เที่ยวบาง ก็ดีนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 

ปิล๊อก เมืองเคียงหมอก ตำนานเหมือง

ไปรัก “ปิล๊อก”เมืองเคียงหมอก ตำนานเหมือง



ไปรัก “ปิล๊อก”เมืองเคียงหมอก ตำนานเหมือง


บ้านอีต่องพื้นที่อดีตเหมืองปิล๊อก เรียบง่ายสงบงามท่ามกลางขุนเขา


“ทองผาภูมิ” เป็นหนึ่งในอำเภอที่ได้“ชื่อ”ว่ารุ่มรวยที่สุดในเมืองไทย(ย้ำว่าขอให้ พิจารณาเฉพาะชื่อ) เพราะอำเภอใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรีแห่งนี้ มีสัญลักษณ์แห่งความรุ่มรวยอย่าง"ทอง" (ผาภูมิ)ประทับอยู่ในชื่ออำเภอนั่นเอง

กระนั้นหากพูดถึงอำเภอทองผาภูมิในด้านฐานะ ครั้งหนึ่งอำเภอนี้ก็เคยมั่งคั่งร่ำรวยติดอันดับอำเภอเศรษฐีของเมืองไทยเช่น กัน เพราะทองผาภูมิเคยเป็น“เมืองเหมือง”อันรุ่งโรจน์มาก่อนนั่นเอง ซึ่งสุดยอดแห่งเหมืองในทองผาภูมิคงจะเป็นเหมืองใดไปไม่ได้ นอกจาก(อดีต) “เหมืองปิล๊อก”อันลือลั่น


รอยอดีตเหมืองปิล๊อกที่ยังคงอยู่


ปิล๊อก เหมืองเก่าเล่าอดีต

ย้อนอดีตไปเมื่อหลาย 10 ปีก่อน มีผู้พบเห็นชาวพม่าเข้ามาลักลอบขุดแร่ในพื้นที่ตำบลปิล๊อกไปขายให้ทหาร อังกฤษ คำเล่าลือนี้ทำให้กรมทรัพยากรธรณีสมัยนั้นนำคณะนายช่างมาสำรวจก็ถึงกับตะลึง อึ้งเมื่อพบว่าพื้นที่แถบนี้มีแร่ดีบุกและวุลแฟรมอยู่มากมาย

ต่อมา ปี พ.ศ. 2483 องค์การเหมืองแร่ กรมโลหะกิจ ได้เปิด“เหมืองปิล๊อก”ขึ้นเป็นแห่งแรกที่บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก หลังจากนั้นก็ได้มีเหมืองแร่อื่นๆทยอยเปิดตามกันมาอีกมากมายทั้งเหมืองเล็ก เหมืองใหญ่ราว 50-60 เหมือง เกิดเมืองเหมืองขึ้นมา โดยผู้คนพากันเรียกบรรดาเหมืองทั้งหลายในพื้นที่แถบนี้แบบเหมารวมว่า“เหมือ งปิล๊อก”ไปด้วย


บ้านอีต่องวันนี้ที่เงียบเหงา


เหมืองปิล๊อกยุคนั้นเฟื่องฟูมากเพราะแร่ราคาดี ทำให้บรรดาชาวเหมืองและนักแสวงโชคมั่งคั่งกันถ้วนหน้า แถมเหมืองแร่ยังสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับชุมชนรอบๆ ในขณะที่เรื่องราวในเมืองเหมืองนั้นเป็นดังนิยายเหมืองแร่อันเพริศแพร้ว มีทั้งรัก ชื่น ขื่น โศก บู๊ล้างผลาญ หวานหยดย้อย

นิยายเหมืองแร่แห่งปิล๊อกดำเนินเรื่องราวอยู่หลายสิบปี ก่อนประสบภาวะราคาแร่โลกตกต่ำในปี พ.ศ. 2528 บรรดาเหมืองแร่ทยอยปิดตัวลง ไม่เว้นแม้แต่เหมืองปิล๊อก ทิ้งไว้เพียงตำนานเมืองเหมืองอันรุ่งโรจน์และมนต์เสน่ห์แห่งปัจจุบันอัน เรียบง่ายสงบงามให้ผู้สนใจออกดั้นด้นเดินทางไปค้นหา


