Group Blog
 
All blogs
 

แค่อยากจะเขียน… ครั้งหนึ่ง เราก็เคยอยากไปเมืองนอกแบบ “มากมาย” (จุดจบของภาค 1)

วันนี้อยู่บ้านไม่ได้ออกไปไหน เลยมานั่งทำ blog แล้วก็คิดๆ เรื่องที่จะเขียน มาดูกัันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป...


---------------------------------
------------------------
-------------



---
-


วันรุ่งขึ้นพี่หมอโทรมาแต่เช้า ทำเสียงตกอกตกใจมาเชียว.. เดี๋ยวก่อนพี่หมอ เกิดไรขึ้น พูดช้าๆ (ยิ่งฟังไม่ค่อยออกอยู่ด้วย ยังจะพูดติดเจ้ทอีก)

พ่อพี่โอ้เสียแล้ว

หือ วันนั้นยังเห็นดีๆ อยู่เลยนะพี่

เออดิ นี่พี่ก็เพิ่งรู้ข่าว ป่ะๆ ไปดูไอ่โอ้กันหน่อย

โอ้ย เวรกรรม วันนี้ชั้นต้องทำงานด้วย ลาตอนนี้ไม่ทันแล้วอะพี่หมอ อีกชั่่วโมงนึงต้องทำงานแล้ว โทรไปลาตอนนี้มีหวังโดนตบกบาลแน่ อีกอย่างเค้าคงหาีคนมาทำแทนไม่ทันอะดิ

แกนะ รีสอร์ทเค้าออกจะใหญ่โต แกจะไปเป็นห่วงเค้าทำไม ขาดแกคนนึงรีสอร์ทเค้าต้องปิดเลยรึเปล่าล่ะ

ทำเป็นพูด ku เนี่ยหยุดบ่อยมากจนจะโดนไล่ออกอยู่แล้วนะ เดี๋ยวเกิดโทรไปลาแล้วเค้าบอกว่างั้นลาออกไปเลยต่อไปนี้จะได้ลาเยอะๆ สมใจทำไงล่ะ

เออ นั่นแหละตกลงจะไปป่ะเนี่ย

งั้นพี่หมอโทรไปลาให้หน่อยดิบอกว่าป่วยไม่สบายหนัก ท้องเสียกะทันหันอะไรก็ว่าไป

เออๆ เอาเบอร์มา

xxx-xxx-xxxx

แ้ล้วเดี๋ยวพี่หมอมารับที่บ้านใช่ป้ะ

เออ ku รู้งาน

555 แล้วเจอกันพี่หมอ


---------------------------
---------------------
------------
-----
--


ระหว่างรอพี่หมอก็คิดไปต่างๆ นานาว่าพี่โอ้มันจะเป็นยังไงบ้าง

แต่เอ๊ะแล้วนังเจ๋อมันรู้เรื่องแล้วยัง (ตอนนั้นนังเจ๋อเหมือนจะออกไปทำงาน)

พอพี่หมอมารับก็ตรงดิ่งไปบ้านพี่โอ้

อ่าวทำไมไม่มีคนอยู่เลยอะ สงสัยไปโรงบาลกันหมดรึเปล่า

เออฉลาด แล้วทำไมชั้นไม่โทรเข้ามือถือไอ่โอ้มันล่ะ

ตู้ดดดดดด ตู้ดดดดดด ตู้ดดดดดด

ไม่มีคนรับเลย เอาเป็นว่ารอกันที่นี่แหละ...

(อุตส่าห์ลางงลางานมานั่งรอแกเลยนะนังโอ้ หายไปไหนเนี่ย)

สองชั่วโมงผ่านไป..

มานั่งคิดๆ ดูถ้าเป็นเมืองไทย ถ้าบ้านมีคนตายทีนีีคนคงจะแห่กันมาเต็มบ้านเจ้าของงาน แต่ที่นี่ทำไมไม่เห็นมีคนมาเลยวะ

(เมิ_จะพูดทำไมเรื่องคนตาย ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเล่าเล้ยยยยย)

เนื่องมาจากสถานการณ์มันบังคับก็คงต้องเล่าต่อไป

จำได้ว่าวันนั้นรอนานมากกกกก

จนเย็นๆ พี่โอ้ก็กลับมา หน้าตาซีดเซียวมาเชียว

มันหันมายิ้มๆ กับเรา แล้วก็เข้ามากอด

(อย่าเพิ่งจิ้นกันไปใหญ่ เค้ากอดกันเพื่อแสดงความเสียใจนะจ้ะ)

แล้วพี่หมอก็เข้าไปคุยกับพี่โอ้ในบ้าน

ส่วนเราแยกไปฉี่ (อั้นมานาน ชั้นจะเป็นนิ่วมั้ยเนี่ย..)

ว่าไปแล้วฝรั่งเค้าก็ไม่ค่อยจะฟูมฟายอะไรกันเท่าไหร่เนอะ

ตอนนั้นอยากถามว่าอ่าวแล้วเอาศพไปไว้ไหน แต่ว่าจะถามไปก็เหมือนกับไร้มารยาทอย่างรุนแรง

ไม่รู้ก็ได้ :(

คืนนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน...

มาถึงบ้านเห็นนังเจ๋อนั่งกินป๊ิอกกี้ดูทีวีอย่างสบายใจเฉิบ นี่มันช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย..

ตอนนั้นด้วยความปากไว เลยบอกนังเจ๋อไปเรื่องพ่อพี่โอ้

มันหันมาหาเราแล้วบอก "หรอ?"

แล้วชีก็กลับไปกินป๊ิอกกี้ต่อ

อุ้ย นังนี่ อะไรของมันวะ.. รู้งี้ไม่น่าบอกเลย

วันรุ่งขึ้นก็ไปทำงานตามปรกติ แต่ก่อนไปก็แอบแว้ปไปบ้านพี่โอ้ก่อนแป้บนึง ทำไมเงียบจัง...

เดินสำรวจรอบบ้านอยู่ประมาณสองรอบ (ถ้าคนอื่นเห็นเค้าจะคิดมั้ยว่าชั้นมาดูลาดเลายกเค้าบ้านพี่โอ้ ฮ่าๆ)

ไม่มีคนอยู่อีกตามเคย...

ขากลับจากทำงานก็แวะไปอีกรอบ บ้านก็ปิดเงียบเหมือนเดิม

เค้าไปไหนของเค้านะ...

กลับมาบ้านเรายังคงเห็นยัยเจ๋อนั่งดูรายการทีวีเรื่องเดิมกับเมื่อคืน เออ มันช่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวจริงๆ เลย...

