Group Blog
 
All blogs
 

จากต้นน้ำบนดอยสูง...สู่ชุมชน...ตอนที่ ๑



เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้ร่วมเดินทางไปกับ ชมรมนักนิยมธรรมชาติ
ในโครงการธรรมชาติสัญจร จากป่าต้นน้ำถึงชุมชน
โดยเริ่มต้นกันที่ป่าบนยอดดอยสูงที่สุดในประเทศอย่างดอยอินทนนท์
นับเป็นป่าต้นน้ำสำคัญ โดยเฉพาะความเป็นป่าเมฆที่ดึงดูดเมฆฝนให้มาตกบนยอดดอย
การเกิดพรุบนยอดดอยเป็นแหล่งน้ำซับเล็กๆ ที่ไหลรวมมาเป็นสายน้ำใหญ่
ที่ไหลมาสู่ อ.แม่แจ่ม กลายเป็นแม่น้ำแม่แจ่ม



หลังจากเเวะที่ตลาดจอมทองตอนตีห้ากว่าๆ....
เป็นเวลาตลาดเช้ามืดก็วาย...ตลาดเช้าก็ยังไม่เปิด
หลังจากกินกาแฟโบราณกันไปแล้ว ก็พากันไปที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
ไปดูเฟิร์น ดูกล้วยไม้...ดอกไม้ยังออกดอกสวยงามท้าลมหนาว







นอกจากจะไปดูต้นไม้กันเเล้วเราก็ยังไปดูนกกันด้วย
พี่ๆ ที่ไปด้วยกันบอกว่าปีนี้นกน้อยมาก...
งั้นเราก็ดูต้นไม้กันต่อ...ถึงได้ดูนกก็ไม่มีรูปถ่ายมาอวด
เพราะกล้องมันส่องไม่ถึง...



ในโรงเลี้ยงเฟิร์นของที่นี่ต้นเฟิร์นงามมากๆ ต้นใหญ่โต
และยังมีเฟิร์นหลายชนิด ทั้งที่เป็นของหายากและของต่างประเทศให้เราได้ชมกัน
ภาพข้างล่างเป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิง...มีสาระพัดชนิด



รองเท้านารีอินทนนท์...



สตรอเบอรี่ป่าในเรือนกล้วยไม้
เห็นมีให้ดูลูกเดียว...สีสวยเชียว



อ่างกาหลวงยามบ่าย...
เฟิร์นเริ่มแห้งแล้ว...น้ำก็เริ่มเเห้ง



ต้นข้าวตอกฤาษีธรรมดาขึ้นตามพื้นดิน นี่ไปขึ้นบนคบไม้ด้วย



แสงสวยมาก...ใบเฟิร์นเหมือนแก้วสีเขียวสะท้อนเเสงเลย



ดอกอะไรไม่รู้ตรงสถานีเรด้าร์อินทนนท์





จากนั้นเราก็มาที่กิ่วแม่ปาน
มาทดลองใช้แผนเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอันใหม่
ที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่าได้จัดทำขึ้น



ความชื้นในกิ่วเเม่ปานยังมีอยู่เยอะ
น้ำตกสายน้อยยังไหล...มอสขึ้นเขียวเลย
ต้นไม้ยังแทงยอดเเตกหน่ออ่อน...



รอยกวางมากินเปลือกไม้



...ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยว...



ขนุนดินแบบเบลอๆ



จากนั้นเราก็ออกมาตรงบริเวณทุ่งโล่ง...
ฟ้าสูงใสมากๆ อากาศเย็นสบาย...



ท้องฟ้ากับภูเขา....



จุดชมวิวที่มองไปเห็นผาแง่ม
ซึ่งเป็นที่กวางผาหรือม้าเทวดาเค้าชอบมายืน
วันที่ไปไม่เจอกัน....



กุหลาบพันปี หรือ คำแดง
ดอกแดงบานเต็มต้นบ้างไม่เต็มต้นบ้าง
เห็นว่าก่อนหน้านี้โดนไฟป่าเผาเสียหายล้มตายไปหลายต้นทีเดียว





นอกจากจะเป็นอาหารตาเเก่คนอย่างเราๆ เเล้ว
ก็ยังเป็นเเหล่งอาหารแก่นกและเเมลงด้วย





เจ้าหน้าที่บอกว่าหากเราเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ ดอกไม้
เราก็จะเหยียบโคนต้นไม้...และมันจะทำให้ดินโคนต้นเเน่นขึ้น
และส่งผลให้ต้นไม้ตายได้...
ท้าเเดดท้าลม...แต่ไม่ท้ารอยเท้าคน...



ดอกพิกุลป่า...ออกดอกเต็มต้นเลย
ภาพข้างล่างคือนกอีเเพรดท้องเหลืองน่ารักมากมาย
และเป็นนกตัวเดียวที่เราถ่ายภาพได้จากการเดินทางครั้งนี้
เพราะซูมได้เเค่นี้เอง...



ท้องฟ้าที่มองจากกิ่วแม่ปาน...



ถ้ามองอีกด้านเราก็จะเป็นแม่น้ำเเม่เเจ่มและอำเภอเเม่เเจ่ม
สายน้ำเป็นสีเงินยวงสะท้อนเเสงเเดด
จากนั้นก็เดินเข้าป่าอีกครั้ง...เเสงสุดท้ายกำลังจะลาลับไป





ทิ้งภาพแสงตะวันที่ลับขอบฟ้าไป...เเสงลอดพุ่มไม้ใบหนาออกมา...
มืดแค่ไหน..เเสงก็ยังลอดออกมาได้

เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่นี้ขออำนาจสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่ท่านทั้งหลายเคารพนับถือ
จงอำนวยพรให้ท่านทั้งหลายมีความสุขกายและใจ...
ทั้งตัวท่านและคนที่ท่านรักนะคะ
บล๊อกนี้เป็นบล๊อกส่งท้ายปลายปี...2553
เสือจะไปกระต่ายจะมา...



