What a Wonderful World
Group Blog
 
All Blogs
 

เป๊ก ผลิตโชค กับ The Scarlet Letter บทเรียนการถูกตีตรา เมื่อดาราตกเป็นเหยื่อ



หลังสิ้นเสียง "ถอดหน้ากากครับ" ของกันต์ พิธีกรสุดหล่อสิ้นสุดลงเมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา เป๊ก ผลิตโชค ที่แฝงอยู่ในคอสตูมหน้ากากจิงโจ้ เจ้าของภาพลักษณ์แบดบอย ฮิปฮอป แรพโย่ว จึงจำเป็นต้องปล่อยมือจากจิงโจ้เพื่อนยากที่เดินร่วมทางกันมาอย่างเสียไม่ได้ การปล่อยมือครั้งนี้คงไม่ต่างจากตอนที่โนบิตะต้องพลัดพรากจากโดเรมอน การที่เราได้รู้จักใครในระยะเวลาสั้นๆแต่เกิดความผูกพันกันมากเหลือเกิน  ย่อมทำให้เกิดความใจหาย วิตกกังวลเมื่อต้องจากกัน  จะว่าไปแล้วในช่วงเวลาสั้นๆหน้ากากจิงโจ้ที่ถูกใครบางคนส่งมา ได้ทำภารกิจของมันได้อย่างยอดเยี่ยม หน้าที่ของมันไม่ได้มีอะไรมากกว่าการทำให้คนไทยทั้งประเทศลดอคติที่ "ตา" และหันมาเปิด "ใจ" ให้กับเพื่อนรักของมันอย่าง เป๊ก ผลิตโชค เพื่อนที่โดน The Scarlet Letter มาทั้งชีวิต


ฉันได้ยินคำว่า The Scarlet Letter จากการเรียนวิชาวรรณคดีอเมริกันเบื้องต้น ตอนเรียนเรื่องนี้ฉันไม่เข้าใจในความมืดของสังคม Puritan ในยุค 1642-1649 ฉันไม่เคยเข้าใจว่าคนเอาอักษร A ไปใส่ความผู้หญิงคนนึงเพื่อใส่ความเรื่องชู้สาวนั้นเค้าทำไปเพื่ออะไร ทฤษฎีการล่าแม่มดมันควรจะหยุดไว้แค่ก่อนยุคมิลเลนเนียมไหม แต่สิ่งที่ฉันหวังไว้มันไม่จริง The Scarlet Letter ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งเมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่อักษร A มันมาเป็นคำ มันมาเป็นประโยค หรือวลีใดๆก็ได้ที่คนบางกลุ่มได้บัญญัติขึ้นมาตีตราบุคคลคนหนึ่งซึ่งตกเป็นเหยื่อ Social Media Bullying มานานนับสิบปี ทั้งที่คนๆนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ทางสังคมใดๆ แค่เป็นคนที่ทำอะไร "ไม่ถูกใจ" คนบางกลุ่มเท่านั้น ฉันจะไม่แก้ตัวเรืองใดๆให้ผลิตโชค เพราะฉันไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว ฉันเป็นแค่คนหนึ่งที่ทนไม่ได้กับการ bully ในทุกรูปแบบเลยอยากถามคำถามนี้ว่า เป๊ก ทำผิดอะไร ถึงต้องโดนล้อเลียนเรื่องการทำศัลยกรรมจมูก เรื่องเพศสภาพ เรื่องพูดไม่ชัด ซ้ำๆย้ำๆอยู่นานนับสิบปี นี่คือภาพลักษณ์ที่สังคม judge เขาโดยทิ้งความเสียหายในด้านหน้าที่การงานไม่น้อย ศิลปินคุณภาพเสียงดีคนหนึ่งแทนที่จะได้ทำมาหากินเหมือนเพื่อนๆ และออกมาทำตามความฝันในการเป็นนักร้องที่เขาตามหามาตั้งแต่เด็ก ต้องไม่มีผลงานมากเท่าที่จะเป็น เพราะผลงานมัน "ไม่ขาย" เวลาไปโปรโมตผลงานเพลงตามรายการต่างๆ ก็จะต้องถูกถามเรื่องหน้าตาทุกครั้ง ไม่มีใครสนใจจำชื่อเพลง ไม่มีใครสนใจว่าเพลงมันเพราะไหม เค้าร้องเป็นยังไง  Hello it's 2017!
สื่อใจร้ายบางเจ้าจิกกัดเขาไม่เลิก จนบางครั้งเขาท้อใจแอบไป live ขอกำลังใจแฟนคลับนับ "สิบ" ของเขาในแฟนเพจ ใช่ค่ะฉันเขียนไม่ผิดหรอก หลักสิบจริงๆ  ศิลปินที่ร้องเพลง ไม่มีใครรู้ ที่ทุกคนรู้จักนั่นแหละ 

