Group Blog
 
All blogs
 

โมอาย

เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินเรื่องราวของเกาะอีสเตอร์กัน อีสเตอร์เป็นเกาะเล็กๆ และโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับเกาะนี้ ชนิดที่ว่าเอ่ยถึงเกาะอีสเตอร์เป็นต้องนึกถึงเจ้านี่ ก็คือแท่งหินขนาดยักษ์ แกะสลักเป็นรูปหน้าคน ใช่แล้วครับ เรารู้จักกันในนามของโมอาย

เมื่อก่อนเกาะนี้ไม่ได้ชื่ออีสเตอร์หรอกครับ มันมีชื่อพื้นเมืองว่า "Te Pito O Te Henua" ซึ่งความหมายคือ "Navel of The World" หรือ สะดือของโลก จนกระทั่งเรือของชาวตะวันตกได้มาขึ้นฝั่งที่นี่เมื่อปี 1722 อันเป็นวันอีสเตอร์พอดี ชาวพื้นเมืองของเกาะนี้ มีอารยธรรมและภาษาเป็นของตนเอง (ราปา นุย) พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากชาวโปลิเนเช ี่ยน และดำรงชีพแบบง่ายๆ ตั้งแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีประชากรอยู่เพียงหยิบมือ เรียกได้ว่า แทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้ใครต่อใครสงสัยกัน ท่านที่เห็นรูปของโมอายคงจะแปลกใจกันนะครับ ว่าดีไซน์ รูปร่างใหญ่โต และน้ำหนักขนาดนั้น ลำพังชาวเกาะอีสเตอร์ จะเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ไหนมาสลัก แล้วลากลงมาจากภูเขาไปตั้งทิ้งไว้ที่ชายหาดได้ มีนักวิชาการหลายท่านครับ ที่พยายามอธิบายถึงวิธีการสร้างโมอายเหล่านี้ หลายคนถึงกับลงมือสาธิตด้วยตนเอง ถึงกระนั้นหลายๆคนก็ยังปักใจเชื่ออยู่ดีว่า เจ้ารูปสลักหินนี่ ต้องมี "อะไรๆ" เกี่ยวพันกับอารยธรรมนอกโลกอยู่ นักวิชาการหลายคน ถึงกับลงมือขุดค้นเข้าไปในตำนานของชาวเกาะ เพื่อจะหาที่ไปที่มาของโมอาย แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องราวอะไรนัก พอถามชาวเกาะที่มีอายุ และมีความทรงจำเกี่ยวกับความเป็นมาของเกาะดู ก็ได้รับคำตอบอย่างเป็นที่น่าพอใจว่า "มันเดินกันลงมาเอง" แน่ล่ะสิครับ รูปสลักใหญ่โตขนาดนี้ ใครล่ะจะเชื่อว่าชาวเกาะโบราณ จะใช้แรงงานของพวกเขาขนย้าย ด้วยการลากลงมาเอง อย่าว่าแต่ลากเลยครับ แค่วิธีแกะสลักเนี่ย ก็ลำบากมากแล้ว ชาวโพลิเนเชี่ ยนเหล่านี้ เค้าเอาอะไรมาสลักหินภูเขาไฟก้อนเบ้อเริ่มให้ออกมาเป็นศิลปกรรมหน้าตาประหลาดแบบนี้ได้ ลิ่มหรือครับ หรือว่าขวานหิน? อีกอย่างนะครับ ดีไซน์ของเจ้าโมอาย ดูแปลกและแตกต่างไปจากศิลปกรรม,สิ่งสักการะทางศาสนา และ วัฒนธรรมของโปลิเนเซี่ ยนโดยสิ้นเชิง บนเกาะอีสเตอร์ยังเหลือโมอายที่ทำไม่เสร็จ ทิ้งไว้ตามชายหาดอยู่จำนวนมาก เหมือนกับว่าคนสร้างได้รีบทิ้งถิ่นพำนัก
แล้วจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนซะอย่างนั้น นอกจากนี้บนเกาะอีสเตอร์ยังมีตำนานเก่าแก่ เป็นตำนานของมนุษย์ปักษี ( Birdman) ที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มชนที่รอดตายจากทวีปมู เล่าขานต่อๆกันมา ต่างคนก็ต่างใจครับ นักวิชาการบางคนเริ่มเอนเอียงที่จะเชื่อว่า อารยธรรมบนเกาะอีสเตอร์ มีส่วนเกี่ยวพันกับเอเลี่ยนนอกโลก ในขณะที่บางคนก็พะอืดพะอมที่จะรับฟัง และพยายามหาเหตุผลที่ฟังขึ้นกว่านี้มาอธิบาย อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับแหละครับว่า
รูปสลักบนเกาะอีสเตอร์นี้พิสดารอย่างหาที่เหมือนไม่ได้จริงๆ แถมยังมีการนำมาตั้งเรียงรายบนชายหาดในลักษณะของรันเวย์ซะอย่างนั้น คนที่เชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวก็เชื่อไปเถอะครับ ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็ยกให้เป็นเครดิตของบรรพบุรุษเราดีกว่า ภูมิปัญญาของคนโบราณไงครับ…

มาดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของโมอายกันอีกว่า

สิ่งก่อสร้างนี้ตั้งอยู่บนหมู่เกาะอิสเตอร์ ประเทศชิลี อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ มีพื้นที่ประมาณ 50 ตารางไมล์ ห่างจากเกาะชิลีราว 1,100 ไมล์ บริเวณชายฝั่งของเกาะมีรูปหินสลักโบราณ ประมาณ 200 ชิ้น เป็นลักษณะรูปหน้าโผล่มาแต่ศรีษะ เป็นมนุษย์ผู้ชายหน้าตาดุร้ายสูงราว 6 ฟุตเศษ ถึง 30 ฟุต บางรูปมีนํ้าหนักถึง 50 ตัน เป็นหินแท่งๆ ซึ่งวางเรียงอยู่โดยไม่ทราบว่าผู้ใดสร้างและสร้างไว้เพื่อเหตุผลใด ปัจจุบันยังเป็นสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่านำหินเหล่านี้มาจากไหน














 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 29 มีนาคม 2549 0:46:59 น.
Counter : 313 Pageviews.  

ย้อนข้ามเวลาไปกับหลุมอวกาศ

ในภาพยนตร์เรื่อง "คอนแทคท์" ของฮอลลีวู้ด นักวิทยาศาสตร์สาว เดินทางผ่านหลุมอวกาศไปโผล่ยังดาว "เวก้า" และ คิป ธอร์น นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเดินทางท่องจักรวาลเรื่องนี้

นางเอกของเรื่องนี้ เดินทางท่องจักรวาลได้อย่างรวดเร็ว ..เร็วกว่าความเร็วของแสง โดยขัดแย้งกับกฎแห่งฟิสิกส์ และปัญหานี้ จำเป็นต้องมีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ


ฮานส์ รูเดอร์ นักวิชาการด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยตูบิงเก้น อธิบายว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้บรรดานักฟิสิกส์กลับมาสนใจเรื่องของหลุมอวกาศอีกครั้ง และทำให้พวกเขาค้นคว้าวิจัยเพิ่มขึ้น คิป ธอร์น จะศึกษาเป็นพิเศษในเรื่องเกี่ยวกับหลุมอวกาศ

หลุมอวกาศ คิดขึ้นจากหลักการแห่งห้วงเวลาในอวกาศ ที่เรียกกันว่ามันเป็น "ทางลัด" ระหว่างสถานที่ 2 แห่งในจักรวาล พวกเขาเห็นภาพของมันชัดขึ้น เมื่อแบบจำลองหลุมดำก่อตัวขึ้นเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกัน


อย่างไรก็ตาม หลุมอวกาศนี้อาจถอยออกห่างจากกันอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามแรงดึงดูดของดวงดาวต่างๆ ..เร็วจนรังสีของแสงยังไม่อาจผ่านไปได้ทัน

