เฮฮาประสาหมี ภาคต่อ
Group Blog
 
All Blogs
 

เนื้องด้วยโดน TAG ตอน แก้วตาขาซิ่ง (อันนี้ไม่ X)

ายหน้าหายตาไปสองสามวัน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมหันไป "ปั่น" ต้นฉบับนิยายที่เขียนค้างคาอยู่ อยากให้จบในเร็ววัน

ใช่แล้วครับ เรื่องสาวน้อยร้อยคาถา ซึ่งอาจจะเปลี่ยนชื่อเป็น เกด ผู้ใช้วิญญาณ เพราะชื่อสาวน้อยตามด้วยคำว่าร้อยเนี่ย เขาตั้งกันจนเกร่อ มีทั้งสาวน้อยร้อยมายา สาวน้อยร้อยเล่ห์ สาวน้อยร้อยเล่มเกวียน สาวน้อยร้อยหัวใจ สาวน้อยร้อยห้อยยี่สิบ (อันนี้ฮิตมากสมัยเนวิน ชิดชอบลง สส.) สาวน้อยร้อยผัว~ลั้นลา และสาวน้อยอื่นๆ อีกมากมาย (ที่ไม่ได้หมายความถึงเพลงของเฉลียง เพียงแต่จะบอกว่า "เยอะ")

เกือบจบแล้วละครับ เรื่องกำลังเข้าสู่ไคลแมกซ์ ยิ่งเขียนยิ่งยากครับ นิยายของผมนี่น่ะ

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเขียนยาก แค่เขียนๆๆ ให้ตัวละครเดินไปเดินมา ทำอย่างที่เราอยากให้ทำเท่านั้นเอง

การเขียนนิยายของผมมันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิครับ

เวลาผมเริ่มเขียนนิยาย แน่นอนว่าจะต้องเริ่มจากแรงบันดาลใจ สำหรับเรื่องนี้มีที่มาจาก "ความฝัน" ครับ เมื่อมีแรงบันดาลใจ ผมก็จะกำหนดตัวละครต่างๆ ขึ้นมา

ตัวละครในนิยายก็เหมือนลูกของคนเขียนน่ะครับ พอเกิดมาแล้วก็ต้องเติบโต แล้วตัวละครของผมน่ะเป็นลูกชนิดที่ "ยิ่งโตยิ่งดื้อ" (สงสัยจะเหมือนพ่อมัน) เสียด้วย

พอเริ่มเขียน ตัวละครของผมก็จะพูดอย่างที่ตัวเองอยากพูด ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ถ้าเราไปขัดใจเมื่อไหร่ จะมีอาการ "เขียนไม่ออก" ทันที

เขียนไม่ออกเพราะตัวละครปฏิเสธครับ ไม่ยอมทำบ้าง ไม่ยอมพูดบ้าง (อันนี้จะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเวลาเขียนครับ ตัวละครไม่ได้ชะโงกหน้าออกมาเถียงจากจอคอมหรอก)

สุดท้ายพอเขียนไปตรงทางที่ตัวละครเห็นชอบแล้ว ตัวละครนั้นก็จะยอมแสดงต่อแต่โดยดี

ผมไม่ใช่เจ๊ เจ เค โรว์ลิ่ง ที่นึกจะเขียนให้ใครตายก็เขียน บรรยายตัวละครบางตัวว่าเก่งเหนือคนแล้วก็แพ้ง่ายๆ อะไรแบบนั้น

เวลาไม่มีเหตุผลพอ ไปฝืนตัวละคร นอกจากตัวละครไม่ยอมทำตาม พอฝืนมากๆ เข้าเรื่องก็จะ "เฟค" อีกต่างหาก

แล้วตัวละครเอกในนิยายของผมน่ะ เธอเป็นสาววัยรุ่นอายุ 16 ที่ห้าวซะ... แถมยังเป็นแม่มด (จริงๆ แล้วคล้ายๆ จะเป็นหมอผีมากกว่า) อีก เธอดื้อเป็นบ้าเลยครับ ขอบอก

อ้อ แล้วพอหยุดเขียนเพราะคิดไม่ออก หรือเหตุผลอื่นๆ เธอก็จะเดินหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ในหัวผม บางทีก็ทำให้ผมฝันถึงฉากต่อไป อะไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

แต่ก็สนุกดีครับ ผมเขียนเองก็จริง แต่ผมก็ได้เห็นการ coming of age ของตัวละครเหมือนกับคนอ่านนั่นแหละ เพียงแต่ผมได้เห็นก่อนใครๆ ก็ผมเขียนนี่นา

