Street Hypnotherapist นักสะกดจิตบำบัดข้างถนน ^^
 

ทางเลือก (Choice)

มีหลักการพื้นฐานของ NLP ข้อหนึ่งกล่าวว่า “สำหรับทุกๆ ปัญหา การมีทางเลือกสำหรับใช้เป็นทางออกของปัญหานั้น ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี” เรื่องนี้ถ้านึกถึงตอนที่เราออกไปซื้อของข้างนอกเราก็จะสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายครับ

เช่นผมอยากได้รองเท้าออกกลังกายสักหนึ่งคู่ สมมุติว่าปัญหาของผมคือผมต้องการรองเท้าออกกำลังกายสำหรับไปรำมวยจีนที่สวนลุมซักหนึ่งคู่ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไปที่ร้านขายรองเท้าแล้วพบว่าในร้านมีแต่รองเท้าแตะกับรองเท้าส้นสูง และถ้าเราลองบีบเงื่อนไขอีกว่าผมจำเป็นที่จะต้องเลือก ผลก็คงเป็นว่าผมอาจจะได้คีบรองเท้าแตะไปรำมวยจีนแน่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าเลยด้วยประการทั้งปวง ดังนั้นมันจะดีกว่านี้อีกถ้ามันมีตัวเลือกอย่างอื่นอีกมากกว่าแค่รองเท้าแตะกับรองเท้าส้นสูง ยิ่งมีตัวเลือกให้เลือกมากเท่าไหร่ชีวิตของผมก็ยิ่งง่ายขึ้น เพราะความจริงแล้วคำตอบที่น่าเข้าท่าที่สุดสำหรับปัญหาของผมก็คือรองเท้ากีฬาพื้นบางดีๆ ซักคู่

นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมคนจึงเลือกที่จะไปร้านใหญ่ๆ หรือห้างใหญ่ๆ ก่อนร้านหรือห้างเล็กๆ สาเหตุจริงๆ ก็เพราะว่าเรารู้สึกดีกว่าที่เราได้มี “ตัวเลือก” (Choice) นั่นเอง

และไม่ว่าจะเป็นปัญหาง่ายๆ อย่างการซื้อรองเท้าหรือปัญหาหนักอกหนักใจอย่างปัญหาธุรกิจหรือปัญหาครอบครัว ระบบประสาทของเราก็จะตอบสนองต่อปัญหาเหล่านี้เหมือนๆ กันคือ “สร้างทางเลือกจำนวนมากขึ้นมาเพื่อเลือกเอาเพียงหนึ่งเดียวมาเป็นคำตอบของปัญหา” และก็มาสูตรเดียวกับปัญหาซื้อรองเท่านั้นนั่นแหละครับ คือยิ่งมีให้เลือกมากมันก็ยิ่งดี และถึงแม้ว่าว่าคำตอบที่มีให้เลือกอาจจะไม่ได้มีแบบที่เลิศเลอสมบูรณ์แบบจริงๆ แต่การที่มีทางเลือกให้เราเลือกมากเข้าไว้มันก็ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรให้เลือกมากนัก

แต่ปัญหาก็คือ บ่อยครั้งที่ปัญหาของเราก็ไม่ได้มีตัวเลือกให้เราเลือกได้มาก ยิ่งปัญหานั้นเป็นที่หนักอกหนักใจมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนกับว่าตัวเลือกมันถูกทำให้ลดน้อยถอยลงไปจนถึงกับว่าบางปัญหานั้นเราแทบจะไม่มีอะไรให้เลือกกันเลย

จำนวนของตัวเลือกต่อปัญหาที่เราต้องเผชิญอยู่นั้น นัก NLP ค้นพบว่านอกจากจะอยู่ที่รายละเอียดของตัวปัญหาเองแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ตัวเลือกของเราถูกลดลงอย่างฮวบฮาบก็คือ “สภาพอารมณ์ของตัวเราเอง”