สองวันต่อมาพี่หมอมาหาเราที่บ้าน แล้วก็เอาการ์ดเชิญไปร่วมงานศพมาให้ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าที่นี่เวลาจะไปงานศพใครได้ทั้งทีนี่ต้องถึงขนาดมีการ์ดเชิญเลยหรอเนี่ย

ว่าแต่นี่ชั้นต้องลางานอีกหรอฟระ...

ตอนนั้นนังเจ๋อแอบได้ยินแล้วก็รีบเสนอหน้ามาบอกเราว่าขอไปด้วยได้มั๊ย

ไอ่เราจะกีดกันก็ช่างไม่ถูกกาละเทศะก็เลยให้มันไปด้วย (ทั้งๆ ที่การ์ดเชิญมีชื่อเราคนเดียว ก็แค่เพื่อนไปด้วยอีกคนคงไม่เป็นไรมั้ง)

แต่ปัญหาเนี่ยดิ ไม่มีชุดดำเลยเรา กางเกงก็พอหาได้ แต่เสื้อเนี่ยดิ...

คืนนั้นเลยต้องวิ่งวุ่นไปยืมชุดดำชาวบ้านชาวเมืองมาใส่

ด้วยความที่เกิดมาไม่เคยไปงานศพฝรั่งมาก่อนเลยไม่รู้ว่าเค้าทำกันยังไง แต่งชุดดำไปเป็นพอมั้ง ที่เหลือค่อยทำตามชาวบ้านเค้าเอา

วันรุ่งขึ้นพี่หมอก็มารับ แอบทำหน้าตกใจที่เราพานังเจ๋อไปด้วย พี่หมอรีบลากเราไปคุยด้วยเลยว่าถ้าเจ้าภาพเค้าไม่เชิญคนๆ นั้นจะไม่สามารถไปร่วมงานได้ประมาณนั้น

พี่หมอก็แค่คนเดียว ให้มันไปเหอะพี่โอ้คงไม่ว่าหรอก พี่หมอบอกไม่ได้ๆ ไปบอกเค้าเลยว่าไม่ได้

กึ๋ย จะให้ชั้นไปบอกเนี่ยนะ พี่หมอไปบอกเองดิ

พี่หมอไม่มีทางเลือกเลยจำใจเป็นคนไปบอกนังเจ๋อ

นังเจ๋อหันมาค้อนตรูทีนึงแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านไป ตอนนั้นแอบรู้สึกผิดอย่างรุนแรง แต่ทำไงได้อ่ะ...

ไปถึงที่งาน เค้าจัดกันในโบสถ์ก่อน ก็มีทำนู่นนี่ตามพิธีทางศาสนา ตอนนั้นจำได้ว่าลุกนั่งๆ เป็นสิบๆ รอบเลย ไอ่เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็ทำตามเค้าไป

หลังจากพิธีเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันไป ตอนแรกนึกว่าต้องไปทำพิธีฝังต่อ แต่ว่ากลายเป็นไปงานกินเลี้ยงแทน แอบงงนะเนี่ยงานศพทำไมมีงานเลี้ยง ลืมเล่าไปว่าตอนไปที่โบสถ์แทบจะไม่มีคนแต่งชุดดำเลย ทุกคนแต่งตามใจฉันกันมาก เออแปลกไปอีกแบบ

พูดถึงงานกินเลี้ยงจะเป็นประมาณบุ๊ฟเฟ่ย์ ตักมากินกันที่โต๊ะ แล้วในบริเวณนั้นก็จะมีคล้ายๆ ซุ้มเกี่ยวกับผู้ตาย มีรูปภาพ สมุดให้คนมาลงชื่อไว้อาลัย เสื้อผ้า ต่างๆ นานา (อันนี้แค่เห็นไกลๆ ก็คงพอแล้วนะ คงไม่ต้องอยากรู้ไปดูใกล้ๆ)

หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านวันนั้นได้คุยกับพี่โอ้แค่ประมาณสองประโยค แต่ก็สงสารมันแหละ นับจากคืนนี้คงต้องนอนอยู่บ้านคนเดียวแล้วนะนังพี่โอ้...

หลังจากนั้นต่อมาพี่โอ้ก็ดูเหมือนจะออกไปจากวงจรชีวิตของเราโดยสิ้นเชิง เหลือแต่พี่หมอที่เจอกันแทบทุกวัน กินนู่นนี่ เที่ยวนั่นเที่ยวนี่


ความสัมพันธ์ของเรากับพี่หมอก็ดูเหมือนจะรุดหน้าไปเรื่อยๆ เพราะเราสองคนค่อนข้างชอบอะไรเหมือนๆ กัน หรือมันจะตามใจเราก็ไม่รู้ :)


เหลือเวลาอีกไม่กี่อาทิตย์โครงการ work นี้ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ว่าเดี๋ยวเราจะไปเที่ยวบ้านญาติต่อหลังจากนี้ อีพี่หมอก็ทำท่าว่าจะขอไปด้วย แต่เดี๋ยวถ้ามันไปด้วยจริงๆ ก็จะดูไม่งามไปอีก มาเมกาแค่สองสามเดือนพาผู้ชายมาเที่ยวด้วยแล้ว เรื่องนี้ค่อนข้าง sensitive กับเรามาก อีกอย่างไม่อยากเป็นขี้ปากใครด้วย ถึงแม้ความจริงแล้วเรากับพี่หมอไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ คิดเลย


วันนี้ไปเดินเล่นที่ซุเปอร์ฯ อยู่ดีๆ ก็ไปเจอพี่โอ้ (จะหลบแล้วแต่ไม่ทัน มันเห็นเราซะแล้ว..) มันก็เดินมาคุยด้วย แปลกดี ถึงแม้่จะไม่ได้คุยกันนานแค่ไหน แต่พอได้คุยกันอีกครั้ง ความรู้สึกมันก็เหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย อีพี่โอ้ยังชวนไปจิ๊กช๊อกโกแล๊๋ต จิ๊กขนม ผลไม้ ในซุปเปอร์กินเหมือนเดิม คนอะไรขี้จิ๊กจริงๆ ได้กินของฟรีแล้วภูมิใจได้ตลอดเวลา...


ตอนนั้นพี่โอ้ชวนไปกินข้าวต่อ ด้วยความใจง่ายเลยไปกับเค้าอีก อะนะคนเรา ยังไม่เข็ดๆ แต่มันก็เหมือนกินกันตามประสาเพื่อนธรรมดาแหละ ขากลับบ้านเจอนังเจ๋อเดินกับฝรั่งผู้ชายอีกคน (ตอนนั้นเราขับรถผ่านเห็นมันเดินอยู่ข้างทาง แต่พี่โอ้มันไม่เห็นตอนนั้น) อ่าวนังนี่มี target ใหม่นี่หว่า...


