Group Blog
 
All blogs
 

เลือดเทียม

รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮีโมทรานซ์ จำกัด หนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าวถึง “โครงการผลิตเลือดเทียม” ว่า เป็นความร่วมมือระหว่าง ประเทศแคนาดา ไทย และฮ่องกง โดยเริ่มต้นใน ปี 1999 ได้มี 2 ผู้เชี่ยวชาญ คือ ดร.แจน รูมสทรีน นักวิจัยชาวแคนาดา และ ดร.เจฟฟรี่ บรองส์ นักวิจัยชาวฮ่องกง ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยโทรันโต้ ประเทศแคนาดา ได้ใช้เวลาเกือบ 30 ปี ในการพัฒนาเลือดเทียม แทนการให้เลือดกับคนอื่น ทั้งนี้ แนวความคิดมาจาก การหาเลือดในบางแห่งที่ยากลำบากมาก เช่น ในเกาะเล็กๆ หรือสถานที่ที่ห่างไกลชุมชน ไม่มีธนาคารเลือด ก็จะหาเลือดใช้ในยามฉุกเฉินไม่ได้ หรือหากในกรณี เกิดภัยพิบัติ อุบัติเหตุหรือยามสงคราม ก็พบว่าทหารส่วนหนึ่ง มีอัตราการเสียชีวิตจากภาวะเสียเลือดอย่างรุนแรง ประมาณ 20% แต่หากมีเลือดที่สามารถใช้ได้ทันที ก็จะเกิดประโยชน์มาก

“ที่เห็นชัดเจน คือกรณีฉุกเฉินในเหตุการณ์ภาคใต้ ถ้าหน่วยทหารหรือตำรวจมีเลือดเทียมติดไว้ เมื่อถูกยิง หรือได้รับบาดเจ็บ แทนที่จะต้องรอเวลาก็สามารถให้เลือดได้เลย เพราะข้อดีของเลือดเทียม คือ สามารถใช้ได้ทันทีกับคนไข้ในทุกกรุ๊ปเลือด และมีอายุอยู่ได้ถึง 2 ปี”

ความจำเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือการติดเชื้อเอชไอวี โดยนักวิจัยพบว่า 5% ในจำนวนคนที่เป็นโรคเอดส์ เกิดจากการรับเลือดจากบุคคลอื่น และยังมีไวรัสชนิดอื่นๆที่สามารถปนเปื้อนมากับเลือดได้ด้วย อย่างไรก็ดี การขาดแคลนเลือดในประเทศไทยยังไม่ร้ายแรง เพราะในวันสำคัญต่างๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา คนไทยก็มักจะบริจาคเลือด แต่ในต่างประเทศไม่เป็นเช่นนั้น โดยองค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่า 82% ของประชากรโลกยังขาดแคลนเลือดที่ใช้ในยามฉุกเฉิน ดังนั้น แนวคิดเรื่องการผลิตเลือดเทียมจึงเกิดขึ้นมา

ส่วนวิธีในการผลิตเลือดเทียมนั้น คือ การนำเอาส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน(Hemoglobin) ซึ่งเป็นตัวนำออกซิเจนที่อยู่ในเลือด ทำการแยกออกมา ซึ่งทำให้โปรตีนต่างๆที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือที่ไม่เข้ากัน ก็จะถูกแยกออกไปด้วย ในช่วงแรกพบว่า ถ้านำเอาฮีโมโกลบินที่ไม่อยู่ในเซลล์ออกมา ก็จะถูกกรองออกจากไตในเวลาสั้นๆ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง และจากการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กซแตรน (Dextran) หรือโพลิเมอร์สังเคราะห์ที่วงการแพทย์ใช้มากว่า 30 ปี ในการให้น้ำเกลือคนไข้ที่ช็อค หรือต้องการน้ำในเลือดเพิ่มขึ้น ดังนั้น แนวความคิดในการผลิตเลือดเทียมก็คือ การนำเอาเด็กซแตรน มาเป็นตัวเกาะเพื่อนำเอาฮีโมโกลบินมาติดไว้ โดยผลที่ได้ คือ แทนที่ฮีโมโกลบินจะถูกกรองออกในเวลาอันสั้น ก็จะอยู่ในร่างกายได้เกิน 7 วัน ซึ่งจะเพียงพอในภาวะฉุกเฉิน หลังจากนั้นไขกระดูกก็จะสร้างเลือดมาทดแทน