สภาพอารมณ์ (Emotion) นั้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อจำนวนตัวเลือกโดยตรง ยิ่งในขณะนั้นระบบประสาทประสาทของเราตกอยู่ภายในสภาพอารมณ์ใดๆ (ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์) มากเท่าใด จำนวนตัวเลือกในสมองของเราก็ยิ่งมีปริมาณลดลงเท่านั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสภาพอารมณ์นั้นเป็นผลอันสืบเนื่องมากจิตใต้สำนึกซึ่งทำงานโดยปราศจากตรรกะ ในขณะที่ทางเลือกหรือตัวเลือกต่างๆ ที่สมองสร้างขึ้นมานั้นเป็นผลมาจากจิตสำนึกซึ่งทำงานแบบตรรกะ ดังนั้นยิ่งสภาพอารมณ์ถูกสร้างขึ้นมาเท่าไรก็หมายความว่าจิตใต้สำนึกกำลังตื่นตัวและทำงานมากเท่านั้น ในภาวะแบบนี้จิตสำนึกจะถูกจิตใต้สำนึกเบียดบังการทำงานโยตรง ทำให้ในช่วงเวลาที่เรามีปริมาณของสภาพอารมณ์มากๆ ในสมองเราจึงไม่ค่อยจะมีตรรกะเหลืออยู่เท่าไหร่นัก

ขอให้สังเกตว่าคนที่อารมณ์ดีมากๆ มักจะ “อะไรก็ได้” (อะไรก็ดีไปหมด) ส่วนคนที่อารมณ์ไม่ดีนั้นก็มักจะ “อะไรก็ได้” (อะไรก็ไปเอามา!) เหมือนกัน ถึงแม้ว่าในรายละเอียดของคำว่าอะไรก็ได้ระหว่างคนอารมณ์ดีกับอารมณ์ไม่ดีมันแตกต่างกันแต่โดยกลไกแล้วมันเกิดจากเหตุผลเดียวกัน นั่นก็คือความบกพร่องลงของการทำงานเชิงตรรกะของสมอง

นี่จึงเป็นสาเหตุที่นัก NLP เสนอว่า เมื่อใดก็ตามที่เราประสบกับปัญหาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาธุรกิจ ครอบครัว สุขภาพ หรืออื่นใดก็ตาม สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือการตัดตัวเองให้ขาดออกจากสภาพอารมณ์ เพราะสภาพอารมณ์นั้นเองจะเป็นตัวขัดขวางกระบวนการวิเคราะห์และค้นหาวิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริงของเรา




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2554 14:42:50 น.  

แบบฝึกหัดของความโชคดี

ถ้าคุณอยากโชคดี อยากให้ทุกๆ วันเป็นวันที่โชคดี วันที่มีความสุข ผมมีเทคนิค NLP ง่ายๆ มาให้ทดลองฝึกเป็นคนที่โชคดีกันดู แบบฝึกหัดนี้ทำไม่ยาก ขอเวลาเพียงวันละไม่ถึง 2 นาที (ลวกมาม่ายังไม่ทันจะอร่อยดี) แถมยังเป็น 2 นาทีที่เราไม่ค่อยจะได้ใช้ประโยชน์อะไรเป็นจริงเป็นจังอีกด้วย

เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลย ที่ผมอยากให้คุณทำก็คือ

1. เมื่อตื่นนอนขึ้นมา จงบอกกับตัวเองทันที (หรือจะเดินไปบอกกับตัวเองในห้องน้ำโดยมองที่กระจกแล้วพูดกับตัวเอง) ว่า “ฉันเป็นคนที่โชคดีที่สุด! วันนี้เป็นวันที่โชดดีของฉัน! ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ทุกอย่างมันโชคดี มันราบรื่น มันสำเร็จดังที่ฉันต้องการ เพราะว่าฉันเป็นคนที่โชคดีที่สุด!” จะพูดในใจหรือจะพูดออกเสียงมาดังก็ตามสะดวกครับ ขอให้อินกับสิ่งที่พูดก็พอ จากนั้นก็ใช้ชีวิตของคุณไปตามปรกติครับ

2. เมื่อคุณจะเข้านอน จงบอกกับตัวเองทันที (หรือจะเดินไปบอกกับตัวเองในห้องน้ำโดยมองที่กระจกแล้วพูดกับตัวเอง) ว่า “ฉันเป็นคนที่โชคดีที่สุด! วันพรุ่งนี้เป็นวันที่โชดดีของฉัน! ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ทุกอย่างมันโชคดี มันราบรื่น มันสำเร็จดังที่ฉันต้องการ เพราะว่าฉันเป็นคนที่โชคดีที่สุด!” จะพูดในใจหรือจะพูดออกเสียงมาดังก็ตามสะดวกครับ ขอให้อินกับสิ่งที่พูดก็พอ จากนั้นก็นอนหลับไปตามปรกติครับ

