วันที่ฉัน...ต้องผ่าตัด # 2
    คืนแรกหลังจากที่ผ่าตัดใหม่ๆนั้น เป็นความรู้สึกที่ยากจะลืมจริงๆ มันเจ็บรวดร้าวไปทั้งร่าง แม้ว่าที่เค้าเลาะออกไปจากเรา ก็มีแค่มดลูกเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละ มันคือการสูญเสียอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกายเรา ต่อไปนี้เราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

..............นอนนิ่ง ตัวตรง แถมมีสายน้ำเกลือ และต่อท่อปัสสาวะออกมาข้างนอกโดยไม่ต้องลุกไปฉี่ ตัวเรานั่นก็ไม่กล้าขยับใดๆทั้งสิ้น ด้วยมันรวดร้าวไปหมด แม้จะปวดเมื่อยอย่างสุดแสน ก็ได้แต่ยกเข่าชันบ้าง ราบบ้าง ลองพลิกตะแคงดู โอย มันเจ็บจี๊ดไปทั้งช่องท้อง และรำคาญสายโยงยางต่างๆอย่างที่สุด อยากกรี๊ดออกมาดังๆแต่เกรงใจเตียงข้างๆ สติยังมี ได้แต่สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ และออกเสียงคราง ครางจริงๆ ว่าโอยยย โอยย ก็พอให้คลายเครียดและคลายเจ็บลงบ้าง

.............. พยาบาลก็ดีนะ เข้ามาดู มาถามว่าปวดไหม เราบอกว่าปวดมาก จะตายอยู่แล้ว นางก็บอกอดทนหน่อยนะ จะฉีดยาให้ แล้วก็เดินตัวยาอะไรสักอย่างลงในสายน้ำเกลือ ตาหนักอึ้งขึ้นมาทันทีและรู้สึกร้อนจนถีบผ้าห่มทิ้ง จากนั้นก็นอนหลับไปได้สักพักนึง น่าจะสองสามชั่วโมง เพราะฤทธิ์ยา แต่พอหมดเอาใหม่อีก แต่ไม่กดเรียกพยาบาล ร้องครางโอย โอย อยู่อย่างนั้นจนรุ่งเช้า มันช่างทรมาณดีเหลือเกิน

..............เช้าวันแรกก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไร แม่กับอันเดรมาถึงตอนสิบโมงกว่า พอเห็นหน้าสองคนค่อยมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง รู้สึกว่าความเจ็บน้อยลงไปนิดหนึ่ง และได้พูดคุยเล่าเรื่องต่างๆกันบ้างก็พอเพลิดเพลินดี อีกคนที่ดีมากๆคือพี่แป๊ว ลูกค้า ก็ไม่รู้ว่าแกรักอะไรเรามากมาย มาเยี่ยมทุกวัน ซื้อดอกไม้มาให้ห้องสดชื่น การได้ดอกไม้เวลาป่วยมันดีแบบนี้นี่เอง ดีกว่าของกินอีกนะ เพราะวันแรกนี่เรายังกินอะไรไม่ได้

..............คือนอกจากความเจ็บร่างกายภายในแล้ว ภายนอกนี่ก็หมดสภาพสุดๆ เพราะน้ำท่าไม่ได้แตะ และไม่ตกถึงท้อง นอนให้น้ำเกลือแซ่วอยู่ หิวเจียนตาย แสบท้องสุดๆ ตอนเย็นดีใจมากพยาบาลมาบอกว่า ถ้าหมดน้ำเกลือจะให้ทานอาหารเย็น ตอนเย็นก็ได้ทานจริงๆเป็นโจ๊กมาเลย พี่แป๊วก็ดีใจหาย นอกจากจะเช็ดตัวให้เราแล้ว ยังป้อนโจ๊กอีก บดหมูเป็นชิ้นเล็กๆ กินไปได้สามสี่คำก็รู้แล้วว่า การได้กินหลังผ่าตัดนี่มันก็ทรมานไม่ใช่เล่น เพราะท้องนี่มันก็ดีนะ รับอาหารได้ ไม่อาเจียนเลย แต่อวัยวะภายในใกล้มดลูกที่ถูกเฉือนออกไป ก็คือกระเพาะและลำไส้ พอมันทำงาน มันก็เหมือนเอามือไปถูแผลสดๆนั่นแหละ ทั้งแสบทั้งปวด ปั่นป่วนไปหมด อธิบายไม่ถูกเลย นับแต่นั้นก็รู้เลยว่า อีกนานกว่าจะได้อร่อยกับอาหาร

