Group Blog
 
All blogs
 

disneyland..the happiest place on earth

ตอนนี้ปันปันมาอยู่กับฉันที่นี่ มาได้สองอาทิตย์แล้ว และจะอยู่ถึงต้นเดือนหน้านี้แล้วค่อยกลับ มาถึงแรกๆ ฉันยังกังวลว่าแม่ฉันจะเหงา เพราะไม่มีหลานมาคอยป้วนเปี้ยน กวนส้งตีง แต่แม่ฉันกลับย้อนบอกฉันว่า ตอนปันปันกลับ อย่าเป่าปี่แล้วกัน ทำไมแม่ฉันพูดอย่างงี้หนะเหรอ เพราะว่าสองปีก่อนที่ปันปันมาอยู่กับฉันที่นี่พร้อมน้องสาวฉันอีกสองคน ตอนกลับ ฉันไปส่งที่สนามบินคนเดียว เพราะคนอื่นไม่มีใครว่างเลย ตอนส่งฉันก็ไม่ร้องไห้หรอกนะ โบกมือบ๊ายบาย จุ๊บจั๊บกันให้หนำใจแล้วก็หายเข้าเกทไป

ฉันก็เดินหงอยๆ ขึ้นรถ และแล้วบ่อน้ำตาฉันก็แตก โทรทางไกลกลับไปหาแม่ฉันทันที คือต้องโทรไปบอกด้วยว่า น้องสาวฉันกับปันปันเดินขึ้นเครื่องไปแล้วนะ ที่เมืองไทยจะได้ไปรับได้แน่นอน ฉันก็ปล่อยโฮออกมาเลย ไม่ต้องอายใคร เพราะฉันร้องไห้ในรถ (แปลกแต่จริง ฉันชอบร้องไห้ในรถ เวลาอยู่คนเดียว ) แม่ฉันไม่มีปลอบเลย บอกด้วยว่า ก็เนี่ยไปอยู่นานๆ พอปันปันกลับมาก็คิดถึง (ม่าม้าอ่ะ คนกำลังเศร้า) แม่ฉันบอกอีกว่า "บอกแล้วว่าไม่ให้ไปๆ " แง แง ยิ่งพูดยิ่งคิดถึง แต่แม่ฉันก็สรุปลงท้ายว่า "เดี๋ยวปันปันมาถึงแล้ว ให้โทรไปหา " มาคราวนี้แม่ฉันเลยแซวว่า อย่าเป่าปี่แล้วกัน ทีใครทีมัน เพราะปันปันมาแค่ห้าสัปดาห์ แม่ฉันจะได้อยู่กับปันปันหลายเดือนกว่ามาก เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าม่าม้าจะเหงา

มาถึงเราก็ไปดิสนีย์แลนด์กัน ฉันกับพี่สาวไปมาหลายพันรอบมาก อันนี้ก็เว่อร์ไป แต่ก็ไปมาหลายครั้งมากๆ แล้ว ครอบครัวฉันมาทีไร ก็พาไปดิสนีย์แลนด์ ซึ่งพวกผู้ใหญ่เค้าไม่ค่อยจะเล่นเครื่องเล่นหรอก ก็ได้แต่ถ่ายรูปกัน จำได้ว่า มีอยู่ปีนึงตั่วอี้ฉันมา ก็พี่สาวของแม่ฉันแหละนะ มากับอาม่าฉัน ซึ่งก็คือยายของฉัน และโซ้ยอี้ซึ่งก็คือน้องสาวของแม่ฉัน ครบญาติยังเนี่ย ถ่ายรูปออกมา ตั่วอี้ฉันแอบงีบซะงั้น จับได้คากล้องเลย เพราะเค้ามาถึงกัน ก็พาไปทัวร์นี่ นั่น โน่นตลอด เพราะส่วนใหญ่จะมาได้ช่วงสงกรานต์และเป็นเวลา 10 วันเท่านั้น รวมเวลาไปกลับด้วย เค้าเลยต้องปรับเวลากันไปตอนเที่ยวนี่แหละ และผู้ใหญ่ปรับเวลายากกว่าเด็ก เค้าเลยพาไปเที่ยวก็ไป แต่แม่เจ้า ง่วงโคตรๆ

เดือนตุลาคมนี้เป็นเดือนของ Halloween ดิสนีย์แลนด์เค้าเลยจัด theme เป็น Halloween ดูน่ารักดี

ถ่ายรูปกับดิสนีย์ชี้ฟ้า ก็พลาดไม่ได้เช่นกัน


มาถึงแล้ว ก็ถ่ายรูปหมู่กันหน่อยยยย


ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่



ก็มาดูปราสาทในเทพนิยายกันนน



แล้วไหนจะเด็กแลบลิ้นปลิ้นตา



ก็บอกแล้วว่า ฮัลโลวีนค่า



แล้วก็มาถึงว่าที่คุณพ่อ คุณแม่ค่า



พลาดไม่ได้กับ ขบวนพาเหรดค่ะ









และครอบครัวสุขสันต์





ต่อด้วยม้าหมุนแบบเด็กๆ ที่ปันปันเล่นซะสี่ซ้าห้าร้อบเองงง



หรือเล่นเสียวๆ แบบผู้ใหญ่ ที่เค้าจะปล่อยตัวเราลอยเด้งขึ้นไปบนฟ้า outdoor เหมือนขึ้นลิฟท์ด้วยความเร็วสูง



หลังจบ firework ตอนกลางคืน คนเยอะมากๆ อย่างที่เห็น พวกเราเลยวกกลับไปเล่นเครื่องเล่นต่อ



และสุดท้ายกับตัวอักษรที่ดูจากสถิติแล้วมีคนถ่ายรูปด้วยเยอะที่สุดดดด



บ๊ายบายกันไปกับ แบล๊กกราวน์ชิงช้าสววรค์ที่มีการโยกเยก เป็น innovative อย่างนึงเลยนะคะ แทนที่จะห้อยเฉยๆ มันจะโยกไปซ้าย และขวา ขึ้นอยู่กับว่าชิงช้าจะหยุดระดับไหน เสียวจริงๆ



