เปิดโปงที่มาของเทศกาลนอกรีต อีสเตอร์และคริสมาส PAGAN ORIGINS OF EASTER AND CHRISTMAS EXPOSED 1 of 8




Get Rid of Easter! (Pagan origins of Easter and Christmas Exposed) Part 1 of 8



นาทีที่ 0:26 – พวกเราต่างก็มีความทรงจำที่ดีของปีที่แล้วที่พวกเรานั่งรอบโต๊ะในเทศกาลคริสมาส ฉลองการกำเนิดของพระเจ้าร่วมกับคนในครอบครัวที่รักของเรา เพื่อนๆ รวมทั้งฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ในฤดูใบไม้ผลิในช่วงเวลาของเทศกาลอีสเตอร์

ผมอยากจะแบ่งปันให้กับคุณในวีดีโอนี้ครับ ผลลัพธ์และบทสรุปที่ผมได้ศึกษาค้นคว้าในการเดินทางในความเชื่อของผม ซึ่งพระบิดาได้วางความว่างเปล่าลงในผมมานานหลายปี การโหยหาบางสิ่งบางอย่างที่มากกว่า บางสิ่งที่ลึกลงไปอีก บางสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระที่มาจากพระองค์ ในแต่ละปีที่ผมเริ่มฉลองเทศกาลคริสมาส ผมรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป มันรู้สึกไม่เหมือนตอนที่ผมโตมา บางที่คุณบางคนก็อาจมีความรู้สึกลึกๆเช่นนี้เหมือนกัน เมื่อผมเริ่มค้นพบข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งผมกำลังจะแสดงให้คุณเห็น ข้อมูลบางอย่างอาจทำให้เกิดความรู้สึกรบกวนในจิตใจคุณได้ เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำของคุณและความเป็นตัวตนของคุณถูกกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้นผมขอหนุนใจคุณครับ – ว่าไม่ต้องกลัวความจริงที่ปรากฏ เพราะในที่สุด ความสัจจริงที่ถูกต้องตรงตามพระคัมภีร์เท่านั้นที่จะให้อิสรภาพแก่คุณ!!!! อย่างที่บอกไว้ก่อนนะครับ จากบรรพบุรุษสู่บรรพบุรุษ ภาพและข้อมูลบางอย่างที่ผมจะแบ่งปันวันนี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความรู้สึก คุณอาจต้องจำไว้ในใจว่า ข้อมูลเหล่านี้นั้นใช้เพื่อตรวจสอบชีวิตของเรา รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลความเชื่อที่เรามีมา


นาทีที่ 2:26 – เราจะเริ่มที่คำอ้างอิงของ Barna Group นะครับ กลุ่ม Barna นั้นเป็นกลุ่มสำรวจและตรวจสอบของคริสเตียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ พวกเขาจะเข้าไปดูในหลายๆสิ่งของคริสเตียน ตั้งแต่คำสอน ความเชื่อ รวมทั้งแนวโน้มความเป็นไปของชาวคริสเตียน นี่คือข้อสรุปจากการตรวจสอบเมื่อเร็วๆนี้


“ปัญหาที่พบในคริสเตียนไม่ใช่เรื่องการขาดความเชื่อ แต่ปัญหาคือพวกเขามีสิ่งที่เขารับเอามาไว้เป็นพื้นฐานในใจแล้วซึ่งเขาคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นคำสอนในพระคัมภีร์ และพวกเขาก็ไม่ได้เปิดพระคัมภีร์ดูเพื่อพิสูจน์ว่าผิดหรือถูก รวมทั้งไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ้งลงไป การตรวจสอบจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเป็นธรรมดา ด้วยกลัวว่าผลที่ตามมานั้นอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงวิถีในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าพื้นฐานของสาเหตุจะมีมาอย่างไรก็ตาม... ส่วนสำคัญที่สุดนั้นของผู้นำและชาวคริสต์ทั่วไปนั้นเหมือนกันคือ ความไม่ใส่ใจในการรับรู้และขาดการประเมิน”


