อานิสงส์ ๑๐ ประการของการเจริญ กายคตาสติ


อานิสงส์  ๑๐  ประการของการเจริญ กายคตาสติ

[๓๑๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กายคตาสติอันภิกษุเสพแล้วโดยมาก  เจริญแล้ว  ทำให้

มากแล้ว  ทำให้เป็นยานแล้ว  ทำให้เป็นพื้นที่ตั้งแล้ว  ให้ดำรงอยู่เนืองๆ  แล้ว  อบรมแล้ว

ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว  พึงหวังอานิสงส์  ๑๐  ประการนี้  คือ

        (๑)  อดกลั้นต่อความไม่ยินดีและความยินดีได้  ไม่ถูกความไม่ยินดีครอบงำ  ย่อมครอบงำ

ความไม่ยินดีที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ด้วย  ฯ

        (๒)  อดกลั้นต่อภัยและความหวาดกลัวได้  ไม่ถูกภัยและความหวาดกลัวครอบงำ  ย่อม

ครอบงำภัยและความหวาดกลัว  ที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ด้วย  ฯ

        (๓)  อดทน  คือเป็นผู้มีปรกติอดกลั้นต่อความหนาว  ความร้อน  ความหิว  ความกระหาย

ต่อสัมผัสแห่งเหลือบ  ยุง  ลม  แดด  และ  สัตว์เสือกคลาน  ต่อทำนองคำพูดที่กล่าวร้าย  ใส่ร้าย

ต่อเวทนาประจำสรีระที่เกิดขึ้นแล้ว  อันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  ไม่ใช่ความสำราญ  ไม่เป็น

ที่ชอบใจ  พอจะสังหารชีวิตได้  ฯ

        (๔)  เป็นผู้ได้ฌาน  ๔  อันเกิดมีในมหัคคตจิต  เครื่องอยู่สบายในปัจจุบันตามความ

ปรารถนา  ไม่ยาก  ไม่ลำบาก  ฯ

        (๕)  ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนกประการ  คือ  คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้หลายคนเป็น

คนเดียวก็ได้  ปรากฏตัวหรือหายตัวไปนอกฝา  นอกกำแพง  นอก  ภูเขาได้ไม่ติดขัด  เหมือนไป

ในที่ว่างก็ได้  ทำการผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดิน  เหมือนในน้ำก็ได้  เดินบนน้ำไม่แตกเหมือน

เดินบนแผ่นดินก็ได้  เหาะไปในอากาศ  โดยบัลลังก์เหมือนนกก็ได้  ลูบคลำพระจันทร์และ

พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์  มีอานุภาพมากปานฉะนี้  ด้วยฝ่ามือก็ได้  ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลก

ก็ได้  ฯ

        (๖)  ย่อมฟังเสียงทั้งสอง  คือ  เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์  ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ได้ด้วย

ทิพยโสตธาตุ  อันบริสุทธิ์  ล่วงโสตของมนุษย์  ฯ

        (๗)  ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น  และบุคคลอื่นได้  ด้วยใจ  คือ  จิตมีราคะก็รู้ว่าจิต

มีราคะ  หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ  จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ  หรือจิตปราศจาก

โทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ  จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ  หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจาก

โมหะ  จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่จิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน  จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าเป็นมหัคคตะ

หรือจิตไม่เป็น  มหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ  จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า

หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า  จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น  หรือ  จิตไม่ตั้งมั่น

ก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น  จิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว  หรือจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตยังไม่

หลุดพ้น  ฯ

        (๘)  ย่อมระลึกถึงขันธ์  ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ  คือ  ระลึกได้ชาติ

หนึ่งบ้าง  สองชาติบ้าง  สามชาติบ้าง  สี่ชาติบ้าง  ห้าชาติบ้าง  สิบชาติ  บ้าง  ยี่สิบชาติบ้าง

สามสิบชาติบ้าง  สี่สิบชาติบ้าง  ห้าสิบชาติบ้าง  ร้อยชาติบ้าง  พันชาติบ้าง  แสนชาติบ้าง

หลายสังวัฏกัปบ้าง  หลายวิวัฏกัปบ้าง  หลายสังวัฏ  วิวัฏกัปบ้าง  ว่าในชาติโน้น  เรามีชื่อ

อย่างนี้  มีโคตรอย่างนี้  มีผิวพรรณอย่างนี้  มีอาหารอย่างนี้  เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้  มี

กำหนดอายุเท่านี้  เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว  บังเกิดในชาติโน้น  แม้ในชาตินั้น  เราก็มีชื่ออย่างนี้

มีโคตรอย่างนี้มีผิวพรรณอย่างนี้  มีอาหารอย่างนี้  เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้  มีกำหนดอายุเท่านี้เรา