ไม่เพียงเฉพาะสื่อเท่านั้น มนุษย์บางคนก็มีความสุขกับการ bully คนอื่นโดยเฉพาะดารา สำหรับผลิตโชค ไม่มีใครสงสัยในความสามารถด้านการร้องเพลง คนจึงหันไปหาจุดอื่นที่จะล้อเลียนเขาได้ เช่นประเด็นการทำจมูก ดัดจริตพูดไม่ชัด ข่าวลือที่ว่าเขาเป็นเกย์ โดยที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงและไม่มีใครพยายามจะ "ฟัง" สารที่เขาพยายามสื่อออกมาเลย เขาตกเป็นเหยือของการถูกล้อเลียนอย่างสนุกปากของคนบางส่วนในสังคมมานานนับสิบปี ฉันคิดว่าคนเหล่านี้มักจะ judge สิ่งต่างๆจากประสบการณ์ชีวิตอันเลวร้ายของตัวเองโดยไปสนไม่แคร์ว่า ดาราก็คน ร้องไห้ได้ เสียใจเป็น ไ่ม่มีใครควรจะตกเป็นเหยื่อและถูก bully จากคนในสังคม 

ในเวลานี้ที่เป๊ก ผลิตโชคกลับมาอีกครั้ง ฉันไม่รู้หรอกว่าจริงๆผลิตคิดอะไร เขาแคร์ไหม หรือเขาเลือกที่จะรับแต่เรื่องดีๆที่กำลังถาโถมใส่เขา แต่บทเรียนที่เกิดจากการตีครามันทำให้เราย้อนมาถามว่า เราควรจะเลิกไหม กับการใส่ The Scarlet Letter บนหน้าใครๆ เพื่อสนองความสะใจของตัวเอง




 

Create Date : 18 มีนาคม 2560    
Last Update : 18 มีนาคม 2560 9:54:34 น.
Counter : 487 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

วันที่ฉันป่วย Influenza ไข้หวัดใหญ่ที่มาพร้อมกับเชื้อไวรัส

อีกครั้งกับการที่ต้องมาเขียนบล็อคบอกเล่าประสบการณ์ ไมjถึงกับเฉียดตายหรอกแต่ว่าก้อต้องหยุดงานเป็นอาทิตย์เหมือนกัน กว่าจะหายไข้ก็ 7-8 วัน พอเริ่มเข้าที่ก็อยากจะเขียนถึงโรคนี้ซะเลย "ไข้หวัดใหญ่" Influenza หรือ Flu และการระบาดที่ nz


เหตุทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากความตะกละ เย็นวันพฤหัสที่แล้ว เกิดอยากกินน้ำเต้าหู้ที่ร้านจีน ก็อยากมาก นั่งรถไปเกือบครึ่งชั่วโมง ฝนก็ตกปรอยๆ กลับมาก็กินน้ำเต้าหูอย่างอร่อย ใส่ฟองเต้าหู้ด้วยนะ เช้าวันรุ่งขึ้นเดินไปทำงาน แหมม ทำไมวันนี้มันหนาวอย่างนี้ฟะ เช็คอุณหภูมิก็ไม่ได้ต่ำอะไรมาก พอตอนเย็นฝนตกอีก เดินสั่นออกจากที่ทำงาน หนาวมาก ฝนตก ต้องนั่งรถเมล์กลับบ้าน บอกปั๋วเปิดฮีตเตอร์รอไว้ วอร์มผ้าห่มไฟฟ้าเบอร์แรงสุด หนาวดึ๋งมาก วัดไข้ก็มีไข้นิดนึง กินพาราก็ไม่หาย กลางคืนเจ็บคอสุดขีด ไอตลอด ตัวร้อน น้ำมูกไหล รุ่งขึ้นต้องตืนไปทำงาน จะลาก็ไม่ได้เพราะน้องอีกคนลาป่วยแล้ว รายนั้นอาหารเป็นพิษ ก็ทนทำงานไปทั้งวัน กลางคืนก็แบบเดิม ไอทั้งคืน ยานี่ก็ทั้งเม็ดทั้งน้ำไม่หาย ยาแก้อักเสบที่ขนมาจากไทยก็หมดอีก ทรมานมาก วันอาทิตย์แทบไม่มีเสียง แต่ก็ต้องทนทำงานไปทั้งวัน 

วันจันทร์ 11 โมงอยู่ๆก็หนาวสั่น บอกนายกลับบ้านละ ไม่อยากแพร่เชื้อให้เพื่อนร่วมงานและลูกค้า กลับมานอน  กินยาอีกก็ไม่หายไข้ วันอังคารนี่ฝามีหยุดงาน เลยบอกว่าไปหาหมอเหอะ มันไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาละเนี่ย มันนานเกิน หวังใจจะให้หมอจ่ายยาแก้อักเสบด้วยเพราะคอเนี่ยไปแล้ว ไปหา GP หมอแจ็คกี้ก็ตรวจๆ อืมม หนูป่วยนะ  คอแดง แต่ว่า "หมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบนะ" (หา อะไรนะ ทำไมง่ะ) "หนูติดไวรัส (influenza virus) ไม่ใช่แบคทีเรีย ถ้ายาแก้อักเสบทำให้หนูหายเร็วขึ้น หมอจะจ่าย แต่นี่มันเป็นไวรัส มันไม่ชวยให้หนูหายเร็วขึ้นหรอก" วันนี้เป็น Day 5 หนูจะรู้สึกแย่ที่สุุด แต่ว่าตามวงจรไวรัส น่าจะดีขึนภายในวันที่ 7หรือ 8 ถ้าวันศุกร์ไม่หายเดี๋ยวมาหาหมอใหม่"

สรุปคือหมอให้ลางาน 2 วันมานอนเฉยๆ ให้ยาพ่นจมูกกับยาอมฆ่าเชื้อมา บอกว่าถ้ามีพาราก็กินพาราตามปกติ ก็เสียไปประมาณ $68 ดอลล์ แต่ไม่มียาแก้อักเสบ (แอบร้องไห้แพล็บ แบบว่าติดง่ะ รู้สึกกว่ากินแล้วหายเร็วกว่า) ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะยังไง ก็เอาวะ ไม่ให้ก็ไม่ให้ ว่าตามหมอแล้วกัน สรุปผ่านไป 2 วัน วันศุกร์ก็กลับไปทำงานได้ ไข้หาย ยังเพลียและไออยู่บ้าง น้ำมูกไม่มีตั้งแต่พ่นยาละ
ก็อย่างหมอว่า ไข้จะหายภายใน 7 วัน แต่อาการเพลียต่างๆจะอยู่อีกประมาณ 2 วีค วันนี้ก็ครบ 10 วันพอดีหลังจากได้รับเชื้อ ดีขึ้นมาก กินกาแฟได้ละ