คุยเรื่องนิยายมาเยอะแล้ว เรากลับมาพูดเรื่องความลับของผมกันต่อดีไหมครับ ยังติดอยู่อีกตั้ง 3 ข้อ

3. ถ้าคุณได้เห็นภาพประกอบเว็บบล็อกของผม คุณจะเห็นตัวละครการ์ตูนตัวหนึ่งคือ Takumi และรถ Toyota Corolla ที่มีชื่อรุ่นว่า AE86

หลายคนคงรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้ครับ Initial D สำหรับคนไม่รู้จัก ผมของเล่าให้ฟังนิดนึงนะครับ

ทาคูมิเป็นลูกชายอดีตนักขับรถที่ผันตัวเองมาเป็นคนทำเต้าหู้ เขาช่วยทางร้านด้วยการส่งเต้าหู้ไปยังโรงแรมซึ่งต้องขับผ่านเขาอากินะ จนเหมือนการฝึกดริฟต์ขึ้นเขาลงเขาทุกวัน

แล้วทาคูมิก็โดนลากเข้าสู่โลกของนักซิ่งทั้งที่ตอนแรกไม่เต็มใจ โดยกลายเป็นนักขับดาวน์ฮิลล์ (ก็คือขับลงน่ะครับ) มือหนึ่ง โดนคู่แข่งมาท้าสู้ก็ชนะทุกที

เรื่องโดยย่อๆ ก็เป็นประมาณนี้ละครับ ให้ผมมีเวลาก่อน ผมจะเขียนเรื่องนี้อย่างละเอียด รวมทั้งวิเคราะห์ด้วย

ทำไมผมรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้ดีน่ะเหรอครับ

เพราะผม "คลั่ง" การ์ตูนเรื่องนี้มาก ร่ำๆจะเป็น "โอตาคุ" อยู่แล้ว (โอตาคุคือพวกที่คลั่งการ์ตูนญี่ปุ่น หานิยามโดยละเอียดได้ในห้องเฉลิมไทย) เก็บสะสมทั้งหนังสือ DVD เกมส์ PS2 และ Figure รถในเรื่องนี้ไว้เยอะแยะ

ที่คลั่งมากน่ะเป็นเพราะว่าในช่วงที่ผมยังเป็นวัยรุ่นรอยต่อกับวัยทำงาน ผมมีรถหน้าตาคล้ายๆ อย่างนี้อยู่คันหนึ่ง เป็น Nissan Stanza 2 ประตู (ตอนนั้นยังชื่อ Datsun อยู่เลย) ซื้อต่อพี่ชายมา พี่เขาไปลงเครื่อง Z18 (1800 ซีซี) หัวฉีดมา วิ่งกระจายเหมือนกันครับ

ยุคนั้นรถส่วนใหญ่ใช้คาร์บูเรเตอร์ครับ ไม่ใช่หัวฉีด รถที่ทำเครื่องหัวฉีดแสดงว่า "ขาซิ่ง"

ก็ขาซิ่งจริงๆ นั่นแหละครับ ช่วงหนึ่งวันศุกร์วันเสาร์ ผมมักจะไปหน้า The Palace ตรงวิภาวดีรังสิต เพื่อไปดูเขาแข่งกันบ้าง ไปลองอัดรถกับชาวบ้านบ้าง

แต่ผมไม่เคยไปจน "สุด" หรอกนะ ยังยั้งๆ อยู่ ถ้าเห็นสู้ไม่ได้ผมก็ปล่อยไป

พูดแล้วก็อาย พูดแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดี โชคดีที่รอดตายจากชีวิตช่วงนั้นมาได้น่ะครับ แล้วก็โชคดีกว่านั้นคือ ยังไม่เคยทำให้คนอื่นตายไปด้วย

เพราะตอนนั้นรถต่างๆ ไม่ได้มีสมรรถนะในการยึดเกาะถนนเท่าเดี๋ยวนี้นี่ครับ แข่งไปแข่งมาก็พุ่งไปชนมอเตอร์ไซค์บ้าง ชนรถชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวบ้าง

หนักสุดที่เคยเห็นก็แลนเซอร์แชมป์ชนกับรถนักธุรกิจไต้หวัน ลูกชายอายุ 2 ขวบของนักธุรกิจตายคาที่

คงมีคนสงสัยว่าทำไมผมถึงเลิกซิ่ง

ก็เหตุผลเหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไปละครับ โตขึ้น แถมพอทำงานไปทำงานมา งานเยอะขึ้นเรื่อยๆ เวลาก็ไม่มี เรี่ยวแรงจะไปแข่งก็ไม่มี ก็เลยไม่เห็นการแข่งรถน่าสนุกอีกต่อไป

สำหรับปัจจุบันแม้จะมาขับ CITY VTEC แต่บางครั้งวิญญาณนักซิ่งก็มาสิงอยู่บ้างเหมือนกันนะครับ

โดยเฉพาะเวลาเจอกระบะบ้าพลังวิ่งกวนประสาท

รถเอ็งเขาทำมาแรงให้ขนของได้เยอะๆ เฟ้ย ไม่ได้เอาไว้วิ่งซ่า.....

