Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket i live for music and what about you?
Group Blog
 
All blogs
 

เซ็งเป็ด ตอนที่19

"อ๋อ ไม่ต้องห่วงแม่ ผมมีพ่อครัวส่วนตัว" แม่หัวเราะบอกว่าถ้าไอ่อ้อยทำให้ผมท้องเสีย แม่จะตีให้
"แม่อยากคุยกับลูกอ้อยนะ ตามให้แม่หน่อย"
"โห แม่คุยกับหนูแป๊บเดียวเอง"
"นานะ ไปเหอะลูก"
ผมจำใจต้องเอาโทรศัพท์ไปยื่นให้ไอ่อ้อย

เพื่อนๆครับ ม้วนเสื่อกลับบ้านกันก่อนเถอะนะครับ อย่าลืมเอาขยะไปทิ้งด้วยนะ
พอดีแม่โทรตามไปกินข้าวแล้วอ่ะ นั่งเล่นหลาย ช.มเกิน
เดี๋ยวพรุ่งนี้มาโพสแต่เช้าเลยครับ ถ้าเนทที่บ้านดีแล้ว
แต่คืนนี้ถ้าเนทใช้ได้ก็จะแวะมาโพสต่อนะครับ





แต่เอาเป็นว่าม้วนเสื่อกลับกันก่อนเลยนะครับ ไม่ต้องรอ เกรงใจ ฝนก็จะตกแล้ว เดี๋ยวไม่สบายเอานะครับ เป็นห่วงงง...................

"ไอ่อ้อย ไอ่อ้อย แม่กรูจะพูดด้วย" ผมตะโกนเรียกมัน
"คุณแม่ยายเหรอ แป๊บ กรูล้างมือเดี๋ยว" มันตะโกน ผมรีบปิดลำโพงทันที
"ไอ่สาดดด เดี๋ยวแม่กรูได้ยินหรอกแมร่ง" ผมต่อว่า พลางหันไปถามกับแม่
"แม่ แม่ได้ยินอะไรรึป่าวเมื่อกี้" ผมถาม
"ได้ยิน" แม่บอก ผมหน้าซีดทันที เลือดไหลลงไปอยู่หัวแม่ทีน ซวยแล้วกรู.....................










"แม่ได้ยินอะไรอ่ะ" ฮือๆ กลัวอ่ะ
"อ๋อ" ลุ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
"เสียงเหมือนใครกดปุ่มโทรศัพท์เสียงดัง ตู๊ดๆ" เลียนแบบเหมือนมากแม่เรา
"เฮ้อออออ ผมถอนหายใจยาวววววววววววววว
........................................................................
"ครับแม่" ไอ่อ้อยมารับโทรศัพท์ ผมกระแซะไปใกล้ๆ เพื่อจะได้ฟังได้ถนัด มันหันมามอง ถอยหนีออกไป โบกมือไล่ให้ผมไปไกลๆ
"ไอ่เอี๊ย แม่กรูนะเว้ยสาดด " ผมทำเสียงเบาๆด่ามันกลัวแม่ได้ยิน แต่ก็ยังเดินตามไปฟัง
"อ๋อ ทำกับข้าวครับ" มันตอบ
".........................." แม่พูดอะไรไม่รู้ไม่ได้ยินอ่ะ
"ครับแม่ ท้องไม่ร่วงหรอก" แล้วมันก้หัวเราะ อะไรกันว่ะ 2 คนนี้ลับลมคมใน
"ไปมาแล้วครับ" ไอ่อ้อยว่า
"....................................................................."
"ก็คงมามั้งครับ พ่อไม่เคยพูดดีกับผม ครั้งนี้ยังชวนกินข้าวด้วย ผมว่าพ่อคงมาแหละครับ"
"................................................."
"ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ให้เป็ดบอกทางให้ แต่พี่เต้ยน่าจะรู้จัก แกก็คนยุดยา"
"..............................................."

"ได้ครับแม่....จะดูแลให้อย่างดี ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยแม่" อ่าววกรูว่าแล้ววกมาเรื่องกรูอีกจนได้
"555555" อีกแล้ววว อะไรกันว่ะ 2คนนี้ เซ็งเป้ดว่ะ
"ครับแม่ สวัสดีครับ..จุ๊บ2ทีด้วย" โหเมิง กรูยังไม่พูดกับแม่กรูแบบนี้เลย แย่งซีนจริงๆ
"อ่ะ" มันยื่นโทรศัพท์ให้ผม ผมรับมาจะคุยกับแม่ต่อ
"แม่................แม่....อ้าว แม้!!!!!!!!!!!!!!!!" ฮือ แม่วางสายไปเลยอ่ะ ยังไม่จุ๊บๆ(เหมือนมัน)เลย
"โห่ แม่อ่ะ" ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่ไอ่อ้อย
"เด็กขี้อิจฉา" มันด่า พลางทำท่าเหมือนตัวเองชนะในเกมส์นี้
"กรอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด"
......................................................................
มันเล่าให้ฟังว่า แม่โทรมาถามเรื่องงานบวชว่าเตรียมตัวยังไง ตื่นเต้นมั๊ย แล้วก็ถามว่าไปหาพ่อมารึปล่าวแค่นั้นเองครับ ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจใดๆทั้งสิ้น ผมว่าแม่ก็คงยังอยากจะอุ้มหลานอยู่มั้ง แหะๆ
"เมิงมานั่งในครัวดิ" มันเชื้อเชิญ เพราะเห็นผมนั่งเล่นเกมส์มือถือคนเดียวอยู่นอกชาน
"ทำไม" ผมถาม
"มาเป็นกำลังใจให้กรูหน่อย" โห ทำกับข้าวนี่ยังกะหมอผ่าตัด
"เหอะ ตามบาย กรูนั่งนี่ปลอดภัยที่สุด" ผมปฏิเสธมันไป
"ตามใจ" มันตัดบท
ผมสารภาพว่า ตอนนั้นผมนั่งมองภาพที่มันกระวีกระวาดกับการทำกับข้าว ผมนั่งมอง พอมันไม่ยิ้ม ไม่พูด หน้ามันเศร้าลงทันที อาจเป็นเพราะตาที่เศร้าสะลึมสะลือของมันด้วยมั้ง แต่วันนี้ดูมันหงอยผิดปกติ หรือไม่บางทีผมเอง
ตะหากที่หงอยลงไปเอง เลยมองว่ามันหงอยไป

ผมทำเป็นนั่งเล่นเกมส์มือถือต่อไป แต่สายตาก็ยังคงเหลือบไปมองมันเป็นระยะ จริงๆแล้วนะ ผมว่ามันไม่เหมือนเกย์เลย ผมมองยังไงมันก็ไม่ใช่เกย์อ่ะ ท่าทางการพูดการจา จริตจะก้านต่างๆที่ชาวสีม่วงควรมี แต่มันดั้นไม่มีเลยอ่ะ แล้วทำม้ายยยทำไม มันถึงเอาเป็นเอาตายกับการที่จะเอาผมเป็นเมียให้ได้ .................คำว่าเมียที่มันเข้าใจมันแปลว่าอะไรกันแน่วะ....
"ไอ่เป็ด เสร็จแล้ว" ผมสะดุ้งผ่าง
"อะไรของเมิง ว่าวเหรอ" มุขลามกเด็ก ต่ำกว่า 18 อ่านผ่านไปเลยครับ
"กับข้าวเว้ย มาแ**กมา ๆๆ จุๆๆมาๆ" มันทำท่ากระดิกนิ้ว
"กรูไม่ใช่กระต่ายนะเว้ย"
"อย่าให้กรูออกแรง หรือต้องไปอุ้มมาแ**ก ป้อนให้ด้วยดีมั๊ย" มันทำท่าจะเดินมาหาผม ผมกระเด้งอย่างอัตโนมัติ
"ไม่ต้องเว้ย กรูไม่ได้ง่อย"
..........................................................................
กับข้าวง่ายๆสไตล์บ้านไร่ถูกจัดเรียงกับพื้น
1.ผัดผักบุ้งใส่หมู
2.ผัดพริกแกงหมูถั่วฝักยาว 2จานนี้เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิต เพราะหั่นหมูเองกับมือ
3.ไข่เจียวบ้านนา มันว่าอย่างนั้น
จานข้าว 2 จานพร้อมช้อนแสตนเลสถูกมันจัดแล้วยื่นมาให้ ข้าวเปล่ามันก็แกะมาให้จากถุงที่น้ามันเอามาให้ สรุป ผมนั่งเฉยๆ แหะๆ...............................................

อาหารถูกวางอยู่บนพื้น แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยชินเลยดูเก้งก้าง อาจทำให้มันรำคาญลูกตา
"มานี่ ถือจานขึ้นเอามือรองข้างใต้แบบนี้ (แมร่งร้อนอ่ะ ข้าวมันร้อน) จะกินอะไรเมิงก็ตักใส่จาน ไม่มีส้อมนะ เอามือเขี่ยๆเอาก็ได้ แมร่ง ไอ่เด็กในเมืองเอ้ย"
"กรุไม่ได้แกล้งนี่หว่า สาดดด"
ผมตักกับข้าวใส่จาน ด้วยความหิวเลยตักเข้าใส่ปากทันที
"อ่า หู่ๆๆๆๆ" ผมเอามือปัดปาก
"ร้อนๆ" มันยื่นขันน้ำให้
"อ่ะ ปากพองกันพอดี กินขันเดียวกับกรูไม่เป็นไรนะโว้ย กรูไม่ได้เป็นไวรัส เอ ถึง แซด"
........................................................................
ผมสังเกตเห็นตอนมันกินข้าวมาหลายครั้งแล้ว มันจะกินเร็วมาก ผึบผับ ๆ แล้วก็ตักกับนิดเดียวอ่ะ ไข่เจียวนิดนึง มันกินข้าวตามเป็น 3-4 ช้อน ผมอ่ะ กินแต่กับ
"อ่ะ ไข่ เมิงกินเยอะๆ จะได้อ้วนๆ" มันตักไข่ให้ผมชิ้นเบ้อเร่อ ส่วนมันตักถั่วในผัดเผ็ดไปนิดเดียว
"ทำไมเมิงไม่กินกับมั่งหล่ะ" ผมถาม
"กินกับเยอะเปลือง....เมิงกินไปเหอะ" มันยังคงก้มหน้าก้มตากินถั่วฝักยาวต่อไป
"กรูกินไม่หมดหรอก แมร่ง เอาไป กินเนื้อ กินไข่ซะมั่ง จะได้ฉลาด" พอผมพูดถึงฉลาดนึกขึ้นได้
"อ่าวแล้วปลาไปไหนเหรอ กรูเห็นเมื่อกี้" ผมถาม
"กรูคืนน้ากรูไปแล้ว ขี้เกียจทำ มันยังไม่ตาย ฆ่ามันก่อนบวชบาปตายอ่า" มันว่า
"อ๋อ"ผมพยักหน้า และก็ยังคงเห็นมันกินผักบุ้งกับถั่วต่อไป ก็มามองจานตัวเอง หมูกับไข่จะล้นออกมานอกจานอยู่แล้ว
"อะไรของเมิงนักหนา ทำยังกะครอบครัวลำเค็ญ" ผมว่า
.........................................................................
"เฮ้อออ อิ่ม" ผมเอามือลูบท้องก่อนหงายหลังตึงลงไปนอนกับพื้น ตามองไปบนหลังจากกระเบื้อง โห จิ้งจก แถวนี้กินอะไรเป็นอาหารว่ะ ตัวเท่าแขน ไม่เห็นเหมือนจิ้งจกบ้านเราเลย เป็นจิ้งจกขาดสารอาหาร วันๆคงกินแต่มด
"555 ฝีมือกรู อร่อยใช่ป่าว" มันทำท่าภูมิใจ
"ปล่าว กรูหิว ตอนนั้นต่อให้กินรองเท้าหนังกรูก็ว่าอร่อยแล้วหล่ะ" ปากหมาไปหน่อย แต่จริงก็อร่อยๆจริงๆแหละ มันน่าจะไปเป็นพ่อครัวที่เมืองนอกกับผมเนอะ จะได้มีคนทำอาหารไทยให้กิน ว้าฮ่าๆๆ
ผมได้ยินเสียงก๊อกแก๊กๆ ยกหัวขึ้นมาดู
"อ่าว เฮ้ยกรูช่วยๆ" ผมรับลุกขึ้นช่วยมันเก็บจาน
"ไม่ต้อง นอนไปเหอะ เดี๋ยวกรูเอาไปล้างเอง" อืมมม ดีจริงๆจะได้นอนสบาย แต่ด้วยยังมียางอายอยู่บ้างเลยตามมันไปช่วยล้างจาน บ้านมันมีของที่จำเป็นๆอยู่ อาจเป็นเพราะก็ไม่ใช่บ้านร้างนิ ครอบครัวน้ามันก็มานอนบ่อยๆ
...........................................................................

"เมิงอาบน้ำมั๊ย" มันถาม
"อาบดิ"ผมว่า
"ปะ อาบพร้อมกัน" มันชวน ในขณะกำลังเปลี่ยนผ้าขาวม้า
"ตามบาย กรูอาบทีหลังดีกว่า"ผมไม่กล้าอาบพร้อมมัน
"เมิงแน่ใจนะว่ากล้าอาบ" มันหันมามองตาผม ทำสายคามีเลศนัย
"กล้าดิ ทำไมจะไม่กล้า" ผมยืนกรานเสียงแข็ง
"แน่นะ ...........กรูเตือนเมิงแล้วนะ" อะไรของเมิงวะ ผมหวั่นๆใจ

"เมิงแน่ใจนะไอ่เป็ด ว่าจะกล้าอาบน้ำ ข้างนอกนั่นคนเดียวดึกๆแบบนี้" มันทำเสียงเหมือนรายการชั่วโมงพิศวง
..........................................................................
" ไอ่อ้อย " ผมตวาดลั่น ก่อนเดินไปเบิ๊ดกะโหลกมัน 1ที
"มองอะไรเมิง เดี๋ยวกรูก็ใส่ ชุดนอนอาบน้ำเลยแมร่ง" ยอมรับว่าเมื่อก่อนกับเพื่อนคนอื่นๆ แค่ถอดเสื้อต่อหน้าไม่เคยอาย ตอนอยู่มหาลัย ยังเคยเล่นไพ่แก้ผ้าด้วยซ้ำ(แพ้คนแรกเลย...เพราะเล่นไม่ถนัด แต่หลังจากนั้น กินเรียบ เป็นคนหัวไว คริๆ)
แต่กับไอ่อ้อยนี่มันยังไม่รู้ แค่ใส่เสื้อเชิ๊ตยังไม่กล้าปลดกระดุมเม็ดบนเลย
"เมิงจะอายกรูทำเอี๊ยอะไร ของกรูกับของเมิงก็หน้าตาเหมือนๆกันแหละ แมร่ง" แล้วมันก็เงียบไป............
"ว่าแต่ขอดูหน่อยดิว่า หน้าตาจะเหมือนกันขนาดไหน ไม่แน่เราอาจเป็นพี่น้องที่พลัดพรากกันก็ได้" มันทำตา
กรุ้มกริ่ม พลางมองมาที่น้องชายผม ผมมองตามสายตามัน
"ไอ่อ้อย ยากส์!!!!!!!!!!!" ผมกระโดดถีบมันทั้งผ้าขาวม้า แต่มันกระโดดออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ผมวิ่งไล่เตะตามหลังมัน พื้นบ้านทั้งตึงๆ
"เมิงตายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย"
.......................................................................
ผมวิ่งตามันมากระชั้นชิด แต่ต้องหยุดกระทันหัน ข้างนอกมืดแล้ว ที่สำคัญมืดมากด้วยดีนะที่ผมเบรคทัน ไม่งั้นมีหวังหัวทิ่ม
"มืดหว่ะ เดี๋ยวกรูไปเอาเทียนมาให้" มันเดินหันหลังจะเข้าบ้าน
"ป๊าบ" เข้าให้ ผมเตะก้นมันไปทีนึง มันหันมองมองตาเขียว ก่อนจะทำมือเดี๋ยวเจอกรู
"หนาวว่ะ " ผมบ่นกับตัวเองพลางสั่น
เสียงจั๊กจั่นเรไร นกกลางคืนร้องให้ระงม นี่กรูกำลังแสดงหนัง มนต์รักลูกทุ่งอยู่ป่าวว่ะเนี๊ยะ ผมยืนมองอะไรเพลินๆ
"เป็ดดดดดดดดดดดดด"มีเสียงโหยหวนอยู่หลังท้ายทอย ผมหันไปขวับ
สะดุ้งสุดตัว
"เจ้ยยย" ก่อนจะกระโดดออกมา
"ไอ่อ้อย ไอ้บร้า ตกใจหมดกรู" ไอ่อ้อย มันเอาเทียนไขจ่อหน้า หน้ากลัวอยู่แล้ว ยิ่งหน้ากลัวไปอีก
"เดี๋ยวน้ำมันพรายก็ย้อยหรอกเมิง" ผมก้าวขาลงกระไดอย่างระมัดระวังโดยมีมันคอยเอาไฟส่องให้
"เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง" ผมบ่นพึมพำเล่นกับตัวเองเพราะนึกถึงพอดี
"เปลวเทียนให้แสง แต่กรูนี่แหละแสบมือ น้ำตาเทียนหยดใส่มือกรู" ผมหันไปมอง ก่อนหลังกลับเดินไปตามทางต่อ
ในที่สุดก็คลำทางมาเจอ โอ่งน้ำฝนตั้งเรียงรายตามชายคาบ้าน ไอ่อ้อยเลือกโอ่งที่มีพื้นปูนซีเมนซ์สี่เหลี่ยมยืนได้คนเดียวเป็นที่อาบ โอ่งใบอื่นคาดว่าจะเป็นโอ่งน้ำดื่มเลยไม่มีที่ยืน
"อ่าว แล้วกรูจะยืนตรงไหน" ผมถามเมื่อเห็นว่ามันจับจองที่ยืนซะแล้ว
"ก็ขึ้นมายืนกับกรูสิ สาดดด" มันกระเถิบให้มายืนที่ปูนกับมัน
"ไม่เอาอ่ะ" ผมส่ายหัวยิกๆ
"เมิงอย่าท่ามากได้มั๊ยสาด แมร่ง เดี๋ยวก็โดนงูกัดตายหรอก เล่นตัวอย่างกะผู้หญิง เหรอเมิงเป็นกะเทย" โห มันหยามกันอย่างงี้ผมยอมไม่ได้ครับท่าน หาว่าผมเป็นกะเทย แฟนเก่าผมก็พูดอย่างงี้ หลังจากนั้น ผมก็พิสูจน์ให้เธอเห็นว่า กรูเป็นผู้ชายเว้ย ว้าฮ่าๆๆๆ
"เออ ขยับไป" มันขยับที่ให้ผมยืนอีกนิด พลางก้มลงเปิดฝาโอ่ง มันก้มหน้าลงไปในโอ่ง
"เป็ดดดดดดดดด" เสียงสะท้อนออกมาจากโอ่ง ดังก้อง มันเงยหน้าขึ้น
"เมิงเล่นดูสิ" ผมทำหน้างง อะไรของมัน แต่ก็ก้มหน้าลงไปในโอ่ง
"เรียกรูทำเอี๊ยอารายยยยยยยยยย" ผมว่า อิๆ ขำตัวเอง ทำไปได้
"กรูรักเมิงงงงงงงงจังงงงงงงงงงงงง" ผมหันไปมองหน้า ยังไม่ชินกับอะไรแบบนี้ซะที
"อ่าว บอกดิ" มันใช้ให้ผมบอก
"เดี๋ยวเมิงพูดเสร็จกรูปิดฝาโอ่งเลย ไม่ให้มันออกไป ไม่มีใครได้ยินหรอก"
.........................................................................
อย่างที่บอกว่าผมรู้สึกดีกับมัน รู้สึกว่ามีความสุขที่อยู่กับมัน ปลอดภัย อบอุ่น ขำบ้าง แต่ถามว่า กับแฟนเก่าหล่ะ ผมว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อแฟนเก่ามันไม่เหมือนกับที่รู้สึกกับไอ่อ้อยน่ะ กับแฟนเก่า ผมอยากปกป้องเธอ อยากทำให้เธอมีความสุข อยากดูแลเธอ อยากที่จะเป็นผู้ให้ แล้วก็รู้สึกว่าเธอเป็นส่วนที่เติมเต็มในชีวิต แต่กับไอ่อ้อย ผมกลับรู้สึกว่าผมต้องการมัน ผมต้องการให้มันอยู่ใกล้ก็พอ ดูแลบ้าง ห่วงใยกันบ้างไม่ต้องมาก ผมมีความสุขที่อยู่กับมัน รู้สึกเหมือนไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องทำให้มันมีความสุข แต่ที่ทำออกไปมันทำมาจากความจริงใจล้วนๆไม่ได้ฝืนจะเป็นผู้ชายที่ดีแบบที่ทำกับแฟนเก่า กับไอ่อ้อยถึงมันจะไม่ใช่ส่วนที่เติมเต็มในชีวิตผม แต่มันก็เป็นเหมือนน้ำปลา สิ่งที่ผมขาดไม่ได้ในชีวิตนั่นเอง
........................................................................... "พูดสิ" มันพยายามข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า
"เอ้ยยๆๆๆ เดี๋ยวๆ เมิงไม่ได้บอกกรูว่าจะเล่นแบบนี้นิ" ผมยังคงเฉไฉ(โดนด่าเละแน่คราวนี้กรู)
"เหอะน่า กรูอยากฟัง นะๆ" มันคะยั้ยคะยอ
"เอ่อ ก็กรูไม่รู้จะบอกยังไงนี่หว่า แมร่ง" มันนิ่งไปพักนึง
ผมก็เงียบ
"งั้นเอางี้ มาเป่ายิ้งฉุบกัน ถ้าเมิงแพ้ แสดงว่าเมิงแพ้ใจกรู เมิงรักกรูแล้ว แค่นี้เมิงไม่ต้องพูดอะไรกรูก็รู้แล้ว(โห เข้าข้างตัวเองอิ๋บอ๋าย) แต่ถ้าเมิงชนะ กรูจะถือว่า กรูเอาชนะใจเมิงไม่ได้ กรูยอมแพ้" ตอนแรกๆ งง ต้องเรียบเรียงคำใหม่ในสมองซะนาน แล้วผมก็ตัดสินใจเล่นเกมส์ปัญญาอ่อนกับมันอีกครั้ง
.......................................................................

ผมตัดสินใจรับคำท้าจากข้าศึก เนื่องจากคิดว่าถ้าขืนยังเฉไฉต่อไปมีหวังโดนจับยัดโอ่งแน่
"เอาดิ กรูสู้ตาย" ผมปั้นมือ กะว่างานนี้เป็นไงเป็นกัน
ผมทำท่าเอาจริงเอาจัง เหยื่อแตกพลั๊กๆ ทั้งที่หนาว หันมองหน้าคู่ต่อสู้ มันยืนกอดอกเหมือนถือไพ่เหนือกว่า งานนี้เป็นไงเป็นกัน สวรรค์เท่านั้นที่จะกำหนด...
"กรูจะออกกรรไกร" อ้าวอะไรของเมิงเนี๊ยะผมงง
"อะไรของเมิงมาบอกกรูทำไม" ผมถาม ในใจนึกว่ามันจะมาไม้ไหน
"กรูบอกว่ากรูจะออกกรรไกร เมิงจะเชื่อกรูรึป่าวตามใจ"
โอ้ยยยยยยยย ตอนนั้นผมเครียดไปเลย เมิงเล่นเกมส์จิตวิทยากับกรูเหรอ ไอ่ hanibal เมิงเล่นอย่างงี้เมิงเอามีดมาจี้คอให้กรูบอกดีกว่า นี่มันไม่ใช่ชะตาสวรรค์แล้วนิหว่า นี่มันเมิงกำหนดเองนี่หว่า ไอ่เลววววววว
สับสนครับตอนนั้นจะเอาไงดี จะเชื่อมันดีรึปล่าว หรือว่ามันจะหลอกเอาอีก ถ้าผมออกฆ้อนไปแล้วมันออกกรรไกรจริงๆ ก็เท่ากับผมทำร้ายความรู้สึกมัน ทั้งที่รู้แล้วว่ามันจะออก กรรไกร แต่ถ้ามันออกกรรไกรแล้วผมออก กระดาษ ก็เท่ากับยอมรับว่าผมรักมันอะดิ ทั้งที่จริงๆมันอาจไม่ใช่รักแบบที่มันคิดก็ได้ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าที่มันพูดว่ารักน่ะ แค่ไหน แบบไหน
จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ในใจต่อสู้กันอย่างรุนแรงระหว่าง ฆ้อนกับกระดาษ เมิงคิดเกมส์เฮงซวยนี่ได้ไงว่ะ นี่มันไม่ใช่เกมส์ธรรมดา....................นี่มันเกมส์ชีวิต T-T
หลังจากภายในใจต่อสู้กันอย่างรุนแรงในที่สุดผมก็
"อ่ะๆ แน่ใจนะว่าจะออกไอ่ที่คิดจะออก" ผมชะงักกำลังจะทิ้งมือลงไปแล้ว
"อะไรเมิงอีกหล่ะ แน่ใจ กรูไม่เคยแน่ใจอะไรขนาดนี้" มันยิ้มแหยๆ เห็นหน้าตอนนั้นไม่ชัด เพราะเทียนเล่มเดียวก็ไม่ได้สว่างเท่าไหร่
"เมิงจะเอายัง" ผมถามอีกรอบเพราะ ยกมือจนเมื่อยแล้ว
"รอให้กรูนับก่อนนะ" เรื่องมากจริงๆเลย เดี๋ยวเมิงก็รู้ไอ่อ้อย ว้าฮ่าๆๆ
"พอกรูนับเสร็จนะเมิงเอาเลย" ผมชะงักอีกรอบ
"ไอ่บร้า เร็วๆ กรูหนาว.....หดหมดแล้ว" (ไม่ผ่าน กบวครับ)
"ก็ได้ๆ" ผมว่ามันคงหวั่นๆเหมือนกันแหละ ชะตาชีวิตเมิงกำลังจะสิ้นสุดแล้วไอ่อ้อย............ไปดีเถอะนะเพื่อน
........................................................

"1.................2.....................3" สิ้นเสียงมันนับ ผมทิ้งมือลงไปอย่างรวดเร็ว
"วิ้ววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว" แหะๆ จะบอกว่าตอนนั้นเงียบครับ ได้ยินแต่เสียงลม และเรไร
"เมิงแน่ใจแล้วเหรอ" มันก้มลงไปมองการตัดสินใจของผม
"อืม กรูแน่ใจ กรูบอกแล้วไงว่ากรูไม่เคยแน่ใจอะไรขนาดนี้" ผมบอก
มันเงยหน้ามายิ้มกับผม เราไม่พูดถึงมันอีกเลย

......................ผมเคยฟังเพลงว่า ความทุกข์ก็เหมือนเรากำหินแหละ ถ้าเรากำมันไว้ยิ่งแน่นเท่าไหร่เราก็ยิ่งเจ็บมือมากเท่านั้น ถ้าเราคลายมันออกเราก็เจ็บน้อยลง แต่ถ้าเราแบ เราก็จะไม่เจ็บเลย ผมเลย.............แบ
.........................................................................

ผมตัดสินใจในขณะนั้นว่า "ช่างเหอะ จะรักแบบไหน มันก็คงไม่สำคัญหรอก รักแม่ รักน้อง รักแฟน รักเพื่อน รักหมา รักแมว มันก็รักเหมือนกันแหละ จะบอกว่าผมไม่ได้รักมันก็คงไม่ใช่ ถ้าผมเลือกฆ้อนก็เท่ากับหลอกตัวเอง แถมยังทำร้ายมันอีก แต่เลือกที่จะเป็นผู้แพ้ แต่อย่างน้อยก็ได้บอกความรู้สึกจริงไปโดยไม่ต้องพูด แถมยังทำให้มันมีความสุข ไม่ต้องมีห่วงก่อนบวชมันก็คุ้มแหละวะ
หลังจากมันเห็นว่าผมแบ มือ ผมก็รีบเอามือเก็บทันที มันเองก็หันมายิ้ม แล้วไม่พูดอะไรกันอีก ลืมไปเลย 555 เพราะว่าถ้าขืนพูดอะไรมากกว่านี้มีหวังเลี่ยน อ๊วกแน่ รู้แค่นี้ก็พอแล้วว่ะ เน๊อะ อ้อยเน๊อะ
มันหันซ้ายหันขวาเพราะทำอะไรไม่ถูก มันก็ไม่ยอมพูดอะไรนอกจากอมยิ้ม (ก็ลองล้อกรูดิสาดดด กรูฟาดกับฝาโอ่งแน่เมิง)
"ไหนขันอ่ะ" ผมพูดกลั้นหัวเราะ
"โน่น" มันชี้ไปที่ตุ่มข้างๆ
ผมเอื้อมมือไปหยิบขันสังกะสี
"มีใบเดียวเหรอ"ผมยังคงเสียงสั่น อาจเพราะหนาว หรือไม่ก็เพราะ............
"อืม" มันพยักหน้า จะอาบยังไงหล่ะทีนี้
"พลัดกันอาบแล้วกัน" ผมว่า จากนั้นก็ก้มลงตักน้ำ เอามือจุ่มๆ แกว่งๆ สวดไปพลาง ไม่กล้าอาบ มันหนาวววววว
ผมยังคงยืนจะอาบ จะอาบ แต่มันทำใจไม่ได้ ก็มันหนาวอ่ะ
"เมื่อไหร่เมิงจะอาบเนี๊ยะ กรูหนาวแล้ว" ไอ่อ้อยบ่น
"เดี๋ยวดิ กรูทำใจก่อน" มันยังคงละล้าละลัง จะอาบๆ แต่ก็ยั้งมือไว้ก่อน บรื๋ออออออ
"แมร่ง ไอ่เอี๊ย มานี่" มันดึงขันไป สาดน้ำโครมเข้าหน้า
"เอ้ยยๆๆๆ" มันสาดเข้ามาอีกหลายขัน
"พอแล้วๆ หยุดๆ กรูหนาว บรื๋อออออ" ผมคางสั่นพับๆ
"หยุดได้ไงกรูไม่ใช่ไฟแดง" ไอ่เอี๊ย ผมยืนตัวสั่นหงักๆ มันจ้วงน้ำตักอาบอย่างไม่สะทกสะท้าน ผมยืนมองมัน อืม มีแผลเป็นที่หลังด้วยโดนใครฟันมาเนี๊ยะ ผมมองลงมาเรื่อยๆเพราะว่ามันหนาว ช่วงนั้นเลยหน้ามืด
"เจ้ยยยไอ่อ้อย เมิงเยี่ยวเหรอ" ผมกระโดดแผล๋วออกจากพื้นปูน
"ไอ่เอี๊ยสันดาน" ผมด่า

ขอแก้ข่าวอ่ะ ไม่ได้มองแบบนั้น แค่ผมหนาวอ่ะ ยืนกอดตัวเอง แล้วมันตื้อๆด้วย เห็นมันอาบน้ำแบบไม่กลัวหนาวก็เลยดูเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย จริงๆ สาบาน
.........................................................................
ผมกระโดดมายืนกอดตัวเองอยู่บนพื้นหญ้า
"ขึ้นมาดิ กรูเยี่ยวเสร็จแล้ว" มันยิ้ม
"ไอ่บร้า เมิงราดน้ำให้สะอาดเลยนะ กรูไม่อยากเป็นโรคฉี่หนู" ผมยืนกอด ปากสั่น
ผมขึ้นไปยืนที่เดิมอีก ทีนี้เราดันโดนตัวกันนิดหน่อย เนื้อโดนเนื้อ ผมเลยมีความรู้สึก...........................

.........รู้สึกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยแฮะ ไม่สปาร์คเหมือนที่อาบน้ำกับแฟนเก่าเลย น้องชายผมก็ไม่ได้ดี๊ด๊าซะหน่อย เพราะไม่ได้ใส่ กกน อาบ .....อันนี้มันพิสูจน์ได้รึปล่าวว่าผมไม่ได้รักมันแบบชู้สาว
ส่วนมันผมไม่รู้ พอดีไม่ได้ก้มลงไปถามน้องชายมัน เลยไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่ก็คงไม่เหมือนกันแหละผมว่านะ .........
"หลังเมิงไปโดนอะไรมา" ผมถาม
"ตรงไหน" ผมหันมาถาม
"ตรงหลังไง" ผมว่า
"ก็ตรงไหนหล่ะมันมีหลายที่"
"นี่ไง" ผมเอามือลูบรอยแผลมัน
"จับนานๆสิ" อะไรของมันวะ
"แผลอะไร" ผมถามอีกครั้ง
"แผลเก่า" โห แมร่งคลองแสนแสบ มาเชียวเมิง
"555กรูล้อเล่น แผลกรูโดนฟันตอนเด็กๆน่ะ" มันว่า
"อืม" แล้วผมก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
..........................................................................

ผมอาบน้ำเสร็จ ไม่ได้ถูสบู่นะ เพราะไม่มี ไม่ต้องกลัวสบู่ตกกันหล่ะ (รู้นะคิดอะไรอยู่อ่ะ) รีบเดินฉับๆขึ้นมาบนบ้าน ปล่อยให้มันร้องเพลงต่อไป.....(แม่เรียกไปกินบัวลอยเจ้าเพื่อนยากแล้วอ่ะ สงสัยวันนี้ต้องจบไว้แค่นี้ก่อนดีกว่านะครับ พรุ่งนี้มาใหม่)............."แป๊บแม่" ผมตะโกน


ต่อๆ............
........................................................................
ผมรื้อกระเป๋าสะพายตัวเองจัดการแต่งตัว ตาเหลือบไปเห็น..................
"ไอ่อ้อย เอามาอีกแล้ว" หมอนเน่าคู่ชีพมันถูกซุกอยู่ใกล้ๆกับกองผ้าห่ม มันเอามาด้วยเหรอว่ะ โห สุดยอดเลย (เคยได้ยินว่าคนที่ติดหมอนเน่าเป็นคนขาดความรัก ความมั่นคง จริงป่าวไม่รู้)
"เมิงจะเอามาทำเอี๊ยอะไรว่ะ" ผมใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คีบหมอนใบนั้นออกมา พยายามให้อวัยวะในร่างกายของผมสัมผัสวัตถุอัสนตรายนั้นให้น้อยที่สุด แล้วก็เขวี้ยงออกไป
"เหอะ ปัญญาอ่อนจริงๆ" ผมบ่นกับตัวเอง
"พรึบ!!!!!!" ผ้าขาวม้าแห้งที่ไอ่อ้อยใช้เปลี่ยน ลอยมาจากไหนไม่รู้มาคลุมอยู่ที่หัวผม ไอ่บ้รานี่กวนทีนกรูจนวันสุดท้าย ผมกำลังจะดึงผ้าออก แว๊บบบบ คิดได้ มันเอาผ้าขาวม้าผืนนี้นุ่งมา ตอนนี้มาอยู่บนหัวผม แล้วทีนี้มันนุ่งอะไรอ่ะ เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมกำผ้าที่คลุมหัวอยู่นั้นอย่างแน่นหนา ผมไม่อยากเจอน้องชายมันนนนนนนนนน
...........................................................................

"เอ้ย โทดๆ" มันเดินมาดึงผ้าขาวม้าออก แต่ผมจับไว้แน่น อะไรของเมิงเนี๊ยะสาดดดดด พรุ่งนี้จะบวชแล้วนะโว้ย ผมคิดในใจ
"อ้าว เอ้ย ปล่อยสิวะ ปล่อยยยยย" แล้วมันก็ดึงหลุด
"แต่งตัวเสร็จรึยัง ถ้าเสร็จแล้ว ออกมานี่กับกรูหน่อย" ผมหันขวับ ลืมไปเลยว่ามันแก้ผ้าอยู่รึปล่าว
"ไปไหนอีกวะ" ผมหันไป อ่าว นุ่งกุงเกงแล้วเหรอ เฮ้อออ โล่งอก
"ตามมาเหอะน่า" มันว่าพลางเดินไปหยิบถุงก๊อบแก๊บที่น้ามันเอามาให้เมื่อตอนเย็น
.........................................................................



