ภาพฝ่ายวิญญาณ- คริสตจักรบาบิโลน
ลูกา 10 / Luke 10

10:19 ดูเถิด เราได้ให้พวกท่านมีอำนาจเหยียบงูร้ายและแมงป่อง และมีอำนาจใหญ่ยิ่งกว่ากำลังศัตรู ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะทำอันตรายแก่ท่านได้เลย


10:19 Behold, I give unto you power to tread on serpents and scorpions, and over all the power of the enemy: and nothing shall by any means hurt you.








ลูกา 12 / Luke 12

พระคริสต์เสด็จมาเพื่อให้เกิดการแตกแยกกัน

12:51 ท่านทั้งหลายคิดว่า.... เรามาเพื่อจะให้เกิดสันติภาพในโลกหรือ
...**** เราบอกท่านว่า มิใช่ แต่จะให้แบ่งแตกกันต่างหาก!!!!!


Christ Brings Division Among Men
12:51 Suppose ye that I am come to give peace on earth? I tell you, Nay; but rather division:

เมื่อศึกษาลงลึกไปถึงฝ่ายวิญญาณ.....ตามพระคัมภีร์...คริสตจักรได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ

กลุ่มที่ 1. กลุ่ม 144000 กลุ่มนี้ถูกทรงเรียกให้ออกมาจากคริสตจักรเรียบร้อยแล้ว

วิวรณ์ 18 / Revelation 18

18:4 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่งประกาศมาจากสวรรค์ว่า "ชนชาติของเรา จงออกมาจากนครนั้นเถิด เพื่อท่านทั้งหลายจะไม่มีส่วนในการบาปของนครนั้น และเพื่อท่านจะไม่ต้องรับภัยพิบัติที่จะเกิดแก่นครนั้น

18:4 And I heard another voice from heaven, saying, Come out of her, my people, that ye be not partakers of her sins, and that ye receive not of her plagues.

วิวรณ์ 14 / Revelation 14

14:4 คนเหล่านี้เป็นคนที่มิได้มีมลทินกับผู้หญิง เพราะว่าเขาเป็นพวกพรหมจารี พระเมษโปดกเสด็จไปที่ใด คนเหล่านี้ก็ตามเสด็จไปด้วย พวกเขาเป็นผู้ที่ทรงไถ่จากมวลมนุษย์ เป็นผลแรกถวายแด่พระเจ้าและแด่พระเมษโปดก

14:5 ปากเขาไม่กล่าวคำอุบายเลย เพราะเขาไม่มีความผิดต่อหน้าพระที่นั่งของพระเจ้า


14:4 These are they which were not defiled with women; for they are virgins. These are they which follow the Lamb whithersoever he goeth. These were redeemed from among men, being the firstfruits unto God and to the Lamb. 14:5 And in their mouth was found no guile: for they are without fault before the throne of God.

14:5 And in their mouth was found no guile: for they are without fault before the throne of God.

****คนเหล่านี้เป็นคนที่มิได้มีมลทินกับ....'ผู้หญิง' <-----คำว่า 'ผู้หญิง' ในพระคัมภีร์หมวดคำพยากรณ์ หมายถึง 'คริสตจักรบาบิโลน'


วิวรณ์ 7 / Revelation 7
7:3 ว่า "จงอย่าทำอันตรายแผ่นดิน ทะเลหรือต้นไม้ จนกว่าเราจะได้ประทับตราไว้ที่หน้าผากผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้าของเราเสียก่อน"

7:4 และข้าพเจ้าได้ยินจำนวนของผู้ที่ได้การประทับตรา คือผู้ที่ได้การประทับตรานั้น ก็มาจากทุกตระกูลในชนชาติอิสราเอลได้แสนสี่หมื่นสี่พันคน

7:3 Saying, Hurt not the earth, neither the sea, nor the trees, till we have sealed the servants of our God in their foreheads.
7:4 And I heard the number of them which were sealed: and there were sealed an hundred and forty and four thousand of all the tribes of the children of Israel.

****เมื่อแยกกลุ่ม 144000 ออกไปแล้ว ส่วนที่เหลือ 3 ส่วนนั้นถูกเรียกว่า คริสตจักรบาบิโลน ซึ่งเราจะพบคำว่า หนึ่งในสาม หรือ สองในสาม ในพระคัมภีร์ในหมวดพยากรณ์หลายเล่ม โดยเฉพาะในวิวรณ์ ซึ่ง...

**** หนึ่งในสามนั้นหมายถึงกลุ่ม "มวลชน(Multitude)" และ....

**** สองในสาม หมายถึง กลุ่ม "งูร้ายและกลุ่มแมงป่อง (Serpents and Scorpions)"

กลุ่มที่ 2. Multitude ...พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า "มวลชน" หมายถึง คริสเตียนที่รักพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ยังถูกหลอกด้วยคำสอนผิดๆ ในที่สุดคนในกลุ่มนี้จะตื่นจากการหลับไหลที่ไปหลงเชื่อคำสอนของผู้เผยพระวจนะเท็จ แล้วกลับมาสู่ความจริงในพระเจ้า และได้เข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า แต่พวกเขาถูกข่มเหงอย่างหนักจากอีก 2 กลุ่ม (กลุ่ม 3 และ4)


วิวรณ์ 8 / Revelation 8


8:9 สัตว์ทั้งปวง..***ที่มีชีวิต***อยู่ในทะเลนั้น....**ตายเสียหนึ่งในสามส่วน*** และบรรดาเรือกำปั่นแตกเสียหนึ่งในสามส่วน

8:9 And the third part of the creatures which were in the sea, and had life, died; and the third part of the ships were destroyed.

***พระคัมภีร์ตรงส่วนนี้ จะกล่าวถึงเพียง 3 ส่วน เพราะกลุ่ม 144000 ได้แยกออกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องผ่านช่วงความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่(Great Tribulation) แต่กลุ่ม 144000 มีตราประทับของพระเจ้าที่หน้าผากแล้ว จึงได้รับความคุ้มครองอย่างเข้มแข็งจากพระเจ้า(วว.7:3-4)

วิวรณ์ 7 / Revelation 7

การปรากฏของมวลชนที่ได้รับความรอดต่อหน้าพระที่นั่ง


7:9 ต่อจากนั้นมา ข้าพเจ้าก็มองดู และดูเถิด คนมากมาย ถ้ามีผู้ใดจะนับประมาณมิได้เลย มาจากทุกชาติ ทุกตระกูล ประชากร และทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปด

7:10 คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า "ความรอดมีอยู่ที่พระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และมีอยู่ที่พระเมษโปดก"

Millions Saved Stand Before the Throne of God
7:9 After this I beheld, and, lo, a great multitude, which no man could number, of all nations, and kindreds, and people, and tongues, stood before the throne, and before the Lamb, clothed with white robes, and palms in their hands;
7:10 And cried with a loud voice, saying, Salvation to our God which sitteth upon the throne, and unto the Lamb.

7:13 และคนหนึ่งในพวกผู้อาวุโสนั้นถามข้าพเจ้าว่า "คนที่สวมเสื้อสีขาวเหล่านี้คือใคร และมาจากไหน"

7:14 ข้าพเจ้าตอบท่านว่า "ท่านเจ้าข้า ท่านก็ทราบอยู่แล้ว" ท่านจึงบอกข้าพเจ้าว่า "คนเหล่านี้คือคนที่มาจากความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่ พวกเขาได้ชำระล้างเสื้อผ้าของเขาในพระโลหิตของพระเมษโปดกจนเสื้อผ้านั้นขาวสะอาด

7:13 And one of the elders answered, saying unto me, What are these which are arrayed in white robes? and whence came they?
7:14 And I said unto him, Sir, thou knowest. And he said to me, These are they which came out of great tribulation, and have washed their robes, and made them white in the blood of the Lamb.


กลุ่มที่ 3. Serpents (งูร้าย)..
กลุ่มที่ 4. Scorpions (แมงป่อง)


กลุ่มงูร้ายและแมงป่อง (พวกนี้มีบุคลิกลักษณะของฟาริสี สะดูสี ผู้เผยพระวจนะเท็จ ยูดาส/จอมหักหลัง) 2 กลุ่มนี้คือคนที่อยู่ในคริสตจักร เรียกตนเองว่า คริสเตียน แต่คน 2 กลุ่มนี้มีนิสัยเหมือนงูและแมงป่อง พวกเขาจะทำร้าย ข่มเหง รังแก กลุ่มมวลชน

กลุ่มงูร้ายและแมงป่องมักจะทำงานด้วยกัน พวกนี้เขามีซาตานเป็นเจ้านาย คือถูกครอบงำโดยวิญญาณชั่ว แต่พวกเขาไม่รู้ตัว พวกเขาคิดว่าเขาทำงานถวายพระเจ้า พวกเขาไม่มีวันที่ตาฝ่ายวิญญาณจะถูกเปิดออก เขาคือ 2 กลุ่มที่วิญญาณของพวกเขาได้ตายจากพระเจ้าแล้ว

เศคาริยาห์ 13 / Zechariah 13

13:7 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสว่า "โอ ดาบเอ๋ย จงตื่นขึ้นต่อสู้เมษบาลของเรา จงต่อสู้ผู้ที่สนิทกับเรา จงตีเมษบาล และฝูงแกะนั้นจะกระจัดกระจายไป เราจะกลับมือของเราต่อสู้กับตัวเล็กตัวน้อย


13:7 Awake, O sword, against my shepherd, and against the man that is my fellow, saith the LORD of hosts: smite the shepherd, and the sheep shall be scattered: and I will turn mine hand upon the little ones.

อิสราเอลจะถูกพิพากษาและชำระให้สะอาด พวกกบฏจะถูกกวาดทิ้งไป (อสค 20:33-38)
13:8 พระเยโฮวาห์ตรัสว่า ต่อมาทั่วทั้งแผ่นดินจะ….***ต้องขจัดเสียให้พินาศสองในสาม!!!!! และเหลือไว้หนึ่งในสาม

Israel's Judgment and Refining; Rebels Purged Out (Eze. 20:33-38)
13:8 And it shall come to pass, that in all the land, saith the LORD, two parts therein shall be cut off and die; but the third shall be left therein.

