Life without love is like a tree without blossoms or fruit. Kahlil Gibran
Group Blog
 
All blogs
 
รักและคิดถึงดีไหมดากานดา?

ฉันไม่ได้ชื่อไข่ย้อย..
แต่ไม่รู้ทำไมถึงอินกับหนังเรื่องเพื่อนสนิทขนาดยอมนั่งอ้อยสร้อยดูเป็นรอบที่ 8

แต่หากไม่ใช่ไข่ย้อย วันนี้เราอาจรู้สึก"คล้ายๆ"กัน

ประมาณ 18 เดือนก่อน ฉันรู้จักกับใครคนหนึ่งที่เราก็เห็นหน้ากันอยู่ทุกวันในห้องเรียน
แต่ก่อนหน้านั้น เราแทบไม่เคยคุยกันเลย
จนกระทั่งมือซนๆของฉันไป add อีเมลของเธอเข้า

และหลังจากนั้นไม่กี่วัน บทสนทนาที่เราต่างสบตากับจอคอมพิวเตอร์ก็เริ่มขึ้น

ฉันจำได้ ว่าเธอชอบวาดรูป (ตอนนั้นฉันคิดว่าเธอคงเป็นคนใจเย็น ที่ไหนได้ ไม่ใช่เลย แต่ก็อยากเห็นจังว่ารูปวาดของคนใจร้อนเป็นยังไง)

เธอมักจะเปิดกล้องตอนเราคุยกัน
และทุกวันเช่นกันที่ฉันมีอาการยิ้มตาหยีที่รักษาไม่หายมานานหลายเดือน

การคุย msn ไม่ต้องมีธุระ เราคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย
แต่ก็เรื่อยเปื่อยจนตีหนึ่ง ตีสอง แทบทุกวัน

และเพราะว่าเธอชอบอำ อีกอย่างในเอ็มมันไม่รู้อารมณ์คนคุย
ฉันจึงชอบคุยโทรศัพท์กับเธอมากกว่า
เหตุผลแค่ว่า อยากได้ยินเสียง..

แรกๆ ฉันต้องหาธุระที่จะโทรไป ซึ่งธุระจริงๆไม่เกินนาทีครึ่ง
แต่อีก60นาทีต่อมานั้น เป็นเรื่องราวที่เราแลกเปลี่ยนเพื่อจะรู้จักกัน

เป็นเรื่องจริงที่ว่าฉันพยายามจะทำความรู้จักกับเธอเพราะมันเริ่มจากอาการคลิกบางอย่าง
และพอได้คุย ได้รู้จัก เป็นไปได้ว่าเคมีของเราอาจจะเข้ากัน
พูดให้เต็มปากคือ ตกหลุมรักไปแล้วมั้ง

แต่ด้วยความที่ข้อจำกัดระหว่างเรามันเยอะเกินไป
ฉันจึงนิยามให้ความรู้สึกดีในช่วงนี้ของเราเป็น Impossible love..
เป็นเส้นขนาน เป็นขั้วเหนือกับขั้วใต้ ที่คงไม่มีวันมาบรรจบกัน

ข้อเสนอ"เพื่อนสนิท"ที่เธอหยิบยื่นมา ทำให้ฉันรีบตะครุบมันไว้ในทันที
ฉันเป็นเพื่อนสนิทที่ตกหลุมรักเพื่อนของตัวเองทุกวัน
...มันบ้าเกินไปไหม??...

ไม่ใช่ว่าเธอดีพร้อมจนสมบูรณ์แบบ
เธอมีทุกสี มีทุกอารมณ์ แต่แปลก ที่ฉันชอบทุกสีที่เธอเป็น
เดี๋ยวก่อน อย่าตัดสินว่าฉันบ้า
ก่อนที่จะมาเจอเธอ ฉันเรียนรู้กับความรู้สึกแบบนี้มามาก
มากพอที่จะไม่ขุดหลุมฝังตัวเอง
เพราะฉะนั้น ฉันมีสติกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึกมากพอ
และอยากให้รู้ไว้ว่า To me you're perfect.