มีเงื่อนไขง่ายๆ อยู่ 3 ประการที่จะทำให้แบบฝึกหัดนี้สำเร็จเกิดเป็นผลอย่างอัศจรรย์ก็คือ
สำหรับครั้งแรกคุณต้องบอกกับตัวเองทันที ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ก็ตาม
จะพูดในใจหรือเสียงดังๆ ออกมาก็ไม่สำคัญ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่คุณต้องอินกับสิ่งที่คุณพูด
คุณต้องทำแบบฝึกหัดนี้ทุกวันอย่างน้อย 7 วันโดยไม่มีวันหยุด และมันจะสำแดงผลยอดเยี่ยมกว่านั้นถ้าคุณทำมันได้ทุกวันจนเป็นนิสัย

แล้วความโชคดีจะเป็นของคุณครับ ..."ขอให้โชคดี"

หมายุเหตุ - แบบฝึกหัดของความโชคดีนั้นเป็นส่วนผสมระหว่าง Milton Model กับเทคนิคการทำ Affirmation ใน NLP เพื่อปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกลงไปในจิตใต้สำนึกของตนเอง

http://www.thaihypnosis.com




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2554 13:54:15 น.  

7 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จแบบ NLP (NLP Seven Steps to Success)

หลังจากใช้เวลาศึกษากลุ่มบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่เป็นนานสองนาน นัก NLP ค้นพบว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเหล่านั้นมีอะไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน ซึ่งเมื่อตัดประเด็นปลีกย่อยออกไปแล้วก็จะได้ Model หรือแม่แบบแห่งความสำเร็จออกมาชุดหนึ่ง (ทุกคนสามารถเอาไปใช้ทำตามได้ทันที) ซึ่งประกอบไปด้วย 7 ขั้นตอนด้วยกัน

1. เป้าหมาย! สิ่งที่เรียกว่าเป้าหมายนี้แทบจะเรียกว่าเป็นทั้งหมดของการประสบความสำเร็จก็ได้ครับ ลูกธนูนั้นไม่มีวันพุ่งเข้ากลางเป้าได้เลยถ้าคนยิงไม่รู้ว่าเป้าหมายของเขาอยู่ที่ไหน รถแข่งก็ไม่มีวันถึงเส้นชัยถ้าคนขับไม่รู้ไม่รู้เส้นชัยอยู่ไหน ชีวิตของคนเราก็เหมือนกันเราไม่สามารถประสบความสำเร็จใดๆ ได้เลยถ้าเราไม่รู้ว่าความสำเร็จของเราคืออะไร เช่นถ้าการประสบความสำเร็จของเราคือนักทำ Cup Cake ที่เก่งที่สุดในโลก การทำ Cup Cake ให้อร่อยที่สุดในโลกนั้นแหละคือเป้าหมายของเราครับ


2. ความเชื่อ! ในเมื่อลูกธนูที่แม่นยำที่สุดต้องการแรงง้างคันธนูเพื่อเป็นกำลังให้ลูกธนูวิ่งเข้าสู่กลางเป้าหมาย และรถแข่งก็ต้องการน้ำมันอ๊อกเทนสูงเพื่อให้มันสามารถวิ่งทะยานไปสู่เส้นชัยได้ มนุษย์ก็เช่นกันเราต้องการแรงพลังงานหรือผลักดันอันหนึ่งที่คอยสร้างความมุ่มมั่นความพยามยามอุตสาหะเพื่อพาเราไปให้ถึงยังจุดเป้าหมายของความสำเร็จได้ สิ่งที่ว่านี้ก็คือความเชื่อครับ ความเชื่อนี้ก็คือการที่มนุษย์เรายอมรับต่อสิ่งใดอย่างไม่มีเงื่อนไข ถ้าเราจะเป็นนักทำ Cup Cake ที่เก่งที่สุดในโลก นอกจากเราจะรู้ตัวแล้วว่าเป้าหมายของเราคือ Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกแล้ว สิ่งที่เราจะต้องมีต่อมาก็คือความเชื่อที่ว่า “เราสามารถเป็นนักทำ Cup Cake ที่เก่งที่สุดในโลกได้อย่างแน่นอน” ครับ