….***ต้องขจัดเสียให้พินาศสองในสาม!!!!! --- หมายถึง กลุ่ม งูร้าย กับกลุ่มแมงป่อง <----วิญญาณของพวกเขาได้ตายจากพระเจ้า

***เหลือไว้หนึ่งในสาม….<------- คือกลุ่มมวลชนที่ได้รับความรอดจริงๆ (รวมทั้งกลุ่ม 144000 ซึ่งแยกออกไปก่อนแล้ว)






 


เอเสเคียล 7 / Ezekiel 7

7:2 "เจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสกับแผ่นดินอิสราเอลดังนี้ว่า....
...**** อวสาน ....ความสิ้นสุดได้มาถึงทั้งสี่มุมของแผ่นดินแล้ว!!!!!!

7:3 ...****บัดนี้บั้นปลายก็มาถึงเจ้าแล้ว!!!!!
....**** และเราจะปล่อยความโกรธของเรามาเหนือเจ้าทั้งหลาย!!!!!
....**** และจะพิพากษาเจ้าตามวิถีทางทั้งหลายของเจ้า !!!!
....*** และเราจะตอบสนองการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้าแก่เจ้า !!!!


7:2 Also, thou son of man, thus saith the Lord GOD unto the land of Israel; An end, the end is come upon the four corners of the land.
7:3 Now is the end come upon thee, and I will send mine anger upon thee, and will judge thee according to thy ways, and will recompense upon thee all thine abominations.

To be continue.....




Create Date : 11 เมษายน 2555
Last Update : 1 สิงหาคม 2555 22:51:26 น.
Counter : 1063 Pageviews.

หนึ่งในสาม serpents scorpions multitude
มีคริสเตียนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ผ่านเข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ได้.....คุณจะเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่? ขอพระองค์ทรงประทานความเข้มแข็ง เอเมน

มธ.11:12 ...อาณาจักรแห่งสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน และผู้ที่ใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้

เศคาริยาห์ 13 / Zechariah 13
... ...
อิสราเอลจะถูกพิพากษาและชำระให้สะอาด พวกกบฏจะถูกกวาดทิ้งไป (อสค 20:33-38)
13:8 พระเยโฮวาห์ตรัสว่า ต่อมาทั่วทั้งแผ่นดินจะต้องขจัดเสียให้พินาศสองในสาม และเหลือไว้......****หนึ่งในสาม!!!

13:9 เราจะเอา...****หนึ่งในสาม..***...นี้ใส่ในไฟและถลุงเขาเหมือนถลุงเงิน!!!!
.... และ...ลองดูเขาเหมือนทดลองทองคำ!!!!!
..... ****เขาจะร้องทูลออกนามของเราและเราจะฟังเขา !!!!!
.....เราจะกล่าวว่า `เขาทั้งหลายเป็นชนชาติของเรา' และเขาจะกล่าวว่า `พระเยโฮวาห์คือพระเจ้าของข้าพเจ้า'"

Israel's Judgment and Refining; Rebels Purged Out (Eze. 20:33-38)
13:8 And it shall come to pass, that in all the land, saith the LORD, two parts therein shall be cut off and die; but the third shall be left therein.
13:9 And I will bring the third part through the fire, and will refine them as silver is refined, and will try them as gold is tried: they shall call on my name, and I will hear them: I will say, It is my people: and they shall say, The LORD is my God.

*****นี่เป็นภาพของกระบวนการชำระขี้แร่ออกจากทองคำ....ขัดเกลา...กลั่นกรอง..ลูกของพระเจ้า!!!!

มธ.24:13 แต่ผู้ที่ทนได้จนถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด

Matt. 24:13 But he that shall endure unto the end, the same shall be saved.






Multitude: Seven Thunders


มาระโก 9 / Mark 9

9:49 ด้วยว่าคนทั้งปวงจะต้องถูกชำระด้วยไฟ และเครื่องบูชาทุกอย่างจะต้องถูกชำระด้วยเกลือ

9:50 เกลือเป็นของดี แต่ถ้าเกลือหมดรสเค็มแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ ท่านทั้งหลายจงมีเกลือในตัว และจงอยู่สงบสุขซึ่งกันและกัน"
...
9:49 For every one shall be salted with fire, and every sacrifice shall be salted with salt.
9:50 Salt is good: but if the salt have lost his saltness, wherewith will ye season it? Have salt in yourselves, and have peace one with another.



เอเสเคียล 5 / Ezekiel 5

5:2 เมื่อวันการล้อมครบถ้วนแล้ว เจ้าจงเผาหนึ่งในสามส่วนเสียในไฟที่กลางเมือง และเอาหนึ่งในสามอีกส่วนหนึ่งมา เอามีดฟันให้รอบเมือง และหนึ่งในสามอีกส่วนหนึ่งนั้น เจ้าจงให้ลมพัดกระจายไป และเราจะชักดาบออกตามไป

5:2 Thou shalt burn with fire a third part in the midst of the city, when the days of the siege are fulfilled: and thou shalt take a third part, and smite about it with a knife: and a third part thou shalt scatter in the wind; and I will draw out a sword after them.

5:12 พวกเจ้าหนึ่งในสามส่วนจะล้มตายเพราะโรคระบาด และถูกผลาญด้วยการกันดารอาหารในหมู่พวกเจ้า อีกหนึ่งในสามส่วนจะล้มตายด้วยดาบอยู่รอบเจ้า และอีกหนึ่งในสามส่วนเราจะให้กระจัดกระจายไปตามลมทุกทิศานุทิศ และเราจะชักดาบออกไล่ตามเขาทั้งหลายไป

5:12 A third part of thee shall die with the pestilence, and with famine shall they be consumed in the midst of thee: and a third part shall fall by the sword round about thee; and I will scatter a third part into all the winds, and I will draw out a sword after them.


วิวรณ์ / Revelation

แตรที่หนึ่ง (พืชพันธุ์แห่งแผ่นดินโลกถูกทำลายหนึ่งในสาม)
8:7 เมื่อทูตสวรรค์องค์แรกเป่าแตรขึ้น ลูกเห็บและไฟปนด้วยเลือดก็ถูกทิ้งลงบนแผ่นดิน ต้นไม้ไหม้ไปหนึ่งในสามส่วน และหญ้าเขียวสดไหม้ไปหมดสิ้น

First Trumpet: Elements Destroy One Third Part of Earth's Vegetation
8:7 The first angel sounded, and there followed hail and fire mingled with blood, and they were cast upon the earth: and the third part of trees was burnt up, and all green grass was burnt up.


แตรที่สอง (สัตว์ทะเลถูกทำลายหนึ่งในสาม)
8:8 เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่สองเป่าแตรขึ้น ก็มีสิ่งหนึ่งเหมือนภูเขาใหญ่กำลังลุกไหม้ถูกทิ้งลงไปในทะเล และทะเลนั้นได้กลายเป็นเลือดเสียหนึ่งในสามส่วน

Second Trumpet: Volcanic Eruptions Kill One Third of Sea Life
8:8 And the second angel sounded, and as it were a great mountain burning with fire was cast into the sea: and the third part of the sea became blood;


8:9 สัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่ในทะเลนั้นตายเสียหนึ่งในสามส่วน และบรรดาเรือกำปั่นแตกเสียหนึ่งในสามส่วน

8:9 And the third part of the creatures which were in the sea, and had life, died; and the third part of the ships were destroyed.

9:15 ทูตสวรรค์ทั้งสี่ก็ถูกแก้ปล่อยไป ซึ่งทรงเตรียมไว้สำหรับชั่วโมง วัน เดือน และปี ที่จะให้ฆ่ามนุษย์เสียหนึ่งในสามส่วน

9:15 And the four angels were loosed, which were prepared for an hour, and a day, and a month, and a year, for to slay the third part of men.


โฮเชยา 6 / Hosea 6

6:1 "มาเถิด ให้เรากลับไปหาพระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์ทรงฉีก และจะทรงรักษาเราให้หาย พระองค์ทรงโบยตี และจะทรงพันบาดแผลให้แก่เรา
6:2 อีกสองวันพระองค์จะทรงฟื้นฟูเราขึ้นใหม่ พอถึงวันที่สามจะทรงยกเราขึ้น เพื่อเราจะดำรงชีวิตอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์

A Future Remnant Will Seek God
6:1 Come, and let us return unto the LORD: for he hath torn, and he will heal us; he hath smitten, and he will bind us up.
6:2 After two days will he revive us: in the third day he will raise us up, and we shall live in his sight.


โฮเชยา 6 / Hosea 6

6:6 เพราะเราประสงค์ความเมตตาไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา....
...**** เราประสงค์ความรู้ในพระเจ้า....ยิ่งกว่าเครื่องเผาบูชา!!!!!

6:6 For I desired mercy, and not sacrifice; and the knowledge of God more than burnt offerings.



Create Date : 09 เมษายน 2555
Last Update : 10 เมษายน 2555 17:06:41 น.
Counter : 656 Pageviews.

เปิดโปงที่มาของเทศกาลนอกรีต อีสเตอร์และคริสมาส PAGAN ORIGINS OF EASTER AND CHRISTMAS EXPOSED 4 of 8




Get Rid of Easter! (Pagan origins of Easter and Christmas Exposed) Part 4 of 8




Part 4 of 8

ซึ่งตามตำนานนั้นก็ถูกปลากิน นั่นเป็นเพียงอวัยวะส่วนเดียวที่เธอไม่สามารถหาเจอ เธอได้ตามหาส่วนอื่นๆและพบจนหมดยกเว้นส่วนอวัยวะเพศ

เอาล่ะ...ทำไมส่วนนี้จึงสำคัญนัก? ก็เพราะว่าในโบราณนั้น การมีเพศสัมพันธ์และการสืบพันธ์นั้นสำคัญมาก ความสำส่อนทางเพศนั้นมีอยู่ดาษดื่น ทั้งโสเภณี และรักร่วมเพศ

จึงจำเป็นมากที่นางจะต้องหาอวัยวะเพศของสามีซึ่งเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง ความอุดมสมบูรณ์ซึ่งจะส่งผ่านไปสู่ลูกหลานแห่งราชบัลลังก์สืบต่อไป

เนื่องจากนางหาอวัยวะส่วนนี้ของสามีไม่พบ นางจึงตัดสินใจสร้างเสาศักดิ์สิทธิ์ที่ระลึกขึ้นในอียิปต์ ซึ่งจะเป็นการระลึกถึงพลังอำนาจของเขา

จากหลักฐานที่เราพบ ชาวโบราณเชื่อว่าพระของพวกเขาสถิตอยู่ในเสาศักดิ์สิทธิ์ และจากที่คุณเห็นบนจอนี้คือ – พวกเขาเชื่อว่าเสาศักดิ์สิทธิ์แห่งอียิปต์นั้นถูกใช้เป็นที่บูชาและเป็นที่สถิตอยู่ของพระอาทิตย์ และพวกเขาก็เริ่มที่ตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วแผ่นดินโลก (แม้แต่ในประเทศไทย – เช่น อนุเสารีย์ชัยฯ)


นาทีที่ 1.53 – ในภาษาฮีบรู คำที่หมายถึง เสา หรือ รูปเคารพ คือ “kham-mawn” (02553).

