Life without love is like a tree without blossoms or fruit. Kahlil Gibran
Group Blog
 
All blogs
 

7 ชั่วโมงของความห่างไกล

หลังจากมันบินไปแล้ว
ถึงได้รู้ว่า "กูคิดถึงมึงแค่ไหน"

ที่พูดถึงน่ะ เพื่อน ไม่ใช่นก

เป็นเจ็ดชั่วโมงของความห่างตามเข็มนาฬิกา
เป็นหมื่นๆไมล์ของระยะทาง
เป็นเวลาแปดเดือนของความรู้สึก

พอมึงไม่อยู่
กูเพิ่งรู้ว่า จริงๆแล้วคนแบบมึงคงมีแค่คนเดียวในโลก
แล้วกูก็คิดไปเองว่าจะโชคดี เจอใครแบบนี้อีกสักคน

เสียดาย คนเราไม่ได้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งหลายครั้งหรอกในชีวิต

แต่การมีมึง กูรู้สึกดียิ่งกว่า

ไม่เป็นไร ที่กูไม่ได้เป็นที่หนึ่ง
ถึงความสำคัญกูจะเป็นที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่สุดท้าย
แค่มีมึง ตัวเลขอันดับก็ไม่สำคัญอะไรนักหรอก

แค่มีมึง กูก็ดีใจแล้ว

ขอบคุณมากมายที่เกิดมาเป็นเพื่อนกัน




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2552    
Last Update : 6 สิงหาคม 2552 0:35:48 น.
Counter : 180 Pageviews.  

ทฤษฎี..อาจไม่มีในโลก

บางที การได้มาซึ่งอะไรบางอย่าง
อาจต้องแลกมาด้วยอะไรสักอย่าง

บางที ทฤษฎี กับโลกจริงที่ต้องปฏิบัติ
ก็อยู่ไกลกันเหมือนสถิตย์ที่คนละโลก

เชื่อว่า คนเราล้วนแต่รู้ทั้งนั้น อะไรผิด อะไรถูก
ตรรกะที่มี ย่อมแยกแยะออกได้ว่า ผิดชอบชั่วดีเป็นอย่างไร

แต่การเรียนรู้ ทำไมถึงชอบจะตามมาทีหลังการลงมือทำ

ถ้าทุกครั้งต้องเป็นอย่างนั้น แสดงว่าทฤษฎี ก็ไม่มีจริง...

เพราะเราจะเรียนรู้ ทฤษฎีกันไปทำไม ในเมื่อทุกอย่างในโลก
ไม่ได้หมายถึง 1+1 = 0

ซึ่งจริงๆแล้ว ก่อนจะเรียนรู้และเข้าใจอะไรสักอย่าง
มันมักจะต้องผ่านกระบวนการลงมือทำ

ทำเอง ถึงจะเข้าใจ แม้ใครบอกใครสอนอย่างไร
ก็ไม่เท่ากับได้รู้เองลองเอง

หากไม่นับรวมความผิดพลาดจากภาคปฏิบัติ
แน่นอนว่า มันนำมาซึ่งความถ่องแท้ในทุกๆเรื่อง

เช่น หากไม่เคยอกหัก จะรู้ได้อย่างไรว่าที่เค้าว่าเจ็บน่ะ
เจ็บขนาดไหน แล้วถ้าไม่เคยเจ็บ จะรู้ไหม ว่าเข็ดเป็นอย่างไร

แล้วถ้าไม่เคยพลั้ง จะรู้จักระวังไหม..??

เช่นกัน เพราะทุกอย่างล้วนต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง
ที่ถ้าเลือกได้ อาจไม่มีใครอยากลอง

เพราะชีวิตเป็นอย่างนี้นี่เอง ที่บอกว่าเราต้องเรียนรู้กันจนตาย
เพราะเราไม่อาจทำความเข้าใจได้จากภาคทฤษฎี หรือวิถีปฏิบัติของคนอื่น

และหากการเข้าใจอะไรสักอย่าง ต้องแลกมาด้วยอะไรสักอย่าง
ที่ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้มันจะเกิดขึ้นอีกไหม

เลยต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า

บางทฤษฎี ก็ไม่มีในโลก...