3. กลวิธี! คำว่ากลวิธี (Strategy) หมายถึงวิธีการและลำดับขั้นตอนที่จะทำให้ไปถึงความสำเร็จที่เราได้วางเป้าหมายเอาไว้ ถ้าเราจะทำ Cup Cake เราต้องรู้ว่าวิธีทำ Cup Cake ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร อะไรทำก่อน อะไรทำหลัง และจะยอดเยี่ยมกว่านั้นอีกมากถ้าเรารู้ว่า Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกมีวิธีการหรือมีสูตรในการทำอย่างไร นัก NLP เสนอว่าการสร้างรูปแบบของกลวิธีที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยตัวเองนั้นยาก อย่างน้อยก็ต้องผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกกันเสียก่อน ถ้าไม่หมดแรงกันไปเสียก่อนก็คงค้นพบวิธีที่ดีที่สุดเข้าซักวิธี แต่การถอดแบบความสำเร็จมาจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วนั้นง่ายกว่ากันมาก NLP เรียกวิธีการนี้ว่า Modeling หรือการถอดแบบความสำเร็จ จัดว่าเป็นหัวใจที่สำคุณอันหนึ่งในศาสตร์ NLP ถ้าเป้าหมายเราคือ Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกเราเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้ ก็จงค้นหาว่า Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกที่เคยถูกผลิตขึ้นมานั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยใคร อย่างไร จงเข้าใจกลวิธีของ Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกชิ้นนั้น แล้วจงทำตามครับ

4. คุณค่า! การมองเห็นคุณค่าของสิ่งใดๆ เป็นแรงขับดันเสริมให้เรากระทำบางสิ่งต่อสิ่งนั้นๆ การมองเห็นคุณค่าของเป้าหมายหรือมองเห็นคุณค่าของตัวเองล้วนแล้วแต่เป็นการเสริมแรงที่ยอดเยี่ยมทั้งสิ้น การที่ Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกมันเป็นที่สุดของโลก เป็นขนม Cup Cake ที่ทุกๆ จะต้องชอบ ทุกๆคนจะต้องพึงพอใจ เป็น Cup Cake ที่จะนำไปสู่อารมณ์ที่เป็นบวกเมื่อทุกคนได้ลิ้มรสของมัน และการที่ตัวเราเองได้เป็นผู้ที่สรรค์สร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมชิ้นนี้ขึ้นมา ความภูมิใจเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแรงขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมเพื่ออำนวยสภาพอารมณ์ให้เรามีพฤติกรรมไปสู่ความสำเร็จได้ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้

5. พลัง! ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนต้องการพลัง นอกจากพลังที่เป็นพลังภายในจิตใจเช่นความเชื่อหรือการมองเห็นคุณค่าตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในที่นี้ผมกำลังหมายถึงพลังจริงๆ พลังที่จะต้องใช้ในการนวดแป้ง พลังที่จะต้องใช้ในการยกถาดใส่ขนม Cup Cake ยัดใส่ลงไปในเตาอบ พลังในการยกถาด Cup Cake ร้อนๆ ออกจากเตา และพลังอีกมากมายที่จะต้องถูกใช้ในอีกหลายๆ กิจกรรมที่เป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่ปลายทาง ดังนั้นนั่นหมายความถึงแม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คุณมีความเชื่อมั่น มีกลวิธีการที่ยอดเยี่ยม และมองเห็นคุณค่าต่อเป้าหมายและตัวเองอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าสังขารไม่อำนวยเวลาทั้งหมดของชีวิตถูกนำไปใช้บนเตียงให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลแล้วล่ะก็ ทุกๆ อย่างมันก็จะไม่มีวันสำเร็จขึ้นมาได้เลย นั่นทำให้มีนัก NLP หลายท่านกล่าวว่า “หากสังขารวันนี้ยังเอาตัวแทบไม่รอด ก็คงไม่ต้องป่วยการไปกล่าวถึงความสำเร็จที่รอคอยอยู่ข้างหน้า” ดังนี้แล้วก็จงให้ความสำคัญต่อสุขภาพตัวเองนะครับ