ใครแวะมา LA อย่าลืมมาเที่ยว Disneyland นะคะ ที่ๆ จะเรียกความสนุกในวัยเด็กของคุณกลับคืนมาค่ะ ไปได้บ่อยเท่าที่คุณต้องการ และไปกับคนต่างกันแต่ละครั้ง ความสนุกก็ต่างกันนะคะ ถ้าจะให้เวิร์ค ก็ซื้อตั๋ว Hopper ที่สามารถไป California Adventure ข้างๆ ด้วยเลย เหมาะสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เพราะเครื่องเล่นหลายอย่างเด็กๆ เล่นไม่ได้ค่ะ เครื่องเล่นที่ชอบมากเลยคือ Twilight Zone Tower of Horror แล้วก็ Space Mountain ค่ะ รับรองจะติดใจค่า




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2552    
Last Update : 25 ตุลาคม 2552 5:24:18 น.
Counter : 404 Pageviews.  

เด็กไทยขี้อาย..ขอบ่น

บล๊อกนี้ฉันขอบ่นนิดนึงเกี่ยวกับการกล้าแสดงออก ฉันเรียนหนังสือที่เมืองไทยมา 20 ปีพอดิบพอดี คุ้นเคยกับการเรียน การสอนแบบไทย พูดง่ายๆ ว่า ระบบท่องจำ ครูเป็นคนถ่ายทอด นักเรียนเป็นคนรับ จับยัดๆ ฟังดูแล้วเหมือนฉันไม่ค่อยจะรักระบบการสอนแบบนี้เท่าไหร่ ก็ไม่นะ ฉันเพียงแค่ชินกับระบบ และวัฒนธรรมการเรียนแบบเด็กไทยที่เกิดยุคเดียวกับฉันเท่านั้นเอง เราไม่ค่อยรู้ความต่างว่า ดี ไม่ดี ยังไง จนได้มาเจอที่ทำให้เราเปรียบเทียบได้ ตอนฉันเรียนมหาลัยที่เมืองไทย ยังมีเลย ครูมาปิ้งแผ่นใสให้นักเรียนดู ปิ้งๆ ย่างๆ กลับแผ่นใสไปมา เกรียมได้ที่ แล้วก็หมดคาบพอดี แถมบางที ครูยังคัดลอกโน้ตจากในมือครู ให้นักเรียนลอกตามอีกต่างหาก

จนฉันมาเรียนต่อที่อเมริกา ฉันงงมาก ที่ตอนเรียนอยู่ นักเรียนสามารถเอาอะไรเข้ามากินก็ได้ กินไป เรียนไปก็ได้ โอ แม่เจ้า เกิดมาไม่เคยเห็น แถมนึกจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ก็ไปเลย ไม่ต้องขออนุญาติครู ฉันเจอตอนแรกๆ ฉันงงมากๆ แล้วก็แปลกใจ นักเรียนคุยเล่นกับครู ประหนึ่งเป็นเพื่อนกัน เถียงกันหน้าดำหน้าแดงก็มี ที่เมืองไทยยุคฉันเป็นนักเรียนไม่ค่อยมีนะ ครูเป็นฝ่ายถูกเสมอ

แล้วฉันบ่นเรื่องอะไรเฉพาะเจาะจงหนะเหรอ ก็คืองี้ เรื่องเรียนนี่ไม่ต้องพูดถึง ฉันได้เอเก็บใส่กระเป๋าเยอะแยะ อันนี้ไม่ค่อยจะห่วงเท่าไหร่ แต่ฉันไม่ชอบเลยจริงๆ วิชาที่นักเรียนต้อง participate in class แถมเป็นแบบ mandatory อีกต่างหาก คือ ถ้าไม่พูด เอ็งก็ไม่ได้คะแนน เป็นไง จะพูดมั๊ย

เล่าย้อนไปก่อนหน้า ฉันเคยเรียนคลาส management ที่ครูใจดีมากๆ คาบแรกที่ฉันไปเรียน ฉันแทบใส่เกียร์ถอยหลัง จริงๆ มีเด็กไทยหลายคนถอยมาแล้ว ไปเรียนด้วยกันนี่แหละ น้องแกดร๊อปแบบออกไปตอนครูปล่อยเบรคเลยทีเดียว เก้าอี้จัดวางในลักษณะ อัศวินโต๊ะรี ให้พูดคุยกันได้ ซึ่งต่างจากห้องเรียนทั่วไป นักเรียนในห้องก็ไม่เยอะ ไม่เลย 20 คน ทุกคนต้องมีกระดาษตั้งชื่อตัวเอง อยู่ข้างหน้า ต้องเอามาด้วยทุกคาบ ทุกคนต้องคิดเกมมาให้เพื่อนๆ เล่น และครูจะมีเกมให้เล่น เกมส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับ การจัดการและบริหาร ซึ่งฉันชอบมากๆ

แต่ก่อนที่ฉันจะชอบนั้น ฉันคิดว่าฉันจะดร๊อปดีมั๊ย เรียนแบบนี้ต้องพูดแน่ๆ แล้วฉันก็ต้องตายแน่ๆ ไม่ใช่ว่าฉันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่ดี ฉันพูดได้ และสำเนียงดีด้วย (ขอชมตัวเองนิดสะนึง) เพียงแต่เมื่อไหร่ที่ต้องพูดในห้อง แบบที่ทุกคนหันมามองฉันเป็นตาเดียว ปอดฉันจะแหกขึ้นมากะทันหัน (แค่นั้นเอง) ณ ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าฉันเลือกที่จะลงเรียนต่อ เพื่อที่จะดัดสันดานนิสัยเสียไม่กล้าพูดของฉัน ฉันมากล้าพูดคุยกับอาจารย์ในห้อง ต่อเมื่อผ่านไปครึ่งเทอม ตอนฉันเอ่ยถามครูครั้งแรก ครูมีสีหน้าดีใจมาก ที่อีหนูหน้ากะเหรี่ยงนี่ยอมพูดสักที แถมโปรเจ็คที่ฉันทำ ครูก็ชมและแน่นอนฉันได้เอมาครอง

