยวทะเลด้วยกัน บัดนี้ มันจะไม่มีภาพที่สมบูรณ์พร้อมหน้าลูกสาวและลูกชายอีกแล้ว สุนีย์เชิดหน้าเล็กน้อยไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา หล่อนทำหน้าที่ของคนเป็นแม่ได้เพียงแค่กอดหมอนหนุนสีขาวของลูกที่เป็นเพียงสัญลักษณ์แทนตัวของลูกสาวเท่านั้น ได้เท่านั้นจริงๆ แล้วน้ำตาของความสูญเสียก็พรูออกมาจากตา

ทั้งหมดอยู่ในสายตาของโต้งตลอด เด็กน้อยได้แต่เก็บความรู้สึกเหงา และเศร้าเพียงลำพัง
ที่โต๊ะอาหารเย็นวันนั้น ดูเงียบเหงา กรยังคงนั่งหัวโต๊ะเหมือนเดิม สุนีย์นั่งตรงข้ามกับโต้ง ทุกคนนั่งนิ่งเหมือนรอคอยใครบางคนกลับมา

“ พระนามและพระบิดา…”
“โต้ง” เสียงกรตวาดลั่น แต่ก็เบาเสียงลงเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของลูกและภรรยา
“ ไม่ต้องสวดแล้ว” กรพูดเบาๆพร้อมกับเรียกสุนีย์และโต้งเหมือนจะตัดสินใจบางอย่างออกมา

  

ที่ท่าน้ำ โต้งและมิวนั่งมองออกไปยังเวิ้งน้ำที่ไหลยาวผ่านตรงหน้า เหมือนเป็นปริศนาธรรมบางอย่างให้รู้ว่าแม้แต่สายน้ำก็ไม่มีวันไหลย้อนกลับ หากเราได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดลงไป หรือเหตุการณืบางอย่างที่เข้ามากระทบความรู้สึก บางอย่างก็ไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้เหมือนเดิม
“เราต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วนะ”
“ ไม่รอพี่แตงแล้วหรือ?”
มิวยังคงมีความหวัง แต่สำหรับโต้งเขาไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะครอบครัวได้ตัดสินใจแล้ว

  
(โปรดติดตามตอนต่อไป )



Create Date : 20 เมษายน 2552
Last Update : 20 เมษายน 2552 10:49:54 น.
Counter : 131 Pageviews.

0 comment
1  2  

คุณหมอกมลชนก
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."

บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ

คำคมนี้ดูจะบ่งบอกความเป็นตัวตนของ"ออมสิน"ได้เป็นอย่างดี...


สมาชิกอยู่ในบ้านขณะนี้