วันนั้นกลับบ้านมาด้วยความปลาบปลื้มที่ได้ไปกินข้าวกับพี่โอ้ (เว่อร์อีกแล้วเรา) เป็นได้ไม่มากกว่าเพื่อนแล้วแหละ อีกไม่นานเราก็ต้องออกจากที่นี่แล้ว มาคิดๆ ถ้าไม่เจอกันโดยบังเอิญวันนี้ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่เราจะได้คุยกันอีก เผลอๆ เรากลับบ้านไปแล้วมันยังไม่รู้เลยมั้ง...


เปิดคอมมาเช็กเมล ญาติส่งเมลตั๋วเครื่องบินมาให้แล้ว อ่าว อีกอาทิตย์เดียวเองนิ่ ทำไมมันเร็วอย่างนี้ เที่ยวซะลืมวันลืมคืนเลยเรา...

และแล้วนี่ก็เป็นอาทิตย์สุดท้าย เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ วันนี้พี่หมอนัดไปเลี้ยงส่งมีเพื่อนๆ พี่ๆ คนไทย พี่หมอ พี่โอ้ ไปกินกันที่บ้านพี่โอ้ คล้ายๆ ทำอาหารกินกันเอง แมร่ง รู้งี้ไปกินร้านดีกว่า อาหารแต่ละอย่างหน้าตาประหลาด พี่ๆ คนไทยทำอาหารไทยกันแบบออกแนวอาหารที่เครื่องปรุงไม่ครบ รสชาดประหลาดได้อีกกกกก


อาหารที่ว่าก็มีประมาณว่าส้มตำแต่ใส่เส้นสปาเก๊ตตี้แทน โอ้วอาหารอะไรของมันฟระ กินแล้วจะตายมั้ยเนี่ย...


และแล้วพี่คนไทยก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ทิ้งให้เรากับพี่หมอพี่โอ้ล้างจาน น้ำใจจะช่วยเนี่ยไม่มี กินแล้วก็ไปเลยนะยะ ฮึ้ยๆๆๆๆ อยากด่ามากๆๆๆ


ตอนนั้นอีพี่หมอพี่โอ้แบบมีของขวัญมาให้ อย่ามาทำซึ้งเดี๋ยวโดนตบ (แกเนี่ยไม่มีอารมณ์อ่อนหวานกับเค้าบ้างเลยนะ)


พี่หมอกับพี่โอ้ให้ของขวัญเรามาคนละกล่อง โหไมกล่องเล็กจัง นัดกันซื้อป้ะเนี่ย ไมกล่องเล็กเท่ากันเลย แต่ิิอิชั้นก็ไม่แกะเหมือนเดิม ตอนนั้นแอบน้ำตาซึมที่ต้องจากเพื่อนรักทั้งสองคนไป แต่ทำไงได้ยังไงชีวิตเราก็ต้องเดินต่อไป แต่ละคนก็มีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเองนี่หน่า...


เราก็ต้องกลับไปเรียน

พี่หมอก็ต้องกลับไปเรียนเหมือนกัน

ส่วนพี่โอ้ก็คงต้องทำงานที่บ้านต่อจากพ่อ


ทำไมเส้นทางชีวิตของเราทั้งสามคนเหมือนจะไม่มีวันมาบรรจบพบเจอกันอีกเลยเนอะ...

กลับมาบ้านก็มานั่งอ่านการ์ด พี่หมอบอกว่าดีใจมากที่ได้รู้จักกัน อย่าลืมเดี๋ยวจะตามไปเมืองไทย แล้วมารับที่สนามบินด้วยล่ะ!!


เริ่มน้ำตาซึมแล้วนะไอ่พวกนี้เขียนไรเนี่ย...


ส่วนของพี่โอ้มาซะยาว (แต่ขอแปลแบบกระชับสองบรรทัด แฮ่ะๆ)

ขอบคุณมากสำหรับความรู้สึกดีๆ และขอโทษที่ความสัมพันธ์ของเรามันคงไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว เราอยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่ทำไมรู้สึกเหมือนใจเราไกลกันมาก (เริ่มงง55) กลับไปอย่าลืมติดต่อมาบ้างล่ะ...


นี่ (คงจะ) เป็นจุดจบความสัมพันธ์ (แบบ-งงๆ) ของเราทั้งสามคน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป พี่หมอพี่โอ้จะตามคูปองกลับไปเมืองไทยหรือไม่ หรือคูปองจะกลับไปเจอสองคนนั้นที่เมกา หรือว่าเราสามคนจะไม่ได้เจอกันอีกเลย (งงป้ะล่าาา :p)

ไม่บอก และจะปล่อยให้เป็นปริศนาต่อไป


...จนกว่าจะพบกันใหม่...


---------------------------
-------------
----

-
-
-
-
-
-


แค่อยากจะเขียน… ครั้งหนึ่ง เราก็เคยอยากไปเมืองนอกแบบ “มากมาย” (ภาค 1)




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 ตุลาคม 2552 21:29:19 น.
Counter : 178 Pageviews.  

แค่อยากจะเขียน… ครั้งหนึ่ง เราก็เคยอยากไปเมืองนอกแบบ “มากมาย” version กระทู้ด๋อยห้องไกลบ้านค่ะ (11)

หาอ่านได้สดๆ จากที่นี่ทุกวันตอนสี่ทุ่มตรงนะคะ

http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H8413457/H8413457.html

-----------------------------

หลังจากกลับจาก outlet ทุกคนก็มาสุมหัวกันที่บ้านพี่หมอต่อ ลืมบอกไปบ้านพี่หมอช่างใหญ่โตอลังการราวกับบ้านนางเอกไฮโซช่อง 7 เสียละเกิน ว่างๆ จะติดต่อผู้จัดละครให้มายืมเป็นสถานที่ถ่ายทำ จะได้ไม่ต้อง make ไปถ่ายตามโรงแรมแล้วเอาฝรั่งมาเดินผ่านเยอะๆ (สังเกตมั๊ยเวลาละครมีฉากพระเอกนางเอกไปเรียนต่อเมืองนอก ทุกคนจะต้องอยู่อพาทเม้นต์กันหมด) ราวกับว่าคนดูจะไม่รู้เล้ยว่าถ่ายที่เมืองไทย ฮ่าๆ


อ่ะๆ เข้าเรื่องก็ได้ รู้นะว่ากำลังรอพี่โอ้เข้าฉากกันอยู่…


ณ บ้านทรายทองของพี่หมอ


คราวนี้พี่แฟนเก่าโดนลุมถามยิ่งกว่าสัมภาษณ์ดารามีคลิปอีก (กร๊าก) ว่าแล้วหนูขอร่วมวงด้วยค่ะ