แต่วิชาส่วนใหญ่ นักเรียนไม่ต้องมีส่วนร่วมเท่าไหร่ เป็นการ lecture ธรรมดา ฉันไม่มีปัญหาเลย เวลาทำงานกลุ่ม คุยกับเพื่อน หรือ แม้กระทั่งต้องมี presentation เพราะฉันเรียนปริญญาโท ทุกวิชาต้องมี presentation ทั้งนั้น แต่เทอมนี้ ฉันมีวิชาที่ฉันต้องพูด ต้อง ต้อง ต้อง พูดในห้อง ถ้าไม่พูดคุย หรือแสดงความคิดเห็น ก็จะไม่ได้คะแนน

ครูก็สุดแสนจะใจดี และคะยั้นคะยอให้นักเรียนพูด เพราะไม่ว่านักเรียนคนไหนตอบว่าอะไร คำพูดติดปากของครูคือ yeah....that's right...exactly... เห็นมั๊ย นี่ขนาดครูเอ่ยปากขนาดนี้แล้ว ฉันก็ยังไม่ยอมง้างปากตัวเอง คาบที่แล้ว มีการสนทนากันถึง article อันนึง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ฉันทำในอีกวิชานึงพอดี ฉันแทบจะกระโดดลอยตัวแล้วบอกว่า อันนี้ฉันรู้ลึกนะ รู้ลึกจริงๆ ฉันทำ article เรื่องนี้เองกับมือเลย แล้วฉันก็บอกตัวเองว่า "พูดซิ พูด พูดเลยย ยกมือเลย ยกเลยยย เรารู้นะ อันนี้ พูดเลย" แล้วฉันก็หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ อากาศร้อนขึ้นมากะทันหัน มือเย็นจัด หน้าร้อนผ่าว ใจเต้นแรงมากๆ แล้วฉันก็...... ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ครูเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปแหละ เฮ้ออออออออ

หมดกัน ฉันแอบโกรธตัวเองห้าวิ ว่า ปัทโธ่เว้ย แค่นี้ก็ไม่พูด ทำไมไม่พูดหล่ะเนี่ยย พลาดโอกาสทอง เพราะทั้งห้องไม่ค่อยมีคนรู้เรื่อง article นี้ แต่ตอนนี้อุณหภูมิในร่างกายฉันกลับมาเหมือนเดิม แต่ฉันโกรธหรือด่าว่าตัวเองไม่ได้มากนัก เพราะฉันเคยอ่านหนังสือมาเค้าบอกว่า อย่าตำหนิตัวเองมากนัก เปลี่ยนเป็นให้กำลังใจตัวเองจะดีกว่า ว่า เอาน่า โอกาสหน้ายังมี ฉันทำได้ ฉันจะทำ

พอฉันไปเรียนอีกวิชานึง มีน้องคนไทยที่เรียนปริญญาตรีที่นี่ บอกฉันว่า ไม่ยากเลยพี่

ข้อหนึ่งให้อ่านหนังสือไปล่วงหน้า พออาจารย์พูดอะไรมา เรารู้แล้วเราก็จะมีกำลังใจพูดมันออกมา แต่ฉันเถียงนิดนึงว่า ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้นะ ฉันรู้ แต่ฉันไม่กล้าพูดอ่ะ น้องเลยบอกว่า "งั้นก็ช่วยไม่ได้พี่" แป่วววววว

ข้อสอง เวลาคนอื่นยกมือกันเยอะๆ พี่ก็ยกตามเลยยยยย แต่ยกช้ากว่าคนอื่นนิดนึง พอครูชี้คนอื่นให้ตอบ แล้วครูหันมาชี้พี่ พี่ก็บอกว่า อ๋ออ คนนั้นพูดที่ฉันจะพูดไปแล้ว แบบนี้ถึงเราจะไม่ได้พูด แต่ครูก็จะรับรู้ได้ว่า อีกะเหรี่ยงนี่อยากมีส่วนร่วมนะ ไม่ใช่นั่งเป็นใบ้เบื้อในห้อง ไม่เอาคะแนน ออกแนวบลัฟเล็กๆ

ข้อสาม น้องเค้าบอกว่า หมดคาบแล้ว ให้ไปถามอะไรครูก็ได้ ถามง่อยๆ ถามโง่ๆ ก็ได้ ถึงเราจะไม่ตอบในห้อง แต่ครูเหมือนรู้สึกว่าเคยได้ยินเราพูด ครูอาจจะเบลอๆ ให้คะแนนเราไปเอง (เอ๊ะ ยังไง)

น้องคนนี้วิเคราะห์อีกว่าเป็นเพราะฉันมีพี่สาวทำให้เวลาจะทำอะไร พี่สาวมักเป็นคนทำให้ พูดให้ อันนี้ฉันว่ามีส่วนถูก ฉันก็เห็นด้วย งึกๆ งักๆ ไปกับน้องเค้า แต่พอฉันกลับมาบ้านมาถามพี่สาวฉัน พี่แกดันบอกว่า ตอนแจ้เรียนในห้องก็ไม่พูดเหมือนกัน อ้าว เวร