แต่..ฉันตอบเธอไม่ได้หรอกว่า ทำไม? หรือจะรู้สึกแบบนี้อีกนานแค่ไหน?
เอาเป็นว่า ตั้งแต่วันแรกที่ฉันอยากรู้จักเธอ ฉันเคยรู้สึกยังไง วันนี้ฉันก็ยังรู้สึกแบบนั้น

แล้วที่ฉันไม่ยอมบอกเธอว่าฉันรู้สึกอะไรอยู่
คำตอบก็เหมือนคืนนั้น คืนที่เธอถามฉันไง
ฉันกลัวว่าถ้าเธอรู้ เธอจะเปลี่ยนไป
ซึ่งฉันดีใจจริงๆ ที่คนที่ฉันรักไม่ได้เป็นผู้หญิงใจแคบ
และหาประโยชน์จากคนที่มาหลงรักตัวเองแบบที่ฉันเคยเจอ

เธอไม่เคยเปลี่ยนไปแม้สักวัน ทั้งๆที่เธอรู้ตั้งนานแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
เอาจากใจจริงไหม ฉันเองก็ไม่เคยทำใจได้เสียที
ที่จะให้เราเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างสถานะที่เธอให้มา
แล้วที่ฉันบอกว่า ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม
สิ่งที่ฉันทบทวนกับตัวเอง ทำให้ฉันบอกเธอว่า เราจะเป็นเพื่อนกันได้
เพื่อนที่รักกันมากมาย

แต่สุดท้าย คนเราน่ะพอรักเกินเพื่อนไปแล้ว มันก็ต้องเป็นแบบนั้น
อย่างน้อยก็สักพักหนึ่ง..แต่หากไม่แค่สักพักหนึ่งมันจะกลายเป็นอีกนานแค่ไหนก็ยังตอบไม่ได้

เธอไม่ต้องกังวล หรือมาสนใจนะ
เพราะฉันไม่เสียใจ ไม่ฟูมฟาย ฉันรู้ว่า ใช่ก็คือใช่ และไม่ใช่ก็คือไม่ใช่
และฉันก็ไม่เคยห้ามความรู้สึกตัวเองสักวัน..เพราะมันคงไม่ฟัง
แต่ฉันจะไม่ทำอะไรที่ล้ำเส้นแล้วทำให้เธออึดอัดแน่นอน

อนาคตก็อีกเรื่องหนึ่งอย่างที่เธอว่า
และฉันเองก็ไม่เคยมองไปไกลขนาดนั้น
เพราะแค่การที่เรารู้สึกดีกับใครสักคนแล้วเขาหรือเธอคนนั้นไม่รังเกียจ
ถือเป็นความมหัศจรรย์ชนิดหนึ่งแล้ว
แต่มันจะมหัศจรรย์มากขึ้นไปอีก ..เมื่อคนสองคนรู้สึกเหมือนกัน..

อยากรู้เหมือนกัน มันจะเป็นยังไงนะ

แล้วก็อย่าถาม ว่าทำไมถึงยังหวังกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ก็ฉันยังหายใจอยู่นี่นา คนที่หมดหวังน่ะ คือคนที่ตายแล้วเท่านั้นแหละ
ฉันมีหวังกับทุกๆเรื่องในชีวิต ไม่เฉพาะแต่กับเรื่องนี้หรอก

อีกอย่าง การรับไมตรีที่เธอมีให้ฉันในฐานะเพื่อนนั้น
ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันคงไม่หายไปไหน
ถึงจะไม่ชอบเธอแบบวันนี้แล้ว ความเป็นเพื่อนก็น่าจะยังอยู่

สิ่งที่เธอแตกต่างจากคนอื่นคือ..เธอมี ใจดีดี
เธอไม่ใช่ประเภทที่ตัดความสัมพันธ์แบบปิดประตูไล่
แต่เธอกลับยืนเป็นเพื่อนฉันอยู่ที่หน้าประตู
คอยดูแลฉันในวันที่ฉันยังเดินหันหลังกลับไม่ไหวต่างหาก

สุดท้าย ฉันคงไม่เดินไปบอกเธอว่า "ฉันรักแกว่ะ" เหมือนในหนัง
เพราะฉันไม่ใช่ไข่ย้อย แล้วก็คงไม่หนีเตลิดไปเกาะพงันด้วย

แต่ฉันจะบอกเธอว่า "ฉันรักแกว่ะ" ที่ไหนสักที่ ที่มีดาวสวยๆ
แล้วมาร้องเพลงต้องโทษดาวของพี่เบิร์ดด้วย ดีไหม??