พี่แฟนเก่าเล่าว่านังเจ๋อบอกว่าอยากแต่งงานกับพี่โอ้เพื่อเอากรีนการ์ด จะได้ทำงานต่อที่นี่เลยไม่ต้องกลับเมืองไทย โอ๊ะ มาอีหรอบนี้อีกแล้ว ว่าแล้วขอคั่นหน่อย เรื่องการแต่งงานเพื่อหวังเอากรีนการ์ด จากประสบการณ์ที่ได้ยินได้ฟังมา (เรื่องคนอื่นคืองานของเรา)


“ไม่อยากกลับเมืองไทย ก็แต่งงานเอากรีนการ์ดดิวะ ไม่เห็นยาก”


ประโยคนี้เราจะได้ยินทุกครั้งและบ่อยมากๆ ในหมู่คนไทย การแต่งงานก็มีทั้งจริงทั้งหลอก ส่วนมากจะจ้างแต่งแบบหลอกๆ เท่านั้นเอง… (ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ถ้าเล่าแล้วจะกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมั๊ย) ขอจบเรื่องกรีนการ์ดไว้เพียงเท่านี้ก่อนดีกว่า…


นังเจ๋อ แกอยากได้กรีนการ์ดแกก็แอบทำเงียบๆ ดิวะ จะมาป่าวประกาศทำไม มันเป็นเรื่องที่น่าโพทนามากมั๊ยนั่น


และแล้วเรื่องนังเจ๋อก็เป็นเรื่อง Talk of the town ของคืนนั้น ได้ข่าวว่าพี่โอ้ซื้อของไปให้หลายบาท ทำไมทีชั้นไม่เห็นซื้อให้เยอะๆ แบบนี้มั่งเลย พี่โอ้ลำเอียง ฮือๆ คนอย่างชั้นไม่เห็นแก่ของหรอกย่ะ แต่ถ้าให้ก็ไม่ปฏิเสธ 55 ล้อเล่นนะ


ว่าแล้วการไป work ก็เหมือนจะมีส่วน “ไม่เหมาะสม” อยู่เหมือนกัน บางคนไปกับแฟน หรือไปหามีแฟนใหม่ที่นู่น บรรยากาศหนาวๆ อยู่กันสองต่อสอง คงไม่ต้องบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น (ขอเซ็นเซอร์) บางคนเป็นแฟนกันไปทำงานที่เดียวกัน เช่าห้องอยู่ห้องเดียวกัน ประหนึ่งดั่งเป็นคู่สามี ภรรยา ก็มีถมไป (แปลกเนอะพวกนี้มักจะไม่แคร์สายตาเพื่อนๆ คนไทยคนอื่นเลย) บางคนไปมีแฟนเป็นฝรั่ง หอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่กับเค้าด้วยเลยก็มี มันบอกประหยัดค่าเช่าห้อง อื่ม เหตุผลดูดีจริงๆ พวกหลังบางคนโชคดี (รึเปล่า) ถึงกับได้ตบแต่งจนได้กรีนการ์ดไปเลยทีเดียว


ว่าแล้วมานั่งคิดๆ ดูว่าทำไมคนเราถึงอยากไปเมืองนอกกันนักนะ สำหรับจขกท การไปเมืองนอกแต่ละครั้งก็มีวัตถุประสงค์ต่างกันไป บางครั้งก็ไปเที่ยวสองสามวัน บางทีก็ไปอยู่เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ สำหรับจขกท คิดว่าข้อดีของการอยู่เมืองนอกคือ อยู่ที่นั่นมันเหมือนเรามาอยู่อีกโลกหนึ่ง เวลาไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา มันเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีเพื่อนใหม่ เจอสิ่งใหม่ๆ วันๆ ไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้คิดมาก ตื่นมา ไปเรียน เลิกเรียนก็ไปทำงาน ไม่ก็ไปเที่ยว ไม่มีพ่อแม่คอยบ่น 55 แต่แล้วพอต้องกลับมาเมืองไทยมาใช้ชีวิตปรกติแบบเก่า มันก็เหมือนตื่นจากฝัน แต่ถึงยังไงเมืองไทยก็เป็นบ้านของเรา ไม่มีที่ไหนดีกว่าบ้านของเราจริงมั๊ย


ออกทะเลไปซะไกลเชียวเรา…


กลับมาบ้านนังพี่โอ้ก็ยังตามมาเสนอหน้าอยู่บนเตียงนังเจ๋อเหมือนเดิม (นังเจ๋อทำไมแกไม่ย้ายไปอยู่บ้านพี่โอ้ซะให้รู้แล้วรู้แร่ดวะ??) เบื่อสถานการณ์แบบนี้จริงๆ ห้องก็มีอยู่กระจึ๋งนึงจะให้ชั้นไปอยู่ในซอกไหนของห้องเนี่ย ทำไมรู้สึกตัวว่าเป็นส่วนเกินซะเหลือเกิน…ทำไมต้องมานั่งเสนอหน้าหัวร่อกันในนี้ด้วยฟระ!!!???!!!

วันนี้เกิดอารมณ์เปลี่ยวและไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์เยี่ยง ก ข ค ง จ....ฬ อ ฮ (เยอะไปป้ะ?) เลยออกมาเดินเล่นข้างนอก จะบอกว่าเมืองนอกเนี่ยเค้าค่อนข้างเข้าบ้านกันเร็ว จะมานั่งปาร์ตี้กินก๋วยเตี๋ยวข้างทางชายสี่หมี่เกี๊ยว ข้าวต้มกุ๊ยกันทั้งวันทั้งคืนเหมือนบ้านเราไม่มีหรอก (รักเมืองไทยขึ้นมาทันทีเพราะเรื่องหาของกินง่ายเนี่ยแหละ) ที่นู่นพอตกค่ำๆ ร้านอาหารก็ปิดกันหมดแล้ว ถ้าหิวเกิดอยากกินอะไรขึ้นมาหลังจากนั้นก็ต้องทำกินเองสถานเดียว พูดถึงเรื่องอาหารการกินแล้ว คนที่นู่นจะกินทุกอย่างที่เป็นอาหารแช่แข็ง (แต่จขกท คิดว่าเค้าคงไม่ได้อยากกินอะไรที่ไม่สดกันหรอก แต่สถานกาณ์มันบังคับ 55) ว่าแล้วผู้ผลิตอาหารแช่แข็งก็เก่งๆ กันทั้งนั้น (ถ้าสังเกตดีๆ ส่วนมากจะ Made in Thailand) รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เห็นของ Made in Thailand แต่ขอโทษเถอะ หนูซื้อไม่ลงล่ะค่ะ ยิ่งถ้าคูณเป็นเงินบาทแล้วนี่ยิ่งต้องคิดหนักเวลาจะซื้อ ถ้าไม่อยากกินจริงๆ นี่ของ Made in Thailand ที่ขายที่เมืองนอกจะไม่ได้เงินจากเราง่ายๆ เด็ดขาด :p คนอะไรงกเจรงๆ