เจอกันปีหน้ากับเรื่องราวการเดินทางที่ค้างไว้
ซึ่งก็มีเรื่องของนครวัดนครธม
และ การเดินทางสู่ต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเราต่อเนื่องจากบล๊อกนี้
และแอบบมีเรื่องเล่าจากเมืองลับแล...
ปีนี้ดองบล๊อกยาวนานมากๆ...คืนนี้จะไปปีนดอยต่อ...
แล้วกลับมาเจอกันค่ะ ขอขอบคุณที่ยังติดตามกันเสมอมา




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2553    
Last Update : 30 ธันวาคม 2553 21:07:33 น.
Counter : 1020 Pageviews.  

ซัวสเดย กัมปูเจีย ตอนที่ ๒



จากการเขียนบล๊อกรายสัปดาห์พัฒนามาเป็นรายเดือน...
ไม่รู้ว่า หากนานๆไปจะกลายเป็นรายสามเดือนหรือเปล่า...แหะๆๆๆ
เรากลับมาเที่ยวเมืองเสียมเรียบกันต่อ จากตอนที่แล้ว



คราวนี้เราไปที่ปราสาทบันทายสรี หรือเรียกในภาษาเขมรว่า บอนเตียเสรย
ซึ่งแปลว่า "ป้อมแห่งสตรี" บอนเตียแปลว่าป้อม เสรย(สะ-เรย)แปลว่าผู้หญิง
ทำไมเวลาเราได้ยินชื่อนี้จะนึกถึง บั้นทายสตรี ขึ้นมาเสมอ..
อาจเพราะว่าปราสาทนี้เขาว่างดงามอ่อนหวานประดุจสตรี...



จริงๆ เวลาที่เหมาะแกการมาชมปราสาทน่าจะเป็นช่วงเช้า
เพราะว่าเเดดจะไม่ร้อนมาก และเราก็จะได้ถ่ายภาพที่สวยกว่าช่วงเที่ยงวัน
แต่ตอนที่เราไปดู...เป็นช่วงเวลาก่อนเที่ยงแสงเเดดเเผดเผามากๆ



ปราสาทบันทายสรี เป็นปราสาทหินที่สร้างจากหินทรายสีชมพู
แม้ว่าจะมีขนาดที่เล็กกว่าปราสาทอื่นๆ แต่มีความงามในทางศิลปะสูงมากๆ
จากประวัติกล่าวไว้ว่า...ปราสาทนี้มิได้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ หากแต่ว่าสร้างขึ้นโดย
พราหมณ์มหาราชครูชื่อ "ยัชญะวราหะ" มีตำเเหน่งเหมือนเป็นผู้สำเร็จราชการ
และเป็นอาจารย์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ ดังนั้นปราสาทนี้จึงมีขนาดเล็ก
และห่างจากเมืองพระนครถึง ๓๐ กิโลเมตร เพื่อกันความเข้าใจผิดว่าจะไปเเข่งบารมี



รูปสลักพระอินทร์เหนือช้างเอราวัณที่หน้าบันประตูชั้นเเรกด้านทิศตะวันออก
เพราะพระอินทร์เป็นเทวดาประจำทิศตะวันออก



หน้าบันนี้เป็นภาพสลักที่เล่าเรื่องพระวิษณุอวตารเป็นนรสิงห์
กำลังฆ่าอสูรชื่อ หิรัณยะกศิปุ เป็นนิทานที่มีความยอกย้อนในการใช้สติปัญญา
เรื่องยาวพอควร...ลองเสริทหาอ่านกันเองเเล้วกัน..แหะๆ



ตอนเเรกเรามองดูเเล้วนึกว่าสิงห์ปล้ำหญิง...



อ่านจากตำราเล่าว่านอกจากที่นี่จะใช้หินทรายสีชมพูที่มีคุณภาพดีแล้ว
ช่างเเกะสลักก็เป็นช่างที่มีฝีมือเป็นเลิศอีกด้วย...
ความเป็นเลิศในทางศิลปะคงยืนยันตัวเองผ่านกาลเวลามานับร้อยปีอย่างที่ปรากฏ...



กรอบซุ้มประตูมีร่องรอยจารึกภาษาสันสกฤตโบราณ
อยากอ่านออกจังว่าเขาบอกเล่าอะไร...





อันนี้เป็นฐานโยนี เหลือเเต่ฐานส่วนรูปเคารพหายไปแล้ว
น้องไกด์เล่าว่าธรรมดาตัวฐานก็มีการแกะสลักตกเเต่งลวดลาย
แต่ที่เห็นว่าเป็นเเผ่นหินเรียบๆ นี่ เพราะว่ามีคนมาลับมีด... จริงเท็จอย่างไรไม่รู้



ไกด์ก็ชี้ให้ดูหน้าบันที่สร้างเลียนเเบบเครื่องไม้...
ลูกทัวร์จะเป็นลม...เพราะแดดมันร้อนมากๆ
แหงนมองอะไรนานๆ...พาลหน้าจะมืดเอา





เหมือนอุบะมาลัยห้อยลงมาจริงๆ...