รศ.ดร.นพ.กำพล กล่าวถึงความร่วมมือในการพัฒนาเลือดเทียมในไทยว่า ในกลุ่มนักพัฒนาได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานผลิตเลือดเทียมเพื่อส่งออกในเอเชียและอเมริกา เนื่องจากมีความพร้อมมากที่สุด ส่วนกลุ่มพัฒนาในประเทศแคนาดา ก็จะทำการวิจัยในแคนาดา เพื่อพัฒนาและทำธุรกิจในยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยสิ่งที่น่าสนใจในโครงการผลิตเลือดเทียม คือ การเป็นผลิตภัณฑ์แรกๆของโลกที่มีความจำเป็นต้องใช้ และนักวิจัยก็พยายามทำให้สำเร็จ

“เหตุผลที่เขาเลือกประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเลือดเทียม เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม โดยรัฐบาลได้สนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของเอเชีย โดยมีหน่วยงานที่เอื้อเฟื้อ คือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ที่กำลังพิจารณาให้ใช้สถานที่ในการตั้งโรงงานผลิตขนาดย่อย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง นอกจากนี้ เรายังมีภาพของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ค่อนข้างชัดเจนอีกด้วย”

ขณะนี้ “โครงการผลิตเลือดเทียม”กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองในสุนัข โดยได้รับความร่วมมือจาก คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้วิธีดูดเลือดออกจากสุนัข แล้วให้เลือดเทียมเพื่อดูว่าจะสามารถทดแทนเลือดเดิมของสุนัขได้หรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นพบว่า ร่างกายของสุนัขสามารถรับเลือดเทียมได้ดี และมีสุขภาพแข็งแรง ขั้นตอนต่อไปทีมวิจัยจะศึกษาความเป็นพิษ เพราะถ้าแยกโปรตีนออกมาไม่หมดก็อาจเป็นอันตรายต่อไตได้ อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยสามารถแยกโปรตีนออกได้หมด ตลอดจนมีกระบวนการผลิตที่เคร่งครัด จึงไม่มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ เอนโดท็อกซินจากแบคทีเรีย หรือแม้แต่ไวรัสต่างๆ

“หลังจากทำการศึกษาความเป็นพิษ ก็จะทำการวิจัยด้านความปลอดภัย และศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยขณะนี้อยู่ในช่วงเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คาดว่าเร็วที่สุดประมาณ 2-3 ปี ซึ่งไม่ถือว่านานเกินไปสำหรับการพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพเช่นนี้ และในวันที่ 3 ต.ค.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จะประชุมร่วมกับทีมวิจัยโครงการ เพื่อวางแนวทางในการร่วมลงทุน การวางบทบาทและ การส่งออก” รศ.ดร.นพ.กำพล กล่าว

แม้วันนี้”โครงการผลิตเลือดเทียม”ยังไม่แล้วเสร็จ และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะเห็นเป็นรูปธรรม แต่อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่ดีในอนาคต เพราะไม่ว่าเหตุการณ์วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มนุษย์ก็ได้เตรียมการรับมือเรียบร้อยแล้ว




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2549 19:09:59 น.
Counter : 125 Pageviews.  

คลีโอพัตรา ราชินีแห่งแม่น้ำไนล์

กษัตริย์องค์สุถดท้ายแห่งราชวงศ์ปโตเลมี และสตรีที่ดังที่สุดในสมัยโบราณ คือ คลีโอพัตราที่7 พระนางเป็นสตรีที่ช่ำชองโลกและเปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวน ทรงเป็นราชธิดาของกษัตริย์ปโตเลมีที่ ประสูตรในปี69ปีก่อนคริสต์กาล และขึ้นเป็นราชินีในปี51ก่อนคริสต์กาล ทรงปกครองอียิปต์ร่วมกับพระอนุชาต่างมารดาท่ามกลางความวุ่นวายสับสนทางการเมือง พระนางทรงหลอกใช้ผู้คนใกล้ตัวจนได้มีอำนาจสูงสุด เมื่อคริสต์ศตวรรษ์ที่2 นักเขียนชาวกรีก ชื่อพลูทาร์ค บันทึกเรื่องราวชีวิตของพระนางคลีโอพัตรา รวมทั้งนิยายรักกับชายโรมัน2คนชื่อ จูเรียส ซีซาร์ และมาร์ค แอนโทนี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เชคสเปียร์ได้เอานิยายรักของคลีโอพัตรากับแอนโทนีของพลูทาร์คมาทำเป็นละครเวทีกลายเป็นนิยายรักอมตะ




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2549 19:01:12 น.
Counter : 193 Pageviews.  