"อ้าว คุกเข่าสิ" มันดึงแขนผมให้คุกเข่าต่อหน้าหิ้งพระ และรูปแม่มัน
ผมทำหน้างงๆ เมิงจะสาบานรักกันที่นี่เลยเหรอ คิดเล่นๆขำๆ
"เมิงว่าตามกรูก็แล้วกันนะ" มันบอกก่อนหันไปจุดเทียน จุดธูป แล้วยื่นให้ผม ชุดนึงพร้อมพวงมาลัย
จากนั้นมันก็สวดมนต์ไป ผมสวดได้ก็เลยสวดตามไปเบาๆ
"แม่ ผมมาเยี่ยม" มันเงยหน้าขึ้นมามองรูปถ่ายแม่
"และจะมาบอกแม่ว่า พรุ่งนี้ผมจะบวชแล้วนะ จะบวชให้แม่ ..........................." แล้วมันก็เงียบไป
"ผมบอกกับหลวงตาว่าจะบวชให้แม่เท่ากับอายุของแม่" ผมหันไปมองมัน กำลังจะอ้าปากถามว่า อะไรนะ บวชเท่าอายุของแม่คืออะไร แต่ยังไม่ทันพูด
"หลวงตาบอกว่าจะบวชให้เอง พรุ่งนี้พ่อก็จะมาด้วย........................แม่.....แล้วนี่เพื่อนผม เพื่อนคนเดียวที่ผมรักที่สุด" ผมหันไปมองหน้ามันอีกที ไม่แน่ใจว่ามันจะพูดอะไรต่อ
"ผมพามาไหว้แม่นะ มันเป็นเพื่อนคนเดียวที่ผมรัก..... แม่ แต่ว่าอีกไม่กี่วันมันก็จะไปทำงาน
แล้ว......................................" มันเงียบไป เสียงหายใจดังฟืดฟาด ผมเงียบรอฟังสิ่งที่มันจะพูด
"ผมอยากให้แม่อวยพรเพื่อนของผมด้วย ขอให้มันมีความสุข ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และเป็นคนที่คนอื่นรักอย่างนี้ตลอดไปนะแม่" ผมก้มหน้าฟังสิ่งที่มันพูด ความรู้สึกไม่เหมือนแม่มันอวยพรเลย แต่เหมือนกับว่า มันอยากจะอวยพรผมมากกว่า...ผมตื้นตันใจบอกไม่ถูก กำมือแน่น..............................
"ต่อนี้จะเป็นยังไงก็ช่าง แต่ผมจะอยู่ในผ้าเหลืองทำบุญไปให้แม่ อานิสงค์จะไปถึงแม่และคนที่ผมรัก................................................ขอให้แม่หมดห่วงผม ถ้าชาติหน้ามีจริง ผมจะไปเกิดเป็นลุกแม่อีก"
เฮ้ออออออ ผมเศร้าใจยังไงก็ไม่รู้ ทำมันเปลี่ยนอารมณ์เร็วอย่างนี้ ผมตั้งตัวไม่ทันเลย มันกราบ ผมกราบแล้วมันก็ยื่นมือมารับธูปกับพวงมาลัยผมไปปักที่กระธางธูป

"ง่วงนอนรึยัง" มันหันมาถามผม
ผมพยักหน้าน้อยๆ
"งั้นไปนอนก่อนไป กรูขอนั่งกับแม่กรูแป๊บ เดี๋ยวกรูตามไป
.........................................................................
ผมจัดแจงที่นอนเรียบร้อย โดยไม่ลืมจัดไว้ให้มันข้างๆ หันไปมองหมอนเน่าที่โดนเขวี้ยงไปอยู่มุมห้อง
"เฮ้อ" ผมลุกขึ้นไปหยิบหมอนเน่ามันมาจัดวางไว้พร้อมผ้าห่ม ก่อนปิดไฟ ล้มตัวลงนอน
ตายังคงเบิกโพลง
บวชเท่าอายุแม่ นี่มันนานแค่ไหน แล้วทำไมต้องอวยพรให้ด้วยวะ ผมนอนก่ายหน้าผาก วันนี้ทั้งวันมันต้องการแค่นี้เหรอ แค่ให้ผมมาไหว้แม่เหรอ ไม่ใช่มั้ง ผมว่าหลังจากที่ผม แบ มือเป็นกระดาษออกไป ผมโล่งใจนะ มันก็คงโล่งใจ เหมือนปลงๆ หรือไม่ก็เหมือนแค่อยากได้ยิน หรืออยากรู้แค่นั้นว่าผมคิดยังไง เมื่อได้รู้แล้ว ก้คงจะเดินจากไปอย่างสงบ..............................
ตาผมเริ่มหนัก ง่วงครับ เหนื่อยทั้งวัน จะหลับๆ
"วี่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" เสียงยุงทำผมต้องสะดุ้งตื่นจากการดำดิ่งสู่ภวังค์ทุกที ผมปัดป่ายไปทั่ว พอเงียบไปสักพัก เริ่มจะหลับ มันมาอีกแล้ว ชอบมาบินเล่นแถวหูอยู่เรื่อย ไม่เข้าใจจริงๆ ผมต้องสะดุ้งลุกขึ้นมาปัดอีก เป็นอยู่อย่างนี้ จนเกือบไม่ได้นอน ยากันยุงที่จุดไว้ก็เอาไม่อยู่ สงสัยแมร่งดื้อยา
" อ้าว ยังไม่นอนเหรอ" ผมลืมตาขึ้นมอง มันยืนจังก้าอยู่ในความมืด
"ยัง นอนไม่ได้ ยุงเยอะว่ะ ไม่มีมุ้งเหรอ" ผมถาม
"ไม่มีหรอก" มันตอบเสียงเรียบๆ เนือยๆ
"อืม" ผมตอบรับก่อนจะพลิกตัวตะแคงเข้าฝาห้อง
ได้ยินเสียง ก๊อกแก๊กๆ แล้วลมก็พัดผ่านตัว วูบๆ ยุงก็ไม่บินให้ได้ยินเสียงอีกแล้ว
ผมหันไปมอง
"เฮ้ย ทำอะไร" ผมลุกขึ้นนั่ง เมื่อเห็นภาพ ไอ่อ้อย นั่งเอาเสื้อยืดมันปัดยุงให้
"นอนไปเหอะน่า" มันผลักผมให้นอนลงไป
"ไม่ต้องหรอก เมิงนอนเหอะ เดี๋ยวกรูก็หลับแล้ว" ผมว่า
"กรูยังไม่ง่วง เมิงนอนไปเหอะ กรูปัดยุงให้" มันยังคงยืนยัน
"บอกว่าไม่ต้องไง" ผมเสียงแข็ง เพราะสงสารมัน มันไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้
"กรูรับปากแม่เมิงแล้วว่า จะดูแลเมิง ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ให้กรูทำตามที่กรูรับปากเหอะว่ะ" มันว่า
ผมจนใจที่จะไปดื้อด้านกับมัน มันเต็มใจ ผมไม่เคยห้ามมันได้หากมันเต็มใจจะทำอะไรสักอย่าง ผมล้มตัวลงนอน รู้สึกอุ่นใจดีจัง มันนั่งเท้าคางมองผม อีกมือก็ปัดยุงไป
"บวชเท่าอายุแม่คืออะไรอ้อย" ผมถาม
"ก็บวชพรรษาเท่าอายุแม่" ผมพยักหน้าก่อนจะหลับตาพริ้ม ไม่รู้สึกเสียใจ หรืออยากร้องไห้เลย ไม่รู้เพราะอะไร อาจเป็นเพราะได้บอกสิ่งที่มันอยากฟังออกไปแล้วก็เป็นได้ และมันเองก็คงตระหนักดี แค่อยากได้ยินคำนี้ก็แค่นั้น เพราะว่ามันคงเป็นไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เราไม่มีทางเป็นมากกว่าเพื่อน เราแต่งงาน มีลูกกันไม่ได้......ที่เราทำได้คือรักกันด้วยความรู้สึก เมื่อในทางปฏิบัติมันจบสิ้นลงตรงคำสารภาพของผมแล้ว สำหรับมันก็คงจะมาถึงทางตัน ไปไหนต่อไม่ได้อีกแล้ว.........................กรูก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันว่ะอ้อย
ผมยังคงหลับตา สายลมอ่อนพัดผ่านร่างเบาๆ อืม ไม่มียุงมากวนใจอีกแล้ว ผมหลับได้อย่างสบายใจและอุ่นใจที่สุด............................................................

ผมตื่นขึ้นมา เพราะเสียงไก่ขันจากที่ไหนสักแห่งไกลๆ มันไม่คุ้นหูเท่าไหร่ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อาจเป็นเพราะพื้นกระดานมันแข็งโป๊ก เลยทำให้เมื่อย หันไปมองข้างๆ ไอ่อ้อยไม่อยู่ หมอน ผ้าห่มทุกอย่างที่จัดไว้ เหมือนเดิมทุกอย่าง .........มันไม่ได้นอน

ผมลุกขึ้นจัดที่นอนก่อนจะเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก อากาศที่นี่บริสุทธิ์จริงๆครับ ไม่ต้องซื้ออกซิเจนที่ไหนด้วย สบายปอดดีด้วย
ไอ่อ้อยยืนมือไพร่หลังอยู่ ผมเดินไปทัก
"เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ" ผมถามรู้สึกถึงบางสิ่งระหว่างเรากำลังเปลี่ยนไป
"อืมนอนไม่หลับ" มันตอบ ไม่มองหน้าผม
"จะไปกันกี่โมงหล่ะ" ผมถาม
"ไปอาบน้ำสิ อาบเสร็จก็ไปเลย" มันว่า
"อืมม ไม่อาบแล้วน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันพอ หนาวสาดดด เดี๋ยวโทรถามแม่ก่อน ว่าจะมายัง"
ผมตบบ่ามัน 2-3 ที ก่อนเดินไปโทรหาแม่
แม่มากับรถพี่เต้ย มีนุ่น มีป้าข้างบ้าน แม่บอกว่าพี่เต้ยหาทางมาถูก บอกแค่ชื่อวัดเดี๋ยวแดกถามทางเอา
........................................................................

ผมขับรถพามันกลับวัด เกือบจะ 7โมงมาถึงวัด ระหว่างทางมันเอาแต่นั่งเงียบ ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน รู้สึกเหมือนมันห่างออกไป ทุกที ทุกที..............

จริงๆมันไม่ใช่เรื่องเศร้าอะไรหรอกครับ มันก็เหมือนเพื่อนเราคนนึงมาบอกว่าจะบวชสัก 10-20 ปี อาจแปลกใจบ้างแต่ก็ไม่ได้เศร้าใจอะไรมากกมายครับ ตอนแรกๆมีบ้างแต่หลังก็ไม่มีอะไร
ลองคิดในแง่ของผมนะครับ.....................
ผมมีเพื่อนคนนึงที่ผมรักมาก เป็นห่วงมาก ห่วงว่า ถ้าผมไม่อยู่ชีวิตมันจะเป็นไง มันไม่มีเพื่อนที่ไหนเลย มีแต่เพื่อนเละเทะ จะพามันไปทางมืดได้ทุกเมื่อ ญาติพี่น้องก็ไม่สนิท เหมือนไม่มีด้วยซ้ำ แล้วผมก็ห่วงสารพัด ห่วงว่ามันจะทำงานอะไร มันจะกลับไปเล่นบอล ไปกินเหล้า เล่นยาอีกมั๊ย ห่วงว่ามันจะหลงผิดหรือปล่าว ห่วงว่าถ้ามันมีปัญหาใครจะอยู่เคียงข้างมัน................ถ้าผมยังห่วงแบบนี้ ผมไม่มีทางไปทำงานได้แน่ครับ........................

แต่มาวันนึงวันที่ได้รู้ว่ามันจะบวช มันจะมีที่พึ่ง มันจะไม่กลับไปเล่นยา ติดเหล้าติดบอล ไปยกพวกตีกันอีก ถึงจะบวชไม่สึกก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยผมก็หมดห่วง เหมือนโล่งอกที่จะฝากเพื่อนคนนี้ไว้ใต้ร่มกาสาวพัทร....อย่างน้อยชีวิตมันก็ยังคงดำเนินต่อไปตามครรลองคลองธรรมได้ เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากให้ใครต้องร้องไห้อ่ะ ครับ น่าจะยินดีกับมันดีกว่านะ


ระหว่างทาง เราขับรถแวะรับน้ามันมาด้วย พอมาถึงวัด ผมจอดรถสนิทกำลังจะหันไปถามมันว่า จะทำอะไรต่อ
ยังไม่ทันจะพูด มันเปิดประตูเดินออกไป ไม่หันมามองผมแม้แต่หางตา ผมเปิดประตูเดินตามไปห่าง ๆ
มันกับน้าเดินมาถึงกุฏิเจ้าอาวาส ผมเดินตามมา พยายามมองสบตามัน จะได้รู้ว่าผมควรทำยังไงต่อ แต่มันไม่เงยหน้ามามองผมเลย ผมนั่งลงที่ม้าหินอ่อน ห่างจากมันเหมือนกัน ก้มหน้าแคะเล็บ.......................
ผมรู้สึกเหมือน มันไม่ใช่คนเมื่อวาน มันเกิดอะไรขึ้นอ่ะ ทำไมมันไม่คุยกับผมเหมือนที่คุย ที่เป็น ที่ทำเมื่อวาน
วันเดียวนี่คนเราเปลี่ยนได้ขนาดนี้เลยเหรอ............ผมเศร้าอ่ะ ผมทนนั่งเป็นอากาศธาตุต่อไปไม่ไหวแล้ว
ผมพยายามมองตามันหลายครั้ง แต่มันไม่แม้แต่จะชายตาแลผมเลยสักครั้งเดียว ผมแค่อยากให้มันรู้แค่นั้นเองว่า
"กรูนั่งอยู่ตรงนี้นะ กรูเป็นเพื่อนเมิงนะเว้ยยยยสาดดด"


ผมลุกขึ้นมาเดินเล่นหลังจากไม่อยากนั่งตรงนั้นอีกแล้ว สุดท้ายไม่มีที่ไปก็มานั่งแกล่วอยู่ที่รถตัวเอง รอแม่.......เมื่อไหร่จะมา.....


ผมกดโทรศัพท์จะโทรหาแม่ ก็พอดีที่รถพี่เต้ยเลี้ยวเข้ามาพอดี ผมลุกขึ้นเดินไปรับแม่ ไหว้แม่ ไหว้ ป้า ไหว้ พี่เต้ย ทักทายนุ่น
"ทำไมไม่ไปบวชกันบนดอยเลยวะ" พี่เต้ยมาถึงก็บ่น

"อ้อยหล่ะลูก" แม่ถาม
ผมชี้ไปที่ที่มันนั่งอยู่ เสียงรถอีกคันตามหลังมา ผมหันไปมอง
พ่อไอ่อ้อย โห แต่งตัวหล่อเชียววันนี้ ผมแอบยิ้มในใจ ดีใจแทนเพื่อนรักมัน
ผมไหว้พ่อกับแม่เลี้ยง ทั้งกลุ่มเดินไปที่กุฏิเจ้าอาวาส
เหลือผมนั่งอยู่ที่รถ ใต้ต้นมะขามคนเดียว ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนนอกยังไงไม่รู้


...................................................................
ผมนั่งเหม่อ ตามประสาคนไม่มีญาติ
"แฮ่ๆๆ " ไอ่กล้วย มาทำอะไรตรงนี้ว่ะ
"กล้วยมานั่งนี่มา" ผมหาเพื่อนนั่งคุยด้วย จนปัญญาต้องเป็นเมิงแล้วว่ะ ไอ่กล้วย สุดท้ายกรูกับเมิงก็ต้องมานั่งคุยกัน
"กินข้าวยัง" ผมถาม มันส่ายหน้า ยืนเล่นกิ่งไม้ของมันไป
"มานี่มา" ผมดึงตัวมันมานั่งบนตัก มันก็คงเหมือนไอ่อ้อยตอนเด็กๆมั้ง ผมคิดในใจ
"แม่ไปไหน" ผมถาม มันส่ายหน้า ส่ายหน้านี่ไม่รู้ว่าไม่มี หรือว่าไม่รู้ว่าใครเป็นแม่ หรือยังไง
"แล้วอยู่วัดกับใคร" ผมถาม
"หลวงตา" อืมมม พูดได้ด้วยแฮะ


ผมนั่งนึกไปเล่นๆ มาทีไรมันก็อยู่ที่วัดทุกที สงสัยเป็นหลานหลวงตามั้ง แล้วมันไม่เหงาเหรอ วันๆเล่นแต่กับไก่แจ้ กับหมาขี้เรื้อน พูดก็ยังไม่ชัด แล้วมันจะอยู่ยังไงเนี๊ยะ นึกแล้วก็สงสาร
"วันนี้กินหนมอีกป่าว" ผมถาม มันพยักหน้า
"ปะ" ผมลุกขึ้น จูงมือมัน
"พาพี่ไปซื้อหนมหน่อย พี่หิว" เออ หิวจริงๆอ่ะ ผมหันไปมองที่กุฏิ เห็นอ้อยกำลังกราบพ่อมัน แม่ผม น้า หลวงตาอยู่ ดอกไม้อยู่ในมือมัน .....ผมหันหลัง ไอ่กล้วยจูงมือเดินจากไป.............................................

ไอ่กล้วยท่าทางดีใจที่ได้ขนม เมิงไม่ดูบรรยากาศรอบข้างเลยเค้าซาบซึ้งกันขนาดไหน เด็กหนอเด็ก ผมนึกเอ็นดูมันขึ้นมาแล้วดิ
"เฮีย มาทำไรที่นี่อ่ะ แม่ให้มาตาม พี่อ้อยจะโกนหัวแล้ว....ป้าน้อยให้มาตาม" ป้าน้อยคือแม่มัน และป้าน้อยก็คือแม่ผม แต่ไม่เข้าใจมันจะเรียกป้าทำป้าอะไร
"เออ เดี๋ยวตามไป" ผมจูงมือไอ่กล้วยเดินตามน้องสาวมาที่ลานหน้ากุฏิ อืม ช่างเป็นงานที่สมถะ อะไรเช่นนี้ มีแม่ผม มีพ่อมัน มีพี่เต้ย มีแม่เลี้ยงมัน มีน้องชายมัน(มาทำตากรุ้มกริ่มน้องกรู เดี๋ยวเถอะเมิง เจอทีนพี่มันแล้วจะรู้สึก) มีนุ่น มัผม และที่ผมลืมสังเกตคือ พ่อมันถือรูปแม่มันมาด้วย ครอบครัวนี้เค้าแปลดๆกันเนอะ
....................................................................


ผมเดินตรงเข้าไปในกลุ่มคน อ้อยกำลังอยู่ในชุดผ้าขาวม้า นั่งก้มหน้านิ่ง.....


อ้อยเป็นคน ลึกซึ้งกว่าที่ผมคิดมากนัก บางทีสิ่งที่ผมคิดแทนมันแล้วพิมพ์ลงไป อ่านจะยังเป็นแค่ความคิดตื้นๆสำหรับมันก็ได้ ผมจำได้ตอนที่มันถามผมว่า
"เมิงสงสัยมั๊ยว่า ชาติที่แล้วเราต้องทำบุญร่วมกัน ไม่งั้นเราไม่มาผูกพันกันขนาดนี้หรอก เมิงดูคนที่เมิงเดินสวนตามถนน สะพานลอย หน้าเซเว่น หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานบางคน เรายังไม่ผูกพันขนาดนี้" ผมว่าผมไม่เคยคิดในเรื่องแบบนี้ แต่ไอ่อ้อย มันคิด ทุกเรื่องราว ทุกการกระทำ การแสดงออก ของมัน มันคิดก่อนที่จะทำผมว่านะ คงไม่มี
คนบร้าที่ไหน พูดได้น้ำเน่า แสดงออกได้ลิเก เล่นกับโอ่ง เล่นเป่ายิ้งฉุบบอกรัก มันละครเกินไป แต่มันคิด มันถึงทำ...........................................
"อ้าวเป็ด ไปไหนมา" แม่หันมาถาม ผมเหลือบไปมองอ้อย ตัวมันเปียก มันยังคงก้มหน้า มันคงไม่รู้ว่าผมยืนอยู่ใกล้ๆมัน หรือมันรู้แต่แกล้งทำไม่รู้
"อ๋อไปกับน้องมาน่ะแม่" ผมชี้ไปที่ไอ่กล้วย มันยืนกอดขาผมแน่น
...................................................................
หลวงตายื่นมีดให้พ่อไอ่อ้อยตัดผมลูกชาย พ่อมันหน้าซีด ตาแดงเหมือนจะร้องไห้ ปากแกจะยิ้มแต่เหมือนฝืนๆ มันเลยดูเหมือน ปากแกสั่นระริก มือแกจับปอยผมไอ่อ้อย ขึ้นมากระจุกนึงก่อนลงมือตัด.
"ฉับ!!!!!!!" เส้นผมมาวางบนพาน หลังจากนั้นพ่อไอ่อ้อยก็เป็นอันหลั่งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ผมหันไปมองแม่เลี้ยง ก็ยืนกระซิกๆ ผมขนลุกซู่ หันไปมองหน้าไอ่อ้อย มันยังคงนิ่ง...............ไม่รู้มันคิดอะไรของมัน


หลวงตาถามหาคนตัดผมคนต่อไปซึ่งจริงๆมันควรจะเป็นแม่มัน แม่เมื่อแม่มันไม่มี หลวงตาเลยให้แม่เลี้ยงไอ่อ้อยตัดอีกกระจุกแทน
"เออ หลวงลุง " พ่อได้ไอ่พูดขึ้นมา
"ทางเราผมตัดไปแล้ว ทางแม่ให้คุณน้อย(แม่ผมเอง)ตัดแทนแล้วกันหลวงลุง" พ่อมันหันมาทางแม่ผม แม่ทำหน้างง แม่เลี้ยงไอ่อ้อยยิ้ม
แม่หันมามองหน้าผม ผมก็พยักหน้า ผมว่าลึกๆไอ่อ้อยมันก็คงอยากให้แม่ผมตัดด้วยเหมือนกัน
แม่รับมีดมา หยิบผมไปนิดเดียว 2-3 เส้นได้มั้ง สงสัยกลัวไอ่อ้อยเจ็บ หลวงตาเลยบอกว่า หยิบให้มันเยอะๆ อาตมาจะได้ไม่ต้องออกแรงโกนเยอะ แน๊ หลงตาก็ตลกเหมือนกันนี่นา
แม่ตัดผมไอ่อ้อยวางบนพานก่อนยื่นมีดให้หลวงตาทำการโกนต่อไป.........................................

หลวงตาบรรจงวางมีดลงบนหัวไอ่อ้อย ค่อยๆโกน ผมของมันร่วงลงมากองที่พื้น..................ผมมองตามเส้นผมเหล่านั้น มือผมชาจนสั่น
อ้อยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เมิงคนเดิมอยู่ไหน ตอนนั้นผมพยายามมองไปที่ตาของมัน แต่ไร้ประโยชน์ มันยังคงสงบนิ่ง ผมของมันค่อยๆร่วงลงมาที่พื้น ผมมองตามทุกครั้งที่มันร่วงออกมา ความทรงจำเดิมๆที่ผ่านมากับมัน วิ่งพล่านในสมองผม เหมือนยืนอยู่บนตึก 20 ชั้น แล้วกระโดด วืดดดดดดดดดดดดดดด ลงมา แล้วกระเด้งขึ้นไปใหม่ เป็นอยู่อย่างนั้น กรูอยากสงบเหมือนเมิงจังตอนนี้ เมิงให้เวลากรูแค่วันเดียว เมิงใจร้ายจริงๆ ผมคิดในใจช่วงนั้น
วูบนั้นเองผมคิดอะไรไม่รู้ เดินเข้าไปใกล้มัน ก้มลงที่ข้างหู แล้วกระซิบ.......................บอกมันว่า
"อ้อย..................กรูขอผมเมิงเก็บไว้นะ" แล้วผมก็ก้มลงหยิบผมมันที่หล่นอยู่บนเท้ามัน ผมหยิบมันขึ้น พร้อมๆกับลูบเท้ามันเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา
ผมมองตามันอีกครั้ง และครั้งนี้เองที่มันก้มหน้าลงมามองตาผม จ้องตาผมอย่างเต็มตา......................น้ำตามันไหลพราก เหมือนเขื่อนแตก เหมือนกับมันพยายามเก็บน้ำตาไว้คนเดียว พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ใครเห็น คงกล้ำกลืนน่าดู ผมคิด ผมเงยหน้ามองมัน น้ำตาก็เอ่อ ขึ้นมา ผมค่อยลุกขึ้นยืนเก็บผมมันไว้ในถุงเสื้อ ก่อนจะถอยออกมา มันยังคงนั่งร้องไห้ ผมดูได้จากบ่าของมันกระตุกเป็นระยะเหมือนคนกำลังร้องไห้สะอื้น ผมเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทนไม่ได้ที่จะเห็นภาพตรงหน้าอีกต่อไป ผมเงยหน้าขึ้นให้น้ำตามันไหลกลับเข้าไป แต่ตาเหลือบไปเห็น พ่อมันร้องไห้ แม่เลี้ยงก็ร้อง น้องผมก็สะอื้น พี่เต้ยยืนตาแดงก่ำแต่ยังคงยิ้ม ส่วนแม่ผมนั้นน้ำตาไหลพราก ผมกลั้นไม่อยู่จริงๆ ก็เลยเผลอ
"ฮือ" ออกไป เสียงฮือของผมนั่นเองทำให้แม่เขยิบมายืนข้างๆ จับมือผมไปลูบ.....................ผมร้องไห้กับมันอีกแล้ว.

ผมขอตัวแม่เดินออกมาจากตรงนั้น เพราะไม่ไหวจริงๆครับ เข่ามันจะทรุดเอาง่ายๆ น้องสาวผมยังคงถ่ายรูปเป็นระยะๆ ผมเดินไปถึงบ่อน้ำที่เป็นปูนหล่อเป็นแท่งสี่เหลี่ยมไว้เก็บน้ำฝน หลบเข้าไปตรงมุม ทรุดไปกองเลยครับ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร คิดอย่างเดียวว่าออกมาให้หมด น้ำตามีเท่าไหร่ออกมาให้หมดแค่นั้นเอง หมดแล้วผมจะล้างหน้าล้างตา แล้วจะออกไปใหม่ คราวนี้จะมีแต่รอยยิ้มแห่งความตื้นตันเท่านั้น
ผมนั่งกุมหัวร้องไห้อยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้
"พี่" ไอ่กล้วยจับบ่าผม ผมสะดุ้ง
"ทำไมร้องไห้" มันถาม ไอ่กล้วยเอ้ย เด็กอย่างเมิงจะรู้อะไร เมิงอ่ะร้องไห้ อยู่แค่ 2อย่าง ไม่หิวก็เจ็บ
"อ๋อ แมงเข้าตา" คาดว่ามุขนี้คงใช่ได้กับเด็ก
"ห้องน้ำอยู่ไหน" ผมถามไอ่อ้อย มันจับมือผมลุกขึ้นก็จะพาไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ
ผมมองในน้ำ ทำไมเยินจังวะกรู นี่มันงานมงคลเพื่อนแท้ๆ ผมไม่คิดหรอกว่ามันจะบวชนานกี่วัน กี่เดือน กี่ปี 10 ปี 20ปี หรือตลอดชีวิต ผมคิดว่ามาถึงตอนนี้มันก็คุ้มค่าแล้วหล่ะ กับการใช้ชีวิตกับเพื่อนอย่างมัน มิตรภาพที่จะหาได้ที่ไหนอีก..................................ผมพอใจแล้ว
.......................................................................
ผมเดินกลับไปด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้ม รู้ว่าทำได้ไม่ดี แต่อย่างน้อยมันก็ยังยิ้มได้แหละวะ
ไอ่อ้อย ตัวเหลืองเป็นไก่ต้มขมิ้น น้ำตามันคงแห้งไปแล้ว ผมมาข้างหลังมันเลยไม่รู้ มันอาบน้ำอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นชุดขาวทั้งชุด
....................................................................
อย่างที่บอกว่าการบวชครั้งนี้เป็นการบวชที่สมถะที่สุด เราประหยัด เลยบวชเช้า แล้วเลี้ยงพระเพล มื้อเดียว ไม่มีคนนอกมีแต่พวกเรา
พ่อไอ่อ้อยได้ถือ ร่ม
แม่เลี้ยงถือ(จำไม่ได้ว่าเค้าเรียกอะไร)
น้องผมกับน้องมันถือพุ่มดอกไม้ (มันแว๊บมองน้องผมบ่อยๆ ลองดิเมิง ลองดู)
ผมเป็นคนถือ......................................................................




............ถือรูปถ่ายแม่มันครับ เพราะมันขอให้ผมถือให้
ส่วนแม่ผมถือหมอน (ตอนแรกมันมองตาผม แล้วมองไปที่หมอน แต่ผมถือไม่ได้หรอก มันผิดประเพณี จนมันบอกว่าให้ผมถือรูปแม่มันให้หน่อย ผมเลยได้ถือ)
..........................................................................
ที่เหลือก็จะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาครับ ไม่อยากเขียนให้มันยาว
รู้แต่ว่าผมตัดใจจากท่านทันทีเมื่อเห็นพระอ้อยอยู่ในผ้าเหลือง
........ท่านสงบนิ่ง
........เยือกเย็น
.........ยิ้มละมุน
..........น้ำเสียงราบเรียบ
..........ดูมั่นคง
........และที่สำคัญ ดูห่างเหิน
ท่านมองต่ำตลอดเวลา พูดน้อยลงทันที ไม่เหลือเค้าของอ้อยคนเดิมอีกต่อไป แววตาเจ้าเล่ห์ น้ำเสียงกวนประสาท ท่าทางกวนส้น ท่าเดินที่พร้อมจะหาเรื่องคนได้ตลอดเวลา อันตรธานหายไปทันที
.............นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมถึงบอกว่า ผมได้สูญเสียเพื่อนไปแล้ว ความทรงจำของผมที่มีต่อมันในฐานะเพื่อนรักสิ้นสุดลงตั้งแต่วันนั้น ต่อไปผมก็จะมีพระองค์นี้เป็นที่พึ่งทางใจผมแทนที่จะมีเพื่อน ถึงมันไม่ต่างกัน แต่มันต่างกันจริงๆ


ผมกราบเท้าลาพระธรรมขโรภิกขุในเย็นวันนั้น ก่อนจะขับรถกลับบ้านด้วยความเหงาใจ when I am feeling blue ยังคงบรรเลงอยู่ในรถ และในใจผมตลอดไป ......................ผมจะคิดถึงท่านไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน เส้นผมของท่านถูกเก็บไว้ในสมุดบันทึกของท่านเป็นอย่างดี สิ่งที่เป็นความทรงจำที่จับต้องได้เกี่ยวกับตัวท่าน มันจะอยู่กับผมตลอดไปครับ..............................................

.........ไดอารี่จะไปอยู่ที่วัดเมื่อมันเดินทางมาถึงหน้าสุดท้าย ผมจะเอาไปคืนท่านที่วัด ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนต่อไปนี้ ไดอารี่เล่มนั้นจะไปคอยท่านอยู่ที่วัด.................................เผื่อวันนึงท่านจะกลับมาอ่านมันอีกครั้ง.....เผื่อวันนึง.....T-T
.
..
..............................The End จริงๆแล้วครับ ต่อไม่ได้แล้ว..................................
ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะครับ รู้มั๊ยว่าความรู้สึกที่เกิดกับทุกคนนี้ ผมเองเผชิญมันมาแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมก็รู้สึกสับสนไม่ต่างจากพวกคุณนะครับ ไม่รู้จะดีใจ เสียใจดี รู้แต่ว่าเหงาจับใจ
..................มันยากแค่ไหนรู้มั๊ยครับ กับการที่ผมจะย้อนอดีตไปเล่าในสิ่งที่ผมอยากลืม ทุกฉากที่เล่า ผมต้องก้าวข้ามความรู้สึกที่กำลังพิมพ์ถึงแม้ผมจะอยากร้องไห้เมื่อคิดถึงคืนนั้น แต่ในเมื่อคืนนั้นจริงๆแล้วผมมีความสุข ผมสนุกผมก็จะต้องสื่อให้ทุกคนรู้ว่าผมสนุกมีความสุขจริงๆ บ่อยครั้งที่หายไปนานปล่อยให้เพื่อนๆรอ เพราะอะไรผมผมคงไม่ขอเล่าอีกแล้ว เหมือนตัวเองกำลังย้อนเวลา
................แต่พอมาถึงตอนที่ทำให้ผมเหงาจับใจ ผมผ่านมันมาแล้ว แต่ผมต้องเขียนความรู้สึกที่เคยรู้สึกอีกครั้ง มันค่อนข้างจะทรมาน สำหรับผม แต่ก็นะ เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว.................................
ยิ่งมาอ่าน คห เพื่อนอีกครั้งทีไรก็นะ T_Tทุกที..............ต่อนี้ไป ผมคงไม่ได้เข้ามาอีกนานนะครับ อยากพาแม่กับน้องไปเที่ยวที่ที่อยากไป
ยังไงเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้นะครับ ไม่ใช่เพื่อให้จดจำผม จดจำพระอ้อย หรือจดจำใครในนิยายเรื่องนี้ แต่เพื่อให้นิยายเรื่องนี้คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ความรักมันไม่สวยงามเสมอนะครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับผม ลาก่อนน้า ถ้ามีโอกาส....มีเวลา และจิตใจมั่นคงกว่านี้ ผมจะกลับมาเล่าเรื่องราวในไดของพระอ้อย แต่ตอนนี้ขอเก็บมันไว้ก่อนนะครับ ยังไม่อยากให้มันตอกย้ำไปมากกว่านี้
....................ขอบคุณครับ

จากคุณ : เซ็งเป็ด - [ 11 ก.ย. 49 14:06:12 A:125.25.154.150 X: TicketID:118628 ]




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 22:13:54 น.
Counter : 757 Pageviews.  

เซ็งเป็ด ตอนที่18

" กรูถึงไม่อยากเป็นบ่วงรัดคอเมิงไง กรูยังยืนยันคำเดิมนะ ว่า กรูเป็นเอี๊ยอะไรไม่รู้ รักเมิงอ่ะ แล้วกรูก็ไม่คิดว่าจะรักใครได้ขนาดนี้ กรูทำใจไม่ได้หรอกที่เมิงต้องไป เมิงรู้ป่าว วันไหนที่กรูมาทำงานแล้วรู้ว่าเมิงลาป่วย กรูแทบไม่อยากทำงาน กรูอยากไปหาเมิง นี่แค่วันเดียว แล้วเมิงคิดว่าเป็นเดือนเป็นปี กรูจะรับไหวได้ยังไง" มันยืนพิงรถ ก้มหน้าก้มตาพูด ผมขยับไปยืนพิงรถใกล้ๆกับมัน
"แต่ยังไงกรูก็กลับมา เป็นเดือนเป็นปี กรูก็ต้องกลับ กรูไม่ได้ไปตายซะหน่อย" ผมยังคงอยากให้มันคิดในแง่ดีเข้าไว้
"เมิงคิดเหรอว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม" ผมอึ้ง
"เมิงจำวันแรกที่กรูคุยกับเมิงได้มั๊ย เมิงเห็นกรูแล้วทำหน้ายังกับเห็นไส้เดือนกิ้งกือ เมิงด่ากรูสารพัด จนมาวันนี้ เรามาไกลถึงจุดนี้ เมิงพูดดีกับกรู ยิ้มกับกรู บอกว่าห่วงกรู แล้วถ้าต้องห่างกัน กรูไม่กล้าคิดหรอกว่ามันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกรึป่าว ใจคนน่ะเมิงกรูเจอมาเยอะ เมิงตอบตัวเองให้ได้ก่อนเหอะว่าถ้าห่างกรูไปแล้ว เมิงยังจะรู้สึกแบบนี้กับกรูอีกมั๊ย สำหรับกรูนะ กรูไม่ไว้ใจเมิง กรูถึงอยากจะอยู่ใกล้เมิง อยากจะเอาชนะใจเมิงให้ได้ไง"
......โอ้ยยย ไอ่อ้อยยยย เมิงคิดอะไรของเมิง อนาคตใครจะไปรู้ว่ะ ผมนึกในใจ
..............................................