..............และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ ร้องครางอยู่บนเตียงคนเดียว ได้ยาแก้ปวดไปเข็มหนึ่งพอหลับสองสามชั่วโมง หลังจากนั้นก็ครางกันเอาเอง สูดลมหายใจเข้าออก ทำสมาธิ เป็นสมาธิที่แข็งกล้าฝ่าฟันทั้งความเจ็บปวด ความน่ารำคาญของอุปกรณ์ต่างๆโดยเฉพาะสายฉี่เนี่ย และความเมื่อยขบแบบเปลี่ยนท่านอนไม่ได้ หวังว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างคงจะทุเลาเบาบางลงบ้างไม่มากก็น้อยนะ


*******************************************************************



Create Date : 28 กันยายน 2558
Last Update : 28 กันยายน 2558 19:26:00 น.
Counter : 287 Pageviews.

0 comment
วันที่ฉัน...ต้องผ่าตัด # 1
             หลังจากที่ได้พักมาห้าวันหลังผ่าตัด ก็พอมีแรงได้ขีดๆเขียนๆแก้เบื่อ เล่าเรื่องประสบการณ์ครั้งแรก แห่งความเจ็บปวดรวดร้าวของร่างกายร่างนี้

.............จากที่เราได้รับรู้แล้วว่า เราต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด จิตใจก็ไม่เป็นปรกติแล้ว เครียด กลัวตายไม่กลัว แต่เป็นห่วงแม่ถ้าหากเราเป็นอะไรไป ก็คือมีห่วงนั่นแหละ แต่ก็อยากให้มันจบๆไป เร่งวันเร่งคืนให้ตรวจเลือดผ่าน พอหมอนัดวันก็ทำใจเลย เป็นไงเป็นกัน

..............วันแรกเราต้องไปนอนให้พยาบาลจัดการก่อน ทั้งล้างทุกสิ่งสรรพ ภายนอกภายใน ทุกท่อต่อมไตล้างเกลี้ยง คือให้ร่างกายสะอาดสุดๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยที่สุด จากนั้นอดอาหารและให้น้ำเกลือ นี่เป็นเรื่องใหญ่ของเรา การหิวแสบท้องและมีเข็มเบอร์ใหญ่สุดจิ้มอยู่ที่มือตลอดเวลา เคลื่อนไหวไปไหนก็มีสายโยงยางน่ารำคาญที่สุด แต่นี่ยังไม่เท่าไร ไม่รู้อะไรซะแล้วตัวเรา

...............วันต่อมาพอถึงเวลาห้องผ่าตัดโทรมาตามตัว นางพยาบาลก็ช่างเข้ามาถามว่าเราพร้อมไหม ถ้าไม่พร้อมจะทำอย่างไรเล่า ก็ต้องพร้อมสิน่า มีเตียงเข็นมารับหน้าห้อง ตอนที่เข็นไปนี่มันเหมือนในหนังไม่มีผิด คือนอนมองไฟฟ้าบนเพดานผ่านไป ผ่านไปเรื่อยๆ และไม่นานก็ถึงห้องพักฟื้น

................เปลี่ยนไปนอนเตียงสีเขียว แล้วเค้าเอาเราพักไว้ในห้องนี้ก่อนเข้าครัว เอ้ยเข้าห้องผ่า นอนมองเพดาน สูดกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไป ใจก็นึกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่นานเค้าก็เอาหมวกมาใส่ให้ ถามชื่อ และถามว่าเรามาผ่าตัดอะไร คือเอาให้แน่ใจจะได้ไม่ผิด และบรีฟให้เราฟังง่ายๆว่า ตอนเข้าไปในห้องผ่า วิสัญญีแพทย์จะมาคุยกับเราเรื่องวางยา จากนั้นเราก็จะไม่รู้เรื่องอะไรแล้วจะมาฟื้นอีกทีที่ห้องนี้

