coffeelover
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วิสัญญีแพทย์แม่ลูกหนึ่ง ที่พยายามทำหน้าที่ทั้ง "หมอ" และ "แม่" ที่ดีในเวลาเดียวกัน

รักการอ่าน ถ่ายภาพ และท่องเที่ยว และกำลังเริ่มจะรักการเขียนจากการเขียน blog นี่ล่ะ


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add coffeelover's blog to your web]
Links
 

 

วันเกิด ด.ญ. พราว..สองขวบแล้วจ้า

16 พฤษภาคม 2554

วันเกิด ด.ญ. พราวจอมแก่น..ครบสองขวบแล้วค่า
รู้สึกเหมือนหนูเพิ่งอยู่ในพุงแม่ เพิ่งร้องแว้กๆ ออกมาลืมตาดูโลก...เผลอแป๊ปเดียวสองปีแล้ว
หลักฐานที่บ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไป และพลังชีวิตมากมายที่ใช้ในการเลี้ยงเด็กหนึ่งคน
ก็รอยตีนกาที่หางตาแม่นี่ไง เหอ เหอ ตั้งแต่มีหนู..พากันมาอยู่เพียบเลย

พราวได้มีโอกาสเป่าเทียนวันเกิดตั้งสองรอบแน่ะ
รอบแรกตอนเที่ยงที่โรงเรียนของหนู..กับเพื่อนๆ ชั้นเพนกวิน
แม่ ปะป๊า คุณยายและป้าวะ ไปถึงโรงเรียนตอน 11 โมงครึ่ง..แล้วก็แอบอยู่ในห้องเรียน
รอจนเด็กๆ ทานข้าวเสร็จ ก็โผล่ออกมาพร้อมกับเสียงเพลง Happy Birthday และเค้กวันเกิด

ในจินตนาการ..ด.ญ. พราวยิ้มกว้าง ตาโตด้วยความตื่นเต้น ร้องเพลงเสียงดัง เป่าเทียนดังฟู่
ส่วนในความเป็นจริง...คุณเธอมึนได้อีก (เหมือนปีก่อนเลยลูก) 555



แม่สั่งเค้กเป็น Barney สุดโปรด...มาดูวาระสุดท้ายของเจ้าไดโนเสาร์สีม่วงกัน...




ถ่ายรูปกับคุณยายและแม่...เอ่อ พราวยังไม่หายงงเลยจ้ะ ทำหน้้ามึนได้อีกลูก


ตอนเย็นฉลองกันอีกรอบที่บ้าน
พราวเลือกชุดสวยเอง...จริงๆ ขอแม่ใส่ชุดนี้อยู่บ้านหลายครั้งแล้ว (เอ่อ..อลังการไปนิดมั้ยลูก)

ยอมใส่หมวกแถมยังโพสต์ท่าให้ถ่ายรูปอีก อารมณ์ดีสุดๆ เลย




เค้กตอนเย็นแม่ส่ังเป็นรูปเอลโม่..อีกหนึ่งเพื่อนรักของพราว

รอบนี้พราวร้องเพลงและเป่าเทียนสนุกสนานเฮฮา (แม่ค่อยหายเสียดายค่าเค้กหน่อย)

คุณตาคุณยาย น้าแพน ฝากของขวัญไว้ให้ อากงอาม่าซื้อขนมให้อีกกล่องใหญ่

ของขวัญจากปะป๊าและแม่ซื้อไว้นาน..ตั้งแต่เราอยู่อเมริกา เอาลงเรือกลับมาแล้วแอบพราวไว้

ตั้งใจจะให้ในวันเกิดนี่ล่ะ ดีใจที่ลูกชอบ เล่นจนเพลินไม่ยอมเข้านอนเลย






ในวันเกิดพราว แม่ขอให้พรอันประเสริฐที่อากงอาม่า คุณตาคุณยาย และคนรอบข้างที่ปรารถนาดีต่อหนูมาตลอด

ขอให้พรทั้งหลายจงอยู่กับตัวหนูเสมอไป

รักหนูเสมอ (ไม่ว่าวันเกิดหรือวันไหนๆ)

แม่





 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2554 21:11:30 น.
Counter : 520 Pageviews.  