"เมิงรู้ป่าวว่ามันยากแค่ไหนกว่าที่กรูจะมาไกลถึงขนาดนี้ กว่าที่กรูจะทำให้เมิงยอมพูดกับกรู ยิ้มกับกรู หัวเราะกับกรู ยอมให้กรูกอด ให้กรูสระผม ยอมนั่งร้องไห้เป็นเพื่อนกรู แล้วอยู่ดีๆทุกสิ่งอย่างที่กรูทำมันจะหายไป กรูเหนื่อยว่ะ เมิงเอี๊ย" มันเอาทีนเตะก้อนกรวด
"สาดดดนี่เมิงคิดอะไรของเมิงมากมาย กรูก็ลำบากใจนะเมิง เมิงเป็นผู้ชาย กรูเป็นผู้ชาย เราทั้งคู่ไม่ได้ถูกธรรมชาติสร้างมาให้คู่กัน แต่กรูกำลังฝืน ถึงแม้บางทีกรูก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าที่กรูฝืนนี่ มันเรียกว่า....เอ่อ อืม รักรึปล่าว กรูรู้แต่ว่าเมิงคือเพื่อนที่ดีที่สุด และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง กรูมาหาเมิงงก็เพราะกรูไม่อยากจากเมิงไปโดยที่ไม่รู้ว่าเมิงเป็นยังไง " มันเอื้อมมือมาจับมือผม เหงื่อซึมในมือ
"แค่นี้กรูก็ดีใจแล้วหล่ะ " มันยิ้ม ผมกุมมือมันไว้แน่น
เราเงียบกันอยู่ครู่นึง ฟ้าเริ่มแดงๆ แต่ก็ยังหม่นๆอยู่ ฝนหยุดตกได้สัหพัก อากาศหนาวดีจัง


"เข้าไปนั่งในรถเหอะ ยุงกัดกรูลายไปทั้งตัวแล้ว" ผมเปิดประตูเข้าไปนั่ง
"ตกลงกรูถามเมิงคำเดียว เมิงจะโกรธกรูมั๊ยถ้ากรูไป" ที่ผ่านมามันยังไม่เครียร์สำหรับผม
มันอึ้งๆไปพักนึงก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
"กรูไม่เคยโกรธเมิง ไปเหอะ กรูอยู่ได้ ไม่ต้องห่วง" มันตบบ่าผมเบาๆ นี่แหละ คำที่ผมรอคอยมาแสนนานนนนนน

" หลังจากนี้เมิงไปอยู่ที่บ้านกับกรูนะ ไปอยู่ห้องกรู ห้องกรูไม่รกเหมือนห้องอ้อย แม่กรูคงดีใจที่เมิงจะไปอยู่ด้วยเพราะว่า ก่อนกรูมาแม่ยังฝากบอกเลยว่า ฝากเมิงด้วย " ผมพล่ามต่อไป เพราะตอนนั้นรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด หันไปมองไอ่อ้อย คอมันตกเหมือนไก่โดนหวัดนก
"เป็นอะไร"ผมถาม
"เมิงพูดต่อไปสิ กรูอยากฟัง" อะไรของมันว่ะ
"เรื่องงานนะ เดี๋ยวกรูไปขอพี่เต้ยให้ พี่เต้ยไม่ว่าอยู่แล้ว เพราะตอนนี้กำลังขาดคนพอดี เมิงก็ทำงานต่อที่นั่นได้นะเว้ย กรูกลับบ้าน เมิงก็ได้เจอกรู ทีนี้อย่ามาบ่นเบื่อกรูก็แล้วกัน" ผมพูดๆๆๆๆๆไปอย่างมีความสุข
"ฝากขอโทษแม่เมิงด้วยแล้วกัน" ผมหันไปมองมัน
"อะไร" ผมถาม




"ขอโทษที่ไปอยู่ด้วยไม่ได้ กรูบอกเมิงตรงๆว่ะ ว่ากรูเหมือนคนหลักลอย แล้วเมิงก็คือหลักของกรู กรูไม่รู้ว่าต่อไปกรูจะเป็นยังไง กรูไม่รู้เป้าหมายในชีวิตตัวเอง กรูไม่ใช่คนที่ใครๆฝากความหวังไว้เหมือนกับเมิง กรูไม่มีใครต้องทำให้เค้าภูมิใจ ไม่มีใครต้องให้เค้าฝากความหวัง กรูอยู่ก็เพราะเมิง" งงๆที่มันพูด แต่พอจับประเด็นได้ประมาณนี้
"เมิงอย่าเอาอนาคตมาผูกกับกรูสิวะ ชีวิตเมิง เมิงต้องดูแลเอง" ผมว่า
" กรูว่า..........................จะบวช" อยู่ดีๆมันก็พูดโพร่งขึ้นมา
"อะไรว่ะจะบวชเนี๊ยะนะ เมิงคิดบร้าอะไรของเมิง อกหักแล้วจะบวช" ผมหงุดหงิดทันที
"ไม่ใช่อกหักเว้ยยสาดด กรูแค่อยากพักมั่ง อย่างน้อยกรูอยากหาความสงบ หาความหมายที่แท้จริงของชีวิต" ผมฟังไปก็เคลิ้มไปกับมัน
"แล้วไงต่อ" ผมยังคงเป็นห่วงมันอยู่ดี


"ก่อนที่กรูมาอยู่ที่วัด ใจกรูทุรนทุราน หาที่ที่จะไป กรูอยากไปให้พ้นจากที่ที่กรูเคยอยู่ แต่กรูไม่รู้ว่าจะไปไหน กรูเลยมาที่วัด พอกรูมาถึง มันก็ดีขึ้นว่ะ กรูนั่งคิดหลายวันว่าที่ที่กรูอยู่จะสบายใจที่สุดคือที่นี่ ที่วัด เพราะฉะนั้นกรูจะบวชที่นี่.."
"แล้วหลังจากศึกหล่ะ เมิงจะทำอะไร" ผมใจหายวาบ บอกตรงๆตอนนั้นใจคิดอกุศล คือไม่อยากให้มันบวช เพราะถ้ามันบวช ความเป็นเพื่อนหรือมากกว่านั้นของเราจะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน
"กรูยังไม่อยากคิดเรื่องสึกหรอก สึกไม่สึกมันก็มีค่าเท่ากันสำหรับกรู"
"เมิงจะไม่สึกเหรอ" ผมเริ่มลน ใจเริ่มแกว่งๆ บอกไม่ถูก ไม่อยากให้มันเปลี่ยนสถานะไป
มันไม่พูดอะไร ผมจอดรถเลยครับถนนมันแคบ ผมแมร่งไม่สนใจแล้ว ลงไปจอดเกือบตกคลอง
"กรูไม่ไปแล้ว ไอ่อ้อย กรูไม่ไปทำงานก็ได้ เมิงกลับมาเหมือนเดิมนะ" ผมหันไปเขย่าแขนมัน น้ำเสียงสั่นๆอ่ะ ยอมรับว่าตอนนั้นช๊อค เพราะตอนแรกที่เห็นพระหน้าเหมือนมันแล้วคิดว่ามันจะบวชก็ช๊อคเกือบแย่ นี่มารู้ว่ามันจะบวชเลยไปกันใหญ่
"ไอ่บร้า" มันหัวเราะ แต่เสียงสั่นๆ " เมิงไปเหอะ อนาคตเมิง เมิงมีแม่มีน้องอีกนะเว้ย กรูไม่เป็นไรจริงๆ " มันเอามือมาจับมือผมที่กุมแขนมันไว้
"แล้วทำไมเมิงต้องทำอย่างงี้ว่ะ ไอ่สาดดด กรูขอโทษก็ได้ เมิงจะปล้ำกรูก็ได้กรูยอมเมิงแล้ว ฮือๆๆ เมิงอย่าทำอย่างนั้นเลยนะกรูขอร้อง " อายจังถ้าจะบอกว่าตอนนั้นร้องไห้อีกแล้ว ความรู้สึกเหมือนตอน รร จัดงานเลี้ยงส่งตอน ป.6 หรือ ม.6 ประมาณนั้น เหมือนว่าจะไม่ได้เจอกันอีก แต่ความรู้สึกนี้มันแรงกว่า
"นะ เมิง เรากลับไปเหมือนเดิมก็ได้นะ กรูไปทำงานที่เดิมกับเมิงก็ได้นะเว้ย ฮือๆ" สะอื้นแหะๆ อายว่ะ
"ไอ่เอี๊ย ทำอย่างนั้นไม่ได้นะเว้ย แมร่ง " มันโผกอดผมแน่น ผมเลยปล่อยโฮซะเต็มที
"กรูให้เมิงบวชได้ 3เดือนเท่านั้นนะเว้ย" ผมยังคงเพ้อเจ้อ
..........................................................................


"เฮ้ยย เมิงหยุดร้องก่อน แล้วฟังกรู"
"มันไม่ใช่อย่างที่เมิงคิด ไม่ใช่เพราะเมิงที่ทำให้กรูตัดสินใจอย่างนี้ กรูเลือกมันเอง ฟังกรูนะ ไอ่เป็ด ไอ่เอี๊ย เมิงดีใจมั๊ยตอนที่เมิงรู้ว่าได้เป็นสจ๊วต" ผมพยักหน้า ผละจากอ้อมกอดมัน ปาดน้ำตา สายตาทอดยาวออกไป แสงอาทิตย์กำลังหายไป
"มันเป็นสิ่งที่เมิงรอคอย กรูรู้ กรูก็เหมือนกัน กรูมีความสุขที่ได้ตัดสินใจไปแบบนี้ เมิงจะมาทำลายความสุขอันน้อยนิดกรูได้ลงคอเหรอ" ผมหลับตาแค้นให้น้ำตาหยดสุดท้ายออกมาให้หมด
"เมิงเชื่อกรูนะว่า ต่อให้กรูจะต้องไปอยู่ที่ไหน ไกลกว่านี้สักเท่าไหร่ กรูก็จะคิดถึงเมิง" มันเอื้อมมือจับบ่าผมบีบแน่น
"หมายความว่าไง เมิงจะไปอยู่ไหน"..........................





กรูไม่ช่ายเกย์....ตอนที่ 8 แล้วเหรอ..ทำไมมันยาวจัง.... (ต่อกระทู้ใหม่ฮับ กระทู้เก่าด๋อยไปแว้ว)


ผมเข้าใจทุกอย่างแล้วครับ ตอนนี้ มันคงมาถึงทางตันสำหรับเราทั้งคู่แล้ว คงไม่มีอะไรไปมากกว่านี้แล้ว บางที มนุษย์ก็มักไม่เลือกที่จะเดินทางที่สุขสมหวังเสมอไป ผมตัดสินใจตอนนั้นว่า ผมจะไปแน่นอน มันก็ตัดสินใจว่ามันคงจะบวชแน่นอน ผมได้ร้องไห้ไปแล้ว ความรู้สึกโล่งขึ้น ยิ่งได้ฟังที่มันพูดว่า "กรูมีความสุขที่ได้ตัดสินใจไปแบบนี้ เมิงจะมาทำลายความสุขอันน้อยนิดกรูได้ลงคอเหรอ" ผมยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า สิ่งที่มันตัดสินใจลงไปนั้น มันคิดดีแล้ว ต่อไปมันจะเข้มแข็งขึ้น ผมคิดอีกที มันดีกว่าไม่ใช่เหรอกับการที่คนที่เรารักเลือกจะอยู่ในที่ที่เค้าคิดว่ามีความสุขโดยการตัดสินใจของเค้าเอง แทนที่เราจะผลักไสคนที่เรารักไปให้คนอื่น น้ำตาผมแห้งไปแล้วหล่ะ ผมถอยรถขึ้นมาจากขอบถนน มุ่งตรงไปยังวัดทันที ผมจอดรถไว้หน้าวัดเพราะข้างในกลับรถยาก
"กรูกลับก่อนนะ" ผมเอ่ยคำร่ำลา
"อืม"
เราทั้งคู่นั่งนิ่ง ผมไม่อยากให้มันก้าวเท้าออกไปจากรถเลย มันก็คงเช่นกัน
"กรูขอกอดเมิงอีกสักครั้งได้มั๊ย.............ครั้งสุดท้าย" มันขอ
ผมมองไม่เห็นใบหน้าของมันอีก เพราะความมืด แต่ผมก็รู้ดีว่าเราทั้งคู่ต่างรู้สึกยังไง รู้ได้ยังไงนะเหรอ ก็จากอ้อมกอดไง
มันโน้มตัวช้าๆ ลมหายใจปะทะใบหน้าผมอยุ่เบา แล้วอ้อมกอดจากมิตรภาพของมันก็สวมกอดผมไม่แน่นไม่เบา แต่รับรู้ได้ถึงความรักที่มันมีให้ ผมสนองความรักของมันด้วยกันโอบมันกลับอย่างแผ่วเบา มือของผมลูบหัวมันเบาๆ
"ผมเมิงก็สวยเหมือนกันนะ" ผมพูด...........

ผมจะไม่ปล่อยอ้อมกอดผมจากมันก่อนเป็นอันขาด ผมคิดในใจ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ผมก็จะรอจนกว่ามันจะคลายมืออก ผมถึงจะปล่อย ผมจะไม่ทิ้งมันก่อนอีกแล้ว
มันค่อยๆคลายมืออกจากผม ลมหายใจแรงกว่าครั้งไหนๆ ผมรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นตุ๊บๆของหัวใจ การกล่าวลามันลำบากอย่างงี้นี่เอง แต่อย่างน้อยกรูก็ไม่ได้จากไปโดยไม่ร่ำลา......................................
มันเปิดประตูออกไปจากรถ ผมได้เห็นหน้ามันชัดๆอีกครั้ง ก่อนที่มันจะปิดประตู
"รอกรูเดี๋ยวนะ" แล้วมันก็วิ่งหายไป
ผมว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ความขัดแย้งต่างๆกรูเข้ามาในหัว ตกลงผมอยากไปจากมันหรือปล่าว ตกลงผมควรจะดีใจหรือเสียใจ แล้วตกลงผมรักมันแบบไหนกันแน่ มันวิ่งวนเวียนสลับกันไปสลับกันมา
"ก๊อกๆๆ" มันเคาะกระจก
"อ่ะ กรูให้เมิง ต่อไปเขียนเรื่องราวของเมิงแทนกรูด้วยนะ ถึงกรูจะเขียนสู้เมิงไม่ได้ แต่กรูอยากให้เมิงเก็บไว้" ผมรับสิ่งที่มันยื่นให้ สมุดบันทึกรูปเด็กผู้ชายนั่งสูบบุหรี่ เหมือนเมิงจริงๆ
"หมดเล่มเมื่อไหร่ฝากไว้ที่แม่เมิงนะ กรูมีโอกาสจะกลับไปเอา" มันว่า
"งั้นกรูส่งอีเมล หรือไม่ก็จดหมายหาเมิงได้มั๊ย" ผมถาม
"อย่าเลย เป็ด ขอเวลาให้กรูเถอะนะ กรูพร้อมเมื่อไหร่ เมื่อนั้น เมิงจะเห็นกรูคนเดิมเอง" ผมไม่เข้ามันจริงๆ แต่ตอนนั้นผมไม่อยากจะเซ้าซี้อะไรอีกแล้ว
"โชคดีนะ.......ที่รัก" มันอมยิ้ม ผมจะจำรอยยิ้มครั้งนี้ไปตลอดชีวิต
"อืมมม" ผมถอยรถออกมา มองผ่านกระจกหลัง มันยังคงยืนอยู่ตรงนั้น โบกมือให้ ผมใจหาย คิดในใจ ต่อไปเราจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วเหรอ จะไม่มีใครมากวนส้นทีน ไม่มีใครมาคอยแทะโลม ไม่มีใครมาคอยอยู่เป็นเพื่นให่อุ่นใจ ไม่มีใครวิ่งไล่ปล้ำ ไม่มีใครเอาหนวดมาถูที่คอ ไม่มีใครให้ด่า และที่สำคัญ ไม่มีใครกอดผมด้วยความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว คิดแล้ว น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ภาพของมันค่อนๆจางหายไปกับความมืดดดดดดดดด...........................................

ผมกลับรถมาถึงบ้านเล่าให้แม่ฟังเรื่องที่อ้อยจะบวช
"แม่รู้นะว่าอ้อยคิดยังไงกับลูกน่ะ แล้วลูกหล่ะ" แม่ถาม แปลกใจที่ผมไม่ตกใจเลย
"หนูไม่รู้เหมือนกันแม่ หนูรู้ว่าหนูห่วงมัน แต่หนูไม่รู้ว่าหนูรักแบบไหน เพราะหนูไม่เคยรักผู้ชาย หนูเลยไม่เข้าใจว่าที่หนูรู้สึกอยู่ตอนนี้ คือรักรึป่าว" แม่พยักหน้า
"แม่สงสารอ้อยนะลูก" แม่พูดมาคำเดียว ทำให้ผมเข้าใจอะไรได้มากมาย ถ้าผมจะรักกับอ้อยจริงๆแม่ก็คงไม่ว่า....แต่มันเป็นไปไม่ได้
"อ้อยมันจะบวชวัน.....นี้นะแม่ หนูเลยขอให้แม่เป็นเจ้าภาพ มันไม่มีใคร เราคงต้องไปกันแค่นี้แหละ แต่เดี๋ยวหนูว่าจะลองไปบอกบุญกับพ่อมันก่อน ยังไงแม่ช่วยเตรียมของให้ด้วยนะ บวชเสร็จเห็นมันว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง หนูก็ไม่รู้ แต่มันสัญญาว่ามันจะมาเยี่ยมแม่นะ" ผมเล่าให้แม่ฟัง
"แล้วลูกว่าไงหล่ะ"
"หนูจะว่าไงได้แม่ หนูก็อนุโมธนาสาธุกับมัน หนูห่วงมัน ห่วงมันมาก แต่ถ้ามันได้ครองผ้าเหลืองแล้ว หนูก็คงไม่ต้องห่วงมันอีกแล้ว" แม่ยิ้ม ผมก้มหน้าหลบสายตาแม่
"ลูกไม่เป็นไรนะ" แม่จับมือผม แม่รู้เสมอว่าผมรู้สึกยังไง เพราะแม่คือแม่ของผม...
..........................................................................
เมื่อวานที่ผมบอกว่าจะคุยกับแม่เรื่องอ้อย ก็เป็นเรื่องเตรียมงานบวชให้มัน แล้วที่จะหายไป 3-4 วันเป็นงานบวชมันเหมือนกัน
..........................................................................
มาถึงตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกมันมากขึ้น จากไดอารี่ของมัน ทำให้ผมได้คิดว่า ความรักมันเกิดขึ้นได้เสมอ ความรักไม่มีเพศ คนเราต่างหากที่ไปกำหนดเพศให้มัน ทุกคนมีสิทธิ์รัก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รักไว้ครอบครอง(เอามาจากส่วนนึงของไดอารี่เด็กขี้ยา) ผมยังคงอ่านไดอารี่ของมันวันละตอนได้เห็นภาพครั้งแรกที่มันเจอผม ได้คุยกับผม ได้ไปทำไฟล์ด้วยกัน ทุกอย่างที่มันเขียนผมเพิ่งรับรู้เมื่อวัน 2 วันนี่เอง อ่านไปก็รู้ว่าตัวเองมีค่าขนาดนี้เลยเหรอ ผมอ่านมันอย่างช้าๆ ด้วยไม่อยากให้มันจบเร็ว อย่างน้อย ผมจะได้รู้สึกว่ามันอยู่ข้างๆ คอยส่งน้ำเต้าหู้ให้เสมอ
ต่อจากนี้ไปอีกเดือนกว่าๆ ผมจะใช้ชีวิตกับแม่กับน้องให้คุ้มค่าที่สุด ผมไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่ ผมจะเขียนไดอารี่เล่มนี้ทันที กรูสัญญา เมิงจะรู้ทุกเรื่องราวที่กรูเป็น และกรูจะรอวันที่ไอ่อ้อยคนเดิมกลับมา กรูจะรอ


....................THE END....................................





แวะมาทักทายครับ.....(เพราะคิดถึง+เหงา)


ตอนนี้กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมงานบวชไอ่อ้อย ฟังดูงานใหญ่ แต่จริงๆแล้ว มีแต่ครอบครัวผมเท่านั้นแหละที่เป็นเจ้าภาพ เรื่องคนถือหมอน ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นใครแต่ยังไม่อยากเฉลย ว้าฮ่าๆ เดี๋ยวกลับมาจะมาเล่าให้ฟังนะครับ มีโอกาสจะเอารูปมาฝากด้วย
อารมณ์ตอนนี้เหงาครับ มากถึงมากที่สุด ชีวิตจืดสนิท ยิ่งใกล้วันบินยิ่งอยากย้อนเวลากลับ ต้องแอบกลับมาอ่านกระทู้ ความเห็นเพื่อนที่นี่แก้เหงาถ้าว่างทุกครั้ง(ครั้งนี้ด้วย) ขอขอบคุณจากใจจริงครับ สำหรับทุกคำแนะนำและกำลังใจ ผมอ่านทุกๆความคิดเห็นนะ ดีใจที่ยังมีเพื่อน พี่ น้อง ที่รอฟังข่าวอยู่มากมาย(ยิ่งทำให้ไม่อยากไปทำงาน ฮือๆ) และไม่อยากให้คิดว่าพวกคุณเป็นเพื่อนผมแค่ฝ่ายเดียว ผมรับรู้ทุกความหวังดีครับ และอยากจะตอบแทนความหวังดีนั้น(แต่ไม่รู้จะทำยังไง) ยังไงซะช่วงที่ว่างผมจะแวะเข้ามาทักทายนะครับก่อนไป วันพุธนี้ผมจะไปนอนค้างที่วัดกับไอ่อ้อย เป็นคืนสุดท้าย วันรุ่งขึ้นถึงจะมีงาน ยังไงจะลองกล่อมมันดูเรื่อง ไดอารี่เด็กขี้ยาของมัน เพราะผมอ่านแล้วก็นะ ชวนอ๊วกไม่น้อย
ไม่ว่าจะยังไงนะครับ ผมก็ขอบคุณทุกกระทู้ทุกความคิดเห็นนะครับ แล้วผมจะนำความหวังดีทั้งหมดนี้ไปฝากไอ่อ้อยมัน ขอบคุณจากใจครับ
เป็ด(นัท)+อ้อย(โด่ง)
กลับมาจากงานเมื่อวาน ความปลื้มใจมาพร้อมด้วยความรู้สึกสูญเสียอะไรไปในชีวิตสักอย่าง คนที่คุ้นเคย คนเดียวที่ผมให้นอนในห้อง คนเดียวที่ผมให้สระผมให้ คนเดียวที่ผมให้กอด คนเดียวจริงๆ มันเหมือนต่อไปนี่ในทุกๆวันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตื่นมาจะไม่ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนนั้นอีก(เรียกมันไม่ได้อีกแล้ว) จะไม่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย จะไม่ได้เห็นแววตาที่สลึมสลือเหมือนคนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาอีก จะไม่ได้กอดคอ จูงมือ ตบหัว แตะบ่าอย่างอ่อนโยน แม้แต่ชื่อก็ไม่สามารถจะเรียกเหมือนเดิมได้อีก.......ผมเหมือนคนไม่เต็มคนยังไงไม่รู้ เมื่อไม่มีเพื่อนอย่างมัน............T-T


ผมขับรถกลับมาจากวัด มีแม่ มีน้องสาว มีป้าแอ๊ด(ป้าข้างบ้านไปด้วย) ทุกคนดูมีความสุข แม่พูดแต่เรื่องการบวชครั้งนี้ แล้วก็ย้อนถามผมเป็นระยะๆ
"ลูกแม่บวชไปคนนึงแล้ว แล้วลูกคนนี้หล่ะ เมื่อไหร่จะบวช" แม่เอามือลูบหัวผมอย่างแผ่วเบา ผมได้แต่หัวเราะแหะๆ
"แม่.......แม่เอาไอ่อ้อยเป็นลูกตั้งแต่เมื่อไหร่" สิ้นเสียงยังไม่ทันขาดคำ แม่ฟาดฝ่ามือลงมาที่หน้าขาผมดังเผี๊ยะ
"เรียกยังงั้นไม่ได้นะลูก ท่านอยู่ในเพศบรรพชิตแล้ว ไม่ได้อยู่เพศเดียวกับเราเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ" คำพูดแม่นี่เองที่ทำให้ผมฉุกคิดว่า เออ จริงๆด้วย เราไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้วนี่หว่า
ทุกคนยังคงสนุกสนานกับภารกิจที่ลุลล่วงวันนี้
"เฮียเป็ด ทำไมฟังแต่เพลงนี้หล่ะมันเศร้า เปิดวิทยุเหอะนะ นุ่นอยากฟังเพลงอื่นมั่ง"
"ไม่อาววว เฮียจะฟังเพลงนี้แหละ หลับไปเลยนะแก" ผมยังยืนกรานไม่ยอมเปิดวิทยุ ไม่รู้เป็นไง ผมถึงอยากฟังแต่เพลงๆนี้เพลงเดียว

เย็นวันอังคาร ผมนั่งเล่นเกมส์เพลย์อย่างเมามันกับน้อง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา แต่ไม่มีทีท่าว่าผมหรือน้องจะรับ
"เฮ้ย ไอ่นุ่น ไปรับโทรศัพท์ป่ะ" ผมสะกิด
"เฮียดิ เดี๋ยวนุ่น พอสรอ" อืม น้องมันไม่ค่อยเชื่อง มันเชื่องกับแม่คนเดียว
"นุ่น ขยับตูดไปรับโทรศัพท์ป่ะ อย่าให้พูดหลายครั้ง"
"เฮียอ่ะ อยู่ใกล้เฮีย ก็ลุกไปดิป่ะ เดี๋ยวนุ่นรอ"
" ไอ่นุ่น จะไปไม่ไป" ผมยกขาขา ชูลำแข้งที่มีขนหน้าแข้งรำไรพองามให้น้องเห็นอย่างชึดเจน ว่าถ้าท่อนนั้ไปพาดบนคอมัน อาจทำให้ถึงตายได้(ดุไปป่าวฟะ)
"โฮ่ เฮียอ่ะ ทุกที" อ่าวก็ต้องทุกทีดิ อยากเกิดมาเป็นน้องผมทำไม อิๆ
...........................................................................
"เฮีย พี่อ้อยโทรมา" น้องตะโกนมาทำเอาผมสะดุ้ง
มันโทรมาทำไมตอนนี้วะ วันพฤหัสก็จะบวชอยู่แล้ว หรือไม่สงบ หรือเปลี่ยนใจ ผมกระโดดลุกอย่างรวดเร็ว พรวด ยืนได้ไม่เท่าไหรด้วยความที่นั่งนาน หน้ามืดครับ แต่สุดท้ายก็ไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ

"อะไรของเมิง โทรมาทำเอี๊ยไรป่านนี้" ผมทักทาย
"เฮ่อๆ ๆ ๆ ๆ" มันพ่นลมหายใจอย่างรุนแรงใส่โทรศัพท์
"เป็อะไร หายใจซธยังกะแย่งอ๊อกซิเจนกับใคร"
"กรูดหนื่อย วิ่งมาโทรที่กุฏิเจ้าอาวาส แป๊บนะ" ผมยืนรอให้มันหายใจให้เสร็จก่อน
............................












"หายเหนื่อยยัง" ผมถามเนื่องรอนานแล้ว ไม่ไหว
"อืม หายแล้ว" มันถอนหายใจ
"มีอะไร จะไม่บวชแล้วเหรอ" เผลอปากหมาถามไป แต่ใจหวังให้มันบอกว่า อืม เลวจริงๆกรู
"ปล่าว กรูอยากเจอหน้าเมิงก่อนบวช" อืม ผมเงียบบ
พูดอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
"วันพุธเมิงมาหากรูก่อนได้ป่าว มานอนกับกรูก็ได้" มันหายใจแรงๆอีกแล้ว




ผมนั่งคิดอยู่สักครู่ ใจนึงก็อยากไป อีกใจนึงก็อยากตัดใจให้ได้ ไปเจอมันวันเดียวตอนบวชเลยดีกว่าแต่แล้วก็........
"อืมก็ได้ นอนวัดกับเมิงิ่นะ" ผมถาม
"บร้า นอนวัดได้ที่ไหน เค้าห้ามคนที่จะบวชนอนวัดก่อนวันบวช" ผมเชื่อ เออ อยากถามผู้รู้หน่อยนะครับว่า มันมีความเชื่อแบบนี้ด้วยเหรอครับว่าห้ามคนที่จะบวชนอนวัดก่อนบวช สงสัย กลัวมันหลอก
"แล้วเมิงจะนอนที่ไหน" ผมถาม
"เออ น่า"...............................

สรุปผมก็ตกร่องปล่องชิ้นไปกับมัน ต้องไปนอนกับมันก่อน แล้วแม่กับน้องจะตามไปทีหลัง ผมถามแม่เรื่องที่เค้าไม่ให้นอนที่วัดก่อนบวช แม่บอกก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน ตอนนี้เลยไม่รู้เลยว่าโดนพระหลอกรึปล่าว.............
.............วันอังคารผมแวะมาทักทายเพื่อนๆในนี้ ก่อนจะออกไปซื้อของกับแม่ แม่เห่อมาก มากกว่าตอนผมได้เป็นสจ๊วตอีกชักน้อยใจ
"แม่ ไม่ต้องเลือกมากก็ได้ มันก็เหมือนๆกันแหละ"
"ไม่ได้ลูก บวชครั้งเดียวในชีวิต ลูกอ้อยไม่มีใครนิ" แม่นะแม่ แต่ก็ดีครับ ที่แม่เอ็นดูมัน อย่างน้อยมันจะได้รู้สึกว่ามีคนที่ยังรักมันอยู่
.........................................................................
หลังจากที่เตรียมของเสร็จ วันพุธ ผมเตรียมตัวขับรถออกจากบ้าน
"แม่ ไปถึงคิวรถแล้วโทรมานะ ตอนเช้าหนูขับรถมารับ"
"เป็ด ป้าแอ๊ดเค้าอยากไปด้วยนะลูก" ผมพยักหน้า ตอนนี้มีแขกกิตติมศักดิ์แล้วคือ แม่ ป้าแอ๊ด พี่เต้ย นุ่น แล้วก็ผม ขาดแต่ที่บ้านอ้อย ผมจะพามันไปไหว้พ่อให้ได้

อืม เห็นเพื่อนๆอยากดูรูปแล้วรู้สึกผิดมหันต์ที่ไปรับปาก พระอ้อย ขอไว้น่ะครับ ท่านบอกว่า" กรูไม่อยากดังไปมากกว่านี้แล้วอ่ะ กรูอาย นะอย่าเลยเดี๋ยวเค้ารู้กันทั้งประเทศ" ผมเลยไม่สามารถให้ดูได้จริงๆ ขอเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับให้เพื่อนๆได้จินตนาการกันต่อไปดีกว่า เพราะผมเองตอนนี้ก็มีเพื่อนบางคนโทรมาถามกันบ้างแล้วว่า "กรูว่าชีวิตเมิงนะ ไมมันคุ้นๆ"
.........................................................................
ผมขับรถมุ่งตรงไปวัดเป้าหมาย คราวนี้ไปได้ถูกทางเพราะครั้งที่แล้วขับเข้าออกหลายรอบเลยจำได้
ฝนตกทำให้ทางแฉะ แต่ไม่ได้เป็นอุปสสรเพราะรถคันนี้อึดพอๆกับเจ้าของ
ผมจอดรถไว้หน่ากุฏิใต้ต้นมะขาม จัดแจงหยิบกระเป๋าสตางค์ มือถือใส่กระเป๋า ก่อนเปิดประตูก้าวเท้าลงไป
"แฮ่ๆ " ไอ่กล้วยยืนยิ้มแหะๆ เอ้ยฟันเมิงหักไปตั้งแต่เมื่อไหร่
"ไอ่กล้วย มาทำอะไร" มันไม่ฟังตรงดิ่งเข้ามาลูบรถรอบคัน ผมหล่ะกลัวใจมันจริงๆ กลัวจะเอาไม้เอาเหล็กมาขูดรถ
"กล้วยครับ"พูดเพราะขึ้นมาทันที
"กล้วยออกมาจากตรงนั้นดีกว่า ไปหาพี่อ้อยกับพี่ป่ะ" ผมผายมือเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร แสดงความเอ็นดูเด็กสุดชีวิต แต่เหมือนไอ่กล้วยจะมาเรดาห์รับรู้คลื่นรังสีอำมหิตที่ออกมาจากตัวผม มันส่ายหน้า แล้ววิ่งไปรอบรถอย่างมีความสุข
..........................................................................
ผมทนไม่ไหวกับไอ่กล้วยอีกแล้ว เด็กอะไร ทำไมช่างกวนประสาทเช่นนี้ ผมจะต้องทำอะไรสักอย่าง ตาผมเหลือบไปเห็นเชือกในลอนที่แขวนอยู่ที่ต้นมะขาม ผมปรี่ไปคว้าเชือกเส้นนั้นตรงดิ่งไปหาไอ่กล้วยทันที ไอ่กล้วยยืนมองอย่างสงสัยว่าผมทำอะไร ผมตรงไปจับคอไอ่กล้วย กดจนมันล้มลง มันดิ้นไม่ยอมท่าเดียว ขาถีบผมพัลวัน ผมทนไม่ไหว ฝาดมันไป2-3 ครั้งจนขามันเป็นจ้ำ ผมรวบขามันได้เชือกที่อยู่ในมือตรึงรัดแน่นจนมันดิ้นไม่หลุด ผมลากมันมา จากนั้นจับเชือกอีกด้านเขวี้ยงขึ้นไปบนกิ่งมะขาม ผมดึงเชือกที่มีไอ่กล้วยอยู่ปลายอีกด้าน จนตัวไอ่กล้วยลอยขึ้น ห้อยหัวต่องแต่งๆ มันร้องให้ ขอให้ผมปล่อยมัน มันจะไม่ทำซ่าส์อีกแล้ว ผมหัวเราะอย่างสะใจ ว้าฮ่าๆๆ
........................................................................
"ไอ่เป็ด " เสียงไอ่อ้อยทำผมหลุดจากจินตนาการที่กำลังทารุณเด็กนรกคนนี้อยู่
"เออ เฮ้กรูไม่กล้าทิ้งรถไว้ว่ะกรูกลัวไอ่กล้วยมันขีดรถกรู" ผมชี้ไปที่ไอ่กล้วยขณะที่มันขึ้นไปขย่มบนล้อรถผมอย่างเมามัน
"ไอ่กล้วย มานี่ดิ" ไอ่อ้อยกวักมือ มันเดินคอตกมาอย่างมาง่าย
" เมิงไปเล่นตรงอื่นป่ะ อย่ามาเล่นแถวนี้ ถ้าไม่เชื่อฟังนะ กรูจะไปตามลุงกลิ้มมากินตับ(ลุงกลิ้มคือคนไม่ค่อยเต็มที่เป็นคู่อริกับไอ่กล้วย)" แค่พูดชื่อลุงกริ้มเท่านั้นครับพี่น้อง ไอ่อ้อยร้องไห้ โฮ ผมแมร่งสงสารเลย
"อ่ะไอ่กล้วย เอาตังส์ไปซื้อไอติมไป"ผมยื่นตังส์ให้มัน 20 บาท มันสะอื้น ๆ แต่มือก็รับเงินแล้ววิ่งปรู๊ดหายไปอย่างรวดเร็ว
"เมิงนี่เก่งจริงๆ ไอ่อ้อย กรูเกือบวิสามัญเด็กไปแล้วมั๊ยหล่ะ" ผมว่า
"เมิงรออยู่นี่นะ กรูไปเอากระเป๋าก่อน" มันหันหลังไป
"เมิงจะไปนอนไหน หา ไอ่อ้อย ไอ่อ้อย เอี๊ย" มันไม่ยอมตอบ เดินหันหลังไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อผมเห็นว่ารถผมปลอดภัยจากเงื้อมมือไอ่กล้วยแล้ว ผมเลยถือวิสาสะเดิน รอบวัด เพราะครั้งที่แล้วยังไม่เห็นเลย ผมไปสะดุดอยู่ที่รูปพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า 10 ชาตินะครับ ภาพสวยมากกกกกกกกกก มันเป็นภาพสไตล์อินเดียๆ สีสรร ลายเส้นอ่อนช้อยมากกกกก สายตาเหลือบไปเห็นกุฏิที่อ้อยอยู่ตอนเด็กๆ เห็นบันไดที่มันเคยกอดร้องไห้ เห็นนอกชาน เห็นข้างใน อืม มันโตมาจากที่นี่เหรอ ขอบคุณนะครับที่ทำให้ไอ่อ้อยเป็นไอ่อ้ยได้จนถึงวันนี้........................................................