ฉันมานั่งวิเคราะห์แล้ว มันเป็นเพราะฉันอยู่ในกรอบการเรียนแบบไทยมาตั้งนาน จะให้มากล้ายกมือแบบ เฮอร์ไมโอนี ใน แฮรี่พอตเตอร์ ปุ๊บปั๊บ ใครจะไปกล้า ทั้งที่ให้ไปพรีเซ้นต์หน้าห้อง ทำได้นะ แปลกมั๊ย อิ อิ หรือเป็นเพราะฉันไม่ชอบเป็นจุดสนใจก็ไม่รู้ เพราะฉันมักเลือกนั่งหลังห้อง หรือกลางห้อง ค่อนไปแบบแอบๆ เคยมีเหมือนกันที่ฉันนั่งหน้าห้องเลย แต่น้อยมากๆ

แต่กับวิชานี้ ถ้าฉันไม่พูด ฉันก็จะไม่ได้คะแนน particitpation ถึงแม้ว่าฉันเข้าเรียนทุกคาบก็ตาม ที่เด็ดคือ ครูจำชื่อนักเรียนได้ทุกคน เพราะครูให้เราส่งรายละเอียดของตัวเองและติดรูปไปด้วย แล้วครูก็เอาไปท่องๆ พอเราตอบ ครูก็จะพูดชื่อเราขึ้นมาเลย เจ๋งมั๊ย

หลังจากคาบที่แล้ว คาบถัดมา ฉันกับน้องคนไทยอีกคน ก็ใจกล้าหน้าด้าน แหวกม่านประเพณี เปิดคาบมา ทุกคนกำลังงุนงงว่าอาทิตย์หน้าจะมีสอบ (อีกแล้วนะ) น้องคนไทยตอบคำถามครูเบาๆ ฉันก็ยุเลย "ยกเลยๆๆ" น้องก็บ้ายุ ยกมือ แล้วครูชี้ให้ตอบ เค้าเลยได้พูดหนึ่งครั้ง จากนั้นส่งลูกต่อไม่กี่วินาทีต่อมา ฉันก็คิดว่า เฮ้ย ตาฉันบ้าง คนอื่นๆ กำลังมึนๆ ว่า ไอ้สองคนหลังห้องนี่มันมาไม้ไหน มันไม่เคยพูดอะไรเลยในห้อง วันนี้มันแปลก ฉันก็ยกมือ แล้วโอกาสทองก็มา ครูบอกให้ฉันตอบ อะฮ่า ฉันได้คะแนนเหมือนยัดลูกบาสเข้าห่วง เพื่อนฉันที่เป็น asian ด้วยกัน หันมายกนิ้วโป้งให้ แล้วเราก็ขำกันใหญ่ ฝรั่งคนอื่นๆ หันมามองแล้วทำหน้าว่า "มันขำอะไรกัน" จากนั้นฉันชิงโอกาสที่คนอื่นกำลังงงว่า เกิดอะไรขึ้น ตอบไปอีกทีนึง เบ็ดเสร็จ ฉันตอบไปสองครั้ง เฮ้อ ได้มีส่วนร่วมกับเค้าบ้าง

แต่มันไม่ได้จบแค่นั้นหรอก เพราะจากนี้ฉันต้องใจกล้า พูดให้ได้ทุกคาบ เฮ้ออออ แต่ก็มีส่วนถูกนะว่า ถ้าคนเรากล้าครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อๆ ไป ก็จะง่ายขึ้น แต่ไอ้ความกล้านี่ ไม่ค่อยจะมาแวะเวียนฉันสักเท่าไหร่เนี่ยซิค่ะ ทำให้เวลาฉันจะตอบ ฉันต้องคิดว่า ฉันเป็นคนอเมริกันนะ ตอบไปเลย เพราะฉันเห็นเพื่อนฝรั่งฉัน เฟสบุ๊คในห้อง แล้วอยู่ดีๆ ก็หันมาตอบเฉยเลย แล้วเจ๊แกก็หันไปเฟสบุ๊คต่อ อะไรกันเนี่ย ฉันดูแล้วไม่ยุติธรรมเลย ขณะที่ฉันเกร็งสุดตัว เวลาจะยกมือ เวลาจะตอบ เจ๊แกเนียนๆ เหมือน คุยเล่นไปมากับครู แต่เพราะระบบการสอนเค้าเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ใครอยากพูดอะไรก็พูด ฝรั่งส่วนใหญ่ ไม่ยกมือด้วยซ้ำ พูดออกมาเลย แต่ฉันยังไม่กล้าขนาดนั้น ขอยกมือประหนึ่งว่า ครูขา ขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำได้มั๊ยค่ะ นะคะ หนูอั้นต่อไปไม่ไหวแล้วค่า




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2552    
Last Update : 17 ตุลาคม 2552 14:13:20 น.
Counter : 472 Pageviews.  

ใครหล่ะจะอยากตัดสินใจ

ไม่นานมานี้เพื่อนฉันซึ่งเป็นญี่ปุ่นบอกว่าเพื่อนอีกคนต้องกลับญี่ปุ่นด่วน เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนฉันสามีเสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกที่คนเราทุกคนต้องตาย ไม่ว่าใครเกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้น ผิดเสียแต่ว่าไปช้า ไปเร็ว เพื่อนฉันโทรมาร้องไห้หนักมาก บอกว่าเค้ากำลังไปหาสามีซึ่งทำงานอยู่ที่ลาสเวกัส ส่วนเพื่อนฉันทำงานอยู่ใน Orange County ซึ่งก็ห่างกัน 4 ชม. ขับรถ เค้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เจอกันทุกอาทิตย์ และคู่นี้เป็นคู่ที่รักกันมาก ไม่เคยทะเลาะใหญ่ๆ โตๆ กันเลย