พระลักษมี ประทับนั่งมีช้างสองเชือกชูหม้อน้ำมนต์
รดน้ำมนตร์ลงที่พระลักษมี หมายถึงความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์



ปราสาทนี้แทบจะไม่เหลือที่ว่างเลย
เต็มไปด้วยภาพเเกะสลัก...สงสัยคงเพราะปราสาทมีขนาดเล็ก
มีหินคุณภาพดี ช่างก็ฝีมือดี...ที่ว่างจึงเเทบไม่มีเลย



หน้าบันนี้สลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
บางตำราบอกว่าพระกฤษณะกำลังสู้กับพระอินทร์
ที่เห็นเป็นสายๆ หน้าตาเหมือนหลังคา..เขาว่าเป็นธนูที่พระกฤษณะยิงขึ้นไป
บางก็ว่าเป็นสายฝน...เอาเป็นว่าดูเเล้วตื่นตาดีเลยทีเดียว



ช่างโบราณนอกจากทำงานงานหนัก...
แกะหินคงไม่ใช่ของเบาๆ ต้นหมากรากไม้ที่ใส่ไว้ในงาน
ก็ไม่ได้แบบก๊อบปี้แล้วเเปะลงไป...ลองดูซิ...ต้นไม้ไม่ซ้ำชนิดกันด้วย
เอ๊ะหรือว่า...คนเเกะแกคิดแล้วว่าไหนๆ ก็เเกะเเล้วจะมาเเกะซ้ำทำไม



รูปสลักหินเป็นรูปครุฑอันที่เห็นนี้เป็นรูปจำลองจากของเดิม
ของเก่าเขาเอาเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว...





เถาไม้เเทบจะเด็ดออกมาได้เลย...อ่อนช้อยมาก
นี่ถ้าแดดไม่เเรงคงดูได้นานกว่านี้..



เนื่องจากช่วงก่อนหน้าที่เราจะไปเป็นช่วงที่ฝนตก
เลยมีเฟิร์นและไม้เล็กไม้น้อยขึ้นเต็มไปหมด



แม่ค้าขายของกินเล่น..จำพวกข้าวโพดต้ม
ที่ปราสาทบอนเตียเสรย



เด็กสาวกับดอกไม้...



เจ้าหน้าที่อะไรสักอย่าง...ที่ปราสาทแปรรูป



อดีตผ่านไปแล้วไม่หวนคืน...ปัจจุบันก็ยังคงเป็นนิรันดร์ที่ยั่งยืน



ปล.ขอบคุณที่เเวะมาเยี่ยมกันค่ะ
ความรู้ที่ดูวิชาการที่อ้างอิงในนี้ เราอ่านมาจากหนังสือ
ชุดศิลปะ สถาปัตยกรรม เมืองพระนคร สนพ.เมืองโบราณ
เหลืออีกสองตอน...เนื่องจากรูปเยอะเลยไม่จบเสียที




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 28 มิถุนายน 2554 2:09:34 น.
Counter : 788 Pageviews.  

ซัวสเดย กัมปูเจียตอนที่ ๑

เราเพิ่งกลับมาจากเมืองเสียมเรียบ หรือเมืองเสียมราฐ
ไปเที่ยวคราวนี้ เราซื้อทัวร์จากเมืองไทยไป...
ธรรมดานั้นเราเที่ยวเอง หาข้อมูลเอง
คราวนี้ไม่ได้เตรียมตัวอะไร...เตรียมพับงานเข้าหีบ
กับเตรียมเงิน และเสื้อผ้าพับใส่กระเป๋า...

แต่เดี๋ยวเราต้องหาทางไปเองอีกสักครั้ง
ไปกับทัวร์ก็ดี...แต่ไปเองมันจะสนุกกว่า...



จากด่านที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกศ เข้าสู่ประเทศกัมพูชา
นั่งรถโขยกเขยกหัวสั่นหัวคลอนเข้ามา...
ภูมิประเทศข้างทางนั้นดูไม่ต่างจากบ้านเรานัก
ส่วนอาหารการกินของที่นี่ก็คล้ายๆ เมืองลาว มีบาเก็ตขายอยู่ทั่วไป
อาหารหลักของที่นี่กินข้าวสวยแบบบ้านเรา กับข้าวก็เน้นปลาน้ำจืด
เนื่องจากกัมพูชามีแหล่งน้ำเยอะมีปลาหลากหลายชนิด
เราเคยอ่าน ถกเขมร มรว.คึกฤิทธิ์ ท่านเขียนไว้ว่า
ปลาที่นี่น่ากลัวมากกว่าน่ากิน...เนื่องจากตัวใหญ่มากๆ



ป้ายโฆษณาส่วนใหญ่ตามนอกเมืองแบบนี้ยังเป็นภาพวาดอยู่เลย
เราอ่านภาษาเขมรไม่ออก...ถ้าให้เดาก็อาจเป็นร้านขายเสื้อผ้าผู้ชาย



แม่บ้านมาจ่ายกับข้าว..วันนี้ช๊อปไก่สองตัว...



แต่บ้านเรือนที่นี่เห็นแล้วทำให้นึกถึง...
ภาพวาดของบาทหลวงฝรั่งในอดีตที่เข้ามาในสยามเลย
บ้านหลังน้อยๆ เสาสูงๆ เนื่องจากเป็นเมืองที่น้ำท่วมถึง
เสาของบ้านต้องสูง แต่ที่นี่สังเกตเห็นว่าเสาเค้ามีฐานหินรอง
แบบบ้านโบราณทางภาคใต้ของไทย
เหมือนเพื่อให้สามารถยกบ้านให้สูงขึ้นไปอีกถ้าหากน้ำมันท่วมมากๆ



จากเมื่อกี้ที่เขาซื้อไก่สองตัว...
ถ้าซื้อหลายตัวเขาก็ขนแบบในรูปข้างล่างนี้...
มีเห็นเขาขนหมูกันด้วย...แต่ถ่ายมาไม่ทัน
ที่ขนคนก็มี...แบบเกาะกระโปรงหน้ารถเด่นเป็นสง่าไปเลย
แล้วยังมีแบบนั่งท้ายรถในกระโปรงหลัง
โดยเปิดอ้าเอาไม้ค้ำไว้แล้วคนก็ลงไปนั่ง...หึ หึ





ดอกบัวหน้าศาลหลักเมืองเสียมเรียบ สีสันสดใส



เครื่องบูชาทั้งหลาย..มีมากมายไม่เเพ้สยามประเทศเลยทีเดียว



โรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในเสียมเรียบ...
เค้าว่าเป็นอาคารที่สร่้างมาตั้งเเต่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง



ลูกทัวร์ของคณะเรา...