เรือนพักริมฝายน้ำที่เหมืองสมศักดิ์


ป้าเกล็น เหมืองสมศักดิ์ รักแท้ไม่มีวันตาย

บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก

เย็นวันฟ้าทะมึน คนกลับจิตใจปลอดโปร่ง

เนื่องเพราะเย็นนี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” มีนัดเดินทางขึ้นสู่ “เหมืองสมศักดิ์”ที่ รับรู้มานานในกิตติศัพท์ความง่ายงามของที่พักแบบบ้านเล็กในป่าใหญ่กับตำนาน รักของ“ป้าเกล็น เสตะพันธุ”ผู้ดูแลที่พักแห่งนี้


ป้าเกล็นผู้มีรักแท้อันงดงาม


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเดินทางจากบ้านอีต่องสู่เหมืองสมศักดิ์นั้นสมบุกสมบัน เอาเรื่อง เพราะเส้นทางเป็นลูกรัง ลาดชัน คดเคี้ยว ต้องนั่งรถโฟร์วีลขึ้นไป แต่เมื่อขึ้นไปถึงเราบอกได้คำเดียว“คุ้มสุดคุ้ม” เพราะทันทีที่ไปถึง ยังไม่ทันเข้าที่พัก เราก็ได้พบกับการต้อนรับอันแสนอบอุ่นของรีสอร์ทแห่งนี้ในทันที

คุณป้าเกล็น มายืนยิ้มคอยท่า ก่อนเชื้อเชิญให้พวกเราจิบชา กาแฟ พักเหนื่อย พร้อมด้วยเค้กโฮมเมดฝีมือคุณป้า วันนั้นมีทั้ง เค้กช็อกโกแลต เค้กส้ม เค้กแครอท-ท้อปปิ้งมะนาว และเค้กกล้วยน้ำว้า ให้เลือกหม่ำกันอย่างจุใจ


ธารน้ำตกในบริเวณที่พักเหมืองสมศักดิ์


“ผู้จัดการท่องเที่ยว” แม้ไม่ใช่ผู้นิยมเค้ก แต่เมื่อได้ลองลิ้มเค้กฝีมือป้าเกล็นบอกได้คำว่าอร่อยมักๆ อร่อยทุกรส ติดใจจนต้องขอเบิ้ลแล้วเบิ้ลอีก

อ้อ?!? เค้กที่นี่รสหวานกำลังดี แต่ที่หวานรื่นชื่นภิรมย์และโรแมนติกสุดๆก็เห็นจะเป็นเรื่องราวรักอมตะข้าม ขอบฟ้าระหว่างคุณป้าเกล็นกับลุงสมศักดิ์ ที่วันนี้กลายเป็นตำนานบทหนึ่งของปิล๊อกไปแล้ว

ตำนานรักไม่มีวันตายบทนี้ เริ่มขึ้นเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เมื่อ สมศักดิ์ เสตะพันธุ เดินทางไปเรียนปริญญาโทด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ที่เมืองแคลคูรี ประเทศออสเตรเลีย

ที่นั่นคุณสมศักดิ์ได้พบรักกับสาวชาวออสซี่ คือ"เกล็นนิส เจอร์เมน ไวท์”(ป้าเกล็น) ก่อนทั้งคู่จูงมือเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ แล้วพากันเหินลัดฟ้ากลับมาก่อร่างสร้างครอบครัวที่เมืองไทย


สภาพหมู่บ้านอีต่องในปัจจุบัน


สมศักดิ์มาสานต่อกิจการงานเหมืองด้วยการเปิดเหมืองใหม่ที่ทองผาภูมิ ในชื่อ“เหมืองสมศักดิ์” ส่วนเกล็นเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ในกรุงเทพฯ ควบคู่ไปกับการเป็นแม่บ้านอยู่ในเหมืองสมศักดิ์ดินแดนดงดิบอันห่างจากแสงสี โดยไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากทั้งหลาย