เพื่อนฉันเล่าประวัติว่าสามีของเพื่อนฉันดีมากๆ เพื่อนฉันสมัยวัยรุ่น ไม่เรียนหนังสือหนังหา เกรกมะเหรก เกเร อารมณ์ประมาณสาวญี่ปุ่นเปรี้ยวซ่าส์ พอมาเจอกับสามีที่ถึงแม้อายุเท่ากัน แต่ความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่สอนเค้าเรื่องการใช้ชีวิต เค้าบอกว่าแต่ก่อนเค้าเป็นคนเลวมากๆ เลวขนาดที่ว่าถ้ามีคนไม่สบาย ล้มลงตรงหน้า เค้าจะเดินเหยียบข้ามไปเลย ไม่สนใจ เค้าบอกว่าเค้าเป็นขนาดนั้นเลย ฉันฟังแล้วได้แต่ทำหน้าแบบนี้ บวกแบบนี้ แต่เพื่อนฉันก็บอกอีกว่า ตอนนี้เค้าก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร (เอ๊ะ ยังไง) แต่เค้าบอกว่าเค้าเข้าใจคนอื่นมากขึ้น สามีเค้าสอนให้เค้าเป็นคนที่เป็นคน เป็นคนที่นึกถึงคนอื่น เข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตมากขึ้น ตอนที่เค้ามาทำงานใหม่ๆ ถึงแม้เค้าจะอายุมากกว่า และมีประสบการณ์การทำงานมานาน แต่มาทำที่ใหม่ เพื่อนร่วมงานอายุน้อยกว่า ว่ากล่าวเค้า เค้าไม่พอใจมาก แต่สามีเค้าบอกว่า ยูทำงานมานานก็จริง แต่นี่ที่ทำงานใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่และคุณก็เป็นพนักงานใหม่ ควรจะเคารพและเกรงใจผู้ที่อยู่มาก่อน ให้เชื่อฟังสิ่งที่เพื่อนร่วมงานเตือนและปรับปรุงตัวเอง นี่ยังไง สามีเค้าเตือนแบบนี้

แต่เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อสามีเค้าบอกว่าปวดหัวมาก มากจริงๆ เพื่อนร่วมงานของสามีไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ก็ผ่านไป สองสามวันถัดมา สามีเค้าล้มลงและถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาล เพื่อนฉันตามไปติดๆ และหมอบอกเพื่อนฉันว่า สมองของสามีเพื่อนฉันตายแล้ว มีเลือดออกเต็มไปหมด ตอนนี้มีเครื่องช่วยหายใจและเส้นสายระโยงระยาง ก็เหมือนไม่มีนะ คือ มีค่าเท่ากัน ไม่ว่าจะยื้อเค้าไว้อีกสองสามวัน หรือ เป็นเดือน ที่ต่างคือเงินในกระเป๋าของยูที่จะหมดไปกับค่ารักษาพยายาล

ฉันฟังแล้วแต่ได้แต่อึ้ง บอกกับเพื่อนที่เป็นผู้นำข่าวว่า บอกเค้าว่าปาฎิหารย์มีจริงนะ อย่าเพิ่งถอดปลั๊กนะ ฉันได้ยินเรื่องแบบนี้มาบ้างและสามีเค้าอาจจะรอดก็ได้ เพื่อนฉันบอกว่า หมอยืนยันว่า ไม่มีโอกาสรอดเลย โอกาสรอดเป็นศูนย์ ตอนนี้ที่เค้าอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น เส้นสมองตายหมดแล้ว ทุกคนในที่ทำงานที่ได้รับข่าว ต่างพากันอึ้งและพูดไม่ออก ฉันเองขนาดไม่สนิทกับเพื่อนคนนี้เลย เพราะเพิ่งรู้จักกันไม่นานยังน้ำตาซึมและพูดไม่ออก ส่วนเพื่อนอีกคนที่สนิทกับเพื่อนคนนั้น ร้องไห้ตั้งแต่คุยโทรศัพท์รับฟังข่าวแล้ว

และที่บังเอิญจริงๆ คือเจ้าของร้านที่ฉันทำงานอยู่เพิ่งทักเพื่อนฉันคนนี้ว่า ให้ระวังการใช้จ่ายไว้บ้าง และทำประกันสุขภาพ ประกันชีวิตให้สามีบ้างหรือเปล่า แล้วถ้าสามีเป็นอะไรไป จะทำยังไง ชีวิตไม่แน่ไม่นอน ฉันยังพูดกับเจ้าของร้านว่า แล้วทำไมยูทักเค้าแบบนั้น เจ้าของร้านบอกว่า ก็ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ และเค้าคุยกันถึงเรื่องการใช้เงินกันวันนั้น เจ้าของร้านก็เลยพูดเตือนขึ้นมา

ไม่มีใครคิดเลยว่าหลังจากนั้นแค่อาทิตย์เดียวสามีของเพื่อนฉันก็มาล้มลงและอยู่ในไอซียู ในที่สุดเพื่อนของฉันตัดสินใจถอดปลั๊กเครื่องช่วยหายใจของสามีเค้าหลังเวลาผ่านไป 3-4 วัน เหตุผลคือหมอบอกว่าไม่มีทางรอดแน่นอน ไม่ว่าจะอีกกี่วัน หรือ กี่เดือนข้างหน้า และเหตุผลหลักคือเพื่อนฉันไม่ได้มีเงินมากพอที่จะยื้อชีวิตสามีที่เค้ารักไว้ได้ และในเวลาที่หมอ คนที่มีอิทธิพลที่สุดกับเพื่อนของฉันในสถานการณ์นั้น บอกว่าโอกาสรอดไม่มีเหลือเลย