นี่ละครับ ความลับข้อที่ 3 ของผม




 

Create Date : 30 มกราคม 2550    
Last Update : 30 มกราคม 2550 13:49:34 น.
Counter : 177 Pageviews.  

ผมโดนเขาบังคับให้เล่าความลับครับ (ภาคอีโรติค)

วันเสาร์ที่ผ่านมา (27 ม.ค.) ผมโดน "ผีบล็อก" เข้าสิงครับ

ผีบล็อกนี่เปรียบเทียบไปก็เหมือนกับผีพนันละครับ ผีพนันพอเข้าสิงใครแล้ว คนๆ นั้นก็จะหน้ามืดตามัวอยู่กับการพนัน ไม่เสียบ้านเสียรถหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หมดตูด" ก็ไม่ยอมเลิก (จริงๆ แล้วถึงหมดก็คงไม่อยากเลิก แต่โดนเจ้าของบ่อนมันไล่ออกมา)

เหมือนกันเลยครับ พอผีบล็อกเข้าสิงปุ๊บ ผมก็มัวเมาอยู่กับการแต่งบล็อก ยิ่งแต่งก็ยิ่งหาของแต่งบล็อก ยิ่งหาก็ยิ่งเจอ กว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นบล็อกขนาด "พอลูล่าย" อย่างที่เห็นนี่ ก็ใช้เวลาไปครึ่งวันเลยครับ เริ่มทำตอนบ่าย พอรู้ตัวอีกที อ้าว.. พระอาทิตย์ท่านชักรถกลับบ้านไปแล้ว ไม่ร่ำไม่ลากันเลยนะท่านนะ

แล้วการแต่งบล็อกคราวนี้ก็สอนให้ผมได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม

"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่นแหละ"

ม่ายช่าย..... สิ่งที่ผมรู้มาเป็นสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว จะว่าไปก็ทุกคนละครับที่รู้ แต่กับบางเรื่องคนเราก็ชอบทำเป็นลืมซะอย่างนั้น

รู้แจ้งอย่างแรกเลยคืออย่ากลัวครับ

ผมสารภาพว่าผมกลัวการแต่งบล็อก เพราะการสร้าง Script กับ Style ดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับผม

แต่พอลงมือทำจริงๆ ก้เริ่มรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคำสั่งโน่นนี่คืออะไร เราแก้ตรงไหนได้บ้าง เว็บไหนฝากรูปง่ายสุด อะไรทำนองนี้

ความรู้ใหม่นำมาซึ่งความรู้แจ้งแบบที่ 2 คือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่คนเราทำไม่ได้ ถ้า 1) ทุ่มเทให้กับมันจริงจัง 2) เมื่อความจำเป็นบังคับ

พอแต่งบล็อกเสร็จแล้วก็เหมือนมีแจกันว่างๆ อยู่ใบหนึ่ง วาดลายภายนอกไว้สวยพอควรแล้ว แต่ยังไม่มีดอกไม้ใส่

แจกันไม่ได้ใส่ดอกไม้ คนมาดูก็คงไม่รู้จะดูอะไร เพราะแจกันไม่ได้ออกแบบมาให้วางเฉยๆ แต่ต้องทำหน้าที่เชิดชูดอกไม้ไปด้วย

งั้นผมเอาดอกไม้มาใส่ดีกว่าครับ เป็นเรื่องความลับที่ต้องเปิดเผยเพราะโดน TAG (ฮึ่ม ฝากไว้ก่อนเหอะจุ)

แต่เตือนไว้ก่อน เรื่องต่อไปนี้ค่อนข้างอนาจารเฉียดไปทางโป๊ ภาษาหรูๆ เขาเรียก "อีโรติค"

ถ้าอายุเกิน 18 แล้วเชิญอ่านได้โดยพลัน

2. เรื่องนี้ย้อนหลังกลับไปในสมัยที่ผมยังเรียน ม.6 อยู่ที่โรงเรียนบดินทรเดชาน่ะครับ สมัยนั้น นักเรียนหญิงชายน้อยคู่มากที่จะจับมือกันไป "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ปู๊นๆ" เหมือนสมัยนี้ เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ต้องอาศัยโรงน้ำชาหรือโรงแรมเล็กๆ ที่มี "สาวหยั่งว่า" บริการ