นาทีที่ 3:25 – โดยผิวเผินแล้ว พวกเราผู้เชื่อทั้งหลายแทบไม่ใส่ใจว่าความจริงคืออะไร เราไม่สนใจว่าพระยาเวห์ พระองค์จะมองอย่างไรในสิ่งที่พระองค์ปรารถนาต่อเรา เราไม่กล้าที่จะมองตรงจุดเหล่านี้ เพราะกลัวว่าจะเจอสิ่งที่เรารับไม่ได้ และไม่อยากที่จะตัดสินใจในที่สุดเรา เพราะว่าเราต้องการในสิ่งที่เราต้องการ.... เรารู้สึกดีในวิถีเดิมของเราอยู่แล้ว เรารู้สึกดีๆกับกิจกรรมต่างๆทางศาสนา และธรรมเนียมปฏิบัติที่มนุษย์ตั้งขึ้นมาอยู่แล้ว

****ผมไม่รู้ว่าคุณคิดอย่างไรนะครับ... แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมนั้น ผมต้องการทำให้พระองค์พอพระทัยครับ !!!

***มีเพียง 2 เหตุผลที่เราทั้งหลายมาอยู่บนโลกนี้ คือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระนามพระองค์บนแผ่นดินโลก และเพื่อทำให้แน่ใจว่าเรารักพระองค์ด้วยสิ้นสุดหัวใจ สุดกำลัง สุดความคิด และเราต้องการดำเนินไปในทางของพระองค์



นาทีที่ 4:11 – คุณบางคน เมื่อเริ่มดูวีดีโอนี้ ก็เริ่มมีความคิดผุดขึ้นมา และก็จะพูดว่า .. “สิ่งนี้ไม่มีความหมายอะไรกับตัวเรา” ....ครับ..ผมก็เคยมีความคิดเช่นนี้เมื่อหลายปีก่อน พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น พระองค์ทรงอ่อนโยนและตรัสกับผมว่า .. “จิม..มันไม่สำคัญว่าอะไรจะมีความหมายสำหรับเจ้า..เจ้าไม่ใช่ผู้ที่ถูกสักการบูชา เราเองที่เป็นผู้รับการสักการบูชา มันมีความสำคัญว่าเราคิดอย่างไรต่างหาก”!!!!

......โปรดจำไว้ในใจครับว่า...เมื่อเรารับรู้ข้อมูลจากวีดีโอนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือเรามีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวปรับชีวิตของเราไปสู่ความจริง ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด ไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับอารมณ์ความรู้สึกหรือต้องบอบช้ำเพียงใด เพราะสุดท้าย เมื่อคุณผ่านถิ่นทุรกันดารนั้น มีแผ่นดินแห่งพันธะสัญญารอคุณอยู่ครับ มีพระพรมากมายอันเกิดจากการปฏิบัติตามพระคัมภีร์ในแนวทางของพระคัมภีร์ครับ


นาทีที่ 5:00 – ดังนั้น เรามาเริ่มจากคำพูดของ จอห์น แลวินนะครับ ที่พูดว่า...

“มันเป็นความเชื่อหรือ...ที่ไม่เข้าใจอะไรเลย และเพียงใส่ความเชื่อมั่นของคุณลงไปในคริสตจักร?” เราต้องเข้าใจว่าทำไมเราจึงต้องทำในสิ่งที่เราทำกัน? ...ทำไมจึงเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อกัน? ถ้าเราเพียงนมัสการไปอย่างมองไม่เห็นในสิ่งที่เราทำและคิดเพียงว่าเราทำด้วยหัวใจบริสุทธิ์และจริงใจ และพระองค์จะต้องยอมรับทุกสิ่งที่เราถวายที่แท่นบูชา

*****มันก็จะเหมือนกับชาวอิสราเอลโบราณถวายหมูและถวายสัตว์ที่มีตำหนิบนแท่นบูชาเลยล่ะครับ....มันก็เหมือนคาอินถวายผักที่เก็บในสวนของเขา ในเมื่อพระยาเวห์ให้ถวายสัตวบูชาต่อพระองค์ มันไม่สำคัญว่าสิ่งนั้นจะมีความหมายต่อเรา....มันไม่สำคัญว่าเราจะจริงใจแค่ไหน!!!!!!