6. มิตรภาพ! เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รวมกันอยู่เป็นสังคม การประสบความสำเร็จใดๆ ก็ตามจึงไม่อาจจะเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวได้ การมีมิตรภาพที่ดีต่อคนรอบๆ ทำให้เราได้รับการตอบสนองที่ดีจากคนที่อยู่รอบๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องต่างๆ ที่เคยยุ่งยากมันจะง่ายเข้าอีกมาก เราผลิต Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกขึ้นมาแต่เราทะเลาะกับคนรอบบ้านไปทั่วไปหมด แบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ผิดกับการที่เรามีมิตรภาพที่ยอดเยี่ยมกับคนรอบๆ ใช้เวลาไม่นานนัก Cup Cake ที่อร่อยที่สุดในโลกจะได้รับการเผยแพร่ออกไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และบ่อยครั้งที่เราจะต้องพบกับปัญหาในการดำเนินงานซึ่งมันเป็นเรื่องปรกติ ขอให้มั่นใจครับว่ามิตรภาพที่ยอดเยี่ยมสามารถคลี่คลายปัญหาให้เราได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน เตาอบเสีย แก๊สหมด ไม่มีที่หน้าร้าน ไม่มีคนช่วยขายขนม มิตรภาพที่ยอดเยี่ยมสามารถช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

7. การเสื่อสารที่ยอดเยี่ยม! เพราะว่าไม่มีใครไม่สามารถที่ไม่เสื่อสารได้ นัก NLP ให้ความสำคัญต่อประสิทธิภาพในการเสื่อสารมาก การเสื่อสารที่ดีย่อมให้ผลตอบสนองที่ดี แต่เราต้องเข้าใจว่าคำว่าเสื่อสารของ NLP ไม่ใช่เพียงแต่การใช้ถ้อยคำพูดหรือภาษากายเท่านั้น แต่การเสื่อสารของ NLP หมายถึงๆ ทุกสิ่งที่ถูกนำเอาไปตีความเกิดเป็นความรู้สึกหรือสภาพอารมณ์ไม่ว่าการตีความนั้นจะเกินในผู้อื่นหรือเกิดในตัวเองก็ตาม เมื่อการเสื่อสารผิดพลาดทุกสิ่งทุกอย่างก็พลอยผิดพลาดไปหมด ตั้งแต่ข้อแรกที่ว่าด้วยเป้าหมายเรื่อยลงมาจนถึงเรื่องมิตรภาพกันเลยทีเดียวครับ




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2554 13:51:11 น.  

The Swish

Switch หมายถึงการสลับสับเปลี่ยน สำรับ NLP แล้วเป็นเทคนิคแบบหนึ่งที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนสภาพอารมณ์ ความรู้สึก ตลอดจนทัศนะคติที่มีอยู่ในใจของบุคคล โดยจะค่อยๆ สร้างการเรียนรู้หรือประสบการณ์ใหม่เข้าไปแทนที่ประสบการณ์หรือสิ่งที่เรียนรู้เดิม

ทำอย่างไร

เมื่อจะทำ Switch นัก NLP จะใช้คำพูดโน้มน้าวให้เกิดความรู้สึกภายใน (Vi, Ai, Ki) ถึงบุลคลิกภาพหรือเรื่องราวของตัวเองที่เป็นต้นตอของปัญหา เช่น

“ให้มองเห็นภาพตัวเองที่นั่งเหงาอยู่กลางห้องที่มืดสนิทโดยมีแต่แสงไฟจากโคมไฟเล็กๆ เหนือหัวของคุณส่องลงมา”

ป๊อก (เสียงดีดนิ้ว)
“ทันใดนั้นภาพก็สลับ (Switch) ไปที่ห้องในงานเลี้ยงที่มีแสงไฟระยิบระยับ มีเสียงดนตรี เสียหัวเราะ มองเห็นตัวเองในชุดที่สง่างามมองเห็นผู้ต่างๆ มากหน้าหลายตาเข้ามาห้อมล้อมด้วยความชื่นชม”

ป๊อก (เสียงดีดนิ้ว)
“ภาพตัดกลับมาที่กลางห้องที่มืดสนิทที่มีแต่แสงไฟจากโคมไฟเล็กๆ เหนือหัวของคุณ แต่คราวนี้เป็นภาพแบบขาวดำ มองเห็นตัวเองที่นั่งเหงาอยู่กลางห้องโดยที่มันเป็นภาพขาวดำ”

ป๊อก (เสียงดีดนิ้ว)
“ทันใดนั้นภาพก็สลับ (Switch) ไปที่ห้องในงานเลี้ยงที่มีแสงไฟระยิบระยับ มีเสียงดนตรี เสียหัวเราะ มองเห็นตัวเองในชุดที่สง่างามมองเห็นผู้ต่างๆ มากหน้าหลายตาเข้ามาห้อมล้อมด้วยความชื่นชม”