ที่ฮิตที่สุดในหมู่เด็กบดินทร์ก็คือโรงน้ำชานิวกิมฮัวแถวๆ แยกลำสาลี แล้วก็โรงแรมเล็กๆ สองแห่งในซอยข้างโรงแรมเอเชีย สองแห่งนี้เป็นคู่แข่งกัน แข่งกันแบบดุเดือดเลือดพล่านเสียด้วย

ทั้งสองโรงแรมที่ว่ายังเปิดอยู่ถึงปัจจุบันครับ สันนิษฐานว่าเจ้าของโรงแรมทั้งคู่คงตั้งใจไว้แล้วว่าจะเอาดีทางนี้ไปจนตาย ผมก็เลยไม่ขอเอ่ยชื่อละกันนะครับ ไม่งั้นอาจโดนฟ้องได้

สมัยผมน่ะ เด็ก ม.6 ยัง "ซิง" กันกว่าตรึ่งห้องครับ คงไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่เด็กผู้ชายรู้จักเซ็กส์กันมาตั้งแต่ยังมีตัวอักษร ด.ช. นำหน้า เดือดร้อนถึงเพื่อนฝูงที่ "เชี่ยว" ทางนี้ต้องเป็นหัวเรือใหญ่ ทำบุญด้วยการพาเพื่อนๆ ที่ยังไร้เดียงสาไปทำพิธี "ขึ้นครู"

เอ๊ะ ผมบอกหรือยังว่าในกลุ่ม "หลงซิงซิง" น่ะ มีผมรวมอยู่ด้วย!!!

อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนที่ขอสมมติชื่อว่า "ป๋า" ออกไอเดียว่า ก่อนจบ ม.6 เราควรยกโขยงผู้ชายในห้องไปสามัคคีขึ้นครูกัน "ป๋าจะพาไปเอง"

โอ๊ย แค่ได้ยินว่าเพื่อนจะพาไปทำอะไร ไก่อ่อนอย่างผมก็ "เข่าอ่อน" แล้วครับ

แล้ววันระทึก (ของผม) ก็มาถึง พวกเราที่ยืมรถพ่อมาบ้าง ขโมยมาบ้าง ขนเพื่อนไปกันประมาณ 10 กว่าคน ไปถึงโรงแรมมืดๆ ทึมๆ ที่ป๋าการันตีว่า สาวๆ ที่นี่ "เด็ด"

พอเราเข้าไปในห้องกว้างๆ หนุ่มลูกครึ่ง (ลูกครึ่งจีน-ไทยน่ะครับ) ก็พาขบวนสาวๆ เข้ามาให้เลือก แต่ละคนนุ่งน้อยห่มน้อย ยืนรอด้วยอาการต่างๆ กัน บางคนมองเราด้วยสายตาของเสือมองสมันน้อย (เตรียมขย้ำ) บางคนยืนเหม่อๆ ประมาณว่ามึงเลือกกันให้เสร็จซะทีดิ กูง่วง บางคนเกาก้น (เร้าอารมณ์ "สิ้นดี" เลย) และบางคนก็มองพวกเราเหมือนสบประมาทหน่อยๆ "ไอ้หนู ทำเป็นแล้วเหรอวะ เดี๋ยวกูก็เหนื่อยสอนอีกดิ"

ผมหัวเราะแบบประสาทเสีย ตัดสินใจในนาทีนั้นว่า "ถอยยยยดีกว่าาาาา ม่ายอาววววดีกว่าาาาา" แต่จะบอกเพื่อนตรงๆ ก็เสียฟอร์ม ก็เลยเลียบๆ เคียงๆ กระซิบบอกป๋า

"เฮ้ย กูไม่มีตังค์ กูรอพวกมึงละกัน"

"เฮ้ย ได้ไง มาถึงที่แล้วต้องเชือด (ใครจะเชือดใครไม่รู้น่ะสิมึง-ผมคิด) เดี๋ยวกูออกตังค์ให้เอง 150 กูเลี้ยงได้"


เอาละสิ หมดปัญญาปฏิเสธเลย ป๋ามันเห็นผมนิ่งๆ คงรำคาญ ก็เลยชี้น้องนางคนหนึ่งให้พาผมไป มันก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่ใช้ได้หรอกครับ เพราะคนที่มันเลือกให้น่ารักทีเดียวละ

