εїз ต้นธรรม εїз เติบโตงดงามด้วยคุณธรรม
แหงนหน้ามองขึ้นใปจากโคนต้น เห็นรูปทรงแผ่ระย้ากิ่งสาขา จากร่มเงาแต่ละใบที่ได้มา เกิดจากว่าผู้มีใจไฝ่ในบุญ
Group Blog
 
All blogs
 
นิยาม ๕ ตอนที่ ๒ กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม 510817

ธรรมะOn M. เรื่อง นิยาม ๕ ตอนที่ ๒ กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม
(วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๑)

ตัดต่อและเรียบเรียงโดย พระปิยะลักษณ์ ปัญฺญาวโร

เป้ says:
นิมนต์ท่านเอกเจ้าค่ะ

พระเอกชัยEmptiness  does  not  mean  Nothingness says:
นมัสการพระอาจารย์ครับ
md_๒๕๓๐@hotmail.com says:
นมัสการพระอาจารย์ค่ะ

duangrutai says:
นมัสการค่ะ

พระปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร says:
นมัสการท่านเอกชัย และเจริญพรโยมญาติมิตรทุกท่าน

น.น้ำใจดี (FM๘๙.๒๕Mhz) says:
นมัสการพระอาจารย์ปิฯ และพระอาจารย์เอกชัย

Kiak.. There is no phychiatrist in the world like a puppy says:
กราบพระอาจารย์ครับ สวัสดีครับ

Koi-ก้อย says:
สวัสดีค่ะ นมัสการ พระอาจารย์

สวัสดีจ๊ะ
วันนี้ขอนมัสการให้พระอาจารย์บรรยายต่อจากเรื่องเมื่อครั้งที่แล้วค่ะ เรื่องที่ว่า เหตุการณ์ต่างๆ เกิดจากกรรมหรือว่าเป็นธรรมชาติค่ะ
ในครั้งที่แล้ว ได้กล่าวถึงนิยาม ๕ ไว้ว่า คำว่า นิยาม หมายถึง กำหนดอันแน่นอน ความเป็นไปอันมีระเบียบที่แน่นอนในธรรมชาติ หรือเรียกง่ายๆ ว่า กฏธรรมชาติ ซึ่งคัมภีร์ในชั้นอรรถกถา ได้จำแนกออกมาเป็น ๕ ประเภท คือ
๑ อุตุนิยาม (ความแน่นอนของฤดูกาล)
๒ พีชนิยาม (ความแน่นอนของพืช)
๓ จิตตนิยาม (ความแน่นอนของจิต)
๔ กรรมนิยาม (ความแน่นอนของกรรม)
๕ ธรรมนิยาม (ความแน่นอนของธรรม)
และในครั้งที่แล้วได้อธิบายถึงนิยามไว้แล้วด้วยกัน ๓ ข้อ คือ
๑.อุตุนิยาม ๒.พีชนิยาม และ ๓.จิตตนิยาม โดยในครั้งนี้จะได้มาอธิบายความหมายในอีก ๒ ข้อ คือ กรรมนิยามและธรรมนิยาม
๔. กรรมนิยาม กฏแห่งกรรม หรือกฏแห่งธรรมชาติอันเนื่องด้วยการกระทำของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย และ
๕. ธรรมนิยาม คือ กฏแห่งธรรม หรือกฏแห่งธรรมชาติ คือความเป็นไปแห่งเหตุปัจจัยในธรรมชาติ ว่าด้วยการที่สิ่งทั้งหลายจักต้องเป็นไปตามธรรม ตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ หรือโดยบังเอิญ ทุกอย่างต้องอาศัยเหตุและปัจจัยให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

งั้นข้อสุดท้าย ธรรมนิยาม ก็เป็นกฏของความสัมพันธ์ของ ๔ ข้อแรกสิ
ถูกแล้ว
*^o^* Kae (Kitty) ....... says:
กราบนมัสการท่านค่ะ สวัสดีค่ะ
คำว่า กรรมนิยาม ก็หมายถึง การกระทำใดๆ อันเกิดขึ้นแต่เจตนา ย่อมมีผลเกิดขึ้นแก่ชีวิตของบุคคลนั้นอย่างแน่นอน
งั้นในนิยาม ๓ ข้อ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตตนิยาม จะเกิดขึ้นกับเรา มีผลกับเรา ก็เพราะกรรมนิยามใช่ไม๊เจ้าคะ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลายที่บุคคลได้กระทำไว้ ด้วยกาย วาจา และใจย่อมจะมีผลเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัตินั้นเอง โดยไม่จำกัดด้วยกาลเวลา
หมายถึง กรรมที่ได้กระทำแล้ว ย่อมส่งผลต่อบุคคลนั้นทันที เช่น คิดดี พูดดี ทำดี ก็ให้ผลเป็นความสุขแก่ผู้นั้นทันที แต่หากคิดร้าย พูดร้าย ทำร้าย ก็ให้ผลเป็นความทุกข์แก่ผู้นั้นทันทีเช่นกัน

เช่น โดยกฏแห่งจิตตนิยาม ว่าด้วยธรรมชาติของจิต เมื่อจิตประกอบไปด้วยเจตสิก มีการปรุงแต่งคิดนึกด้วยอกุศลเจตนา ก็ย่อมจะให้ผลเป็นอกุศลวิบาก ทำจิตของบุคคลนั้นให้เศร้าหมองทันทีนั่นเอง

ในข้อว่าด้วยกรรมนิยาม เราจะต้องเข้าใจความหมายพื้นฐานก่อนว่า  กรรมที่จักปรากฏผลเป็นวิบากแก่มนุษย์และสัตว์นั้น หมายถึง การกระทำที่ประกอบอยู่ด้วยเจตนาเท่านั้น