 

Create Date : 26 มีนาคม 2552    
Last Update : 26 มีนาคม 2552 22:21:06 น.
Counter : 206 Pageviews.  

ไม่ชอบร่ำสุรา หากแต่หลงรักบทสนทนาในวงเหล้า

ขวดสีชา มีฟองล้นปากขวดจำนวนหลายต่อหลายขวดถูกไล่เรียงออกมาวางไว้บนโต๊ะ
ดูไปดูมา คล้ายๆขวดพวกนั้นกำลังเข้าแถวรอเช็คชื่อ

เช็คชื่อลงแก้วตามจำนวนคนต่างหาก

น้ำสีเหลืองไหลรินลงมาปะทะน้ำแข็ง ฟองขาวปริ่มแก้ว

ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง
เจ้าของแก้วต่างกระดกมันเข้าปาก ให้น้ำรสขมๆไหลผ่านลำคงลงไป

บางคนหวังให้มันเค้าไปย้อมสีอวัยวะบางอย่างแถวอกข้างซ้าย
ให้หลงลืมอะไรบางอย่างออกไปก่อน เพียงค่ำคืนก็ยังดี

บ้างก็เฮฮาสนุกสนาน ปลดปล่อยความรู้สึกเคล้าเสียงดนตรี

จริงๆแล้ว ฉันเองก็ชอบนะ บรรยากาศท่ามกลางวงเหล้า
หากไม่มีใครปากเสีย มันเป็นวงสนทนาที่ออกรสสุดๆวงหนึ่งทีเดียว

หากไม่นับว่าการดื่มสุราเป็นการทำลายสุขภาพ
สูญทรัพย์ไปอย่างสิ้นเปลือง
เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
ละเลยการงานและความสนใจต่อบางอย่างแล้วล่ะก็
ฉันเองอยากเป็นสมาชิกวงสุรานี้เสียทุกๆค่ำคืน

คนเรามีเหตุผลสักกี่อย่างกันนะ
ที่พาตัวเองไปนั่งอมน้ำรสขมๆท่ามกลางมวลควันบุหรี่

หากย้อนเวลานึกถึงเมื่อคืนที่ฉันตอบตกลงกับเพื่อนว่าจะไปด้วย
ขณะนั้น ฉันไม่มีเหตุผลอะไรเลย
ฉันมีแค่ความรู้สึกบางอย่าง
ความรู้สึกที่ว่า คืนนั้นฉันไม่อยากอยู่คนเดียว
ฉันอยากไปฟังเสียงหัวเราะ เสียงสนทนา เสียงเพลง

ฉันไม่เคยเชื่อว่าเหล้าจะทำให้เราหายเจ็บช้ำในเรื่องอะไรได้
มันอาจจะพาเราออกไป แต่สุดท้าย เราไม่ได้ไปไหนเลยต่างหาก

เสียงสนทนาในวงเหล้าเมื่อคืน บอกฉันว่า
เราต้องอยู่คนเดียวให้ได้ด้วยซ้ำ
เพราะทุกครั้งที่เหล้าเข้าปาก เราเองนี่แหละ ที่ต้องดูแลตัวเอง
คนที่ไปดวยก้อคือคนที่ไปด้วย
ถึงมันจะมีตำแหน่งเป็นตั้งเพื่อนของเรา
แต่ถ้าเมาแล้ว วินาทีนั้น มันอาจกลายเป็นอื่น

จากคนชอบพูด ฉันไม่คิดว่าการพูดมากในเวลาร่ำสุราเป็นเรื่องดี
ฉันเรียนรู้ที่จะฟัง ถึงแม้มันจะได้ยินไม่ถนัดเท่าไหร่
มีคำคมจำนวนมากหลุดจากปากของคนที่เวลาสติอยู่ครบ
ไม่สามารถพูดแบบนี้ได้