เธอชื่อ "ต่าย" ครับ เวลาผ่านมาเป็นสิบปี ป่านนี้เธอคงเป็นยายเป็นย่าใครแล้วมั้ง แต่ผมก็ยังจำชื่อเธอได้แม่นเลย

ต่ายเดินนำผมลิ่วไปที่ห้อง ผมเดินเบลอๆ ตามไป อากาศเย็นสบาย แต่ผมดันเหงื่อแตก ไม่รู้ทำไม

พอเข้าไปในห้องที่ ขอโทษนะครับ... กลิ่นคาวตลบอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ผมก็หันรีหันขวาง แล้วก็ลงนั่งบนเตียงแบบไม่รู้จะทำยังไงต่อไป

แล้วผมก็ได้รู้จักกับคำว่า "มืออาชีพ"

เพราะต่ายหันมาทางผม รูดซิปพรืดดดด สลัดชุดออกจากตัว ภายในเวลา 0.03 วินาที

ผมมึนความขาวที่ลอยอยู่ตรงหน้า ได้ยินตัวเองร้องเสียงหลง ต่ายมองกลับมาอย่างงงๆ คงงงว่าผมผีเข้าหรือเปล่า

ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเอื้อมมือออกไป... ออกไป... ออกไป.....

ออกไปหยิบชุดของต่ายขึ้นมาแล้วพูดเสียงสั่น "ใส่ไว้เหอะ เรามาคุยกันดีกว่า"

รู้สึกว่าตอนนั้นต่ายจะพยายามมองหาเขาบนหัวผม "ไอ้นี่ มันคนหรือควายหว่า"

จากนั้นผมก็ค้นพบเส้นทางของผมในอนาคตครับ เพราะผมนั่งสัมภาษณ์ต่ายอยู่เกือบ 15 นาที โดยแค่กอดๆ ไว้เล็กน้อย เราทั้งสองคนมีเสื้อผ้าครบ

อีกหลายปีต่อมา ผมทำรายการสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้เยอะแยะ ตั้งแต่ชาวบ้านยันนายกฯ แต่ผมก็ยังไม่เคยลืมคนให้สัมภาษณ์คนแรกของผม... 555

พอเริ่มเบื่อคุย ผมก็ลาต่ายบอกจะกลับแล้ว ต่ายหอมแก้มผมทีนึง แล้วก็ประคองผมลงมาส่งข้างล่าง คงเป็นกฎของทางโรงแรมว่าต้องประคองแขกมาส่งน่ะครับ

ผมลงมาเป็นคนแรก ส่วนป๋าลงมาคนที่ 3 หรือที่ 4 คำแรกที่มันถามผมคือ "ทำไมเร็วจัง"

"ก็กูไม่ได้ทำอะไร นั่งคุยกันเฉยๆ"

"โห กูจ่ายไป 150 ให้มึงขึ้นไปคุยกะเขาเฉยๆ เนี่ยนะ ไอ้เวร" มันด่า

จนปัจจุบันนี้เวลาเจอหน้ากัน ป๋ามันยังขุดเรื่องนี้มาพูดบ่อยๆ เลยครับ

ผมมาค้นพบภายหลังว่า ถ้าเป็นคนที่ผมไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ไม่ชอบ หรือไม่ชื่นชม ผมจะไม่สามารถทำใจให้ไป "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ปู๊นๆ" กับเขาได้เลยครับ

จะว่าผมเชยก็ได้ เอาท์ก็ได้ แต่ให้ "ซื้อ" หรือรู้จักกันวันเดียวไปขึ้นรถไฟกันแล้ว ผมทำไม่ได้

ผมจึงเป็นคนที่ไม่เคยใช้บริการกับสาวๆ อาชีพพิเศษเลย

นั่นแหละครับ ความลับของผมอีก 1 ข้อ




 

Create Date : 28 มกราคม 2550    
Last Update : 28 มกราคม 2550 22:12:20 น.
Counter : 1797 Pageviews.  

ทำมายทึ้งทำกับช้านด้ายยยยยยย <<< วิบัติตามเสียง Phonetic ครับ ขออภัย

ขอบคุณนะจุ ที่ยังมีความหวังกับพี่ (ฮึ่ม...)