ฮันส์กล่าวว่า ถ้าหากว่ามีหลุมอวกาศ ผู้คนจะสามารถเดินทางย้อนข้ามเวลาได้ และนั่นถือเป็นหายนะแห่งวงการฟิสิกส์ เลยทีเดียว เพราะว่า โลกจะตกอยู่ในกลียุค ทุกอย่างจะยุ่งเหยิง อย่างเช่น ถ้าหากเราเดินทางย้อนอดีตกลับไป ฆ่าแม่ของเราเสียตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่เกิด ....ดังนั้นก็หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้เกิด และไม่ต้องกลับมายังโลกปัจจุบันอีกเลย

แต่นักฟิสิกส์ก็ไม่ได้ปัดความคิดเรื่องการเดินทางผ่านหลุมอวกาศ ออกไปจากสมองของพวกเขาเสียทีเดียว ตราบใดที่ยังไม่สามารถไขปริศนาของมันได้ นั่นอาจต้องใช้พลังงานขั้วลบ ภาวะสูญญากาศของจักรวาลนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันประกอบด้วยคู่อนุภาคที่มีความอยู่ตัวระหว่าง การสร้างสรรค์และทำลายล้างอนุภาคเหล่านี้มีลักษณะเป็นคลื่นๆ นั่นหมายความว่าอนุภาคลบ สามารถเป็นประจุคลื่นแม่เหล็กที่แกว่งไปมา หากแผ่นเหล็กสองแผ่นที่ขนานกันถูกนำมาอยู่ใกล้กันในภาวะสูญญากาศ ไม่ใช่ว่าคลื่น ทุกคลื่นจะผ่านไปได้ ยังมีบางคลื่นที่ถูกสกัดโดยอนุภาคคลื่นขนาดวิทยุ ที่สร้างประจุพลังงานลบหนาแน่นขึ้นระหว่างแผ่นเหล็ก 2 แผ่น


นักฟิสิกส์ควันตัม อย่างมาร์เต้น เดเคเวียท แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก สามารถสร้างสนามประจุพลังงานลบขึ้นได้ในห้องทดลองของเขา

อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถทำได้เพียง สร้างสนามประจุพลังงานลบเล็กๆขึ้นมาได้ แต่ ตามหลักแล้ว มันต้องผลิตให้ได้ใหญ่กว่านั้น

มาร์ทีนบอกว่า ให้ลองจินตนาการดูว่า หากเราสามารถใช้อนุภาค สร้างอะไรขึ้นมาก็ได้สักอย่างที่มีน้ำหนักมากๆแต่ไม่ถาวร น้ำหนักมวลรวมมีค่าเท่ากับพลังงาน และว่ากันตามหลักทฤษฎีสัมพันธภาพของอัลเบิร์ท
ไอน์สไตน์ ..พลังงานมีค่าเท่ากับมวลสาร และนั่นหมายความว่า พลังงานน้ำหนักมากที่จะอยู่ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ จะทำให้เกิดเส้นโค้งขึ้นในห้วงเวลา เส้นโค้งอาจอาจนำไปสู่ทางลัดในห้วงเวลา และเราเรียกทางลัดนี้ว่า "หลุมอวกาศ"

ใครก็ตามที่ลองประดิษฐ์หลุมอวกาศขึ้นมา ก็จะต้องพบกับปัญหายุ่งยาก ยิ่งประจุพลังงานลบมาก ยิ่งทำให้หลุมอวกาศก็จะเปิดออก และยิ่งต้องใช้ประจุพลังงานบวก เพื่อทำให้มันเกิดความสมดุลย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งประจุพลังงานลบ ที่เพียงพอต่อหลุมอวกาศ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร จะต้องใช้ประจุพลังงานบวกเพิ่มขึ้นไปด้วยถึงประมาณแสนล้านเท่าของดวงอาทิตย์ และต้องใช้เวลานานนับปี

ฮันส์กับทีมของเขาที่มหาวิทยาลัยตูบิงเก้น ใช้คอมพิวเตอร์จำลองอุโมงค์แห่งห้วงเวลาขึ้น โดยใช้สมการของไอน์สไตน์ การคำนวณมีขึ้นอย่างละเอียด ในการกำหนดทิศทางหักเหของรังสีแต่ละเส้น ให้ผ่านไปยังหลุมอวกาศ บางครั้งก็ไม่อาจเข้าใจได้ เมื่อเทียบกับแสงอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวัน

ฮันส์อธิบายว่า หากลองจินตนาการตามนี้ ..เมื่อเรามองเข้าไปในหลุมอวกาศ แสงนั่นจะหักเหออกไปแล้วจากตรงนี้มันจะกลับมาทางเราอีก หากเรายืนอยู่ตรงนี้ กลางตลาดในเมืองตูบิงเก้น และเรามองเข้าไปตรงนี้ จากนั้นแสงจะส่องเข้าไปบนพื้นผิว เราจะได้เห็นตัวเราเอง ดันั้น ตามหลักง่ายๆ เราจะได้เห็นตัวเราเอง ในหลุมอวกาศ

สำหรับคำถามที่ว่าหลุมอวกาศ กำลังเชื่อมต่อระหว่างตลาดตูบิงเก้นกับจักรวาลได้หรือไม่ ตรงกลางสุดปลายอีกด้านหนึ่ง เราจะได้เห็นโลก ดวงอาทิตย์และทางช้างเผือก ตอนนี้เราก็สามารถเดินทางผ่านอุโมงค์นี้ มองไปรอบๆ เราเห็นตูบิงเก้นกับย่านตลาดอยู่ตรงกลาง

ภาพไม่คุ้น ที่ปรากฎต่อสายตาของเรายังมีอยู่ในแบบจำลองคอมพิวเตอร์ แต่เพียงเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ข้ามไปที่ไหนเลยสักแห่ง แล้วพวกเขาจะมาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของหลุมอวกาศได้อย่างไร




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2549 19:07:41 น.
Counter : 180 Pageviews.  

เรื่องราวเกี่ยวกับความฝัน

เชื่อหรือไม่ว่า ความฝันช่วยทำให้จิตใจของเราสดชื่นเบิกบานได้ ไม่ว่าเราจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ก็ตาม เพราะความฝันจะแสดงถึงสิ่งที่เราอยากทำเมื่อตื่น แต่เราไม่สามารถทำได้ด้วยเหตุผลนานาประการ

เวลาของความฝัน

ผู้เชี่ยวชาญแสดงทัศนะเกี่ยวกับเวลาในช่วงของความฝันไว้ว่า เวลาที่เราตื่นอยู่ประสาทความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาของเราจะเป็นแนวตั้ง ดังนั้น เราจึงรับรู้แต่ขณะปัจจุบันเท่านั้น แต่เมื่อเราหลับมันจะกลายเป็นเส้นแนวนอน ทำให้เราสามารถเดินทางไปในอดีตและอนาคตได้

สร้างความฝัน

ถ้าอยากให้ความฝันสวยงามลองงดดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนสิครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะทำให้ความฝันยิ่งใหญ่ และถ้าใครเห็นความฝันของตนเองเป็นสีต่าง ๆ ละก็แสดงว่าเป็นคนที่ไวต่อการกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัวมากทีเดียว




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2549 17:56:07 น.
Counter : 127 Pageviews.  

สูตรเคมีของโมเลกุลน้ำไม่ใช่ H2O ?

อ้างอิงจากผลงานวิจัยของ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ( ดร. Aris Chatzidimitriou-Dreismann) ซึ่งได้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Physical Review Letters วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ที่กล่าวว่าสูตรโมเลกุลของน้ำน่าจะเป็น H1.5O มากกว่า H2O โดยอาศัยผลการทดลองจาก การศึกษาอันตรกริยาระหว่าง โมเลกุลของน้ำ กับ อนุภาคนิวตรอนและอิเล็กตรอน มีเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 1 ในพันล้านๆส่วนของวินาที ( attoseconds หรือ 10-15 วินาที ) ซึ่งไม่สามารถทำการตรวจวัดได้มาก่อนหน้านี้

การค้นพบนี้นอกจากจะทำให้เกิดความเข้าใจใหม่ๆเกี่ยวกับปฎิกริยาเคมีในระดับควอนตัมฟิสิกส์แล้ว ยังอาจจะทำให้เราต้องไปตามแก้สูตรโมเลกุลของน้ำ และสารเคมีอื่นๆ ตามหนังสือเรียนด้วยก็ได้ !