“Kham-mawn” แปลว่า รูปดวงอาทิตย์ หรือเสาแห่งพระอาทิตย์ คุณจะพบในพระธรรมอิสยาห์ 27: 9

พระธรรมอิสยาห์ 27: 9 - เพราะฉะนั้นจะลบความชั่วช้าของยาโคบอย่างนี้แหละ และนี่เป็นผลเต็มขนาดในการปลดบาปของเขา คือเมื่อเขาทำศิลาทั้งสิ้นของแท่นบูชาให้เป็นเหมือนหินดินสอพองที่ถูกบดเป็นชิ้นๆ จะไม่มีเสารูปเคารพ หรือรูปเคารพตั้งอยู่ได้



นาทีที่ 2.38 – นี่เป็นอีกคำหนึ่งในภาษาฮีบรู “matstsebah” (04676). .... “Matstsebah” แปลว่า เสาหิน หรือ อนุสาวรีย์ หรือ รูปเคารพ ซึ่งมันคือเสาหินโอเบลิสก์ยอดแหลมมีหน้าตัดเรียบ 4 ด้าน (the erected obelisk)


Exo 34:13 – But ye shall destroy their altars, break their images, and cut down their groves:

อพยพ 34:13 แต่เจ้าทั้งหลายจงทำลายแท่นบูชาและทุบเสาอันศักดิ์สิทธิ์ของเขาให้แหลกละเอียด และโค่นเสารูปเคารพของเขาเสีย

Lev 26:1 – Ye shall make you no idols nor graven image, neither rear you up a standing image, neither shall ye set up any image of stone in your land (talking about the obelisk), to bow down unto it: for I am the Lord your God.

เลวีนิติ 26:1 "เจ้าทั้งหลายอย่ากระทำรูปเคารพหรือรูปแกะสลักสำหรับตัว หรือตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์ และเจ้าทั้งหลายอย่าตั้งสิ่งใดๆที่เป็นรูปสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยศิลาไว้ในแผ่นดินของเจ้า เพื่อแก่การกราบไหว้ เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า


Deu 7:5 – But thus shall ye deal with them; ye shall destroy their altars, break down their images, and cut down their groves, and burn their graven images with fire.

พระราชบัญญัติ 7:5 แต่จงกระทำแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงทำลายแท่นบูชาของเขาเสีย และหักทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์ของเขาเสีย จงโค่นเสารูปเคารพของเขาลงเสีย และเผารูปเคารพแกะสลักของเขาเสียด้วยไฟ


ท่านจะเห็นว่ามีพระคัมภีร์หลายตอนที่กล่าวถึงเสาสูงเหล่านี้และสิ่งนี้ก็มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง

Deu 12:3, 1 Ki 14:23, 2 Ki 3:2, 2 Ki 10:26, 2 Ki 10:27, 2 Chr 14:3, 2 Chr 31:1, Jer 43:13, Micah 5:13


พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ พระยาเวห์ พระองค์นั้นยังคงต่อสู้กับพระนอกรีตตัวสำคัญคือพระบาอัลหรือพระอาทิตย์ ซึ่งได้กล่าวถึงในพระคัมภีร์พระบาอัลคือพระอาทิตย์ของทิศตะวันออกและพระอัชทาโรทคือพระอาทิตย์ของทิศตะวันตก


นาทีที่ 3.54 – เหล่านี้เป็นรูปที่เราจะเห็นทั่วไปในโลก
- และนี่เป็นเสาสูงโอเบลิสก์ในตุรกี ท่านจะเห็นว่ามีภาพและการสื่อภาษาที่สลักไว้บนเสาด้วย
- และนี่คือ Cleopatra’s needle เพื่อระลึกถึงพระอาทิตย์
- และนี่เป็นเสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในสก็อตแลนด์
- และนี่คือเสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์
- ในเยอรมัน
- ในปารีส ฝรั่งเศส
- ในนครเมกกะ ครับ...มันทำให้ผมขนลุกเลยเมื่อเจอสิ่งนี้ในชาวมุสลิม ซึ่งมันตั้งอยู่กลางนครเมกกะ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เราพบอยู่ทั่วไปในอเมริกา
- นี่อยู่ในกรุงลักเซอร์ อียิปต์ ใกล้กับแม่น้ำไนล์ มันเป็นโอเบลิสก์ของชาวอียิปต์
- นี่เป็นโอเบลิสก์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่อยู่ในกรุงบัวโนไอเรส อาร์เจนติน่า ซึ่งอุทิศให้พระอาทิตย์ รา(Ra)..ซึ่งเขาว่าอาศัยอยู่ในเสานั้น
- นี่อยู่ในอัมสเตอดัม
- และนี่อยู่ในเอธิโอเปีย
- ในมองโกเลีย


นาทีที่ 5.39 – พี่น้องครับ ผมจะมาดูให้ชัดๆตรงนี้ซักครู่นะครับ ผมสามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้จากกูเกิ้ลเอิร์ตเท่านั้นนะครับ และมันทำให้ผมอึ้งไปเลย และผมอยากที่จะแบ่งปันกับคุณด้วยครับ

ผมเชื่อว่านี่เป็นเสาโอเบลิสก์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสิ่งที่ซ่อนอยู่มันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าคุณค่อยๆมองดูอย่างชัดๆ สิ่งที่คุณเห็นอยู่นี่คืออวัยวะเพศชายของรา(Ra)หรือพระอาทิตย์ หรืออีกชื่อก็คือพระบาอัล ซึ่งสิ่งนี้ถูกสร้างให้ตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของจัตุรัส เซนต์ปีเตอร์ มหานครวาติกัน ตรงส่วนฐานนั้นคุณจะสามารถมองเห็นรูปร่างของลูกอัณฑะและเห็นเป็นรูปร่างของอวัยวะเพศชายชี้ขึ้น(โปรดดูวีดีโอประกอบ) สิ่งที่น่าสนใจคือว่าถ้าเราหันให้เห็นเป็นด้านข้าง เราจะเห็นเสาโอเบลิสก์นั้นชี้ตรงไปทางทิศตะวันตกที่ ศูนย์องศา

คำถามของผมคือว่า ทำไมต้องหันไปทางทิศตะวันตก ..ก็เพราะว่านี่คือ พระอาทิตย์ เขาคือพระของทิศตะวันตก และคุณจะเห็นแล้วว่าทุกๆสังคมที่มีการบูชาพระอาทิตย์นั้น แท่นบูชาของพวกเขามักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะนั่นคือที่ที่พวกเขาปฏิบัติกันครับ ผมเชื่อว่าศัตรูนั้นเข้ามามีส่วนอย่างมากในทางสถาปัตยกรรมในโครงสร้างโดยเฉพาะของโรมันคาทอลิก ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการแสดงให้เห็นภาพของอวัยวะเพศของพระอาทิตย์

มันไม่ใช่หรอกครับ....ที่เสาโอเบลิสก์อียิปต์ซึ่งใช้แทนอวัยวะเพศของพระอาทิตย์ รวมทั้งอวัยวะสืบพันธุ์รูปวงล้อแผ่ลำแสงของดวงอาทิตย์...ไม่มีอะไรประมาณนี้ที่จะมาเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องของพระเยซูคริสต์ได้เลยครับ

แต่ช่างโชคร้ายครับ...ที่ในยุคปัจจุบันนี้ สิ่งเหล่านี้ได้ค่อยๆคืบคลานเข้ามาผสมผสานในสังคมคริสเตียนเรียบร้อยแล้วอย่างชนิดคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เพราะว่า เราไม่รู้ประวัติศาสตร์นั่นเองครับ



นาทีที่ 7.34 – เอาล่ะครับ ...นี่ก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่ารูปนี้เป็นรูปของเสาโอเบลิสก์ที่โบสถ์เซนต์จอห์น (คริสตจักรแม่)ในกรุงโรม นี่เป็นโบสถ์ของพระสันตะปาปา เป็นบัลลังก์ของพระสันตะปาปา ผมจะอ่านที่มาที่ไปของเสานี้นะครับว่ามันมาจากไหน เพราะว่ามันจะทำให้คุณตกใจแน่นอน เพราะมันไม่ได้เพิ่งถูกสร้างขึ้นในยุคนี้

เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัสเซนต์จอห์น แลตเทอแรน นั้นเป็นเสาโอเบลิสก์ที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ฟาโรห์ทัสโมซิสที่3 (Pharoah Tuthmosis III) เดิมตั้งอยู่ที่ temple of Amun in Thebes, sun god แต่ถูกย้ายมาไว้ที่โรมโดยจักรพรรดิคอนสแตนเทเนียส ในปีคศ. 317 – 361 และตั้งอยู่ที่ เซอคัส แมกซิมัส (Circus Maximus) ในปี 1587 พระสันตะปาปาซิกตัสที่5 (Pope Sixtus V) ได้ให้ขุดขึ้นมาแล้วบูรณะขึ้นมาใหม่แล้วไปตั้งไว้ที่ the Piazza di San Giovanni in Laterano, Rome Italy.