หรือว่าบางที เหล้าจะไหลลงไปถึงสัญชาติญาณสุดขั้วของมนุษย์
หรือบางที เหล้าเป็นสิ่งที่เปิดเผยธาตุแท้ของชีวิตคน

ใช่ ในยามที่เรารู้ตัว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการคิด
แม้เสี้ยววินาที เรายังจำเป็นต้องคิดก่อนการสื่อสาร
เพราะนั่นหมายถึงความเข้าใจที่คนรับสารจะมีต่อผู้ส่งสาร

แต่ในวงสุรา ดูเหมือนจะไม่ใช่
หากคิดอะไร รู้สึกอะไร มันจะไหลออกมา
ไม่ต่างกับเวลารินเหล้าลงแก้ว

แต่ที่น่าสงสัยคือ แล้วไหนล่ะ ชีวิตจริง
ความจริงต้องผ่านการกลั่นกรองหมักสะสมให้ได้รสชาติเหมือนเบียร์ไหม
หรือความจริงต้องสดใหม่เหมือนวอดก้าที่พอผละมือจากโต๊ะ สิ้นเสียงป๊อกต้องรีบรินพรวดลงคอ

ไม่แปลกที่ทั้งคู่ต่างทำให้เราลืมความคิดไว้ที่ไหนบางแห่ง
ไม่แปลกที่ทั้งคู่ต่างทำให้เราเกิดอาการมึนงงทรงตัวไม่อยู่

เหล้าชนิดไหน เราพอจะแยกออก
อีกอย่างปริมาณแอลกอฮอล์มันก้อแจ้งชัดไว้ข้างขวด
แต่ความจริง อยู่ตรงไหนของชีวิต
มีฉลากแปะอยู่ข้างหลังผิวหนังของเราเสียที่ไหน

อาจจะจริง ที่ใครๆก็ชอบบรรยากาศระหว่างการร่ำสุรา
แต่น่าเสียดายที่ว่า บรรยากาศดังกล่าวมันเป็นเรื่องจริง
ที่ไม่ค่อยจริงสักเท่าไร!!




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551    
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 15:02:31 น.
Counter : 177 Pageviews.  

อย่ารักเลย ก็แล้วกัน

ก่อนจะถามว่ามีความรักเป็นเช่นไร
ตอบก่อนได้ไหมว่า
มีความรับผิดชอบแค่ไหน ในความรัก ?

การส่งผ่านความรู้สึกดีๆ จากคนหนึ่ง ถึงอีกคนหนึ่งนั้น
เป็นเรื่องที่ว่าด้วยการเอาใจใส่ดูแล

เหมือนปลูกต้นไม้ เหมือนเลี้ยงสัตว์ เหมือนล้างรถ

หากมีไว้ครอบครอง แต่ไม่มีเวลาให้
ไม่ว่าของสิ่งไหน ก้อหมดสภาพได้ตามกาลเวลา

คนรัก และความรักก็ไม่ต่างกัน

จริงอยู่ อาจไม่ได้เรียกว่าเป็นหน้าที่ แต่ทำไปเพราะเป็นความรู้สึก
เพราะรู้สึกว่ารัก จึงอยากดูแล

แต่ถ้าวันไหนเลิกรู้สึกล่ะ
เลิกไป ทั้งๆที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ตั้งรับ เตรียมใจ
แล้วจะปล่อยให้หัวใจหนึ่งดวง กับคนหนึ่งคน
ถูกทิ้งขว้างว่างเปล่าไปเฉยๆเลยหรือ

ที่ต้องรับผิดชอบ เพราะตอนรักกัน รู้สึกดีต่อกัน
ใช่หรือไม่ว่า เราไม่ได้รู้สึกคนเดียว