หมายถึงทั้งในอดีตและปัจจุบันด้วยใช่ไม๊เจ้าคะ ไม่ใช่เฉพาะแค่กรรมที่ทำในปัจจุบันเท่านั้น
ใช่ ทั้งกรรมในอดีตและในปัจจุบันภพที่ได้กระทำ
ถ้าไม่เจตนา แต่เป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ล่ะคะ หรือว่าโดยประมาท อย่างนี้ถือเป็นกรรมนิยามไหมค่ะ
อืมม การกระทำโดยไม่ได้เจตนา แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นทั้งดีและไม่ดี อย่างนี้เป็นกรรมนิยามที่ผู้ที่ได้รับผลนั้น (ได้เคย)ทำไว้ใช่ไม๊เจ้าคะ
ถ้าไม่มีเจตนากระทำ และไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาประมาท ก็ไม่เป็นกรรม เช่นว่า เกิดความเสียหายโดยมิได้ตั้งใจให้เกิดผลเช่นนั้นขึ้น และการกระทำนั้นได้พิจารณาอย่างรอบคอบตามปกติวิสัยที่บุคคลจะพึงมี อย่างนี้ก็ไม่เป็นกรรม
ไม่ถือว่าเป็นกรรมของบุคคลผู้กระทำ แต่ผลดีหรือไม่ดีสำหรับผู้ได้รับผล นี่คือกรรมของเขาใช่ไม๊เจ้าคะ
แต่อย่างนี้ ผู้ที่ได้รับผลของการกระทำของเรา เกิดไม่พอใจ แล้วกลับมาทำร้ายเราด้วยวิธิใดได้ก็ตาม นั่นคืออะไรหรือค่ะ
ถ้าเราไม่ตั้งใจกระทำกรรมชั่ว แต่ผู้ที่ได้รับผลของการกระทำนั้น กลับมาทำร้ายเรา อย่างนี้ถือว่า เป็นอกุศลวิบากของเรา ที่เกิดจากอกุศลกรรมที่เคยทำไว้
แต่ในข้อนี้มีความซับซ้อนนะ มิใช่ว่าผลที่เกิดขึ้นจะสามารถเกิดขึ้นได้ลอยๆ แต่จะต้องอาศัยเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน เช่น เราสมาคมกับคนพาล หรือเราเข้าไปสู่สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี หรือประมาทเลินเล่อไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อนที่จะกระทำ อย่างนี้เป็นต้น

ผมเคยได้ยินที่เขาเรียกกันว่า 'กรรมจัดสรร' อย่างนั้นใช่ไหมครับ?
ใช่ ส่วนหนึ่งเกิดจากกรรมจัดสรร
ค่ะ ขอบพระคุณมากนะคะ
ส้ม says:
สวัสดีค่ะ

..แล้วอย่างการถูกหวยล่ะ

การถูกหวยก็เกิดจากกรรม คือ การซื้อหวย และเกิดจากกุศลกรรมบางประการในอดีตให้ผลเป็นเหตุให้ถูกหวย
งั้นก็ไม่ใช่แค่ความน่าจะเป็นเท่านั้น
แต่ส่วนใหญ่จะถูกหวยกินซะมากกว่านะครับ

ความน่าจะเป็น ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง เช่น เราซื้อล๊อคเตอรี่ไว้เบอร์หนึ่ง แต่แล้วถูกล๊อคเลขไว้อีกเบอร์หนึ่ง อย่างนี้ความน่าจะเป็นก็เป็นศูนย์ ไม่มีโอกาสถูกอย่างนี้ก็ได้
คนที่ถูกก็คือผู้ออกหมายเลขน่ะสิ
การถูกหวย เกิดจากกุศลกรรมในอดีตประกอบเป็นเหตุให้ถูกหวย อย่างนี้การไม่ถูกหวย ต้องมีกรรมอะไรในอดีตประกอบหรือเปล่าครับ
การไม่ถูกหวย ก็ต้องมีอดีตกรรมประกอบเช่นกัน เช่น เราไม่ซื้อหวย เรามีความโลภจัด หรือไม่ใช่กาลไม่ใช่เวลาที่เราจะได้รับผลแห่งกุศลกรรมในอดีตในขณะนั้น หรือในลักษณะเช่นนั้น
เราสามารถหนีกรรมชั่ว ด้วยการใช้อุตุนิยาม พีชนิยาม ไปในทางที่ทำให้หนีกรรมก็ได้ใช่ไม๊เจ้าคะ (เหมือนว่าตรงข้ามกับคุณนัฐ)
การหลีกเลี่ยงอกุศลวิบากที่จะเกิดขึ้น ด้วยกุศลกรรมที่ได้กระทำในปัจจุบันอย่างชาญฉลาด นี้ก็เป็นไปได้
ต้องเข้าใจว่า อกุศลกรรมในอดีตที่กระทำไว้มีมากมายหลายประการ ซึ่งกุศลกรรมที่ดีงามก็เช่นเดียวกัน ใช่ว่าเราจะต้องรับผลแห่งอกุศลกรรม      หรือกุศลกรรมที่กระทำไว้ในอดีตเสมอไป ขึ้นกับว่าเรามีสติปัญญาและความสามารถเพียงใดที่จะจัดการ หรือป้องกันแก้ไขสิ่งทั้งหลายที่จะเกิดแก่ชีวิตเราไปในทางที่ดีหรือร้ายอย่างไรประกอบไปด้วย

เข้าใจมากขึ้นเลยค่ะ ทำให้เข้าใจด้วยว่าทำไมเราต้องดูแลจิตใจเราให้นิ่ง ให้สงบอยู่เสมอ เมื่อมีอะไรมากระทบก็ไม่หวั่นไหว เพื่อยุติกงกรรมกงเกวียนเหล่านี้นี่เอง
แล้วอย่างฝรั่งล่ะเจ้าคะ ที่จัดการธรรมชาติ ประดิษฐ์สิ่งของเพื่อให้คนได้รับความสุข(ก็ถือว่าได้รับกุศลกรรม) นี่เป็นบุญหรือเปล่าเจ้าคะ
เก๋ว่า การประดิษฐ์สิ่งของเพื่อให้คนได้รับความสุข เป็นการเพิ่มกิเลสให้มนุษย์เท่านั้น
งั้นเป็นการทำอุกศลที่ทำให้ได้รับผลเป็นกุศล
ถ้าอย่างนั้น ในการทำหน้าที่ตัดสินการกระทำของผู้อื่น หรือการชี้เป็นชี้ตายโดยกฏที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็เป็นการเพิ่มวิบากกรรมให้กับคนที่ทำหน้านั้นด้วยหรือเปล่า
เช่นการที่ตำรวจจับคนร้าย คนร้ายต่อสู้เกิดการวิสามัญ แต่คนร้ายนั้น ร้ายเพราะได้รับความกดดันจากสังคม และต้องการทำให้คนที่ตนรักมีสุข ดังจะเห็นมากมาย เช่น ที่ออกในรายการตีสิบ อย่างนี้แปลว่า ตำรวจสร้างวิบากกรรมหรือไม่ แต่เขาทำโดยเจตนาบริสุทธิ์ คือทำตามหน้าที่ที่สังคมมอบหมาย

ผมขอโอกาสอนุญาต แจมความเห็นนี้ ด้วยบทโคลงสี่สุภาพที่ผมได้แต่งไว้นะครับ


   ทำดีดีก่อให้             ส่งผล
ทำชั่วชั่วก็ดล              ทุกข์ให้
อันดีชั่วตัวผล              เกิดก่อ ใจนา
ใจผ่องใสสงบไซร้       ชั่วนั้น จักมี
อตีตาล่วงแล้ว          เหมือนฝัน
อนาคตก็มองกัน         บ่ได้
ลุมาล่วงปัจจุบัน          อาจเอ่ย กันนา
กำเนิดก่อกระทำให้    ล่วงพ้น เกิดมี
มัวหลงสุขเพ้อพร่ำ ของเก่า
คิดว่าเป็นสุขเรา         อยู่ได้
หมดสุขไม่มีเค้า          แปรเปลี่ยน ไปเฮย
มองไป่เห็นอะไรได้    ที่แท้ ไหนเรา