"เอ้ย ไปไหนมาว่ะ กรูรอตั้งนาน"
"ตกลงเมิงจะไปไหน" ผมย้อนถาม
"เหอะน่า ขับตามที่กรูบอกเถอะนะ"
"เมิงต้องไปบ้านพ่อเมิงกับกรูก่อน"
มันทำหน้างงๆ
"ไปทำไม" มันหลบสายตามองพื้น
"ไปบอกเรื่องที่เมิงจะบวช"
"กรูไม่ไปหรอก เค้าไม่สนใจหรอก"
"เมิงรู้ได้ไงว่ะ เมิงต้องไป"
มันทำท่าอึดอัด
"เค้าเป็นพ่อเมิงนะเว้ย ไปบอกเค้าสักคำก็ยังดี เค้าจะมาไม่มามันอีกเรื่อง ถ้าเมิงไม่บอกเค้าเลย ก็เหมือนเนรคุณ" มันยังคงก้มหน้าต่อไปเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
"แต่กรู....."มันอ้ำอึ้ง
"ถ้าเมิงไม่ไปกรูกลับ" ผมยื่นคำขาด
...........................................................................







"เมิงว่าพ่อกรูจะมาเหรอ" มันเอ่ยปากถามขณะที่อยู่ในรถ ให้ผมเดานะ ผมว่ามันน่ะ อยากจะไปหาพ่อ ไปบอกพ่อใจจะขาด
"กรูไม่รู้ กรูไม่ใช่พ่อเมิง แต่กรูเชื่อว่าถ้าเมิงได้บอกพ่อ ต่อให้มันจะเป็นยังไงเมิงก็จะไม่ต้องเสียใจภายหลัง"
"ถ้าพ่อกรุไม่อยู่หล่ะ" มันยังคงมีสีหน้ากังวล
"ก็รอจนกว่าพ่อเมิงจะกลับ" ผมอยากให้มันได้บอกพ่อมันจริงๆ
"แล้วถ้าพ่อหลับหล่ะ" อืม ไอ่นี่
"ก็รอจนกว่าพ่อเมิงจะตื่น"
"แล้วถ้า......"
"พอพอ ไอ่อ้อย นั่งเฉยๆ แมร่ง ทีเดินไปขอผ่อนเจ้าหนี้บอลเมิงยังไม่กลัวอย่างงี้เลย"
.........................................................................

รถวิ่งมาเรื่อยๆจนถึง อ.เสนา ไอ่อ้อยดูจะลุกลี้ลุกลนผิดปกติ
"เฮ้ย เมิง อยู่นิ่งๆสิวะ กรูรำคาญ ถ้ามันหงุดหงิดนักก็เอาบทสวกมนต์มาอ่านซะ จำได้มั่งยัง" ผมพยามเปลี่ยนเรื่อง
"โห รุ่นกรู ไม่ต้องท่องแล้ว กรูหลับตายังท่องชินบัญชรได้ทุกเม็ด.........................กรูว่าเรากลับเหอะนะ กรูขอร้อง" ท่าจะเป็นเอามากแฮะ
"อ้อย กรูนะ เกิดมายังไม่เคยได้กอดพ่อเลย เมิงรู้ป่าว แม่กรูเล่าให้ฟังว่าตอนกรูเด็กๆ กรูเกิดมาหน้าเหมือนเด็กผู้หญิงมาก จนตอนโตก็ยังหน้าเหมือนเด็กผู้หญิงอยู่ พ่อกรูกลัวเค้าหาว่ากรูเป็นผู้หญิง เลยเอา ดอกอัญชัญมาขยี้ที่คิ้วกรู ให้ดูแมนๆ บราๆๆๆๆๆๆ"ผมเล่าเรื่องพ่อให้มันฟัง หวังแค่ว่าให้มันรู้สึกดีขึ้นมา ไม่ประหม่าแบบนี้
รถมาจอดหน้าบ้าน มันนั่งตัวแข็งทื่อ หมาตัวเดิม(ช่างซื่อสัตย์ในหน้าที่อะไรเช่นนี้)ออกมาเห่า
"อ้าว ลงไปดิ" ผมพยักหน้าให้มันออกไป
"เมิงลงมาด้วยดินะ" มันเอื้อมมือมาจับมือผม มือเย็นเฉียบ เปียกด้วย
"โหแมร่ง เมิงน้ำแตกทางมือเหรอว่ะ สาด" ผมดึงมือออกมาเช็ดกับกางเกง
"เออ ไปไป เดี๋ยวกรูออกตามไป"
.................................................


"แม่ แม่ พี่อ้อยมา" เสียงเด็กวัยรุ่นตะโกน ผมเดินตามหลัวมาห่างๆ
"หวัดดีน้า" มันไหว้น้าผู้หญิง หน้าบอกบุญไม่รับ
"หวัดดีอ้อย หายไปนานไม่กลับบ้านเลยนะ" แหะๆ อันนี้แต่งเองเพราะว่า ไม่ได้ยินว่าเค้าพูดอะไรกัน คงประมาณนี้แหละ
สักพักน้าผู้หญิงหายไป ผมเดินลงไปนั่งกับมันที่แคร่หน้าบ้านมัน เห็นหน้าน้องมันชัดๆ ทำไมเหมือนเมิงยังกะแพะวะ ผมถาม
"จะไปรู้เหรอ พ่อกรูไม่มีความคิดสร้างสรรค์มั้ง" ผมหัวเราะคิๆ
สักพัก พ่อไอ่อ้อยออกมา หน้าดุโคตร ไม่ร้จะหน้าดุไปไหน กลัวนะเนี๊ยะ ผมรีบยกมือไหว้ ไหว้ก่อนลูกเค้าอีกด้วยความกลัว
"พ่อ หวัดดี" ไอ่อ้อยหน้าเปลี่ยนทันที ดุแข่งกันยังกะกลัวอีกฝ่ายจะไม่กลัว
"อืม" พ่อมันพยักหน้า โ ฟอร์มจัดกันจริงๆ




















..........อ่าว ทำไมไม่มีใครพูดอะไรว่ะ ผมงง
"เอ่อ ไอ่อ้อยพูดสิ" ผมเอาศอกกระทุ้งมัน
มันเหลือบตาไปมองพ่อมันแว๊บๆ ทำยังกะพ่อมันเป็นเมดูซ่า มองแล้วจะกลายเป็นหินยังงั้นแหละ
" พ่อ ผม เอ่อ จะบวช ให้แม่นะ" เออ นั่นแหละ แมร่งลุ้นยังกะฝรั่งเศสแข่งกะอิตาลี่ซะอีก
พ่อมันงงอ่ะ ผมมองหน้าแล้ว อืม หน้าประมาณว่า "คุณครับ คุณถูกหวยรางวัลที่ 1อ่ะ" คือเหมือนจะดีใจ แต่กั๊กๆ หรือไม่แน่ใจ
"บวชที่ไหน" สำเนียงอยุธยาเหมือนกันเด๊ะ
"ที่วัด....หลวงตาบวชให้" อืม ก้มหน้าก้มตากันเข้าไป
"วันไหน" พ่อมันถาม แต่มือมวนใบจากเหมือนไม่สนใจ
"พรุ่งนี้" ไอ่อ้อยบอก
"อืม" แค่อืมเองเหรอ ผมโคตร งง อะไรวะ ลูกตัวเองบวชทั้งทีแค่ "อืม" แม่ผมนะ ดีใจเว่อร์กว่านี้อีกทั้งที่ไม่ใช่ลูกตัวเอง เออ แปลกดีอ่ะ
"งั้นถ้าพ่อจะไปก้ไปกประมาณ 2โมงเช้านะ" มันบอก
"อืม" อืมอีกแหละ อะไรว่ะ
"กินข้าวมารึยังหล่ะ" พ่อมันถามประโยคยาวที่สุด
" กินแล้วพ่อ เดี๋ยวจะพาเพื่อนกลับแล้ว" อ้าว ไอ่อ้อย เมิงจะไม่ถามกรูก่อนเลยเหรอ แมร่ง ข้าวยังไม่กินตั้งแต่เช้า
มันเดินออกมาท่าทางต่างกับตอนแรกโดยสิ้นเชิง ดูมันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อิ่มอกอิ่มใจยังไงไม่รู้
"วู้ วูๆๆๆๆๆๆ" โอ้โห เป่าปากด้วยเว้ย
"อะไรของเมิงไอ่อ้อย สุขใจอะไรขนาดนั้น" ผมถาม แปลกใจ
"ทำไม คนมีความสุข"
"เรื่องไรว่ะ พ่อเมิงไม่เห็นพูดอะไรสักคำ ยังไม่บอกเลยว่าจะไปรึป่าว"
"ของอย่างงี้ไม่ต้องบอกหรอก กรูรู้นิสัยพ่อกรูดี" มันยิ้มอย่างอิ่มใจ เออ ว่ะ พ่อมันนี่หว่า
.........................................................................

"จะไปไหนต่อ" ผมถามเนื่องด้วยเห็นว่ามันนั่งยิ้มไม่ยอมหุบ กลัวเหงือกจะแตกระแหงซะก่อน
"ไปบ้านกรู"
"บ้านไหน บ้านเมิงอ่ะนะ จะกลับไปทำไมอีก" ผมถามงงๆ ว่ามันจะกลับไปทำไมอีก หรือว่า ยังคุยกับพ่อมันไม่รู้เรื่อง
"บ้านแม่กรู ขับไปเหอะ" ผมขับรถให้มันนั่งมาเรื่อยๆ ด้วยไม่กลัวเปลืองค่าน้ำมันเลย(น้ำมันแพงโคตร แต่เมิงก็ไปแต่รถกรูทุกที)
"เลี้ยวๆ..........เลี้ยวสิวะ แมร่งไม่ได้ยินเหรอ"
"เออ โทดๆ กรู นั่งคิดอะไรเพลินๆ"
"คิดถึงกรูเหรอ สายไปแล้วหล่ะเมิง พรุ่งนี้กรูก็บวชแล้ว" มันยิ้มเหมือนสะใจหน่อยๆ
"ไอ่บร้า บวชน่ะดีแล้ว คนอย่างเมิงนะ อยู่ในวัดนะดีแล้ว จะได้สงบ ไม่ออกมาทำร้ายใคร" โดยเฉพาะหัวใจผม วี๊ดวิ๊ว (แซวตัวเอง แหะๆ) ล้อเล่นนะครับ เพื่อนกันๆ
"กรูไม่ใช่"ฮยีน่านะเฟ้ย ไอ่บร้า" มันทำปากแบะก่อนหันหน้าออกนอกถนน
"จอด ถึงแล้ว" ผมมองไปข้างๆ ไหนวะบ้านมัน
"อ้าว ลงมาดิ บ้านกรูอยู่โน่น" มันชี้ไปบ้านไม้ 2 ชั้นยกสูง ติดคลอง.........................

โห บรรยากาสดีมากครับ อากาสสดชื่นสุดๆอ่ะ ผมมองไปรอบๆแล้ว มีคลองมีทุ่งนา มีต้นไม้เต็มพรืด ตอนแรกนึกว่าอยู่เขาเขียว
"โห บ้านเมิงน่าอยู่ว่ะ เด็กกรุงเตบอย่างกรูเพิ่งเคยเห็น"
"เออ นี่แหละบ้านแม่กรู เมิงเป็นคนแรกเลยนะที่กรูพามาบ้านเนี๊ยะ" แล้วมันก็ตะโกนขึ้นไปบนบ้าน
"แม่ ผมพาลูกสะใภ้มาหา"
พรืด ผมผะงหะ
"ไอ่บร้า ปากหมานะเมิง เดี๋ยวแม่เมิงก็ด่าเอาหรอก" ผมแปลกใจมากที่มันกล้าตะโกนไปแบบนั้น
"แม่กรูไม่ว่าหรอก แม่กรูต้องชอบเมิง" มันว่าพายื่นมือมาดึงผมขึ้นไปบนบ้าน
"เมิงรู้ได้ไง" เออ แล้วผมจะถามมันทำไมว่ะ ไม่ได้อยากเป็นเมียมันซะหน่อย
"อ่าว ลูกชอบ แม่ก็ต้องชอบสิ"
"เมิงนี่มัน ....จะบวชอยู่แล้วยังกล้าพูดดดดดด"
"อ้าว จะบวชไง กรูถึงต้องพูดให้หมดที่อยากพูด เพราะต่อไปกรูจะไม่พูดอีก" มันว่า
"เออ ให้มันจริงเหอะว่ะ กรูจะสาธุ"
..........................................................


สภาพในบ้านมันก็นะ ไม่ได้เกินกว่าที่ผมคาดไว้มากนัก แต่ที่สำคัญสงบมาก น่าอยู่ ที่บ้านมีคนอยู่ด้วย เป็น น้ามันมาทำสวนแทนแม่มันมั้ง เห็นมันเล่าให้ฟัง แต่นานๆจะมาค้างที่นี่สักที ส่วนใหญ่จะมาตอนหน้าฝน กับตอนเก็บเกี่ยว
"กรูจะรอดมั๊ยเนี๊ยะคืนนี้" ผมว่า พลางหันซ้ายหันขวา
"อันนี้แล้วแต่เมิง เหอๆๆๆ" หน้าหื่นกามขึ้นมา ณ บัดดล


มันยืมโทรศัพท์ผมโทรหาน้ามัน เพื่อให้น้ามันมาส่งเสบียง
"เฮ้ย ไอ่อ้อย กรูว่านอนที่วัดมันจะลำบากน้อยกว่านี้มั๊ย" ผมพูดประชด
"เหอะ เมิงลำบากกับกรูครั้งนี้อีกครั้งเดียว ต่อไปกรูจะไม่ทำให้เมิงลำบากอีก" มันพูดแบบนี้อีกแล้ว ผมไม่ค่อยอยากได้ยิน ประโยคประเภท ครั้งเดียว ครั้งสุดท้าย ต่อไปไม่อีกแล้ว มันเหมือน
"เมิงจะตายแล้วรึไง ไอ่เอี๊ย"........
น้าไอ่อ้อย ขี่มอไซต์ป๊อกมา เทร็ดๆๆๆๆ น่ารักดี เอาลูกซ้อนมาด้วย
"ทำไมไม่ไปนอนกับน้าหล่ะ"
"บ้านน้าเล็กกว่าที่นี่อีกจะนอนเข้าไปได้ไง" ปากเมิงรึนั่น
น้าเอาปลานิลมาให้ 2ตัว หมูนิดหน่อยแล้วก็พริกแกง คิดในทางที่ดีน้าเค้าใจดีนะ แต่คิดอีกแง่นึงมันเหมือนรู้เห็นเป็นใจกันยังไงไม่รู้ เฮ้ออออ

"เมิงไปอาบน้ำก่อนดิ" มันบอก ผมหันไปรอบๆ ตอนนั้นประมาณบ่าย 2-3มั้ง
"ไหนห้องน้ำอ่ะ"
"ห้องน้ำอยู่ท้ายครัวโน่น แต่ไว้ขี้อย่างเดียว ถ้าจะอาบเมิงอาบที่โน่น" มันชี้ไปที่ชายคลอง
จึ๋ย ผมนะครับ ใช้ SKII ล้างหน้า รักหน้าตัวเองยิ่งกว่าชีวิต เพราะต้องเอาไว้หากิน จะให้อาบน้ำคลอง
"หรือไม่ก็ตรงโอ่งข้างบ้าน" โหโล่งซะ
"ตูมมมมมมมม" แหะๆ ผมตัดสินใจใส่เสื้อยืด กางเกงบอลมัน ยืมมาก่อน โดดคลองดีกว่า ดีกว่าแก้ผ้าอาบกลางแจ้งขนาดนั้น
ตอนนั้นผมนึกว่าคลองตื้น กระโดดแบบชิวๆอ่ะ จ๋อม แต่มันดันตูมมมมม น้ำกระจาย น้ำลึกครับ วืดหายไปเลย 555 โผล่ขึ้นมา ขำตัวเอง แต่หนุกดีครับไม่เคยเล่นน้ำคลอง น้ำมันขุ่น แต่สะอาดนะผมว่า เย็นเจี๊ยบ มีผักบุ้งด้วย ปลาด้วย รู้สึกเหมือนมีปลามาตอดน้องชายเป็นระยะๆ (ล้อเล่น ปลาตอดไม่ติดหรอกเพราะเล็กกว่าหนอนอีก ว้าฮ่าๆๆ)
"เฮ้ยยย ขึ้นมาได้แล้ว เดี๋ยวก็หนาวตายหรอกเมิง ฝนจะตกแล้ว" เสียงมันตะโกนเหววๆ มาจากบ้าน แต่ผมไม่ค่อยสนใจมันแล้วหล่ะ ผมรู้สึกชอบกับที่นี่มากกว่าอีกนะ จริงๆ ตอนนี้นึกถึงแล้วยังอยากไปอยู่เลย
เล่นไปได้สักพักกะว่าจะขึ้น ก็มีเด็กแถวนั้นมั้งขี่จักรยานมา หิ้วปลามาด้วย เห็นผมเล่นน้ำ มันก็หัวเราะใหญ่
"แน่จริงลงมาเลยเว้ย" ผมท้า สรุปผมได้เพื่อนใหม่เล่นน้ำด้วยเต็มเลย แมร่งคิดแล้วอยากหยุดเวลาจังเลย ไม่อยากไปทำงานแข่งขันกับใครอีกแล้ว

เด็กพวกนั้นต้องขึ้นก่อนผม เพราะแม่มันเดินเท้าสะเอวถือไม้มะยมเดินฉับๆมาตาม ไอ้เด็กพวกนี้เห็นแม่มันมา กระโดดขึ้นจากคลองวิ่งหนีแม่มัน แม่มันก็ไล่ตี
"กรูบอกให้รีบกลับบ้าน ลูกเวน ไม่มีใครเฝ้าน้อง" แล้วถือไม้ไล่ตีลูกเค้า เออแฮะ ผมมองแล้วก็นะ ผมไปอยู่ไหนมาเนี๊ยะ เคยเห็นภาพนี้แต่ในทีวีนะ แต่พอมาเห็นชีวิตแบบนี้จริงๆก็หลงรักไปเลยอ่ะ
........................................................................

"กรูรอว่าเมิงจะขึ้นเมื่อไหร่" ผมเดินตัวเปียกขึ้นไปบ้าน เอามือปิดเป้ากางเกงอย่างมิดชิดเพราะไม่ได้ใส่ กกน
"กรูหนาว ขอผ้าหน่อย" ผมว่า คางสั่นกระทบกันดังกึกๆๆ
"อ้าว" มันโยนผ้ามาให้
"อาบน้ำในโอ่งอีกรอบนึง ถ้าเมิงไม่อยากคันทั้งคืน"
"อ้าวก็เมิงบอกกรูว่าให้อาบในคลอง ไม่ก็ที่โอ่งไงสาดดดทำไมกรูต้องอาบที่โอ่งอีกว่ะ" แมร่งรู้งี้กรูอาบที่โอ่งทีเดียวก็สิ้นเรื่อง
"กรูอาบน้ำให้อีกมั๊ย" มันมานั่งลงนอกชาน ผมรีบหันหน้าออกนอกบ้าน กลัวมันเห็นน้องชาย
"ไม่ต้อง กรูอาบเอง " น้ำเย็นเข้าไปถึงจิตจริงๆครับ ยิ่งทวีจังหวะกระทบกันของกรามให้รัวแล้วเร็วขึ้น
"ปากเขียวแล้วเมิงมานี่" มันดึงผ้าเช็ดตัวมา จับหัวผมกดลง มันอยู่บนชานแต่ผมอยู่ข้างล่างมันจึงสูงกว่า
"อืมม หัวเหม็นโครน ship หาย" มันดมหัวผม
"ไอ่บร้า ทะลึ่งแล้วเมิง เดี๋ยวกรูถีบตกชาน.............พอแล้วกรูเช็ดเอง แมร่งได้ทีนะเมิงสาดดดด มา" ผมดึงผ้ามาเช็ดหัวอีก 2 -3 ทีก่อนจะเอามาพันท่อนล่าง
"เฮ้ย เมิงไปทำอะไรก่อนไป จะมายืนเฝ้ากรูทำเฮี้ยอะไร กรูไม่ใช่นายกนะโว้ย ไม่ต้องกลัวใครตามฆ่า"
"กรูไม่มีไรทำอ่ะ" ผมเลยต้องจำยอมถอดมันตรงนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นเนื้อหนังมังสาท่อนบนของผม
"เนียนกว่าหน้าเมิงอีก" มันว่า
"นี่เมิง กรู " ผมพูดไม่ออก "หลีกเว้ย กรูจะเปลี่ยนเสื้อ"
" ถ้าพี่บวชแล้ว พี่ขอร้องน้องอย่ามาถอดเสื้อต่อหน้าพี่อีกนะ พี่ขอร้อง".................................................ไอ่บร้า แมร่งหื่น

ผมเดินสำรวจรอบบ้าน (ไม่ได้กว้างอะไรหรอกครับ เดินไปข้างหน้า 15ก้าว หลัง 15 ก้าว ขวา 15 ก้าว ซ้าย 15 ก้าว ก็รอบบ้านมันแล้ว) รูปแม่มันตั้งอยู่บนหิ้ง มีกระถางธูปเก่าๆที่เหมือนไม่เคยจุด พร้อมพวงมาลัยฝุ่นตึมอีก 1 พวง ผมมองท่านแล้วพาลนึกถึงเรื่องที่มันเล่าว่าแม่มันไม่ยอมไปอ่ะ เลยขนลุกวูบ รีบเผ่นไปนั่งหน้าบ้านทันที (ยอมรับว่ากลัว แฮะๆ)
"เป็ด อ่ะ น้ำ" มันยื่นขันน้ำสังกะสีมาให้
"ดีนะเมิง แขกมาจนจะกลับแล้วเพิ่งเอาน้ำมาให้"
"จะแ**กไม่แ**ก" ผมรับน้ำจากมือมันมาดื่มอย่างเต็มใจ บอกตรงๆไม่ได้รังเกียจความเป็นอยู่ของมันเลยนะ น้ำดื่มไม่ต้องแช่เย็น แต่ทำไมมันชื่นใจยังงี้ ผมโทรไปเล่าให้แม่ฟังตอนนั้น แม่ยังอยากไปเลยแม่บอกว่า "ว่างๆเราไปนอนที่นั่นกันดีมั๊ยลูก" อืมมมมมมเห็นด้วยแม่
.........................................................................
"อ้อย รู้ป่าวว่าเมิงน่ะดังใหญ่แล้วนะ" ผมหันไปคุยกับมัน เท้าแกว่งไปตามจังหวะบนนอกชาน
"ดังอาราย" มันนั่งลงใกล้
"ก็ตอนที่กรูเอาเรื่องเมิงไปลงนะ ตอนแรกกรูกะจะให้เค้าด่าเมิงว่าโรคจิตอ่ะ แต่เค้าดันชอบซะงั้น"
"ก็คนมันน่ารักอ่ะ"มันยักไหล่ปากเบ้
"เออ ดีเหมือนกันเวลากรูอยู่คนเดียวตอนกรูบวชกรูจะได้ไม่เหงา" ผมยังคงนั่งแกว่งขาโดยมีมันแกว่งเป็นเพื่อน
"ดีแล้วหล่ะ กรูจะได้เบาใจ" มันก้มหน้า ผมงงๆ ว่าตกลงใครเป็นห่วงใครกันแน่ ใครน่าจะเป็นคนที่ควรเป็นห่วง ผมเป็นห่วงที่ต้องทิ้งมัน แต่มันเป็นห่วงที่มันต้องบวช...
"กรูอ่านไดอารี่เมิงจะจบแล้วนะ"
"เป็นไง" มันถาม
"เน่าสนิท" ผมล้อมันเล่น
"ชีวิตกรูก้อย่างงี้แหละ หาน้ำดีไม่ได้หรอก ทนเหม็นหน่อยแล้วกัน"
"แต่กรูชอบน้ำเน่าว่ะ"
"จริงเหรอวะ" มันเงยหน้าทำท่าร่าเริง
"อืม กรูว่าหนุกดี มีคนอยากอ่านเรื่องของเมิงเยอะเลย ถ้ากรุจะให้เค้าอ่านเมิงจะว่าไง" มันทำหน้างง
"ใครอ่ะ ไอ่พี่โบ้เหรอ" ฝังใจนะเมิง
"ปล่าว เพื่อนๆที่พันทิพย์"
"......................................................."





กรูไม่ช่ายเกย์....ตอน TOTชุมสายล่มเลยต้องล่าช้า ขออภัยอย่างยิ่งครับ


"เฮ้ย นุ่นๆๆ ขึ้นมาบนห้องแป๊บดิ" ผมตะโกนเรียกน้องผมตั้งแต่ไม่ 7โมง
"อะไรอีกหล่ะ เฮีย"
"ทำไมคอมเฮียเล่นเนทไม่ได้ว่ะ " ผมชี้ไปที่เครื่อง ปกติถ้าคอมเจ๊ง เช่นลำโพงไม่ดัง หรืออะไรเสียผมจะทำได้อย่างเดียวคือ ปิดแล้วเปิดใหม่ ถ้ายังไม่หายก็จะเรียกน้องสาวให้ช่วย เป็นพวกล้าเทคโนโลยีอย่างยิ่ง
"อ๋อ สงสัยเครือข่ายล่มมั้ง" น้องว่า
"อ้าวแล้วทำไงอ่ะ พี่มีงานต้องทำ" อิๆ ปล่าวหรอกจริงๆกลัวเพื่อนๆรอ
"จะทำไงหล่ะโทรไปที่เครือข่ายสิ" แล้วมันก็เดินลงไป
ผมโทรศัพย์ไปที่ ทรู เค้าถามอะไรไม่รู้เยอะแยะ ตอบไม่ได้สักอย่างเช่น โมเด็มอยู่ไหน ใช้เบอร์อะไรต่อ "แหะๆ พี่ผมไม่รู้เรื่องเลย"
พอเค้าบอกว่า "งั้นน้องไปที่รูปคอมเล็กๆ 2อันนะ ดูว่าaddress อะไร" ผมทำตามอย่างว่าง่าย
"192......." ผมว่า
"แล้วข้างล่างเป็น.........ใช่มั๊ย" พี่ดูแลระบบว่า
"โห พี่เก่งว่ะ รู้ได้ไง" ยังมีหน้าไปชมเค้าอีก เค้าก็หัวเราะนะ แต่ผมก็ชมไปหลายคำเหมือนกัน
"พี่เก่งนะมารู้อะไรคอมผมตั้งมากมาย ผมเป็นเจ้าของมันยังไม่รู้เท่าพี่เลย" พี่เค้าก็หัวเราะเจื่อนๆ
"ไม่หรอกค่ะ พี่ก็รู้งูงูปลาปลา" อิๆท่าทางน่ารัก
...........................................................................

ผ่านไป 20 นาที พี่ก็ยังไม่ได้อะไรจากผม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมต้องการอะไร ผมก็เลย
"พี่งั้นไม่เป็นไรครับ ผมไม่กวนแล้ว เดี๋ยวว่างๆจะโทรไปฟังเสียงใหม่นะครับ" แอบหยอด จากนั้นผมก็โทรหาเพื่อน เพื่อนบอกว่าให้โทรไปชุมสาย(เรียกถูกป่าวว่ะ) ก็เลยโทรไป
"อ๋อ น้องวันนี้ชุมสาย ทีโอทีล่ม ทั้งวันมั้งครับ"
เซ็งเลย ผมจะโพสต่อยังไงหล่ะเนี๊ยะ แต่ด้วยความหวังที่ยังพอมี ผมยังคงรอเรื่อยไป พยายาม ปิด แล้วเปิดเป็นระยะๆ จนหลังๆเซ็งแหละ เริ่มเล่นเกมส์งูรอ จนป่านนี้ยังเปิดไม่ได้ เลยเดิน้ตร็ดเตรมาเล่นที่ร้าน กะว่าถ้าไม่มีคนมารออ่านเยอะก็ค่อยโพสใหม่
แต่ว่ามันไม่ใช่อะดิครับ คนรอเยอะ ใจเสียเลย สงสัยโดนด่าไปหลายดอกแล้วโทษฐานที่ทำให้รอ เลยเอาว่ะ พิมพ์แมร่งที่ร้านมันนี่แหละ.............นะ ขอโทษที่ทำให้รอกันนะคร๊าบบบบบบบบบบ
.......................................................................


"......................................" ผมยังคงรอคำตอบเรื่องที่ขอเอาบันทึกมันมาแฉ
"ว่าไงเมิง" ผมยังคงรอคำตอบ
"เผี๊ยะ" มันฟาดฝ่ามือมาที่หน้าผม ผมสะดุ้งโหยง
"โอ้ยย อะไรของเมิงสาดดด" ผมเอายกมือกำหมัดกะสวนเต็มที่
"เฮ้ยๆๆ ยุงๆ นี่ๆ ดู ยุงตัวเท่าแม่ไก่เลย" ผมแบมือให้ดู ผมก้มหน้าไปดูใกล้ๆ เพราะถ้าตาไม่ฝาดผมว่าผมมองไม่เห็นอะไร เมื่อไม่เห็นผมก็ก้มลงไปใก้อีก ใกล้อีก
"ป๊าดดด"
"แหวะ ถุยๆ ๆ.....ไอ่สาดจังไ**" มันเอามือมาป้ายที่ปากผม
"อ้าวนึกว่าจะกิน" ผมถุยน้ำลายไปหลายรอบ มือก็ลูบที่แก้ม
"ถ้าหน้ากรูเป็นสิวเพราะมือซกมกเมิงนะ กรูเอาเมิงตายสาดด" ผมบ่นพึมพำ
.........................................................................
"เมิงว่าจะเอาสมุดกรูให้ใครอ่านเหรอ" มันขยับมาใกล้อีก
"ไม่รู้ สาดด กรูขี้เกียจพูดหลายรอบ กวนทีนกรูได้ทุกวัน แมร่ง" ผมยังคงกรุ่นๆเพราะโกรธที่โดนจับยุงยัดปาก
"เมิงแค้นกรูเรื่องอะไรป่าวถึงแกล้งตบหน้ากรูเนี๊ยะ" ยังไม่หายครับ โกรธ หน้าแดงคิดไปถึงว่ามันแอบอาฆาตอะไรรึปล่าว
"ปล่าว ยุงจริงๆ" มัน ยังเสียงแข็ง
...........................................................................



ผมนั่งแกว่งขา สายตาทอดยาวออกไป ทำไมไม่มีบ้านแบบนี้มั่งนะ ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ ทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น เกมส์เพล หรือแม้แต่วิทยุ แต่ทำไมมันสบายยังงี้ ลมเย็นๆ บรรยากาศยามโพล้เพล้ ไม่มีเสียงรถยนต์ ไม่มีกลิ่นควัน ไม่มีฝุ่น.................ไม่มีอะไรรบกวนเราเลย มีแต่ผม............กับมัน


"เอาไปดิ โลกจะได้รู้ว่ากรูรักเมิงมากขนาดไหน"
...............ผมหันขวับ
"เอาอะไร" ผมลืมไปสนิท
"ก็สมุดกรูไง เอาไปดิ ให้เค้าอ่าน พิมพ์ดีๆแล้วกัน อะไรที่เอี๊ยๆก็ไม่ต้องพิมพ์ลงไป ไอ่ที่ดีๆก็ตามสบาย" มันผิวปากอย่างสบายอารมณ์
"เมิงไม่อายเหรอ" ที่ถามเพราะว่า กรูอายยยยแหะๆ
"อายทำไม รักใครสักคนไม่เห็นต้องอายใคร กรูไม่ได้ ไปข่มขืนใคร ไปติดยา หรือไม่ได้ จะมาโชว์ว่ากรูมีแฟนมากี่คนๆ ไปทำชั่วมาแล้วมาเขียนให้คนอื่นอ่านนิ" มันว่ากระทบใครว่ะ ผมหันซ้ายหันขวา
"อืมๆ" ผมพยักหน้าเห็นด้วยๆ
...........................................................................

"เมิงรักรูแบบไหน" ผมถาม
"แบบไหน ไม่รู้ดิ ไม่ได้ออกแบบไว้" อะไรของมันว่ะผมงงๆ
"ว่าแต่เมิงหล่ะ รักกรูแบบไหน" มันย้อนถาม
"ไม่รู้สิ รักแบบเพื่อนรักมั้ง.....พอมั๊ย" ผมยิ้มแหยะๆ
"ถ้ากรูบอกไม่พอ เมิงจะพิเศษใสไข่ให้กรูเหรอ สาดดด...แค่ไหนก็แค่นั้นแหละวะมาถึงตอนนี้แล้ว กรูไม่หวังอะไรมากกมายอีกแล้วว่ะ".............โห ไมปลงเร็วจังวะ
" นั่นอะไรอ่ะ" ผมหันไปถามมันด้วยความสงสัย
......................................................................

"ควายยยยยยยย" มันลากเสียงยาววววว ผมหันไปมอง นึกว่ามันด่าผม
"ควายป๊ะเมิงสิ กรูควายเมิงก็เห็ดแหละว่ะ" ผมว่า
"เห็ดบ้านป๊ะเมิงสิไปงอกบนหลังควาย 555เค้าเรียกเห็บโว้ย.....ไอ่บ้านนอกกกก" มันลากเสียงยาววว เออ ไอ่ในเมืองงงง
"ควายจริงๆนะเมิง....ไม่เชื่อไป ไปดูกับกรู"มันลากมือผมลงนอกชาน เดินลัดเลาะไปตามชายคลอง โห ถ้ามากับสาวนะ รับรองโรแมนติกโคตรรร แต่มากับไอ่อ้อย มันโรแมนติกไม่ออก
ควายตัวเขื่องถูกผูกไว้กับต้น...............(นึกไม่ออกแหะๆ)............นึกไม่ออกอ่ะครับว่าเค้าเรียกต้นอะไร ว่าจะบรรยายให้เห็นภาพซะหน่อย....อ๋อ ต้นจามจุรี (ไม่แน่ใจ)
"เนี๊ยะ เค้าเรียกว่าควายยยยยย" มันย้ำ
"เออ กรูรู้แล้วเมิงไม่ต้องย้ำ"
...........................................................................
"พรุ่งนี้พี่เต้ยมาด้วยนะ" ผมนั่งลงที่โคนจามจุรี
"เหรอ แกรู้ได้ไง"
"กรูโทรไปบอกเองแหละ"
"ใครอีก"มันถาม
"ก็มีแม่กรู นุ่น แล้วก็........" ผมทำท่านับนิ้ว ดูเหมือนเยอะ
"แค่นี้แหละ" ผมยิ้ม
"เออ ดีแล้วหล่ะ กรูไม่อยากให้มันเอิกเกริก" ผมเข้าใจมัน มันเป็นคนสันโดษ หรือมองอีกแง่นึง มันเข้ากับคนได้ไม่ได้เรื่องเอามากๆ
..........................................................................