น่าสนใจมาก..มันมีความเป็นไปได้ว่าโมเสสเองก็เคยเห็นเสาโอเบลิสก์นี้เมื่อเขาอยู่ในอียิปต์ และเสาโอเบลิสก์ต้นนี้ซึ่งแสดงถึงการบูชาพระอาทิตย์..ขณะนี้ได้มาตั้งตระหง่านอยู่ข้างๆคริสตจักรของพระสันตะปาปา ในโบสถ์โรมันคาทอลิก ในกรุงโรมที่เรียกกันทั่วไปว่า “คริสตจักรแม่ของคริสตจักรทั้งหลาย”

ดังนั้นเรามีเสาโอเบลิสก์อายุ 3000-4000 ปีที่เคยสร้างเพื่อเป็นการระลึกถึงพระอาทิตย์ บัดนี้เสานั้นได้มาตั้งอยู่มหาวิหารเซนต์แมรี่ซึ่งเป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดในคริสตจักรโรมันคาทอลิก

แล้วอนุสาวรีย์ที่วอชิงตันล่ะครับ? มันคืออนุสาวรีย์หรือ? ...แน่นอนล่ะ..มันคืออนุสาวรีย์แต่มันไม่ใช่อนุสาวรีย์ของพระเจ้า..แต่มันคืออนุสาวรีย์ของพระอาทิตย์(หรือพระบาอัล) มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ครับ มันไม่ใช่เป้นเพียงชิ้นงานทางด้านสถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้นครับพี่น้อง....สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบโครงสร้างเดียวกันกับแบบของอียิปต์โบราณที่เขาทำเพื่อบูชาพระอาทิตย์ อย่างที่ผมได้แสดงให้ท่านเห็นมาแล้วครับ


นาทีที่ 9.37 – ให้ผมถามคุณนะครับว่า ในปัจจุบันนี้เราจะพบสัญลักษณ์สำคัญของพระอาทิตย์(บาอัล)ได้ที่ไหน? เราพบสัญลักษณ์ของเสาโอเบลิสก์ที่ไหน? มันจะทำให้คุณช็อคมั๊ยครับเพราะเราพบสิ่งนี้ทั่วไปในคริสตจักร? ใช่ครับ...เสาโอเบลิสก์สัญลักษณ์การบูชาพระบาอัลมันมาจบลงตรงนี้...ในคริสตจักรทั่วโลกครับ เราทั้งหลายเรียกมันว่า “หอคอย(Steeple)” แต่อียิปต์โบราณเรียกว่า “เสาโอบลิสก์” ถ้ากษัตริย์ฟาโรห์หรือชาวอียิปต์โบราณมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน พวกเขาคงเดินไปตามถนนและคงรู้สึกคุ้นเคยและรู้สึกดีเมื่อพวกเขาไปตามคริสตจักรต่างๆที่พวกเรามีอยู่ในทุกวันนี้นะครับ พวกเขาคงอุทานว่า ...

“ว้าว! นั่นมันศาสนาของฉันนี่!!! ฉันสามารถเชื่อมถึงได้ ..นี่คือการบูชาพระอาทิตย์”

และพวกเราก็เห็นสิ่งนี้มีอยู่ทั่วโลก

นี่เป็นเสาคู่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับคริสตจักรแห่งนี้ครับ

พี่น้องครับ...เสาโอเบลิสก์ สัญลักษณ์ในการบูชาพระอาทิตย์(บาอัล) ปัจจุบันพบอยู่ในสังคมของศาสนาคริสต์ ไม่ว่าจะนิกายใด ไม่ว่าจะเป็น ลูเทอแรน หรือแบบติสท์ หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณพบเสาโอเบลิสก์ในสถานที่ของคริสเตียนทั่วโลก


นาทีที่ 10.57 – แล้วเราก็มาถึง สไลด์เดิมครับ...ที่ว่า... “นั่นมันไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมเลยนะจิม” ผมรู้ครับว่า คุณหลายคนคิดอย่างนั้น ในความเป็นจริง มันไม่สำคัญว่ามันจะมีความหมายอะไรกับเรา มันเป็นการยากที่เราจะหยั่งรู้เข้าไปถึงส่วนลึกของจิตใจของเรา นั่นแหละที่เป็นความหมายสำหรับเขา ....แน่นอนว่าพวกเราคงไม่มีใครใส่สร้อยคอที่มีสัญลักษณ์ของซาตาน แต่พวกเราก็สร้างคริสตจักรพร้อมกับสัญลักษณ์ของซาตานเพราะว่าเราไม่รู้ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของซาตาน พวกเรามีวันหยุดเทศกาลต่างๆที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของศาสนานอกรีตและเราก็ไม่รู้จักมันเลย และเราก็คิดว่ามันโอเค

แต่ในความเป็นจริง....พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ พระองค์ทรงรู้ความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้น....ในมุมมองของพระองค์ เมื่อพระองค์มองเห็นสัญลักษณ์เหล่านั้นมันทำให้พระองค์มองเห็นเมื่อพวกนั้นเผาบูชาเด็กๆในไฟของพระโมเลค มันย้ำเตือนพระองค์ถึงบรรดาเด็กๆจำนวนมากที่ถูกฆ่าเพื่อบูชาที่แท่นบูชาของอีสทาร์(อีสเตอร์)


มันย้ำเตือนพระองค์ถึงการบูชาพระอาทิตย์ของบรรดาคนของพระองค์ที่กบฏต่อพระองค์โดยการนมัสการพระอื่น

มันเป็นสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนพระองค์และเพียงเหตุผลนี้เท่านั้น..พวกเราจึงควรที่จะละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไว้ข้างหลัง และกำจัดมันออกไปและเผาทิ้งเสีย เหมือนอย่างที่เนหะมีย์และเยเรมีย์และบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในครั้งโบราณได้ทำลายแท่นบูชาของพระนอกรีตและเสาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาแล้ว ซึ่งในครั้งนั้นพวกเขาต้องหลั่งเลือดเนื้อ กำลัง และผู้คนจำนวนมากเพื่อที่จะทำลายแท่นบูชานอกรีตเหล่านั้น

แต่..พวกเรากำลังสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาอีก มันไม่สำคัญว่ามันมีความหมายอะไรกับเรา..มันสำคัญที่มันมีความหมายต่อพระองค์ครับ!!!


ในส่วนท้ายของโปรแกรมนี้ เราจะไปดูในข้อพระคัมภีร์ต่างๆ คุณหลายคนอาจไม่เคยอ่านพระคัมภีร์ก่อนที่คุณจะถูกชี้นำไปในเรื่องเทศกาลต่างๆที่พวกเราเฉลิมฉลองกัน เราจะค้นไปดูว่า เราควรที่จะยังคงฉลองเทศกาลต่างๆเหล่านี้ต่อไปหรือไม่ จริงๆแล้ว เราจะนำเสนอเพื่อเปิดตาและเปิดใจท่านให้รู้เห็นความจริง


นาทีที่ 12.55 – คุณว่าวันเกิดของนิมโรดและทัมมุส คือวันไหนครับ? ในวันแรกของปี เมื่อดวงอาทิตย์ “เกิดใหม่” คุณว่าอะไรคือดวงอาทิตย์เกิดใหม่? ในกลางฤดูหนาว ในช่วงวินเทอร์โซลทิส วันที่ 25 ธันวาคม...ใช่ครับ วันนี้เลย...ที่เรามีเทศกาลคริสมาส วันที่พวกเขาบอกว่าพระเยซูได้บังเกิดใหม่ ทำไม่เราเลือกวันเกิดพระเยซูเป็นวันที่ 25 ธันวาคม? ต้นตอของวันที่นี้มาจากไหน? ….ง่ายนิดเดียวครับ..พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า(God)....ทัมมุสเป็นลูกของพระเจ้า(gods) เขาเป็นลูกของพ่อเขาคือพระบาอัล


นาทีที่ 13.35 – และศาสนานอกรีต และศาสนาคริสต์สมัยแรกนั้นมาจากศาสนานอกรีตในกรุงโรม ซึ่งพวกเขาก็บูชาพระอาทิตย์ในวันอาทิตย์อยู่ก่อนแล้ว และนั่นคือที่มาว่าทำไมพวกเราถึงได้นมัสการในวันอาทิตย์

เมื่อก่อนนั้นคริสเตียนทั้งหลายนมัสการในวันเสาร์แต่ต่อมาก็ถูกเปลี่ยนเป็นวันอาทิตย์เพราะว่าพวกนอกรีตเขานมัสการพระอาทิตย์ของเขาในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันของเขา และพวกเขาก็ฉลองวันเกิดของพระอาทิตย์ของเขาในวันที่ 25 ธันวาคม

(เป็นที่เข้าใจกันว่า)จักรพรรดิคอนสแตนตินได้รับความรอดเมื่อประมาณ คศ.300 แล้วเขาก็รวบเข้าด้วยกันโดยคิดว่าเพื่อให้ผู้คนเปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียนง่ายขึ้น จึงคิดเหมาเอาว่าพระเยซูคริสต์เกิดวันเดียวกันกับพระอาทิตย์ซึ่งพวกเขาก็ทำกันอยู่ก่อนแล้ว และนั่นคือที่มาของวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดที่พวกนอกรีตใช้ในการฉลองในช่วงวินเทอร์โซลทิส …ทำไมเหรอครับ?....ก็เพราะว่าวันที่ดวงอาทิตย์เกิดใหม่ เป็นวันที่ช่วงเวลากลางวันยาวนานขึ้นอีกครับ นั่นก็บังเอิญที่พระอาทิตย์เกิดในวันที่ 25 ธันวาคม เดิมทีนั้นเป็นวันที่ 21 ธันวาคม แต่มีการแก้ไขปฏิทินจูเลี่ยน จึงเลื่อนมาเป็นวันที่ 25 แทน








Create Date : 08 เมษายน 2555
Last Update : 8 เมษายน 2555 18:52:31 น.
Counter : 1061 Pageviews.