เราปลูกต้นไม้ รักหรือไม่รัก เราก็ต้องดูแล
เรามีรถ รักหรือไม่รัก เราก็ต้องดูแล

เราปล่อยปละละเลยต้นไม้ บางต้นก็ตาย บางต้นก็ไม้
เราไม่ล้างรถ อย่างมากที่สุด มันก้อแค่เก่า

แต่กับคน เราเคยคุยกันทุกคืน
แล้ววันนึง เรารู้สึกว่า จะทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร
รู้สึกดีต่อกันแค่ไหน อย่างไร ไม่เคยมีฝ่ายใดเปิดใจให้รับรู้
ทั้งหมดนั้น ผ่านกระบวนการคิด "คิดไปเอง"

แล้วเราก็จากไป
ต้นไม้ที่กำลังเติบโต ตายไปไร้สาเหตุ
รถคันใหม่ที่เคยขัดเงาขับโชว์เพื่อนฝูง ก็ฝุ่นจับไม่ดูแล

ต้นไม้ผิดไหม รถผิดไหม
แล้วใครผิด ? ?

เราเองมิใช่หรือ ที่เดินหน้าเข้าหาความรัก
เดินไป โดยที่ตัวเองก็ไม่พร้อมจะดูแล
ไม่พร้อมจะรับผิดชอบความรู้สึกของตัวเองให้ตลอดรอดฝั่ง

พูดกันอย่างตรงไปตรงมาเรียกได้ว่า ฉาบฉวย

หากวันที่ต้นไม้ตาย เรายังซื้อมาปลูกได้ใหม่
แต่วันใดที่หัวใจของอีกคนเหี่ยวเฉา
เขาจะยอมให้เราเป็นคนดูแลรดน้ำมันอีกไหม

หากไม่พร้อมจะรับผิดชอบหัวใจหรือความรู้สึกของใคร
ก็อย่าไปรักใครเลย..ก็แล้วกัน




 

Create Date : 25 กันยายน 2551    
Last Update : 25 กันยายน 2551 1:35:08 น.
Counter : 146 Pageviews.  

เราอาจมีโอกาสสบตา แค่เพียงหนึ่งช่วงเวลาในชีวิต

สี่โมงเย็น ในห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
ฉัน เพื่อนร่วมชั้น และอาจารย์ เรากำลังสบตากันอยู่

วิชาภาษาอังกฤษไม่ได้ทำให้ฉันคิดมาก
หากเรื่องที่ฉันคิดคือเรื่องเดียวกับเสียงที่ลอยมาปะทะรูหู

กับเพื่อนเนี่ยนะ ไม่ต้องไปโกรธไปเคืองกันหรอก
ในวันข้างหน้า ต้องเจอคนที่ทำให้เราเจ็บใจเสียใจมากกว่าเพื่อนนักหนา


รู้มั้ย บางทีเรียนจบไปแล้วนะ เธออาจจะไม่ได้เจอเพื่อนเธออีกเลยก็ได้
..ตลอดชีวิต..


ฟังแล้ว ความคิดฉันกำลังล่องลอยไปไกล

ไม่ใช่ว่าคนเราไม่เจอกันคือต้องตายจากกัน
แค่เพียงก้าวเท้าเดินแยกไปคนละทาง
ก็ไม่สามารถหาหลักประกันได้แล้วว่า
เวลาไหนของชีวิต ที่เท้าสองข้าง ถึงสองคู่
จะก้าวมาบรรจบบนเส้นทางเดินเดียวกันอีก

ตลอดเวลา 21 ปี ฉันก็มีทางเดินชีวิตที่ตัดผ่านคนนั้นคนนี้มากมาย
หลายคน เรามีโอกาสเพียงแค่สบตา ในช่วงเวลาไม่ถึงเสี้ยวนาที
ใช่ , และหลังจากนั้น เราก็ไม่เจอกันอีกเลย