ทำไมผมคันหัวยิกๆ คงจะเล่นน้ำคลองแล้วไม่ได้สระผม
"ชี่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" อืมไม่แปลกใจทำไมถึงคันหัว แมร่งแม่ควายเล่นเยี่ยวลงในคลองอ่างไม่อายชายหนุ่มอย่างเรา 2คน
"คันหัวเหรอ" เจือกเห็นอีก
"อืม ไม่ได้เอายาสระผมมาด้วย" ผมว่า
"กรูว่าถ้าเมิงเอาเครื่องสำอาง เมิงมาหมด มีหวังกรูต้องไปนอนใต้ถุน" โห เว่อร์ไปเมิงของกรูไม่เยอะขนาดเอาไปถมที่ได้ซะหน่อย
"ไหนดูสิ" มันนั่งยองๆใกล้ผม เอามือขยำหัวผม
"เมิงรู้ป่าวกรูทำอะไรหัวเมิงอยู่" มันถาม
"เล่นหัวกรูอยู่ไงสาดดด" ผมตอบ
"บ้านกรูเค้าเรียก ผีขยำหัว" แล้วมันก็หัวเราะ ตอนแรกทำหน้างงๆ หัวเราะทำไม สักพักถึงเข้าใจ
"ไอ่บร้า" มันยังคงเกาหัวให้ผม อืมม ชอบแฮะ เคลิ้มเลยผม ตาเยิ้ม
"ฟอดดดด" มันก้มลงมาดมหัวผม
"เป็นไง เหม็นป่าว กรูว่ากลิ่นเหมือนโคลน" ผมว่า
"ยังว่ะ ต้องรออีก 2-3 ถึงจะกินได้" มันล้อ
"สาดดด หัวกรูไม่ใช่ไหปลาร้า" ผมลุกขึ้นพรวดดดด....หน้ามืดวูบ
"กลับเหอะ เย็นแล้ว กรูหิวข้าวว่ะ....อยากกินข้าวไข่เจียวสูตรเด็กวัด" ผมปัดก้น 2-3ที ก่อนเดินไปลูบหัวควาย ตีสนิท แต่มันไม่เล่นด้วยก้มหัวทำท่าจะขวิด
"เฮ้ย" ผมร้องตกใจ กระโดดออกมา เสียฟอร์มโคตรๆ
"แมร่งควายเจงๆ" ผมเดินบ่นกลับบ้าน.............ใจนึกอายไอ่อ้อย

ท้องฟ้ายามเย็นของอยุธยาทำไมมันแตกต่างจากที่บ้านผมจัง ถึงมันจะช้ำเลือดช้ำหนอง คลึ้มเมฆคล้ำฝนแต่ มันก็ดูอุ่นๆ(อธิบายความรู้ไม่ถูก)
ผมถอดรองเท้าแตะที่ซื้อมาจากจตุจักรออก ยังนึกสงสัย ไม่รู้ว่าตั้งแต่มันเคยเกิดเป็นรองเท้ามาได้เดินเหยียบบนหญ้านุ่มๆแบบนี้มาก่อนรึปล่าว แต่เสียใจ วันนี้อด ขอให้ทีนกรูได้ย่ำบนหญ้านุ่มก่อน ส่วนแก ไอ่ร้องเท้า อยู่ในกระเป๋ากางเกงหลังไปก่อนนะ ค่อนสำผัสวันหลัง
"เฮ่ย" มันวิ่งมาแตะหลังผม
"พรุ่งนี้เมิงต้องทำอะไรมั่ง" ผมถามเรื่องงานบวช
"เดี๋ยวเมิงก็เห็นเองแหละ บวชเสร็จกรูกับเมิงคงต้อง...................." มันหายใจแรง
"เปลี่ยนไป" ผมบอก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมคิดว่าผมเสียมันไปแล้วในฐานะเพื่อน
"เปลี่ยนไปยังไง กรูไม่เข้าใจ" ผมทำหน้า งง
"ไม่รุ กรูคิดมากไปเองมั้ง"
บางทีผมก็ไม่อาจล่วงรู้ หรือคาดเดาได้เลยว่ามันคิดอะไรของมันอยู่ บางครั้งมันดูร่าเริงเหมือนคนบ้า บางครั้งมันก็ดูหงอยๆ พอผมไปคุยดีๆ กะจะปลอบใจมัน มันก็ทำบร้าๆ กวนส้นให้ผมไม่เป็นอันต้องพูดดี ให้ผมคิดเอาเองตอนนี้นะ ผมว่ามันคงไม่อยากให้ผมคิดมากเรื่องมันก็ได้ ไม่รู้สิ
"ไม่รู้เหมือนกันกรูไม่ได้ออกแบบไว้" อืมมม ผมเองแหละที่ออกแบบมันเอง เฮ้ออออ

" อ้อย อ้อย" เสียงมอไซค์มาจอดหน้าบ้าน แล้วเสียงลุงก็ดังขึ้น
"เฮ้ยไอ่เป็ด เมิงไปเอาของที่น้ากรูหน่อยดิ"
"ผมทิ้งมีดหั่นหมู วิ่งไปหน้าบ้าน" โอ้โห อะไรเนี๊ยะ
"ฝากของให้อ้อยด้วยลูก มียากันยุงข้างล่างนะ" น้าไอ่อ้อยยื่นถุงก๊อบแก๊บใส่ของมาให้ผม ผมรับมาแล้วรีบวิ่งไปหั่นหมูต่อ
"เมิงหั่นบางๆสิวะ หั่นชิ้นหนาเท่าฝาบ้าน 2อาทิตย์ถึงจะย่อยหมด"
"ก็กรูไม่เคยเข้าครัวนิไอ่สาด แม่กรูก็มีน้องกรูก็มี กรูแ**กเป็นอย่างเดียว" ผมว่า
"เออ กรูมันไม่มีใคร กรูถึงต้องทำให้เมิงแ**ก" แป่ววววไม่ได้ตั้งใจอ่ะ
"อ่ะ เสร็จแล้ว กรูไปรอข้างนอกนะ อยู่ในนี้เกะกะเมิงปล่าวๆ" ผมขอตัวมานั่งโทรศัพท์หาแม่ข้างนอก ปล่อยให้มันสาละวลเป็นพ่อครัวหัวป่าก์ต่อไปคนเดียว
.........................................................................
"เป็นไงมั่งลูก" แม่ถาม
"หนุกแม่ วันนี้หนูเล่นน้ำคลองกับเด็กด้วย คันหัวไปหมดแล้ว" ผมเล่าให้แม่ฟังอย่างสนุกสนาน
"ระวังปลิงนะลูก" แล้วแม่ก็หัวเราะ
"ไม่มีหรอกแม่ แม่เราน่าจะซื้อที่แถวนี้นะ ถ้าหนูทำงานเก็บเงินเยอะๆ หนูจะซื้อที่ที่นี่เอามั๊ย" ผมอยากได้จริงๆ
"เอาสิลูก แม่ก็เบื่อ กรุงเทพแล้ว ว่าแต่กินข้าวกันยังไง"แม่เป็นห่วง




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 22:12:43 น.
Counter : 269 Pageviews.  

เซ็งเป็ด ตอนที่17

"เมริงทิ้งกรู เหมือนที่พ่อพ่อกรูทิ้งกรูที่วัด"
"ไปกันเถอะ กรูไม่เป็นไรแล้ว"
ผมไม่ไหวแล้วครับ ทรมานจริงๆ
.........................................................................
ผมจะไม่ยอมให้มันจบแบบนี้ ผมจะหามันให้เจอในเวลาที่เหลืออยู่ ผมจะต้องได้คุยกับมัน มันต้องไม่จบแบบเจ็บปวดแบบนี้ ผมจะไม่ยอมเอาความทุกข์ไปทำงานด้วย และผมจะไม่ยอมให้มันต้องทนทุกข์อยู่คนเดียวด้วย
.........................................................................
เลิกงานผมลาพี่เต้ย น้ำตาผมรื้อๆเพราะอดใจหายไม่ได้ ลาเพื่อนร่วมงาน ผมเดินออกมา หันหลังไปมองที่ที่ทำให้ผมได้เจอเพื่อนที่ดีที่สุดในโลกเป็นครั้งสุดท้าย
"ลาก่อนนะ" ผมพูดเบาๆ ก่อนตัดสินใจขับรถไปหามันที่หอ

7 โมงเช้า ผมขึ้นไปที่ห้อง 410ที่มันอยู่ รองเท้าไม่อยู่หน้าห้อง ใจผมหายวาบบ ผมเคาะประตู บิดลุกบิด เรียกชื่อมัน ไม่มีเสียงตอบกลับมา ผมเคาะอีก เคาะอีก เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ ดังขึ้นเรื่อยๆ ดังขึ้น ๆๆๆๆๆๆ
"ไอ่อ้อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" ผมเรียกซ้ำๆ ข้อมือผมแดง เจ้าของหอขึ้นมาดู
"อ๋อ น้องเค้าไม่อยู่แล้วหล่ะ ขนของไปตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ค่ามัดจำก็ไม่เอา"

























.............มันอะไรกันนักกันหนา ทำไมต้องลงโทษผมอย่างงี้ด้วย ผมตัวชา หน้าชา ฤทธิ์ไข้ยังไม่ส่าง แต่มันไม่ใช่อุปสรรคแม้แต่น้อย ผมบึ่งรถมุ่งหน้าไปอยุธยาทันที
"พี่เต้ย ผมจะไปยุดยา ขอที่อยู่ไอ่อ้อยหน่อย" พี่เต้ยคงเข้าใจผมนะ
ผมขับรถไปร้องน้ำตาไหลไป ผมหยิกขาตัวเอง ทุบขาตัวเอง ตีหัวตัวเอง เพราะผมรู้สึกว่าผมผิดตลอด ผมแมร่งเลว ชั่ว แล้วผมก็ร้องอีก...................ตลอดทาง
บ้านมันเป็นตึกกึ่งไม่กึ่งปูน โทรมๆ ผมจอดรถ หมาเห่าเกลียว หัวใจผมเต้นอีกครั้งด้วยความหวังว่าจะได้เจอมัน
ผมเดินไปหน้าบ้านชะโงกหน้าไปดูไม่เห็นใคร เดินไปข้างบ้านเจอหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี ผมยกมือไหว้
"ผมมาหาอ้อยครับ น้า"
"อ้อยอยู่กรุงเทพนะลุก ทำงาน เพื่อนอ้อยเหรอ" ถ้าหากใครที่ชีวิตนี้เจอแต่เรื่องผิดหวัง ความรู้สึกผมตอนนั้นคืออย่างนั้น น้าชวนผมทานน้ำ แต่ผมเหนื่อย ท้อ และล้าเหลือเกิน ผมขับรถกลับบ้าน ผมร้องไห้ .............ขากลับอีก
.........................................................................
ผมรีบมาเปิดพันทิพย์ มาอ่านที่คนมาให้กำลังใจ มีคนร้องไห้ด้วย ผมก็เลยยิ่งอ่านยิ่งร้องไห้ มีคนเข้าใจผม ไม่โกรธผม ให้กำลังผม ผมเลยร้องไห้ เพลง when I am feeling blue ยังคงบรรเลง ผมเริ่มพิมพ์อีกครั้ง เพราะอย่างน้อยผมก้ยังมีเพื่อนๆที่ยังรับรู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นจนตอนนี้ อย่างน้อยก็มีคนร้องไห้กับผมด้วย
แต่ตอนนี้ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ผมไม่ได้นอน ผมไม่สบาย ผมเจ็บคอ ผมปวดหัว ผมปวดตา ตาผมแดง ผมล้า แต่มันไม่เท่ากับที่ผมต้องการเจอมัน ผมอยากหลับแล้วหล่ะครับ อยากหลับไปเลย ตื่นมาหวังว่าทุกอย่างคงดีขึ้น หรือไม่งั้น ผมก็คงคิดหาหนทางที่จะหามันให้เจอได้ ยังไงผมจะไม่ยอมทิ้งมันไปแบบนี้แน่ ผมไปนะครับ



หลังจากทิ้งตัวลงนอน บนเตียงเตียงเดิม หมอนใบเดิม ในใจยังคงร้อนรนพยายามให้รู้สึกเจ็บแทนคนที่ตัวเองเคยทำร้าย สมองก็คอยแต่คิดว่ามันกำลังคิดอะไรของมันอยู่ ......แล้วมันอยู่ที่ไหน แต่ร่างกายเหนื่อยล้าเต็มทน 2วัน 2 คืนกับการที่ต้องอดหลับอดนอน บวกพิษไข้ ทำให้ในที่สุด......ผมหลับได้ในเวลาไม่นานนัก

เสียงฝนตกเป๊าะแปะ กระทบหลังจากบ้านปลุกผมตื่นขึ้นมาจากหลับที่ลึกและยาวนาน ผมรู้สึกปลอกโปร่ง ไข้ส่างแล้ว วูบแรกผมรู้สึกว่าผมเป็นคนเดิม คนที่ไม่เคยมีมันอยู่ในชีวิต ในความคิดมาก่อน แต่พอได้สติกลับมา ผมจึงรู้ว่า ผมตื่นขึ้นเพื่ออะไร เรื่องราวต่างๆ เริ่มทยอย เข้ามาในหัว มันชัดเจน ชัดซะจนผมต้องนั่งก้มหน้ากุมขมับอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่ว่า มันไม่ใช่ฝันหรอกเหรอ ผมนึกว่าตลอด อาทิตย์กว่าๆที่ผ่านมามันคือฝัน ...............แต่มันไม่ใช่
. ........เอาวะ ยังไงผมก็รู้สึกดีขึ้น ผมมีแรงและสมองปลอดโปร่งขึ้น ผมก็คงจะสะสางเรื่องที่มันค้างคาให้จบซะที
............ ผมเดินไปเปิดคอม ตาเหลือบไปเห็นจดหมายของมันยังวางเปลือยปล่อยอยู่บนซอง ผมลืมเก็บใส่ซองตอนที่เอาออกมาพิมพ์ให้เพื่อนๆได้อ่าน แม่จะเห็นมั๊ยหว่า....ผมนึกในใจ
ผมเข้าเวปพันทิพย์อย่างเร็ว สิ่งแรกที่เห็นคือ กระทู้ของตัวเองมีคนเข้ามาเยอะอีกเช่นเคย กำลังใจไม่เคยขาดหาย แต่ที่น่าแปลกใจคือมีคนตั้งกระทู้อื่นอีกด้วย
ผมเปิดกระทู้ที่ผมตั้งไว้ล่าสุด ทันทีที่ผมอ่านความคิดเห็นแรกๆ ผมก็เจอคำตอบที่ผมหา ทำไมผมไม่คิด ทำไมผมคิดไม่ถึงวะ ตอนนั้นมันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ แต่ด้วย ค.ห นี้

"หาคุณอ้อยให้เจอนะคะคุณเป็ด ลองไปดูที่วัดที่คุณอ้อยเคยอยู่รึยังคะ เอาใจช่วยค่ะ ขอให้ได้เจอกัน

จากคุณ : som som - [ 29 ส.ค. 49 12:57:27 ]

ผมกระโดดลุกจากคอมทันที ใช่ ที่ที่มันควรจะอยู่ที่สุด ทำไมผมถึงคิดไม่ออก แมร่งงง โง่บรม

"แม่............แม่" ผมตะโกนหาแม่
"นุ่นเห็นแม่มั๊ย" ผมหันไปถามน้องสาวที่กำลังดูทีวี น้องชี้ออกไปหน้าบ้าน ผมมองตาม เห็นแม่ยืนคุยกับป้าข้างบ้าน ซึ่งคงเดาได้ไม่ยากว่าเรื่องอะไร ป้าแกมีลูกสาว แต่ลูกสาวแกมักคิดเสมอว่า ร่างกายของเค้าเป็นของเค้าเอง เค้าจะทำยังไงกับร่างกายเค้าก็ได้ โดยลืมคิดไปมั้งว่าคนที่ให้หน้าตา ให้ทรวดทรงองค์เอว ให้หน้าอก สะโพก ให้สิ่งที่เค้าคิดว่าเป็นของเค้าเองก็คือแม่เค้า........เค้าจะทำอะไรกับร่างกายเค้าก็ได้ โดยที่ไม่คิดเลยว่าคนที่เสียใจที่สุดก็คือแม่เค้านั่นเอง...................เฮ้อน่าสงสารป้า
"แม่" ผมเรียก
"ดีขึ้นแล้วเหรอ" แม่จับมือ จับหน้าผากผม
"ครับแม่ แม่หนูจะไปยุดยา เอ่อ ไปเยี่ยมพ่อไอ่อ้อย" ไม่มีความสงสัยหรือเคลือบแคลงใดๆปรากฏให้เห็นบนหน้าแม่
"เหรอ ขับรถไปไหวเหรอปล่าว ให้แม่ไปด้วยมั๊ย" แม่ยังคงเป็นห่วง
"อ๋อไม่เป็นไรแม่ หนูดีขึ้นแล้ว" ผมคล้อยหลังกำลังจะไปอาบน้ำ เสียงแม่ไล่หลังมา
"แม่ฝากอ้อยด้วยนะลูก" แม่รู้ ผมว่าแม่คงรู้ แต่แม่ยังคงเป็นแม่ผมเสมอ..................................รักแม่จังเลยโว้ยยยย"

ผมอาบน้ำแต่งตัว มองหน้าตัวเองในกระจก แมร่งตาบวมสาดดด นึกว่าตานกฮูก นี่กรูร้องไห้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ เพราะเมิงคนเดียวไอ่อ้อย เพราะเมิง อย่าให้กรูเจอ กรูเอาเมิงตายแน่....ผมคิดในใจ เพราะครั้งนี้มั่นใจว่าเจอมันแน่ ในใจเริ่มมีความหวังขึ้น
"เอานี่ไปด้วยลูก ผลไม้กับขนม ฝากไปให้พ่อลูกอ้อยด้วย ไปมือเปล่าไป เสียมารยาท"
ผมเดินหิ้วตะกร้าผลไม้และถุงขนมที่แม่เตรียมไว้ให้ ผมออกรถสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าไป อ.เสนาด้วยใจจดจ่อทันที
.....................................................................
"กรูอยากไปเกาะล้านว่ะ เมิงไปเป็นเพื่อนกรูหน่อยสิ" มันเคยขอให้ผมไปเป็นเพื่อน
"เรื่องอะไร เมิงก็ชวนคนอื่นดิ กรูไม่ชอบทะเล แมร่งดำ" ผมปฏิเสธไป
" กรูว่ามันน่าหนุกนะโว้ย ไปอยู่บังกะโลด้วยกัน 2 คน ท่ามกลางแสงดาว โอบล้อมด้วยทะเล" มันทำตาชวนฝัน
"เมิงคิดอะไรของเมิงอีกสาดดด สันดานนะเมิง กรุไปกับเมิงมีหวังตรูดบาน" ผมยังคงไม่ไว้ใจ
.......................................................................
" กรูอยากดูเพื่อนสนิทว่ะ" มันเอ่ยปากชวน
"กรุไม่มีเพื่อนสนิทกรูมีแต่เพื่อน[^_^]" ผมว่า
"เพี๊ยะ" เสียงดังดีจริงๆ ผมหัวทิ่ม
"เมิงตบหัวกรูทำเอี๊ยะอะไรว่ะ"
"อ้าว ทำไม เพื่อน[^_^]เค้าก็ทำกันยังงี้ทั้งนั้นแหละ" แล้วมันก็หัวเราะ เดินหายไป ผมก็ยังคงไม่ไปดูหนังกับมัน
.....................................................................
"เมิงเคยคิดมั๊ยว่า ทำไมเราถึงมาเจอกัน" มันเคยตั้งคำถามถาม ซึ่งตอนนั้นผมไม่เคยสนใจที่จะตอบ และไม่เคยตั้งใจที่จะฟังมันตอบ
"ฮึ" ผมตอบขอไปที ตาและมือยังวุ่นอยู่กับงาน
"กรูอยู่แห่งนึงบนโลก เมิงอยู่อีกแห่งนึงบนโลก แต่เราก็ได้มาเจอกัน เมิงลองดูคนกี่คนที่เมิงเดินสวนกันตามสะพานลอย บนถนน ในตลาด เมิงก็ไม่ได้สนิทกับเค้า แต่กรูกับเมิงก็ได้มาเจอกัน" มันยังคงพล่าม
"กรูคงทำเวรทำกรรมไว้กับเมิงมั้ง ชาตินี้ถึงต้องมาชดใช้" ผมลุกขึ้นเดินจากไป ทิ้งระเบิดไว้ข้างหลัง
....................................................................
ที่ผ่านมาผมไม่เคยพูดดี ทำดี ไม่เคยทำตามใจมันเลย ไม่เคยสนใจที่มันพุด ผมว่าผมไม่เคยทำให้มันมีความสุขเลยด้วยซ้ำ ดีแต่กวนส้นไปวันๆ แต่ต่อไปนี้ผมจะฟังทุกคำที่มันพูด ผมจะไม่กวนส้นมันอีก กำหนดเดินทางผมออกมาแล้วเป็นกลางเดือนตุลา เวลา 1เดือนครึ่งหากผมเจอมัน ผมจะทำดีกับมันให้มากที่สุด...............................................ผมเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้น ใจอยากให้ถึงไวๆ
.....................................................................

ผมขับรถมุ่งตรงไปยัง อ.เสนาทันที ฝนตกปรอยๆไปตลอดทางให้ได้ชุ่มฉ่ำเล่น สองข้างทางรถติดบ้างเป็นระยะเนื่องจากมีการขยายถนน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่ประการใด ผมยังคงจดจ่ออยู่กับการไปให้ถึงในที่ที่มันว่ามันควรจะอยู่
.....................ในที่สุดผมก็มาถึง อ.เสนา คราวนี้ผมทำเวลาได้เร็วกว่าครั้งก่อนเนื่องจาก
1.ผมคุ้นทางมากขึ้น
2.ผมเหยียบเร็วขึ้น
และ 3. ผมคิดถึงมัน
รถมาจอดเทียบทางหน้าบ้าน ฝนตกเปาะแปะ หมาตัวเดิมยังคงเห่าเหมือนเดิม ผมเดินตรงไปหน้าบ้านทันที คราวนี้คนที่ผมเจอเป็นผู้ชายสูงวัย คงจะเป็นพ่อมันมั้ง ไม่บอกก็คงรู้หน้าเหมือนกันยังกะแพะ
"สวัสดีครับ" ผมยกมือไหว้ พ่อยกมือไหว้ตอบ แต่คิ้วขมวดกันเป็นปม
"ผมมาหาอ้อยครับ ไม่ทราบว่า......" ยังไม่ทันจะพูดจบ พ่อมันก็แว๊ดขึ้นทันที
"มันไปทำเรื่องอะไรไว้อีกหล่ะ ไอ่ลูกเวน บราๆๆๆๆ" ผมแมร่งโคตรงง ไอ่อ้อยมันทำอะไรไว้นักหนาว่ะ ทำไมพ่อมันถึงได้.....อืมมม
สักพักนึงน้าผู้หญิงคนเดิมเดินออกมา
"มีอะไรกัน"แกมองหน้าผมท่าทางคงจำได้
"ผมมาหาอ้อยครับ น้า พอดี มันลาหยุด ผมมีธุระกับมันจะเอาเงินที่ยืมมาคืนมัน เพราะอาทิตย์หน้าผมจะไปเมืองนอกแล้ว" .....อืม กรูต้องโกหกก็เพราะเมิงนะไอ่อ้อย...สาด
"อ๋อ" พ่อมันทำท่าฟึดฟัดแล้วเดินหายเข้าบ้านไป
"อ้อยไม่มาที่นี่หรอกลูก" น้าบอก
"ปกติ เค้าก็ไม่มาบ้านอยู่แล้วส่วนใหญ่ถ้าเค้ากลับมาเค้าก้ไปอยู่ที่วัดที่เค้าเคยอยู่".....อืมเข้าทางผมครับนั่นแหละครับที่ผมอยากรู้
"แล้วน้าพอจะรู้มั๊ยครับว่า วัดที่ว่านั่นอยู่ไหน
.......................................................................................................................................

ผมบึ่งรถมุ่งตรงไปยัง อ.บางซ้ายทันที เนื่องด้วย 2อำเภอนี้มีพรมแดนติดกัน บึ่งมาได้ครึ่งกิโลได้มั้ง ตาเหลือบไปเห็นกระเช้าผลไม้กับขนม
"แมร่ง เสือกลืมกรู" ผมบ่นในใจ หงุดหงิด เฮ้อ ไมอุปสรรคมันเยอะจังวะ ผมตัดสินใจเลี้ยวรถกลับไปทางเดิมอีกรอบ จอดรถตรงรอยล้อรถเดิม ไอ้ด่างเกยชัยตัวเดิมเห่าอีกเหมือนเดิม
"แมร่งจะเห่าทำหมาไรวะ กรูเพื่อนเจ้านายเมิง สาดดด" ผมจ้องตามัน เออ แหะ เหมือนมันเข้าใจ หยุดเห่ากรึบ
น้าคนเดิมออกมาอีกครั้ง
"น้าครับ ผมลืมเอาของให้ พอดีแม่ฝากมาให้นะครับ" น้าขอบใจผม แล้วฝากบอกไอ่อ้อยว่า ให้กลับมาบ้านมั่ง น้องบ่นคิดถึงถึง ผมเดาเอาว่าน้องคนละแม่กัน
หนทางที่จะไป อ.บางซ้าย สองข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และคลอง นึกถึงที่มันเคยบอกว่าบ้านมันติดคลองทันที ตอนนั้นในใจบอกตรงๆนะครับว่าเหมือนรู้ว่ามันรออยู่ที่นั่น ผมอุ่นใจขึ้นมาเมื่อคิดถึงมัน แต่ในใจผมก็กลัว กลัวว่ามันจะไม่ยอมเจอผม
ผมถามทางคนที่นั่นมาตลอด หลงบ้าง งงบ้าง ยังคิดเลยว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่วะเนี๊ยะ
ในที่สุดผมก็หาทางเข้าวัดที่มันอยู่เจอ อืมม ผมตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกตอนนั้น.........

รถผมค่อยๆเลี้ยวเข้าไปจอดหน้ากุฏิหลังนึง ตอนนั้นประมาณบ่ายกว่าๆ ผมเดินดุ่ยๆเข้าไป เห็นพระรูปนึง ตกใจอ่ะ หน้าเหมือนไอ่อ้อยโคตร ผมหยุดกึกเลยครับ จ้องไปใหม่ อ่าววไม่ใช่นี่หว่า เวน นึกว่าเสียใจถึงขั้นหนีบวช


ผมยกมือไหว้พระรูปนั้นก่อนถามว่า อ้อยอยู่รึปล่าว
"อาตมาไม่รู้จักหรอกโยม" ผมเข่าแทบทรุด ถ้ามันไม่อยู่ที่นี่ผมก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแล้วหล่ะ คงต้องปล่อยมันไปตามยถากรรม
"ลองไปถามเจ้าอาวาสที่กุฎิโน่นสิ โยม" ผมไหว้ลา ก่อนเดินข้ามไปอีกกุฎิ
..............เจ้าอาวาสบอกผมว่า
"อ๋อ เพื่อนอ้อยเหรอ อ้อยนั่งอยู่ตรงศาลาริมน้ำทางโน้นน่ะโยม ให้ไอ่กล้วยพาไปมั๊ย หมามันดุ" ไอ่กล้วยคือเด็กวัดตัวเล็กๆที่ท่าทางเอาเรื่อง ในใจผมคิดว่าถ้าเอาไอ่กล้วยไปมีหวังเละแน่
"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเดินไปเองครับ ไปทางนี้ใช่มั๊ยครับ" เจ้าอาวาสชี้ย้ำอีกที นี่แหละน๊าที่เค้าว่า พระเป็นผู้ชี้ทางสว่าง
.........................................................................

ผมเดินออกมา โดยมีไอ่กล้วยเดินตามหลัง ผมหันไปมอง ไอ่เด็กนี่มันจะมาเดินตามทำหล๋อยอะไรวะ ผมกลัวมันจะมาขัดอ่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก คือผมอยากคุยกับมัน 2คนให้รู้เรื่อง ผมมองหน้ามันงงๆ มันทำหน้าผีใส่
"เอ้ย ไอ่กล้วย เมิงชื่อกล้วยใช่ป่ะ" ผมนั่งยองๆถามมัน
"อืมม" ท่าทางยังไม่เข้าโรงเรียน เพราะยังพูดครับไม่เป็น
"เอ้ย ไม่ต้องมาตามพี่นะ ไปเล่นไกลๆเลย ตรงนู้นนนนนน" ผมชี้ให้มันลงหายไปในคลอง มันมองหน้าผมเหมือนไม่เคยเห็นคนกรุงเทพ แต่ก็ไร้ประโยชน์ สุดท้าย ผมควักแบงค์ 20ให้มัน
"อ้าว เอานี่ไปซื้อหนมกิน แล้วไปเล่นไกลๆเลยนะ ยิ่งไกลยิ่งดี" ผมบอก
มันรับเงินแล้วดีใจใหญ่ วิ่งไปร้านหนมหน้าวัดโดยที่ไม่ต้องไล่ อืมมม พูดครับยังไม่เป็น แต่รู้จักใช้เงิน เด็กสมัยนี้นี่มัน................
หลังจากที่กำจัดมารหัวขนไปแล้ว ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าบ่าวยังไงไม่รู้ กว่าจะเจอเจ้าสาว ผ่านประตูเงิน-ทอง หลายด่านเหลือเกิน
ในที่สุดผมก็เจอศาลาริมน้ำที่ว่า ร่มรื่นดีจัง ฝนก็ตกเปาะแปะทั้งวัน ผมเห็นหลังมันแล้ว เฮ้อออ ในที่สุด.....ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่

มันนั่งอ่านหนังสืออะไรสักอย่าง ใส่เสื้อสีขาว กางเกงเลก็สีขาว ผมใจหายวาบ เกิดอะไรขึ้นกับมันว่ะ ผมกะลังจะก้าวเท้าไปหามัน และอยากจะกอดมันจากข้างหลังเหมือน คห ข้างบนว่าเหมือนกันนั่นแหละ แต่นี่มันชีวิตจริงอ่ะดิ ไม่มีอะไรจะเป็นไปอย่างที่เราอยากให้ไปหรอกครับ
"โฮ่งๆๆๆๆๆ แฮๆๆๆๆๆๆๆ...โฮ่งๆๆ" หมา ดำ 2ตัวแมร่งทั้งเห่าทั้งแฮ่ น้ำลายย้อย พลั๊กๆ ผมชักขากลับแทบไม่ทัน อะไรจะหวงเพื่อนมันขนาดนั้น มันหันหลังมามอง คงตกใจแหละ ว่าผมมาได้ไง
"เฮ้ย สาดดด เมิงบอกให้เพื่อนเมิงหยุดเห่าก่อนได้มั๊ยวะ มองเอี๊ยอยู่ได้" ขอโทษนะครับที่มันไม่โรแมนเหมือนอย่างที่อยากให้เป็น
"อ้าว บ๊อบบี้ จูดี้(อืม หน้าตาวัดๆแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะชื่อนี้) ไม่เห่าลูก ไม่เห่า จุ๊ๆ พวกเดียวกันลูก" อืมมมพูดกับหมาเพราะกว่าพูดกับกรูอีกสาดด ......เจ้ย แมร่งกรูอุตส่าห์ถ่อมาหาถึงที่นี่หาว่ากรูเป็นพวกเดียวกับหมาอีก.......คิดถูกรึป่าวที่มาเนี๊ยะกรู

สิ้นเสียงมันปรามเพื่อนมัน หมาสองตัวหมอบคาทีนมันราบคาบ อืม ท่าทางจะพูดกับหมารู้เรื่องกว่าพูดกับคน
ผมเดินตรงเขาไปหามัน ใจเต้นตั๊กๆ ถ้าไม่ใช่มาโพสในนี้ก็คงไม่กดดันอย่างงี้ แต่นี้ มันรู้สึกเหมือนมีดวงตานับร้อยคู่จ้องมองอ่ะดิ เลยเกร็งๆ ถ้าปกตินะผมคงเดินไปตบหัวทิ่มไปนานแล้ว"อำนาจอันยิ่งใหญ่ ย่อมมาพร้อมภาระอันใหญ่ยิ่ง(พูดถูกป่าววะ)
เก้าอี้ไม้ วางอยู่รอบโต๊ะ 4 ตัว ผมนั่งตัวริมขอบศาลา
"เป็นไงมั่ง"นี่คือคำแรกที่ผมทักทายอย่างเป็นทางการ
"ก็ดี" มันตอบ ก้มหน้า
"จริงเหอ" บอกไม่ถูกครับตอนนั้นมันเกร็งๆ กั๊กๆยังไงไม่รู้ไม่กล้าพูดเหมือนก่อน
"จริงดิ แล้วเมิงคิดว่ากรูจะเป็นอะไร"
อืมนั่นอ่ะดิ แล้วผมคิดว่ามันจะเป็นยังไง














....................................................................

ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งได้ยินแต่เสียงฝนกระทบหลังคากระเบื้อง
"เมิงชื่ออ้อยแล้วรู้ป่าว กรูว่าน่ารักดีนะ" ผมทำลายความเงียบ
"อืม กรูอ่านแล้ว นึกขึ้นได้ว่าพูด ขำดีว่ะ ห้องอ้อยรกจะตาย 555" อืม มันหัวเราะเป็นครั้งแรก
"แล้วเมิงชอบป่าว เคาเรียกเมิงกันทั้งพันทิพย์" ผมถาม
"เหอะ ชื่อผู้หญิง แต่ถ้าเค้าเรียกไปแล้วก็ปล่อยเค้าเหอะ" มันเปิดหนังสือหน้าต่อไป โดยไม่เงยหน้า
"แล้วเมิงอะชื่อไร" มันถาม
"เค้าเรียกกรูเป็ด" ผมบอก
"กรูว่าเหมาะกับเมิงว่ะ เป็ด ......เพราะเมิงเดินตูดบิดเหมือนเป็ด"
"ไอ่สาดดดด" ผมและมันหัวเราะพร้อมกัน

"เมิงทำไมไม่โกนหนวด" มันถามผม เพราะปกติ ผมจะไม่ยอมปล่อยให้หนวดโผล่มาชื่นชมโลกภายนอกแม้แต่เส้นเดียว
"ไม่มีเวลา มัวแต่ตามหาคน" ผมบอก ตอนนั้นกล้าพูดแล้วนา





.....................................................................
มันเงียบอีก...................ผมยังคงไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ไม่รู้จะบอกยังไง ไม่รู้จะพูดยังไง ผมก้มหน้าเอาคางเกยขอบศาลามองฝนที่ตกลงในสระ เป็นวงๆๆๆ มองแล้วมึนหัว แต่ก็เพลินดี ผมยังคงมองไปเรื่อยๆ ที่นี่สงบดีจัง ผมหายใจได้เต็มปอด ไม่แสบจมูก และที่สำคัญรู้สึกเย็น
..........สายตาผมจับอยู่ที่เม็ดฝนเม็ดแล้วเม็ดเล่า ผมกำลังจะเข้าถึงสมาธิชั้นสูงแล้วนะเนี๊ยะถ้าไม่............................
"โครม โอย" ผมหันขวับไปมองตามเสียง อ้าวเอ้ยไอ่อ้อยหายไปไหน
"อ้าๆๆๆ สาด ไปทำเอี๊ยอะไรตรงนั้น" ผมหัวเราะก๊าก
"กรูตกเก้าอี้ แหะๆ" มันหัวเราะเก้อๆ
"สมแมร่ง เก้าอี้สี่ขาเจือกนั่งสองขา"
"กรูก็แค่...............................เอ่อ ....อยากเห็นหน้าเมิงชัดๆ" กึ๋ยT-T

วันนี้ผมขอค้างไว้แค่นี้ก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะมาเล่าให้ฟังทั้งหมดที่ค้างไว้นะครับ ขอไปคุยเรื่องไอ่อ้อยกับแม่ก่อน แม่กลับมาแล้ว พรุ่งนี้ผมสัญญาว่าจะเล่าให้ฟังทั้งวันเลยครับหลังจากพรุ่งนี้แล้วก็จะหายไปอีก 3-4 วัน (ฟามลับ คริๆ) แล้วจะมาเล่าตอนจบให้ฟังครับ ตอนนี้ขอไปทำใจก่อนนะครับ


บอกตรงๆว่าตอนนั้นผมรู้สึก อืม นี่แหละ สิ่งที่ผมตามหามาตลอดเกือบอาทิตย์ ตอนที่มันไม่อยู่ ผมห่วง ผมคิดถึงมันนะ แล้ว ณ ตอนนั้นพอได้อยู่ด้วยกันเหมือนที่เราทำทั้งหมด ไม่ว่าจะ ร้องไห้ โพสกระทู้บรรยายซะเหมือนคนบ้า(บ้าสำนวน) ตีอกชกหัวตัวเอง ขับรถมาถึงยุดยาทั้งที่ไม่ได้นอน ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวนจนแม่เป็นห่วง พอมาถึงตอนนี้ ตอนที่มันอยู่ใกล้ๆ เอ้ยย มันหายไปหมดเลย ความสนิทกลับมาเหมือนเดิม นี่แหละน้าที่เค้าบอกว่า 3วันจากนารีเป็นอื่น แต่กับเพื่อนไม่ว่าจะนานแค่ไหน เราก็ยังเหมือนเดิม
"แล้วจะมองหน้าทำกรูเอี๊ยอะไร ทำยังกะไม่เคยเห็น"
"ใช่ดิ ต่อไปกรูก็ไม่ได้เห็นหน้าเมิงอีกแล้ว" เมิงอย่าเพิ่งเศร้าตอนนี้ดิ สาด กรูขี้เกียจร้องแล้ว ผมคิดในใจ
"อ่ะ งั้นเมิงแหกตาดูซะให้เต็มตา" ผมขยับเก้ามาติดมัน เอาหน้าไปติดหน้ามัน
มันก็ถลึงตามอง ผมก็มอง สิ่งนึงที่เห็นชัดคือตามันบวม มันมองอยู่นาน ผมก็มองมันนานมองไปมองมาจนเริ่มเลี่ยน ผมก็เลย
"วู่" เป่าลมเข้าตามัน คริๆ
"โอ้ยย แมร่งสาด" ป๊าบเข้าให้ ผมโดนไป 1ดอก
"ไมตาเมิงบวมร้องไห้เพราะคิดถึงกรูเหรอ 555 กิ๊วๆ" ผมล้อมัน แก้เก้อ
"สาดดด เมิงเอากระจกมาดูตาแมร่งตัวเองก่อน บวมกว่ากรูอีก 555 คิดถึงกรูเหมือนกันอะดี๊" มันเอาคืน
ผมพยายามทำให้บรรยากาศมันดีขึ้น เพื่อที่ว่าจะได้ขอโทษมันเป็นกิจลักษณะซะที
........................................................................