เล่ามาทั้งหมดนี้ก็อยากบอกว่า เป็นไวรัส ไม่ต้องใช้ยาแก้อักเสบก็หาย (ครั้งแรกในชีวิตนะเนี่ย) Smileyดีใจจัง เป็นความรู้ใหม่ 

ปล ขอบคุณตัวเองที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ขอบคุณไวรัสที่เป็นสายพันธุ์ธรรมดา ขอบคุณฝามีที่ดูแลกันมาตลอด ขอบคุณพ่อแม่ที่โทรมา เป็นห่วงและรักลูกที่สุด ป่วยครั้งนี้เป็นการป่วยหนักครั้งแรกที่นิว แต่ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายนะ จะออกกำลังกายมากขึ้นละ




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2558    
Last Update : 23 สิงหาคม 2558 7:12:58 น.
Counter : 449 Pageviews.  

เมื่อหญิงวัย 36 ปี เริ่มใช้ชีวิตแบบคนอายุ 50 (อยากแก่ว่างั้น)

ห่างหายจากการเขียนบล็อกและล็อคอินเข้าเวบพันทิปมานาน เพราะทั้งเรียนทั้งงานยุ่งมาก ตอนนี้ชีวิตค่อนข้างลงตัวแล้ว เลยมีเวลามานั่งเขียนเรื่องบ้าๆบอบอลงบล็อกไว้อ่านเอง (ไม่ต้องเสียเงินซื้อไดอารีว่างั้น)


เอาล่ะ เข้าเรื่องเลย ใครอายุ 30 อัพคงพอจะรู้ตัวได้ว่า เรา "เริ่ม" แก่แล้ว ฝรั่งจะหลอกตัวเองว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 ก็เรื่องของเขา แต่สำหรับอิฉันชีวิตเริ่มต้นที่อายุ 19 (ใครใช้ให้สอบเทียบ ตอบ) เรียนจบและทำงานมาตลอด 17 ปี (ไม่นับช่วงพักเรียนโทและคอร์สสั้นๆ) รู้สึกว่า กรูเหนื่อย อยากเกษียณละ แต่ติดที่บ้านไม่รวย ก็ต้องทำงานเลี้ยงชีพกันต่อไป แต่ความรู้สึกอยากแก่ก็ยังคงสถิตย์อยู่ในหัวใจ พออายุ 33 เริ่มคิดถึงชีวิตตอนรีไทร์และความตาย Smiley เอ่อ ไม่ได้ล้อเล่นนะ คือรู้สึกเลยว่าชีวิตเดินทางมาครึ่งนึงแล้ว ทำไมเร็วอย่างนี้อ่ะ เริ่ม panic ตายละกรู ทำไงดี ยังไม่ได้ทำอะไรให้ครอบครัว สังคมและโลกใบนี้เท่าไหร่เลย พอคิดได้ดังนี้ ก็เริ่มอ่านหนังสือปรัชญา และเป้าหมายของชีวิตมากขึ้น (ขอบคุณเพื่อนรักที่แบกหนังสือ เข็มทิศชีวิต ของครูอ้อย และ การลาออกครั้งสุดท้าย ของภาณุมาศ มาให้อ่าน) พออ่านแล้ว ก็เริ่มวิเคราะห์ คิด จนปรับพฤติกรรมและวิธีคิดแบบใหม่ ซึ่งอิฉันคิด(เอาเอง)ว่า กรูเป็นคนดีขึ้น  

ถึงตอนนี้ คุณผู้อ่าน อย่าไปคิดถึงอะไรแฟนซี มันเป็นเรื่องธรรมดามาก (หลายท่านที่ทำอยู่แล้วก็คงนึกแบบ อีป้านี้ Smiley) เอาล่ะ สิ่งที่ฉันคิดพบในช่วงครึ่งชีวิตก็คือ