นั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว  จึงเข้าถึงในชาตินี้  ย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนก

ประการ  พร้อมทั้งอาการ  พร้อมทั้งอุเทศ  เช่นนี้  ฯ

        (๙)  ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ  กำลังอุปบัติ  เลว  ประณีต  มีผิวพรรณดี  มีผิวพรรณ

ทราม  ได้ดี  ตกยาก  ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุของมนุษย์ฯลฯ  ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์

ที่กำลังจุติ  กำลังอุปบัติ  เลว  ประณีต  มีผิวพรรณดีมีผิวพรรณทราม  ได้ดี  ตกยาก  ด้วย

ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุของมนุษย์  ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม  เช่นนี้  ฯ

        (๑๐)  ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลาย

สิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในปัจจุบันอยู่  ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กายคตาสติอันภิกษุเสพแล้วโดยมากเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ทำ

ให้เป็นยานแล้ว  ทำให้เป็นพื้นที่ตั้งแล้ว  ให้ดำรงอยู่เนืองๆ  แล้วอบรมแล้ว  ปรารภสม่ำเสมอ

ดีแล้ว  พึงหวังอานิสงส์  ๑๐  ประการได้  ดังนี้แล  ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของ

พระผู้มีพระภาคแล  ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่14                                                           

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์



Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 9:05:32 น.
Counter : 689 Pageviews.

0 comment
สักกายทิฏฐิ มีได้ด้วยอาการอย่างไร



สักกายทิฏฐิ มีได้ด้วยอาการอย่างไร

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สักกายทิฏฐิ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างไรหนอแล ?”

ภิกษุ ! ในกรณีนี้ บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า

ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรม

ของสัตบุรุษ เขาย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง

ตามเห็นรูปว่ามีอยู่ในตนบ้าง หรือตามเห็นตนว่ามีอยู่ในรูปบ้าง ; ย่อมตามเห็น

เวทนาโดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง ตามเห็นเวทนาว่ามีอยู่

ในตนบ้าง หรือตามเห็นตนว่ามีอยู่ในเวทนาบ้าง ; ย่อมตามเห็นสัญญาโดย

ความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีสัญญาบ้าง ตามเห็นสัญญาว่ามีอยู่ในตนบ้าง

หรือตามเห็นตนว่ามีอยู่ในสัญญาบ้าง ; ย่อมตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน

บ้าง ตามเห็นตนว่ามีสังขารบ้าง ตามเห็นสังขารว่ามีอยู่ในตนบ้าง หรือตามเห็น

ตนว่ามีอยู่ในสังขารบ้าง ; ย่อมตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น

ตนว่ามีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณว่ามีอยู่ในตนบ้าง หรือตามเห็นตนว่ามีอยู่

ในวิญญาณบ้าง. ภิกษุ ! สักกายทิฏฐิ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล.

อริยสัจจากพระโอษฐ์





Create Date : 17 ธันวาคม 2555
Last Update : 17 ธันวาคม 2555 15:23:13 น.
Counter : 518 Pageviews.

0 comment
กาม..เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่ง มาร เป็นเหยื่อแห่งมาร


[๘๑]  พระมีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กามไม่เที่ยง  เป็นของว่าง
เปล่า  เลือนหายไปเป็นธรรมดา  ลักษณะของกามดังนี้  ได้ทำความล่อลวงเป็นที่บ่นถึงของคน
พาล กามทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า
ทั้ง  ๒  อย่างนี้  เป็นบ่วงแห่งมาร  เป็นแดนแห่ง  มาร  เป็นเหยื่อแห่งมาร  เป็นที่หากินของมาร
ในกามนี้  ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจคือ  อภิชฌาบ้าง  พยาบาทบ้าง  สารัมภะบ้าง  เป็นไป
กามนั่นเอง  ย่อม  เกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้  ฯ
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

ข้อที่ ๘๑  หน้าที่ ๕๗





Create Date : 16 ธันวาคม 2555
Last Update : 16 ธันวาคม 2555 18:28:55 น.
Counter : 628 Pageviews.

0 comment
มันไม่ใช่ของเรา...จงละมันเสีย
มันไม่ใช่ของเรา...





Create Date : 15 ธันวาคม 2555
Last Update : 15 ธันวาคม 2555 9:51:13 น.
Counter : 697 Pageviews.

1 comment
การทำบุญ ให้ทาน..ถ้าไม่เจาะจงผู้รับส่วนกุศล ทานนั้นจะได้แก่ใคร?



การทำบุณให้ทาน แต่ไม่เจาะจงผู้รับนั้น ท่านอาจจะไม่สำเร็จผล เพราะทานชนิดนั้นจะได้แก่

ผู้ที่สมควรได้เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ถ้าเราต้องการให้ผู้ที่ล่วงลับที่เราต้้องการให้ เราต้องเจาะจง

ลงไปว่า..กุศลของทานนี้เราจะให้แก่ผู้ใด....