ณ ตอนนี้ เพื่อนฉันเอาอัฐิสามีเค้ากลับไปญี่ปุ่น เพื่อนฉันบอกว่าเค้านอนไม่หลับเลย ทำใจไม่ได้ เพราะเค้ากับสามีรักกันมาก และสามีเค้าสอนเค้าในทุกๆ เรื่อง จากนี้อะไรๆ ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ฉันแอบคิดว่า ถ้าเป็นฉัน ฉันจะทำยังไง ฉันจะถอดปลั๊กหรือจะยื้อชีวิตสามีฉันต่อไป แล้วเงินหล่ะ ถ้าฉันไม่มีเงินมากพอที่จะยื้อ ฉันจะยอมเป็นหนี้เพื่อรอปาฎิหารย์อย่างงั้นหรือ หลังจากคิดโดยแอบเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่ยอมถอดปลั๊กแน่ๆ และฉันแอบผิดหวังเล้กน้อยที่เพื่อนฉันยอมตัดสินใจแบบนั้น แต่แล้วฉันก็คิดว่า ฉันกำลังเอาความคิดของตัวเองเป็นบรรทัดฐานตัดสินการกระทำของคนอื่น ซึ่งไม่ถูกต้อง ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง บางเหตุผลอาจชัดแจ้งโดยไม่ต้องถามให้มากความ แต่บางเหตุผลก็ถูกเก็บงำ แอบซ่อนไว้และยากที่ใครจะล่วงรู้เหตุผลจริงๆ ของการกระทำนั้นๆ

แต่ยังไงก็ตาม ฉันได้เรียนรู้ว่าชีวิตทุกชีวิตมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน ทุกคนต้องตาย ไม่มีใครหลีกลี้ หนีไปจากความตายได้ แต่อะไรหล่ะที่จะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า กับทั้งต่อตัวเองเพื่อความหลุดพ้น และต่อผู้อื่น เพื่อนร่วมเดินทางในสังสารวัฎ ก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป ณ วันนี้ ฉันได้แง่คิดมากมายจากเหตุการณ์นี้ มันทำให้ฉันหยุดคิด และมองชีวิตที่เหลืออยู่ของฉันเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะชีวิตนี้ของคนเรานั้นสั้นนัก เมื่อเทียบกับการเดินทางที่ยาวนานในสังสารวัฎนี้




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2552    
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 14:04:14 น.
Counter : 292 Pageviews.  

ทางออก และตู้กดน้ำ

วันนี้เรื่องที่ฉันจะแบ่งปัน ออกแนวโง่ๆ สำหรับคนฉลาด แต่เป็นทางออกอย่างฉลาด สำหรับคนโง่ๆ อย่างฉัน อิ อิ เรื่องมีอยู่ว่า วันนี้ฉันมีสอบตัวแรกของเทอมเลย ฉันมีนิสัยเสียอยู่หลายอย่าง แต่อย่างเด่นในวันสอบคือ ฉันต้องโด๊ปด้วยเป๊ปซี่ (อันนี้ต้องมีตัวหนังสือวิ่งๆ ว่ากรุณาแนะนำเยาวชนของชาติที่อาจเลียนแบบ เพราะเป็นสิ่งไม่ดีนะคะ) แต่นัยว่าฉันกินแล้วจะทำสอบได้ผ่านฉลุย ไม่ใช่หรอก เอ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องกินเป๊ปซี่เวลาสอบก็ไม่รู้ แต่ใกล้ๆ สอบ ฉันก็จะตุนเป๊ปซี่ไว้ อ่านหนังสือไป กินเป๊ปซี่ไป ตื่นหลาย อาจเป็นเพราะฉันไม่กินกาแฟ กินไม่เป็นอ่ะค่ะ เพราะรสชาติมันขมสำหรับฉัน สิ่งที่จะทำให้ฉันซู่ซ่าแทนการกินน้ำเปล่า ก็คือเป๊ปซี่นั่นเอง นี่ขนาดฉันอ่านหนังสือแล้วเค้าบอกว่า การดื่มน้ำอัดลม นอกจากไม่ได้อะไร นอกจากน้ำตาลเป็นช้อนๆ ที่มาในรูปแบบของเหลว สิ่งที่จะเสียไป คือ น้ำในสมอง และมันจะทำให้การส่งข้อมูลในสมองออกแนวติดขัดๆ !!! แต่ฉันก็ยังริอ่านกินเป๊ปซี่ในวันสอบอยู่ดี

สรุปว่าฉันไปมหา'ลัย เจอตู้กดน้ำ พร้อมกำแบงก์หนึ่งดอลลาร์ไว้อย่างมาดมั่น บวกกับเหรียญอีกนิดหน่อยตามราคาของเป๊ปซี่ ตู้เป๊ปซี่มีตู้เดียว ส่วนน้ำเปล่า ฉันพกมาจากบ้านหนึ่งลิตร ติดตัวเป็นประจำ ถ้าบ้านฉันต่อท่อเป๊ปซี่มาไว้ที่บ้านเมื่อไหร่ ฉันก็จะเลิกกดจากตู้แหละ ตู้เริ่มจากการดูดแบงก์ฉัน แล้วคลายออก ดูดแล้วคลายๆๆๆๆ อยู่นาน จนในใจฉันเริ่มขุ่นมัว แล้วสบถออกมาเป็นภาษาไทยว่า "อะไรเนี่ยๆๆ" ตามด้วย "ว่ะ" ทุกครั้งที่มีการ "ถุยออก" ของเครื่อง ทำไม อะไรกัน แบงก์ฉันมันสกปรกเหรอออ ไม่เป็นไร เปลี่ยนแบงก์ใหม่ แบงก์นี้ใหม่มาก เอ้า กินเข้าไป เอ หรือจะเอาแบงก์เก่าๆ ก็ได้ เอ้า ยัง เครื่องยังคงพยายามบอกฉันว่า อย่ากินเลย เป๊ปซี่อ่ะไม่ดี ฉันหงุดหงิดจนเดินไปโต๊ะที่นั่งประจำ และบอกรุ่นน้องว่า "ฝากกระเป๋าพี่แป๊บ เดี๋ยวพี่มา ไปจัดการกับไอ้ตู้กดน้ำก่อน" พร้อมทั้งเดินมาดมั่นกลับมาว่า "ฉันจะ "ต้อง" กินเป๊ปซี่ก่อนเข้าห้องสอบบบบบ"