................เสร็จก็เข็นเตียงกันไปต่อยังห้องผ่าตัดเป็นห้องกว้างๆ มีเตียงสีเขียวยาวๆอยู่ตรงกลาง และไฟดวงมหึมาสองดวง ด้านบนเตียงนั้น เราต้องย้ายไปนอนเตียงแคบๆนั่น ซึ่งปูผ้าสีเขียวอื๋อไว้ จะว่าเขียวหัวเป็ดผสมกับเขียวเวอริเดี้ยนก็อาจจะได้ ขาก็เกือบเลยเตียง แขนก็ไม่มีที่วางเพราะเค้ามีแท่นหรือเบาะยาวๆสองข้างรอง ให้เรากางแขนออก ข้างขวามีเครื่องวัดความดันและ ออกซิเจน ข้างซ้ายมีน้ำเกลือและเครื่องวัดคลื่นหัวใจ

................นอนราบ กางแขนเสร็จ วิสัญญีแพทย์สาวสวยก็เดินมาถามเราว่าชื่ออะไร น้ำหนักเท่าไร ผู้ช่วยแพทย์ก็เอาออกซิเจนมาครอบปากและจมูกบอกให้เราหายใจลึกๆ ขณะที่สาววิสัญญีเดินน้ำยาลงบนมือซ้ายเรา เจ็บแปล๊บๆแค่สองวินาที จากนั้นสติเราก็หลุดลอยไปไกลแสนไกล



.................ตื่นมาอีกที จะเรียกว่าตื่นได้ไหม สมองตื้อๆตาหนักอึ้ง สลึมสลือเหมือนหมอมาปลุก แถมบอกว่าผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว หมอไปก่อนนะต้องรีบไปธุระ จากนั้นไม่รู้ว่าเค้าโกยลงจากเตียงผ่าตัดอย่างไร มาถึงอีกทีนอนรอในห้องพักฟื้น ตาปิดต่อ เหนื่อยอ่อนเหมือนไปสู้รบมา ได้สติอีกทีก็ตอนบุรุษพยาบาลเข็นเรามาตามทางอีก มาถึงห้องแล้ว เค้าจับผ้าสีเขียวรวบเราอย่างไรไม่รู้ แล้วไสผ่านแผ่นกระดานลงไปบนเตียงเรา เออตัวหนักขนาดนี้ยังหิ้วกันไหวแฮะ

..................รู้สึกขอบพระคุณคนที่หิ้วมาส่งอย่างมาก เพราะอย่าว่าแต่ขยับตัวเลย ตายังลืมไม่ขึ้น พร้อมตามมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวในท้องอย่างเหลือเกิน เค้ามาต่อท่อสวนปัสสาวะตอนไหนยังไม่รู้ ดีแล้ว คงลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ไหวแน่ๆ คืนนั้นทั้งคืนเหมือนฝันสลับจริง เจ็บทรมานและนอนแบบหมดสภาพกันเลยทีเดียว รอดูว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป โอยยย.....

****************************************************




Create Date : 27 กันยายน 2558
Last Update : 27 กันยายน 2558 19:13:07 น.
Counter : 286 Pageviews.