ดูพระสูตรนี้ครับ

ชาณุสโสณีสูตร

     [๑๖๖] ครั้งนั้นแล ชาณุสโสณีพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้

ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านโคดมผู้เจริญพวกข้าพเจ้าได้นามว่าเป็น

พราหมณ์ ย่อมให้ทาน ย่อมทำความเชื่อว่า ทานนี้ต้องสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว

ขอญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วจงบริโภคทานนี้ ท่านโคดมผู้เจริญ ทานนั้นย่อมสำเร็จแก่ญาติ

สาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วหรือญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นย่อมได้บริโภคทานนั้นหรือ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ทานนั้นย่อมสำเร็จในฐานะแล ย่อมไม่สำเร็จในอฐานะ ฯ

     ชา. ท่านโคดมผู้เจริญ ฐานะเป็นไฉน อฐานะเป็นไฉน ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม

พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความอยากได้ของผู้อื่น มีจิตปองร้าย มี

ความเห็นผิด บุคคลนั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงนรก เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในนรกนั้น ย่อมตั้งอยู่

ในนรกนั้น ด้วยอาหารของสัตว์นรก ดูกรพราหมณ์ ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทาน

แก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล เป็นอฐานะ ฯ


ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็นผิด บุคคลนั้น

เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้น ย่อมตั้งอยู่ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้น ด้วยอาหาร

ของสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ดูกรพราหมณ์แม้ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทาน

แก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล ก็เป็นอฐานะ ฯ

ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์จากการลักทรัพย์

จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียดจากการพูดคำหยาบ จากการ

พูดเพ้อเจ้อ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น มีจิตไม่ปองร้าย มีความเห็นชอบ บุคคลนั้นเมื่อตายไป

ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกมนุษย์ เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพในมนุษย์โลกนั้น ย่อมตั้งอยู่ใน

มนุษย์นั้นด้วยอาหารของมนุษย์ ดูกรพราหมณ์ แม้ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์

ผู้ตั้งอยู่นี้แล ก็เป็นอฐานะ ฯ

ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ฯลฯ มีความเห็น

ชอบ บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ใน

เทวโลกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยอาหารของเทวดา ดูกรพราหมณ์ แม้ฐานะเป็นที่

ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แลก็เป็นอฐานะ ฯ


ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็นผิด บุคคลนั้น

เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงเปรตวิสัย เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในเปรตวิสัยนั้น ด้วยอาหารของสัตว์

ผู้เกิดในเปรตวิสัย หรือว่ามิตร อำมาตย์หรือญาติสาโลหิตของเขา ย่อมเพิ่มให้ซึ่งปัตติทานมัย

จากมนุษย์โลกนี้ เขาเลี้ยงอัตภาพอยู่ ในเปรตวิสัยนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเปรตวิสัยนั้น ด้วยปัตติ

ทานมัยนั้น ดูกรพราหมณ์ฐานะอันเป็นที่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล เป็นฐานะ ฯ

     ชา. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่เข้าถึงฐานะนั้น

ใครเล่าจะบริโภคทานนั้น ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วแม้เหล่าอื่นของทายกนั้นที่เข้าถึง

ฐานะนั้นมีอยู่ ญาติสาโลหิตเหล่านั้นย่อมบริโภคทานนั้น ฯ


     ชา. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่เข้าถึงฐานะนั้น และ

ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วแม้เหล่าอื่นของทายกนั้น ก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น ใครเล่าจะบริโภค

ทานนั้นฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ ฐานะที่จะพึงว่างจากญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วโดยกาลช้านาน

เช่นนี้ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะมีได้ อีกประการหนึ่ง แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผล ฯ


     ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีแล้ว ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อที่

แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผลนี้ เป็นของควรเพื่อให้ทานโดยแท้ เป็นของควรเพื่อกระทำศรัทธาโดยแท้ ฯ

     พ. ดูกรพราหมณ์ ข้อนี้เป็นอย่างนี้ๆ ดูกรพราหมณ์ แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผล ฯ

     ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯขอพระโคดมผู้เจริญ

โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๔                                                                                                                    

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

ข้อที่ ๑๖๖หน้าที่ ๒๔๓ -  ๒๔๖                                                                                                            



และเพื่อให้ทานของเราสำเร็จด้วยความตั้งใจ เราต้องเจาะจงผู้รับให้ชัดเจน...




Create Date : 14 ธันวาคม 2555
Last Update : 14 ธันวาคม 2555 11:02:51 น.
Counter : 742 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  

รู้ธรรม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติ
ไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด
All Blog