ทั้งคู่มี“ความรัก”ส่องนำชีวิต ก่อนที่เมืองเหมืองในปิล๊อกจะเข้าสู่ยุคเสื่อมดังที่ได้เล่ามา ทำให้เหมืองสมศักดิ์ที่เคยรุ่งโรจน์ต้องปิดตัวลงใน ปี พ.ศ.2529 จากนั้น 2 ปีถัดมาลุงสมศักดิ์ป่วยหนักด้วยความตรอมใจ ก่อนเสียชีวิตในอีก 8 ปีต่อมา

ตำนานเหมืองสมศักดิ์ปิดฉากลง แต่ตำนานรักอมตะกลับถูกเปิดขึ้นมาเมื่อป้าเกล็นนำพลังรักที่มีต่อสามี ดัดแปลงอดีตเหมืองให้เป็นที่พักราคาเยาในลักษณะบ้านเล็กในป่าใหญ่ในสไตล์เกส เฮาส์-โฮมสเตย์อันสงบงามและยอดเยี่ยมไปด้วยสภาพแวดล้อมทั้ง แมกไม้ สายธาร น้ำตก ที่เพียงแรกประสบพบเจอ เราก็เกิดอาการรักแรกพบเหมืองสมศักดิ์บ้านเล็กในป่าใหญ่ขึ้นในทันที


ชาวบ้านปิล๊อกส่วนหนึ่งยังคงยึดอาชีพร่อนแร่หาเลี้ยงชีพ


แต่รักแรกพบมีหรือจะสู้ตำนานรักไม่มีวันตายของป้าเกล็น-ลุงสมศักดิ์ได้ ซึ่งจากคำบอกเล่าความทรงจำอันสวยสดและความรักอันงดงามระหว่างคุณป้ากับสามี ผ่านอาคันตุกะทั้งหลาย ทำให้เรื่องราวความรักแห่งเหมืองสมศักดิ์ถูกถ่ายทอดปากต่อปาก ก่อนถูกขยายนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ทำให้แต่ละปีมีคนเดินทางมาพักและฟังเรื่องราวความรักของป้าเกล็นอยู่ไม่ได้ ขาด

"ความรักคือ สิ่งเดียวในชีวิตที่ไม่มีวันซื้อหาด้วยเงินได้ การได้รักเขา มันคือรางวัลที่มีค่า ตลอดชีวิตของเราทุกวันที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ารู้สึกเหมือนเราได้รับของขวัญ มีค่าในทุกๆ วัน" ป้าเกล็นกล่าวไว้ในบทความ“อยู่เพื่อรัก” หนังสือ ฅ.คน ฉบับปฐมฤกษ์

“ผู้จัดการท่องเที่ยว” หลังฟังคุณป้าเกล็นเล่าขานตำนานความรักแล้ว เรารู้สึกว่ารักแท้มันช่างงดงามกระไรปานนั้น แต่ในยุคนี้ พ.ศ.นี้ การจะหารักแท้ระหว่างคู่รักนั้นมันก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญกระไรปานนั้นเช่นกัน

ทว่าถึงอย่างไร คืนนั้น“ผู้จัดการท่องเที่ยว”ก็เข้านอนด้วยใจเฝ้าฝันว่าสักวันชีวิตเราจะมี รักแท้ไม่มีวันตายเหมือนป้าเกล็น-ลุงสมศักดิ์บ้าง


โรงแยกก๊าซฝั่งพม่า(มองจากเนินเสาธง)


เที่ยวอีต่อง-มองมุมสูง

เช้าวันใหม่ ในบ้านเล็กกลางป่าใหญ่

ที่นี่อากาศเย็นสบายดีเป็นบ้า ดีจนทำให้เราไม่อยากลุกขึ้นจากเตียง แต่หากไม่ลุกเราก็จะพลาดโอกาสเดินชมแมกไม้สายธารยามเช้าของที่นี่ ที่มีสายน้ำไหลชิลล์ ใบไม้พร่างพราวไปด้วยหยาดน้ำค้าง น้ำตกเล็กๆไหลรินสร้างความชุ่มฉ่ำทางตาและทางใจแก่ผู้พบเห็น