กลอนดีมากๆ เลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
สาธุ
อันนี้เคยให้คุณเป้ดูแล้ว ดูอีกทีละกันครับ
แหม งวดนี้ออกเลขท้ายสองตัว ๓๖ ถ้าเราซื้อตามอายุก็ถูกแล้วสิ นี่ไม่ซื้อเพราะไม่มีกุศลกรรม เอ.. หรือว่าซื้อแล้วจะเป็นการสร้างอกุศลให้กับจิต(คือโลภะ) เอ ไงดีเนี่ย
โคลงของคุณ น.น้ำใจดี ก็ให้ข้อคิดที่ดี แต่อย่างความสงสัยเมื่อกี้ว่า ก็ตำรวจทำดี จับคนร้ายได้ ยิงถูกคนร้ายคนสำคัญ ได้ทั้งเงินและของตอบแทน แปลว่า การกระทำนั้นดีแล้วตามหลักพุทธศาสนาใช่หรือไม่

การกระทำของผู้กระทำผิด ก็เป็นผลสะท้อนอย่างหนึ่งให้เห็นถึงสภาพความบีบรัดของสังคม แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำของบุคคลก็ประกอบอยู่ด้วยกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนาเป็นเหตุผลักดันให้บุคคลนั้นกระทำกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง ซึ่งเมื่อกระทำกรรมเช่นว่านั้นแล้ว ก็ย่อมจักมีผลเป็นวิบากตามมา ไม่ว่าบุคคลจะอ้างถึงการกระทำความผิดนั้นว่า เกิดจากความบีบรัดหรือความจำเป็นใดก็ตาม
ผมว่าคำถามของคุณดวงฤทัย อยู่ที่การกระทำของตำรวจมากกว่า เช่นว่า การยิงคนร้ายด้วยหน้าที่ โดยเจตนาเพื่อรักษาความถูกต้อง เป็นการเพิ่มวิบากกรรมให้ตัวเองหรือเปล่า ใช่หรือเปล่าครับ
ในส่วนของผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ว่าถึงกุศลเจตนาที่กระทำเพื่อรักษาความดีงามเอาไว้ก็เป็นกุศลกรรม แต่การกระทำที่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ต้องฆ่าสัตว์ เป็นต้น ก็เป็นอกุศลกรรม ซึ่งจะให้ผลเช่นเดียวกัน ทั้งในส่วนแห่งบุญและบาป
แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาที่กระทำด้วยว่ามุ่งผลอย่างไร เช่น ทำด้วยความจำเป็นหรือเพื่อรักษาความดีงาม รักษาส่วนรวมหรือสังคมไว้ให้เกิดประโยชน์สุข กุศลเจตนาที่มีกำลังเช่นนี้ก็มีผลเป็นวิบากที่มีกำลังมาก แต่อกุศลกรรมที่กระทำไป ก็จักให้ผลเช่นกัน เพียงแต่ว่าเมื่อทำด้วยความจำเป็น หรือมิได้กระทำด้วยอำนาจโลภะ โทสะ โมหะที่มีกำลัง ก็จักส่งผลให้น้อยกว่า

แต่อย่างในกรณีที่เกิดเหตุที่ “อากิฮาบารา” คนร้ายใช้มีดแทงคนตายตั้งหลายชีวิต แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ แปลว่าคนที่เสียชีวิตได้เคยสร้างวิบากกรรมไว้กับคนร้ายเลยต้องมารับเคราะห์ใช่หรือไม่
ที่ญี่ปุ่นใช่ไม๊คะ ที่ว่ามีคนบ้าการ์ตูนเที่ยวเอามีดไล่แทงคนในที่สาธารณะ
ใช่ค่ะ แต่ไม่ได้บ้าการ์ตูน คือเกิดจากสังคมกดดัน เลยอยากดัง
คงคล้ายๆ กับเด็กไทยที่เล่นเกมส์แล้วฆ่าแท๊กซี่ตายใช่ไม๊คะ

ในกรณีที่มีการทำร้ายกัน มิใช่หมายความว่า ผู้ถูกทำร้ายจะต้องเคยทำร้ายผู้กระทำมาก่อน แต่เป็นความจริงที่ว่า ผู้ถูกทำร้ายอาจได้เคยสร้างอกุศลกรรมดังกล่าวไว้กับผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มิใช่หมายถึงจะต้องเคยกระทำต่อผู้ที่ทำร้ายตน
ถ้าอย่างนั้น แปลว่า .. การเลี้ยงหมู เลี้ยงกุ้ง จับปลา.. เราทราบแล้วว่าอาชีพเหล่านี้เป็นอกุศลกรรมแต่ทำไมเจ้าของธุรกิจประเภทนี้กลับเจริญรุ่งเรืองดี แปลว่ากรรมนั้นยังไม่ส่งผล เพราะเคยได้ยินว่าที่เรากำจัดไก่ เพื่อป้องกันหวัดนก เป็นการสร้างกรรมมาก แต่ที่รัฐบาลทำเพราะป้องกันประชาชนป่วย มันต่างจากเลี้ยงสัตว์เพื่อฆ่าจำหน่ายอย่างไรเจ้าค่ะ
      อนาคตข้างหน้า เราก็จะเห็นเหตุการณ์ที่แปลก ไม่คาดคิดว่าในสังคมเราจะมีได้มากกว่านี้อีก
จริงอย่างที่คุณ น.ว่า ต่อไปเราจะเห็นอะไรแปลกๆ เยอะ