ว่าด้วยอาหารแช่แข็ง มีอยู่หลายอย่างที่คูปองเห็นแล้วก็งงว่า เฮ้ย ของแบบนี้สามารถเอามาแช่แข็งแล้วค่อยอุ่นเวลากินได้ด้วยหรอ บางคนอาจจะไม่แปลกใจ แต่หนูแปลกเพราะบ้านนอกจัดไม่เคยเห็นมาก่อน ฮ่าๆ ยกตัวอย่างเลย


1. ข้าวต้มมัดไส้กล้วย พี่ไทย CAN!!!

2. ข้าวหลาม พี่ไทย CAN (อีกแล้ว)

3. ขนมชั้น โอ้ว...

4. ขนมหม้อแกง สามารถจริงๆ นับถือๆ

5. ขนมกุ๊ยไช่ (เขียนยังไงเนี่ย?) อันนี้แอบมีน้ำจิ้มแถมอีกต่างหาก

6. ขนมไทย ถุงละ 10 บาทก็มีทุกเมนูให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น บัวลอย ขนมรวมมิตร กล้วยบวชชี เรียกได้ว่าหาทุกอย่างได้เหมือนกับตลาดสดเลย ฮ่าๆ


จริงๆ มีมากกว่านี้แต่ด้วยความจำอันแสนจะน้อยนิดของคูปองเลยจำได้แค่นี้ ฮ่าๆ ส่วนมากที่จำได้จะเป็นขนม เครื่องปรุงทั้งหลายแหล่ กะปิ น้ำปลา มีหมด ผักสารพัดจะผัก ผักบุ้ง มะเขือพวง พริก ทุกอย่างมีหมด ไม่ต้องแบกไปให้เมื่อยตุ้ม (แอบคิดในใจ ตลาดแถวบ้านชั้นที่บ้านนอกยังมีของไม่ครบเท่าร้านแกนะเนี่ย) เพื่อนบางคนจะไปเรียนต่อทีนี่แบกไปสารพัด เรียกว่าในกระเป๋ามันแทบไม่มีเสื้อผ้าเลย คุณเธอคงกลัวอดอยาก ขนาดหม้อหุงข้าวมันยังเอาไปด้วยเลย ฮ่าๆ ไปถึงไม่กี่วันก็จะโทรมารายงานแล้ว แก๊ๆๆๆๆๆ ชั้นจะแบกมาทำไมวะ ที่นี่ก็มีขาย.... เออ ku บอกแล้วไม่เชื่อ


ใครที่กำลังจะไปเมืองนอกและกลัวจะกินอาหารบ้านเมืองเค้าไม่ได้ งานนี้ขอบอกว่าสบายมากค่ะ เพราะพี่ไทยเราส่งออกอาหารแช่แข็งไปทั่วทุกมุมโลก ราคาก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย (แต่แกล้งทำเป็นคิดเลขไม่ออกบ้่างเป็นบางโอกาส 55) หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านลาว (แถวบ้านที่เราไปอยู่จะมีแต่ร้านลาว แอบงงว่าทำไมอาหารไทยทั้งหลายแหล่คนไทยไม่เปิดขายเอาเอง แต่กลับเป็นคนลาวมาขายซะงั้น)

ปล. ร้านขายของพวกนี้มักะอยู่ในเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่นะจ้ะ ใครไปบ้านนอกมากๆ ก็หาร้านพวกนี้ยากเหมือนกันค่ะ :)

ตอนแรกแอบคิดในใจว่าพวกที่ซื้อของพวกนี้กินต้องอยากกินโคดๆ ฮ่าๆ แต่พอไปถึงนู่นก็ลองซื้อมากินเหมือนกัน เฮ้ย ทำไมอร่อยอะ หรือว่าเราไม่ได้กินอาหารไทย ขนมไทยนาน พอได้กินก็อร่อยขึ้นมาทันที

ที่ฮาก็คือ instruction บนกล่องอาหารแช่แข็งมักจะเขียนว่า โปรดอุ่นก่อนรับประทาน (ใครกินได้ก็กินไปเถอะ ฮ่าๆ)

มาต่อ บ้านที่เราอยู่ก็ค่อนข้างเงียบ แต่ช่วงที่มีเด็กไทยมาทำงาน work ที่นี่ทำให้คึกคักขึ้นมาบ้าง (ทำเอาเศรษฐกิจแถวนั้นดีไปเลยทันตาเห็น เพราะพี่แกบางคนช๊อปกันกระจุย) เดินไปเดินมาไปป๊ะกับนังพี่โอ้พอดี ซวยแระ ชั้นอยากจะมีเวทมนต์หายตัวได้ขึ้นมาทันที ไม่ีรู้อารมณ์นั้นเป็นยังไงแต่แค่ไม่อยากคุยกับมันสองต่อสอง

ไอ่เราก็ทำเป็นมองไม่เห็นมันแล้วก็เดินเลี่ยงไปทางอื่น ประหนึ่งว่าถ้าเป็นหนังไทย นางเอกจะต้องโดนผู้ร้ายตามมาฉุด ฉุดกระชากลากถูเข้าไปในป่า แล้วพอตัวร้ายเริ่มถอดเสื้อ ตบนางเอกสักทีสองที แล้วเตรียมจะทำมิดีมิร้าย พระเอกก็ขี่ม้าขาวมาช่วยตอนนั้นทันที...

แต่นี่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ละครหลังข่าว ชั้นเดินทำเป็นไม่เห็น นังพี่โอ้ก็ดันทำเป็นไม่เห็นแล้วเดินไปทางอื่นเลย แหม แกจะเดินมาง้อชั้นหน่อยไม่ได้เลยนะนังโอริโอ้

ว่าแล้วก็เหมือนชั้นเดินทำมิวสิก เดินไปคิดเรื่องนังโอ้ไป (ออกแนวย้อนอดีตวันวานยังหวานอยู่) ถ้ามีฝนตกพรำๆ หน่อยนี่ชั้นจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นนางเอกมิวสิกเลยนะเนี่ย...ฮ่าๆ


และแล้วคืนนั้นก็เดินไปแบบไร้วิญญาณ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มารู้สึกตัวอีกที ตายล่ะเวรกรรม นี่ชั้นเดินมาไกลขนาดนี้เลยหรอเนี่ย เรียกได้ว่ากว่าจะเดินกลับมาถึงบ้านได้ทำเอาเหงื่อแตกพรากเลยทีเดียว...