เปิดโปงที่มาของเทศกาลนอกรีต อีสเตอร์และคริสมาส PAGAN ORIGINS OF EASTER AND CHRISTMAS EXPOSED 3 of 8




Get Rid of Easter! (Pagan origins of Easter and Christmas Exposed) Part 3 of 8




Part 3 of 8

และเขาเรียกสิ่งนี้ว่า “เซนต์ปีเตอร์ในวาติกัน” แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่านี่คือ “เทพจูปีเตอร์”
และคุณจะเห็นว่าสิ่งที่เขาเรียกว่า “baby Jesus (พระเยซูเมื่อยังเป็นทารกน้อย)” นั้นก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากจะเป็น รูปปั้นของทัมมุส “baby Tummuz” เรารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่ baby Jesus? เพราะคุณเห็นสามง่ามที่มือของเด็กนั้น พร้อมกันนั้นก็มีสามง่ามโผล่ขึ้นมาจากศีรษะของรูปปั้นด้วย

นี่ไม่ใช่ baby Jesus ครับพี่น้อง นี่เป็นทัมมุส จากเรื่องราวของพระบาอัล นิมโรด และเซมิรามิส ซึ่งจบลงที่กามเทพของวันวาเลนไทน์ในปัจจุบันนั่นเอง


นาทีที่ 0.46 – เรามาดูอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่แตกต่างออกไปอีกนะครับ นี่เป็นงูมีปีกคอยปกป้องบัลลังค์ของกษัตริย์ทัท (Tut) งูมีปีก...แท้จริงคือ มังกรนั่นเอง ตลอดเวลาของประวัติศาสตร์ของนิทานปรัมปรา เราจะเห็นการกล่าวถึงมังกรทั้งในอียิปต์และในโลกตะวันออก คุณจะเห็นมังกรมีปีก และนั่นก็เป็นเรื่องเดียวกัน และเรื่องของงูใหญ่ในพระคัมภีร์มักหมายถึงซาตานเสมอ

ลูซีเฟอร์หรือทูตสวรรค์แห่งแสงสว่างยามรุ่งอรุณที่ถูกทิ้งลงมา ซึ่งอยู่ในสวนเอเดน นั้นถูกกล่าวถึงในนาม “งูใหญ่” นั้นมักจะให้เล่ห์เหลี่ยมในการล่อลวง และพ่นไฟแห่งความตายออกจากปากของมัน มันชอบที่จะแสวงหาโอกาสที่จะขย้ำและทำลายคนของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา

ผมอยากจะให้คุณได้เห็น “งูใหญ่” ที่พระคัมภีร์มักอธิบายไปถึงกิจการอันชั่วร้ายหรือหมายถึงเจ้าตัว“ซาตาน” นั่นเอง มาดูว่ามันมีบทบาทอย่างไรในศัพท์ที่เรียกและสิ่งที่จับต้องได้ในทางศาสนาต่างๆ


นาทีที่ 1.45 – นี่คืองูใหญ่ หรือพระอาทิตย์ของชาวมายัน ชื่อ “Quetzalcoatl” ซึ่งกำลังออกมาจากปากมังกรที่มีปีก

และรูปนี้คืองูใหญ่มีปีกกำลังนำวิญญาณของคนตายซึ่งอยู่บนหลังของงูเพื่อพาไปสู่สวรรค์ แต่ผมจะบอกว่าเขาไม่ได้พาไปสวรรค์หรอกครับ

และนี่คืองูใหญ่มีปีก เป็นงูชนิดเดียวกันกับที่เห็นมาเป็นพันๆปีของศาสนานอกรีต รูปปั้นนี้อยู่ที่ประตูโบสถ์เซ็นต์แมรี่ในในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย

ให้ผมถามคุณซักหนึ่งคำถามว่า....อ้ายเจ้างูใหญ่นั่น มันเกี่ยวข้องอะไรกับพระเยซูคริสต์พระเจ้าผู้ทรงไถ่บาปให้มวลมนุษยชาติหรือครับ?


นาทีที่ 2.46 – และนี่ก็เป็นมังกรมีปีกที่ประดับอยู่บนเชิงงอนในพิพิธภัณฑ์วาติกัน ทำไม่สิ่งนี้จึงอยู่ในนั้นครับ เป็นชนิดเดียวกันกับของศาสนานอกรีต มังกรมีปีกนั่นมีความเกี่ยวเนื่องกับ serpent’s crosier (คทางู) ดูดีๆจะเห็นในรูปที่กษัตริย์ทัทถือ serpent’s crosier อยู่ในมือ สิ่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องบรรดาเทพและความเป็นผู้นำ ฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณเชื่อว่าเจ้ามังกรติดปีกนี้จะแหห้องพวกเขา เขาจึงทำสิ่งนี้ขึ้นมาจากปีกของมังกร และยังมีการฝังไปพร้อมกับผู้ที่ตายไปแล้วด้วยเชื่อว่าสิ่งนี้จะสามารถปกป้องพวกเขาแม้หลังความตายและทำให้มีพลังอำนาจด้วย

นี่ก็เป็นเทวีแอทเทนน่าของกรีกกำลังถือ serpent crosier ที่มือขวา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจ

และนี่ก็คือ กษัตริย์ของเมโสโปเตเมียถือคทาซึ่งใช้แทน serpent crosier


นาทีที่ 3.53 - และนี่ก็คือ serpent crosier ประจำตัวบาทหลวงอย่างเป็นทางของโรมันคาทอลิก ถ้าคุณมองดูดีๆก็จะเห็นมังกรมีปีกที่ถูกแกะสลักไว้ด้านในส่วนโค้งของไม้เท้า ก็อีกนั่นล่ะครับ....คำถามของผมคือว่า ทำไมเจ้างูใหญ่มีปีกซึ่งเห็นมา 2,3,4 พันปีมาแล้วที่เป็นสัญลักษณ์การบูชาพระอาทิตย์ นั้นเป็นสิ่งเดียวกันที่เราพบในวัฒนธรรมของอียิปต์ สิ่งนี้ที่เรารู้กันว่าซาตาน จึงมาอยู่ในคาทอลิก


นาทีที่ 4.27 – นี่ก็เป็นอีกรูปหนึ่งของ serpent crosier ของบาทหลวงและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโรมันคาทอลิก นี่ก็เป็นรูปหัวของงู

นี่เป็น serpent crosier ของโรมันคาทอลิกในอิตาลี คุณจะเห็นว่ามันคือหัวมังกร

นี่ก็เป็นอีกรูปหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของคาทอลิด บาทหลวงถือ serpent crosier

ส่วนนี้ก็เป็น serpent crosier ที่มีหัวของงูใหญ่กำลังพ่นไฟ



นาทีที่ 5.48 - เรามาดูสัญลักษณ์อีกอย่างนะครับ มันคือ ดวงอาทิตย์แผ่ลำแสง หรือวงล้อดวงอาทิตย์ หรือกงจักร และนี่คือแท่นบูชาพระอาทิตย์ของบาบิโลนโบราณ ซึ่งเป็นดาว 8 แฉก ซึ่งอาจเป็นแบบ ดาว 4 แฉก ซ้อนกันสองดวงอยู้ในวงล้อ เราพบกงจักรนี้ในวัดพุทธที่อยู่ในประเทศไทย

นี่เป็นศาสนาสถาน St. Ignatius ซึ่งที่พื้นกระเบื้องวางลวดลายเป็นภาพกงจักรของดวงอาทิตย์แผ่ออกมา 8 ลำแสง ซึ่งเริ่มจากเล็กแล้วขยาย ใหญ่ขึ้นๆจนเต็มพื้นที่ คุณอาจคิดว่านี่เป็นเพียงภาพที่สวยงาม....เปล่าเลยครับ เหตุผลที่เขาทำให้เป็นรูปลักษณ์เช่นนี้ก็เพราะว่ามีมีความเกี่ยวข้องกับการบูชาพระอาทิตย์ครับ ซึ่งเราพบเจอสิ่งนี้แทบทุกศาสนาสถานที่บูชาพระอาทิตย์ ทุกวันนี้เราก็พบอยู่


นาทีที่ 7.08 - นี่เป็นรูปหน้าของเด็ก ซึ่งแน่นอนครับ นี่คือ ทัมมุส อยู่ในสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของลำแสงแห่งดวงอาทิตย์พบที่แท่นบูชาของโรมันคาทอลิก และพบสิ่งเดียวกันนี้เป็นรูปหน้าของพระอาทิตย์ที่ธรรมาสน์สำหรับเทศนาของโรมันคาทอลิกในประเทศสแกนดิเนียเวีย ทั้งหมดที่ผมแสดงให้ท่านเห็นนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่พบในศาสนานอกรีต

นาทีที่ 7.27 – และนี่ก็น่าจะเป็นภาพที่คุณจะต้องประหลาดใจมากที่สุดที่ผมมี ผมใช้โปรแกรมกูเกิ้ลเอิร์ตแล้วซูมเข้าไป ซึ่งนี้คือรูปกงจักรแห่งดวงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นี่คือลานหน้าเซนต์ปีเตอร์ในวาติกัน.... ท่านครับ... ผมไม่ได้กุเรื่องขึ้นครับ รูปกงจักรนี้แบ่งออกเป็น 8 ส่วน เป็นจำนวน 8 แฉกเท่ากับที่เราพบในกงจักรแห่งศาสนานอกรีต เรารู้ว่าสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกับการบูชาพระอาทิตย์โบราณ


นาทีที่ 8.24 – และนี่ก็มีดวงอาทิตย์กลมที่อยู่ด้านหลังของรูปปั้นในโบสถ์โรมันคาทอลิกในเวสมินสเตอร์ในลอนดอน เขาไปเอาความคิดเรื่องดวงอาทิตย์กลมด้านหลังนักบุญนี้มาจากไหน? และนี่ก็เป็นสิ่งเดียวกันกับที่อยู่ด้านหลังศีรษะของเซ็นต์ปีเตอร์ในโบสถ์โรมันคาทอลิก ซึ่งมีที่มาจากศาสนานอกรีตโบราณ เราก็พบสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ข้างหลังพระกฤษณะด้วย ซึ่งต้องการจะแสดงให้เห็นแค่เพียงว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นในยุคของโรมันคาทอลิกเท่านั้น แต่มันมีมาเป็นร้อยๆเป็นพันๆปีแล้ว มันถูกยืมมา