ในที่นี้จะขอยกเรื่องราวในคาถาธรรมบทมาประกอบเพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น ดังนี้
      เรื่องที่ ๑ ในครั้งนั้นพระศาสดาประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ภิกษุหลายรูปเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ชาวบ้านรับบาตรของภิกษุเหล่านั้นแล้ว นิมนต์ให้นั่งในโรงฉัน ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว ในขณะนั้น เปลวไฟลุกขึ้นจากเตาของหญิงคนหนึ่งผู้หุงข้าวแล้วปรุงสูปะและพยัญชนะอยู่ ติดชายคา. เสวียนหญ้าอันหนึ่งปลิวขึ้นจากชายคานั้น อันไฟไหม้อยู่ลอยไปสู่อากาศ. ในขณะนั้น กาตัวหนึ่งบินมาทางอากาศ สอดคอเข้าไปในเสวียนหญ้านั้น อันเกลียวหญ้าพันแล้ว ไหม้ตกลงที่กลางบ้าน.
พวกภิกษุเห็นเหตุนั้นคิดว่า "โอ กรรมหนัก, ผู้มีอายุ ท่านทั้งหลายจงดูอาการแปลกที่กาถึงแล้ว, เว้นพระศาสดาเสีย ใครจักรู้กรรมที่กานี้ทำแล้ว พวกเราจักทูลถามกรรมของกานั้นกะพระศาสดา" ดังนี้แล้ว ก็พากันหลีกไป.
      เรื่องที่ ๒ ภิกษุอีกพวกหนึ่ง โดยสารเรือไปเพื่อต้องการจะเฝ้าพระศาสดา เรือได้หยุดนิ่งเฉยในกลางสมุทร. พวกมนุษย์พากันคิดว่า "คนกาลกรรณีพึงมีในเรือนี้." ดังนี้แล้ว จึงแจกสลาก (ให้จับ). ก็ภรรยาของนายเรือ ตั้งอยู่ในปฐมวัย (กำลัง) น่าดู สลากถึงแก่นางนั้น. พวกมนุษย์พากันกล่าวว่า "จงแจกสลากอีก." แล้วให้เเจกถึง ๓ ครั้ง. สลากถึงแก่นางนั้นคนเดียวถึง ๓ ครั้ง. พวกมนุษย์แลดูหน้านายเรือ (เป็นทีจะพูดว่า) “อย่างไรกัน ? นายครับ”
นายเรือกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่อาจให้มหาชนฉิบหาย เพื่อประโยชน์แก่นางนี้. พวกท่านจงทิ้งนางในน้ำเถิด." นางนั้น เมื่อพวกมนุษย์จับจะทิ้งน้ำ กลัวต่อมรณภัย ได้ร้องใหญ่แล้ว นายเรือได้ยินเสียงร้องนั้น จึงกล่าวว่า "ประโยชน์อะไร ด้วยอาภรณ์ของนางนี้ (จะ) ฉิบหายเสีย (เปล่าๆ). พวกท่านจงเปลื้องเครื่องอาภรณ์ทั้งหมด ให้นางนุ่งผ้าเก่าผืนหนึ่งแล้วจงทิ้งนางนั้น. ก็ข้าพเจ้าไม่อาจดูนางนั้น ผู้ลอยอยู่เหนือหลังน้ำได้, เพราะฉะนั้น พวกท่านจงเอากระออมที่เต็มด้วยทรายผูกไว้ที่คอแล้ว โยนลงไปเสียในสมุทรเถิด (ทำ) โดยประการที่ข้าพเจ้าจะไม่เห็นเขาได้." พวกมนุษย์เหล่านั้น ได้กระทำตามนั้นเเล้ว. ปลาและเต่ารุมกินนางแม้นั้นในที่ตกนั่นเอง. พวกภิกษุฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็คิดว่า “ใครคนอื่น เว้นพระศาสดาเสีย จักรู้กรรมของหญิงนั้นได้. พวกเราจะทูลถามกรรมของหญิงนั้นกะพระศาสดา” ถึงถิ่นที่ประสงค์แล้ว จึงพากันลงจากเรือหลีกไป.
      เรื่องที่ ๓ ภิกษุ ๗ รูปอีกพวกหนึ่ง ไปจากปัจจันตชนบท เพื่อต้องการจะเฝ้าพระศาสดา เวลาเย็นเข้าไปสู่วัดแห่งหนึ่ง แล้วถามถึงที่พัก. ก็ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีเตียงอยู่ ๗ เตียง, เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้ถ้ำนั้นแล นอนบนเตียงนั้นแล้ว. ตอนกลางคืนแผ่นหินเท่าเรือนยอดกลิ้งลงมาปิดประตูถ้ำไว้ พวกภิกษุเจ้าของถิ่นกล่าวว่า "พวกเราให้ถ้ำนี้ถึงแก่ภิกษุอาคันตุกะ, ก็แผ่นหินใหญ่นี้ ได้ตั้งปิดประตูถ้ำเสียแล้ว. พวกเราจักนำแผ่นหินนั้นออก" แล้วให้ประชุมพวกมนุษย์จากบ้าน ๗ ตำบลโดยรอบ แม้พยายามอยู่ ก็ไม่อาจยังแผ่นหินนั้นให้เขยื้อนจากที่ได้. แม้พวกภิกษุผู้เข้าไป (อยู่) ในภายใน ก็พยายามเหมือนกัน. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่อาจให้เเผ่นหินนั้นเขยื้อนได้ตลอด ๗ วัน, พวกภิกษุอาคันตุกะ อันความหิวแผดเผาแล้วตลอด ๗ วัน ได้เสวยทุกข์ใหญ่แล้ว. ในวันที่ ๗ แผ่นหินก็ได้กลับกลิ้งออกไปเอง. พวกภิกษุออกไปแล้ว คิดว่า "บาปของพวกเรานี้ เว้นพระศาสดาเสียแล้วใครเล่าจักรู้ได้ พวกเราจักทูลถามพระศาสดา" ดังนี้แล้ว ก็พากันหลีกไป.
พวกภิกษุกราบทูลเรื่องทั้ง ๓ นี้ แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประทับนั่งแสดงธรรมในพระเชตวันคราวเดียวกันทั้งหมด พระศาสดาตรัสว่า นั่นมิใช่ผู้อื่นกระทำ นั่นเป็นกรรมอันเขานั่นแหละทำแล้วดังนี้ เมื่อจะทรงนำเรื่องอดีตมาแสดงธรรม จึงตรัสว่า 
กาเป็นมนุษย์ในอัตภาพก่อน ไม่อาจเพื่อฝึกโคโกงตัวหนึ่ง จึงได้ผูกเขน็ดฟางสวมคอโคจุดไฟ โคนั้นตายด้วยเหตุนั้นแหละ บัดนี้ กรรมนั้นจึงไม่ปล่อยกานั้นแม้บินอยู่ทางอากาศ.
แม้หญิงนี้ก็เป็นหญิงคนหนึ่งนั่นแหละในอัตภาพก่อน สุนัขตัวหนึ่งคุ้นเคยกัน เมื่อเธอไปป่าก็ไปด้วย เมื่อมาก็มาด้วย พวกมนุษย์ทั้งหลายผู้ออกไปย่อมเยาะเย้ยเธอว่า บัดนี้ พรานสุนัขออกแล้ว ดังนี้ นางอึดอัดอยู่ด้วยสุนัขนั้น เมื่อไม่อาจห้ามสุนัขได้ จึงเอาหม้อใส่ทรายผูกคอแล้วเหวี่ยงไปในน้ำ กรรมนั้นจึงไม่ปล่อยเธอในท่ามกลางสมุทร.
ภิกษุทั้งหลาย แม้พวกเธอก็เสวยกรรมอันตนกระทำแล้วเหมือนกัน. ก็ในอดีตกาล เด็กเลี้ยงโค ๗ คน วันหนึ่งเที่ยวเลี้ยงโคแล้วกลับมาพบเหี้ยใหญ่ตัวหนึ่ง จึงไล่ตาม. เหี้ยหนีเข้าไปสู่จอมปลวกแห่งหนึ่ง. ก็ช่องแห่งจอมปลวกนั้นมี ๗ ช่อง. พวกเด็กปรึกษากันว่า บัดนี้ พวกเราจักไม่อาจจับได้ พรุ่งนี้จึงจักมาจับดังนี้แล้ว จึงต่างคนต่างก็ถือเอากิ่งไม้ที่หักได้คนละกำๆ แม้ทั้ง ๗ คนพากันปิดช่องทั้ง ๗ ช่องแล้วหลีกไป.
ในวันรุ่งขึ้นเด็กเหล่านั้นมิได้คำนึงถึงเหี้ยนั้น ต้อนโคไปในประเทศอื่น ครั้นในวันที่ ๗ พาโคกลับมา พบจอมปลวกนั้น กลับได้สติ คิดกันว่า 'เหี้ยนั้นเป็นอย่างไรหนอ' จึงเปิดช่องที่ตนๆ ปิดไว้เเล้ว. เหี้ยหมดอาลัยในชีวิต เหลือแต่กระดูกและหนังสั่นคลานออกมา. เด็กเหล่านั้นเห็นดังนั้นแล้ว จึงทำความเอ็นดูพูดกันว่า “พวกเราอย่าฆ่ามันเลย. มันอดเหยื่อตลอด ๗ วัน” จึงลูบหลังเหี้ยนั้นแล้วปล่อยไป ด้วยกล่าวว่า ‘จงไปตามสบายเถิด.’ เด็กเหล่านั้นไม่ต้องไหม้ในนรกก่อน เพราะไม่ได้ฆ่าเหี้ย. แต่ชนทั้ง ๗ นั้น ได้เป็นผู้อดข้าวร่วมกันตลอด ๗ วัน ๆ ใน ๑๔ อัตภาพ ภิกษุทั้งหลาย กรรมนั้นพวกเธอเป็นเด็กเลี้ยงโค ๗ คนทำไว้แล้วในกาลนั้น." พระศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหาอันภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้ว ๆ ด้วยประการฉะนี้. "
เมื่อทรงประชุมเรื่องทั้ง ๓ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า 
“นอนฺตลิกฺเขนสมุทฺทมชฺเฌนปพฺพตานํวิวรํปวิสฺสนวิชฺชเตโสชคติปฺปเทโส
ยตฺรฏฺฐิโตมุจฺเจยฺยปาปกมฺมา”
“บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้,
หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้,
หนีเข้าไปสู่ซอกแห่งภูเขา ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้,
(เพราะ) เขาอยู่แล้วในประเทศแห่งแผ่นดินใด พึงพ้นจากกรรมชั่วได้,
ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่.”