และแล้วคืนนั้นก็พอหัวถึงหมอนก็หลับไปอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้ทำงานอีกแล้ว เบื่อเจรงๆ :)





 

Create Date : 10 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 ตุลาคม 2552 9:38:55 น.
Counter : 277 Pageviews.  

แค่อยากจะเขียน… ครั้งหนึ่ง เราก็เคยอยากไปเมืองนอกแบบ “มากมาย” version กระทู้ด๋อยห้องไกลบ้านค่ะ (10)

และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยเชียว นังเจ๋อแต่งตัวมาแบบหนาว 0 องศาอีกแล้ว นังนี่นิ่ สงสัยมันเอามาแต่เสื้อหนาว เสื้อธรรมดาไม่ได้เอามา คิดว่าเมกามีแต่ฤดูหิมะตกหรอไงเนี่ย


และแล้วเค้ากับเธอก็ได้เจอกัน แต่...

...........
.......
...
..


แต่ว่า..(เหมือนจะตื่นเต้นกันมั้ย) 55

..
...
.....
..........
..................


นังเจ๋อทำเป็นไม่รู้จักพี่แฟนเก่า โอ๊ะโอ ยัยเจ๋อเธอนี่ช่างเนียน...

ตอนเราแนะนำ ชีก็แค่ยิ้มๆ แล้วก็ไปเสนอหน้ากับพี่โอ้ต่อ ทำเอาทุกคนเหวอ ระหว่างทางรถคันเรา (มีพี่หมอ พี่แฟนเก่า แล้วก็คนไทยอีกสองคน) ส่วนอีกคันมีนังเจ๋อ นังชายโฉด 55 แล้วก็เพื่อนรูมเมทอีกสองคน พอขึ้นรถปุ๊บคันเรานี่เม้าท์เรื่องนังเจ๋อกระจาย แอบสงสารพี่แฟนเก่าอยู่เหมือนกัน แอบคิดว่าเค้าต้องเสียความรู้สึกกับอีนังเจ๋อบ้างละว่ะ เคยคบกันเป็นแฟนแต่ตอนนี้เจอกันแล้วทำเหมือนไม่รู้จักกันซะงั้น นังเจ๋อมันจะปิดบังไปทำไมในเมื่อมันก็น่าจะรู้นะว่าพี่แฟนเก่าก็ต้องเล่าให้พวกเราฟัง หรือว่ามันจะไม่อยากให้พี่โอ้รู้เรื่อง แต่รู้แล้วยังไงล่ะ?!? สงสัยมันจะบอกพี่โอ้ว่้าเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่แน่นอน (55 เลวอีกชั้น)

พอไปถึง outlet นังเจ๋อก็มาเสนอหน้าบอกเราว่า "ทำไม แกจะเอาเรื่องแฟนเก่าชั้นไปบอกพี่โอ้หรอไง" (เห็น ku เป็นนางมารร้ายใช่ม้าย)

(ถ้าชั้นจะบอกชั้นบอกไปนานแล้วป้ะนังเจ๋อนิ่)

วันนี้ชั้นมีพวกนะ เดี๋ยวมีนัดตบหลัง 7eleven ปิด (มุขโบราณมากๆ)

ไอ่เราก็ตอบไปว่า ไม่ใช่เรื่องของชั้นชั้นไม่ยุ่งหรอก

นังเจ๋อรีบบอกทันทีว่าดีแล้ว แล้วก็อย่าให้พี่โอ้รู้ละกัน

(นังนี่ ทำไมมันต้องทำมีลับลมคมในวะ)

------

พอนังเจ๋อเดินไปตรูรีบเดินไปหาพี่หมอทันที

พี่หมอขาหนูกลัว นังเจ๋อมันมาหาเรื่องหนู (สตอเบอรู่เจรงๆ)

พี่หมอมองหน้าเราแบบงงๆ

(ไอ่นี่นิ่ชั้นแกล้งทำไปงั้นแหละน่า)

อยู่กับพี่หมอก็ยังอุ่นใจเพราะนังเจ๋อมันชอบทำเป็นคนดี หญิงไทยใจงามต่อหน้าพี่หมอ ถ้าเราอยู่กับพี่หมอเวลานังเจ๋อมาเราจะปลอดภัย ฮุฮุ

และแล้วเราก็ได้เข้าไปเดินสำรวจในร้าน coach โอ๊ะ มีลดราคามากมาย แบบนี้ต้องซื้อไปขายอีเบย์ ตอนนี้กระเป๋าเลิกแฟบ ออกแนวกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง 55 โิ้อ้ยทำไมถึงได้เพ้อเจ้อขนาดนี้เนี่ยเรา

ด้วยความที่กินน้ำไปเยอะเลยเดินไปฉี่ประมาณสามรอบ แต่รอบที่สามดันเจอแจ๊กพ๊อตหน้าส้วม เมื่อพี่แฟนเก่ากับนังเจ๋อยืนด่ากันอยู่ข้างๆ ส้วมๆ คิดว่าจะรอดสายตาน้องปองไปได้รึงาย 55 ที่ได้ยินมาเป็นประมาณว่า นังเจ๋อด่าพี่แฟนเก่าว่าเล่าเรื่องอะไรให้้เราฟังบ้าง นังพี่หมอยังสะกิดให้แปลไม่เลิก โอ้ยชั้นอยากจะบ้าตาย แค่นี้ชั้นแอบมองคอก็จะเป็นยีราฟอยู่แล้ว แกยังจะมาให้ชั้นแปลอีก เสียสมาธิในการเจ๋อมากๆ สรุปชั้นจับประเด็นอะไรไม่ได้เลย อยากจะเขกกระโหลกพี่หมอจริงๆ

ถึงเวลานัดพบ... ทำไมแต่ละคนไม่เห็นซื้อของกันเลยอะ แบบได้คนละอย่างสองอย่าง โห อุตส่าขับรถมาตั้งไกลนะยะ พวกแกนิ่ไม่คุ้มเลย ทำไมพี่แฟนเก่าหน้าตาบอกบุญไม่รับขนาดนี้เนี่ย มันมีเรื่องอะไรกับยัยเจ๋อป่าววะ...




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2552    
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 9:25:00 น.
Counter : 145 Pageviews.  