เราเห็นในภาพกระจกของนักบุญในโบสถ์โรมันคาทอลิก

แม้แต่แมรี่ ถ้าคุณดูดีๆจะเห็นรูปหัวใจศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็มาจากศาสนานอกรีตด้วย เหมือนกับคือรูปวงกลมข้างหลังรูปหัวใจนั้นหมายถึงพระบาอัล และทัมมุส พระอาทิตย์

คุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้เต็มไปหมดในโบถส์โรมันคาทอลิก หรือแม้แต่ในศาสนานอกรีกทุกศาสนาในโลกนี้

และในปัจจุบัน เราจะพบดาว 8 แฉกหรือสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ได้ที่ไหนบ้าง? เราพบสิ่งนี้ที่ส่วนยอดของต้น คริสมาสครับ


นาทีที่ 9.40 – ผมรู้ว่าพวกเราทุกคนถูกสอนมาว่า ดาวที่อยู่บนยอดต้นคริสมาสนั้นแสดงถึงดวงดาวแห่งเบทเลเฮม ซึ่งเหล่านักปราชญ์จากทิศตะวันออกมาตามหาทารกน้อยเยซู แต่โชคร้ายครับเพราะว่าดาว8แฉกแห่งศาสนานอกรีตนั้นมีมาก่อนดาวของต้นคริสมาสนับพันๆปี พวกเขาได้เชื่อมต่อเข้ากับสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์แผ่ลำแสง (sun burst) และคุณจะได้รู้เกี่ยวกับต้นไม้ของนิมโรด ซึ่งเป็นที่มาของต้นคริสมาสและดาวที่เราวางไว้บนยอดนั้น ถ้าคุณดูชัดๆคุณจะเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่าง sun burst และดาวที่เราวางไว้ที่ยอดต้นคริสมาส

แม้แต่ต้นคริสมาสที่ไวทเฮ้าท์นั้นก็ประดับด้วยดาว 8 แฉกที่บนยอด ซึ่งคือสิ่งเดียวกันในเราพบว่ามีมานานเป็นพันๆปีซึ่งมาจากการบูชาพระอาทิตย์

นานทีที่ 10.44 – และนี้เป็นคำอ้างอิงที่เหลือเชื่อที่ผมพบเข้าเมื่อผมกำลังศึกษาหาความเชื่อมโยงระหว่างอีสทาร์กับดาว 8 แฉก ในเมือง Uruk ซึ่งเป็นเมืองโบราณในสมัยสุเมเรี่ยน ทางตอนใต้ของประเทศอิรัค แผ่นจารึกอายุ 3000 ปี บันทึกไว้ว่า ดาว 8 แฉกคือหลักฐานแสดงถึงแห่งเทพีอีสทาร์ (Source : The Star of Ishtar, Iraq Resource Information Site) คุณสามารถศึกษาถึงที่มาด้วยตัวคุณเอง มันทำให้ผมทึ่งมากครับ สิ่งที่เราปฏิบัติกันมาทุกอย่าง เราสามารถสาวไปถึงต้นตอ ซึ่งก็มาจากผู้ที่เกลียดพระเจ้านั่นเอง

ศัตรูได้ประดิษฐ์พระของเขาขึ้นมา และมนุษย์ก็รับเอามา และปัจจุบันเราทั้งหลายก็นมัสการพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบในวิธีเดียวกับที่คนโบราณนมัสการพระนอกรีตของพวกเขา

คำถามร้อยล้านที่เราต้องตอบ... “เราสามารถนมัสการพระเจ้าพระเยโฮวาห์ของเราด้วยแนวทางเดียวกันกับชาวนอกรีตโบราณทำหรือ?” ผมสัญญาว่า...เราจะต้องตอบคำถามนี้ครับ


นาทีที่ 11.50 – เอาล่ะครับ คำว่า “obelisk(เสาศักดิ์สิทธิ์)” แท้จริงหมายถึง “รูปของอวัยวะสืบพันธิ์ของพระบาอัล” มันมักจะถูกตั้งไว้ตรงจุดศูนย์กลางของวงกลมเสมอ ซึ่งก็คือ กงจักรแห่งดวงอาทิตย์ซึ่งหมายถึง “อวัยวะของสตรี” และที่วางไว้เช่นนั้นก็แสดงถึงการกำลังร่วมเพศ นี่คือสิ่งที่เสาศักดิ์สิทธิ์และกงจักรแห่งดวงอาทิตย์ทำงานร่วมกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงพบทั้งสองสิ่งนี้ที่ลานจัตุรัสแห่งวาติกัน ที่จัตุรัสแหงเซ็นต์ปีเตอร์ ซึ่งแดงถึงการร่วมเพศของพระอาทิตย์และนางเซมิรามิสหรืออีสทาร์ ซึ่งเราออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษว่า “อีสเตอร์”


นาทีที่ 12.34 – ก่อนที่เราจะผ่านไปสู่เรื่องเสาศักดิ์สิทธิ์ ผมอยากจะแบ่งปันเรื่องราวในอียิปต์ซึ่งเป็นที่มาของ เสาศักดิ์สิทธิ์ ย้อนกลับที่พระของอียิปต์โบราณชื่อ โอไซเรียส (Osirius) และภรรยาชื่อ ไอซิส(Isis) และรา(Ra)
หรือพระอาทิตย์นั้นมีลูก 5 คน และสามคนนั้นคือ โอไซเรียส ไอซิส และน้องชายชื่อ เซท(Set)

โอไซริสแต่งงานกับน้องสาวตนเองคือไอซิส และเซทนั้นเป็นน้องชายขี้อิจฉา ทำไมล่ะ? ก็เพราะว่าโอไซริสนั้นเข้าครอบครองบัลลังก์ในอียิปต์และกลายมาเป็นพระซึ่งก็คือฟาโรห์แห่งอียิปต์ เซทนั้นโรธมากและต้องการฆ่าโอไซริส เขาจึงคิดแผนการที่เหลือเชื่อขึ้นโดยการจัดงานรื่นเริงสังสรรค์ขึ้น เขาได้ประดิษฐ์กล่องสวยงามขนาดกว้างยาวเท่ากับพี่ชายของเขาคือโอไซเรียส ทุกๆคนมองดูกล่องนั้นและชมชอบ

เขามีแผนการเล่ห์เหลี่ยมและจะยกให้แก่ผู้ที่สามารถลงไปนอนในนั้นได้อย่างพอเหมาะ เป็นไปตามจินตนาการของคุณครับ โอไซเรียสก็เข้าไปนอนในกล่องนั้นได้ และทันใดนั้นเซทและคนรับใช้ของเขาก็ปิดฝาและตอกตะปูและพวกเขาก็โยนเขาลงในแม่ในอียิปต์และเขาก็ตาย ส่วนภรรยาของเรา ไอริสนั้น ได้ออกมาไปตามหาสามามีในแม่น้ำไนล์ เมื่อพบเขา นางก็จะจักการฝังศพ เมื่อเซทรู้เรื่องนี้เขาก็ออกไปแย่งชิงศพกลางขณะที่นางกำลังเดินทางกลับไปยังอียิปต์ ซึ่งนางเองไม่ทราบแล้วเซทก็โกหกเธออีก เซทได้ตักร่างของโอไซเรียสออกเป็น 14 ชิ้น และกระจายทิ้งไปในเมืองต่างๆทั่วอียิปต์ ยกเว้นส่วนที่เป็นอวัยวะเพศของโอไซเรียส เซทได้โยนลงไปในแม่น้ำไนล์





Create Date : 08 เมษายน 2555
Last Update : 8 เมษายน 2555 18:47:08 น.
Counter : 1075 Pageviews.

เปิดโปงที่มาของเทศกาลนอกรีต อีสเตอร์และคริสมาส PAGAN ORIGINS OF EASTER AND CHRISTMAS EXPOSED 2 of 8



Get Rid of Easter! (Pagan origins of Easter and Christmas Exposed) Part 2 of 8




ตอนที่ 2 ของ 8

แล้วคุณก็จะเห็นความคล้ายคลึงกันของวันหยุดเทศกาลของอีสเตอร์ และธรรมเนียมที่พวกเรามีการฉลองในระหว่างอีสเตอร์ และธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ย้อนกลับไป 2,3 และ4พันปีที่ผ่านมา....เราจะเห็นได้ทันทีว่า กระต่ายของวันอีสเตอร์นั้นมาจากสิ่งที่นางเซมิรามิส ทำให้เกิดขึ้นเมื่อเธอออกมาจากไข่ ลองมาดูว่า เราจะพบธรรมเนียมปฏิบัติอื่นๆอะไรอีกบ้าง


นาทีที่ 0.26 – ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกๆปี ในวันอาทิตย์หลัง vernal equinox (ช่วงที่เวลาในตอนกลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งมักจะเกิดในช่วงวันที่ 21 มีนาคมและ 23 กันยายน) – ในช่วง the spring equinox จะมีเทศกาลที่เรียกว่า Ishtar’s Sunday เขาจะมีการนมัสการในเวลาเช้าตรู่ (sunrise service) ตำนานในเรื่องนี้นั้นยากที่จะยืนยันได้ เพราะมีหลายแบบฉบับมาก คุณอาจตัดสินใจเลือกเอาเองว่ามันอยู่ในตำนานหรือไม่ แต่มันค่อนข้างน่าสนใจตรงที่...แค่เพียงส่วนเดียวของตำนานมามีส่วนในเรื่องสีของไข่อีสเตอร์อย่างไม่น่าเชื่อได้อย่างไร เพราะว่าสิ่งที่พวกเขาเคยทำ ในตำนานส่วนนี้นั้นคือนมัสการในเวลาเช้าตรู่ ( sunrise service) พระของอีสเตอร์ จะทำให้หญิงพรหมจรรย์ตั้งครรภ์ที่แท่นบูชา และในกิจกรรมนี้ก็จะมีการถวายบูชายัญด้วยเด็กอายุ 3 เดือน จากปีที่ผ่านมาบนแท่นบูชาอีสเตอร์ และพวกเขาก็จะเอาไข่อีสเตอร์มาจุ่มลงในเลือดของเด็กนั้น นี่คือที่มาของสีแดงของไข่อีสเตอร์ มันน่าสนใจที่ว่าไข่อีสเตอร์ทั่วโลกนั้นใช้สีแดง แม้แต่ในไวท์เฮ้าส์ สีของไข่อีสเตอร์ที่ใช้อย่างเป็นทางการคือสีแดงทับทิม