((Once upon a time)) Baby Portrait สตูดิโอในดวงใจ

แม่เป็นคนชอบถ่ายรูป...ที่ชอบเพราะรู้สึกว่ารูปๆ หนึ่งสามารถแทนถ้อยคำได้มากมาย ..รูปๆ หนึ่งแม้ว่าจะไม่สวยงามแต่บางครั้งก็มีคุณค่าและเต็มไปด้วยความทรงจำ... ตอนที่แม่ท้อง ปะป๊าถ่ายรูปแม่ไว้เยอะมากด้วยเหตุผลที่ว่า รูปร่างตลกๆ แบบนี้ คงจะมีแค่ครั้งเดียว..ปะป๊าลงทุนถึงขั้นจ้างช่างภาพมาเก็บภาพ maternity portriat ที่บ้านกันเลยทีเดียว..(ไว้จะมาเขียนบล๊อกเรื่องนี้วันหลังนะลูก)


ก่อนพราวเกิด แม่ตั้งใจว่าจะถ่ายรูปลูกให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ แม่กลับมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดที่เรียกว่า Baby Blue วันๆ เอาแต่ร้องไห้ เศร้า ทานข้าวไม่ลง..จะเอาอารมณ์ไหนมาถ่ายรูปล่ะ โชคดีที่อาการเป็นอยู่ไม่นาน..แม่ก็กลับมาหลั่นล้าอย่างเดิม เริ่มถ่ายรูปลูกทุกวันๆ จนปะป๊าต้องซื้อ external hard disk มาเก็บสำรองไว้อีกที่หนึ่ง...แต่จนแล้วจนรอด แม่ก็ยังไม่พอใจกับรูปถ่ายฝีมือตัวเอง..อยากพาลูกไปถ่ายรูปสตูดิโอสวยๆ เก็บไว้อยู่ดีSmiley 


แต่สตูดิโอไหนถึงจะตอบโจทย์ในใจเราได้ โจทย์ที่ว่าคือ 1.ฝีืมือดี (อันนี้แน่นอน ไม่งั้นแม่ถ่ายเองอยู่บ้านก็ได้) 2. ลูกยังเล็กมาก แป๊ปเดียวก็ต้องกินๆ นอนๆ เราอยากได้ช่างภาพที่เข้าใจและให้เวลากับเราพอสมควร ไม่เร่งรัด 3. สถานที่สะอาด ไม่แออัด ไม่ใช่ไปถึงมีเด็กสิบคนอยู่ที่นั่น แบบนี้ไม่เอา 4. ราคาสมเหตุสมผล จ่ายครั้งเดียว ไม่ต้องมาตามจ่ายกับการอัดรูป ขยายรูปกันอีก...แม่ใช้เวลาหาข้อมูลอยู่หนึ่งวัน (เอง) สุดท้ายลงตัวที่สตูดิโอของป้าแป้ง + ลุงดนพ


พอถึงวันจริงที่พาลูกไปถ่ายรูป นอกจากที่นี่จะผ่านเงื่อนไขที่แม่ต้ังมาทั้งหมด แม่ยังประทับใจกับสถานที่สะอาด โอ่โถง แต่ให้ความอบอุ่นเหมือนบ้าน (ก็เป็นโฮมสตูดิโอนี่นา) มีสวนสวยๆ มองแล้วสบายตา ที่สำคัญคืออัธยาศัยไมตรีที่ป้าแป้งและลุงดนพมีให้ ความเข้าใจในฐานะคนเป็นพ่อแม่เหมือนกัน และสุดท้ายคือความจริงใจ ที่เป็นบ่อเกิดของมิตรภาพดีๆ จนถึงทุกวันนี้


ขอบคุณพี่แป้งและพี่ดนพ แห่ง KDSherbet อีกครั้ง..อีกไม่นานเราจะได้พบกันแน่ๆ ค่ะ


 


 




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 22:08:08 น.
Counter : 310 Pageviews.  