งั้นการเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่เป็นธรรมชาติที่เป็นอุตุนิยามแต่เกิดกับสิ่งมีชีวิตก็เป็นเพราะกรรมนิยามสิ เช่น แผ่นดินไหวแล้วมีผู้บาดเจ็บล้มตาย สำหรับคนนั้นหรือสิ่งมีชีวิตนั้น ก็เพราะกรรมของเขาใช่ไม๊เจ้าคะ
ใช่ ส่วนหนึ่งนั้นมาจากกรรม
งั้นกรรมก็เป็นตัวใช้นิยามต่างๆ ให้เกิดเพื่อชดใช้กรรมนั้นสิ
ให้เข้าใจว่า ผู้ถูกบุคคลอื่นทำร้าย ก็เป็นอกุศลวิบากของตนเองที่เคยกระทำไว้ แต่ผู้ที่ทำร้ายนั้น เป็นการสร้าง(อกุศล)กรรมใหม่ให้แก่ตนเอง ซึ่งจะต้องได้รับผลต่อไปในภายภาคหน้าเช่นกัน
@--InTaNiA--@ says:
กราบนมัสการค่ะ

[c=๓๗][b]Pang##@## Cs'๒๗&๗๕๖ >>>จริงใจ... แต่ไม่จริงจัง...}{[/b][/c] says:
สวัสดีค่ะ หวัดดีทุกคนค่ะ

กงกรรมในวัฏวน คงไม่จบไม่สิ้น หากเราไม่ยอมออกหนีไป

กรรมใหม่กับกรรมเก่าจะเกิดร่วมกันเสมอ เราจึงต้องระวังการกระทำของเรา ไม่ให้เกิดกรรมใหม่ที่ไม่ดีขึ้นมา
งั้นข้ออ้างต่างๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้ากรรมนั้นได้มีเจตนาสำเร็จไปแล้ว และกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะแปลกพิสดารขนาดไหน ก็เพราะกรรมที่ได้เคยทำมา (เช่น เมื่อก่อนมีข่าวเด็กตกในเสาเข็ม)
บางกรณีก็เป็นเช่นนั้น เรียกว่า กรรมที่เคยกระทำไว้ ก็อาศัยทั้งอุตุ  ทั้งพีชะ ทั้งจิตตะ และทั้งกรรมะ เป็นอุปกรณ์ในการให้ผลแห่งกรรมนั้นปรากฏขึ้น ซึ่งรวมเรียกว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นก็อยู่ภายใต้ธรรมนิยาม คือ ความเป็นไปตามเหตุและปัจจัยส่งผลให้สภาพธรรมนั้นปรากฏขึ้นนั่นเอง
แล้วเราจะทำให้กรรมมันเบาลงได้ด้วยวิธีไหนบ้างล่ะคะ เรื่องตรวจกรรม แก้กรรมที่เป็นกระแสอยู่บ่อยๆ นั้น ถ้ารู้แล้วแก้ได้จริงหรือคะ
       การแก้ไขวิบากกรรมที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเรา ก็ด้วยการกระทำความดีต่างๆ ละกรรมชั่ว และการทำจิตให้ผ่องใสนั่นเอง นี่ล่ะ คือวิธีการแก้กรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
       ต้องเข้าใจว่า การแก้กรรมก็คือ การแก้ไขความประพฤติและการกระทำของเราเองให้ดียิ่งขึ้น เมื่อเราประพฤติในทางที่ดีขึ้น ชีวิตเราก็ย่อมจะดีขึ้น อดีตกรรมบางอย่างที่ไม่ดี บางกรณีก็ไม่ต้องรับผลแห่งกรรมนั้นสืบเนื่องไป
       เช่น เราเคยด่าว่าผู้อื่น เราก็แก้กรรมด้วยการไปขอโทษเขา ความเคืองแค้น ผูกโทษ ก็อาจหมดสิ้นไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผลที่เราอาจถูกต่อว่า ทำร้าย ก็เป็นอันได้แก้ไขสำเร็จลุล่วงไป อย่างนี้ล่ะ การแก้กรรรม