ไกด์บอกว่าที่นี่เรียกว่าสนามหลวง...
ชื่อเหมือนของบ้านเรา...แต่ขนาดต่างกันเยอะเลย
และที่นี่ไม่มีนกพิราบ มีแต่ค้างคาวแม่ไก่ตัวโตๆ ที่ห้อยหัวอยู่บนต้นไม้



เดินลัดสนามแบบวูบไหว...



เด็กๆ นั่งเล่นในศูนย์หัตถกรรมเพื่อการขายและโชว์นักท่องเที่ยว
เรานั่งกินกาแฟรอเพื่อนๆ และคณะทัวร์เลยไม่ได้เก็บภาพอะไรมา...



เด็กๆ ในที่วัดที่เคยเป็น สถานที่สัมมนาและอบรมสำหรับชาวกัมพูชา
คำว่า "สัมมนาและอบรม" สองคำนี้ในยุคนั้นหมายถึง เอาไปฆ่า
ที่นี่จะเอากระโหลกของคนที่ตายในยุคนั้นมาใส่ตู้ให้ชม
และจัดเเสดงภาพถ่ายผู้คนที่ถูกทรมานจนตายด้วยนานาวิธีการ
แต่เราคิดว่า...ความโหดร้ายในโลกนี้มันก็เยอะอยู่เเล้ว...
ความทรงจำมีไว้เรียนรู้ก็จริง แต่ไม่ควรให้มันกลับมาทำร้ายเรา



เนื่องจากพื้นที่เเห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ทาง UN เขาก็ให้บริษัทเอกชนเข้ามาบริหารงานจัดการเข้าชมสถานที่
ส่วนการซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ นั้นมีทั้งแบบเหมาเที่ยวหนึ่งวัน สองวัน
หรือเป็นสัปดาห์ไปเลย ใครจะไปดูปราสาทที่ไหนก็ใช้ตั๋วใบเดียวนี้เข้าได้หมด
สำหรับตั๋วหนึ่งวันก็มีราคาที่ 20 US Dollar
การใช้จ่ายในเสียมเรียบนี้ ใช้เงินได้สามสกุล ทั้งเงิน US Dollar เงินบาท เงินเรียว
อย่างกาแฟตามร้านราคาก็ตกเเก้วละ 1.5 US Dollar





หลังจากมีตั๋วเข้าชมปราสาทต่างๆ เรียบร้อย
เค้าก็พาไปชมพระอาทิตย์ตกที่ พนมบาแค็ง
ซึ่งเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่ตั้งอยู่บนภูเขา
ซึ่งสร้างในสมัย พระเจ้ายโสวรมันที่ 1 (889-910 A.D.)

มองไปเห็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยป่าไม้
เค้าว่าสมัยก่อนป่าทึบมากขนาดที่ว่า เดินเข้าไปแล้ว
ไม่รู้เลยว่ากลางวันหรือกลางคืน...แต่เดี๋ยวนี้ก็นะ...





พนมบาแค็งสร้างก่อนนครวัดมากว่าสองศตวรรษ
ข้างบนปราสาทเต็มไปด้วยฝูงชนนานาชาติ
ต่างจับจองที่นั่งชมพระอาทิตย์...
ความที่คนเยอะ...เรารู้สึกว่าบางที่เป้าหมายของการขึ้นมา
มันออกจะเหมือนแค่มาให้ถึงเท่านั้น...

บันไดตามปราสาทหินพวกนี้ชันมาก...
คนก็ยังปีนป่ายขึ้นมาได้ เค้าว่าสร้างให้ชัน
เพราะต้องการให้คนที่ขึ้นมานั้นนอบน้อมต่อสถานที่เเละเหล่าทวยเทพ






พนมบาแค็งเป็นต้นเเบบทางสถาปัตยกรรมให้กับปราสาทในยุคต่อๆ มา



ในยุคสงครามที่ผ่านมาของกัมพูชา
โบราณสถานจะเป็นสถานที่ที่ละเว้นไม่ให้มีการต่อสู้ยิงกัน
แต่นางอัปสราของพนมบาแค็งก็มีร่องรอยของลูกหลงของคนตีกัน



ตอนลงมาจากพนมบาแค็ง ก็มารอเหล่าลูกทัวร์
เป็นปกติของที่นี่ที่จะมีเด็กๆ มาขายของที่ระลึก
พวกกำไล พวกกุญแจ ขลุ่ยไม้ซาง เป็นต้น
เราไม่ได้ซื้ออะไรเลย เด็กก็จะพยายามขาย ขาย ขาย
แต่ที่น่าสนใจเด็กพวกนี้ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ภาษาไทยก็พูดได้
คงเพราะว่าต้องเจอกับนักท่องเที่ยวทุกวัน
การขายของของเด็กๆ นั้น ไม่ได้เเบบจะขายให้ได้เบบเอาเป็นเอาตาย
เพราะว่าเราคุยกะแม่ค้าสาวน้อยชาวกัมพูชา...
คุยไปคุยมาเธอก็ให้กำไลอันเล็กๆ มาหนึ่งอันบอกว่าให้เราเป็นที่ระลึก
เราไม่อะไรนอกจากช๊อกโกแลต...เลยแลกของกันไป



เช้าวันรุ่งขึ้นเรามาที่ ปราสาทตาพรหม



ปราสาทตาพรหม ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729
เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ในสมัยแรกนั้น ปราสาทนี้เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ
แต่ต่อมาถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดู
รูปสลักของพระพุทธรูปจึงถูกทำลายและปรับเปลี่ยนไป



เด็กหนุ่มที่คอยถ่ายรูปนักท่องเที่ยว
แล้วเค้าจะเอาไปอัดมาขายเราถ้าเราไปตกลงให้เค้าถ่ายภาพให้ตกรูปละ 20 บาท
พี่ที่ไปด้วยกันบอกว่าเดี๋ยวขอถ่ายคุณน้องบ้างแล้วพี่จะขอเก็บเงิน..