1. ดูแลสุขภาพกันหน่อย ลดอาหารปิ้ง ย่างไฟแรง ของทอด ของมัน ของแซ่บ ลงนิด จะได้ไม่ท้องอื่ดหรืออาหารเป็นพิษ ฉันลดน้ำตาลลดค่อนข้างเยอะ จากเมื่อก่อนแบบกินของหวานจานขนาดนี้ทุกอาทิตย์ 





ตอนนี้เหลือเค้กชิ้นเล็กๆ อาทิตย์ละ 2-3 ชิ้น (ดีขึ้นตรงไหน) เอาน่า อย่างน้อยก็มีแนวโน้มที่จะไม่อ้วน

นอกจากลดของหวานแล้ว ก็ยังดื่มชามากขึ้น โดยเฉพาะชาเขียว หรือชาข้าวญี่ปุ่น (เกนไมฉะ) คืออยู่ที่นิวมันหนาวนะ ต้องจิบอะไรอุ่นๆตลอด ชาเขียวร้อนมันดี ไม่มีน้ำตาล บางครั้งก็ต้มน้ำขิงดื่มเอง (แอบคิดถึงเต้าฮวยน้ำขิงตลาดสวนหลวงนะ) มันโอเคกว่าไปซื้อน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ส่วนของที่ติดตู้เย็นไว้ตลอดก็ต้องมีน้ำส้ม นมสด (ถูกมากนมที่นี่) นมถั่วเหลือง (ไม่อร่อยเหมือนน้ำเต้าหู้ แต่ชีวิตก็เลือกไม่ได้)  ชานมไข่มุกก็เจอกันปีละ 2 ครั้งพอนะ 

ส่วนเรื่องอาหารการกินก็ปรับอย่างแรง กินของสดก่อนกินข้าวทุกวัน เพราะเคยดูรายการที่นี่หมอชิตแล้วมีคุณหมอบอกว่าลำไส้ช่วงคืบนึงที่ย่อยเอนไซม์ อีป้าก็บ้าจี้ กิน baby spinach หรือ เบบี้แครอท หรือ ส้มแมนดารินทุกวัน ยังไม่เห็นผลเพราะเพิ่งเริ่มทำ หวังว่าชีวิตจะดีขึ้นเร็วๆนี้ 


อีกเรื่อง ก็เน้นออกกำลังกาย บริษัทอีป้า ก็มีนโยบายให้พนักงานมีสุขภาพดี เลยไปซื้อเครื่องวัดระยะการเคลื่อนไหวมาให้ วัดว่าเดินกี่ก้าวต่อวันอะไรอย่างนี้ เทียบแคลอรี่ให้เสร็จ และจดสถิติไว้ทุกวัน ก็โอเคนะ ถ้าเดิน 10000 ก้าวทุกวัน ชีวิตเริ่ด เค้าว่างั้น ปล จากบ้านไปที่ทำงานห่างกัน 1.2 กิโล ก็เดินไปกลับนะ 15 นาทีก็ถึง (จริงๆแล้วงกน่ะ จะเสียค่ารถเมล์ทำไม 4 ป้ายเอง) เดี๋ยวดูกันต่อไปว่าสุขภาพเป็นไง นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักๆ


2. นอกจากเปลี่ยนเรื่องสุขภาพกายแล้ว สิ่งที่อีป้ารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนคือสุขภาพใจ จากอยู่กรุงเทพฯเป็นคนใจร้อน ต้องเร็ว ขึ้นรถเมล์ก็ต้องรีบหาที่นั่ง ช้าไม่ได้ มาอยู่นี่ก็นิ่งขึ้น สุขุมคัมภีรภาพมากขึ้น ใส่ใจคนรอบตัวและมีน้ำใจมากขึ้น คือด้วยประเทศที่มีแต่แกะ และบ้านที่ตื่นมาเห็นภูเขาอยู่ไกลๆ มันไม่ต้องรีบไง มันนิ่ง มันสงบ มันไม่มีสิ่งเร้ามาทำให้้ใจวุ่นวาย พอจิตมันนิ่ง มันเริ่มตกตะกอนความคิด มันก็เริ่มสนใจเรื่องตัวเอง เรืองครอบครัว ไม่ได้อยากรู้เรื่องคนอื่น ไม่ต้องเผือกชีวิตก็ดี คือตอนอยู่ไทยมันสนุกนะ มันมีกระแสโน่น นี่ นั่น ให้ตามตลอด แต่ตอนนี้คือ ถ้านุ่นไม่ท้อง อั้มไม่แต่งงาน ชีวิตกรูเปลี่ยนมั๊ย ก็ไม่นี่ เริ่มคัดกรอง "สาร" ที่มากระทบสัมผัสทั้ง 5 มากขึ้น สารที่มาในรูปแบบข่าวหรือการบอกเล่า ที่จะทำให้ไม่สบาย วุ่นวายใจ จะไม่รับเลย  จากเมื่อก่อนที่อีป้าเป็นคนขี้เมาท์มาก มีไอดอลเป็นมดดำ กับกฤษณ์ ตอนนี้กลับเป็นคนที่บอกเพื่อนว่า ชั้นไม่ฟังเรื่องนินทานะ ถ้าเบสตี้จะปรึกษาเรื่องอะไรก็บอกมา แต่กรูไม่อยากรู้ว่า E นี่ทำอะไร เป็นชู้กับใคร ขอสนแต่เรื่องตัวเองและเรื่องของสังคมโดยรวมเท่านั้น

และสิ่งที่ตามมาหลังจากที่หยุดเป็นอีเผือกคือ ความรู้สึกผิดที่เคยเมาท์คนไว้เยอะ เคยล้อเลียนเพื่อนที่ปมด้อยตามที่ยังเขลาอยู คือตัวอีป้าก็หน้าตาธรรมดา เตี้ย ดำ แต่ยังแอบมีหน้าไปกัดคนอื่น เลวปะ พออ่านที่พี่โอปอล์บอกคือ การล้อปมด้อยคนอื่น มันไม่ขำ มันไม่เคยเป็นเรื่องขำ ก็เลยคิดได้ เออ จริงหว่ะ เวลาเราโดนเพื่อนกัดเรายังไม่ชอบเลย ไม่ควรนะเด็กๆ ตอนนี้เวลาเห็นเพื่อนๆตอนเรียนมหาลัยเมาท์คนในไลน์กลุ่มก็แอบเหวอนิดๆอ่ะ วันก่อนเห็นแชร์รูปป้าคนนึงแต่งตัวแปลกๆไปจ่ายตลาด คือเพื่อนๆเมาท์กันแรงนะ เราคิดว่า ถ้าคนๆนั้นเกิดเป็น แม่ ป้า หรือ ย่าเรา เราจะคิดยังไงอ่ะ 

"ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำร้ายใคร ด้วยการกระทำหรือคำพูด"  เราคิดอย่างนี้


เอาล่ะ เขียนมาสองเรื่องที่อีป้าปรับปรุงตัวก่อนแก่ให้เป็นคนดีขึ้น ตอนหน้าจะมาเขียนถึงวิธีการและแผนการณ์รับมือกับความแก่ทางด้านทุนทรัพย์กันบ้าง 

แล้วเจอกันนะ

คุณป้ายุคโชวะ









 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2558 18:24:57 น.
Counter : 691 Pageviews.  