ไอ้ดูจิต ดูใจที่เคยฝึกไว้ ฉันลืมสิ้น ลืมแม้กระทั่งว่า ตัวเองหงุดหงิดนะเนี่ย กิเลสมันพาไปให้คิดแต่ว่า ทำไม อะไรกัน และทำยังไง ฉันถึงจะได้กินเป๊ปซี่และต้องจากไอ้ตู้นี้เท่านั้น ถ้าไปซื้อที่ร้านฟาสท์ฟู๊ดข้างๆ แถวยาวมาก ตัดทิ้งไปได้ จะให้กินน้ำเกลือแร่ต่างๆ ก็ไม่ใช่สไตล์ฉัน เอาไอ้เป๊ปซี่นี่แหละ ดูซิว่า มันจะอะไรกันนักหนา ฉันก็พยายามเปลี่ยนแบงก์ไปเรื่อย ก็ยังไม่เวิร์ค ซึ่งเหรียญฉันมีไม่พอ ก็ให้หงุดหงิดนิดหน่อย แบงก์ใหญ่เช่น แบงก์ห้า แบงก์สิบ หรือกระทั่งแบงก์ร้อยดอลลาร์ ฉันก็มี แต่ตู้เค้าติดป้ายไว้เต็มๆ ว่า รับแต่แบงก์หนึ่งดอลลาร์ เอาซิ ดู๊ นาทีอยากกิน แบงก์ใหญ่ ตู้ก็กระแดะไม่รับ

หลังจากฉันเกือบถอดใจว่า "หรือจะไม่กินก็ได้ "ว่ะ"" ฉันก็ถอยออกมาสามก้าว แล้วก็เดินไปตู้กดน้ำ ฉันออกอาการปล่อยวาง กับตู้เป๊ปซี่ เดินไปยัดแบงก์เดิมใส่ตู้น้ำเปล่า แล้วปัญญาฉันก็เกิด กดให้ตู้มันทอนตังค์ แล้วเหรียญก็ดัง กรุ๋งกริ๋งๆๆๆ ลงมา แล้วฉันก็ยื่นมือไปหยิบเหรียญด้วยสีหน้าบ่งบอกชัยชนะของวัน ว่า อาฮ้า เป๊ปซี่จ๋า ฉันมาแล้วววววว นี่ยังดี ที่เป๊ปซี่ไม่ได้ out of order ไม่งั้นฉันคงลงแดง เพราะความอยากของตัวเอง ที่ไม่รู้จักดู ปัทโธ่

ทางออกของปัญหาบางอย่าง ถ้าเราเข้าใกล้มากเกินไป มัวแต่มอง จ้องอยู่แต่กับปัญหา เหมือนที่ฉันพยายามแล้ว พยายามอีก ดึงดันจะเอาให้ได้ในแบบเดิมๆ บางทีทางออกก็ไม่มีให้เห็นเอาซะเลย ใครว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น อาจต้องเพิ่มไปอีกนิดว่า พยายามแล้วช่วยเพิ่มสติปัญญาในแต่ละครั้งของความพยายามด้วย บางทีความสำเร็จอาจมาเร็วกว่าที่คุณคิด แต่ขอแถมอีกนิดว่า ถ้าในการภาวนา อย่าพยายามนะ เพราะพยายามเมื่อไหร่ อยู่ที่เดิมเมื่อนั้น แต่ให้เพิ่มความเพียรจะดีกว่า ดูแล้วรู้ และแค่รู้เท่านั้น แต่กับปัญหาทุกอย่างในบางครั้ง การที่เราเดินถอยออกมา อาจเพียงแค่นิดเดียว แค่นิดเดียวเท่านั้น เราปล่อยให้ตัวเองหลุดออกจากปัญหานั้น เป็นคนดู เป็นคนนอก ไม่หมกหมุ่น มองไปทางอื่นบ้าง คิดถึงสิ่งอื่นบ้าง บางครั้ง อยู่ดีๆ เราก็อาจขบคิดปัญหานั้นได้แบบชัวะๆๆๆ บางทีเราอาจอุทานกับตัวเองก็ได้ว่า "ฮ่วย นั่งคิดตั้งนานไม่ออก ลุกเดินออกมาแค่นี้ สมองแล่น" คุณเคยเป็นมั๊ย




 

Create Date : 22 กันยายน 2552    
Last Update : 22 กันยายน 2552 12:31:41 น.
Counter : 332 Pageviews.  

คุยกันตามประสาคนท้องและไม่ท้อง

ฉันกับพี่ฉันสนิทกันมาก พี่ฉันเพิ่งแต่งงานไปปีที่แล้ว มาปีนี้ท้องซะแหละ เอ๊ะ ยังไง ตอนนี้พี่ฉันท้องได้ 3 เดือน เพิ่งถ่ายรูปโชว์พุงไปไม่กี่วันก่อน นัยว่าจะถ่ายไปทุกๆ เดือน ดูความเปลี่ยนแปลงของพุงเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ท้องไม่เห็นโตเลยยย สงสัยเป็นท้องแรก แต่การถ่ายรูปไว้เป็นไอเดียที่เก๋ดีนะ ฉันจำมาจากลูกค้าที่มาจัดงานครบรอบ 1 ขวบให้ลูกเค้า เป็นประเพณีเกาหลีนะ จัดเลี้ยงแล้วก็ให้เด็กจับฉลากว่าโตขึ้นหนูจะเป็นอะไร เช่น มีปากกา มีหูฟังไว้ตรวจคนไข้ มีเงิน มีเข็มกับด้าย (อันนี้สมัยก่อนนะ) และอื่นๆ อีกมากมายที่จะสื่อว่าในอนาคตเด็กจะมีอาชีพอะไร ลูกค้าครอบครัวนี้ทำสไลด์โชว์ว่าเธอถ่ายรูปที่เดียวกันทุกเดือนๆ แล้วท้องก็ยื่นออกมาเรื่อยๆ จนคลอด แถมมีแผ่นฟิล์มอัลตร้าซาวด์มาโชว์ด้วยนะ ฉันว่าเจ๋งดี จะจำเอาไว้ตอนฉันมีน้องมั่ง แต่ต้องหาสามีให้ได้ก่อน