คุณพี่ท่านนี้แกขายเครื่องดนตรีที่เหลาจากไม้ไผ่...
น่าสนใจทีเดียว เสียเเต่ว่าแกคงเป่าสินค้าแกเองทุกอันแล้ว
เราไม่รู้ว่าถ้าซื้อมาเเล้วต้องเป่าต่อพี่แก...มันจะเป็นอย่างไร



ธรรมดาการชมปราสาทต้องเดินเข้าทางทิศตะวันออก
แล้วเดินเลาะทะลุมาประตูทางทิศตะวันตก
เนื่องจากรถมันคันใหญ่หรือไงนี่ เค้าเลยไม่ให้เค้าทางด้านตะวันออก
เราเลยต้องเดินเข้าทางตะวันตกและออกทางเดิม...
เดินแบบประตูผีโดยแท้...



เดินๆเข้ามาก็เจอ...งานศิลปะตากเเดดอยู่..
วันนี้อากาศชื้น...ถ้าไม่เอาออกมาผึ่งสงสัยแห้งไม่ทันเเน่ๆ
นี่มันเป็นเรื่องสากลนะนี่...เพราะเราก็ยังทำ



คุณน้องนั่งวาดภาพขายเป็นของที่ระลึก...
เห็นจานสีน้องเค้าไหม...แบบว่ามันต้องนับทศวรรษได้ทีเดียว
ใช้อยู่สามสี่สี...ไม่คิดมาก...ออกมาเป็นภาพสวยงามได้



กองซากปรักหักพังมีให้อยู่ทั่วไปตามแบบฉบับสถานที่โบร่ำโบราณแบบนี้
...เค้าว่าที่มันพังแบบนี้เพราะโดนทั้งคนขุดหาสมบัติ เเละทั้งโดนกาลเวลาพรากไป
เรียกว่าคนเรานี้ร่วมด้วยช่วยทำลาย...ไม่เชิญก็ช่วยว่างั้น



ช่วงนี้มอสขึ้นสวยเชียว ดูเขียวๆ ขลังๆ



ต้นสะปง หรือที่คนไทยเรียกว่า ต้นสำโรง เป็นไม้ใหญ่ที่เติบโต
แผ่รากคลุมไปทั่วตัวปราสาท บ้างก็ดูเหมือนงูใหญ่ที่เลื้อยพันรอบปราสาท
จินตนาการไปในสมัยก่อน ที่นี่คงดูน่ากลัวกว่านี้เป็นแน่
เพราะทั้งต้นไม้ ทั้งสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ และซากปราสาทโบราณเป็นร้อยปี
คงเหมือนฉากหนังเเฟนตาซีจำพวกเจาะอดีตทะลุจักรวาลเลยทีเดียว







เนื่องจากพอเปลี่ยนจากศาสนาพุทธไปเป็นฮินดู...
เรื่องราวของพุทธประวัติที่สลักไว้บนก้อนหินก็ถูกทำลายไปด้วย
แต่ก็ยังมีร่องรอยที่หลงเหลือให้เห็นบ้าง



ระเบียงคดในปราสาทตาพรหม ยามแดดส่อง
แสงสวยมากสะท้อนสีของก้อนหินออกมาเป็นสีน้ำตาลเรื่อๆ





ลูกมะหวดกับหน้าต่างหลอกของปราสาท
ลูกมะหวดนี้คงเป็นต้นตะกูลพวกลูกกรงในปัจจุบัน



พื้นที่ของเมืองโบราณแห่งนี้กว้างหลายตารางกิโลเมตร
มีปราสาทน้อยใหญ่เป็นร้อยองค์
ถ้านับอาณาจักรขอมโบราณนั้นกินอาณาเขตเข้ามาถึงเมืองไทย
สปป.ลาว และเวียดนามบางส่วน ซึ่งกว้างใหญ่จริงๆ



..เด็กน้อยในปราสาท...



ปล.ขอบคุณที่เเวะมาเยี่ยมเหมือนเช่นเคยค่ะ
เหลืออีกสองตอนกับการเดินทางไปชม นครวัด นครธม
อดีตที่ยิ่งใหญ่อาจไม่น่าพิศมัยเท่าปัจจุบันที่ยิ่งใหญ่
แต่เราก็เรียนรู้อดีตเป็นบทเรียนเสมอมา...




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2553    
Last Update : 28 มิถุนายน 2554 2:10:00 น.
Counter : 1166 Pageviews.  

ความสุข ณ ริมแม่น้ำปัตตานี....ที่ยะลา

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่เราและพี่ๆ
ได้ลงมาเก็บภาพและบรรยากาศ เพื่อเอามาทำภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็ก
ที่นำเสนอเรื่องราวของขนมและของเล่นของภาคใต้
โดยเน้นสามจังหวัดชายเเดนภาคใต้เป็นพื้นที่หลัก



สายฝนรอต้อนรับเราที่หาดใหญ่...
พวกเราพากันนั่งรถตู้จากหาดใหญ่เพื่อเข้าสู่ตัวเมืองยะลา
มาคราวนี้อยู่แค่สามวันที่จังหวัดยะลา
มีเวลาทำงานหนึ่งวัน....