การศึกษาเรื่องนี้เริ่มต้นราวปี พ.ศ. 2538 โดยทีมวิจัยร่วมของอังกฤษและเยอร์มัน ซึ่งได้ทำการยิงอนุภาคนิวตรอนซึ่งมีพลังงานอยู่ในระดับ 100 อิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งมีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า epithermal neutrons ไปยังโมเลกุลน้ำ นักวิจัยพบว่าปริมาณของอิเล็กตรอนที่กระเจิง (Scatter) ออกมาจากโปรตรอนมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดไว้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่า อนุภาคนิวตรอนที่ยิงเขาไปมองเห็นอัตราส่วนของไฮโดรเจนน้อยกว่าที่คาดไว้ ( อะตอมของธาตุไฮโดรเจนประกอบด้วยโปรตรอนหนึ่งตัว) อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหาทฤษฎีมาอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนนัก

นักวิทยาศาสตร์ยังได้ทดลองยิงนิวตรอนเข้าใส่โมเลกุลของเบนซิน ซึ่งมีสูตรโมเลกุลเคมี C6H6 พบว่าอัตราส่วนระหว่างอะตอมไฮโดรเจนกับคาร์บอนที่วัดได้เป็น 4.5 ต่อ 6 ปรากฎการณ์ประหลาดทำนองนี้ยังเกิดขึ้นกับโมเลกุลของสสารอีกหลายชนิดที่มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ ในขณะที่ทีมวิจัยอีกชุดหนึ่งในประเทศออสเตเลียได้ทำการทดลองยิงอนุภาคอิเล็กตรอนแทนที่จะใช้อนุภาคนิวตรอน ซึ่งก็ได้ผลการทดลองในลักษณะเดียวกัน

แหล่งข่าวจาก

PHYSICS NEWS UPDATE
The American Institute of Physics Bulletin of Physics News
Number 648 July 31, 2003 by Phillip F. Schewe, Ben Stein, and James Riordon




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2549 17:50:45 น.
Counter : 121 Pageviews.  

คำทำนายของนอสตราดรามุส

คำทำนายของนอสตราดามุส
....ชื่อของ นอสตราดามุส โหรผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอายุเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้านี้ถูกยกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์ที่ ไม่น่าเป็นไปได้ อย่างเช่นการไฮแจ็คเครื่องบินพาณิชย์ที่บรรทุกผู้โดยสารร้อยกว่าชีวิต ก่อนจะพุ่งเข้า ชน อาคารธุรกิจชื่อดังของโลกอย่าง เวิล์ด เทรดเซนเตอร์ ในกรุงนิวยอร์ก

เหตุการณ์หลังจากการชนนั้น ถูกนำไปผูกกับคำทำนายของเขาอย่างช่วยไม่ได้ นอสตราดามุสเขียนเอา ไว้ที่ เซ็นจูรี่เล่ม 6 โคลงบทที่ 97 ว่า

“ ท้องฟ้าจะถูกเผาผลาญ ณ องศาที่ 45
เพลิงจะพุ่งเข้าสู่เมืองใหม่า
ในบัดดล ดวงไฟใหญ่จะแตกกระจายทะลวงพุ่งขึ้นมา”

“ มาบัส (MABUS) จะตายในไม่ช้า
จะมีการฆ่าหมู่คนและ!อย่างสยดสยอง
ทันใดนั้นการแก้แค้นจะปรากฎขึ้นจากร้อยแผ่นดิน
ความกระหาย อดอยาก จะเกิดชึ้นเมื่อดาวหางโคจรผ่านมา.....”

“ ศาสนาที่มีชื่อเหมือนทะเลจะมีชัย
การต่อต้านนิกายของอะดาลูนกาทิฟผู้บุตร
พวกหัวดื้อ พวกโศกเศร้าตำหนินิกายจะกลัวเกรง
อาลิฟ กับ อาลิฟ ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสอง....”