เราเดินชมบรรยากาศเพลินจนเกือบลืมหิว ถ้าป้าเกล็นไม่ให้ลูกน้องมาเรียกไปกินข้าวเช้า ที่มีข้าวต้มหมูร้อนๆและอเมริกันเบรกฟาสต์ที่ให้ความอร่อยทั้งคู่ เพราะป้าเกล็นใส่ใจในวัตถุดิบและรสชาติเป็นพิเศษ


ฐานตชด.ลอยฟ้าที่เนินช้างศึก


หลังอาหารเช้ามีพระจากสำนักสงฆ์แถวนั้นเดินขึ้นมาบิณฑบาตให้ผู้มาพักได้ใส่ บาตรกันตามศรัทธา นับเป็นสิริมงคลยามเช้าก่อน “ผู้จัดการท่องเที่ยว”จะล่ำลา ป้าเกล็นและเหมืองสมศักดิ์ด้วยความประทับใจ ออกเดินทางในเส้นทางสมบุกสมบันกลับมายังบ้านอีต่องอีกครั้ง

บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านชายแดน เป็นที่ตั้งของเหมืองปิล๊อก อดีตเคยรุ่งโรจน์โชติช่วงจากธุรกิจเหมืองแร่ แต่เมื่อวันเวลาผันผ่าน ธุรกิจเหมืองแร่ปิดตัวลง บ้านอีต่องก็พลอยเงียบเหงาไปด้วย

แต่ในความเงียบเหงาเรียบง่ายของหมู่บ้าน มันก็มีเสน่ห์แอบแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็น สภาพบ้านเรือนไม้ ที่พักรูปร่างแปลกตา ย่านร้านตลาด โรงเรียน โรงหนังเก่าห้องแถวเรือนไม้ในยุครุ่งโรจน์ สายน้ำลำคลอง สายหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งปกคลุมเหนือขุนเขา วัดเหมืองปิล๊อกบนเนินเขาที่มีเจดีย์สีทองเหลืองอร่าม และวิถีชีวิตผู้คนที่นอกจากคนไทยแล้ว ที่นี่มีคนพลัดถิ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้ง พม่า มอญ ทวาย เนปาล


ทิวเขาฝั่งที่ถูกพลิกแผ่นดินทำเหมืองในอดีต(มองจากเนินช้างศึก)


ส่วนใหญ่คนพวกนี้คืออดีตคนงานเหมืองในยุครุ่งโรจน์ มาวันนี้เหมืองปิดตัวไปนานแล้ว แต่ชาวบ้านบางส่วนยังออกร่อนแร่ตามธารน้ำ นำแร่มาขายเป็นรายได้จุนเจือชีวิตที่ต้องปากกัดตีนถีบ เพราะในวันนี้ใต้ดินปิล๊อกยังมีสินแร่อยู่อีกมากมายถึงเกือบ 70 % เลยทีเดียว

ส่วนที่เป็นตำนานประจำบ้านอีต่องก็หนีไม่พ้นอดีตเหมืองปิล๊อก ที่ยังทิ้งร่องรอยความรุ่งโรจน์บางส่วนให้นักท่องเที่ยวเป็นขวัญตา

จากตัวหมู่บ้านอีต่องเราเดินทางขึ้นไปชมวิวยังเนินเสาธง หรือ “จุดประสานสัมพันธไมตรีนิจนิรันดร์ไทย-เมียร์มาร์” ที่มีเสาธงชาติของสองประเทศตั้งโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์


สายหมอกลอยปกคลุมขุนเขาแห่งเทือกเขาตะนาวศรี(มองจากเนินช้างศึก)