แต่ช่างประไร เพราะบนโลกใบใหญ่ ใครๆก็เดินสวนกัน

ฉันกำลังคิดถึงความรู้สึกเก่าๆกับคนที่เคยเดินทางรอนแรมด้วยกันมาต่างหาก
ทางแยกที่ตัดฉันและเพื่อนสนิทออกจากกัน
เริ่มเมื่อเราย้ายชีวิตตัวเองเข้าสู่มหาวิทยาลัย

จากคนเจอหน้ากันทุกวัน
เป็นเจอหน้ากันปีละไม่กี่วัน

แต่โชคดีว่าเราต่างยกช่วงเวลาของปัจจุบันไปเชื่อมต่อกับอดีตได้เกือบแนบสนิท
ระหว่างเรา จึงยังเหมือนเดิม

แต่นั่น เราคลุกคลีตีสนิทใกล้ชิดกันมานานจนไม่อยากนับคืนนับวัน

ที่ฉันสนใจคือ ความสัมพันธ์ที่เราสร้างอยู่ในวันวัยของปัจจุบันต่างหาก
ฉันกำลังสงสัย สงสัยว่ามันจะยั่งยืนยาวนาน แบบที่ฉันเคยมีไหม

เพราะเราไม่ได้คลุกคลีสนิทสนมอะไรกันเหมือนตอนเป็นเด็ก
เพราะเราไม่ได้เอาหัวใจมาวางไว้ใกล้จนรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ไปไหน
เพียงเพราะเราแค่ต่างคนต่างเดินมาตัดผ่านกัน
และที่สำคัญ
เราอาจมีโอกาสสบตา แค่เพียงหนึ่งช่วงเวลาในชีวิต

ฉันให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองในปัจจุบันมากที่สุด
เช่นกัน ฉันแคร์คนที่ฉันกำลังสบตาด้วยในปัจจุบันมากกว่า
อย่างน้อย มันก็เป็นความรู้สึกที่เรารับรู้ได้ขณะหายใจเข้าออก
อย่างน้อย มันก็บอกได้ว่าเรากำลังสุขหรือทุกข์
และถึงที่สุดแล้ว ฉันถือว่าฉันโชคดี ที่มีคนให้สบตาด้วย
หากไม่เป็นเช่นนี้ ฉันคงไม่สะเทือนใจกับคำพูดข้างบน

ความสัมพันธ์ กับ ความรู้สึกดีๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง มันจะเกิดและจบ
อย่างละครสั้นๆที่สักๆแต่ว่าเล่น อย่างนั้นหรือ

ก่อนจะเจอละครไร้รสนิยมอย่างว่า ฉันก็ไม่เคยเชื่อมั่นแบบนั้น

แต่ขณะนี้ ฉันค่อนข้างแน่ใจกับประโยคข้างบน
เพราะเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าวันเวลาที่ยังเดินทางมาไม่ถึง
มีทางแยกอีกกี่ทาง แล้วคนอีกกี่คนที่เราสบตาด้วย
เขาจะเดินไปบนเส้นทางเดียวกันกับเรา

และถึงแม้วันนี้เราอาจจะเดินตามกันมา ใช่ว่า ทางแยกข้างหน้า จะมาไม่ถึง




 

Create Date : 04 กันยายน 2551    
Last Update : 4 กันยายน 2551 19:02:49 น.
Counter : 203 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

HowLentissimo
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Traveler
Bakery Seeker
I'm Everywhere as my heart wanna be.
A friend who is far away is sometimes much nearer than one who is at hand. Is not the mountain far more awe-inspiring and more clearly visible to one passing through the valley than to those who inhabit the mountain? 'Kahlil Gibran'
One friend in a lifetime is much, two are many, three are hardly possible. Friendship needs a certain parallelism of life, a community of thought, a rivalry of aim. 'Henry B. Adams'
PIXEL1EVENT on Facebook
Friends' blogs
[Add HowLentissimo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.