นั่นคือโคลงที่ว่ากันว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะตีความไปในทางเดียวกัน เพราะ นอสตราดามุสเขียนแบบไม่ค่อยจะติดต่อเป็นเรื่องเป็นราวเท่าใดนัก ที่สำคัญเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องของ เวลาอย่างแน่ชัด แต่กระนั้นหลายคนตีความว่า ยามที่นอสตราดามุสมองเห็นเครื่องบินพุ่งเข้าใส่ตึกเวิล์ด เทรด ไม่แตกต่างไปจากหอกแหลมจากฟากฟ้าจะบินมาพร้อมกับลูกไฟ เพราะ หัวของเครื่องบินที่มีปีก นั้น ดูเผินๆก็ไม่แตกต่างกับหอกขนาดยักษ์เท่าใดนัก เช่นเดียวกับการชนก็เกิดการระเบิดทันทีจนเป็นลูก ไฟไปทั่วฟ้า ที่สำคัญเขาพูดถึงเมืองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามว่าเป็น ดินแดนที่ 45 ตรงกับเส้นรุ้งที่ 45 อัน เป็นที่ตั้งของมหานครนิวยอร์กเหมือนกัน แต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับการที่นอสตราดามุสกล่าวต่อว่า จะเกิดสงคราม ผู้คนจะล้มตายเมื่อ มาบัสถูกฆ่าในเวลาไม่นานนับจากนี้ เพราะมีการตีความต่อว่า Mabus นั้น มาจากการย้อนชื่อต้นของ USaMA Bin laden (อุสมา บิน ลาเดน) ซึ่งเป็นคนที่สหรัฐมองว่าเป็นตัวการในการก่อวินาศกรรม ครั้งนี้ ยิ่งถ้ามองตามคำทำนายต่อ หลายคนเชื่อว่า การตายของบินลาเดน จะเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสันติภาพ และจะเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่และยาวนานกว่าทุกครั้ง โดยการแก้แค้นของพวกร้อยแผ่นดิน (United State) ซึ่งก็คือ สหรัฐนั่นเอง ส่วนอาวุธลับที่สหรัฐจะใช้จัดการกับขบวนการก่อการร้ายจนกระทั่งเกิด การตายอย่างมากมายนั้น นอสตราดามุสใช้คำว่า ดาวหางมาเยือน จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ดาวหางที่นอสตราดามุสเห็นจะเป็นระบบป้องกันภัยจากอวกาศที่สหรัฐภาคภูมิใจ นักหนา เช่นเดียวกับเรื่องของความอดอยาก เพราะเมื่อสหรัฐทราบว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง มาตรการแซงชั่น ป้องกันไม่ให้นำอาหารเข้าสู่ประเทศนั้นๆจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้มีคพยายามตีความว่า นอสตราดามุส มั่ว ฝันเฟื่อง คำทำนายของเขาดูจะไม่เป็นจริง ส่วน ใหญ่ที่คนเชื่อก็เพราะ เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว แลไปทึกทักตามที่นอสตราดามุสเขียนเอาไว้เองง เชื่อว่า หลายคนก็ยังหวังว่า คำทำนายของโหรบรรลือโลกคนนี้จะผิดอีกครั้งหนึ่ง เพราะ คงไม่มีใคร อยากจะเจอกับสงครามโลกที่กินเวลายาวนานกว่า 50 ปีอย่างแน่นอน เนื่องจากเขกล่าวเอาไว้ในอีก โคลงว่าาร ยุคของสันติจะกลับมาอีกครั้งในปี 2055
ขออย่าให้คำทำนายเป็นจริงเลย!!




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2549 17:47:55 น.
Counter : 205 Pageviews.  

1  2  

เด็กขับเรือ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





กลับมาอัพเดทแล้วครับ หลังจากที่หายไป 5 เดือน ช่วงนั้นงานหนักมากมาย เลยไม่มีเวลามาอัพบล็อค + ขี้เกียจ - - คนเข้ามาดูก็หายไปโดยพริบตา.... ต่อจากนี้ไป ผมจะตระเวนประชาสัมพันธ์บล็อคให้ทั่วเลย (^^)"๐"

ปล. ใครเข้ามาดูขอความกรุณาช่วยสละเวลา CommenT ให้ทีนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูงสุด... _/|\_

ปล2.ขอขอบคุณบอร์ดเว็ป pramool.com เป็นอย่างสูงที่เอื้อเฟื้อทุกสิ่งทุกอย่างครับ


font>
Google
Friends' blogs
[Add เด็กขับเรือ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.