พวกเรานัดเเนะพากันไปชุมชนบ้านร่มอีกครั้ง...
เวลาที่ไปก็ราวๆ เที่ยง ซู(คือเเม่ครัวใหญ่ใจดีของงานนี้)
ได้เตรียมอาหารไว้เลี้ยงชาวชุมชนเนื่องจากใกล้วันถือบวช
ทางชุมชนจะมีการจัดอาหารเลี้ยงกัน...เราสามคนก็พลอยได้ลาภปากไปด้วย



ขนมจีนนานาน้ำยาและน้ำพริก...
ผักเเนมอร่อยมาก...เราชิมทุกอย่างเลย..โฮ๊ะๆๆๆ



พี่เเต้วซื้อของมาฝากผู้มีอุปการะคุณ...
(รูปชัดก็มี...แต่ชอบรูปนี้)



คุณป้ากำลังรีดใบกะพ้อเพื่อเอามาห่อข้าวเหนียว
แล้วเอาไปนึ่งเพื่อ เอาไปทำบุญที่วัด....
เป็นบ้านที่ขอนั่งรอเด็กๆ



ระหว่างที่รอเเม่ครัวมาทำขนมให้ชมและชิม
เราก็ตามเด็กเจ้าของบ้านไปเที่ยว...



เตรียมอาวุธให้พร้อม...สายตาจับจ้อง



แล้วเอามันลงมา...เจ้าเงาะน้อย



รังมดเเดงแฝงลูกเงาะ....



ตอนที่นั่งรอเด็กๆอยู่นั้น...เด็กชายคนหนึ่ง
เห็นพวกเรานั่งรอ...ถึงกับดีใจมาก
รีบตะโกนบอกเพื่อนว่า..."มากันแล้ว มากันเเล้ว"
เราได้รู้ว่าคืนก่อนที่เราจะมา
เด็กๆและครูดำ(ซึ่งเป็นคนสำคัญที่ทำให้งานครั้งนี้ของพวกเราประสบความสำเร็จ)
ต่างช่วยกันเตรียมของเล่นมาให้เราถ่ายรูปเพื่อเอามาทำงาน



วูวูเซล่าเมืองยะลา...เป่าดีและดังจริงๆ





แล้วก็มีโชว์เล่นลูกข่าง...เดือนที่เเล้วลงมา
ยังไม่เก่งเท่านี้...วันที่ไปถ่ายรูปน้องๆ เล่นกันมืออาชีพมาก
ได้ยินว่าเด็กจากอีกหมู่บ้านถึงกับสั่งทำ...



หมากขุม...เกมทางคณิตศาสตร์
ใครคำนวนเก่งๆ คงสามารถกำหนดจังหวะการหยอดเอาลูกแก้วได้
จำได้สมัยเรียนมหาลัย...เคยได้เล่น...วันนี้เลือนรางเต็มที



เด็กอนุบาลสามสาธิตการจัดการทุเรียน...



เด็กๆ ช่วยกันก่อไฟเตรียมให้แม่ครัวของเรามาทำขนมพื้นบ้านให้ชิมกัน



และแล้วความสนุกก็เริ่มต้นขึ้น...
แม่ครัวใหญ่ใจดี(มากๆ)มาถึงแล้ว...
ขนมที่ทำในวันนั้นมี ขนมดอกไม้ ขนมผึ้งเกาะ(มาดูฆาตง) ขนมจมูกบี้



ซู แม่ครัวของเรา...ใจดีมากมาย
บอกพวกเราว่า...เราทั้งหมดเป็นญาติกันเเล้ว...



มะหวา ผู้รอบรู้และช่วยจัดการสิ่งต่างๆ ให้พวกเรา
ทั้งยังจะเอื้อเฟื้อที่พักให้เราด้วย...
หวังว่าคราวหน้าคงได้ไปพักที่บ้านมะหวา...



เด็กเล่นรอขนม....



...ดูน้องอัสลานของเราเสียก่อน
เท่มากๆ...เห็นเเล้วนึกถึง เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่
หล่อแล้วยังประดิษฐ์ของเล่นเก่งมาก...



ผู้คนมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้รับการเชิญ
และชวนให้มาช่วยกันทำขนมและกินขนม
ทุกคนสนุกและเต็มที่กันมาก...หลายคนนอกจากพวกเราสามคนเเล้ว
เป็นครั้งเเรกที่ได้กินขนมโบราณเหล่านี้...



ขนมดอกไม้ เป็นแป้งชุบไข่ทอดแล้วราดน้ำเชื่อม...
ทานร้อนๆ หอมๆ กรอบนอกนุ่มใน...



ไม่รู้จะขอบคุณความเมตตาที่ได้รับอย่างไร
ที่สำคัญทุกคนมีความสุขมาก...





ขนมผึ้งเกาะ(มาดูฆาตง)



เป็นขนมที่เด็กๆชอบกันมากมาย
เพราะได้ถือไม้เเทะ...แป้งที่ถูกย่างด้วยถ่าน
ทำให้กลิ่นขนมหอมและมีความมันจากมะพร้าวที่ทำให้
รสชาตินุ่มนวลมากๆ





คนนี้ได้ขนมจมูกบี้ด้วย...เเป้งแบนๆ กับน้ำเชื่อมใส่มะพร้าวและขนุน
พอทำขนมเสร็จก็มีการตักเเจกจ่ายคนที่มาและเด็กๆ
รวมทั้งตักเเจกจ่ายไปตามบ้านต่างๆ ซึ่งมีคนแก่คนเฒ่า
เพราะขนมเหล่านี้ ในปัจจุบันเขาไม่ค่อยได้ทำกันเเล้ว
และขนมบางอย่างคนแก่ชื่นชอบด้วยว่านิ่ม และมีรสหวาน



คนเก็บค่าไฟตามมาเก็บค่าไฟตรงที่พวกเราทำขนมกัน...
เลยได้กินขนมไปด้วย...สนุกจริงสนุกจัง...