ยินดีต้อนรับครับ เพื่อนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่หลงเข้ามาในเขาวงกตของผม

ห่างหายไปสองสามวัน เพราะว่า ADSL ของ TOT ทำพิษ ลาพักร้อนไปเฉยๆ เดือดร้อนถึงช่างตั้ง 2 ชุดเข้ามาดูให้ ตอนที่เริ่มเขียนนี่เพิ่งกลับไปสดๆ ร้อนๆ เลยครับ

กว่าจะใช้งานได้ เหนื่อยทั้งช่างเหนื่อยทั้งคนลุ้น

ทีอย่างนี้ไม่ยักลดค่า ADSL ให้เรามั่งเนอะ ทีเวลาจ่ายค่าโทรศัพท์ช้าแค่วันเดียวทำเป็นมาตัดโทรศัพท์กัน เชอะ

เอาเถอะ ไม่ได้เป็นทหารที่เขาจับยัดเข้าไปเป็นบอร์ด TOT บ้างก็แล้วไป

อ๊ะ ปากจะพาซวยแล้วมั้ยล่ะ

ม่ายอาววว ม่ายพูดดดดดดด

มาว่าเรื่องของเราดีกว่าครับ เนื่องจากน้องสาวคนดีแต่ใจร้ายมา Tag ซ้ำซ้อน ผม-พี่-ลุง (ก็ได้วะ) เลยต้องไปขุดคุ้ยความลับฝังใจมาเล่าอีก

ไปขุดลิ้นชักความทรงจำ ควานเข้าไปลึกๆ ก็พอจะเจอความหลังความลับ และเรื่องราวต่างๆ ที่พอจะเล่าให้ฟังได้บ้าง

ขอเตือนไว้ก่อนว่า เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ บางเรื่องติดเรต เยาวชนควรมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำขณะอ่าน บางเรื่องอุบาทว์สุดๆ ใครใจไม่แข็งพอกรุณาอย่าอ่าน

เตือนแล้วไม่เชื่อใช่มั้ย งั้นมาอ่านเลย

1. ใครไม่รู้จักคำว่า "ผายลม" มั่งครับ ผายลมคืออาการลมไหลผ่านช่องแคบที่เป็นพังผืด ซึ่งเพราะเป็นพังผืดนี่แหละทำให้เมื่อคลายตัวก็จะบีบกลับเข้ามา จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว บางคนดังไปสามบ้านแปดบ้าน แต่บางคนที่ผ่านการฝึกฝนมาก็จะค่อยๆ ปล่อยจนไม่มีเสียงได้ แต่ไม่ว่ามีเสียงหรือไม่มีเสียง กลิ่นลมที่ว่ามักจะตลบอบอวลชวนดม (ดมไปคนเดียวเหอะ)

ไอ้ที่อารัมภบทมามากมายก็เพียงจะบอกว่า ผมไม่ชอบคำว่า "ตด" ครับ ผมรู้สึกดัดจริตนิดหน่อยว่ามันหยาบ ขอเรียกผายลมก็แล้วกัน เป็นอันเข้าใจตรงกันนะครับ

เหตุการณ์ลมผ่านช่องแคบหรือ "ผายลม" นี่ คนเราทุกคนคงจะรู้จักกันดีนะครับ ยิ่งคนที่มีแก๊สในกระเพาะเยอะอย่างผมนี่ บางวันถึงกับเก็บตัวอยู่บ้านไม่ยอมไปไหน เพราะกลัวจะไปสร้างมลพิษทางอากาศในที่สาธารณะ (เว่อร์ซะ...)

วันหนึ่ง ย้อนอดีตไปเมื่อสมัยเรียนวาดรูปอยู่ในมหา'ลัยศิลปะแห่งหนึ่ง ผมไปนอนบ้านเพื่อนเพื่อเขียนรูปให้เสร็จ พอตอนเช้าก็หอบเอางานออกมาขึ้นรถเมล์ไปมหา'ลัย เพื่อนไม่ได้มาด้วยเพราะมันง่วง

สมัยนั้นคนยังไม่รู้จักไอพ็อด เครื่องเล่น MP3 หรือโทรศัพท์มือถือที่ฟังเพลงได้ วัยรุ่นสมัยผมต้อง "Walkman" ของ SONY ครับ เป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตต์ขนาดพกพามีหูฟังพร้อม แค่นั้นก็เท่เกินใคร (ปัจจุบันหา Walkman ดังกล่าวดูได้ตามพิพิธภัณฑ์หรือกองขยะทั่วไป)

อย่างไรก็ตาม Walkman ของผมกับไอ้พ็อด อีพ็อด ทั้งหลายก็เหมือนกันอยู่อย่างนึงคือ พอเสียบหูฟังแล้วเปิดฟัง โลกทั้งโลกก็มีแต่เสียงดนตรี ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดในโลกทั้งสิ้น ยิ่งพลพรรค "หูเหล็ก" อย่างผม ฟัง Walkman แท้ๆ ยังเผื่อแผ่ไปให้คนอื่นเขาได้ยินด้วย ดังสุดๆ ครับ