รูปนี้ถ่ายปีที่แล้ว ตอนที่พี่ฉันยังไม่มีน้อง ชีวิตอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงจริงๆ แต่ฉันก็ดีใจนะ ที่ฉันจะมีหลานเพิ่มมาอีกคนแล้วววว



พี่ฉันเป็นคนผวนคำไม่เป็น คำทะลึ่งๆ ก็ไม่รู้จักแล้วก็ไม่ค่อยทะเล้น ตึงตังเหมือนฉัน พี่ฉันชอบเปรยว่าคำพวกนี้ฉันคิดได้ไง เค้าคิดไม่ได้ ไม่รู้ว่าพี่ฉันเค้าชมหรือประชด แต่ฉันถือเป็นคำชม เพราะคำส่วนใหญ่ของฉันพูดแล้วพี่ฉันก็ฮาก๊อกแตกทุกที

แต่ก่อนฉันชอบเล่นซ่อนหากับพี่ฉัน คือฉันเล่นของฉันคนเดียวแหละ แต่พี่ฉันมักเป็นฝ่ายมาหาฉันทุกที มันเป็นภาคบังคับ เวลาพี่ฉันเข้ามาห้องฉันแล้วไม่เจอฉัน เค้าก็รู้เลยว่าต้องหา ล่าสุดฉันไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า ปิดประตูตู้เสร็จสรรพ พี่ฉันดันรู้ทัน เปิดตู้มาเจอฉันทันใด แถมไม่ตกใจด้วย เฮ้อ ชักไม่มันส์เลย นี่เป็นเพราะพี่ฉันเริ่มเรียนรู้ว่าฉันชอบซ่อนในที่แปลกๆ แต่ตอนนี้เล่นแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะมันจะทำให้พี่ฉันกับหลานฉันที่อยู่ในท้องพี่ฉันต๊กกะจายยยยย เดี๋ยวเด็กหลุด ยิ่งช่วงสามเดือนแรกๆ นี้ ต้องระวังให้จงหนัก บางทีแค่ฉันบอกว่า "เฮ้ยยยย" แค่เนี้ย พี่ฉันก็บอกว่า "โอ๊ยยย ตกใจ" แต่เป็นฉันซะอีกที่ "ตกใจ" อิ อิ อิ เพราะไม่รู้ว่าพี่ฉันตกใจอะไรฟ่ะ

แต่พี่ฉันหนะขำง่าย ในดึกสงัดวันนึงบทสนทนามันเลยเป็นแบบนี้ หลังจากที่เราร่ำรี้ เรไร ก็ได้เวลานอนแหละ พี่ฉันบอกให้ฉันเอาพัดลมแบบที่ส่ายได้มาเปิด วันนี้ไม่ต้องเปิดแอร์หล่ะกัน เพราะอากาศเริ่มเย็นแล้ว ฉันเปิดพัดลมเปิดให้มันพัดใส่ตัว แต่พี่ฉันรีบเปิดระดับเสียงดังขึ้นว่า "เปิดให้มันส่ายซิ" ฉันเลยบอกว่า "เปิดส่ายแบบนี้ นานๆ มันจะแวะมาทีอ่ะ แล้วเมื่อไหร่จะเย็น" พูดแค่นี้ พี่ฉันก็หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ฉันเลยถามว่า "หัวเราะอะไรเนี่ย ไม่เห็นมีอะไรเลย" พี่ฉันบอกว่าขำที่ว่า นานๆ มันจะแวะมาที คิดได้ไง.... เอ้า ก็มันเรื่องจริงนี่นา

ตามใจพี่เสร็จ ฉันก็มาล้มตัวนอนข้างๆ พี่ฉันก็บอกว่า "เอ้า รีบนอนเร็วๆ " ฉันก็ว่า " (ว่ะ) ไหน จะให้รีบนอนยังไง บอกวิธีนอนเร็วๆ มาดิ อย่างงี้ยังไม่นอนอีกเหรออออ" พี่ฉันเลยหัวเราะก๊ากอีกที บอกว่า "ก็ให้มานอนเร็วๆ ไง" ฉันเลยว่า "เอ้า ก็เนี่ย นอนอยู่ ยังจะให้นอนเร็วๆ ทำยังไงหล่ะเนี่ย ไหนบอกวิธีมาดิ" พี่ฉันเลยรีบบอกว่า "มัวแต่คุยเล่นอยู่เนี่ย หัวเราะเยอะๆ แบบนี้เดี๋ยวก็ไม่หลับอ่ะเนี่ย อ้าว จะตีสามแหละ" ฉันเลยต่ออย่างรวดเร็วว่า "เอ้า เดี๋ยวไปหมุนนาฬิกาให้ จะได้ไม่ใช่ตีสามมมมม" เท่านั้นแหละ พี่ฉันก็หัวเราะท้องคัด ท้องแข็งอีก บอกว่าพอแล้วๆๆๆๆ

ไม่รู้ว่าฉันพูดฮา หรือว่าพี่ฉันบ้าจี้ อิ อิ แต่ฉันก็รักพี่ฉันคนนี้สุดหัวใจ เพราะมีแต่พี่ฉันเท่านั้นแหละ ที่มักจะขำคำพูดฉันเสมอๆ ถึงแม้บางทีฉันก็ไม่เก็ทว่า ป้าแกขำอะไรของป้าเนี่ยยยยย




 

Create Date : 14 กันยายน 2552    
Last Update : 14 กันยายน 2552 14:40:04 น.
Counter : 2465 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

daisyntulip
Location :
California United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add daisyntulip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.