เนินเสาธง เป็นยอดเขากั้นพรมแดนไทย-พม่า ที่นี่จึงมีทั้งทหารไทย ตชด. และทหารพม่าประจำการอยู่ ซึ่งทหารพม่าบางคนเขาก็ยินดีให้นักท่องเที่ยวไทยไปถ่ายรูปคู่กับเขาได้ ในขณะที่ทิวทัศน์บนนี้ หลักๆก็เห็นจะเป็นโรงพักแยกก๊าซธรรมชาติทั้งในฝั่งไทยและฝั่งพม่า ส่วนถ้าวันไหนท้องฟ้าเปิดเป็นใจ ในฝั่งพม่าสามารถมองไปไกลเห็นถึงทะเลอันดามันเลยทีเดียว

พูดถึงจุดชมวิวแล้ว ปิล๊อกมีจุดชมวิวระดับสุดยอดอยู่แห่งหนึ่ง นั่นก็คือจุดชมวิวเนินช้างศึกอันเป็นที่ตั้งของฐานตชด.เหนือเมฆ หรือฐานตชด.ลอยฟ้า เพราะเมื่อขึ้นไปยืนบนนั้นแล้วมองลงมาเบื้องล่างจะเห็นวิวทิวทัศน์ของขุนเขา แห่งเทือกเขาตะนาวศรีอันสวยงามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ดุจดังทะเลภูเขาบนพื้นพิภพ บางช่วงมีเมฆหมอกขาวลอยอ้อยอิ่งยิ่งช่วยเสริมองค์ประกอบของทิวทัศน์ให้ชวน ฝันมากขึ้น ส่วนถ้าเดินมาทางด้านหลังฐานตชด.มองลงไปก็จะเป็นทิวทัศน์หมู่บ้านโบอ่องที่ ตั้งสงบอยู่ท่ามกลางขุนเขาแวดล้อม


น้ำตกจ๊อกกะดิ่น


เราสังเกตว่าภูเขาที่นี่ส่วนใหญ่มีสภาพโกร๋นเกรียน มีต้นไม้ขึ้นหร็อมแหร็ม เขาหลายลูกมีสภาพถูกขุดเจาะทำเหมืองอย่างชัดเจน ดูแล้วทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การจะได้สินแร่ทรัพย์ในดินมานั้นมันก็ต้องแลกด้วยการพลิกผืนดินอย่างใหญ่ หลวง ส่งผลให้ภูเขาหลายลูกโกร๋นเกรียนมาจนทุกวันนี้

ยกทะเลมาไว้ในน้ำตก

ขากลับจากปิล๊อก เราไม่ลืมที่จะชมความงามของน้ำตกจ๊อกกะดิ่น ในอุทยานฯทองผาภูมิที่เป็นเส้นทางผ่านอยู่แล้ว

น้ำตกจ๊อกกะดิ่น อยู่ห่างที่ทำการอุทยานฯประมาณ 5 กม. ต้องนั่งรถโฟร์วีลเข้าไปก่อนเดินเท้าต่ออีกประมาณ 200 เมตร(เส้นทางนี้ทากเยอะมากต้องหาวิธีป้องกันหรือระวังให้ดี) น้ำตกจ๊อกกะดิ่น เป็นน้ำตกขนาดย่อมสูงประมาณ 30 เมตร มีชั้นเดียว แต่ว่ามีความพิเศษตรงที่มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นสีครามปนเขียว และที่สำคัญคือเป็นแอ่งน้ำพื้นทรายที่เหมาะแก่การเล่นน้ำไม่น้อยเลย

ด้วยสีสันเขียวปนครามที่ยามต้องแสงจะมองดูประหนึ่งหาดทรายชายทะเลเล็กๆใต้ น้ำตก ทำให้ใครบางคนในทริปจินตนาการไปว่า ธรรมชาติช่างสรรค์สร้างบรรจงยกทะเลมาไว้ที่น้ำตกแห่งนี้ ซึ่งในสายตาของเราแล้ว ธรรมชาติที่สรรค์สร้างแต่งแต้มความงามแห่งทองผาภูมิ รวมถึงจุดท่องเที่ยวต่างๆในทองผาภูมินั้น จะว่าไปมันก็คือ“ขุมทอง”ทางการท่องเที่ยวดีๆนี่เอง ที่ทั้งเจ้าถิ่นและอาคันตุกะต้องช่วยกันดูแลรักษาขุมทองให้อยู่คู่กับทองผา ภูมิไปตราบนานเท่านาน...