วันนั้นผมเดินไปที่ป้ายรถเมล์ เป็นช่วงเวลาที่คนไปทำงานสายยืนรอรถเมล์กันหนาแน่นพอสมควร แต่ก็มีที่นั่ง ผมก็เลยเดินฝ่าเข้าไปนั่งรอ โยกหัวนิดๆ ตามจังหวะเพลงอีกต่างหาก

ในท้องผมมีอาการปั่นป่วนนิดหน่อย คงเป็นเพราะของกินยามดึกที่ไปค้นมากินกันตอนวาดรูป หลังจากวนเวียนในท้องอยู่สักพัก ลมก็เคลื่อนลงเบื้องต่ำ พยายามหาทางออกจากตัวผมให้ได้ สันนิษฐานว่าคงจะทนเหม็นลำไส้ใหญ่ของผมไม่ไหว

ผมนั้นถือตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเก็บเสียง สามารถผายลมในลิฟต์ได้โดยไม่มีใครรู้ แถมยังทำหน้าผสมโรงด่าคนที่ปล่อยลมเสียได้อย่างเนียนอีกต่างหาก

ผมก็เลยค่อยๆ ปล่อยลมออกมายาวนานเกือบ 20 วินาที ฮ่าๆๆ ไม่มีเสียงโว้ย

แต่โอ้อนิจจา... ผมลืมไปว่าผมฟัง Walkman อยู่ ผมจะได้ยินเสียงอะไรล่ะ

มารู้สึกตัวอีกทีก็เพราะคนที่ป้ายรถเมล์มองผมเป็นตาเดียว แล้วก็ขยับหนีผมไปทีละคนสองคน

ผมทำยังไงต่อน่ะเหรอครับ...

ผมก็โดดขึ้นรถเมล์คันแรกที่มา โดยไม่สนใจว่าจะใช่สายที่ผมต้องการขึ้นหรือเปล่า แล้วก็ไปลงอีก 2 ป้ายต่อมา ด้วยความรู้สึกอับอายสุดชีวิต

ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยไปที่ป้ายรถเมล์ที่เกิดเหตุอีกเลยครับ

ป.ล. ป้ายที่เกิดเหตุอยุ่ที่ซอยเอกมัย ตอนนี้รู้สึกจะมี Lotus มาเปิด

เล่ายาวแฮะคราวนี้ เอาเป็นว่าทีละข้อละกันนะครับ ติดตามตอนต่อไปได้เร็ววันนี้

ว่าแต่ อย่ามีใครมา Tag ต่ออีกนะ รู้ความลับกันแค่ 10 ข้อก็แย่อยู่แล้ว ถ้ามากกว่านี้เดี๋ยวไม่มีใครคบ!!!!!




 

Create Date : 26 มกราคม 2550    
Last Update : 27 มกราคม 2550 16:42:52 น.
Counter : 130 Pageviews.  

โดน!!!

อยู่ดีๆ บล็อกผมก็โดนมือดีเข้ามา Tag จนได้

มือดีก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณป้อจาย ขาประจำหน้าใหม่ที่หลงเข้ามาอ่านเรื่องในบล็อกคุโรมาตี้ (บั่นทอนปัญญา) ของผมนั่นเอง

อันว่ากติกาของการโดน Tag เท่าที่ไปแอบดูของเพื่อนๆ คนอื่นเขามา จะต้องเปิดเผยความลับ 5 ข้อ

โอ้.. เราจะเอาความลับที่ไหนมาเปิดเผยดีละเนี่ย เกิดมาไม่เคยปกปิดอะไรเลย เพื่อนฝูงคุ้นหน้าแถวนี้ก็รู้จักผมหมดแล้วทุกแง่มุม

และถ้าจะให้คำจำกัดความผมก็ไม่มีอะไรยืดยาว พูดคำสั้นๆ คำเดียวก็ครอบคลุมได้หมด

"บ้า" ไงครับ

อ่ะ เพื่อไม่ให้ผิดกติกา ผมเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังหน่อยก็ได้ จะพยายามยกหางตัวเองให้น้อยที่สุด เพราะธรรมดาแล้วพอคนเราเขียนถึงตัวเอง มักจะ "ยก" ตัวเองให้ดูดีกว่าตัวจริงเสมอ เป็น "สัตว์จะทำ"