นาทีที่ 1.51 - ย้อนไปเรื่องทัมมุส เขาถูกฆ่าโดยหมูป่า ดังนั้น ในทุกๆปี เพื่อเป็นการฉลองเพื่อระลึกถึงการตายและการกลายมาเป็นเทพของทัมมุส ซึ่งต่อมากลายเป็นลูกพระเจ้า(ของพวกเขา)พระบาอัล พวกเขาจะจัดเวลาไว้ 40 วันก่อนเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งจะเป็นเวลาในการอดอาหารและอธิษฐาน พวกเขาจะมีงานเลี้ยงใหญ่ในวันอีสเตอร์ซันเดย์ ซึ่งเป็นวันที่พวกเขาฉลองการตายและการเกิดใหม่ของทัมมุส และในอาหารมื้อเย็นเขาก็จะมีอีสเตอร์แฮม เขาจะฆ่าหมูตัวใหญ่เพื่อเป็นการระลึกถึงทัมมุส เพราะทัมมุสถูกฆ่าตายโดยหมูป่า และแน่นอนครับ...40 วันก่อนวันอีสเตอร์ ที่เราเรียกว่า Lent (ถือศีล-อด) นั้น ไม่ได้มาจากการอดอาหาร 40 วันของพระเยซูในถิ่นทุรกันดารนะครับ


นาทีที่ 2.49 – ศีลอด 40 วันนั้นมีมาเป็นพันๆปีก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดบนแผ่นดินโลก มันมาจากการอดอาหารและอธิษฐานเพื่อทัมมุสก่อนการฉลองอีสเตอร์

การอดอาหารอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ ซึ่งผมมักจะชอบที่จะเรียกชื่อพระองค์เป็นภาษาฮีบรูว่า “เยชูวา” ซึ่งแปลว่า “การไถ่บาป” พระเยซูคริสต์อดอาหารและอธิษฐานในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลา 40 วัน นั้นตรงกันโดยบังเอิญครับ ทำไมน่ะหรือ?

*******ก็เพราะว่าพระบิดาทรงทราบความจริงและซาตานนั้นเคยเป็นมือขวาของพระเจ้า ซาตานเองนั้น รู้เรื่องเกี่ยวกับคำพยากรณ์ดีอยู่แล้ว มันรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง มันจึงได้จัดเตรียมวางรากฐานไว้ เพื่อว่ามันจะได้พัฒนาธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆของมนุษย์พร้อมทั้งตำนานต่างๆ ซึ่งไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม มันทำเรื่องราวเหล่านี้แล้วบิดเบือนเพื่อไม่ให้เราเข้าใจ และเมื่อของจริงมา เราก็จะได้ไม่สามารถสาวไปถึงรากถึงโคนได้ ซาตานนั้นได้สร้างเรื่องโกหก และพวกเราก็ได้กลืนกินเหยื่อของมันทั้งหมดแล้วก็จมลงไปในน้ำแล้ว


นาทีที่ 3.53 – ดังนั้น เราก็เริ่มที่จะเห็นเกี่ยวกับเทศกาลเหล่านี้แล้ว เรารู้แล้วว่าศีลอดมาจากไหน เรารู้แล้วว่าอีสเตอร์มาจากไหน เรารู้ว่า sunrise service มาจากไหน เรายังรู้ด้วยว่าทำไมเราจึงเลือกวันอาทิตย์แรกของฤดูใบไม้ผลิ เราไม่ได้เป็นผู้เลือกครับ มันมีมาก่อนนานแล้วในการฉลองเจ้าแม่อีสเตอร์


นาทีที่ 4.13 - สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อีสเตอร์กับพระบาอัล หรือ เซมิรามิสกับพระบาอัล นั่นคือเรื่อง “ชื่อ” ครับ เราพบชื่อเหล่านี้เต็มไปหมดในอียิปต์โบราณ ในชาวฟินิซีย และมีอยู่แตกต่างกันไปทั่วโลก ผมจะยกตัวอย่างที่เห็นบ่อยๆ ที่จำๆกันได้ทันทีในแต่ละวัฒนธรรมนะครับ


นาทีที่ 4.36

ชื่อของเซมิรามิสและนิมโรดที่พบบ่อยๆ ได้แก่

อียิปต์ รู้จักในชื่อ Isis และ Orisis
ฟินิเซีย รู้จักในชื่อ Ashtoreth และ Baal
กรีก รู้จักในชื่อ Aphrodite และ Adonis หรือ Eros ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า erotic (ซึ่งแปลว่า...กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ)

ในกรุงโรม พวกเขาเรียกชื่อว่า Venus (เทพวีนัส) และ Cupid(กามเทพ) ซึ่งเป็นที่มาของวันวาเลนไทน์

แม้แต่ในตะวันออกไกล Cupid เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Zoroaster/Cupid....ซึ่ง Zoroaster นั้นมาจากคำ 2 คำ คือ “Zoro” ซึ่งแปลว่าเมล็ดหรือเชื้อสาย และ Ashtoreth ซึ่งหมายถึง Easter ดังนั้นในทางแถบตะวันออกไกลนั้น Cupid(กามเทพ) แปลว่า “เชื้อสายของอีสเตอร์” หรือ “เชื้อสายของมารดาของเขา” ข้อมูลเหล่านี้ได้มาจาก the archives, the bookshelf February 1994, Volume 2, Number 2.

เราได้ค้นพบแล้วว่า วันอีสเตอร์ ไข่อีสเตอร์ แฮมอีสเตอร์ กามเทพและวันวาเลนไทน์ รวมทั้งความหมายของการนมัสการในเช้าตรู่ (sunrise service)ในวันอีสเตอร์ ต่อไปเรามาดูพระคัมภีร์ที่มีบันทึกไว้เพื่อคุณจะได้เห็นถึงความเชื่อมโยงในชื่อต่างๆที่กล่าวมา เพราะว่าคุณก็ได้อ่านพระคัมภีร์แล้วพบข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แล้วแปลกใจว่า ทำไมพระเจ้าพยายามบอกชาวอิสราเอลและเตือนพวกเขาให้อยู่ห่างๆจาก Ashtoreth(พระอัชทาโรท) and Baal(พระบาอัล) เรามาดูข้อพระคัมภีร์กันเลยนะครับ


Judg 2:13 - And they forsook the LORD, and served Baal and Ashtaroth.
ผู้วินิจฉัย 2:13 เขาทั้งหลายละทิ้งพระเยโฮวาห์ไปปรนนิบัติพระบาอัล และพวกพระอัชทาโรท

1 Sam 7:4 - Then the children of Israel did put away Baalim and Ashtaroth, and served the LORD only.
1 ซามูเอล 7:4 คนอิสราเอลจึงทิ้งพระบาอัลและพระอัชทาโรท และเขาทั้งหลายปรนนิบัติแต่พระเยโฮวาห์เท่านั้น


Rom 11:4 - But what saith the answer of God unto him? I have reserved to myself seven thousand men, who have not bowed the knee to [the image of] Baal.

โรม 11:4 แล้วพระเจ้าทรงตอบท่านว่าอย่างไร ว่าดังนี้ `เราได้เหลือคนไว้สำหรับเราเจ็ดพันคน ซึ่งเป็นผู้ที่มิได้คุกเข่าลงต่อรูปพระบาอัล'


นาทีที่ 6.32 – เราจะค้นคว้าเกี่ยวกับรูปของพระบาอัลภายหลังนะครับ สำหรับช่วงนี้คุณอาจจะมีความคิดในสมองของคุณที่ผมได้เตือนไว้ก่อนแล้วว่า ...

..... “นั่นมันไม่มีความหมายสำหรับฉัน” ฉันฉลองวันเกิดของพระเยซู ฉันจดจ่ออยู่ที่พระเยซูและฉันก็ฉลองวันฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์และฉันต้องการที่จะจดจ่ออยู่ที่พระองค์เท่านั้น....

...เอาล่ะครับ...ใจของคุณต้องการจดจ่ออยู่ที่พระเยซู คุณอาจทำอย่างนั้นจริงๆ แต่ความจริงคือว่า...ไม่ว่าคุณจะจดจ่อแค่ไหน...ไม่ว่าคุณจะจริงใจแค่ไหน ไม่ว่าใจคุณจะบริสุทธิ์แค่ไหนครับ...

***มันสำคัญตรงที่ว่าเรานมัสการพระองค์ในแนวทางที่พระองค์ให้เรานมัสการพระองค์หรือไม่ และทุกสิ่งที่เราทำอย่างนั้นนั้นมันทำให้พระองค์ขุ่นเคืองใจครับ

***หลังจากนี้เราจะมาดูข้อพระคัมภีร์ว่ามีตรงไหนบ้างที่กล่าวถึงเทศกาลคริสมาสและอีสเตอร์ และมีตรงไหนที่พระองค์อนุญาตให้เรานมัสการพระองค์ตามที่เราอยากจะทำ แต่ในช่วงนี้..ขอให้คุณเปิดใจศึกษาเกี่ยวกับประวัติของสัญลักษณ์ต่างๆที่จะทำให้คุณตกใจได้...ว่ามันผ่านเวลามานานมากแล้วและมาจบอยู่ที่คริสตจักรของชาวคริสเตียนในปัจจุบันได้อย่างไร


เรามาเริ่มกันที่สัญลักษณ์ทางโบราณที่เกี่ยวข้องกับคริสมาสและอีสเตอร์ การนมัสการพระอาทิตย์ และการนมัสการนอกรีตในปัจจุบันนะครับ เราจะเริ่มที่อันสำคัญๆ และเห็นกันชัดๆ นั่นคือ ทัมมุสและ แม่ของเขาคือเซมิสรามิส


นาทีที่ 8.03 – ถ้าคุณมองดูที่จอ คุณก็จะเห็น Isis(ไอซิส) และ Osiris(โอไซริส) หรือนี่ก็คือ อีสทาร์ และทัมมุส ขณะนี้อาจมีบางคนบอกว่า... “ช้าก่อน..ฉันนมัสการอีสเตอร์นะ แต่คุณกำลังพูดถึงอีสทาร์” อีสเตอร์นั้นมาจากคำว่าอีสทาร์ หรือพูดอีกอย่าหนึ่งคือ ถ้าคุณพูดอีสทาร์ ในภาษอังกฤษเขาออกเสียงเป็นอีสเตอร์ นั่นคือที่มาของประวัติของคำครับ


