What a Wonderful World
Group Blog
 
All Blogs
 
เมื่อหญิงวัย 36 ปี เริ่มใช้ชีวิตแบบคนอายุ 50 (อยากแก่ว่างั้น)

ห่างหายจากการเขียนบล็อกและล็อคอินเข้าเวบพันทิปมานาน เพราะทั้งเรียนทั้งงานยุ่งมาก ตอนนี้ชีวิตค่อนข้างลงตัวแล้ว เลยมีเวลามานั่งเขียนเรื่องบ้าๆบอบอลงบล็อกไว้อ่านเอง (ไม่ต้องเสียเงินซื้อไดอารีว่างั้น)

เอาล่ะ เข้าเรื่องเลย ใครอายุ 30 อัพคงพอจะรู้ตัวได้ว่า เรา "เริ่ม" แก่แล้ว ฝรั่งจะหลอกตัวเองว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 ก็เรื่องของเขา แต่สำหรับอิฉันชีวิตเริ่มต้นที่อายุ 19 (ใครใช้ให้สอบเทียบ ตอบ) เรียนจบและทำงานมาตลอด 17 ปี (ไม่นับช่วงพักเรียนโทและคอร์สสั้นๆ) รู้สึกว่า กรูเหนื่อย อยากเกษียณละ แต่ติดที่บ้านไม่รวย ก็ต้องทำงานเลี้ยงชีพกันต่อไป แต่ความรู้สึกอยากแก่ก็ยังคงสถิตย์อยู่ในหัวใจ พออายุ 33 เริ่มคิดถึงชีวิตตอนรีไทร์และความตาย Smiley เอ่อ ไม่ได้ล้อเล่นนะ คือรู้สึกเลยว่าชีวิตเดินทางมาครึ่งนึงแล้ว ทำไมเร็วอย่างนี้อ่ะ เริ่ม panic ตายละกรู ทำไงดี ยังไม่ได้ทำอะไรให้ครอบครัว สังคมและโลกใบนี้เท่าไหร่เลย พอคิดได้ดังนี้ ก็เริ่มอ่านหนังสือปรัชญา และเป้าหมายของชีวิตมากขึ้น (ขอบคุณเพื่อนรักที่แบกหนังสือ เข็มทิศชีวิต ของครูอ้อย และ การลาออกครั้งสุดท้าย ของภาณุมาศ มาให้อ่าน) พออ่านแล้ว ก็เริ่มวิเคราะห์ คิด จนปรับพฤติกรรมและวิธีคิดแบบใหม่ ซึ่งอิฉันคิด(เอาเอง)ว่า กรูเป็นคนดีขึ้น  

ถึงตอนนี้ คุณผู้อ่าน อย่าไปคิดถึงอะไรแฟนซี มันเป็นเรื่องธรรมดามาก (หลายท่านที่ทำอยู่แล้วก็คงนึกแบบ อีป้านี้ Smiley) เอาล่ะ สิ่งที่ฉันคิดพบในช่วงครึ่งชีวิตก็คือ


1. ดูแลสุขภาพกันหน่อย ลดอาหารปิ้ง ย่างไฟแรง ของทอด ของมัน ของแซ่บ ลงนิด จะได้ไม่ท้องอื่ดหรืออาหารเป็นพิษ ฉันลดน้ำตาลลดค่อนข้างเยอะ จากเมื่อก่อนแบบกินของหวานจานขนาดนี้ทุกอาทิตย์ 





ตอนนี้เหลือเค้กชิ้นเล็กๆ อาทิตย์ละ 2-3 ชิ้น (ดีขึ้นตรงไหน) เอาน่า อย่างน้อยก็มีแนวโน้มที่จะไม่อ้วน

นอกจากลดของหวานแล้ว ก็ยังดื่มชามากขึ้น โดยเฉพาะชาเขียว หรือชาข้าวญี่ปุ่น (เกนไมฉะ) คืออยู่ที่นิวมันหนาวนะ ต้องจิบอะไรอุ่นๆตลอด ชาเขียวร้อนมันดี ไม่มีน้ำตาล บางครั้งก็ต้มน้ำขิงดื่มเอง (แอบคิดถึงเต้าฮวยน้ำขิงตลาดสวนหลวงนะ) มันโอเคกว่าไปซื้อน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ส่วนของที่ติดตู้เย็นไว้ตลอดก็ต้องมีน้ำส้ม นมสด (ถูกมากนมที่นี่) นมถั่วเหลือง (ไม่อร่อยเหมือนน้ำเต้าหู้ แต่ชีวิตก็เลือกไม่ได้)  ชานมไข่มุกก็เจอกันปีละ 2 ครั้งพอนะ 

ส่วนเรื่องอาหารการกินก็ปรับอย่างแรง กินของสดก่อนกินข้าวทุกวัน เพราะเคยดูรายการที่นี่หมอชิตแล้วมีคุณหมอบอกว่าลำไส้ช่วงคืบนึงที่ย่อยเอนไซม์ อีป้าก็บ้าจี้ กิน baby spinach หรือ เบบี้แครอท หรือ ส้มแมนดารินทุกวัน ยังไม่เห็นผลเพราะเพิ่งเริ่มทำ หวังว่าชีวิตจะดีขึ้นเร็วๆนี้ 