*****************************************

เหมืองปิล๊อก ตั้งอยู่ที่บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี การเดินทางจากตัวเมืองกาญจน์ไปยัง อ.ทองผาภูมิ ใช้ระยะทางประมาณ 146 กม. ไปตามทางสายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ(ทางหลวงหมายเลข 323) ผ่าน อ.ไทรโยค ไปเรื่อยจนถึงสามแยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหมายเลข 3272 (หากเลี้ยวขวาจะไปอ.สังขละบุรี) หากไปด้วยรถโดยสารประจำทางในสถานีขนส่งเมืองกาญจน์ มีรถทองผาภูมิ-สังขละ วิ่งทุกๆ 40 นาที เวลา 6.00-18.20 น.

จาก อ.ทองผาภูมิ ตรงไปยังเส้นทางเขื่อนวชิราลงกรณ(เขื่อนเขาแหลม) แล้วเข้าไปทางบ้านไร่ 30 กม. จากบ้านไร่ไปอีกประมาณ 30 กม. (เส้นทาง 399 โค้ง) ก็จะถึงยังบ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก ส่วนจากบ้านอีต่อง จากบ้านอีต่องมีเส้นทางสู่เหมืองสมศักดิ์ระยะทางประมาณ 5 กม. เป็นถนนลูกรังสูงชันคดเคี้ยวต้องใช้รถโฟร์วีลเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-40 นาที ส่วนผู้ที่นำรถไปเอง(ไม่ใช่รถโฟร์วีล)สามารถฝากรถได้ที่ สภ.อ.ทองผาภูมิ แล้วให้รถโฟร์วีลของทางเหมืองสมศักดิ์มารับตามเวลาที่นัดแนะ

สำหรับผู้สนใจพักที่เหมืองสมศักดิ์ บ้านเล็กในป่าใหญ่ หรือรีสอร์ทป้าเกล็นนั้น สามารถติดต่อได้ที่ 08-7019-1708,08-1325-9471 แต่ต้องฝากข้อความไว้เพราะบนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ หรือทางอีเมล์ : parglen.com@hotmail.com

ส่วนผู้ที่ต้องการเที่ยวอำเภอทองผาภูมิ ตำบลปิล๊อก บ้านอีต่อง และเมืองกาญจนบุรีสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานกาญจนบุรี โทร. 0-3451-1200, 0-3451-2500

อนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวบางส่วนในเรื่องนี้บางที่มีภาษาแปลกๆนั้นต่างก็มีที่มาของความหมายอยู่ในตัว ดังนี้

“ปิล๊อก” มาจากคำว่า“ผีหลอก” มีที่มาที่ไปคือ ในอดีตที่เคยเป็นดินแดนอันน่ากลัว มีการล้มตายจากการเข่นฆ่า และไข้ป่าอย่างมาลาเรีย โดยเฉพาะช่วงการเปิดเหมืองนั้น ได้เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจไทยกับกรรมกรพม่า เพราะฝ่ายไทยห้ามกรรมกรพม่านำแร่ไปขายให้อังกฤษ แต่กรรมกรพม่าฝ่าฝืน จึงเกิดการปะทะกันทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก แต่ต่อมาชาวพม่าพูดเพี้ยนไปเป็น "ปิล๊อก" ซึ่งกลายเป็นชื่อและชื่อตำบลในเวลาต่อมา

“อีต่อง” มาจากคำว่า "ณัตเอ่งต่อง" แปลว่า "ภูเขาแห่งเทพเจ้า" หรือ "เขาเทวดา" อันเป็นภูเขาที่ชาวพม่าพบแร่และลักลอบขุดแร่ไปขาย ก่อนเพี้ยนเป็น "อีต่อง" มาจนถึงวันนี้

"จ๊อกระดิ่น" หมายถึงน้ำที่ไหลลงจากหน้าผาสู่ลานหิน


http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G6189256/G6189256.html
http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G6185074/G6185074.html
http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G6171512/G6171512.html




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2551    
Last Update : 10 ธันวาคม 2551 7:49:37 น.
Counter : 228 Pageviews.  