ป๊อก (เสียงดีดนิ้ว)
“ภาพตัดกลับมาที่ภาพขาวดำ ในกลางห้องที่มืดสนิทที่มีแต่แสงไฟจากโคมไฟเล็กๆ คราวนี้ภาพเบลอมากจนคุณเห็นภาพไม่ค่อยชัดเจน มองเห็นตัวเองที่นั่งเหงาอยู่กลางห้องเป็นภาพเบลอๆ มองไม่ชัด”

ป๊อก (เสียงดีดนิ้ว)
“ทันใดนั้นภาพก็สลับ (Switch) ไปที่ห้องในงานเลี้ยงที่มีแสงไฟระยิบระยับ มีเสียงดนตรี เสียหัวเราะ มองเห็นตัวเองในชุดที่สง่างามมองเห็นผู้ต่างๆ มากหน้าหลายตาเข้ามาห้อมล้อมด้วยความชื่นชม”

ในตัวอย่างนี้ภาพภายในที่เป็นตัวต้นตอของปัญหาค่อยๆถูกทำให้หมดความสำคัญลงโดยการเปลี่ยนแปลง Submodality (จากสีก็เปลี่ยนเป็นขาวดำ จากขาวดำก็เปลี่ยนเป็นเบลอ) ของมันทุกๆ ครั้งที่ถูกสลับกับภายภายในใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้จิตใต้สำนึกเรียนรู้บุคลิกภาพใหม่ๆ เรียนรู้สภาพอารมณ์ใหม่ๆ ซึ่งจะค่อยๆ เข้าไปแทนที่ภาพภายในเดิมที่เป็นตัวต้นตอของปัญหา




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2554 14:28:25 น.  

แมลงวัน

เวลานั่งทานข้าวเคยเจอแมลงวันมาตอมให้รำคาญใจเล่นหรือเปล่าครับ แล้วตอนนั้นรู้สึกอย่างไรทั้งกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ (คือกำลังทานข้าว) และเจ้าแมลงวันเจ้าปัญาตัวนั้น

แล้วเจ้าแมลงวันล่ะ มันจะคิดอย่างไร

นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของ Multiple Perceptual Positions ใน NLP ซึ่งว่าด้วยทุกสิ่งทุกอย่างย่อมตีความหมายต่อการสื่อสารด้วยทัศนคติและความรู้สึกที่แตกต่างกันเพราะอยู่ในตำแหน่งหรือมุมที่แตกต่างกัน จากเหตุการณ์เดียวกันคือบนโต๊ะอาหาร ในขณะที่มนุษย์คิดว่า “แมลงวันสกปรก น่ารำคาญ ไปให้พ้นซะทีซิโว้ยจะกินข้าว” แมลงวันกลับคิดว่า “ปลาทอดตัวนั้นน่ากินจัง ฉันหิว ขอกินหน่อย จะมาปัดฉันทำไมนะไอ้คนพวกนี้ ฉันกินนิดเดียวกินไม่หมดหรอกพวกมนุษย์นี่จะงกไปทำไม”

...แล้วปลาทอดที่กำลังจะโดนกินล่ะ ถ้ามันยังคิดได้มันคิดว่าอะไร

ในทุกๆ เหตุการณ์มันจะมีมุมมองมากกว่าหนึ่งมุมเสมอ และแน่นอนว่าต่างมุมมองมันก็ย่อมแตกต่างความคิดเห็นกันออกไป

เกรโกรี่ เบตสัน นักจิตวิยาบำบัดชาวอเมริกัน (ต้นทฤษฏี Multiple Perceptual Positions) กล่าว่าทุกๆ เหตุการณ์ที่มีความขัดแย้ง “มันจะดีเสมอถ้าหากมีคำอธิบายมากกว่าหนึ่ง” คำอธิบายที่ว่านี้ก็คือความคิดเห็น ความรู้สึก หรือทัศนะคติจากบุคคลต่างๆ ผู้ร่วมในเหตุการณ์นั้นๆ เช่น

คุณเอซังรู้สึกไม่สบายค่อยใจเลยที่เพื่อนๆ ของเขา (เช่นคุณบีซัง ซีซัง และดีซัง) ไม่มีคนสนใจวันเกิดของเขาเลย

คุณเอซัง – “ไม่มีคนสนใจฉันเลย เหมือนฉันไม่มีตัวตน ตั้งๆ ที่ผ่านมาฉันทุ่มเทให้กับทุกๆ คน ฉันไม่เคยลืมวันเกิดของทุกคน แต่สุดท้ายก็ไม่คนเห็นคุณค่าของฉันเลยแม้แต่น้อย ฉันมันเป็นคนไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