      ก็เป็นการปรับเปลี่ยนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ดีขึ้น ไม่ใช่การลบล้าง น่ะสิเจ้าคะ
       หรือเรามีอดีตกรรมที่ไม่ดี เช่น เป็นคนเกียจคร้านเป็นเหตุให้ไม่มีทรัพย์ เราก็แก้ไขด้วยการขยันขันแข็ง ไม่เลือกงาน กระทำความดีต่างๆ ต่อบุคคลทั้งหลาย เป็นเหตุให้มีผู้ช่วยเหลือยินดีสนับสนุน และมีทรัพย์ขึ้นมา อย่างนี้ก็เรียกว่าการแก้กรรมเช่นกันตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา
       สำหรับกรรมที่เราสร้างในภพภูมิก่อนหน้า เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ใช่มั้ยเจ้าคะ
       ให้เข้าใจว่า กรรมที่กระทำไปแล้ว ก็ชื่อว่าได้กระทำไปแล้ว ใครจะย้อนกลับไปลบล้าง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขให้เป็นไม่ได้กระทำ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ทุกคนย่อมสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ด้วยการกระทำที่จักปรากฏผลในปัจจุบันทั้งสิ้น
       เรียนถามพระคุณเจ้า ในการดำรงชีวิตแบบคนทำงานเราก็มิอาจหลีกเลี่ยงที่จะสร้างกรรมได้ บางครั้งเป็นด้วยหน้าที่การงาน บางครั้งเพื่อให้คนอื่นสบายใจ มันก็เท่ากับเราสร้างกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิเจ้าคะ
       เช่น บางครั้งเราก็จำเป็นต้องโกหกลูกค้าเพื่อรักษาภาพพจน์ของบริษัทน่ะเจ้าค่ะ เราจะกลับไปขอโทษเขาก็ไม่ได้

       การสร้างกรรมในปัจจุบันนั้นย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องเป็นไปอยู่ แต่เราจะเลือกสร้างอะไร ระหว่างกรรมดีและกรรมชั่ว ระหว่างกรรมที่ให้ผลเป็นความสุข และให้ผลเป็นความทุกข์ อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณา
       เมื่อเราโกหก ก็เป็นอันว่าเราได้มุสาวาทไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็ไม่ดีทั้งสิ้น เพราะเริ่มแต่ใจของเราที่ย่อมเกิดความไม่สบายใจ ทุกครั้งที่เราต้องกล่าวเท็จออกไป

       คุณก้อย ลองเปลี่ยนเป็นไม่บอกดีไหมค่ะ พูดแต่เรื่องดีดีของบริษัท เรื่องไม่ดีก็ไม่พูด เลี่ยงไม่ได้ก็บอกว่าทราบหรือไม่ทราบไปตรงๆในเรื่องนี้ แล้วก็บอกเขาว่าทางบริษัทจะพิจารณาเรื่องนี้
       เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องตอบด้วยสิคะ ส่วนตัวรับผิดชอบงานด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ค่ะ ถ้ามีปัญหากับสินค้าเราจำเป็นต้องตอบเพื่อความพอใจของลูกค้า แต่บางครั้งความจริงนั้นอาจส่งผลกระทบกับการเกิดค่าใช้จ่ายมหาศาล และทางผู้ใหญ่ไม่ให้เปิดเผย ทำให้เราจำเป็นต้องโกหกค่ะ
พระอาจารย์ครับ แล้วเทวดาปัจจัย นี่ถืออยู่ส่วนไหนของนิยามทั้ง ๕ ครับ
กรรมนิยาม
       คำว่า กรรมนิยาม หมายถึง การกระทำของคนและสัตว์ทั้งหลาย (รวมทั้งเทวดาด้วย) ย่อมส่งผลต่อบุคคลผู้นั้นและสิ่งทั้งหลายเป็นธรรมดา

       ขอบพระคุณครับ เพราะในการปฏิบัติธรรมของผม ครูอาจารย์ท่านแนะนำให้จบลงด้วยการแผ่เมตตา และอุทิศส่วนกุศลแก่เทวดา ก็เป็นอีกอย่างที่ต้องอุทิศส่วนกุศลให้เขาด้วยเสมอ โดยผมมีการอุทิศทั้งแบบเจาะจงและไม่เจาะจงด้วยครับ
กรรมนิยามนี่ กฏคือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วใช่ไม๊เจ้าคะ
ถูกต้อง
แล้วไตรลักษณ์อยู่ในนิยามไหนเหรอเจ้าคะ
ใช่ธรรมนิยามไหมค่ะ
ใช่แล้ว
       ในข้อว่าด้วยธรรมนิยามก็ได้แก่ ความที่สิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั่นเอง ไม่สามารถเกิดขึ้นลอยๆ ได้ โดยกฏหนึ่งที่เห็นได้ชัด ซึ่งเป็นธรรมนิยาม สรุปลงได้ด้วยพุทธพจน์ที่ว่า
      “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง .. สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ .. ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง .. สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ .. ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯ”

      นิยามต่างๆ เกิดขึ้นก็เนื่องด้วยอีกนิยามนึง งั้นก็เป็นลักษณะของการเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน เป็นสังขารธรรมสิเจ้าคะ
       แล้วจิตวิญญาณที่ลงมาจุติ คือ กรรมนิยาม หรือว่าธรรมนิยามค่ะ หรือว่า พีชนิยามเกี่ยวไหมค่ะ เริ่มสับสนค่ะ
       จิตที่ลงมาจุติก็ด้วยจิตตนิยาม โดยอาศัยเหตุคือกรรมนิยาม โดยเป็นไปตามหลักธรรมดาแห่งสังขารของสัตว์ที่ยังมีอุปธิ(คือกิเลส) เรียกว่า ธรรมนิยาม โดยอาศัยองค์ประกอบแห่งพืชพันธุ์ให้เกิดขึ้น เรียกว่า พีชนิยาม และการสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูล เช่น อาหารและอุณหภูมิ เรียกว่า อุตุนิยาม
ไม่งงนะ

ไม่งงค่ะ
คล้องกันเป็นเหมือนห่วงหรือเปล่า ห่วง ๕ ห่วง
เห็นภาพรวมเลยถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเลยครับ

แบบโอลิมปิค
ใช่ค่ะ เห็นภาพเลยค่ะ ขอบพระคุณนะคะ
หนูอยากรู้ว่าสัตว์เดียรัจฉานสามารถเกิดเป็นคนได้ไหมค่ะ
ได้สิ
       สัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดไปในภพภูมิต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปจากภพนี้สู่ภพโน้น ขึ้นอยู่ต่อกรรมใดจะให้ผล ฉะนั้น ไม่ว่าสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา เปรต อสูรกาย หรือสัตว์นรก ก็ล้วนแต่เวียนว่ายตายเกิดไปในวัฏฏะสงสารไม่รู้สิ้นสุด เป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นเทวดาบ้าง หรือพลาดพลั้งก็เกิดในนรกบ้าง