แค่อยากจะเขียน… ครั้งหนึ่ง เราก็เคยอยากไปเมืองนอกแบบ “มากมาย” version กระทู้ด๋อยห้องไกลบ้านค่ะ (9)

โอ๊ะ ทำไมเราเปิดประตูเข้ามาแล้วทุกคนต้องเงียบ ในห้องตอนนั้นมีอยู่สี่คนรวมชายโฉดหญิงชั่ว (you know who :P) ไอ่เราก็ได้แต่ยิ้มๆ แล้วหยิบเสื้อผ้าเข้าไปอาบน้ำเลย (นี่ตรูเป็นอะไรคิดอะไรไม่ออกก็หนีเข้าส้วม)

อาบไปด้วยความช้ำชอกใจ ช๊อกรอบสองยิ่งกว่าเจอนังโอ้ อ่าว!! ชั้นลืมเอาผ้าเช็ดตัวเข้ามานี่หว่า (แต่ตอนนั้นอาบน้ำสระผมซะเต็มสตรีม) จะตะโกนเรียกอีเพื่อนให้ส่งมาให้ก็กลัวเสียฟอร์ม หันไปรอบๆ ห้้อง นี่แหละวะใช้ทิชชูเช็ดมันไปเลย เช็ดไปปื้ดแรก ป้าดดดด.....ด ขาวเต็มแขนเลย เริ่มไม่ work แระ ทิ้งคราบไม่พึงประสงค์แถมเปลืองอีก เดี๋ยวจะโดนประนามได้เพราะทิชชูหารกันซื้อทั้งห้องอีก no choice ใช้เสื้อผ้าชุดเก่าเช็ดมันไปเลย ชีวิตหนอ...


ออกมาจากห้องน้ำ นังนี่ยังไม่ไปอีก!!! ชั้นเริ่มเคืองจริงจังแล้วนะ แกจะมาอี๋อ๋อให้ชั้นเห็นทำเพื่อ อย่าให้มันมาก แต่เอาวะ วันนี้ใจดีสู้เสือ


คุยอะไรกันอะ (เริ่มเข้ามาแจม)

เอ๊ะ ทำไมทุกคนต้องเงียบ ทำเหมือนชั้นเป็นตัวประหลาดทำไม

นังเพื่อนเราอีกคนเห็นท่าไม่ดี สถานการณ์รัดติ้ว (ตึงเครียด) มุขอะไรของแก๊ เลยเริ่มเปลี่ยนประเด็นมาเรื่องชวนกันไป outlet

ไอ่พวกนี้นิ เอ๊ะอะก็ outlet เงินที่ทำงานมาได้เก็บไว้ก็เหมือนจะบูดนะพวกแก (เออเมิ_ไม่ช๊อปเลย เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์) (จะด่าตัวเองทำไม)


ทุกคนเลยตกลงกันว่าจะไปเสาร์นี้โดยให้นังโอ้ขับรถไปส่ง หนอยแน่ะ คิดว่าชั้นจะต้องไม่ไปน่ะสิ ผิดคาดเรื่องนี้เข้าทางย่ะ ชั้นจะไปใครจะทำไม?!?


แผนชั่วบังเกิด!! เดี๋ยวเสาร์นี้จะชวนแก๊งคนไทยไปด้วย คราวนี้ล่ะนังเจ๋อได้ต๊กจะใจได้เจอกิ๊กเก่าอย่างแน่นอน ทำไมเราถึงได้ชั่วร้ายขนาดนี้เนี่ย วะฮะฮ่าๆ


เฮ้ยแกทำงานป้ะวะวันเสาร์ (ไอ่เพื่อนถาม)

เออทำ แต่ไปได้ เดี๋ยวโดด

ทุกคนหันมามองหน้าเราพร้อมกัน (ประมาณว่า อีนี่แกช่างกล้านะยะ)

ดีเหมือนกันไปกันหลายๆ คน (นังพี่โอ้หันมาบอก)

นี่แกเต็มใจพูดมั๊ยเนี่ย ห๊า

นังเจ๋อรีบบอกขึ้นมางั้นพี่โอ้มารับตอนสิบโมงเช้าเลยนะคะ โชว์พาวได้อีก

อีพี่โอ้บอกอื่มได้ไม่มีปัญหา แหม๊ เชื่องยังกะแมวเหมียว ให้ตายเหอะ

(รีบเปิดคอมก่อน อาศัยช่วงชุลมุน)

ออนเอ็มมาเจอพี่แฟนเก่านังเจ๋อพอดี ไอ่เราก็รีบเสนอหน้าไปทักทายเหมือนรู้จักกันมาสิบปี (ทำตัวเป็นฝาแฝดเจ๋อ นอนห้องเดียวกันทุกวันเริ่มซึมซับ) ไม่ชักช้ารีบชวนพี่แฟนเก่าไป outlet วันเสาร์ ไอ่นี่ก็ไม่เคยปฏิเสธออกแนวว่างงาน (ฮ่าๆ คราวนี้ได้สนุกกันล่ะ)

ตอนที่คุยเอ็มเราตัดสินใจบอกความจริงพี่เค้าไปเรื่องนังเจ๋อจะไปด้วย และเรื่องเจ๋อกับพี่โอ้ แต่พี่เค้าก็ไม่ได้คิดมากอะไรแล้ว ออกแนวจะด่านังเจ๋อซะด้วยซ้ำ พี่แฟนเก่าบอกเนี่ยเค้าคงคบกันได้ไม่นานเพราะเจ๋อไม่เคยควงใครเกินสามเดือน โอ๊ะ ชีช่างแรง (อยากเห็นหน้ากันแล้วนะสิ)




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2552    
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 9:21:38 น.
Counter : 132 Pageviews.  

แค่อยากจะเขียน… ครั้งหนึ่ง เราก็เคยอยากไปเมืองนอกแบบ “มากมาย” version กระทู้ด๋อยห้องไกลบ้านค่ะ (8)

หลังจาก คุยกับพี่ๆ พวกนั้นเราเลยจับประเด็นได้ว่าพี่พวกนี้หนีออกมาจากบ้านโฮส แล้วมาหางานทำกันเอาเอง (แบบนี้ไม่ควรจะเอาเป็นตัวอย่างนะจ้ะ) แต่มันก็ไม่ได้น่าตกใจเท่าไหร่ เพราะที่เคยได้ยินมาเค้าก็โดดกันแบบนี้เยอะ บางคนทำงานครบปีแล้วอยากอยู่ต่อ พี่แกก็โดดเป็นโรบินฮูตไปเลย บางคนไม่พอใจโฮสไม่ดีมั่ง ไม่อยากเลี้ยงเด็กแล้วมั่ง แล้วหนีออกมาจากบ้านเลยก็มี