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก...พราว 15 เดือนแล้ว



บันทึกพัฒนาการ ด.ญ. พราว อายุ 15 เดือน

(เวลาผ่านไปเร็วมากๆ แม่ขอบันทึกทีเดียว 3 เดือนรวดละกันนะลูก) Smiley
 

น้ำหนัก 10 กิโลกรัม สูง 79 เซนติเมตร

เทียบแล้วน้ำหนักอยู่ระหว่าง 25-50 เปอร์เซนต์ไทล์ ส่วนสูงอยู่ที่ 75 เปอร์เซนต์ไทล์

นั่นก็คือ พราวเป็นเด็กผอม Smiley

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ปะป๊ากับแม่จะเคยพาเด็กผอมๆ คนนี้ ไปพบหมอตอนอายุ 3 เดือนเพราะกลัวลูกอ้วน!!!

(พ่อแม่มือใหม่ก็นอยด์ไปทุกเรื่องล่ะ)

 

กิจวัตรประจำวัน

ตื่นนอนราวๆ แปดโมงครึ่งถึงเก้าโมง ทานอาหารเช้าพวกซีเรียลและนม 4-6 ออนซ์

10.00 น. ทานอาหารว่าง พราวทานกล้วยหอมทองลูกโตๆ ได้หมดลูกเลย

11.30 น. ทานข้าวเที่ยง ถ้าเป็นข้าวต้มทานได้หนึ่งชามผู้ใหญ่ ข้าวสวยได้น้อยกว่านั้นหน่อย + แกงจืด

นอนกลางวันหนึ่งรอบ 1-2 ชั่วโมง

16.00 น. ทานอาหารว่าง ถ้าไม่เป็นผลไม้ก็โยเกิร์ต

อาหารเย็นตอนหกโมงเย็น จากนั้นก็กินขนมสำหรับเด็กๆ หรือไม่ก็แจมทานข้าวกับแม่ไปเรื่อย

สองทุ่ม นม 4-6 ออนซ์  เข้านอนสามทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่ม

 

ความรู้สึกแม่..พราวก็ทานได้เก่งและเยอะแถมไม่ค่อยเรื่องมาก คุณยายทำอะไรก็ทานได้ ของโปรดคือทูน่า ไข่เจียว ปลาทอด ซุปไก่

แต่อาจจะเพราะทานนมน้อย และไขมันในอาหารก็ไม่มากนัก พราวเลยน้ำหนักไม่ค่อยขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

เรื่องที่แม่ดีใจคือ พราวเลิกขวดนมเองแล้วตั้งแต่อายุ 14 เดือน (ต่อไปนี้ไปเที่ยวก็ง่ายขึ้นเยอะ)Smiley

 

พัฒนาการด้านร่างกาย

ปล่อยมือเดินได้เมื่ออายุขวบกับสามสัปดาห์ ผ่านไปอีกสองสัปดาห์ก็เดินได้คล่อง

ต้นเดือนนี้ (สิงหาคม 2553) พราวเริ่มวิ่งเวลาตื่นเต้นหรือจะไปดูไปเอาอะไร ล้มบ้างตามประสา เดินถอยหลังได้

หยิบจับสิ่งของเล็กๆ ได้คล่องมาก เศษกระดาษเล็กๆ ตกอยู่พื้นสามารถหยิบได้

หยอดบล๊อกตามแม่บอกได้แต่ยังไม่คล่อง ถือของในมือ 2-3 ชิ้นได้ ดึงและติด magnet เข้าที่ได้

ชอบคว่ำกล่องหรือเทของในกล่องมากองที่พื้นให้แม่เก็บ (เหนื่อยนะเนี่ย)Smiley

ปีนขึ้นและลงบันไดได้ 

 

พัฒนาการด้านอารมณ์

เริ่มมีลักษณะเรียกร้องความสนใจและต้องการเวลาจากพ่อแม่มากขึ้น

แต่แม่ก็พยายามหัดให้พราวได้เล่นคนเดียวบ้าง โดยแม่นั่งอ่านหนังสือหรือดูอยู่ใกล้ๆ

แสดงอาการปฏิเสธ ด้วยการวิ่งหนี หรือโบกมือ

รู้จักอ่านอารมณ์ของพ่อแม่ได้ รู้ว่าตอนนี้แม่โกรธ..ในขณะเดียวก็ก็เริ่มแสดงอาการดื้อ ไม่เชื่อฟัง