นาทีที่ 8.29 – ที่ผมอยากให้คุณดูคือ สิ่งที่อยู่บนศีรษะของเธอซึ่งคือดวงจันทร์เสี้ยว และตรงกลางนั้นก็คือดวงอาทิตย์นั่นเอง สัญลักษณ์ของพลังอำนาจของอีสทาร์คือจันทร์เสี้ยวครอบครองดวงอาทิตย์ หรือหมายถึงสามีของเธอ;บาอัลผู้ล่วงลับหรือพระอาทิตย์นั่นเอง และคุณเห็นเด็กทารกที่กำลังดูดนมของเธอ อีสทาร์เป็นเทพเจ้าของทิศตะวันออก เทพธิดาที่เปลือยทรวงอกเป็นเทพแห่งการให้กำเนิดของทิศตะวันออก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีการนมัสการในเวลาเช้าตรู่ที่ดวงอาทิตกำลังขึ้น และสามีของเธอนั้นเป็นเทพของทิศตะวันตก ดังนั้นจึงมีเทพธิดาของตะวันออกและเทพเจ้าของตะวันตก ครอบคลุมตลอดทั้งวัน ซึ่งพระอาทิตย์ครอบครองทั่วทั้งโลก

เอาล่ะ..เรามาดูสัญลักษณ์อื่นที่เหลือนะครับ ในจอคุณจะเห็นรูปแกะสลักพระบาอัลในจันทร์เสี้ยว


นาทีที่ 9.58 – เราจะเห็นว่าสัญลักษณ์หลักๆของพระอาทิตย์นั้นเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่มีดวงอาทิตย์อยู่ข้างบน และมีรูปเปลอยู่ในจันทร์เสี้ยวนั้น เอาล่ะครับ เราจะมาดูสิ่งที่มักเป็นที่ถกเถียงกันมากแต่เป็นความจริงที่พิธีศีลมหาสนิทของชาวคาทอลิกซึ่งมีประวัติศาสตร์มายาวนานแล้วครับ เขาใช้รูปดวงอาทิตย์ในจันทร์เสี้ยว ผมจะให้คุณดูรูปภาพที่ทำพิธีนี้จริงๆในหลายๆรูปซึ่งคุณจะได้มองเห็นชัดเจน ซึ่งไม่ใช่คล้ายกันแต่มันเหมือนกันครับ นี่คือที่มาของสัญลักษณ์นี้ครับ


นาทีที่ 10.31 – คุณเห็นแล้วครับนี่คือสิ่งที่เขาถือในพิธีศีลมหาสนิทและผมพบในอินเตอร์เน็ต และนี่คือคำที่เขาบอกไว้.. “พิธีศีลมหาสนิทอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำพิธีทุกวันศุกร์แรกของทุกเดือนเพื่อเป็นการถวายเกียรติและอธิษฐานต่อพิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน” ผมไม่รู้เกี่ยวกับคุณนะครับแต่ในพระคัมภีร์ของผมเขียนว่าเป็นการอธิษฐานต่อพระบิดา พระบิดาของพวกเรา พระเยซูพูดว่า อธิษฐานทูลต่อพระบิดา พระองค์ไม่ได้พูดว่าให้อธิษฐานต่อสิ่งไม่มีชีวิตไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นแสดงถึงพระองค์หรือไม่

มัทธิว 6:9 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ


นาทีที่ 11.6 – ดูให้ชัดๆนะครับ ที่ด้านขวานั้นคุณจะเห็นจันทร์เสี้ยวที่บรรจุดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง
และนี่ก็เป็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นรูปนี้เป็นรูปจันทร์เสี้ยวเหมือนรูปเปลอยู่ในดวงอาทิตย์ ที่ภาชนะใส่น้ำมนต์ของคริสตจักรโรมันคาทอลิก คุณจะเห็นว่ามีรัศมีของดวงอาทิตย์ฉายไปทั่ว พวกเขาไม่ได้ซ่อนเร้นเลยครับ ทำไม่เขาไม่ซ่อนล่ะ? ก็เพราะว่ามันมีมายาวนานนับเป็นพันๆปีมาแล้ว มันมาจากศาสนานอกรีต และการนมัสการพระอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระบาอัลและอีสทาร์


นาทีที่ 11.45 – นี่คุณก็จะเห็นไม้เท้าที่มีดอกสนอยู่ตรงปลาย(pine cone) ซึ่งเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่พบในศาสนานอกรีตที่เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์หรือโอไรซิส(Orisis)ที่มาจากอียิปต์ สิ่งนี้มาในรูปของสามง่ามคล้ายซ้อม แต่ง่ามตรงกลางที่เป็นpine cone นั้นสูงที่สุด ทำไม่เขาจึงใช้ pine cone? ก็เพราะว่า pine cone นั้นใช้แทนการให้กำเนิด มันมาจากต้นสนซึ่งมีสีเขียวสดตลอดทั้งปี แม้ทุกอย่างจะเริ่มตายหมดในฤดูหนาวแต่ต้นสนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความหวังใหม่ ชีวิต และความอุดมสมบูรณ์ และคุณจะเห็นว่าแม้แต่ในเม๊กซิโก พบว่าพระของแม็กซิกันนั้นถือpine cone ในมือข้างหนึ่งและในมืออีกข้างหนึ่งนั้นถือต้นสน

ที่น่าสนใจคือว่า ประติมากรรมแกะสลักของ pine cone ที่ใหญ่ที่สุดนั้นพบที่ Court of Pine ในนครวาติกันนั่นเอง ให้ผมถามคำถามคุณซักข้อนะครับ ว่ามันอยู่ที่นั่นได้อย่างไร? ทำไมเขาจึงเลือก pine cone? และทำไม่จึงพบ pine cone ที่ไม้เท้าของพระสันตะปาปาอีกด้วย? ก็เพราะว่าสิ่งนี้นั้นบอกไปถึงการนมัสการพระอาทิตย์ในครั้งโบราณนั่นเอง ซึ่งเป็นการแสดงถึงพลังและสิทธิอำนาจของเทพเจ้าของพวกเขา

นี่เป็นภาพที่เห็นได้ชัดเจน pine cone บนไม้เท้าของพระสันตะปาปา


นาทีที่ 13.09 – ไปต่อนะครับ นี่คือสัญลักษณ์สามง่าม(trident) ซึ่งเป็นสามง่ามของปีศาจ มันเป็นสัญลักษณ์ของซาตาน..เขาของซาตาน เป็นการแสดงท่าทางที่เรียกว่า “trident” (สัญลักษณ์การทักทายของซาตาน) เราพบหลักฐานทางโบราณคดีของสัญลักษณ์นี้ทั่วไปหมด ทุกสังคมที่บูชาพระอาทิตย์ คุณก็จะพบสัญลักษณ์นี้ทุกที่ คุณจะพบได้ในบาบิโลนโบราณ พระนอกรีตต่างๆ ไม้เท้าของฟาโรห์ซึ่งเชื่อมโยงกับพลังและสิทธิอำนาจของพระต่างๆของเขา และที่สำคัญอันหนึ่งนั้นก็คือ สามง่ามของเทพเจ้าแห่งทะเล (Neptune’sTrident) นั่นคือที่มาของที่เราเรียกว่า สามง่ามของปีศาจ (Devil’s pitchfork) นี่ไม่ใช่ใครสร้างเรื่องขึ้นมา แต่สิ่งเหล่านี้มาจากประวัติศาสตร์


นาทีที่ 14.04 – ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คุณก็จะพบสัญลักษณ์อื่นๆที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีกด้วย ที่สำคัญคือคุณจะเห็นสัญลักษณ์สองอย่างในภาพนี้ และนี่คือรูปปั้นของ “เทพจูปีเตอร์” และได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “เซนต์ปีเตอร์” รูปปั้นนี้ถือสัญลักษณ์ของสามง่าม ซึ่งแสดงถึงพลังอำนาจของพระอาทิตย์ คุณจะเห็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งด้วยคือ รัศมีที่อยู่บนศีรษะ (halo) แต่ดูดีๆจะเห็นว่าไม่ใช่แค่รัศมี แต่เป็นสัญลักษณ์ของแสงที่กระจายออกจากจุดศูนย์กลาง(sunburst) ซึ่งอยู่บนศีรษะของรูปปั้นของพระอาทิตย์ หรือที่เขาเรียกว่า เซนต์ปีเตอร์






Create Date : 08 เมษายน 2555
Last Update : 8 เมษายน 2555 18:38:53 น.
Counter : 908 Pageviews.

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  

Narno7
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



ขอต้อนรับเข้าสู่การค้นหาความจริงจากในชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา เคยถามตัวเองหรือไม่ว่าเราเกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่ออะไร? ตายแล้วไปไหน?

ข่าวดี!! ที่นี่มีคำตอบ ขอให้อ่านด้วยใจเปิดกว้าง และพินิจพิจารณา อ่านช้าๆ แล้วคุณจะพบคำตอบของชีวิตที่คุณค้นหามานาน

Inner peace is built by discovering your creator, and your purpose.

KNOWLEDGE IS POWER!!!!

You are created as a Soul, and placed into this physical body.

Your body is just a "Tool".

A tool, for your soul to carry out this temporary physical section, of your Eternal Life

A tool which should be guided into investing and feeding the soul.

But all people remain to do, is invest in the body rather than the SOUL!!

The Truth Set You Free!!!

May the Love and the Truth of the True God fill your Heart!!

Note: Please share your ideas or commend politely and wisely. ANY COMMENT POSTED NEEDS TO BE BASED ON INTELLIGENCE, LOGIC, AND REASONING; THOSE BASED MERELY ON RELIGIOUS BELIEF(S) AND/OR EMOTIONS WILL NOT SUFFICE.


Thanks for visiting!

Have a great wonderful day and night!!

## Pls. feel free to spread the words!!

New Comments
All Blog