แช่ "พุน้ำร้อน" ชิม "ขนมทองโย๊ะ" ที่ "หินดาด" ทองผาภูมิ

แช่ "พุน้ำร้อน" ชิม "ขนมทองโย๊ะ" ที่ "หินดาด" ทองผาภูมิ

คอลัมน์ ท่องทั่วไทยไปกับอปท.

โดย ปิยรัชต์ จงเจริญ



นักท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับการลงแช่น้ำร้อน


"พุน้ำร้อนหินดาด ผาตาดธารใส ป่าไม้เขียวขจี มากมีการเกษตร สุดเขตถ้ำหม่องกะลา ข้าวเหนียวงาขนมทองโย๊ะ"

คือ คำขวัญของ ต.หินดาด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ดินแดนที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าทึ่ง เช่น พุน้ำร้อนหินดาด ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความภาคภูมิใจของคนเมืองกาญจน์ เนื่องจากธารน้ำพุแห่งนี้มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส แต่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติชื่นชอบที่จะลงไปนอนแช่ เพราะเชื่อว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

"สมหมาย ศรศักดิ์สิทธิ์" นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หินดาด เล่าว่า ที่มาของชื่อ "หินดาด" นั้นเพี้ยนมาจาก "หินดาน" คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวกะเหรี่ยงอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ 2 ฝั่งลำน้ำแควน้อย ซึ่งบริเวณนี้มีแผ่นหินขนาดใหญ่จำนวนมากเรียงรายอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่า "หินดาน" ต่อมาเพี้ยนเป็น "หินดาด" มาจนถึงปัจจุบัน

"อีกสายก็เล่ากันว่าน้ำพุร้อนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน คือ หมู่บ้านหินดาดก่อตั้งมากว่า 150 ปี ผู้ก่อตั้งคือนายย่องโร่ง และนางคลีโพ้ สมัยนั้นทางราชการแต่งตั้งให้เป็นหลวงพระดีปกครองหมู่บ้านหินดาด ซึ่งปัจจุบันคือหมู่บ้านหินดาดตะวันตก โดยนายย่องโร่ง และนางคลีโพ้มีอาชีพเก็บของป่าขาย วันหนึ่งระหว่างหาของป่าระหว่างเกิดหิวน้ำจึงลัดเลาะไปที่ลำห้วยกุยมั่ง และพบกับแอ่งน้ำ แต่เมื่อจะวักน้ำกินก็รู้สึกว่าน้ำร้อนกว่าแอ่งน้ำทั่วไป จึงกลับไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง และเรียกกันว่าพุน้ำร้อนกุยมั่ง ซึ่งชาวบ้านมักจะแวะเวียนไปนอนแช่น้ำบ้าง ดื่มกินบ้าง ด้วยความเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้"


น้ำตกผาตาด : ร่องรอยหลุมหลบภัยของกองทัพญี่ปุ่น


"สมหมาย" เล่าว่า จนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นกำลังก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไปประเทศพม่า เมื่อผ่านลำห้วยกุยมั่งได้ทราบจากชาวบ้านว่ามีแอ่งน้ำพุร้อน จึงตั้งฐานทัพอยู่บริเวณนี้ ประกอบกับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นชื่นชอบการอาบน้ำร้อน จึงสร้างเป็นบ่อแช่น้ำร้อน 2 ขนาด ขนาดเล็กไว้ให้นายทหารชั้นเจ้าผู้ใหญ่ใช้ ส่วนบ่อใหญ่ไว้ให้ทหารชั้นผู้น้อยใช้ โดยพบหลุมหลบภัยจำนวนมาก และอุโมงค์ลับ จึงเชื่อได้ว่าบริเวณนี้เคยมีการจัดตั้งฐานทัพจริง