0 comment
แม่ของฉัน My mom is so wonderful
                 ปีที่ผ่านๆมาเป็นปีที่แม่เหนื่อยสาหัสนัก   ตั้งแต่เรื่องน้ำท่วมบ้านยันเรื่องผ่าตา ที่เป็นต้อกระจก   เรื่องน้ำท่วมบ้านนั้น แม้ว่าจะผ่านมาแล้ว แต่ยังทิ้งร่องรอยไว้  โดยที่ทุกคนยังไม่ได้ทำอะไรกับมัน  เนื่องด้วยกลัวน้ำท่วมอีกครั้ง  ใครมาบ้านอย่าตกใจแล้วกันนะ

                     ที่จริงช่วงเวลาที่ผ่านมาในช่วงยี่สิบกว่าปี..แม่ก็ลำบากมาสาหัส... ด้วยว่าเป็นซิงเกิ้ลมัม  แถมลูกสาม กำลังโต กำลังเรียน และกำลังกิน ..บางทีเรารู้สึกน้อยใจโชคชะตาตนเอง ที่ไม่มีพ่อคอยประคับประคอง  คอยส่งเสียให้ได้ไปเรียนสูงๆ ถึงปริญญา เอก โท เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ  แต่พอหันมามองแม่แล้ว ก็หยุดคิดว่าได้มาขนาดนี้ก็ควรจะพอใจได้แล้ว ... และยังประหลาดใจว่า  แม่ทำได้อย่างไร จากที่ต้องเลี้ยงลูกสามคน  ไม่มีบ้าน.... จนมาถึงวันที่ลูกทั้งสาม ได้ปริญญากันทุกคนและมีบ้านที่ผ่อนหมด เรียบร้อยแล้วในตอนนี้  ให้ลูกๆได้อยู่กัน ไม่มีแม้สักคำที่เคยบ่นให้ได้ยิน  มีแต่คำพูดว่า  ฉันขอโทษที่ทำให้อนาคตของพวกแก เป็นได้แค่นี้ ... แม่โทษตัวเองเสมอ แม้ว่าเราจะอยากไปเรียนต่อ.. แม้อาจจะสอบทุนหรือหาทางไป ได้ .... ก็ดีใจอยู่อย่างที่ไม่ได้ไปเพราะช่วงนั้นท่านจะอยู่อย่างไร ในช่วงที่ผู้ชายคนหนึ่งที่เรียกว่าพ่อ  ทิ้งพวกเราไปอย่างไม่หวนกลับมา   แถมยังสร้างหนี้สินมากมาย และทำให้พวกเราไม่มีแม้กระทั่งบ้านจะอยู่


                 แม้ว่าวันนี้ลูกๆโตแล้ว แม่ก็น่าจะได้พักสบายๆ แต่แม่ก็ยังต้องห่วงทุกคนอยู่  ลูกๆไม่กลับบ้านครบก็ยังไม่ยอมนอน  เวลากลับดึกเราก็จะกระวนกระวายทุกครั้ง เพราะรู้ในข้อนี้  ทำให้เราไม่ได้ไปเตร็ดเตร่ ในสถานที่อโคจรต่างๆ นี่เป็นอีกพระคุณของแม่ที่ทำให้เราได้เติบโตมาอย่างดี พบแต่คนดีๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆถึงเวลาสิ้นเดือนเราให้เงินกับแม่  มันที่เป็นหน้าที่ของเรา  แต่แม่ก็ให้ศีลให้พรทุกครั้ง ให้เราเจริญรุ่งเรือง  หาพรไหนดีเท่านี้ไม่มีอีกแล้ว

                 ถ้าจะมีใครในโลกที่แม่ยอมเจ็บปวดแทนได้ก็คงเป็นลูกๆของแม่นั่นเอง ..แต่เราจะไม่ยอมให้แม่เจ็บปวด  ให้แม่ห่วง และให้แม่ลำบากอีก   ในวันนี้และวันต่อๆไปเราขอให้แม่มีความสุข  อะไรจะเกิดขึ้นขอให้ทุกอย่างกลับกัน ให้เราเจ็บแทนให้เราลำบากแทน  เพราะแม่เหนื่อยมามาก...พักนะคะ  อยากบอกแม่ว่ารักแม่ทีสุด และดีใจที่สุดที่เกิดมาเป็นลูกของแม่ค่ะ :)


****************************************************************




Create Date : 21 สิงหาคม 2558
Last Update : 21 สิงหาคม 2558 18:25:46 น.
Counter : 324 Pageviews.

0 comment

somm_ZA
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]