เอ่อ ผมทำให้ทุกคนเข้าใจอะไรผิดไปรึป่าวครับ คือไอ่อ้อยมันไม่ได้น่าตาดีขนาดนั้น ตามันแค่โปนๆเหมือนอ๊อฟ ส่วนผมก็นะ ช่างห่างไกลกับคนนั้น(ใครฟ่ะ ไม่ค่อยรู้จักลาลา) ราวฟ้ากับแกนแม่เหล็กกลางโลกเลย
...........................................................................
"ถามจริงเมิงร้องไห้เยอะเหรอ" มันถามผม
"นิดหน่อย กรูก็แกล้งร้องไปงั้นแหละ พอรู้ว่าจะมาหาเมิง เดี๋ยวเมิงจะหาว่ากรูใจไม้ใส้ระกำ" แหะๆ ชายชาติทหารอย่างเราจะบอกให้มันรู้ได้ไงว่า แงๆ กรูร้องทั้งคืนเพราะเมิงสาดดดดดด
"อ๋อเหรอ ร้องแป๊บเดียว เมิงก็คงไม่สนใจกรูตามเคยแหละว่ะ กรูแมร่งร้องทั้งคืน ยิ่งฝนตกๆกรุยิ่งร้อง

...........กรูกลัวผีอ่ะ เลยร้อง" ผมว่ามันก็กลบเกลื่อนเหมือนกันแหละ แมร่งไม่เนียนเลยอ่สาดดดด
"แล้วไหงกรูโทรไปไม่รับ โทรเป็นล้านๆรอบ sms ก็แล้ว" ผมต่อว่ามันเล็กน้อย
"ก็กรูทำมันเปียกน้ำ ตอนนี้อยู่ศูนย์" โธ่เอ้ยยแมร่งเราก็นึกว่า hurt หนักถึงขั้นเฟี้ยงโทรศัพท์ทิ้ง
"เมิงรู้ป่าวว่า พอกรูลาออกกรู ร้องไห้ด้วย หน้าล๊อกเกอร์เมิง กรูเห็นล๊อกเกอร์เมิงแล้วใจก็หาย กรูรู้ว่ากรูจะไม่ได้เห็นเจ้าของมันอีกแล้ว กรูเลยร้อง.....แต่ร้องไม่เยอะนะเว้ย นิดเดียว แค่ปริ่มๆ แบบนี้อ่ะ" มันทำตาปริบๆ
อืม ไม่ยักกะรู้แฮะว่ารู้สึกเหมือนกัน
"กรูลาออกเสร็จโดนพี่เต้ยด่าพอหอมปากหอมคอ กรูเลยเดินกลับหอตอนฝนตก" โหเห็นภาพเลยกรู ทำอย่างกะเล่นMVเพลงเจมส์ (โทดทีรู้จักวัยรุ่นสุดแค่เจมส์อ่ะ)
"เดินกลับหอเมิงเนี๊ยนะ หอเมิงที่......เนี๊ยะนะ โหแมร่ง โคตรอึดว่ะ" ผมยังคงปากหนัก ไม่ได้ขอโทษซะที
"เออ กรูมันควายไง ถ้าเมิงไม่มาไถ่ชีวิตกรู กรูคงโดนโต๊ะบอลเชือดกรูไปนานแล้ว" แสดงว่ามันเลือกโดนเด็ดขาด
"แล้วไม่ก่อนทำมิวสิค ไม่คิดจะหาถุงก๊อบแก๊บห่อโทรศัพท์ให้เรียบร้อยวะ เจ๋งเลยแมร่ง มิน่ากรูโทรนิ้วหงิกแมร่งไม่ยอมติด เป็นห่วงนะเว้ย" หลุดปากไปแล่วววว
"อะไรนะ ๆ เมื่อกี้ว่าไงนะ"..........................



ไอ่อ้ยลากเก้าอี้มาชิดเก้าอี้ผม
"เมื่อกี้ว่ายังไงนะ " ผมว่ามันได้ยินแหละว่าผมบอกว่าผมเป็นห่วงมันน่ะ แต่มันเลววววไง
"ปล่าววเมื่อกี้กรู ตด.." ผมตอบแก้เก้อ
"อ๋อ กรูเพิ่งรู้นะว่าเมิงตดทางปาก มิน่าปากเหม็นเพิ่งเข้าส้วมมาดิ" ไม่น่าเล่นมุขนี้ไปเลยแมร่งงงกรู มุขโสโครกจริงๆไอ่อ้อย
"สาดดด เมิงนี่" ผมลุกขึ้นไปนั่งอีกตัวเพราะว่า มันใกล้เกินไปแล้ว
"เมิงนั่งไกลๆทีนกรูหน่อยดีกว่ากรูว่า กรูกลัวเมิงจะล้มไปทั้งเก้าอี้อีก" ผมขู่ฟ่อๆ
"แล้วทำไมเมิงลาออกไม่บอกกรูสักคำ สาดด เมิงคิดว่ากรูจะรู้สึกยังไง" ผมพยายามพามันเข้าเรื่อง
"กรูไม่อยากให้เมิงต้องมาห่วง กรูคิดไปเองนะว่าเมิงห่วง คิดเผื่อไปงั้นๆแหละ(เมิงไม่ต้องคิดเผื่อกรูเลยไอ่อ้อย เมิงทำกรูห่วงจริงๆ) ถ้าบอกเมิง ก็เหมือนกับไปถ่วงความเจริญ กรูไม่อยากทำให้เมิงไม่สบายใจ และที่สำคัญก็อย่างที่กรูเขียนในจดหมายนั่นแหละ กรูทำใจไม่ได้ที่จะอยู่โดยไม่มีเมิง" เออ กินใจอย่างแรงทำยังกับกรูไปตาย
ตอนนั้นผมไม่เข้าใจหรอกครับว่าทำไมกะอีแค่ผมไปทำงานเมืงนอก เดือน 2เดือนก็กลับบ้านที มันถึงขั้นต้องทำให้มันหนีเข้าวัด ยังกับตัวเองไม่เหลืออะไร แต่มาถึงตอนนี้ผมเข้าใจมันแล้วหล่ะ

จะบ่าย 4โมงแล้ว ฟ้าก็ยังคลึ้มๆ ยังสงสัย...................ทำไมเวลามีความสุข เวลามันเหมือนรีบเดิน(หรือวิ่ง) เร็วอย่างงี้ จะรีบไปไหนก็ไม่รู้ ทีตอนที่กรูแมร่งนอนร้องไห้ มีความทุกข์ มันเดินช้ายังกับหอยทาก อืมม เป็นเอามากว่ะกรู
"แล้วห้องอ้อยหล่ะ ตอนนี้เป็นไง" ผมถามเพราะยังสงสัยว่ามันขนของยังไง
"ไม่รู้ กรูขนของออกหมดแล้ว ของกรูใส่ลัง3-4ใบก็หมด ตอนนี้กองอยู่ในกุฎิหลวงพ่อ" มันบอก
"กรูถามเมิงจริงๆ เมิงไม่คิดจะโทรหากรูเลยเหรอ" ผมยังคงอยากรู้
"คิดสิ คิดแล้วคิดอีก คนอย่างเมิงไม่เข้าใจหรอก"
"ไอ่สาดดด" ผมสำรอกใส่มันไป ทำไมมันถึงคิดว่าผมจะไม่เข้าใจมัน ทำไม ผมไม่เข้าใจ

จูดีกับบ๊อบบี้ยังคงนอนเอ้งเม้ง เกิดเป็นหมานี่ก็ดีเหมือนกันนะกินนอน กินนอน
"เรื่องวันนั้นน่ะ กรูขอโทษอีกครั้งนะ กรูรู้ว่ากรู..."ยังไม่ทันจะพูดจบ
"เรื่องอะไร" มันแทรกโผล่งขึ้นมา ป๊าบที่หัวไปนึงที
"สาดด เมิงก็ฟังกรูพูดก่อนสิ แมร่งกรูกะลังจะซึ้งๆ เลวๆจริงๆเมิง"
"อ้าวจะซึ้งเหรอ แป๊บๆ" มันหันหลังให้ผม เอามือล้วงคอ
"เหอ่ะ ๆ เออออ" มันทำท่าจะอ๊วก หันกลับมาอีกทีน้ำตาคลอเบ้า ตาแดงงง กรูอยากจะบ้าตายกับเมิง ไอ่อ้อย ปัญญาอ่อน
"เออ ขอบใจ เมิงบิ้วอารมณ์กรูได้ปรี๊ดจริงว่ะ" (โทดทีที่พิมพ์ช้านะครับ พอดีกินข้าวไปด้วย แม่ทำแกงส้มชะอมไข่ แล้วก็ปลาทอดกระเทียมแล้วก็ มะม่วงน้ำปลา มันอร่อย เลยห่วงกินมากกว่า อิๆ)
"เมิงเอาจริงๆดิ กรูซีเรียสนะเว้ย" ผมขยับเก้าอี้มาใกล้ ไม่เข้าใจทำไมต้องขยับเข้าขยับออก
"อ่ะ ว่ามา" มันก็ขยับเข้ามา
"ขยับออกไปอีก ใกล้ไปแล้วเมิง"
"อะไรของเมิงว่ะ แมร่ง อ้าวว ว่ามา" มันขยับเก้าอี้ออกไป
"กรูมีเรื่องจะขอโทษเมิงมากมาย เอาเรื่องวันนั้นก่อนเรื่องที่กรูพาเมิงไปกับพี่โบ้น่ะ" ผมจ้องตาผมปริบๆ

"เอ่อ กรูไม่ได้ตั้งใจที่จะจับคู่เมิงกับพี่โบ้เลยนะเว้ย กรู..."
"แมร่งสาดดด นี่เมิงริจะเป็นพ่อสื่อเหรอว่ะ" มันแทรก
"กรูอยากให้เมิงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนไง" ผมชี้แจง
"แล้วเมิงก็จะทิ้งกรูไปได้อย่างสบายใจงั้นดิ" อืมมม แทงใจดำกรูเลยเมิงเอ้ยยยยย
"เอาเป็นว่ากรูขอโทษแล้วกัน" ผมตัดบท
"ถ้ากรูได้กับกะเทยโบ้จริงๆ เมิงคงดีใจสินะ" งอนทำอ่าอะไร กรูขอโทษแล้ว
ผมเงียบทำปากแบะ สำนึกผิดเล็กน้อย แต่ในใจก็คิดจะบอกว่า
"ถ้าเมิงได้กับพี่โบ้จริงๆแล้วเมิงทิ้งกรูนะ กรุนี่แหละจะทำให้เมิงเลิกกันเอง ว้าฮ่าๆๆๆ" คิดในใจแต่ไม่กล้าพูด คริๆ
มันเห็นผมเงียบคงคิดว่าผมสำนึกผิดมั้ง ที่จริงแล้วป่าว แหะๆ
"กรูไม่โกรธเมิงหรอก เมิงเห็นกรูเคยโกรธเมิงเหรอ" มันว่า
"เคย บ่อยด้วย เมิงตบหัวกรูทิ่ม เมิงปล้ำกรู เมิงไล่ถีบกรู อะไรอีกวะ เยอะแยะ" ผมก็ว่าไปงั้นแหละ จริงๆแล้ว ต่อให้ผมทำเลวแค่ไหน ด่ามันแรงแค่ไหนก็ไม่เคยเห็นมันโกรธ มีแต่งอน เอาไม้ไปเขี่ยๆนิดหน่อยก็หายงอนแล้วไอ่อ้อยน่ะ
"บร้าดิ นั่นมันกรูล้อเล่น แบบเอ็นดูโว้ย"
"เออๆ เมิงไม่โกรธกรูก็ดีแล้ว แล้วทำไมคืนนั้นเมิงต้องร้องด้วยว่ะ"
เอาอีกแล้วผม แกว่งเท้าให้น้ำเน่าฟุ้งอีกแล้ว

พอได้พูดคำว่าขอโทษออกจากใจไปมันก็โล่งๆ ถึงแม้จะพูดคำนี้พร่ำเพรื่อไปหน่อย แต่ครั้งนี้ออกมาจากใจที่สุดแล้ว
" แล้วทำไมคืนนั้นเมิงต้องไห้มากมายขนาดนั้นด้วยว่ะ เมิงรู้ป่าวว่าทำกรูตกใจ" ผมจ้องหน้ามัน
"โทดทีแล้วกันที่น้ำตาลูกผู้ชายอย่างกรู จะทำให้เมิงตกใจ" มันเบือนหน้ามองน้ำในสระ (มันมีอะไรในสระก็ไม่รู้)
"เมิงจะประชดกันทำเอี๊ยอะไรว่ะ กรูว่าหาเมิงที่นี่ก็เพราะกรูอยากมาคุยกับเมิง" สุดทนจริงๆ
"ก็กรูอยากร้องอ่ะ มีปัญหาอะไรรึปล่าว" มันทำหน้ากวนส้น
"ไอ่อ้อย ฟังกรูนะ เมิงก็รู้แล้วว่ากรูมีเวลาอยู่ที่นี่แค่ เดือนกว่าๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลือ กรูอยากจะจำแต่สิ่งที่ดีๆกับเมิงเอาไว้ กรูอยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเมิงโอเคป่าว" ผมพูดเป็นเรื่องเป็นราวที่สุดตั้งแต่คุยมา
มันก้มหน้าลูบหัวจูดี้หรือบ๊อบบี้เพื่อนอยากของของมันสักตัวนึง(จำไม่ได้) ดูมันเศร้าลงไปอีกแล้ว..........

เรื่องราวข่างล่างนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงร้องไห้ และพูดว่า "เมิงทิ้งกรูเหมือนที่พ่อกรูทิ้งกรูที่วัด"
..........................................................................
"ตอนนั้นกรูยังเด็ก ป.3ได้มั้ง แม่กรูเป็นโรคอะไรสักอย่าง คือขาข้างขวาแกจะขยับไม่ได้ เวลาแกจะเดิน ถ้าไม่มีใครยกขาขวาแก แกจะเดินไม่ได้ ขาแกก็จะกระตุกพยายามยกอยู่อย่างนั้น กรูต้องคอยวิ่งมายกขาแม่เวลาแม่เรียก แม่ถึงจะเดินได้ มีวันนึงเว้ย แม่กรูเอากล้วยไปขายที่ตลาดตอนกรูไปโรงเรียน ให้ใครยกขาให้ก็ไม่รู้ พอขากลับมา ไม่มีใครยกขาแก แกก็กระตุกขา จนในที่สุดล้มหน้าขะมำ ของในหาบหล่นกระจัดกระจาย ดีที่มีคนเห็นไม่งั้นแม่กรูก็คงนอนอยู่อย่างนั้น
มีอยู่วันนึงกรูกลับมาจากโรงเรียน แม่ขอให้กรูถูหลังให้ เพราะแกถูไม่ถึง กรูก็ถูหลังให้แก กรูจำได้แกถามกรูว่า
" จบโรงเรียนที่นี่แล้ว เอ็งจะไปเรียนที่ไหน" แม่กรูถาม
กรูบอกว่าไม่เรียนแล้ว เพราะไม่มีใครอยู่ดูแถ้ไปเรียนที่ ต่างอำเภอ
แม่กรูบอกว่า " ไม่ได้ต้องเรียนนะ เรียนให้เก่งๆ สูงๆ จะได้ทำงานดีๆ"
กรูก็เลยบอกแม่ว่าถ้ากรูได้งานดีๆกรูจะพาแม่ไปกรุงเทพ ไปรักษา เพราะตอนนั้นกรูไม่รู้ว่าแม่เป็นอะไร ต้องคอยนวดให้ทุกคืน
...........................................................................
"แล้วพ่อเมิงหล่ะ" ผมแทรกถามด้วยความอยากดรู้
"พ่อกรูทำงานอยู่ อ.เสนา นานๆจะกลับมาที่บ้านสักที" อืมวันลีตั้งแต่เด็ก ผมคิดในใจ
"พอถูหลังเสร็จแกก็ ลุกขึ้นยืนบอกจะไปอาบน้ำ ให้ยกขาให้หน่อย กรูก็ยกให้ แล้วกรูก็นั่งล่นอยู่สักพักจนได้ยินเสียง
"โครม เพล้ง อ้อย.............ช่วยแม่ทีลูก".....T-T

"กรูวิ่งตาลีตาเหลือกเข้าไปในครัว มองหาแม่ กรูเห็นแม่นอนก้มหน้าอยู่ข้างม้าหินอ่อนที่เอาไว้กินข้าวสองคน กรูวิ่งไปพริกตัวแม่
"แม่เป็นอะไรๆ" กรูเขย่าตัวแม่อ่ะ แม่กรูนอนอ้าปากค้าง พูดไม่ได้ด้วย แต่มือแกปัดป่ายสะเปะสะปะ กรูลากแม่มาข้างนอก แต่ลากไม่ไหว ตอนนั้นกรูวิ่งเข้าวิ่งออกหน้าบ้านกับในครัว ร้องให้คนช่วย "ช่วยด้วยๆ" เพราะกรูทำอะไรแมร่งไม่ถูก ตอนนั้นร้องไห้เหมือนคนเป็นบ้า กรูกลัวแม่ตาย ตอนเด็กๆก่อนนอนกรูร้องให้ทั้งคืน แม่ถามกรูว่าเป็นอะไรกรูบอกกลัวแม่ตาย เพราะดูในละครเห็นคนตายเลยไม่อยากให้แม่ตาย แม่ก็ก็ปลอบใหญ่ สุดท้ายกรูปลอบตัวเองว่าไงรู้ป่าว กรูบอกว่า
"กินข้าว กินยา ดูการ์ตูนแม่ก็หายแล้วใช่มั๊ย" เฮ้อออ เด็กๆไง
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ว่ะ กรูตัดสินใจวิ่งไปบ้านลุงข้างๆเกือบ 500 เมตร ตอนนั้นกรูไม่รู้ว่าแม่เป็นอะไร กรูบอกเค้าว่าแม่เป็นลม ลุงเค้าก็เลยไม่รีบมา กรูต้องคอยลาก มาถึงบ้านลุงก็เดินไปหาแม่ แล้วลุงก็ตกใจ
"แม่เมิงตายแล้วไอ่อ้อยเอ้ย" กรูดิ้นพราดเลยเมิง เหมือนโดนน้ำร้อนลวก กรูบอกกรูจะเอาแม่ กรูจะเอาแม่...
เฮ้ออ ผมพิมพ์ไปก็นะ น้ำตาคลอ สงสารมัน ตอนพ่อผมเสียผมยังเด็กเลยไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มัน มันคงเจ็บปวดน่าดู
......................................................................
"ศพแม่กรูตั้งอยู่ในบ้าน กรูก็นั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น แม่กรูจากกรูไปไม่ลาสักคำ(เข้าใจที่มันบอกว่า มันไม่รู้ว่าถ้าผมไปมันจะเป็นยังไง เพราะตอนแม่มันไปแม่มันก็ไม่ลามันเหมือนกันทันที) พ่อกรูมาถึงก็เตะกรูกลิ้งไปติดผนังเลย เมิงเอ้ยจุกโคตร แต่กรูชาว่ะ กรูไม่รู้สึกนะตอนนั้น วิ่งไปกอดพ่อ แต่พ่อไม่ให้กอด กรูนึกแล้วแมร่งสมเพชตัวเอง" ผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจ พยายามจดจำทุกรายละเอียดที่มันพูด
................................................................

"เมิงร้องไห้ทำไม" มันเอามือมาปัดที่บ่าผม
"ถ้าเมิงร้อง กรูไม่เล่าแล้วนะ เมิงร้องเดี๋ยวแมร่งกรูก็ร้องอีก เมิงต้องเข้มแข็งสิ ลูกผู้ชาย เมิงดูกรูนี่" มันยืดอกแห้งๆท่าทางภูมิใจ
"กรูยังรอดมาเลย" เออ เมิงเก่ง นับถือ ถ้ากรูเจอแบบเมิงบ้างกรูจะยังคงมีชีวิตมายืนต่อล้อต่อเถียงกับเมิงได้เหมือนที่เมิงเป็นอยู่มั๊ยก็ไม่รุ
"หนาย กรูร้องที่ไหน บร้า" ผมทำเอามือขยี้ตา
"กรุแสบตาเว้ย จ้องเมิงตาเขม็งเลยปวดลูกตา" ข้อแก้ตัวพอกล้อมแกล้ม ตอนแรกจะบอกผงเข้าตา ก็คิดว่ามันคงไม่เชื่อ เพราะว่าไอ่นี่มันดูละครน้ำเน่าบ่อย "เอ้ยเมื่อคืนเมิงดู.......(จำชื่อเรื่องไม่ได้ที่ กบเล่นกับพระเอกใหม่ฝรั่งๆ พระจันทร์อะไรสักอย่าง) รึปล่าวว่ะ" มันจะชอบมาถามบ่อย อ่ะเข้าเรื่อง
"แล้วไงต่ออ่ะ" ผมยังคงสงสัยต่อไป
"แล้วไง กรูก็ไม่มีแม่อะดิถามได้ กำพร้าน่ะ เมิงรู้จักมั๊ยกำพร้า"มันย้ำ
"กรูรู้ดิสาด ก็ที่กรูเป็นอยู่นี่เมิงเรียกว่าอะไร" ผมสวน
"เอ่อ กรูขอโทษ....................................
พ่อกรูหาว่ากรูน่ะ ทำให้แม่ตาย ไม่ดูแม่ดีๆ กรูก็ว่าอย่างนั้นแหละว่ะ ถ้าวันนั้นกรูไม่ถูหลังให้แม่ ไม่ยกขาให้แม่ไปอาบน้ำ ไม่รอให้คนมาช่วย มีสติมากกว่านี้ แม่กรูคงไม่ตาย กรูร้องไห้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันเผา ยิ่งวันเผานะ(เรื่องที่จะได้ฟังต่อไปนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เด็กและสตรมีครรภ์ไม่ควรอ่าน และสุดท้าย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)
มีป้าแถวบ้านเป็นลมตอนเค้ายิงปืนขึ้นฟ้า แกคงตกใจ แกหมดสติไปเลย คนก้เลยไปหามแก 2คนหามไม่ไหวอ่ะเมิง ต้อง 4คน หนักมากทั้งที่แกตัวเล็กนิดเดียว มีคนบอกว่าเหมือนหามคนมา 2 คน ป้าแกถูกหามมาไว้ที่ศาลาที่วัด แต่ก่อนจะเข้าวัดแกก็ฟื้น คนจะเอาแกเข้าวัดแกบอก แกไม่เข้า แกเข้าไม่ได้ แกจะกลับบ้าน แกจะไปหาลูก" ขนลุกเลยกรู เศร้าอยู่ดีๆไงมาออกเรื่องนี้ซะงั้น

"สรุปว่าแกโดนแม่กรูเข้า ตอนที่เค้าเผา เค้าไม่ให้เด็กไปเผา กรูเลยต้องนอนร้องอยู่บ้าน คนก็หามป้ากลับบ้านแก แกบอกไม่ใช่ นี่ไม่ใช่บ้านแก แล้วแกก็วิ่งมาที่บ้านกรู มานอนที่แคร่หน้าบ้าน คนก็มามุงกันเต็ม พ่อกรูมาทีหลัง เออมีคนลองดีด้วย เป็นน้องชายพ่อ แกไม่ค่อยถูกกับแม่กรู แกขอหวย แกบอกว่า ถ้าผีเข้าจริงๆขอเลขเด็ดๆสัก 3ตัว แม่กรูเลยด่าให้ หงอยไปเลย
พ่อกรูแกแวะไปหาหมอผีมาด้วย
"เมิงไม่ต้องเอาหมอมาไล่กรูหรอก ไอ่...(ชื่อพ่อมัน) กรุไม่ไปไหน กรุจะอยู่กับลูกกรู" แม่กรูว่า ตอนนั้นกรูร้องไห้หนักกว่าเก่าอีก แล้วแกก็เรียกหากรู ตอนนั้นกรูก็กล้าๆกลัวๆ แต่ก็เข้าไป
"อ้อยย แม่หิวข้าวลูก หิวน้ำด้วย ไม่มีใครเอาข้าวเอาน้ำให้แม่เลย" แม่ขอกรู มารู้ตอนหลังตอนที่ป้าฟื้น ป้าบอกว่าป้าลืม ตอนแรกๆก็เอาข้าวเอาน้ำไปให้ แลเวก็เคาะที่โลงบอกให้แม่กินข้าว แต่2-3หลังยุ่งเลยไม่ได้เชิญ"
"โอยยยยยยยย ไอ่อ้อย กรูกลัว นี่มันก็ในวัดนะเว้ย"
"กลัวงั้นกรุไม่เล่าแล้ว สาด อยู่กับกรูกลัวอะไร" โห แมนมั๊กๆ รักมึกก็ตอนนี้แหละ ผมขยับเก้าอี้ไปติดมัน เรียกได้ว่าแทบจะขี่คอมันทีเดียว เพราะตอนนั้นก็ 5โมงกว่าๆแล้วมั้ง บรรยากาศวังเวง

"แม่กรูยังคงไม่ยอมไปสุคติ ทุกคนต่างอ้อนวอนให้แม่ไป แม่ร้องไห้ กรูร้องไห้ คนที่มาล้อมวงก็ร้องให้ คงสงสารกรูมั้ง ไม่ก็กลัวกัน กรูวิ่งไปเอาน้ำ ตักข้าวและกับข้าวใส่จาน น้ำตาหยดติ๋งๆลงในจานข้าวแม่ สะอื้นแล้วสะอื้นอีก กรูยกมาให้แม่ แต่แม่คุยกับพ่อตอนนั้น จานข้าวกับน้ำเลยวางอยู่ข้างๆ
พ่อกรูบอกว่า ให้ไปที่ชอบๆเถอะ แกจะดูแลกรูเอง ไม่ต้องห่วง ตอนแรกแกไม่ยอม แกไม่เชื่อว่าพ่อกรูจะทำได้ แต่พอพ่อพูดหนักเข้าพร้อมสาบาน แกเลยยอม
"เมิงต้องให้มันเรียนหนังสือ กรูห่วงถ้ามันไม่ได้เรียน เอามันไปอยู่กับเมิงด้วย อย่าตีมัน อย่าเตะมัน พอมันครบบวช บวชให้กรูด้วย" พูดเสร็จแม่ก็สะอื้นร้องไห้โฮ ออกมา เหมือนแกได้สั่งเสีย กรูคลานไปจับเท้าป้าซึ่งก็คือแม่ เท้าแกเย็นเฉียบ แม่ลูบหัวกรู แล้วแกก็นอนหันหลังเข้าฝา สะอื้น 2-3 ทีแล้วก็หลับไป...............................................................................................................................................
" อ้อย" ผมเรียกมีนเบาๆ หันซ้ายหันขวา เหมือนคนระแวงตลอดเวลา
"อะไร" มันตอบ
"อ้อย.....กรูกลัว กรูว่าไปนั่งที่กุฎิดีกว่าว่ะนะ" ผมกระแซะไปติดมัน
"เมิงกลัวผีอะไรของเมิง นี่มันเพิ่ง 5โมงเย็น"
"ก็กลัวผีอ่ะเ นะนะ" มันหัวเราะ
"เมิงรู้ป่าวที่เมิงนั่งอยู่ตรงเนี๊ยะ เคยเป็นป่าช้าฝังผีเก่า เฮี้ยนมาก จนต้องขนเอากระดูกไปทำพิธี ตอนนี้เลยเป็นบ่อ"
ผมยกขาสองข้างขึ้น ยกมือไหว้ประหลกๆ
"แล้วนี่นะ วันนั้นกรูเคยเจอตรงนี้แหละ กรูเห็นคนนะ หัวค่อยโผล่ขึ้นมา โผล่ขึ้นมาช้าๆ จากบ่อตรงนั้น" มันชี้ ผมหันหน้าไปมองตามมือที่มันชี้ อีกมือนึง จินตนาการบรรเจิดครับตอนนั้น อีกมือกุมขามันแน่น
"พรวดดด ผีหลอก กรุไปแล้วววววววววววว" แผ่ลว มันกระโดดวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็วจนหมา 2ตัวตกใจอ่ะ ผมงี้แมร่งตกใจหน้าซีด กระโดด ข้ามสะพานตามมันออกมาไม่คิดชีวิต ไอ่อ้อยวิ่งหัวเราะก๊ากๆอยู่ข้างหน้า ทิ้งผมให้วิ่งหน้าซีดอยู่ข้างหลัง
"ไอ่อ้อย ไอ้เวน รอกรูด้วย สาด".............

"ไอ่อ้อย รองเท้ากรูหลุดอยู่ที่ศาลาข้างนึง" ผมบอกยกทีนให้มันดูวิ่งโกยเถอะโยมจนรองเท้าหลุด
"เมิงก็ไปเอาดิ"
"เมิงไปเอาให้กรูสาดดดด"ผมว่า
"เมิงนั่นแหละแมร่งเล่นยังกับเด็ก ไม่อายไอ่กล้วยมันเหรอ" ไอ่กล้วยยืนดูดไอติม สำราญนะเมิง
"ไปก็ได้ แต่ว่า...........
..................
..................





.................
เมิงต้องมากับกรูด้วย"....สาดดด หลอกผีคนอื่นแมร่ง ดันกลัวเอง สุดท้ายเลยต้องเอาเชื่อกผูกมือมันไว้กันมันวิ่งหนีไปก่อนอีก
......................................................................

"อ้อยกรูหิวว่ะ"
ผมเลยขับรถพามันออกจากวัดไปนั่งกินร้านริมคลอง บรรยากาศดีแต้ๆ
"แล้วตกลงแม่เมิงเป็นอะไร" ผมสงสัยไม่หาย
"เส้นเลือดในสมองแตก" อืมมมม
"แล้วพ่อเมิงทิ้งเมิงไว้ที่วัดทำไม" ผมถามเพราะยังคงไม่รู้เรื่องอยู่ดี มัวแต่กลัวผี
"ตอนเด็กกรูเป็นเด็กเหลือขอมั้ง พ่อกรูเคยเอาไปปล่อยที่วัดใกล้ๆบ้าน แต่ตกดึกกรูหนีกลับมานอนกับหมาหน้าบ้าน ตื่นเช้าพ่อกรูกระทืบกรุแทบตาย"
"พ่อเมิงนี่เป็นนักมวยเก่าป่าววะเนี๊ยะ แมร่งโหดกำลัง 3จริงๆ"
"ผั๊วะ" มันตบหัวผม "พ่อกรู ลามนะเมิง" แหะๆ
"พ่อกรูเอากรูไปปล่อยวัด2-3 ครั้งน่ะ ครั้งสุดท้ายเหลืออดมั้ง เพราะกรู ต่อยกับเด็กข้างบ้านลูกเค้าเข้าโรงบาล (กรูรู้แล้วเมิงติดซาดิส์มาจากใคร.....เป็นโรคเรียกร้องความสนใจแหง๋ม) เลยหลอกกรูว่าจะพาไปเอาลูกหมาที่วัด เอาน้องกรูไปด้วย ไปถึงเค้าก็ให้กรูไปเลือกหมานะ น้องกรูจะตามไปพ่อไม่ให้ไป กรูก็นะ พาซื่อเดินไปเฉย สักพักได้ยินเสียงสตาร์ทมอไซค์ สันชาติญาณรู้เลย โดนทิ้งอีกแล้ว โกยวิ่งตามรถเลยกรู ร้องอีกแล้ว
"เอาผมไปด้วย เอาผมไปด้วย" กรูเรียกพ่อกรู กรูวิ่งตามล้มลุกคลุกคลาน หัวเข่าถลอดปอดเปิกหมด สุดท้ายเหนื่อยเว้ย แค้นด้วย แค้นตัวเองที่โดนหลอก นั่งทรุดลงร้องไห้ใต้โคนต้นข่อย จะเดินกลับบ้านเหมือนครั้งก่อนก็ไม่ได้ ไม่รู้จักทาง มันไกล คนละอำเภอ...............ก็เลยเดินหมดอาลัยตายอยากกลับวัด"
ผมดูดน้ำเฮือก ฝืดๆคอ กลืนไม่ลง

"กรูกลับวัด สภาพสะบักสะบอม ไม่มีใครสนใจกรูเลย กรูก็ไม่รู้จะไปทางไหน เคว้งสุดๆแล้วช่วงนั้น คิดถึงแม่จับใจเลยกรู สรุปกรูไปนั่งกอดบันไดโบสถุ์นั่งร้องไห้" ฮือออ ดีนะที่วันนั้นมันอารมณ์ดี ถ้ามันเศร้าๆเล่าแบบนี้มีหวังน้ำตาแตกอีกแน่กรู
"จนเจ้าอาวาสมาตามนั่นอหละ แกบอกว่าพ่อเอามาฝากไว้ให้เรียนที่โรงเรียนวัดข้างๆ นี่แหละ ตอนนั้นกรูไม่ฟังอะไรแล้ว โกรธพ่อ คิดไว้เลยว่าจะไม่กลับบ้านอีกเลย ก็จนิงอ่ะ หลังจากนั้นกรุก็ไม่กลับ เพราะกลับไม่ถูก พ่อก็ไม่เคยมาหาเลย กรูจะมีเพื่อนเป็นเด็กวัดเป็นรุ่นๆ คือเวียนกันทุกพรรษา พอออกพรรษามันก็กลับไปอยู่บ้าน แต่กรูต้องอยู่ตลอด คืนไหน เพื่อนกลับบ้านหมด กรูไม่รู้จะไปไหนก็ ต้องนอนเฝ้ากุฎิคนเดียว เพราะหลวงพี่เค้าเข้าโบสถ์กัน.........................
"พอเหอะอ้อย กรูว่ากรูรู้แล้วหล่ะ" ผมบอกให้มันหยุดเพราะสงสารมัน
"ทำไม"
"กรูว่าพอแล้วหล่ะ กรุทนฟังไม่ไหวแล้วว่ะเมิง" ผมพูดไปตรงๆ เพราะผมคิดว่ามันหนักไปสำหรับผม
"โอเคก็ได้ กรูก็ไม่อยากเล่าแล้วเหมือนกัน แต่กรูบอกเมิงไว้นะ ว่ากรูไม่เคยเสียใจที่เป็นแบบนี้ กรูดีใจด้วยซ้ำที่ได้มาอยู่วัด เพราะถ้ากรูอยู่กับพ่อ กรูยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้กรูจะเป็นยังไง"
"สรุปพ่อเมิงก็ไม่รักษาสัญญาที่ให้กับแม่เมิงอ่ะดิ" ผมว่า
"ไม่ว่ะ พ่อกรูทำทุกอย่างที่สัญญา พ่อกรูรับกรูไปอยู่ด้วยถึงจะเป็นช่วงสั้นๆ พ่อกรูให้กรุได้เรียนจนจบ ป.ตรี ถึงแม้จะยังเตะกรูอยู่ แต่ก็ครั้งนั้นครั้งเดียว(ครั้งที่มันไปขอเงินให้ผม) เหลืออยู่อย่างเดียวคือ บวชให้แม่..............................................."

"เมิงรู้แล้วใช่ป่าวว่ากรูต้องไป" ผมถาม
" อืม " มันพยักหน้ารับฟังคำตัดสิน
"แล้ววว................เอ่อ เมิงว่ายังไง" ผมอยากฟังคำตอบของมันจากคำถามนี้มากที่สุด
"กรูจะว่ายังไงได้ ชีวิตก็ชีวิตเมิง" มันประชด
"นี่สาดด เลิกประชดกรูซะทีเหอะนะ กรูขอร้อง"








....................................

มันนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนที่จะระเบิดอารมณ์ออกมา
"แล้วเมิงจะให้กรูรู้สึกยังไงหา สาดดด เมิงหล่ะ รู้สึกยังไงตอนที่จะทิ้งกรูไป" มันพูดเสียงดัง เจ้าของร้านมอง
"ไอ่บร้า เมิงพูดเบาๆสิสาดดด"
มันเดินงุดๆออกมานอกร้าน ผมรีบเอาเงินไปให้แม่ค้า วิ่งตามมันไป
"เมิงเป็นเมนส์เหรอ อารมณ์แมร่งขึ้นลง กรูตามไม่ทัน" มันก็ยังเงียบ
"ตอนแฟนกรูทิ้งกรู (ผมเฉลยตอนจบ กรูไม่ได้ทิ้งเค้าหรอก เค้าอ่ะทิ้งกรู) กรูเสียใจสิ กรูไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงทิ้งกรู" ผมสาธยายให้มันฟัง "กรูรู้แต่ว่าเค้าหมดรักกรูแล้ว ต่อให้กรูทำดีแค่ไหนมันก็เท่านั้น แต่กับเมิงกรูรู้สึกยังไงเหรอที่ทิ้งเมิง เสียใจ ห่วง และที่สำคัญกรูเสียดายมิตรภาพที่เมิงให้กรู มันเหมือนบ่วงที่ผูกคอกรูไว้ เมิงเข้าใจมั๊ยสาดดด" มันนิ่งฟังอย่างสงบ
......................................................................




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 22:11:45 น.
Counter : 161 Pageviews.  

เซ็งเป็ด ตอนที่16

"เมิงทิ้งกรู..........เมิงทิ้งกรูเหมือนที่พ่อทิ้งกรูที่วัด" มันเงยหน้ามาพูดแล้วก้มหน้าร้องไห้ต่อไป

ผมบอกตรงๆ ตอนนั้นใจผมเหมือนจะขาดใจ ผมหายใจไม่ออก ทันทีที่มันพูดคำนั้นจบ ผมก็คิดขึ้นมาทันทีว่า ในที่สุดผมก็เหมือนคนเลวอีกคนที่เข้ามาในชีวิตมัน ผมร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ขอโทษคงไม่สาสมแล้วตอนนั้น...........


เราทั้งคู่นั่งกันอยู่หน้าป้ายรถเมล์ ซอย ม. สุโขทัย ผมจำที่นั่นขึ้นใจ ตอนนี้ก็ยังนึกถึง นึกถึงหน้าที่มันเงยขึ้นมาแล้วมีน้ำตานองหน้า
"เมิงทิ้งกรู เหมือนที่พ่อทิ้งกรูที่วัด" คำนี้เองที่ทำให้ผมน้ำตาไหล เป็นคำที่จะตอกย้ำผมไปตลอดว่า ผมได้ทำร้ายคนคนนึงได้ลึกสุดใจจริงๆ..........ช่วยด่าผมหน่อย ให้สาสมกับที่ผมทำกับมันT_T

.......................................................................
ผมยังคงนั่งเป็นเพื่อนมัน ไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากปากทั้งผมและมัน ตี 1 กว่า รถวิ่งผ่านน้อยลงๆ ผมไม่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ แต่มันตอนนี้กับตอนแรกที่ผมรู้จักเป็นคนละคน คนที่นั่งอยู่ใกล้ผมนี้ตอนนี้คือคนที่นั่งร้องให้ เหมือนชีวิตนี้ไม่เหลือใครแล้ว ผมว่ามันคงอยากลืมเรื่องที่พ่อเอามันไปปล่อยวัด มันทำบ้า ทำตลก ทำให้ตัวเองมีความสุข เพื่อที่จะฝังความรู้สึกที่ทำร้ายตัวมันเองไว้ลึกๆ แล้วมันก็เกือบทำได้แล้ว จนกระทั่งผมเป็นคน เอาเท้าไปแกว่งให้ตะกอนในใจมันฟุ้งขึ้นมาอีก.............ผมผิดเอง
.............ผมนั่งร้องให้เป็นเพื่อนมัน ไม่ว่ามันจะนั่งอยู่นานแค่ไหนผมก็จะนั่งเป็นเพื่อนมัน...............กรูจะไม่ทิ้งเมิงไปไหนอีกแล้ว....................
....................................


คืนนี้ กรูจะอยู่กับเมิง ......แต่แค่คืนนี้ ที่เหลือ เมิงต้องเข้มแข็ง เพื่อตัวเมิงเอง


คืนนั้นผมยังคงนั่งก้มหน้ามองเท้าตัวเองเป็นเพื่อนมัน นานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวว่าด้วยพิษไข้ และอดนอน ทำให้ผมเริ่มเจ็บคอ ตัวเริ่มร้อน ตาเริ่มล้าๆ ลายๆ
.........................................................................
ผ่านไปสักพัก มันเงยหน้าขึ้น ตบบ่าผม
"ไปกันเถอะ กรูไม่เป็นไรแล้ว" ผมมองหน้ามัน ในใจนึกชื่นชม มันเข้มแข็งกว่าที่ผมคิด และมันจะต้องเข้มแข็งต่อไป มันเดินขึ้นรถ ผมเปิดเพลงเพื่อกลบความเงียบและเสียงหายใจของเราทั้งคู่
เพลง "ทำไมต้องเธอ" เวอร์ชั่นผู้หญิงร้องเปิดขึ้นมา ผมว่ามันไม่เหมาะกับช่วงเวลานี้ ผมเลยเปลี่ยน
"อย่าเปลี่ยน กรูจะฟัง" ผมมองหน้ามันก่อนที่หมุนคลื่นกลับมา
เสียงเพลงทำลายความเงียบไปได้เยอะ ผมขับรถผ่านสายวิภาวดียามตี 2 โดยที่ตัวเองก็ตัวร้อนผ่าว วูบๆ ไอร้อนออกมาจากตัว หันไปมองมันหลับตาพริ้ม ผมว่ามันคงอยากหลับไปเลย ไม่อยากตื่นมาก็ได้(คิดไปเอง).....................................เหลือบตาไปมองสนธิสัญญาสารภาพในกระเป๋า แล้วสะท้อนใจตัวเองมันจะต้องมาเจ็บอีกครั้งเพราะกระดาษชุดนั้นอีกเหรอ อยากจะดึงออกมาฉีกทิ้ง ผมไม่อยากให้มันรับรู้อะไรที่จะทำร้ายมันอีกแล้ว.....แต่ผมก็แค่คนเห็นแก่ตัว.คนนึง
...................ผมไปส่งมันที่ห้อง มันลงจากรถไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ผมอยากให้มันหันหลังมาด่า มาตีหัว มาชกปาก มาปล้ำ ผมคงจะรู้แย่น้อยกว่าที่มันทำอยู่นี้
ผมกลับมาถึงบ้าน กินพารา 2เม็ดก่อนนอน..........หลับไปพร้อมน้ำตา ที่ยังคงไหล......................

........ตื่นมาวันอาทิตย์ด้วยอาการไข้ขึ้น.....ผมโทรศัพท์ไปลางานกับพี่เต้ยอีกวัน พี่เต้ยด่ามา 2-3 คำ เรื่องต้องจัดเสก็ทใหม่ ด่าเสร็จแกก็ถามว่าไปหาหมอยัง....ด้วยความเป็นห่วง อือ ถึงจะด่าเก่งแต่ใจดี ผมลุกขึ้นมาต้มโจ๊ก แม่กลับมาตอนเย็น เปิดเวปพันทิพย์..................ตกใจที่กระทู้มีคนสนใจเยอะมาก ไม่คิดว่า ชีวิตคน 2 คนจะทำให้คนหัวเราะ ร้องไห้ไปด้วยได้ ผมเลยตัดสินใจไม่ออกไปไหนทั้งวัน นั่งพิมพ์เรื่องนี้ให้จบ......แต่มันไม่จบ
...................วันอาทิตย์ทั้งวัน ผมไม่ได้เจอมัน ไม่มีเสียงโทรศัพท์จากมัน ผมไม่รู้ว่ามันอ่านสิ่งที่ผมใส่ในกระเป๋าไปรึยัง ผมไม่รู้เลย
ตอนเย็นแม่กลับมา ผมลงไปนอนที่โซฟา แม่เอื้อมมือมาแตะที่แก้ม ที่หน้าผาก มือแม่อุ่น รู้สึกดีจัง
"ไม่สบายเหรอ..ลูก...." เสียงแม่อบอุ่นเสมอ เวลาไม่สบาย คนที่ผมอยากให้มาเช็ดตัวให้ที่สุดคือแม่ อยากให้แม่มาจับหน้า จับมือ ลูบขา มาถามว่าเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหน มันรู้สึกอุ่นใจ.........
"แม่" ผมลืมตาจ้องหน้าแม่
"ตาแดงมากเลยลูก ไปหาหมอมั๊ย" แม่มองผมด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรแม่ นอนอีกหน่อยก็หายแล้ว"
"งั้นแม่ไปต้มข้าวต้มให้นะ จะได้กินยา" แม่เอามือมาแตะที่หน้าผากผมอีกครั้ง..............ผมดึงมือแม่มาหอมตอนนั้น ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ผมร้องไห้โฮกับมือแม่เลยครับ ความรู้สึกเหมือนตอนเด็กๆที่ถูกเพื่อนแกล้ง แต่ไม่กล้าบอกใคร ไม่มีใครถามไม่มีใครสนใจ จนกลับบ้านแม่ถามว่าเป็นอะไรลูกแล้วผมก็จะร้องไห้สะอื้น............ผมตอนนั้นก็คือเด็กคนนั้นนั่นเอง................
ผมยังมีแม่ที่ผมร้องไห้ด้วยได้ คอยถามว่าเป็นอะไรมั๊ย ไม่สบายเหรอด้วยความเป็นห่วง แต่มัน............มันไม่มีใครเลย มันอยู่มาได้ยังไง ...........ผมสงสัย

แม่คงตกใจว่าผมเป็นอะไร เพราะตอนนั้นร้องไห้นานมาก
"ดีขึ้นรึยังลูก" แม่ถามเมื่อเห็นผมค่อยๆคลายมือจากแม่
"เป็นอะไรรึปล่าวให้แม่ฟังได้มั๊ย" แม่ถาม ผมอยากจะเล่าให้แม่ฟังใจจะขาด แต่ในเมื่อผมยังไม่รู้เลยว่าทำไมผมต้องร้องไห้เยอะขนาดนี้ ผมเล่าให้แม่ฟังไม่ถูก
"เปล่าแม่ แค่เหนื่อยๆ.............แม่" ผมเรียกแม่ ทั้งที่แม่อยู่ตรงหน้า
"อือ" แม่ตอบเรียบๆ
"แม่ถ้าหนูไปอยู่ที่โน่นแม่จะคิดถึงหนูมั๊ย"
"คิดถึงสิ เราไม่เคยอยู่ไกลๆกัน นานๆเลยนะ"
"แล้วแม่จะทำยังไงถ้าแม่คิดถึงหนู"
"แม่ก็จะโทรหาไง"
"แล้วถ้าหนูต้องทำงาน ต้องบิน ไม่ได้รับโทรศัพท์หล่ะ"
"แม่ก็จะเอารูปลูกมาดู" แม่ลูบหัวผมเบาๆ
"ลูกไม่ต้องห่วงแม่กับน้องหรอก เราอยู่กันได้ อย่าลืมว่าแม่อยู่มาได้ 10กว่าปีโดยที่ไม่มีพ่อ .....แม่อยู่ได้ ลูกก็ต้องอยู่ได้........ไปทำสิ่งที่ลูกชอบเถอะนะ ...แม่จะรออยู่ที่นี่แหละ".............เฮ้อออ แม่พูดยาวครับ แต่ผมจำได้ประมาณนี้น่ะ
"แม่" ผมยังคงเรียกแม่อีกครัง
"ถ้าให้ไอ่อ้อยเป็นลูกแม่อีกคนแม่จะว่าไง"......แม่หัวเราะ....................................


คืนวาน ผมเปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้ทั้งคืนหวังในใจว่า มันโทรมา ผมจะได้ตื่นรับ
..................................ผมนอนรอโทรศัพท์เกือบตี 2 จึงผล๋อยหลับไปโดยไร้เสียงเรียกเข้า หมาจะเกิด :-)...
ตื่นมาวันนี้อากาศข้างนอกหม่นๆ เหมือนความรู้สึกผม รีบหยิบโทรศัพท์มาดูเผื่อมีเบอร์มันโทรมา

…………………………………………………

ไม่มีเบอร์มันสักเบอร์ ผมเจอแต่ mms 1 ข้อความ เปิดออกอ่าน
---------------" When I am feeling blue" --------------
แล้วก็มีเสียงเมโลดี้เพลง ซึ่งเศร้ามากครับ ความรู้สึกผมเมื่อเช้าเศร้ามาก..........ข้อความถูกส่งมาจากไอ่อ้อย
ผมรีบเปิดคอม seach หาในข้อมูลเพลงนี้ทันที
ทันทีที่เมโลดีเพลงขึ้นผมเหมือนถูกสะกด ผมนั่งนิ่ง น้ำตาที่เคยเหือดแห้ง มันเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งฟังไปเรื่อยผมยิ่งน้ำตาไหลพราก กรูเข้าใจเมิงแล้วว่ะ อ้อย กรูเข้าใจเมิงจริงๆ ผมนั่งฟังเพลงนี้ถ้านับจากตอนเช้าจนถึงตอนนี้เกือบร้อยรอบ ถ้าตอนไหนที่อยากให้คนอ่านได้หัวเราะ ผมจะปิดมัน และเปิดวิทยุ แล้วผมก็จะกลับมาฟังเพลงนี้อีก
ผมอยากให้คนที่อ่านเข้าใจความรู้สึกผมตอนนี้เหลือเกิน และอยากให้เข้าใจความรู้สึกมันจากเพลงๆนี้ แต่สำหรับผมมันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อผมยังคงทำร้ายจิตใจมัน ผมไม่ควรได้รับความเห็นใจจากใครทั้งนั้น
.........................................................................


ระหว่างที่เพียรพิมพ์ข้อความให้เพื่อนอ่าน ผมพยายามโทรหามันเกือบร้อยรอบ รู้ทั้งรู้ว่ามันทำงาน ไม่ใช้โทรศัพท์ผมก็ยังโทร... ผมสังหรณ์ว่ามันจะอ่านสนธิสัญญาสารภาพแล้ว แต่ผมไม่สามารถเดาใจมันได้ว่ามันจะรู้สึกยังไง กรูไม่รู้ว่าเมิงคิดยังไง
ผมฝากข้อความไปนับสิบครั้ง
"อ้อย กรูอยากคุยกับเมิงนะสาดดดโทรหากรู ก่อนกรูเข้ากะนะ"
"อ้อย โทรหากรูด้วย กรูมีเรื่องจะคุย"
"อ้อย กรูอีกแล้วนะ เมิงคิดอะไรอยู่ กรูห่วงเมิงได้ยินมั๊ย โทรหากรูด้วย"
"อ้อย ถ้าได้รับข้อความนี้นะ กรูขอร้องโทรหากรูนะ"
"ไอ่สาด ไอ่เอี๊ย ถ้าเมิงไม่โทรหากรูนะ กรูจะ...(นึกไม่ออกเลยกดวางไป)"
ณ ตอนนี้ 16.30 โทรศัพท์ผมยังคงเงียบ ผมต้องไปเข้างานตอนทุ่มครึ่ง แล้วผมจะทำงานได้ยังไง

ผมตัดสินใจยื่นจดหมายลาออกวันนี้ ตอนไปทำงาน

หนังสือลาออกวางอยู่บนโต๊ะ ถามใจตัวเอง ถามแม่ อ่านความเห็นเพื่อนๆในนี้ มันเป็นการตัดสินใจที่ผมว่าลำบากที่สุดในชีวิต ยังมีคนอีกคนที่ผมอยากปรึกษา อยากคุย อยากถาม อยากรู้ว่ามันคิดยังไง อ้อย...กรูต้องการเมิงนะโว้ยตอนนี้ ไอ่เลวววววว


ผมลาออกคืนนี้ หลังจากคืนนี้ผมคงไม่ได้ไปทำงานอีก เพราะจะใช้วันลาสะสม ลาต่อเลย ผมอยากใช้ชีวิตที่นี่กับครอบครัวให้ได้มากที่สุด รวมทั้งเมิงด้วยนะอ้อย


กรูจะลาออกแล้ว เมิงโทรหากรูหน่อยได้มั๊ย T_T

ผมขอขอบคุณเพื่อนๆ และมิตรภาพจากในห้องนี้นะครับที่อยู่เป็นเพื่อนผม มาตลอด
บทสรุปมันคงมาถึงแล้วหล่ะครับ.......................
.........ผมควรจะจบมันได้แล้ว..............................


เรื่องในนี้อาจจะจบแค่นี้
แต่
ชีวิตจริงของผมยังไม่รู้จะไปทางไหนต่อ
มันยังคงไม่โทรมา
ผมยังอยากคุยกับมัน
ยังอยากมานั่งเล่าความหลังเรื่องผมกับมันให้เพื่อนๆในนี้อ่านอ่าน (มันมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึง)
ยังอยากอ่าน คห.ที่ตลกๆของเพื่อนๆ
สำหรับบางคนที่สงสัยว่าตกลงผมคิดยังไงกับอ้อย

ถามผมว่าผมรักมันมั๊ย------- ตอนนี้ผมรักมัน
ห่วงมันมั๊ย----------------------มาก
หวงหล่ะ------------------------นิดหน่อย
แล้วเรื่องบนเตียง--------------ไม่เคยคิด
ถ้าต้องไกลจากมัน------------ผมคิดถึงมัน
ถ้ามันโกรธ---------------------ผมจะง้อ
ถ้ามันร้องไห้อีก---------------ผมจะร้องไห้เป็นเพื่อนมัน
ถ้ามันอยากกอดผม----------ผมจะกอดมันตอบ
ถ้ามันอยากสระผมให้ผม----ผมจะสระผมให้มันแทน
ผมแค่อยากอยู่เป็นเพื่อนมัน ดูแลมัน
ถ้าทั้งหมดนี้ เอามาผสมรวมกันใส่ไมโครเวฟ กิ๊ง เอาออกมา กลายเป็นคำว่า ผมเป็นเกย์ งั้นผมยอมรับว่าตอนนี้ผมเป็นเกย์แล้ว ผมเป็นเกย์เพื่อมัน.......T_T

แต่สุดท้ายมันก็ต้องจบ ที่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับผม
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาโดยตลอด ขอจบรายการเพียงแค่นี้
.
..
. ขอบคุณครับ









กรูไม่ใช่เกย์....จริงๆนะ..ฮือๆเลิกจีบกรูซะทีเหอะ (ผมเหนื่อยจริงๆ)


ผมเพิ่งกลับมาจากอยุธยา.... บ้านมัน ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย ผมขับรถ น้ำตาไหลทั้งขาไป.......
..................







...................
และขากลับ..............
ผมเหนื่อยครับ เหนื่อยจริงๆ หัวใจผมยังคงร่ำร้องอยากจะหามันให้เจอ แต่ร่างกายผมมันไม่ไหวแล้วครับ .........ผมเหนื่อย
กลับมาถึงบ้านเปิดคอม มาอ่านกระทู้ที่ตัวเองตั้งไว้ ยังคงมีเพื่อนคอยเป็นกำลังใจ ผมนั่งอ่าน ค.ห ของแต่ละคน ทุกคนร้องไห้เพราะเรื่องของผม เหมือนทุกคนเข้าใจความรู้สึกผม ผมตื้นตันใจจริงๆครับ น้ำตาผมไหลอีกครั้ง ดูเหมือนมันจะไม่มีวันหมดด้วยซ้ำ ผมร้องไห้ไปพร้อมๆกับ ค.หของเพื่อนๆ ผมร้องร้องไห้พร้อมๆกับพวกคุณ..........เหนื่อยจังเลย
.........................................................................
"อะไรของเมิงอีก จะลาออกอีกแล้ว" พี่เต้ยส่ายหน้า
"ครับพี่ ผมได้งานใหม่เป็น.....ที่"
"เออ ดี ลาออกกันให้หมด กรูก็ต้องทำแทนพวกเมิง" พี่เต้ยโยนจดหมายลาออกของผมลงบนโต๊ะ
"มีใครลาออกอีกเหรอครับ" ผมสงสัย
"ก็ไอ่อ้อยนะสิ พวกเมิงเป็นเอี๊ยอะไรกันหมด งานกรูเจ๊งหมด"
.......................................................................
ผมขาอ่อน ทรุดลงไปนั่งกับเก้าอี้ พี่เต้ยพูดอะไรอีกมากมาย แต่มันไม่เข้าหูผมเลย ภาพต่างๆเข้ามาในหัว อ้อยลาออก ลาออกเพราะอะไร ทำไมไม่บอกผม แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน ผมเป็นห่วง
"พี่เต้ย ผมขอกลับบ้านได้มั๊ย.....ผม...เอ่อ....ไม่ค่อยสบาย" ผมพูดโดยไม่ทันคิด เพราะใจตอนนั้นอยากไปหามันที่หอให้ได้
"นี่เมิง จะให้กรูกราบเท้าเมิงขอให้เมิงช่วยงานกรูก่อนมั๊ย" พี่เต้ยเรียกสติผมกลับมา
ใช่นี่หว่า ผมต้องทำงาน มันเป็นหน้าที่ของผม ถึงแม้ใจผมจะไม่ที่งานแล้วตอนนั้น แต่ผมต้องทำงาน มันเจ็บปวดมากครับ เจ็บจริงๆผมบอกไม่ถูก ผมเหมือนคนไม่มีวิญญาณ สติผมล่องลอย ผมจะอธิบายยังไงให้เข้าใจดี.................


ผมเอาของไปเก็บในล๊อคเกอร์ในห้องน้ำ ตามองเห็นล๊อกเกอร์มัน....รูปซีดานยังแปะ อยู่ ผมเปิดออกดู
.....................................












............มันว่างปล่าว หัวใจมันก็คงว่างปล่าวเหมือนล๊อกเกอร์ของมัน ผมเอามือลูบล๊อกเกอร์มันเบาๆ
...........................................................................

ผมไขกุญแจล๊อกเกอร์ของผมเพื่อจะเก็บกระเป๋า............ ทุกอย่างที่ผมทำตั่งแต่ก้าวเท้าเดิน พูดทักทาย เอื้อมมือเปิดล๊อกเกอร์ ล้วนมาจากการสั่งการของสมองทั้งสิ้น แต่หัวใจผมตอนนั้น มันเหมือนลูกลิงที่วิ่งตามหาแม่ของมัน มันลุกลี้ลุกลน กระวนกระวาย แต่ขณะเดียวกันกันก็ห่อเหี่ยวและโหยหา......................

.............ล๊อกเกอร์ผมเหมือนเดิมทุกอย่าง ยกเว้น.....










.


.

.
.
ซองจดหมายสีขาวที่สอดแนบอยู่ติดกับบานประตูล๊อกเกอร์
......................................มือผมสั่นเทา


"....เป็ด....
เมิงไม่ต้องขอโทษกรูหรอก เมิงไม่ได้ทำอะไรผิด กรูต่างหากที่ต้องขอโทษเมิง ที่ไม่ยอมโทรหา ที่ต้องทำให้เมิงเป็นห่วง กรูอยากบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงกรู เมิงไปตามทางของเมิงเถอะ ชีวิตของเมิงกำลังจะไปได้ดี กรูไม่เสียใจที่เมิงไป แต่กรูไม่อยากเจอหน้าเมิงเพื่อบอกลา ชีวิตนี้กรูขอลาแม่กรูแค่คนเดียวเท่านั้นพอ กรูทำใจรับไม่ไหวจริงๆ.......เมิงไปเถอะ กรูยังอยู่...ที่ไหนสักแห่งนี่แหละ.... นะ
ขอบใจที่ทำให้ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าจะได้เจอเมิง มันมีความหมายกับกรูจริงๆ แล้วถึงวันหนึ่งวันที่กรูตื่นขึ้นมาแล้วไม่สามารถตอบตัวเองได้อีกต่อไปว่ากรูจะไปทำงานเพื่ออะไร กรูจะไม่ได้เจอเมิงอีก กรูจะไม่ได้นั่งกินข้าวกับเมิง ไปทำไฟล์กับเมิง กลับบ้านพร้อมเมิง นั่งคุยที่โต๊ะตัวเดิมกับเมิงอีกต่อไป กรูทำใจไม่ได้จริงๆ
อย่าให้กรูเป็นตัวถ่วงเมิงเลย ตอนนี้ชีวิตกรูเหลือศูนย์เหมือนที่เมิงเขียนในหนังสือที่ให้กรูอีกแล้ว.........แต่ชีวิตเมิงกำลังนับหนึ่ง ไปเถอะนะ ไม่ต้องห่วงกรู กรูจะอยู่ในที่ที่กรูควรอยู่ และเมิงเชื่อกรูได้เลยว่า......กรูไม่มีทางลืมเมิงเลย
ฝากขอบคุณคนที่มาตอบในหนังสือที่ให้กรูด้วยนะ ขอบคุณจริงๆ สำหรับกำลังใจ ว่างๆกรูจะเข้าไปอ่าน ขอให้กรูเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก่อน หนังสือที่เมิงให้จะอยู่เป็นเพื่อนกรูตลอดไป เพราะกรูอ่านมันทีไรกรูก็ได้หัวเราะทุกที มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้กรูนึกถึงเมิง ส่วนความรู้สึกที่กรูรู้สึกกับ เมิงคงได้รู้จากเพลงที่กรูส่งให้แล้วนะ ถึงมันจะน้ำเน่า ถึงมันจะเหมือนเด็กๆ แต่กรูรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ กรูจะไม่พูดอะไรอีก
โชคดีนะ....เพื่อน(คนเดียวที่กรูรักที่สุด)
เมิงคงไม่มีวาสนาได้เป็นเมียกรูแล้วหล่ะ ฮ่าฮ่าๆ

ผมนั่งลงอ่าน จม มันซ้ำแล้วซ้ำอีก วนไปวนมา น้ำตาแมร่งไหลอีกจนได้ ผมเหมือนคนเสียสติไปแล้ว ทำไมมันเหมือนในละคร ใครประพันธ์บทละครเรื่องนี้ ผมสงสัย?... คุณใจร้ายมากที่เล่นตลกกับชีวิตผมอย่างนี้...........
เมื่อคืนผมแทบจะไม่อยู่ในออฟฟิส เพราะมันเงียบและเหงาเหลือเกิน ทุกที่ ผมเห็นเป็นภาพมันไปหมด ตรงโน่น มันเตะบอลอยู่ ที่ริมบึงมันนั่งรอผมอยู่ ที่canteen มันล้างช้อนให้ผมอยู่ ที่บอร์ดมันกะลังอ่านว่าใครจะทำงานกับมันอยู่ ประตูทางออก ที่จอกรถ ล๊อกเกอร์ แม้แต่โถเยี่ยวประจำ ล้วนมีแต่ความทรงจำเกี่ยวกับมันทั้งสิ้น....ผมไม่อยากเห็น ผมมานอนในรถในสนามเพื่อรอคำสั่งจากหัวหน้า
"กรูจะยัดเยียดความเป็นผัวให้เมิง"
"กรูซื้อน้ำเต้าหู้มาอยู่บนโต๊ะ กินให้หมดด้วย เสียดายของ"
"ไอ่สาดดด ไม่รอกรูเลยกรูหนักนะเว้ย"
"กรูเช็ดอ๊วก ซักผ้าให้เมิง"
"เมียกรูจะได้ไม่อายใครไง"
"เมิงผมสวยนะ ใช้แชมพูยี่ห้อไร"
"ขอกรูนอนกอดเมิงทั้งคืนได้ป่าววะ
"เมริงทิ้งกรู เหมือนที่พ่อพ่อกรูทิ้งกรูที่วัด"
"ไปกันเถอะ กรูไม่เป็นไรแล้ว"




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 22:08:21 น.
Counter : 229 Pageviews.  

เซ็งเป็ด ตอนที่15

"น้องนุ่น(น้องผมเอง น่ารักนะ แต่ไม่ตลก เล่นมุขไปทีไรมันไม่ค่อยขำ แม่บอกว่า ผมติดตลกเหมือนพ่อ น้องติดเรียบร้อยเหมือนแม่....ดีใจจังที่ไม่ติดเรียบร้อยเหมือนแม่ เพราะไม่งั้นมาเจอไอ่นี่มีหวังร้องแน่) โทรมาบอกว่าให้แวะบอกน้อง....(เพื่อนน้องอยู่หน้าปากซอย)ด้วยว่าไม่ได้ไปหานะ ไม่ต้องรอให้ไปกันก่อนเลย" ผมก็อืมมม
"นั่นหนังสือไรอ่ะ" มันชี้ไปที่สนธิสัญญาสารภาพที่ผมปริ๊นไว้ มันเดินปรี่ไปจะไปหยิบ
"เฮ้ยยย" ผมรั้งมือมันไว้ "หนังสือน้องกรู กรูเอามาอ่านเล่น" ผมคว้าสนธิสัญญาไว้ทัน.....
"เมิงก็ปล่อยมือกรูสิ จับอยู่ได้ เห็นกรูใจง่ายแล้วจะเกาะแกะเหรอ" อ่าวววแป่วววลืมไป อารามตื่นเต้นกลัวมันอ่าน ..
"เออ โทดที เดี๋ยวกรูไปล้างมือก่อน กลัวติดขี้กลากเมิงลงไปก่อน ปิดหน้าต่าง แล้วก็ประตูหลังดู เดี๋ยวกรูลงไป" มันหายไป ผมรีบเอาสนธิสัญญาสารภาพซ่อนไว้ในลิ้นชักใส่กุญแจ
..................ยังหรอกไอ่อ้อย ยังไม่ใช่ตอนนี้ ขอให้เมิงมีความสุขไปก่อน แล้วพรุ่งนี้(วันเสาร์) กรูจะได้ไม่เสียใจมากหากทำเมิงร้องไห้..................................................................................................................T_T


ผมสะพายเป้เตรียมพร้อม มีกันแดดอยู่ข้างในเป้
"เมิงจะกลัวดำไปทำไม ดูอย่างกรูดิ ดำไม่กลัวกลัวไม่ดำ" มันแซว เราแวะซื้อแซนวิสร้านเพื่อนน้องผม พร้อมกับบอกว่าไม่ต้องรอน้องผมแล้ว ป่านนี้บรรลุแล้วมั้ง (สงสัยชาติหน้าคงไม่ได้เกิดเป็นลูกแม่แล้วมั้งเรา ไม่เคยไปวัดกับแม่เลย)
ออกมายืนรอรถ 10.30 จนผ่านไป 11.00 จนใกล้ 11.30
" กรูบอกแล้วว่าให้เอารถไป...ร้อนจะตายเห็นป่าว ควันก็เยอะ รถก็ติด หงุดหงิดโว้ยยย" มันบ่น
" อ้าวไหนว่าไม่กลัวดำ ไม่กลัวร้อนไง"
"ดำไม่กลัวหรอกเว้ย แต่กรูกลัวประสาทแดก ตายไปพร้อมๆกะเป็นมะเร็งอะดิ"
เห็นมันหงุดหงิดแล้วก็หงุดหงิดไปด้วย รอรถนานมาก
"ไป.....ไปยืนบนสะพานลอยกะกรูดีกว่า ควันไม่เยอะ ไม่ร้อน แล้วก็เห็นรถแต่ไกลด้วย" สรุปเราทั้งคู่ไปยืนชมวิว ถ.วิภาวดีรังสิต ยามเที่ยงวัน ตดยังไม่ทันหายเหม็น(หมายความว่าเร็วมากกก) รถสายไปสุวรรณภูมิมา เรารีบวิ่งลงไป ผมไปถึงก่อนหันไป อ่าว "ไอ่อ้อย เมิงทำเอี๊ยไรอยู่ เดี๋ยวแมร่งตกรถ รอกันอีก ชม ครึ่งพอดี"
"เออ โทดที สายกระเป๋าเป้กรูไปพันกับร่มยายแก เกือบตกสะพานลอย " เกือบซวยมั๊ยหล่ะเมิง
ผมนั่งรถได้รีบหันแอร์มาตรงหัวอันนึงอีกอันนึงหันให้มัน
"เมิงเอาไปเหอะ กรูไม่ร้อนหรอก ขอแค่ให้เมิงเย็น ถึงกรูจะร้อนตับแลบแค่ไหนกรูก็ทนได้" มันร่ายยาว
"เมิงอย่ามาลิเกกับกรู ความเย็นมันออกเท่ากันสองรู ต่อให้เมิงเอามาจ่อที่กรูคนเดียวกรูก็เย็นเท่ากันเอาไป กรูไม่อยากฟังหมาบ่น".....................สุดท้ายมันก็ยอม เพราะมันก็คงร้อนเหมือนกัน ผมหยิบโทรศัพท์มาหยิบหูฟังเสียบหู "เมิงทำอะไรอ่ะ"
"ทอดแหอยู่มั่ง ฟังวิทยุดิสาดด"
"ไม่อาวววเมิงฟังแล้วกรูจะคุยกับใคร เมิงก็อยู่โลกของเมิง กูก็เซ็งดิ" มันดึงหูฟังไป "อะไรเมิงนักหนานิห่า เดี๋ยวแมร่งกรูปล่อยให้ไปคนเดียวเลย เม่งเรื่องมากสาดดด" ผมดึงหูฟังกลับมา ยืนหูข้างขวาให้มัน " เอา เอาไป" แล้วก็หุบปาก อย่าโวยวายโหวกเหวก อย่าเล่น อย่ายื่นมือหรือหัวออกนอกหน้าต่าง" ผมแซว
"ครับคุณครู" มันทำเสียงเด็กได้กวนประสาทมากกกกกกก

.........จะบอกว่าผมนั่งฟัง seed ไปตลอดทางก็นะ เดี๋ยวจะหาว่าโฆษณาให้เค้า คนวัยเดียวกันมันก็ต้องฟังแนวๆหน่อย นั่งผ่านไปพอดีเจเปิดเพลงเพราะแมร่งสะกิดอีกและ แล้วก็ทำตาเยิ้มมมม ผมก็เลยแกล้งหลับ สะกิดให้ตายก็ไม่ฟื้น....................
...........ผมหลับจนมาถึงสุวรรณภูมิ อืมมม สวยดีนะเนี๊ยะ เคยเห็นแต่ในทีวี รถมาจอดเทียบที่ชานชาลารถโดยสาร เราลงรถ นั่งรอรถอีกสายไปกิ่งแก้ว เพื่อนแนะนำว่าหอเยอะ........สุดท้ายเรามาถึงกิ่งแก้วด้วยความลำบาก ร้อนโคตรๆ มันเป็น ถนนสายใหญ่ มีแต่โรงงานแล้วก็รถบันทึก แล้วก็ฝุ่น เราลงตรงกลางกิ่งแก้วหน้าโรงบาลจุฬารัตน์ แต่ทีนี้หิวครับ แซนวิสเอาไม่อยู่ เลยต้องข้ามถนน ข้ามครั้งแรกผมไม่รอมัน วิ่งออกมาก่อน หันไปอีกทีเห็นมันยืนชี้หน้าด่าอะไรสักอย่างไม่ได้ยิน มันวิ่งมาถึงผม เรารอข้ามต่อที่เกาะกลางถนน รถวิ่งเร็วโคตรๆ ผมเห็นจังหวะ จะข้าม ก็เลยพล่อยปาก
"อ้าวไป" พอพูดเสร็จผมทำท่าจะออกวิ่ง แต่เกิดเปลี่ยนใจถอยกลับเพราะมีรถวิ่งมาเร็ว หันไปอีกทีไอ่นี่วิ่งไปก่อนไปเบรคอยู่เกือบกลางถนน แล้ววิ่งกลับมาหาผมใหม่
"ไอ่เอี๊ยะ ไหนเมิงบอกไป กรูก็ไป แมร่งเกือบตายอ่ากลางถนนแล้วมั๊ยหล่ะ" มันด่า
" ฮือๆกรูขอโทษก็รถมันเร็วนิหว่าแล้วเมิงเชื่อกรูทำไมหล่ะสาดดด" ผมกลั้นหัวเราะ คนร้านข้าวฝั่งตรงห้ามก็มอง
"อ่าวสาดดด มานิมา" มันจับมือผมแน่น
"เมิงทำอะไรของเมิง กรูข้ามเองได้ ปล่อยเว้ย กรูอายคน" ผมไม่รู้ว่าหน้าแดงรึปล่าว รู้แต่ว่าอาย
"เมิงอายกับตายเมิงเลือกเอาจะเอาแบบไหน" สุดท้ายผมก็ยอมให้มันลากวิ่งข้ามถนน .....
"กรูว่าเมิงอยู่แถวนี้ก็ดีนะ เห็นป่าวสะดวกออก ข้างโน่นก็มีโรงบาล ข้างนี้ก็มีโรงบาล เวลาเมิงข้ามถนนโดนรถชน ปัง เดินเข้า โรงบาลต่อได้เลย สะดวกจะตาย" ผมแซวเพราะว่ามันอันตรายจริงๆแถวนั้น
..........................................................................