อีกเรื่อง ก็เน้นออกกำลังกาย บริษัทอีป้า ก็มีนโยบายให้พนักงานมีสุขภาพดี เลยไปซื้อเครื่องวัดระยะการเคลื่อนไหวมาให้ วัดว่าเดินกี่ก้าวต่อวันอะไรอย่างนี้ เทียบแคลอรี่ให้เสร็จ และจดสถิติไว้ทุกวัน ก็โอเคนะ ถ้าเดิน 10000 ก้าวทุกวัน ชีวิตเริ่ด เค้าว่างั้น ปล จากบ้านไปที่ทำงานห่างกัน 1.2 กิโล ก็เดินไปกลับนะ 15 นาทีก็ถึง (จริงๆแล้วงกน่ะ จะเสียค่ารถเมล์ทำไม 4 ป้ายเอง) เดี๋ยวดูกันต่อไปว่าสุขภาพเป็นไง นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักๆ


2. นอกจากเปลี่ยนเรื่องสุขภาพกายแล้ว สิ่งที่อีป้ารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนคือสุขภาพใจ จากอยู่กรุงเทพฯเป็นคนใจร้อน ต้องเร็ว ขึ้นรถเมล์ก็ต้องรีบหาที่นั่ง ช้าไม่ได้ มาอยู่นี่ก็นิ่งขึ้น สุขุมคัมภีรภาพมากขึ้น ใส่ใจคนรอบตัวและมีน้ำใจมากขึ้น คือด้วยประเทศที่มีแต่แกะ และบ้านที่ตื่นมาเห็นภูเขาอยู่ไกลๆ มันไม่ต้องรีบไง มันนิ่ง มันสงบ มันไม่มีสิ่งเร้ามาทำให้้ใจวุ่นวาย พอจิตมันนิ่ง มันเริ่มตกตะกอนความคิด มันก็เริ่มสนใจเรื่องตัวเอง เรืองครอบครัว ไม่ได้อยากรู้เรื่องคนอื่น ไม่ต้องเผือกชีวิตก็ดี คือตอนอยู่ไทยมันสนุกนะ มันมีกระแสโน่น นี่ นั่น ให้ตามตลอด แต่ตอนนี้คือ ถ้านุ่นไม่ท้อง อั้มไม่แต่งงาน ชีวิตกรูเปลี่ยนมั๊ย ก็ไม่นี่ เริ่มคัดกรอง "สาร" ที่มากระทบสัมผัสทั้ง 5 มากขึ้น สารที่มาในรูปแบบข่าวหรือการบอกเล่า ที่จะทำให้ไม่สบาย วุ่นวายใจ จะไม่รับเลย  จากเมื่อก่อนที่อีป้าเป็นคนขี้เมาท์มาก มีไอดอลเป็นมดดำ กับกฤษณ์ ตอนนี้กลับเป็นคนที่บอกเพื่อนว่า ชั้นไม่ฟังเรื่องนินทานะ ถ้าเบสตี้จะปรึกษาเรื่องอะไรก็บอกมา แต่กรูไม่อยากรู้ว่า E นี่ทำอะไร เป็นชู้กับใคร ขอสนแต่เรื่องตัวเองและเรื่องของสังคมโดยรวมเท่านั้น

และสิ่งที่ตามมาหลังจากที่หยุดเป็นอีเผือกคือ ความรู้สึกผิดที่เคยเมาท์คนไว้เยอะ เคยล้อเลียนเพื่อนที่ปมด้อยตามที่ยังเขลาอยู คือตัวอีป้าก็หน้าตาธรรมดา เตี้ย ดำ แต่ยังแอบมีหน้าไปกัดคนอื่น เลวปะ พออ่านที่พี่โอปอล์บอกคือ การล้อปมด้อยคนอื่น มันไม่ขำ มันไม่เคยเป็นเรื่องขำ ก็เลยคิดได้ เออ จริงหว่ะ เวลาเราโดนเพื่อนกัดเรายังไม่ชอบเลย ไม่ควรนะเด็กๆ ตอนนี้เวลาเห็นเพื่อนๆตอนเรียนมหาลัยเมาท์คนในไลน์กลุ่มก็แอบเหวอนิดๆอ่ะ วันก่อนเห็นแชร์รูปป้าคนนึงแต่งตัวแปลกๆไปจ่ายตลาด คือเพื่อนๆเมาท์กันแรงนะ เราคิดว่า ถ้าคนๆนั้นเกิดเป็น แม่ ป้า หรือ ย่าเรา เราจะคิดยังไงอ่ะ 

"ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำร้ายใคร ด้วยการกระทำหรือคำพูด"  เราคิดอย่างนี้


เอาล่ะ เขียนมาสองเรื่องที่อีป้าปรับปรุงตัวก่อนแก่ให้เป็นคนดีขึ้น ตอนหน้าจะมาเขียนถึงวิธีการและแผนการณ์รับมือกับความแก่ทางด้านทุนทรัพย์กันบ้าง 

แล้วเจอกันนะ

คุณป้ายุคโชวะ









Create Date : 04 กรกฎาคม 2558
Last Update : 4 กรกฎาคม 2558 18:24:57 น. 0 comments
Counter : 709 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Idiot Linguist
Location :
Bangkok , Thailand, Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Happy to be alive
Friends' blogs
[Add Idiot Linguist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.