The Mayan Prophecy of 2012 - สารคดีช่อง NG ที่ได้อะไรมากกว่า "โลกจะแตก"

เมื่อกี้เปิดดูช่อง Nat Geo ทางสกายเมื่อกี้นี้ รู้สึกคิดถึงทีวีไทย อยากให้นำรายการอะไรที่มีสาระอย่างนี้ ดูเสร็จแล้วมีประเด็นให้คนขบคิดต่อ อย่างตอนเด็กๆ ก็จะมีการ์ตูนช่องเจ็ดที่แสดงให้เห็นการทำงานของร่างกาย ทำให้รู้จักแอนตี้บอดี้ครั้งแรก โตมาหน่อย ก็มีรายการทางช่องเก้าชื่อ Mega Clever ฉลาดสุดๆ แต่ไม่รู้เกิดอะๆรขึ้นกับวงการฏโทรทัศน์บ้านเราในขณะนี้ ซึ่งมีสัดส่วนของบันเทิงมากกว่าสาระ เพียงเพราะผูจัดคิดว่า คนดูชอบ ซึ่งนั่นก็เป็นคำถามว่า คนดู "ชอบ" สิ่งที่สถานีจัดให้จริงเหรอ ละครน้ำเน่าทุกช่องมันถึงได้เป็นไฮไลท์ของการดูทีวี

ลองคิดเล่นๆว่า ถ้าสถานีต่างๆลองค่อยๆเพิ่มสัดส่วนรายการที่มีสาระลงไปใชชวงไพร์มไทม์ มันจะเป็นอย่างไรนะ เช่นเอา อั้ม พัชราภามาสอนภาษาอังกฤษ เอานุ่น มาสอนศิลปะไทย เอากบมาสอนจริยะศึกษา วันละนิดหน่อย พร้อมฉายสารคดีจากช่อง discovery, national geographic ก่อนข่าว ทีวีมันจะเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยยกระดับการศึกษาของคนไทยได้มากขนาดไหนนะ

เอาล่ะ เวิ่นเว้อกับทีวีไทยไปมากแล้ว กลับมาที่เนื้อหาของรายการในวันนี้ดีกว่า เริ่มด้วยนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันแกสงสัยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่คำนายของชาวมายาที่ว่าโลกจะเกิดภัยภิบัติใหญ่หลวงในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 แกก็เริ่มสำรวจตรวจสอบซากหิน หิมะ อะไรต่างๆในหลากหลากสถานที่ มันช่างเข้าเค้ากับคำทำนายของชาวมายาซะนี่กระไร ใครอยากอ่านรายละเอียดเรื่องนี้ก็ใช้อากู๋หาเอานะคะ มันมีหลายแนวคิดที่สนับสนุนและคัดค้านคำทำนายนี้

แต่จุดใหญ่ใจความที่ได้จากการดูในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็นการย้อนมาขบคิดต่อว่า ถ้าเราเหลือเวลาอันน้อยนิดที่จะอยู่ในโลกใบนี้ เราจะเลือกทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชีวิต หลายคนอาจจะต้องพิจารณาตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่นี่ ถ้าเรากำลังจะตาย เราจะเสียเวลาทำสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ สำหรับฉัน อยากจะใช้ชีวิตให้มันคุ้ม ทำอะไรที่อยากทำ อยู่กับคนที่รัก อย่างเพลง Live like you were dying - Tim Mccaw หรือเพลง หากไม่มีพรุุ่งนี้ของพี่แอม เสาวลักษณ์ เลยตั้งเป้าว่าจะทำดี พูดดี คิดดีกับทุกคน บอกรักพาร์ทเนอร์ทุกวัน กลับไทยให้บ่อยขึ้น กลับไปหาพ่อแม่ซึ่งเป็นคนที่รักที่สุด ไปเยี่ยมเพื่อนรักที่เมลเบิร์น และเที่ยวให้มันสุดคุ้ม ปล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องทำงาน เพื่อรักษาสมดุลย์ทางการเงิน ฮิฮิ


ว่าแต่ ถ้าคำนายมันจะเป็นจริงขึ้่นมา พวกคุณจะทำอะไรก่อนวันที่ 21 ธันวา 2012

The Choice is Yours






 

Create Date : 30 มกราคม 2555    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2558 17:09:44 น.
Counter : 372 Pageviews.  


Idiot Linguist
Location :
Bangkok , Thailand, New Zealand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Happy to be alive
Friends' blogs
[Add Idiot Linguist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.