คุณบีซัง – “ช่วงนี้งานเยอะมาก บริษัทใกล้เจ๊งแล้ว ผมต้องทำงานจนหัวปั่น อย่าว่าแต่เรื่องอะไรเลยขนาดจะกินข้าวผมยังไม่มีเวลาจะนึกถึง แล้วอนาคตของผมจะเป็นอย่างไรต่อไปล่ะ”

คุณซีซัง – “อ่าววันเกิดเอซังไม่ใช่อาทิตย์หน้าหรอกเหรอ ...ตายแล้วจำผิดกับดับเบิ้ลยูซังนี่หว่า ดันมาเกิดเดือนเดียวกัน มิหน้าตอนให้ของขวัญดับเบิ้ลยูซังมันถึงทำหน้างงๆ”

คุณดีซัง – “ผมไม่ลืมหรอกวันเกิดเอซังน่ะ แต่เดือนที่แล้วเขาเพิ่งแขวะผมไปกลางงานเลี้ยงรุ่น ผมว่าผมหลบๆ เขาไว้หน่อยดีกว่า ซื้อของขวัญให้เกิดไม่ถูกใจจะโดนแขวะกลับมาให้อายคนเล่นเปล่าๆ”

ตัวอย่างนี้ถ้าเอาแต่ความรู้สึกนึกคิดจากมุมมองของคุณเอซังคนเดียวก็ดูเป็นหาที่น่าหนักอกหนักใจเป็นอย่างมาก แต่พอเอาทัศนะคติของคนอื่นๆ มาประกอบเข้าเป็นแผนที่ชิ้นใหญ่ทำให้เห็นพื้นที่เหตุการณ์ได้กว้างขวางทั่วถึงขึ้นกว่าเดิมแล้ว เราจะค้นพบทันทีว่าปัญหาของคุณเอซังนั้นมันเบาบางลงไปมาก (บางอย่างเกิดจากปัญหาที่คุณเอซังก่อเอาไว้เองด้วยซ้ำไป)

ดังนั้น NLP จึงเสนอว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาขึ้น สิ่งที่เราควรทำก็คืออย่าเพิ่งจมอยู่ความรู้สึกเพียงด้านเดียว แต่ให้รวบรวมทัศนะคติจากบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ 1 (เจ้าตัวเอง) บุคคลที่สอง บุคคลที่ 3 หรือแม้แต่มุมมองของแมลงวันที่เกาะอยู่บนผนัง (ที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ที่พวกเรากำลังประสบอยู่) จากนั้นจึงค่อยนำเอาข้อมูลที่ได้มาปะติดปะต่อกันเหมือนเอาแผนที่ลายแทงที่ถูกแยกเป็นส่วนๆ มาต่อให้เป็นชิ้นเดียวกัน เมื่อสามารถมองเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ เราก็ย่อมเข้าใจปัญหาได้ดีมากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนของการแก้ปัญหาในที่สุด

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งมุมมองของแต่ละบุคคล ...วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ “อยากรู้ก็จงถาม” หรืออย่างน้อยที่สุดก็ลองสวมบทบาทเป็นบุคคลนั้นๆ ดูโดยถามตัวเองว่า “ถ้าฉันเป็นเขา ฉันจะรู้สึกอย่างไร”

ในท้ายที่สุดนี้ ผมขอสรุปเทคนิค Multiple Perceptual Positions ของ NLP ด้วยสำนวนไทยๆ ที่ว่า

“จงเอาใจเขา มาใส่ใจเรา”




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2554 14:34:41 น.  

1  2  3  4  5  6  
 
 
BlogGang Popular Award#10


 
dear143
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สาวตัวน้อย ๆ นักบำบัดด้วยการสั่งจิตใต้สำนึกเพื่อรักษาอาการป่วยโรคกาย โรคใจ ปวดหัวเรื้อรัง ไมเกรน เครียด หมกมุ่น ฟุ้งซ่าน อาการกลัว (phobia) ลดความอ้วน แก้ไขพฤติกรรม อกหักรักคุด ลืมแฟนไม่ได้ รักใครไม่เป็น การแ้ก้ไขที่จิตใต้สำนึกช่วยคุณได้ สอบถามไ้ด้ค่ะ hypno_therapist@hotmail.com
[Add dear143's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com