ผมขอแสดงความคิดเห็นนะครับ สัตว์เดียรัจฉานสามารถเกิดเป็นคนได้ไหม?
       ก่อนที่เขาจะเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เขาต้องเป็นคนมาก่อน บางช่วงเขาก็มีศีล ๕ ครบ (ธรรมของการเกิดเป็นมนุษย์) บางช่วงก็ต้องทำกรรมที่ส่งผลให้เป็นสัตว์ดิรัจฉาน

อ่อ

       ดังคำที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า
      “อนึ่ง ... จิตที่เป็นไปในภายในต่างโดยกรรม เพศ สัญญา และโวหารเป็นต้นในคติทั้งหลายอันต่างโดยความเป็นเทวดา มนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานทั้งหมดนั่นแหละ พึงทราบว่าอันจิตนั้นเองกระทำแล้ว”
      “ความต่างกันแห่งคติของสัตว์ทั้งหลายย่อมปรากฏ เพราะอาศัยความต่างกันแห่งกรรม สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้า มี ๒ เท้า มี ๔ เท้า มีเท้ามาก มีรูป ไม่มีรูป มีสัญญา ไม่มีสัญญา มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ความต่างกันแห่งความอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย คือความสูงต่ำ เลวประณีต ไปสู่สุคติและทุคติ ย่อมปรากฏเพราะอาศัยความต่างกันแห่งกรรม
      ความต่างกันในอัตภาพของสัตว์ทั้งหลาย คือความเป็นผู้มีผิวพรรณดีและผิวพรรณทราม ความเป็นผู้มีชาติดีและไม่ดี ความเป็นผู้ที่ทรวดทรงดีและไม่ดีย่อมปรากฏ เพราะอาศัยความต่างกันแห่งกรรม ความต่างกันในโลกธรรมของสัตว์ทั้งหลายในความมีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ ย่อมปรากฏเพราะอาศัยความต่างกันแห่งกรรมดังนี้” 

      เหมือนว่านิยามทั้งหลายจะเกิดปรากฏแต่ผู้ใด เพราะกรรมนิยามเท่านั้นนะเจ้าคะ
ดังพระผู้มีพระภาคตรัสว่า
      “เพศย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัญญา ย่อมเป็นไปเพราะเพศ สัตว์ทั้งหลายย่อมลงความต่างกันเพราะสัญญาว่า นี้เป็นหญิงหรือเป็นชาย สัตวโลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน ดุจลิ่มสลักเพลารถ ที่ไปอยู่ บุคคลย่อมได้เกียรติ ได้การสรรเสริญก็เพราะกรรม ย่อมได้ความเสื่อม การถูกประหาร และการจองจำก็เพราะกรรม บุคคลรู้ความต่างกันแห่งกรรมนั้นแล้ว ไฉนเล่าจึงพูดว่ากรรมไม่มีในโลก”

      “ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น..
      ดูกรมาณพ .. ส่วนบุคคล.. ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุยืน..
            .. บุคคล.. เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือ  ศาตรา เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีโรคมาก..
      .. บุคคล.. เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์.. เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีโรคน้อย..
      .. บุคคล.. เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม..
      .. บุคคล.. เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนน่าเลื่อมใส..
      .. บุคคล.. มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีศักดาน้อย..
      บุคคล.. เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีศักดามาก..
      .. บุคคล.. ย่อมไม่เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีโภคะน้อย..
      .. บุคคล.. ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีโภคะมาก..
      .. บุคคล.. เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ..
      .. บุคคล.. เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป.. ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนเกิดในสกุลสูง..
      .. บุคคล.. ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล  อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีปัญญาทราม..
      .. บุคคล.. ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล  อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป.. ถ้ามาเป็นมนุษย์.. จะเป็นคนมีปัญญามาก 
๑๐
กรรมอะไรทำให้เกิดเป็นเพศหญิง และกรรมอะไรทำให้เกิดเป็นเพศชายค่ะ
       กรรมให้เกิดเป็นชายหรือแม้ปรารถนาเป็นหญิง ก็อาศัยจิตที่ตั้งไว้ ปรารถนาความเป็นชายและความเป็นหญิงนั่นล่ะ และการประกอบกุศลกรรมเนืองๆ เพื่อการได้ซึ่งเหตุนั้น โดยมากจิตยินดีในเพศใด ก็ให้กลายเป็นเพศนั้น
คงพอสมควรนะ สำหรับคืนนี้

ค่ะ  ค่ะ 
ขอบคุณค่ะ
      ส่วนมากเขาว่าเกิดเป็นหญิงเพราะทำกรรมไม่ดีไว้มาก แต่นางวิสาขาล่ะ หรือท่านอื่นๆ ที่เป็นหญิงมาแล้วหลายชาติ ก็คงเพราะความติดในเพศหญิงมากกว่า

ขอฝากพุทธภาษิตไว้ว่า
กมฺมุนาวตฺตตีโลโกกมฺมุนาวตฺตตีปชา
๑๑
โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม
กมฺมนิพนฺธนาสตฺตารถสฺสาณีวยายโต
สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น
กมฺมสฺสกามาณวสตฺตากมฺมทายาทากมฺมโยนีกมฺมพนฺธูกมฺมปฏิสรณา
๑๐
ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
กมฺมํสตฺเตวิภชติยทิทํหีนปฺปณีตตาย
กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้

API- เรียนรู้ใจตนเอง says:
ครับ

และขอฝากพุทธสุภาษิตเตือนใจไว้ว่า
สุกรานิอสาธูนิอตฺตโนอหิตานิจยํเวหิตญฺจสาธุญฺจตํเวปรมทุกฺกรํ
๑๒
กรรมใดที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์แก่ตน คนทำง่าย
กรรมใดที่ดี และมีประโยชน์แก่ตน ทำได้ยากอย่างยิ่ง

คืนนี้อาตมาขอลาล่ะนะ
นมัสการท่านเอกชัย และขออนุโมทนาบุญกับญาติโยมทุกคนที่ร่วมสนทนากันในคืนนี้ ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง และมีจิตใจที่แจ่มใสเบิกบาน