เราเดินหาหอเกือบ 5 กิโล ร้อนมากครับ แสบผิวเลยฝุ่นด้วยหายใจไม่ถนัด หอส่วนใหญ่มีแต่พี่ๆชาวโรงงาน เพราะฉะนั้นสภาพหอจึง.............
"โห แมร่งกรูจะอยู่เข้าไปได้ไง แมร่ง แค่เดินผ่านมันยังทะเลาะกันโหวกเหวก กรูอยู่นี่วันดีคืนดี มันทะเลาะกับผัววิ่งเข้าห้องกรู กรูไม่โดนสปาต้ารึว่ะ"
"อืม กรูอยู่ได้ก็เก่งแล้วเมิง แค่กรูเห็นเสาทีวีก็สยองแล้ว วันไหนไม้ไผ่ผุขึ้นมามีหวังหล่นใส่หัวกรูแน่"
"ไม่เอาอ่ะ อย่างกะหอผีสิงกรูกลัว"
.......................................................
"โอ้ยยยยแมร่งเมิงเลือกซะทีสิวะ กรูร้อนโคตรๆ แมร่ง เดี๋ยวไม่สบายกันพอดี" ผมไม่ไหว
"ก็กรุไม่ถูกใจนี่หว่า หน่านะ ทนหน่อย เป็นเมียพี่ต้องอดทนนะจ๊ะ" ตอนนั้นยอมรับว่าหงุดหงิดมาก เพราะมันเลือกโคตรๆ เกือบระเบิดอารมณ์ใส่ไปแล้วดีที่ว่า.....
"เอ้ยยย ๆๆๆเมิง หนูๆ"ผมเหลือบไปเห็นหนูนอนตายข้างกองขยะใกล้ทีน ด้วยความตกใจกระโดดขี่หลังทันควัน มือก็ตีหัวมันรัวยิกๆ มันคงตกใจ
"โอยแล้วเมิงมาตีกรูทำไม สาดดด กรูเจ็บ ลงไป" ผมได้สติ แต่ขนยังลุกเกลียว สิ่งที่กลัวที่สุดในชีวิตคือ อะไรก็ได้ที่ตาย หนูเป็นไม่กลัว หมาเป็นไม่กลัว กระต่ายเป็นไม่กลัว (แต่ถ้านกเป็น ไก่เป็น เป็ดเป็น สัตว์ปีกเป็น กลัว หรือตายก็กลัว เพราะตอนเด็กๆเคยดูหนังจนที่มีนกอินทรีตัวใหญ่ๆ ไม่รู้ใช่เอี๊ยก๊วยรึป่าว เลยฝังใจ อิๆ เป็นคนกลัวอะไรที่มีขนๆ) ถ้าทุกอย่างนอนตายกลัวหมด แม้แต่มด
"เมิงมันตายแล้วจะกลัวทำซากอะไร" ผมหันหลังไปมอง เห็นพวกวัยรุ่นเดินตามหลังมา ท่าทางก็นะ น่ากลัวหน่อยนึงเดินหัวเราะตามหลัง มันเลยคว้าคอผมกอดแน่น
"เมิงจะกอดคอกรูทำไม กรูเหนียว "ผมพยายามแกะมือมันออก
" เหอะหน่า" ยอมกรูไปเหอะ"
.................T-T


"โอย อ้อย กรูเมื่อยแล้วว่ะเมิง พากรูออกไปจากที่นี่เหอะ เมิงดูน้ำมูกกรูไหลเป็นทางแล้ว" ผมเงยหน้าให้มันดู เนื่องจากเป็นโรคภูมิแพ้
"มา" มาเอาทิชชู เยินๆมาซับจมูก
"ไปก็ไป เดี๋ยวนั่งรถไปลงตลาดหัวตะเข้ หาแถวนั้นอีกที่เดียวแล้วกลับก็ได้ กรูก็เมื่อยสาดดเหมือนกัน"
เราข้ามถนนอีกแล้ว กลัวจริงๆถนนแถวนั้น คราวนี้ผมไม่ยอมให้มันจับมือแล้ว
"เอาจับสายสะพายกระเป๋ากรูแทน"
..........................................................................
เรานั่งรถ 2 แถวมาลงตลาดหัวตะเข้ หน้าโรงบาลลาดกระบัง
"เดินข้ามไปซอยนี้ดีกว่ากรูชอบ มันร่มรื่นดี" มันเดินนำผม หน้าดำยังกะโดนของ
" เฮ้ยกรูปวดเยี่ยวเมิงรอตรงนี้ก่อนนะ" ผมบอก พลางวิ่งเข้าไปในที่ว่าการฯ เยี่ยวเสร็จออกมา มันหายไปไหนไม่รู้ เดินหันไปหันมา ตาเหลือบไปเห็นท่าน้ำเลยเดินไป เห็นมันนั่งจ่อมอยู่ตรงนั้น
"กรูชอบตรงนี้ว่ะเมิง ทำให้กรูคิดถึงบ้าน " ผมก็ชอบนะ มันร่มรื่นมาก มีสะพานข้ามไปอีกฝั่ง อีกฝั่งน่าจะเป็นเทคโนฯ
"กรูจะเอาแถวนี้แหละ" มันลุกพรวด เดินไปหอเพิ่งสร้างซอยข้างๆทันที
"อะไรของมันวะ" นึกจะไปก็ไป ผมเกาหัวหยิกๆ
..........................................................................
สรุปมันเลือกหอ......ที่อยู่ติดคลองตรงนั้น ผมล่ะโล่งอกซะทีที่มันหาได้ซะที
"วันไหนเมิงเข้ากะดึก เมิงมานอนกับกรูนะ เดี๋ยวกรูจะจัดห้องไม่ให้รก ตอนค่ำ เราก็มานั่งเล่นตรงนี้กัน เฮ้อออออ นึกแล้วก็อยากจะย้ายมาไวๆ........ว่าแต่เมิงไม่อยู่กับกรูจริงเหรอ"
ผมฟังแล้วร้าวๆในใจยังไม่รู้ครับ บอกไม่ถูก นี่ผมทำผิดไปรึปล่าวที่ไม่บอกมันตั้งแต่วันแรกที่รู้ ผมทำผิดไปแน่ๆ



"เมิงจะไปเดินดูในแอร์พอร์ตอีกป่าว" มันถามขณะอยู่ในแท๊กซี่
"เมิงดูสภาพกรู ไหวอีกก็บร้าแล้ว กรูอยากกลับบ้านนนนน"
สุดท้ายเราทั้งคู่ก็นั่งรถสายเดิมกลับบ้านด้วยความเหนื่อยเพลีย ผมนั่งริมหน้าต่างตามเคยด้วยความเหนื่อย ผมจึงผล๋อยหลับ อ้าปากหวอ
.................................
.......................
..................
.............
........ ตื่นมาอีกทีเพราะเสียงโทรศัพท์ ผงกหัวขึ้นมา อ้าว ไอ่อ้อย มันไมหัวเมิงมาอยู่บนบ่ากรู มิน่า กรูถึง เมื่อยๆ...ผมยักไหล่ให้มันตื่น 2ครั้งก็แล้ว 3ครั้งก็แล้ว ยังไม่ตื่นนะเมิง ตามแผนที่คิดทันที ผมใช้ดรรชนีนิ้วชี้ของผมนี้ปาด ปราดดดดดดดดด ไปที่ปากมัน
"ทุ้ยๆ แหวะ" ได้ผลครับ แสดงว่าแกล้งหลับ
"แมร่ง มือเค็มสาดดด" มันเอามือเช็ดปาก
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา อ้าว พี่โบ้นิ
"ดีเพ่" ทักไปงั้นๆแหละ
"ดี ตกลงวันเสาร์เอาไง"
"โห เจ๊ จะไม่ถามสารทุกข์สุขดิบหน่อยเหรอ" ผมแหย่แกเล่น
"ไม่หล่ะ ชั้นรู้อยู่แล้วว่าแก สบายดี ว่าไง ชั้นอยากรู้"
"เออ ผมกล่อมมันได้แล้วหล่ะ หลอกว่าไปดูคอนเสิร์ต หนุ่มบาว-สาวปาน"
"เยี่ยมจริงๆ น้องร๊ากกก แล้วนี่อยู่ไหนเนี๊ยะ"
"อยู่บนรถ กลับมาจากหาหอกับไอ่อ้อย"
"เค้าอยู่กับแกเหรอ"
"อืม"
"ขอชั้นคุยหน่อยดินะ" ผมหันไปมองหน้ามัน เฮ้ออ ไร้เดียงสาเจงๆ ไอ่อ้อยเอ้ยยยยยย
...............................................


ผมยื่นโทรศัพท์ให้มัน มันทำหน้างงๆ ผมเลยยัดใส่มือมันเลย พลางเมินหน้าหันไปทางอื่น เพราะไม่อยากได้ยินที่เค้าพูดกัน มันยังไงไม่รู้ แต่มันก็ดั้นได้ยิน
"อะโหล"
"................."
"ดีครับ ใครอ่ะ"
"................."
"จำไม่ได้อ่ะ ความจำสั้น"
"....................."
"ไม่รู้ ไม่รู้จัก"
".................."
"ขอบใจ ว่าแต่มาทำไม"
"................."
"ไม่ว่าง มีนัดกับเป็ดแล้ว"
"..............."
"อะไร พูดอะไรไม่เห็นจะรู้เรื่อง"
".................."
"รู้ได้ไง"
"......................"
"เฮ้ยพูดอะไรวะ ไม่เห็นรู้เรื่อง ไม่คุยแล้ว "
มันยื่นโทรศัพท์ให้ผมหน้าตาบูดบึ้ง
"เป็นไงพี่" ผมถาม
"มันด่าชั้นว่ะ มันด่าว่าชั้นพูดไม่รู้เรื่อง แต่ไม่เป็นไรหรอก แบบนี้แหละชอบ ซาดิสซ์ดี ตบจูบๆ"
"พอเหอะเจ๊ เป็นว่าแค่นี้นะ"
ผมวางสาย หันไปมองหน้ามัน
"ใคร" มันจ้องหน้าคาดคั้นความจริง
"เพื่อนน่ะ "
"แล้วมารู้จักกรูได้ไง" ตามันจะหลุดออกมาแล้ว ดูดิ ผมหลบตา
"กรูเล่าให้มันฟัง มันก็แค่อยากรู้จัก กรูบอกว่าเมิงนะหล่อ นิสัยดี น่าร๊ากกกก" พยายามทำตัวให้ตลกสุดชีวิต
"ทีหลังไม่ต้องนะ ยุ่งเรื่องของกรูระวังเหอะเมิง กรุจะปล้ำไม่ทันให้เมิงหรอก แมร่งสาดดดด เจือกจริงๆ"
โดนไปชุดใหญ่ จ๋อยไปเลยผม คิดในใจจะรอดมั๊ยเนี๊ยะ คู่เนี๊ยะ (จริงๆวันที่ไปดูหอ ถ่ายรูปกันไว้หลายรูป อยากเอามาลง แต่ว่าลงไม่เป็น อิๆ)
.........................................................................
ผมลงรถหน้าซอยบ้าน มันนั่งต่อไปลงที่หอมัน ฝนตกปรอยๆ ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบาย
ผมเดินก้มหน้า คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่แล้วมันก็วกกลับมาเรื่องมันอีกอยู่ดี ผมถามตัวเองว่า นี่มันเข้ามาอยู่ในสมองจนแคะไม่ออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมแปลกใจที่เมื่อก่อน แม้แต่หน้ามันผมยังนึกไม่ค่อยออก แต่ตอนนี้มันชัดเจนทุกอย่าง มันค่อยๆซึมเข้ามาในชีวิตผม เหมือนส้วมซึม แล้วในที่สุด มันก็มาครอบงำความคิดผม เข้ามาทำให้ผมคิดแต่เรื่องมัน
"อืม เมิงเก่ง" ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ
.......................................................................
***วันนี้เศร้าครับ มากๆๆ แต่จะพยายามเขียนให้ตลกนะครับ(ฝืดหน่อยก็ทนๆไปก่อนนะ)


เช้าวันเสาร์ผมเข้ากะเช้า มันหยุด เลิกงานบ่าย 2 โทรหาพี่โบ๊ พี่โบ๊บอกว่าให้ผมเอารถไป อย่าให้มันเอารถไป แล้วทีนี้พี่โบ๊จะจัดการให้มันไปนั่งรถพี่โบ๊เอง ผมฟังแล้วก็ อือๆตาม แต่ในใจนึกโกรธตัวเองจริงๆ ผมไม่ได้อยากให้มันมีอะไรกับพี่โบ๊ ไม่ได้อยากให้เค้าทั้งคู่เป็นแฟนกัน ผมไม่ได้อยากยกมันให้ใคร เพราะมันไม่ใช่สิ่งของ มันมีค่ากว่านั้น............................... ผมแค่อยากให้มันมีใครสักคน ตอนที่ผมไม่อยู่ อยากให้มันคิดว่าชีวิตนี้ยังมีคนที่มันน่าจะลองคบหาดูอีกมากมาย แต่พอเหตุการณ์มันยิ่งกลายเป็นแบบนี้ มันก็เหมือนผมยิ่งผลักไสมันให้ออกไปจากชีวิตผม..............................................................................กรูขอโทษเมิงว่ะ ...อ้อย T_T


"ออดดดดดดดดดดดดดดดดดด" เสียงออดยาวเหมือนคนกดออดไม่เป็นแบบนี้ ผมแทบจะไม่ต้องชะโงกหน้าไปดูเลยว่าเป็นใคร
"เฮ้ยยย แต่งตัวดีๆกับเค้าก็เป็นนิ" ผมมองมันแปลกตาไป เพราะปกติมันแนวซกมก
"อ้าวว เดทครั้งแรกกรูก็ต้องหล่อเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เมิงจะได้ไม่อายใคร" เฮ้อออออออ อ้อยยย เอ้ยยย กรูไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วว่ะ
"เออ เมิงรอก่อนกรูอาบน้ำแป๊บนึง จะแต่งตัวให้หล่อไม่แพ้เมิง เมิงจะได้ไม่อายใครเหมือนกัน" ผมพูดไปเพราะอยากเอาใจมัน
"เฮ้ยยยๆ จริงเหรอๆ วิ้วๆ" อืมมม ชาติที่แล้วมันเคยเป็นนก
ผมจัดการอาบน้ำแต่งตัว ด้วยใจหดหูกว่าทุกวัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเศร้า อาจเป็นเพราะ
- ผมใกล้จะต้องไปทำงานแล้ว
- ผมจะต้องจากแม่ จากน้อง จากที่ที่เคยคุ้นตา
-ผมจะต้องจากคนที่ผมรู้สึกดีๆด้วยหลายคน โดยเฉพาะมัน ผมเศร้ากว่าที่ต้องจากกับแฟนเก่าผมแน่นอน เพราะครั้งนั้น เราจากกันโดยที่อีกคนหมดรัก แต่ครั้งนี้ เราต่างจากกันทั้งที่ยังเป็นห่วง ยังรู้สึกดีๆต่อกัน
- ผมอาจทำร้ายจิตใจอ้อยมากว่าที่ควรจะรู้ว่าผมจะไม่อยู่กับมันแล้ว ผมมันเลวชาติ ผมเลวจริง ผมควรจะบอกเรื่องที่ผมจะต้องไปตั้งแต่แรก อย่างน้อยมันจะได้ทำใจ.........ผมควรจะทำดีกับมันให้มากๆตอนที่เรายังเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน..........ผมไม่ควรพยายามยกมันให้กับใครทั้งที่มันอาจไม่เต็มใจ ถ้ามันรู้มันจะว่าไง ทั้งหมดนี้จะเกิดกับมันในไม่ช้านี้ ผมหนักไปสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ถ้าเกิดกับผม .............แมร่ง กรูทำอะไรลงไปว่ะ


" อ้อย มานี่หน่อย มาช่วยเลือกเสื้อหน่อย" ผมตะโกนเรียก
"ตัวนี้เป็นไง กรูซื้อมาจากจตุจักร" มันส่ายหน้า
"ตัวนี้อ่ะ" ส่ายหน้า
"นี้หล่ะ" ยังไม่ถูกใจอีก
มันลุกขึ้นมาเปิดตู้ เลือกเสื้อในตู้ทีละตัว
"เอาตัวนี้แหละ กรูชอบ" มันยื่นให้ผม ผมก็แค่อยากให้มันมีความรู้สึกดีๆแค่นั้นเอง
เสื้อสีชมพูตัวเดิมที่เคยใส่ กางเกงยีนก็เดิมๆ รองเท้าผ้าใบ adidas คู่320 คู่เดิม ต่างกันตรงหัวใจมันไม่ใช่หัวใจดวงเดิมอีกต่อไป ถ้าอ้อยกับพี่โบ้เข้ากันได้ดี ผมจะดีใจแต่ส่วนลึกผมเสียใจ เสียใจที่ต้องยกคนที่ดีๆ เพื่อนดีๆให้คนอื่นเหมือนไม่รู้ค่า แต่ถ้าเค้าทั้งคู่เข้ากันไม่ได้ ผมก็คงต้องเสียใจ เสียใจที่ทำร้ายจิตใจเพื่อนคนนี้ แต่ในส่วนลึกๆผมก็ยังแอบดีใจ ที่อย่างน้อย ผมก็ยังสามารถเก็บมันไว้ในใจลึกๆได้ แต่แล้วไงหล่ะ ในเมื่อวันนึงผมก็ต้องจากมันไปอยู่ดี สับสนโว้ยยยยยย
เราขับรถมาถึงตึกชาแลนเจอร์ ธันเดอร์โดม เจอพี่โบ๊อยู่ในที่ตามที่บอก
"อ้าว หวัดดี " พี่โบ้ทำเนียน
ผมหันหน้าไปมองมัน หน้ามันเจื่อนๆ งงๆ
"เอาพี่ได้บัตรนั่งมา 3 ใบ เป็ดใบนึง พี่ใบนึง อ้อยนี่ของอ้อย" พี่โบ้ยื่นบัตรให้มัน มันหันมามองหน้าผม เหมือนขอความเห็นแบบงงๆ ผมพยักหน้าให้มันรับไป
"จะหาอะไรกินก่อนมั๊ย" พี่โบ๊หันมาถาม
"ไม่หล่ะครับ ไม่หิว" ผมตอบด้วยอารมณ์ขุ่นมัว หน้าไอ่อ้อย เหมือนผิดหวัง ที่แทนจะไปกัน 2คน กลับมีใครที่มันไม่สนิทมาอีกคน
"งั้นเราเข้ากันเลยไป" ผมเดินเข้าไปพร้อมมัน พี่โบ้ ดึงมือผม แล้วขยิบตา...................ผมพอจะเข้าใจ ถอยออกมา 2-3ก้าวเพื่อให้พี่โบ๊เดินไปข้างๆมัน ผมมองตามหลังด้วยใจหวิวๆ หรือว่ากรูเป็นส่วนเกิน.
......................................................................


ผู้คนเดินกรูเข้าไปในโดมมากมาย ผมเริ่มถูกเบียดออกห่างจากมันทุกที ทุกที ผมหน้าชา เหมือนโดนทิ้ง แต่จริงๆผมเองเป็นฝ่ายทิ้งมัน ผมชะเง้อหน้ามองหามัน ผู้คนยังคงเบียดเสียดกันเข้ามา แล้วผมก็เจอสายตาคู่นึง มันเองก็กำลังมองหาผม มันยกมือเรียก..........................น้ำตาผมแทบไหล มันยังคงต้องการผมแม้แต่ตอนนั้น ....ขอบใจเมิงว่ะอ้อย.............ขอบใจที่ยังเห็นกรู
.......................................
.................................
.......................
.............
.........
.........
.ผมตัดสินใจเดินเบียดฝูงคนเข้าไปให้ถึงมัน เบียดเข้าไป จนในที่สุดผมก็ถึงที่มันยืนอยู่
"แมร่งเดินช้าๆแบบนี้ เดี๋ยวก็หลงกันหรอก ฟายเจงๆ มา" มันยื่นมาจูงมือผมอีกครั้ง ผมอุ่นใจอย่างประหลาดเลยครับตอนนั้น

พี่โบ้เป็นคนเดินหาเก้าอี้ เราเจอที่ที่เราได้นั่ง พี่โบ้ขยับเก้าอี้ตัวแรกให้ไอ่อ้อยนั่ง
"ขอบคุณครับ" มันขอบคุณพี่โบ๊เบาๆ พลางเลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่ง ตอนนั้นผมยังไม่ทันคิดทำท่าจะนั่ง แต่พี่โบ๊ดึงมือไว้บอกว่า
"นี่เก้าอี้แกอยู่ตัวนี้ " แล้วแกก็นั่งที่ที่ผมถูกร้องขอให้นั่ง
ผมโกรธมากครับตอนนั้น แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า เราอยากให้เค้ารู้จักกันไม่ใช่เหรอ เราเป็นคนทำเรื่องนี้เองไม่ใช่เหรอ แล้วจะไปโกรธใคร
มันหันมามองผม แล้วหันไปมองพี่โบ๊ เหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่โบ๊กับผมทำ
.................ผมปล่อยให้การแสดงผ่านไป (ต้องขอโทษสาวก af3 ด้วยนะครับ หากคำพูดบางคำพูดต่อนี้จะไปลบหลู่แฟนคลับเข้า) โดยที่ไม่ได้สนใจเลย แต่รู้สึกว่า เรามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ เสียงของนักร้องแต่ละคนที่ร้องออกมาไม่ได้ทำให้ผมตื่นจากภวังส์มาสนใจสิ่งที่อยู่บนเวทีเลยสักคน ผมยังคงต้องทนกับเสียงกรี๊ด 8 หลอดของพี่โบ๊ และเหล่าสาวกข้างหลัง ลำพังเรื่องของไอ่อ้อยก็แทบจะทำให้หัวระเบิดแล้ว ยังต้องโดนคนกรี๊ดกรอกหู ตอนนั้นมันวุ่นวายไปหมดทั้งในใจ และรอบข้าง...
............ผมเหลือบหางตาไปมองมัน นึกสงสารจับใจ ดูมันอึดอัด และไม่มีความสุขเอาเลย พี่โบ๊ก็นะ เอาแต่กรี๊ดๆนักร้องไม่สนใจไอ่อ้อยเลย ผมหันสายตากลับทันทีเมื่อเห็นว่ามันหันมามอง........................


สนธิสัญญาสารภาพที่ผมเตรียมไว้ถูกใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายมันตอนที่อยู่ในรถก่อนเข้าโดม ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะได้อ่านเมื่อไหร่ แต่หวังไว้ว่าถ้ามันได้อ่านมันจะเข้าใจทุกอย่างที่ผมทำ.................................................
ผมเงยหน้าขึ้นมองว่านักร้องที่ร้องเพลงสัญญาเมื่อสายัญเป็นใคร เพราะรู้สึกว่าจะร้องดีกว่าทุกคนที่ผ่านมา ผมหันไปมองมัน มันก็ชะเง้อดูอยู่เหมือนกัน ค่อยยังชั่ว
ตุ้ย มั้งชื่อตุ้ยน่ะครับที่ร้อง ผมว่าเค้าร้องเพราะที่สุดนะ น่าจะชนะ เมื่อตุ้ยร้องจบทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม
อยู่ดีๆ มันก็ลุกพรวดขึ้นมา
"โทดครับ" มันขอทางพี่โบ้
"กรูจะกลับแล้ว ง่วงนอน" แล้วมันก็เดินไปเลย ผมหันไปมองหน้าพี่โบ้ แล้วรีบลุกตามออกไป
"เดี๋ยวสิวะ มันยังไม่จบเลย ใกล้แล้ว" ผมเดินตามหลังมันไป แมร่งเดินเร็วโคตร
"กรูเบื่อ แมร่งเซ็ง เมิงจะดูก็ดูไป กรูเรียกแท๊กซี่กลับเอง ไปเถอะ" ผมยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดิน
"โอเค กลับก็กลับ แต่เดี๋ยวกรูไปบอกพี่โบ้ก่อน ผมหันหลังไปมองหาพี่โบ้ เห็นเดินตามมาไวๆ
"พี่เรากลับก่อนนะ" ผมบอก
"เดี๋ยวสิ ไปหาไรกินก่อน พี่เลี้ยงเอง ไปที่ร้าน...นะ"
"อ่ะ เป็ดขับรถเป็ดไปนะ ไปก่อนเลย เดี๋ยวอ้อยมากับพี่ก็ได้นะ" พี่โบ้จัดการเสร็จสรรพ โดยที่ผมยัง งงๆ อยู่ มันมองหน้าผมอีกแล้ว ผมพยักหน้า บอกให้ไปกับเค้าเถอะ แล้วผมก็เดินออกมา
.....................
..........................
..".........เดี๋ยวโว้ย กรูไปด้วย............. แมร่งทิ้งกรูสาด เดี๋ยวป๊าดดดเหนี่ยวเลย" มันทำท่ายกศอก ผมแปลกใจ
"อ้าว ไมไม่ไปกับเค้าอ่ะ" ผมถาม
"กรูไม่กล้าว่ะ ท่าทางไม่ใช่ผู้ชาย เมิงนี่จะให้กรูไปกับเค้าได้ไง ไว้ใจได้รึป่าวไม่รู้ กรูยิ่งหล่อๆอยู่" มันยิ้มเหมือนเด็กได้ของเล่น
....................................................


"เมิงว่าพี่โบ้เป็นไงมั่ง" ผมลองแย๊บๆถามดู
"เป็นยังไง กรูจะไปรู้เหรอ กรูไม่สนิทกับเค้าเหมือนเมิงนิ"
"อ้าว...เมิงไม่ได้อยากได้เค้าเป็นเมียแทนกรูเหรอ" ผมแหย่
"บร้าสาดดด เค้าเป็นผู้ชายนะโว้ย กรูจะไปเอาทำเมียได้ไง"
"อ้าว ไอ่เอี๊ย กรูก็ผู้ชายนะเฟ้ย ไมเมิงยังอยากให้กรูเป็นเมียเมิงเลยอ่ะ" ผมสงสัย มองตัวเองกรูไม่ใช่ผู้ชายตรงไหนหว่า
"มันไม่เหมือนกานนน กรูบอกไม่ถูกหรอก ของงี้เมิงต้องลองเอง"
"เอ้ย อย่ามาทะลึ่ง เอามือเมิงออกไป กรูขับรถอยู่ เดี๋ยวได้ตายห่ากันทั้งคู่หรอก" มันค่อยๆเอามืออกไปจากขาอ่อนผม
"นี่เมิงว่า ถ้ากรูสมัคร AF มั่ง เค้าจะเอากรูไม่วะ ถึงกรูไม่หล่อเท่าพวกนั้นนะเว้ย แต่เสียงกรูดี.................จากปากช่องมาเจ้าลื้มสั่นย่าข่องเร้าเมือส่ายานนน"
"พอเหอะเมิง ร้องให้ตรงวรรณยุกต์ก่อนนะ แล้วค่อยคิดจะไปสมัคร กรูว่าอยู่แบบนี้น่ะดีแล้ว"
มันหัวเราะ พลางหยิบกระเป๋าสะพายจะเปิดออก
"จะทำอะไร" ผมตวาดลั่นกลัวมันเจอสนธิสัญญา มันสะดุ้ง
"กรูจะเอาทิชชู ทำไมต้องตวาดกรูด้วยว่ะ ไอ่เอี๊ย .....ตกใจหมดกรู"
"เอานี้ไป" ผมดึงทิชชูที่รถให้มันไป
..............................................................
รถจอดเลียบถนน ผมเห็นพี่โบ้ยืนคุยโทรศัพย์อยู่ที่รถแก............คิดในใจ ไม่อยากลงจากรถเลย อยู่ในรถก็มีความสุขดีอยู่แล้ว........
...............



แต่ก็ต้องลง

"สั่งเต็มที่เลยนะ พี่เลี้ยง " พี่โบ้ใจใหญ่ขึ้นมาทันที
"อ้อย อยากกินอะไร สั่งเลยนะ" พี่โบ้ส่งตาหวานให้อ้อย...อ้อยมันก็ยิ้มๆ คงอารมณ์ดีขึ้นแล้วมั้ง ผมนั่งมอง เท้ากระดิก
"กินหอยลายผัดฉ่ามั๊ยร้านนี้อร่อย" พี่โบ้ยังคงค่อยๆตะล่อม
"ไม่หรอกครับผมแพ้หอย " อืม ไอ่อ้อย เข้าทางพี่เค้ามั๊ยหล่ะเมิง
"อูยย จริงเหรอ เหมือนพี่เลย แพ้หอยเหมือนกัน กินแล้วคันคอ ดูสิๆ" พลางถลกคอเสื้อ ไอ่อ้อยหัวเราะ ผมนั่งมองไม่พูดอะไร
"แกจะสั่งอะไรกินเต็มที่เลยนะเป็ด ถือว่าชั้นเลี้ยง" พี่โบ้ ส่งซิกส์
"ไอ่เป็ดมันไม่กินอะไรหรอกพี่ มันกลัวอ้วน พุงออกมาหน่อยนึง มันก็แทบบร้าแล้ว 555" อืม หัวเราะกันใหญ่เห็นกรูเป็นตัวตลก
"อ้อย นี่ตลกนะ พี่ชอบคนตลก" อืม แหวะ ชอบคนตลกแล้วไม ไม่ไปเอาตลกหล่ะ ผมคิดในใจ
"ไม่ตลกหรอกพี่ เป็นงี้มาแต่เด็ก" ตลกแ**กอะดิเมิง ถุยยย
"อืมมม แล้วหล่ออย่างงี้มีแฟนยัง" พี่โบ้ถามเข้าประเด็น
ผมนั่งลุ้น..........ว่ามันจะพูดอะไร
"ยังหรอกพี่ หน้าตา นิสัยห่วยๆแบบนี้ใครจะมาเอาผม" พูดเสร็จมันหันมายักคิ้วให้ผม
" โกหก สิ....พี่ว่าอย่างงี้ขี้คร้านสาวๆหลงคารมตึม" ใครจะเอามัน...โรคจิตแบบนี้ ผมคิด
"หลงทางเสียเวลา หลงรัชดากลับบ้านไม่ถูก" อ้าวเฮ..............หัวเราะแมร่งกันอยู่ 2 คน
ผมอยากตะโกนออกไปว่า
" กรูนั่งอยู่กับพวกเมิงอีกคนนะเว้ยยย กรูอยู่นี่"


........คนบางคนเข้ามาในชีวิตเรา ไม่เหลือไว้เพียงแต่รอยเท้า.............................
เพลงใครไม่รู้ครับ แต่ตอนนี้กำลังฟังเพลงนี้อยู่ แล้วก็ขนลุก น้ำตามันก็เอ่อ ทันที เปลี่ยนเพลงดีก่า..........ไม่งั้นพิมพ์ต่อไม่ได้แน่...................................................
.........................................................................
ผมนั่งมองพวกเค้าทั้งคู่ กระเป๋าสนธิสัญญาสารภาพก็ถูกวางบนเก้าอี้อีกตัว มันยังคงนอนนิ่งอยู่ในเป้ของเจ้าของที่กำลังจะอ่านมันในไม่ช้า ดูมันเข้ากับพี่โบ้ได้ดี ผมคิดในใจ ผมควรจะสบายใจสิถึงจะถูกที่สิ่งที่ผมคิดเป็นไปอย่างที่หวัง แต่ทำไมผมกลับไม่สบายใจเลยก็ไม่รู้เหมือนกัน.....
...........อาหารถูกยกมาเสริฟ จานแล้วจานเล่า ผมนั่งมองพี่โบ้ ตักอาหารให้มัน ยิ้ม..หัวเราะกัน ทำไมมันเสียวแปล๊บที่ใจ ผมรู้สึกเหมือนโดนแย่งของรักไปต่อหน้าต่อตา
"อ้อย ถ้าพี่จะจีบอ้อย อ้อยจะว่าไง" พี่โบ้พูด ทำผมหลุดจากภวังค์ พี่โบ้กล้าพูดแบบนี้ตอนที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ได้ยังไง .........................
"ถ้าพี่กล้าก็ลองดิ" นั่นคือคำพูดของมันที่ทำให้สติผมหลุด ผมทนนั่งอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว ผมลุกพรวดขึ้นมา
"พี่โบ้ ผมเข้าห้องน้ำก่อนนะ" ผมบอกเสร็จหยิบกระเป๋าตัวเองไปด้วย เดินออกมา หันหลังไปมอง ไม่มีใครมองตามผมเลย เฮ้ออ....................................................
ผมเดินอ้อมมาข้างหลังร้าน สตาร์ทรถ ออกไป ขับรถด้วยความเร็ว ในหัวมันสับสนไปหมด อาจเป็นเพราะรู้สึกเป็นไข้ด้วย เมื่อวานเดินตากแดดตากฝนทั้งวันเลยทำให้รู้สึกอย่างงี้...................................................
...........สติผมค่อยๆกลับมา ตอนที่จะถึงบ้าน ผมหยิบโทรศัพท์โทรหาพี่โบ้ หน้าจอมีเบอร์มันโชว์อยู่นับ 10 ครั้ง
"พี่โบ้ ผมไม่สบายนะกลับบ้านก่อน" ผมบอกพี่โบ้
"เออ ตามใจแก ชั้นไม่สนแล้ว บอกเพื่อนแกด้วยนะ ว่าชั้นก็ไม่เอามันเหมือนกันแหละ " อะไรของพี่โบ้
"อะไรพี่เกิดอะไรขึ้น" พี่โบ้เล่าให้ฟังว่า พอผมหายไปนานมันก็เลยโทรหาผม โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติด พี่โบ้เลยบอกว่า สงสัยกลับบ้านไปแล้วมั้ง เค้าคงอยากให้เราอยู่กัน 2 คน พี่โบ้เลยบอกว่าชอบมัน.....มันลุกขึ้น บอกพี่โบ้ว่า ผมไม่ใช่เกย์ แล้วถึงผมจะเป็นผมก็จะเป็นกับไอ่เป็ดคนเดียว แล้วมันก็เดินออกไป........................ผมฟังแล้วขนลุก ความรู้สึกผิดมันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอยู่ที่ลูกกระเดือก ผมสมควรตายจริงๆ
ผมหยุดรถ คิดว่าป่านนี้เที่ยงคืนมันจะกลับยังไง มันก็ไม่คุ้นทาง ถ้ามันหลงไปทำไง คิดเสร็จผม ถอยรถยาวจากท้ายซอย ชนหมาชนแมว เหยียบหนู ไม่สนแล้วตอนนั้น ผมจะไปหามัน กรูจะไปหาเมิงอ้อย ...........


ผมขับรถมาทางเดิม แต่คนละอารมณ์ ความโกรธเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแต่ความรู้สึกผิด..........
..........และเป็นห่วง
ผมรีบบึ่งมาหน้าร้านข้าวต้มเมื่อกี้ แต่ไม่มีใครอยู่ ผมเลยขับรถออกไปทางเดิม ผ่านหน้าปากซอยม.สุโขทัย เห็นป้ายรถเมล์ สลัวๆ พร้อมชายคนนึง...............
นั่งกุมขมับ.....................................................................................................


ผมจอดรถทันที..

มันเงยหน้าขึ้นมามอง................แล้วก้มหน้าลงต่อ ผมนั่งใกล้มัน
"อ้อย กรูขอโทษนะ" มันยังไม่พูด
"ผมหันไปหามัน เอามือแตะบ่า "อ้อย กรูขอโทษ ขอโทษ ได้ยินมั้ยอ้อย" เมื่อคืนผมร้องไห้ครับ สารภาพ เพราะสงสารมันจับใจ น้ำตาผมไหลหยด
"กรูไม่รู้ ไม่รู้ว่าเมิงจะทำแบบนี้ กรูขอโทษ" ผมสะอื้น
มันเงยหน้าขึ้นมา ผมต้องตะลึงกับสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้า ไอ่อ้อย ร้องไห้น้ำตาเต็มหน้า ผมปล่อยโฮ เลยครับตอนนั้น ปากบอก"กรูขอโทษๆๆๆๆๆ" ซ้ำ มือก็ลูบบ่ามัน
ผมทำร้ายคนที่ดีกับผมได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ผมทำร้ายมัน




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 22:07:34 น.
Counter : 187 Pageviews.  

1  2  3  4  

deffyduck
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
Friends' blogs
[Add deffyduck's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.