แอตแลนติก มหานครแห่งความเจริญบนผืนน้ำ

นักวิจัยสหรัฐเปิดเผยว่าได้ค้นพบ “แอตแลนติส” เมืองแห่งอารยธรรมที่หายไปในห้วงทะเลลึกแถบไซปรัส พร้อมทั้งโชว์ทฤษฎีการสำรวจที่น่าพิศวงมากว่าทศวรรษ แต่นักฟิสิกส์เยอรมันแย้งพื้นที่บริเวณนั้นภูเขาไฟเคยพ่นหินละลายเมื่อ 1 แสนปีก่อน หาใช่เมืองแห่งเพลโตไม่

โรเบิร์ต ซาร์แมสต์ (Robert Sarmast) เปิดเผยว่า แอ่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ได้จมลงไปขณะน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 1,900 ปีก่อนคริตศักราช ทำให้บริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของ “แอตแลนติส” (Atlantis) จมหายลงไปในคราวนั้น เชื่อว่าจมลึกลงไปถึง 1 ไมล์หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตรใต้ทะเลระหว่างไซปรัส (Cyprus) และซีเรีย (Syria)

”พวกเราพบมันแล้ว” ซาร์แมสต์ ผู้นำคณะสำรวจที่ซอกแซกไปในทะเลกว่า 50 ไมล์ตามแถบชายฝั่งตอนใต้ของไซปรัสเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ จากการสแกนฟังเสียงสะท้อนใต้น้ำลึกแสดงว่ามีสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบริเวณหุบเขาที่จมน้ำ รวมถึงกำแพงที่ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งกั้นอยู่บนยอดเขาและมีคูลึกล้อมรอบอยู่ด้วย โดยเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นตำแหน่งของวิหารแห่งเมืองแอตแลนตีส อย่างไรก็ดีคงต้องมีการสำรวจต่อๆ ไปอีก

”พวกเราไม่สามารถหาหลักฐานที่จับต้องได้มาพิสูจน์ในรูปแบบของเศษอิฐหรือปูนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นที่ฝังอยู่ในตะกอนใต้น้ำลึกลงไปหลายเมตร แต่ว่าจากการสำรวจอย่างละเอียดและหลักฐานอื่นๆ ทำให้เชื่ออย่างแย้งไม่ได้ว่าแอนแลนติสน่าจะอยู่ตรงนั้น” ซาร์แมสต์ เผย

อย่างไรก็ดี ขณะที่ซาร์แมสต์ได้เปิดเผยข้อค้นพบต่อสาธารณชน ณ เมืองท่าลิมาสโซล (Limassol) เขายังได้นำภาพเคลื่อนไหวจำลอง “เนิน” ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของแอตแลนติส โดยจินตนาการภาพย้อนหลังไปหลายศตวรรษ

ตามคำกล่าวอ้างของ “เพลโต” (Plato) ปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ระบุว่า แอตแลนตีสเป็นชนชาติที่อยู่บนเกาะ ซึ่งได้พัฒนาอารยธรรมจนเจริญก้าวหน้าไปมาก อยู่ในช่วงระหว่าง 11,500 ปีที่แล้ว ส่วนทฤษฎีที่พยายามอธิบายถึงเหตุผลแห่งการหายไปของอาณาจักรแอตแลนตีสนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดกลียุค ด้วยโรคภัยจากธรรมชาติคุกคาม หรือจากตำนานเทพเจ้ากรีกที่ระบุว่าชาวเมืองแอตแลนตีสมีความละโมบและกระหายอำนาจเข้าครอบนำเทพเจ้าจึงลงโทษด้วยการทำลายเมืองไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้สงสัยว่า แอตแลนติสที่แท้จริงอาจจะเป็นแค่เพียงภาพฝันของเพลโตก็เป็นได้