สิ่งที่สำคัญนั้นคือว่า...พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า..จิตใจของเรานั้นชั่วร้ายครับ!!! และพระองค์จะยังไม่มองดูที่ใจเราจนกว่าเราจะเชื่อฟังพระองค์

ใจนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญครับ ถ้าเรื่องของใจนั้นสำคัญ...ดังนั้นใครก็สามารถเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้หมดนะซิครับ เพราะนั่นไม่ใช่ความจริง....เพราะว่าทุกคนที่นับถือทุกศาสนา ...พวกเขาก็จริงใจทั้งนั้น และพวกเขาก็มีใจที่จะนมัสการพระเจ้าของพวกเขาด้วยสุดจิตสุดใจ สุดกำลังสุดความคิดทั้งนั้น

***** ดังนั้น...คุณๆครับ..ถ้าดูกันชัดๆในเรื่องศาสนาแล้ว มันไม่สำคัญว่าเราจะจริงใจแค่ไหน...เราก็สามารถที่จะจริงใจในสิ่งที่ผิดได้

****เราต้องทำให้แน่ใจว่าความจริงใจของเราและการเชื่อฟังนั้นเป็นไปในแนวทางที่มีบันทึกในพระคัมภีร์ เพราะว่าพระคัมภีร์มีเขียนไว้ไม่ใช่หรือว่า ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสักการบูชา?

****เราสามารถถวายเครื่องสักการบูชาอะไรก็ได้ที่ตามเราต้องการ...แต่ถ้าเราไม่ได้ทำในแนวทางที่พระองค์ต้องการ...นั่นก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย


นาทีที่ 6:41 – อับราฮัม ลินคอร์น พูดไว้อย่างนี้ครับ.... “วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำลายศัตรูคือทำให้พวกเขาเป็นเพื่อน”

****ในที่สุด ศัตรูนั้นมาเพื่อทำ 3 สิ่งนี้..คือ เพื่อลักขโมย เพื่อฆ่า และเพื่อทำลายความจริง

นั่นคือสิ่งที่มันกำลังพยายามทำ มันได้ทำแล้วที่สวนเอเดนโดยการบอกอาดัมและอีฟว่า คำสั่งสอนที่พระเจ้าสอนอาดัมและอีฟในสวนเอเดน ซึ่งคำว่า “คำสั่งสอน (instructions)” ในภาษาฮีบรูคือ “โทราห์ (Torah)” คำว่า โทราห์ ไม่ได้แปลว่า “บทบัญญัติ” มันหมายถึง “คำสั่งสอน” ดังนั้น สิ่งที่พระเจ้าสอนในโทราห์ และคำสอนในสวนเอเดนนั้น ศัตรูก็พูดว่า “ถ้าเจ้าละเมิดคำสั่งสอนนั้น...พระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะต้องตายจริงๆหรอก”

****ดังนั้น งานของศัตรูคือ แยกเราออกจากการได้รับมรดก และแยกเราออกจากสวนเอเดน

***และวิธีที่เรามักถูกแยกออกจากสวนเอเดนนั้นคือการละเมิดคำสั่งสอนของพระเจ้าและทำตามแนวทางของเราเอง .....นี่คือสิ่งที่ชาวอิสราเอลโบราณได้ทำมาตลอดในประวัติศาสตร์ คือพวกเขาหักพระพันธะสัญญามาตลอดแล้วก็ถูกแยกออกห่างจากพระเจ้า แล้วพวกเขาก็กลับมาสารภาพบาปแล้วก็กลับเข้าสู่พระพันธะสัญญา และพระเจ้าก็จะอวยพระพรพวกเขาเฉพาะเมื่อพวกเขาเชื่อฟัง และพระองค์ก็จะสาปแช่งพวกเขาเมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟัง

และพี่น้องครับ...ผมได้เรียนรู้เองจากชีวิตของผมเอง ว่าในบางครั้งคำสาปแช่งที่รุนแรงที่สุดนั้น คือการขาดพระพรครับ


นาทีที่ 8:02 – ไปกันต่อนะครับ...อีกหนึ่งในคำกล่าวที่ผมชอบคือ คำกล่าวของท่าน จอห์น เอฟ เคเนดี้...ที่ว่า..

“ศัตรูตัวสำคัญของความจริงที่พบบ่อยๆนั้น ไม่ใช่การโกหก หรือการคิดรอบคอบ หรือวางแผนไว้ หรือความไม่สัตย์ซื่อ....แต่เป็นเรื่องราวโกหก ที่ทำอย่างต่อเนื่อง ที่สามารถจูงใจและเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง”

แม้แต่ฮิตเลอร์ ยังพูดว่า.. “ถ้าคุณบอกเรื่องโกหกให้ดังพอ และนานพอ ในไม่ช้า..คนก็จะเชื่อว่ามันเป็นความจริง”

****แน่นอนครับ...ซาตานนั้นไม่มีแผนอื่นใด นอกจากขโมย ฆ่า และทำลาย มันแค่ต้องการเอาข้อความออกจากพระคัมภีร์ มันต้องการให้เราเชื่อว่าเราสามารถทำสิ่งต่างๆตามแนวทางของเราได้

***ท้ายที่สุด...ไม่ใช่มาจากวิญญาณของมัน(ซาตาน)หรือ? วิญญาณแห่งความดื้อด้านบอกว่า.... พวกเราสามารถทำตามแนวทางของเราได้ เราสามารถนมัสการพระเจ้าตามแนวทางของเรา และในที่สุด เราก็จะล้มเหลวและขาดจากพระสิริของพระเจ้าไป

****เมื่อเราเริ่มทำตามสิ่งที่มีในพระคัมภีร์ และในแนวทางของพระคัมภีร์ นั่นคือเราเริ่มเข้าสู่มรดกแห่งพระพรของพระบิดาซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้แล้วตั้งแต่ยุคเริ่มต้น


นาทีที่ 9:00 - เอาล่ะครับ นั่นเป็นเพียงการกล่าวนำ...เรามาเริ่มจากความคิดนี้นะครับ คุณคิดว่าอะไรคือสี่เหตุการณ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคพระคัมภีร์ หรือในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ? ผมจะบอกคุณถึงสี่เหตุการณ์ที่ทรงอิทธิพลที่ผมคิดได้ครับ แต่ว่ามันเป็นความคิดเห็นของ จิม สตาเล่ย์ครับ ซึ่งได้แก่

1. การให้บัญญัติในสวนเอเดน
2. การบัญญัติที่ภูเขาซีนาย (พระพรและคำสาปแช่ง)
3. การบังเกิดของพระผู้ไถ่
4. การสิ้นพระชนม์ การฝัง และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระผู้ไถ่

มีเหตุการณ์ต่างๆมากมายที่ได้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ แต่เหล่านี้เป็นความคิดเห็นของผม ที่ผมเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ทีสำคัญที่สุด เราจะพุ่งความสนใจไปที่ 2 เหตุการณ์หลังครับ...
- การบังเกิดของพระผู้ไถ่ และ...
- การสิ้นพระชนม์ การฝัง และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระผู้ไถ่
ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้มีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของมนุษยชาติ


นาทีที่ 9:57 – เอาล่ะ เรามาย้อนเวลากลับไปที่ 4000 ปีที่แล้วนะครับ และเริ่มค้นหาว่าประวัติศาสตร์ของประเพณีที่ทำสืบต่อกันมานั้นมาจากไหน

เราจะย้อนไปถึงสมัยโนอาห์ มาเริ่มกันแบบโบราณเลยนะครับ....

....นานมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งชื่อนิมโรด เขาเป็นหลานของหลานของโนอาห์ เขาเป็นคนที่ได้รับความนิยมชมชอบมากที่สุดบนแผ่นดินโลกในเวลานั้น ที่สำคัญคือเขาเป็นกษัตริย์ของคนยุคนั้นครับ เขาเป็นผู้ที่ก่อตั้งเมืองบาเบล สร้างหอบาเบล และสร้างเมืองนีนะเวห์

จากข้อมูลหลักฐานในการสร้างเมืองของเขา และความเป็นผู้ที่เข้มแข็งกำยำและจากภาพทางโบราณคดี จึงมีนักวิชาการหลายท่านเชื่อมั่นว่านิมโรด คือ “เนฟิลิม” ซึ่งมีความหมายในภาษาฮีบรูแปลว่า “คนยักษ์” ซึ่งเขามีลักษณะเหมือนกับโกไลแอท(Goliath) ซึ่งต่อสู้กับเดวิด(David) ซึ่งเขาน่าจะเกิดจากการที่ทูตสวรรค์ชั่ว (fallen angels)สมสู่กับบุตรสาวของมนุษย์ ซึ่งเขามีความเข้มแข็งที่เหนือกว่าคนทั่วไป อย่างเดียวกับรูปภาพที่เราได้ค้นพบในอิสราเอลโบราณและในตะวันออกกลาง

นอกจากนั้นแล้ว ยังไม่ต้องสงสัยเลยว่านิมโรดนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้คนที่อยู่กับเขา เขามีชื่อเสียงมากในเรื่องความแข็งแรง เขาได้สร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่และเป็นนักปกครองในยุคหลังน้ำท่วมใหญ่ เขาเป็นคนที่เต็มไปด้วยความเชื่อในรูปเคารพ เป็นคนโลภโมโทสัน เป็นคนขี้เมา และเป็นคนที่มักกบฏ


นาทีที่ 11:43- นิมโรดได้แต่งงานกับหญิงชื่อเซมิรามิส และเขาทั้งสองจึงได้กลายมาเป็นพระราชาและพระราชินีของโลกในยุคนั้น และนิมโรดได้ตายไปแล้วต่อมาเขาถูกทำให้เป็นเหมือนพระเจ้า เขาเป็นคนแรกบนโลกที่ถูกเรียกว่าพระอาทิตย์ (sun god)และในที่สุดก็กลายมาเป็นพระบาอัล(Baal)

คำว่าบาอัลในพระคัมภีร์สามารถย้อนไปถึงนิมโรด จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เมื่อคุณเห็นชื่อพระบาอัลและแอสโทเรท คุณจะรู้ได้เมื่อศึกษาย้อนไปที่นิมโรดและเซมิรามิส และพระบาอัล(Baal)นั้น ในปัจจุบันนั้นได้ครอบครองทั่วทั้งจักรวาลในนามของพระอาทิตย์(sun god) และตามตำนานของบาบิโลน นางเซมิรามิสได้ตั้งครรภ์อันเกิดจากรังสีของแสงอาทิตย์จากสามีของนางที่ตายแล้วนั้น นิมโรดและนางเซมิรามิสจึงให้กำเนินบุตรชายชื่อ ทัมมุส(Tummuz) แลเมื่อทัมมุสเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่ม ทัมมุสนั้นก็แต่งงานกับแม่ของตนเองและร่วมหลับนอนกันจริงๆ และภาพของเด็กทัมมุสกับแม่เซมิรามิส ก็คือเรื่องราวของกามเทพ(Cupid) กามเทพในเรื่องของวันวาเลนไทน์ ซึ่งวันวาเลนไทน์นั้นก็พัฒนามาจากการที่ทัมมุสที่แต่งงานกับมารดาของตนนั่นเอง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ขัดต่อพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง

นาทีที่ 13:14 - ย้อนกลับไปที่เรื่องของทัมมุส เมื่อเขาอายุได้ 40 ปี เขาเป็นนักล่าที่ยิ่งใหญ่ และเขาก็เข้าแทนที่ตำแหน่งของบิดาของเขาในการปกครองโลก เขามีอิทธิพลอย่างมากและเหนือสิ่งอื่นใดคือเขาเป็นนักล่าที่น่าเชื่อถือ แต่เขามีเมื่ออายุ 40 ปีนั่นเอง เขาก็ถูกฆ่าตายโดยหมูป่า และต่อมานางเซมิรามิสก็ตาย เธอถูกส่งไปที่ท้องฟ้า แต่พระบาอัลสามีของเธอผู้ตายไปแล้วนั้นไม่พร้อมสำหรับเธอ ดังนั้น เขาจึงส่งเธอกลับมาบนโลกพร้อมกับไข่ยักษ์และมันก็ตกลงมาที่แม่น้ำยูเฟรตีส และเมื่อเธอออกมาจากไข่ และกลายเป็นนกแล้วกกไข่ ออกมาเป็นกระต่าย ใช่เลยครับ...มันดูเหมือนบ้าบอ นั่นคือที่มาของไข่และกระต่าย และนั่นคือที่มาของกระต่ายของวันอีสเตอร์

ก่อนที่จะไปต่อ...นี่ดูเหมือนเป็นนิยายปรัมปรา ครับ...มันคือตำนานของบาบิโลน แต่คุณต้องเข้าใจวัฒนธรรมย้อนกลับไปของชาวตะวันออก คือว่า....ไข่เป็นเครื่องหมายของการกำเนิดประชากร(ความอุดมสมบูรณ์)ของพระในหลายๆความเชื่อ พวกเขาเชื่อแม้กระทั่งว่าโลกเกิดจากไข่ยักษ์ ดังนั้นนักวิชาการจำนวนมากก็ไม่ได้แปลกใจเลยเกี่ยวกับตำนานในเรื่องที่นางเซมิรามิสกลับมาในโลกในรูปของไข่ยักษ์ และแล้วผู้คนก็เชื่อว่านี่เป็นเทพธิดา เป็นเทพธิดาเพราะว่ามีเรื่องของไข่แห่งความอุดมสมบูรณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง





Create Date : 08 เมษายน 2555
Last Update : 8 เมษายน 2555 18:29:01 น.
Counter : 1054 Pageviews.

0 comments

Narno7
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



ขอต้อนรับเข้าสู่การค้นหาความจริงจากในชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา เคยถามตัวเองหรือไม่ว่าเราเกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่ออะไร? ตายแล้วไปไหน?

ข่าวดี!! ที่นี่มีคำตอบ ขอให้อ่านด้วยใจเปิดกว้าง และพินิจพิจารณา อ่านช้าๆ แล้วคุณจะพบคำตอบของชีวิตที่คุณค้นหามานาน

Inner peace is built by discovering your creator, and your purpose.

KNOWLEDGE IS POWER!!!!

You are created as a Soul, and placed into this physical body.

Your body is just a "Tool".

A tool, for your soul to carry out this temporary physical section, of your Eternal Life

A tool which should be guided into investing and feeding the soul.

But all people remain to do, is invest in the body rather than the SOUL!!

The Truth Set You Free!!!

May the Love and the Truth of the True God fill your Heart!!

Note: Please share your ideas or commend politely and wisely. ANY COMMENT POSTED NEEDS TO BE BASED ON INTELLIGENCE, LOGIC, AND REASONING; THOSE BASED MERELY ON RELIGIOUS BELIEF(S) AND/OR EMOTIONS WILL NOT SUFFICE.


Thanks for visiting!

Have a great wonderful day and night!!

## Pls. feel free to spread the words!!

New Comments
All Blog