ขอบพระคุณครับ นมัสการครับ  ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ 
กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ
ก่อนจาก ผมขอแสดงความคิดเห็น ปิดท้ายนิดหน่อยนะครับ
       การที่เราได้รู้ได้เห็นข่าวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ บนโลกใบนี้ และการที่เราได้มาร่วมกันฟังธรรมะจากท่านพระอาจารย์ รวมถึงการได้ศึกษาเรื่องราวของนิยาม กรรมและเหตุปัจจัยเหล่านี้ ซึ่งอาจจะตอบข้อสงสัยในใจได้มากน้อยก็ดี
       แต่พวกเราทั้งหลาย ก็อย่าได้ลืมจุดประสงค์หลักที่พระอาจารย์ และองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้กล่าวธรรมะต่าง ๆ เกี่ยวกับในเรื่องกรรม กฏแห่งกรรมเอาไว้ ก็เพื่อพวกเราชาวพุทธศาสนิกชนได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ให้เห็นความทุกข์ ที่หมู่สัตว์ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารด้วยอำนาจกรรม ที่เราไม่อาจหลีกหนีพ้น แม้ว่าจะไปอยู่ ณ ที่ใดๆ
       ศึกษาและปฏิบัติทั้งในเบื้องต้นก็เพื่อให้พวกเราเป็นคนดีของสังคม ในเบื้องปลายก็เพื่อให้เห็นแจ้งประจักษ์ชัด และเกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่าย และต้องการหาทางออกจากทุกข์ 
       และเมื่อออกจากทุกข์ได้แล้ว ก็จะได้รับความสงบสุขภายในจิตใจ แล้วก็จะแผ่ความสงบสุขร่มเย็นอันนั้น ไปยังหมู่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ขอบคุณคับ

สาธุจ๊ะ คุณนัฐพล
RaBbIt::ไม่อยากไปทำงาน เจอหัวหน้าเจ้าอารมณ์เลย says:
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ที่ช่วยให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีขึ้น พร้อมต่อสู้กับปัญหาในวันพรุ่งนี้ ขอบคุณค่ะ

ขอบพระคุณพระอาจารย์ และ ขอขอบคุณทุกท่านครับ
กราบนมัสการลาพระอาจารย์ครับ

ขอบพระคุณพระอาจารย์ และขอขอบคุณทุกๆ ท่านเช่นกันค่ะ
กราบนมัสการพระอาจารย์เอกชัยด้วยครับ
อาทิตย์หน้าเจอกันนะคะ ใครมีคำถามก็เมล์มาบอกไว้ก่อนได้นะคะ
กราบลาเพื่อนๆ ญาติธรรมทุกๆ คนเลยนะครับ
อาทิตย์ที่ ๒๔  เวลา ๒ ทุ่ม เจอกันค่ะ
Ning says:
กราบนมัสการ และลาทุกคนค่ะ

ค่ะ ขอบคุณทุกๆ ท่านมากนะคะ กราบนมัสการพระเอกชัยด้วยค่ะ
ข อ บ คุ ณ ผู้ จัด ด้วย คับ ป๋ม
บ๊ายบาย
นมัสการลาค่ะ
นมัสการลาพระอาจารย์ทั้งสองครับ และลาทุกท่านด้วยครับ ขอบคุณครับ

ขอบพระคุณพระอาจารย์ค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านคับ


๑. ที.ม.อ.๑๓ หน้า ๑๐๐, อภิ.สํ.อ.๗๖ หน้า ๘๑
๒. ม.มู.๑๒/๙๕/๔๙, องฺ.ฉกฺก.๒๒/๒๘๑/๕๒๙ พระธรรมคุณ ๖-อกาลิโก
๓. สงฺคห ปริจเฉทที่ ๑ หน้า ๒๓
๔. อตฺตโนมติ-ผู้บรรยาย
[ธรรมดาธรรมชาติของจิตย่อมเหนี่ยวนำให้เกิดสิ่งที่ดีและไม่ดีขึ้น เมื่อใดอกุศลจิตมีกำลังกล้า เช่น มีความโลภจัด เป็นต้น ย่อมเป็นหตุแก่อกุศลวิบาก(บาป)ให้ผลเป็น “ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม” คือ ให้ผลทันตา เป็นเหตุให้ต้องประสบกับสิ่งร้ายๆ แม้ว่าโอกาสของกุศลวิบาก(บุญ)ในอดีตจะมีอยู่ก็ตาม ก็ถูกปิดกั้นไว้ด้วยอกุศลวิบากที่มีกำลัง เป็นเหตุให้กุศลวิบากไม่อาจส่งผลได้]
๕. ขุ.ชา.อ.๖๓ หน้า ๒๒ (เตมิยชาดก)
๖. ขุ.ธ.อ.เล่ม ๔๒ หน้าที่ ๕๔ เรื่องชน ๓ คน [๑๐๕]
๗. องฺ.ติก.๒๐/๕๗๖/๒๗๓ (อุปปาทสูตร)
๘. องฺ.จตุก.๒๑/๙/๙ (ตัณหาสูตร)
[ผู้ที่มีตัณหาเป็นเพื่อน ย่อมท่องเที่ยวไปสู่ภพอื่นๆ จากภพนี้สู่ภพโน้น แล้วไม่สามารถก้าวพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์อันยืดยาวนาน เพราะเป็นผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน, ภิกษุผู้มีสติสัมปชัญญะรู้โทษนี้ และรู้ตัณหาเป็นที่เกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น ย่อมเว้นรอบ ฯ]
๙. อภิ.สํ.อ.๗๕ หน้า ๒๓๑
๑๐. ม.อุ.๑๔/๕๘๑/๒๘๗ (จูฬกัมมวิภังคสูตร)
๑๑. ม.ม.๑๓/๗๐๗/๔๘๙
๑๒. ขุ.ธ.อ.๔๒ หน้า ๒๑๖ เรื่องกระเสือกกระสนเพื่อจะทำลายสงฆ์ [๑๓๓]



Create Date : 23 ตุลาคม 2551
Last Update : 29 ตุลาคม 2551 15:38:51 น. 1 comments
Counter : 462 Pageviews.

 
เนื้อหาสาระอ่านแล้วรู้สึกดีมากเลยค่ะ ขอความกระชับดี
อ่านแล้วก็ได้ใจความค่ะ สุกมาก... 555+


โดย: อรอุมา IP: 124.120.39.70 วันที่: 6 กรกฎาคม 2553 เวลา:21:07:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

กลุ่มต้นธรรม
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




* * * * * * * * * * * * * * * * * * *

อันเวลาอันนับไม่ได้ที่เราหมักหมมมานานแสนนานแล้วนั้นถ้าเราไม่เริ่มรู้เราก็ไม่เริ่มตัด ถ้าไม่ตัดก็ไม่เห็นปลาย และเวลาอันนับไม่ได้นั้นก็เป็นปลายที่ยังอยู่
web site hit counter
We keep fighting fires because we keep adding fuel.
We truly putout fires only when we remove their fuel.

ถึงโลกกว้างไกล ใครๆ รู้
โลกภายในลึกซึ้งอยู่ รู้บ้างไหม
มองโลกภายนอก มองออกไป
มองโลกภายใน คือใจเรา

Friends' blogs
[Add กลุ่มต้นธรรม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.