ไม่หรอก เพราะตอนนี้ฉันไม่ชอบระบบการจำกัดความให้สถานะความสัมพันธ์เท่าไหร่ ว่าใครคบกับใครแบบไหน ในสถานะอะไร
เพราะตอนนี้มันไม่จำเป็น ไม่จำเป็นเพราะว่า คนสองคนที่คบกันอาจไม่ต้องจบลงด้วยคำว่า คนรัก

แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะรักกันไม่ได้ ไม่ใช่หรอ
ไม่ว่าในสถานะอะไรก็ตาม

ทีนี้ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเวลา ดูว่าข้อความทั้งหมดนี้ มันจะมีค่าต่อจิตใจไปอีกนานแค่ไหน หรือบางที ถ้าย้อนกลับไปแบบในหนัง มันอาจจะหมดความหมายลงเมื่อไข่ย้อยย้อนมาที่เกาะพงันเพื่อเอาหนังสือคืนนุ้ยก็ได้นะ

จะอะไรก็ช่างมันเหอะ
ถึงตอนจบของข้อความแล้ว
ขอเลียนแบบไข่ย้อยหน่อยได้ไหม
ว่า "ส่วนที่ดีที่สุดของการเขียนจดหมาย ไม่ได้อยู่ที่ตอนมานั่งนึกว่าเค้าจะอ่านจดหมายของเราหรือเปล่า แต่เป็นตอนที่เราคิดจะเขียนถึงเค้าซะมากกว่า แต่ยังไงก็แล้วแต่ ดากานดา.. ฉันนึกดีใจที่สุดท้ายสิ่งที่เหมือนจะอยู่ได้นานและไม่มีวันเลิกกันได้ง่ายๆ ก็คือการได้เป็นเพื่อนกับแก.."

ส่วนเธอ ถึงเธอจะไม่ได้ชื่อดากานดา
แต่ว่าวันนี้เธอก็กลายเป็นนักแสดงจำเป็นในบทนี้โดยไม่ได้ตั้งใจแล้วล่ะ

ว่าแต่ฉันจะจบยังไงนะ ไม่ให้มันเชยและเศร้า
รักและคิดถึงดีไหม??

รักและคิดถึงเสมอ


ขอบคุณ ภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิท(GTH) และเพื่อนสนิทของฉัน



Create Date : 27 ตุลาคม 2552
Last Update : 27 ตุลาคม 2552 21:15:11 น. 2 comments
Counter : 351 Pageviews.

 


โดย: p_tham วันที่: 31 ตุลาคม 2552 เวลา:3:23:33 น.  

 
ถ้า ดากานของคุณ ไม่ชอบคุณ ทำไมเค้าถึงต้องทำอะไรแบบนั้น ให้ความสนิท ทั้งๆที่รู้ว่าคุณคิดอะไร

บางทีเค้าอาจจะยังไม่รู้หัวใจตัวเอง
หรือเพราะอาจกลัวอะไรบางอย่างอยู่รึเปล่า

แล้วถ้าหาก ดากานดา ต้องใช้เวลาอีกแสนนาน ในการที่จะรู้หัวใจตััวเอง

ตอนนั้น ไข่ย้อยจะยังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่ไหม...

แต่ในชีวิตจริง คนเรากว่าจะรู้ว่ารักแค่ไหน ก็เมื่อได้สูญเสียเค้าไปแล้ว..


โดย: ไข่นุ้ย IP: 79.67.237.110 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:24:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

HowLentissimo
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Traveler
Bakery Seeker
I'm Everywhere as my heart wanna be.
A friend who is far away is sometimes much nearer than one who is at hand. Is not the mountain far more awe-inspiring and more clearly visible to one passing through the valley than to those who inhabit the mountain? 'Kahlil Gibran'
One friend in a lifetime is much, two are many, three are hardly possible. Friendship needs a certain parallelism of life, a community of thought, a rivalry of aim. 'Henry B. Adams'
PIXEL1EVENT on Facebook
Friends' blogs
[Add HowLentissimo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.