1. ผมเป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวน 4 คน พูดง่ายๆ ก็คนสุดท้อง เป็นลูกคนสุดท้องที่มีลักษณะของลูกคนสุดท้องอย่างเต็มตัวคือ ดื้อ เอาแต่ใจ ขอตังค์พ่อแม่ใช้นานสุด ขี้อ้อนเป็นลูกแหง่ ส่วนลักษณะอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาโดยที่ยังไม่ได้รับรองเป็นทางการจากสมาคมลูกคนสุดท้องแห่งประเทศไทยก็คือ ลื่น กะล่อน มะกอกสามรถบรรทุกปาไม่ถูก ขี้คุย ขี้เล่น และแน่นอนครับ... "บ้า"

2. ผมทำงานมาหลายที่ ทำงานมาหลายอย่าง นิสัยเสียไม่ยอมหายในเรื่องการทำงานก็คือ "ถ้าสนุก กูทำ" "ถ้าไม่ซ้ำซากจำเจ กูทำ" และ "ถ้าได้ทำงานต่อหน้าสาวๆ กูทำตายเลย...."

3. ขอยืมคำพูดพี่สาวจากคณะอักษร จุฬาฯ มาใช้หน่อย ผมเป็นคน "สำส่อนทางส้วม" ครับ ไปไหนมาไหนสิ่งแรกที่ผมจะต้องไปสำรวจก็คือ "ส้วม" ที่ไหนสะอาด ที่ไหนดี เราจะตามไป "ขอ อี ไม้โท..." ไม่รู้ว่าลำไส้ทำงานผิดปกติหรืออย่างไร ทำให้ผมถูกข้าศึกโจมตีบ่อยและไม่เป็นเวล่ำเวลา มาถึงตอนนี้ด้วยความที่มีข้อมูลเรื่องส้วมมากมายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผมคิดจะเขียนสารคดีว่าด้วยเรื่องส้วมในเร็ววันนี้ กะจะแข่งกับ "นายรอบรู้" แต่เป็น "นายรอบส้วม" นายรอบรู้เขาพาเที่ยว แต่ของผมจะเป็นว่า ไปเที่ยวแล้วเข้าส้วมที่ไหนตรงไหนดี ปั้มไหนห้างไหนส้วมสะอาดหรือสกปรกบ้าง คอยอ่านกันนะครับ ในอนาคต ข้อมูลนี้อาจช่วยชีวิตคุณได้!!!!

4. ผมเป็นคนพูดหยาบคายเฉพาะเวลาพูดกับเพื่อนที่สนิทกันมากๆ หรือเวลาต้องการเน้นความดิบถ่อยในงานเขียนเท่านั้น ระดับภาษาของผมไม่ค่อยก้าวล่วงไปจาก "ข้า-เอ็ง ไอ้บ้า-ไอ้เวร" ไปถึง "กู-มึง ไอ้เฮีย- ไอ้ห้า" เท่าไหร่ โดยเฉพาะพูดกับผู้หญิงจะพูดเพราะมาก น้องจุเคยเขียนในบล็อกว่าผมถามเธอว่า "อยู่ไหนวะ" ทำให้ผมเสียเครดิตไปเป็นอันมาก เพราะพูดกับจุผมพูด "ครับ" ทุกคำเลยนะเออ แม้แต่เวลาคุยเอ็ม

5. ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบอยู่ในกฏในเกณฑ์ เกลียดมากเวลาโดนบังคับให้ทำอะไรที่ฝืนใจ อารมณ์ประมาณศิลปิน แต่ถ้าโดนบังคับด้วยความรับผิดชอบ เงื่อนเวลา หรือมีคนคอยถีบกระตุ้นอยู่ข้างหลัง ก็ทำได้ แม้จะไม่ 100% แต่ก็ทำได้

ในที่สุดก็เสร็จไปครึ่งนึง ตามธรรมเนียมของ Tag ผมต้องส่งไปให้อีก 5 คนใช่ไหม

งั้นช่วงนี้ขอเปลี่ยนชื่อเป็น "วิจิตรธรรมโชติ" ก่อนละกัน ส่วนใครจะได้รับ Tag จากผม ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

ไม่ใช่อะไร ผมมันไม่ค่อยมีใครคบแล้วน่ะ 555




 

Create Date : 22 มกราคม 2550    
Last Update : 23 มกราคม 2550 0:10:33 น.
Counter : 145 Pageviews.  


แดดดี้แบร์
Location :
โฮจิมินห์ ซิตี้ Viet Nam

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คราวนี้หลังจากไปอยู่เขมรและฟิลิปปินส์มาแล้ว ชะตาชีวิตก็หนุนส่งให้มาต่อที่เวียดนาม

เป็นหมีไซ่ง่อน

"สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ 2539 ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนหรือการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบล็อกนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด"

Friends' blogs
[Add แดดดี้แบร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.