ช่วงนี้อยู่ในช่วงปลง เลยห่างหายไม่ได้คุยกับมันเลย แถมต้องมาเจอนังเจ๋อทุกวันอีก โอ้ย ชีวิต นรกกว่านี้มีอีกม้าย ยังดีหน่อยที่มีเพื่อนใหม่เข้ามาในชีวิต (พูดซะ) เพื่อนใหม่คือกลุ่มคนไทยโรบินฮู้ตนั่นเอง วันนี้ฤกษ์ดีพี่หมอชวนไปดูหนัง หวีด (sweet) ป้ะล่ะ 55 แต่เรื่องที่มันชวนไปดูเป็นหนังหุ่นยนต์ อยากจะบ้าตาย ไอ่เราก็เป็นคนดูพวกหนังแบบนี้ไม่รู้เรื่องซะด้วย


ว่าเรื่องการดูหนังที่เมกา เราจะสามารถเลือกที่นั่งได้เอง โรงหนังบ้านเค้ามันก็ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนบ้านเรา วันนี้เข้าไปดู พระเจ้าช่วยมีเด็กอยู่ประมาณ 60% ของคนทั้งโรงหนัง ประเทศนี้เค้าไม่ได้สอนให้วางแผนครอบครัวหรือไงเนี่ย บ้านนึงจูงกันมาที 4-5 คน พ่อแม่ลูก ทั้งอุ้ม ทั้งจูง ทั้งนั่งรถเข็น โอ้ย ดูๆ ไปก็ได้ยินเสียง แว๊ๆๆๆ เป็นพักๆ สรุปวันนั้นชั้นดูไม่รู้เรื่องเลยทั้งเรื่อง ยิ่งฟังไม่ค่อยออกอยู่แล้วด้วย ประกอบกับเสียงแว๊อีก ไม่ดงไม่ดูมันแล้ว งอนว่ะ พี่หมอชวนตรูมาทำไรเนี่ยห๊า


เย็นวันนั้นมีนัดกับพวกพี่ๆ คนไทย เลยลากพี่หมอไปด้วย คุยกันไปคุยกันมาด้วยความกลมของโลกมนุษย์ หนึ่งในกลุ่มพี่คนไทยพวกนั้นเป็นแฟนเก่านังเจ๋อ ต่อมเจือกได้เริ่มทำงานขึ้นมาทันที...


โอ้ย พี่เลิกกับเค้านานแล้ว

อ่าวทำไมเลิกกันอะพี่ (ยุ่งมากไปแล้วแก)

ก็พี่จับได้ว่าเค้ามีกิ๊กน่ะสิ

พี่จับได้ไงอะคะ (มากไปมากไป แต่มันอยากรู้นิหว่า)

พี่ สังเกตว่าทำไมชื่อนี้โทรมาหาเจ๋ออยู่เรื่อย เมมชื่อว่านุช พี่ก็นึกว่าเป็น

เพื่อนผู้หญิง แต่วันนั้นนังนุชอะไรเนี่ยโทรมา พี่เลยตัดสินใจรับเองเลยรู้ว่าเป็นผู้ชาย

(นังนี่ เนียนเก่งเจรงๆ ขอจำไปทำบ้างได้มั้ยอะ)

จากนั้นพี่ก็เริ่มสังเกต นุชโทรมาทีไรต้องลุกไปคุยข้างนอกทุกที

(นังเจ๋อ แกพลาด :P)

มีวันนึงพี่แย่งโทรศัพท์นังนุชมาคุยต่อหน้าเจ๋อให้มันคาหนังคาเขา เค้าก็คงเถียงไม่ออก พี่ก็เลิกกับเจ๋อวันนั้นเลย (เยี่ยมมากพี่) หลังจากนั้นพี่ก็ได้ยินข่าวว่าเค้าควงผู้ชายหลายคนในเวลาเดียวกัน

ตอนนั้นเรายังไม่ได้เล่าเรื่องนังเจ๋อกับพี่โอ้ให้พี่เค้าฟัง

(แทรก) ระหว่างการสนทนาพี่หมอก็สะกิดเราทุกสิบวิ ให้แปลเป็นอังกฤษเพราะมันฟังไม่รู้เรื่อง แหม ชอบจริงๆ เลยนะเรื่องชาวบ้่านน่ะ

จากนั้นก็เฮฮากันไปตามประสาคนโสด ทำไมแก๊งนี้โสดกันหมดเลยเนี่ย มีพี่คนนึงพูดขึ้นมา เค้าไม่บอกความจริงกันหรอกน้อง มาที่นี่ใครถามต้องโสดไว้ก่อน เยี่ยมคะ เยี่ยม great answer 555 (รู้นะอีคนพูดเนี่ยซ่อนกิ๊กไว้เพียบที่เมืองไทย)

และแล้วคืนนั้นก็หมดเงินไปกับค่าของมึนเมาซะหลายบาท ชั้นเนี่ยกินน้อยกว่าชาวบ้านเลยนะ โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม ฮ่าๆ คืนนั้นพี่หมอ(จำใจ)ไปส่งชาวบ้านชาวเมืองกลับบ้านกัน (เพราะเป็นคนเดียวที่มีรถ) สมน้ำหน้า :p พอทุกคนลงไปหมดแล้วมันถึงกับงอนว่าไม่ยอมแปลให้มันฟังบ้างเลย แหม ก็คุณเทอชอบสะกิดตอนกำลังอินกับเรื่องชาวบ้านนิ่ เลยบอกมันไปว่าเดี๋ยวจะสอนภาษาไทยให้จะได้ไม่ต้องแปล

ว่าแล้วเรื่องการสอนภาษาไทยฝรั่งนี่ก็ฮาดีเหมือนกันนะ ไอ่เราก็ชอบโรคจิตสอนอะไรประหลาดๆ แถมบอกคำแปลแบบผิดๆ อีก เช่น เจ๋อ means cute แล้วก็ให้มันไปพูดกับคนไทยคนอื่น You are so เจ๋อ (มันคิดว่าแปลว่า You are so cute) ฮ่าๆ เรื่องแกล้งชาวบ้านคืองานของน้องปอง กร๊าก


คืนนั้นสนุกมากมายเพราะได้เม้าท์ แตก แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาปุ๊บ อารมณ์สนุกก็หมดไปภายในเวลาสามวิ เมื่อนังโอ้นั่งอยู่บนเตียงกับนังเจ๋อ




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2552    
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 9:19:31 น.
Counter : 173 Pageviews.  

1  2  3  

couponcode
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Couponcode Blog
ShoutMix chat widget
Friends' blogs
[Add couponcode's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.