น่ารักมากมาย...



ครูดำสาธิตการเล่นของเล่นที่ประดิษฐ์จากเมล็ดทุเรียน
การที่ชุมชนสามารถรวมตัวได้อย่างนี้...
ครูดำท่านนี้เป็นเรียวเเรงสำคัญที่ทำให้ชุมชนนี้น่ารักอย่างที่เห็น....
หวังว่าหากมีโอกาส จะนำเอาเรื่องราวของครูดำมาเล่าให้ฟังกัน



"ความสุข" เป็นคำที่นามธรรมมากๆ
ความสุขของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน...
สุขของคนหนึ่ง อาจเป็นทุกข์ของอีกคน...
ในทางกลับกันทุกข์ของอีกคน อาจเป็นสุขของอีกคน....
"สุข" "ทุกข์" นั้นไม่อาจกำหนดแน่ชัดได้....



ณ ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้...ในดินแดนที่ได้รับการรับรองว่าอันตราย
เราพบว่ามันมี "ความสุข" และมี "ความสงบ" ด้วย
ภาพถ่ายที่เราเก็บมานี้ เป็นเพียงมุมมองจากคนคนหนึ่ง...
ที่มาจากเมืองใหญ่...ที่มีทุกอย่างเท่าที่เมืองใหญ่เมืองหนึ่งจะมีได้....




เก็บภาพเหล่าได้ ขณะเดินเล่นเลาะริมแม่น้ำ...









ปล.ขอให้ทุกท่านที่มาเยี่ยมเยียนพบความสุข สงบ สันติ ในใจค่ะ




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2553    
Last Update : 6 สิงหาคม 2553 10:38:15 น.
Counter : 1676 Pageviews.  

ณ ปลายสยามประเทศ



เคยมีคนทักเวลาเราเขียนบล๊อกที่เกี่ยวกับการเดินทาง....
ว่าไม่เห็นไปทางภาคใต้เลย จริงๆเราเองก็ไปเที่ยวทางใต้เหมือนกันนะ
แต่บางครั้งไม่ได้เอากล้องไป...แบบว่าอยากไปพักจริงๆ ไม่ทำอะไรเลย
แต่ทริปนี้ไปทำงาน...ลงไปถึงจังหวัดแถบใต้สุดของไทย...
คือ จังหวัดปัตตานี และยะลา



คืนแรกโรงแรมในยะลาเต็มเลยได้มานอนที่ปัตตานี
ไหนๆ ก็มาแล้วเหมารถเที่ยวแล้วกัน มาถึงปัตตานีก็ต้องมาที่มัสยิดกลาง
วันที่ไปมีเด็กๆ เต็มไปหมด ท้องฟ้าครึ้มๆ รูปเลยดูมืดๆ
ปัตตานีเป็นจังหวัดที่มีศาสนสถานของศาสนาอิสลามมากที่สุดในประเทศ



มัสยิดกลางปัตตานีมีความสวยงามมาก เราสามารถเดินดูบริเวณโดยรอบได้
ถ้าไปวันศุกร์ซึ่งเป็นวันละหมาดใหญ่ประจำสัปดาห์
จะไม่สามารถเข้าไปเดินบริเวณรอบๆ ได้



จากนั้นก็มาที่ศาลเจ้าเล่งจูเกียง
ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานรูปสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ที่สลักขึ้นจากกิ่งต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ได้ผูกคอตาย...



เนื่องจากเเถวนี้ไม่ค่อยปลอดภัย...ไปไหนมาไหนมืดๆคงไม่เหมาะ
เราเลยแวะตลาดสดในตัวเมืองหาขนมกินเล่น
แต่ก็ยังได้เดินในตลาดตอนเย็นหาข้าวเย็นกินกัน...
ในตลาดตอนเย็นผู้คนคึกคัก ต่างพากันจับจ่ายซื้อข้าวของกลับไปบ้าน



เรานอนที่ปัตตานีเพียงคืนเดียว...
เช้าวันรุ่งขึ้นก็มาที่ยะลา...
ท้องฟ้านี้เป็นเช้าวันใดวันหนึ่งที่ยะลา..แต่จำไม่ได้เเล้ว
เพราะนอนที่ยะลาสามสี่วัน...



ท้องฟ้าที่ไหนก็งามไม่ต่างกัน....



เนื่องจากพักหลังเก็บภาพท้องฟ้าบ่อยๆ....
ทำให้รู้สึกว่า...สถานที่ที่สงบอย่างแท้จริง...
อยู่ข้างบนนี่เอง...



แถวนี้เค้าเลี้ยงนกนางแอ่น...แบบปลูกตึกให้อยู่กันเลย
ที่เห็นเป็นริ้วดำๆ คือ นกนางเเอ่นบินว่อนเต็มท้องฟ้า



กิจกรรมยามเช้า..หรือจะเรียกให้ถูกคือ งานที่ต้องทำของเรา
ก็คือการออกไปเดินเก็บภาพและบรรยากาศในตลาดเช้า
ไปดูของกินที่เค้าทำขาย ขนมพื้นบ้านของยะลา
เรียกว่างานนี้...เดินระวังไปชิมไปกันเลยทีเดียว...