"ปัจจุบัน อบต.ได้ปรับปรุงบ่อน้ำร้อนรองรับนักท่องเที่ยว แต่ภูมิทัศน์โดยรอบไม่ได้ทำอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้แต่ละปีมีประมาณ 2 แสนคน และนับวันจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์และวันหยุดยาว จะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเป็นพิเศษ จึงทำให้บ่อน้ำพุร้อนไม่เพียงพอรองรับ ประกอบกับน้ำพุร้อนมีมากและไหลทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงจะประสานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ของบประมาณมาขยายบ่อพุน้ำร้อน ปรับภูมิทัศน์ สร้างบ้านพักแบบรีสอร์ท คาดว่าจะใช้เงินกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวครบวงจร เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวมาลงแช่แล้วก็กลับ จึงใช้จ่ายไม่มากนัก หากดึงนักท่องเที่ยวให้ค้างคืนได้จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบ ครัวได้"



นวดแผนไทยคลายเส้นหลังลงแช่น้ำร้อน : ชิมขนมทองโย๊ะ



"สมหมาย" บอกนักท่องเที่ยวไม่ต้องเกรงว่าจะมีอันตรายหากลงไปนอนแช่น้ำร้อน เพราะกรมทรัพยาธรณีวิทยาสำรวจพบว่าน้ำพุร้อนแห่งนี้มีค่าพีเอช 7.36 มีปริมาณแร่ธาตุที่ละลายในน้ำร้อน 560 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ละตัวไม่สูงเกินค่ามาตรฐานของน้ำที่ใช้ดื่ม น้ำพุร้อนแห่งนี้จึงใช้ดื่มได้หากไม่มีเชื้อจุลินทรีย์เจือปน เพราะน้ำใส ไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่มีกลิ่นก๊าซไข่เน่า และยังสามารถรักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้ ช่วยบำรุงผิวพรรณ และทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ลดอาการปวดตามข้อ เส้น และกระดูก ซึ่งขณะนี้มีห้องแช่น้ำร้อนส่วนตัว และบ่อสำหรับพระสงฆ์ด้วย

"นอกจากพุน้ำร้อนยังมีน้ำตกผาตาด น้ำตกขนาดใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ หมู่ 8 บ้านวังผาตาด น้ำตกแห่งนี้เกิดจากลำห้วยเล็กๆ บริเวณเทือกเขากะลา มี 3 ชั้นสายน้ำตกไหลลงมาตามชั้นหินปูน บรรยากาศร่มรื่น มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ"

"สมหมาย" บอกว่า หลังจากแช่น้ำร้อน หรืออาบน้ำเย็นจากลำธารน้ำตกผาตาดแล้ว ให้ไปลองชิมอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อ คือ ขนมทองโย๊ะ ขนมพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง มีส่วนประกอบ คือข้าวเหนียว งาดำ และเกลือ วิธีทำจะนึ่งข้าวเหนียวไว้ ส่วนงาดำตำผสมเกลือ แล้วนำข้าวเหนียวมาตำให้เข้ากัน จากนั้นตัดเป็นแผ่น เวลารับประทานจะจิ้มกับน้ำผึ้งหรือนมข้นหวานก็ได้

จะไปน้ำพุร้อนหินดาดก็ไม่ยาก อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 130 กิโลเมตร ใช้เส้นทางกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ ผ่าน อ.ไทรโยค ไปถึง กม.ที่ 107 จะมีป้ายบอกทางเข้าน้ำพุร้อน เลี้ยวขวาเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร ใช้เวลาจากตัวเมืองกาญจน์ประมาณ 2 ชั่วโมง

ไปไม่ถูกสอบถามได้ที่ อบต.หินดาด โทร.0-3453-1048 หรือติดต่อ "สมหมาย" โดยตรงที่ โทร.08-1736-0151

สุดสัปดาห์นี้ไปนอนแช่น้ำร้อนแล้วชิมขนมทองโย๊ะกันดีกว่า!!!

ภาพ/ข่าว : นสพ. มติชน




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2551    
Last Update : 10 ธันวาคม 2551 11:01:10 น.
Counter : 1053 Pageviews.  


kitichai99
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add kitichai99's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.