ซาร์แมสต์ เปิดเผยว่า เขาเดินทางไปไซปรัสตามร่องรอยในบทสนทนาของเพลโต ที่อ้างว่าแอตแลนตีสอยู่ตรงข้ามกับ พิลาร์ส ออฟ เฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules) หรือ “เสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส” ซึ่งเชื่อกันว่านั่นก็คือ “ช่องแคบยิบรอลตาร์” (Straits of Gibraltar) นั่นเอง จึงทำให้นักสำรวจหลายๆ คนมุ่งความสนใจไปที่มหาสมุทรแอตแลนติก ไอร์แลนด์ หรืออะซอเรส (Azores) ของโปรตุเกส

”ผู้คนที่พลาดสิ่งเหล่านี้ไป นั่นก็เพราะไม่ได้ทำการบ้านให้ถ่องแท้ ผู้ที่สงสัยใคร่รู้เรื่องนี้ต่างรู้ไม่จริง ถ้าต้องการที่จะเข้าใจปริศนาลึกลับแห่งแอตแลนติก คุณจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณ ข้ออ้างอิงทางศาสนา วัฒนธรรมและร่องรอยของชาวสุเมเรียน (Sumerian)” ซาร์แมสต์เผย

และยังไม่ทันที่ซาร์แมสต์จะกลับไปฝันหวานกับข้อค้นพบของเขา “คริสเตียน ฮูบเชอร์” (Christian Huebscher) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จากศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลและบรรยากาศ ในฮัมบรูก ก็ออกมาแย้งผ่านหนังสือพิมพ์เยอรมนีว่า พื้นที่ที่ซาร์แมสต์พบนั้นเป็นปรากฏการณ์เมื่อ 100,00 ปีที่แล้ว ที่ภูเขาไฟได้พ่นดินโคลนออกมา ซึ่งเขาและเพื่อนร่วมงานชาวเนเธอร์แลนด์เคยเดินเรือไปสำรวจบริเวณที่ซาร์แมสต์ระบุว่าเป็นแอตแลนตีสมาก่อนแล้ว

ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามเกาะรอยคำกล่าวของเพลโตเช่นกัน โดยนักสำรวจได้พุ่งเป้าที่ชายฝั่งของสเปน คิวบา และทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ ไม่เว้นแม้กระทั่งทะเลจีนใต้ โดยงานสำรวจที่เป็นชิ้นเป็นอันก่อนหน้านี้คือ ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณอุทยานแห่งชาติดอนานาของเสปน (Donana) จากนักโบราณคดี มหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก (University Edinburgh) ของอังกฤษ ซึ่งภาพดังกล่าวได้พบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปสีเหลี่ยม 2 หลังจมอยู่ในโคลนใต้ทะเล โดยพบโลหะที่มีรัศมีเป็นวงกลมและมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ล้อมรอบ ทีมวิจัยในครั้งนั้นเชื่อว่าสิ่งก่อสร้างทั้ง 2 คือ วิหารทองคำที่ชาวแอนแลนตีสสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพโพเซดอน และวิหารเงินเพื่อบูชาพระนางไคลโต อันเป็นผู้ถือกำเนิดกษัตริย์ที่ปกครองนครแอตแลนตีส อย่างไรก็ดี หลังจากการเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมออกไป ก็ยังไม่มีใครได้ลองดำลึกลงไปขุดพิสูจน์พื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2548    
Last Update : 9 ตุลาคม 2548 15:35:41 น.
Counter : 1528 Pageviews.  

ปริศนาการหมุนรอบตัวเองของทางช้างเผือก

ถ้าพูดถึงทางช้างเผือก

คงไม่มีใครไม่รู้จัก มันก็คือกาแลกซี่ที่เราอยู่นี่เอง

กาแลกซี่1กาแลกซี่ ประกอบไปด้วยหลายระบบสุริยะมาก

นอกจากที่ดาวเคราะห์จะหมุนรอบตัวเอง รอบดาวฤกษ์ที่เปนศูนย์กลางระบบแล้ว


กาแลกซี่ก็หมุนรอบตัวเองด้วย

แล้วมันหมุนได้ไงละ?

ปริศนาถูกไขออกเมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบการแผ่รังสีในรูปคลื่นที่มีพลังงานสูงมาก

มันมาจากกลางกาแลกซี่

หลังการตรวจสอบ

เขาพบว่า ศูนย์กลางทางช้างเผือกมีแบลคโฮล(หลุมดำ) ขนาดใหญ่อยู่ที่กลางกาแลกซี่ การแผ่รังสีความร้อนของหลุมดำขนาดมหึมานี้เอง

ทำให้กลุ่มแก๊สรอบๆร้อนตัวขึ้นอย่างฉับพลัน

และนี่เองก็คือคำตอบว่า ดวงดาวในกาแลกซี่ทางช้างเผือกที่เกิดจากแก๊สร้อนรวมตัว กันมีที่มาอย่างไร

นอกจากนี้เรายังสามารถรู้ได้อีกว่า

ทางช้างเผือกกำลังหมุนรอบหลุมดำนี้

และนั่นจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า

ทางช้างเผือกแคบลงเรื่อยๆ เพราะแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางนั่นเอง






 

Create Date : 09 ตุลาคม 2548    
Last Update : 9 ตุลาคม 2548 15:16:51 น.
Counter : 112 Pageviews.  

คำสาปจมเรือไททานิค

มีอยู่อีกกระแสนึง เอามาจากหนังสือชื่อว่า อาถรรพ์คำสาปอะคับ ของคอสมอส

คศ 1920

มีนักโบรานคดีชาวอเมริกัน เดินทางไปอียิปต์เพื่อไปหานักอียิปวิทยาชาวอังกฤษชื่อว่า ดักลาส เมอร์เรย์อะนะ ที่กรุงไคโร อียิป จุดประสงค์ของเขาก็เพื่อขายสินค้าชิ้นนึง

สินค้านั้นก็คือ หีบพระศพของเจ้าหญิงไอยคุปต์โบราณองค์นึง

เมื่อนักอียิปวิทยาเห็นหีบพระศพถึงกับตะลึง เพราะมูลค่ามันมหาศาล

นักโบรานคดีเล่าว่าเขาพบที่วิหาร อะมอนรา(Amonra) ในธีบิส คาดว่าอายุราว1600ปี

เมอร์เรย์ตกลงจะซื้อ

นักโบรานคดีก็เลยบอกว่า "แต่มันมีอาถรรพ์หน่อยนะ"

เพราะสิ่งที่จารึกบนหีบมีข้อความว่า

"มันผู้ใดบังอาจรบกวนสถานที่ซึ่งเป็นที่ที่ร่างของข้าได้สถาปนาไว้ในอาณาจักรแห่งลุ่มน้ำไนล์ มันผู้นั้นจะต้องพบกับภัยพิบัติสยดสยองทุกวัน มันต้องตายทุกคน

ความที่เมอร์เรย์ไม่เชื่อคำสาบ

จึงตัดสินใจซื้อหีบลง

พร้อมทั้งดีใจที่ได้ซื้อมาในราคาที่ถูก

ต่อมาไม่กี่ชั่วโมง มีข่าวว่านักโบรานคดีชาวอเมริกันผู้ซึ่งขายหีบให้ จบชีวิตลงอย่างปริศนา

หรือเพราะคำสาป?

เมอร์เรย์ตัดความรู้สึกฉงนทิ้ง และ รีบที่จะส่งหีบไปกรุงลอนดอนเพื่อจัดแสดง เมอร์เรย์จึงตัดสินใจจ้างบริษัทเดินเรือเพื่อขนหีบไปนครลอนดอน

แต่ว่าสามวันหลังจากนั้น มีเหตุให้เขาได้ไปยิงปืนปรากฏว่า ปืนเกิดระเบิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุโดนแขนเขาเปงแผลแหวะ

หมอต้องตัดแขนทิ้งกลายเป็นคนพิการ

อุบัติเหตุคราวนี้ทำให้ต้องส่งหีบไปกับเรือล่วงหน้า ส่วนตัวเขาก็พักรักษาอาการที่ไคโร