ดอกดาหลาสีสดใส...คนที่นี่เค้าเอามาใส่ข้าวยำ
และเอาไปทำขนมด้วย...ถ้าไม่นับเรื่องที่เราก็รู้ๆกัน
เมืองยะลานี่น่าจะติดอันดับเมืองน่าอยู่ได้เลย
ผู้คนใจดีมากๆเลยนะ...เขาดีใจที่คนที่อื่นมาเที่ยวบ้านเค้ากัน



แม่ค้าใจดีมากๆ เขาอนุญาตให้ถ่ายภาพ...
คือการที่เราจะยกกล้องกดรูปสักรูปในที่ชุมชนนี่
เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันลำบากจริงๆ
คงเพราะว่าสถานการณ์ที่นี่มันอ่อนไหวมากๆ
แต่ว่าจะถ่ายรูปอะไรก็ขอเค้าหมดนะ...
เพื่อความปลอดภัยและเป็นมารยาทด้วย



ข้าวยำของที่นี่...ใส่หมี่ผัดด้วย สนนราคาจานละสิบบาท



จานนี้อร่อยเป็นมัสมั่นเนื้อกินกับข้าวเหนียวมูนที่มีรสหวานมันน้อยๆ



ขนมเจาะหู...ขนมสำหรับงานบุญ
เอามาลงเพราะเเสงสวยดี...แต่ไม่อร่อยอ่ะ



ไอติมร้านคิงส์...ในตลาดเมืองยะลา
เด็ดที่เครื่องโรยหน้านี่เเหละ
มีขนมสลิ่มอีกด้วย...อร่อยอีกเช่นกัน
เจ้าของร้านเล่าว่าเปิดขายมาห้าสิบปีเเล้ว...



ป้ายร้านสวยมาก...แต่เขาเลิกกิจการไปแล้ว
เจ้าของร้านเปลี่ยนมาขายล๊อตเตอรี่แทน...
เล่าให้ฟังว่า...ป้ายนี้สั่งทำมาจากกรุงเทพ..



สงสัยว่าเป็นโรงหนัง...ไม่น่าเชื่ออยู่ยะลาไม่ไหม้
แต่อยู่กรุงเทพกลับโดนเผา...



อาคารพาณิชย์ที่ยังมีให้เห็นในตลาด สีสันสวยดี...



หลอนดีเนอะ...



พี่ท่านนี้แกเป็น อสม.หรือ ทหารไม่รู้...
เรากำลังเล็งถ่ายรูปอยู่...แกขับรถผ่านมา
แล้วก็ตะโกนว่าถ่ายรูปผมด้วย...อารมณ์ดีจริงๆ



ตอนเรามายะลาโดยเดินทางด้วยรถไฟจากหาดใหญ่...
แบบว่าเป็นการโดยสารรถไฟที่ตื่นเต้นที่สุด...
ขบวนนี้มาจากสุไหงโก-ลก เด็กๆโบกมือกันใหญ่
คนขับก็โบกมือให้เราด้วย...





ดอกไม้ริมทางรถไฟ...เป็นดอกหญ้ากลุ่มใหญ่
เราก้มๆเงยๆ กับพี่ที่ไปด้วยกันเก็บรูป
จนมีคุณน่้าคนหนึ่งวนรถมาถามว่า...
เรียนถ่ายรูปมาจากไหน...ตอนเเรกเราก็ตกใจ...
แท้จริงคุณน่้าท่านนี้อยากเรียนถ่ายรูป...





ธรรมชาติงดงามเสมอ...
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน...ธรรมชาติไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง





สถานการณ์ความรุนแรงไม่ส่งผลต่อความงามของดอกไม้แต่อย่างใด



เราได้ไปชุมชนบ้านร่มเพื่อไปเก็บภาพเด็กๆ ในชุมชนเอามาวาดภาพ...
ชุมชนนี้นี้ตั้งอยู่ริมฝั่งเเม่น้ำปัตตานี...บริเวณนี้สงบร่มรื่นมากๆ





เเค่เห็นเด็กๆ กระโดดน้ำเราก็อิจฉามากมาย...




เรารู้สึกดีมากที่ได้ลงไปทำงานที่ยะลา...
ตลอดการเดินทางมีแต่คำถามว่า...ไม่กลัวหรือ...
เราก็คนธรรมดามีหรือจะไม่รักตัวกลัวตาย...
แต่เราก็รู้สึกเมื่อได้ไปเห็นว่า...ในที่ที่มีความกลัวนั้น
มันมีสิ่งดีๆ มากมาย มีน้ำใจ มีกำลังใจ และมีความหวัง....



ปล.บล๊อกนี้เขียนยาวมาก เราไปใต้มาหนึ่งสัปดาห์ได้...
จริงๆ มีเรื่องราวมากมายและความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้น...
แต่คงดองบล๊อกอีกพักใหญ่...ก็เลยอัดทีเดียว..
อย่างไรก็ขอขอบคุณที่เเวะมาเยี่ยมกันค่ะ....




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2553 21:00:41 น.
Counter : 1708 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

กาแฟดำไม่เผ็ด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]




ภาพและข้อเขียนที่ปรากฏในเวปไซด์ แห่งนี้เป็นของ
กาแฟดำไม่เผ็ดแต่ผู้เดียว ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นได้รับ
การคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ห้ามทำการแอบอ้างใช้ ดัดแปลง หรือ กระทำการใดๆ
เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของผลงานโดยเด็ดขาด

**ขอช่วยงดการ copyภาพจากBlog
ของกาแฟดำไม่เผ็ดนะคะ**

Coffeespoon Blog
I'm Illustrator all day and all night.


All photographs & illustrations © Nuntawan Wata unless otherwise stated, and may not be used in any manner without permission.
-------------------------------------------------------
Instagram
New Comments
Friends' blogs
[Add กาแฟดำไม่เผ็ด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.