หลังจากที่เขาหายดีแล้ว

เขาก็รีบเดินทางไปลอนดอนแต่ระหว่างการเดินทางอยู่ในเรือ

เพื่อนของเขาที่มีส่วนในการขนหีบพระศพ2คน และ หญิงรับใช้ชาวอียิปอีก1 พร้อมใจกันตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม พอเมอร์เรย์ไปถึงอังกฤษ เขาก็รีบจัดการนำหีบพระศพออกจากโกดังท่าเรือกลับบ้าน

เขาตัดสินใจเปิดหีบออกดู เขาถึงกลับผงะ

ก็เพราะว่า มัมมี่ที่เขาเห็นต่างจากที่เขาเห็นครั้งแรก

มันดูเหมือนใบหน้าของคนมีชีวิตอยู่ จ้องมองเขาเขม็งด้วยความอาฆาต

เมอร์เรย์จึงปักใจเชื่อสนิทเลยว่า

สิ่งที่เขาเห็นและสัมผัสทั้งหมดคือ คำสาป

เมอร์เรย์จึงรีบหาหนทางเอาหีบออกไปให้พ้นตัว หญิงร่วมชั้นเรียนของเขารับอาสาจะรับไว้เอง

ต่อมาแม่ของเธอล้มป่วยเสียชีวิต สามีทิ้ง แล้วตัวเธอก็เป็นประสาทไปเลย

เมอร์เรย์เห็นท่าจะไม่ดีจึงคิดหาทางมอบต่อไปที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ

พิพิธภัณฑ์ก็แสนใจดีรับเฉยเลย แล้วก็เอามาจัดแสดง

เปิดให้นักท่องเที่ยวซื้อบัตรเข้าชม

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

ขณะที่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งกำลังถ่ายภาพหีบพระศพอยู่ดีๆ

ก็มีอันล้มตึงขาดใจตายคาที่เลย แค่นั้นยังไม่พอ

นักอียิปวิทยาที่แตะต้องหีบ

ก็นอนตายตาเหลือกคาเตียง

กลายเป็นข่าวไปทั่วอังกฤษเลย

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อังกฤษเลยตัดสินใจมอบให้พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินิวยอร์ค


โดยจัดส่งไปทางเรือที่ดีที่สุด ทันสมัยที่สุด และใหญ่ที่สุด


นั่นคือ


เรือไททานิค นั่นเอง

เรือไททานิค เรือที่กล่าวกันว่าไม่มีวันจม แต่ถ้าคนรู้ว่าขนย้ายหีบพระศพก็คงจะกลัวกันแล้วไม่กล้าขึ้น

เรือไททานิคเที่ยวแรกออกเดินทางจาก เซ้าแธมป์ตัน สู่นิวยอร์ค วันที่
15 เมษา คศ 1912


แล้วทั่วโลกก็ต้องตะลึงกะข่าวที่ว่า

เรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งอัปปางลงกลางมหาสมุทรแอตแลนติก มีผู้โดยสารเสียชีวิต 1498 คน

ชะรอยเจ้าหญิงองค์นี้คงต้องการอยู่อย่างสงบ ปราศจากการรบกวน

เธอจึงเลือกท้องน้ำที่ลึกที่สุดพร้อมด้วยบริวารติดตามอีก 1498 คน

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ







 

Create Date : 09 ตุลาคม 2548    
Last Update : 9 ตุลาคม 2548 15:00:03 น.
Counter : 286 Pageviews.  

1  2  

เด็กขับเรือ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





กลับมาอัพเดทแล้วครับ หลังจากที่หายไป 5 เดือน ช่วงนั้นงานหนักมากมาย เลยไม่มีเวลามาอัพบล็อค + ขี้เกียจ - - คนเข้ามาดูก็หายไปโดยพริบตา.... ต่อจากนี้ไป ผมจะตระเวนประชาสัมพันธ์บล็อคให้ทั่วเลย (^^)"๐"

ปล. ใครเข้ามาดูขอความกรุณาช่วยสละเวลา CommenT ให้ทีนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูงสุด... _/|\_

ปล2.ขอขอบคุณบอร์ดเว็ป pramool.com เป็นอย่างสูงที่เอื้อเฟื้อทุกสิ่งทุกอย่างครับ


font>
Google
Friends' blogs
[Add เด็กขับเรือ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.