รู้จักเห็นอกเห็นใจ สงสาร เช่นถ้าบอกว่าแม่เจ็บก็จะมาซบหรือจูจุ๊บตรงที่แม่เจ็บ

ไม่กลัวคนแปลกหน้าแล้ว..พาไปพักบ้านญาติ แรกๆ ก็เขิน ผ่านไปชั่วโมงนึงวิ่งเล่นกับพี่ๆ สนุกไป

ที่แปลกคือกลับมาติดแม่เป็นลูกลิงอีกครั้ง...ถ้าไม่เห็นไม่เป็นไร แต่ถ้าแม่อยู่บ้าน..ชั้นไม่เอาใครทั้งน้านนนน

 

พัฒนาการด้านภาษา

ตอนหนึ่งขวบ พราวพูดได้แค่สองคำ คือ "แม่" กับ "ยาย"

สองสัปดาห์ถัดมา ลูกก็เรียก "ปะป๊า" ได้ และชัดเจนกว่าเรียกแม่และยายด้วยซ้ำ

ตอนนี้ลูกพูดได้หลายคำ แต่เป็นอังกฤษปนไทย

>>> go ป่ะ(ไป) หม่ำหม่ำ หมอ หมา moon yak (มาจากบัตรคำ) หมี bear ball มี่ (mummy)  บี้ (baby)  มากมาก เบาเบา เย็น ใหญ่ จริงจริง โป (ฮิปโป) อี๊ หยะ (ขยะ) ด้า (แพนด้า) ปู๊นปู๊น choo-choo ฉี่

เข้าใจคำสั่ง และคำสั่งห้าม

สามารถชึ้อวัยวะในร่างกายได้ ได้แก่ ผม คิ้ว ตา จมูก ปาก แก้ม หู คอ ฟัน คาง แขน ขา พุง ก้น เท้า มือ

ชอบให้แม่อ่านหนังสือให้ฟัง ชอบดูรูปภาพในนิตยสาร และยังคงฉีกหนังสืออยู่ (เฮ้อ..)

 

เมื่อลูกเล็กๆ เคยคิดไว้ว่าพอลูกโตขึ้น ทานข้าวได้เหมือนผู้ใหญ่ นอนยาวไม่ตื่นกลางดึก..พ่อแม่ก็คงหายเหนื่อย

แต่กลายเป็นหมือนกับมีสิ่งใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้ทุกวัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราจะรับมืออารมณ์ของลูกได้ดีแค่ไหน อย่างไร..

เราจะส่งเสริมศักยภาพที่มีในตัวลูกได้เต็มที่ไหม...ด้วยวิธีอะไร

เรียกว่ายิ่งลูกโต ยิ่งขึ้เกียจไม่ได้ Smiley (เหนื่อยกว่าเดิม..กลับไปเป็นเบบี๋เหอะลูก)

 

แต่ยังไงขอให้พราวรู้ไว้นะลูก ไม่ว่าจะเรื่องอะไร...ปะป๊าและแม่..เราพร้อมจะเหนื่อยเพื่อหนูเสมอ

ก็..รักลูกที่สุดนี่จ๊ะSmiley




Free TextEditor




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2553    
Last Update : 31 สิงหาคม 2553 22:32:52 น.
Counter : 227 Pageviews.  

รวมมิตร Gerber finger foods ขนมของหนู

ปะป๊ากับแม่เป็นคนช่างชิมทั้งคู่ สมัยยังไม่มีลูกร้านไหนว่าเด็ดว่าอร่อยเป็นต้องจัดแจงไปลองให้ได้ แม่ชอบชิมอาหารและกาแฟ ส่วนปะป๊านิยมเบเกอรี่ต่างๆ และขนมกรุบกรอบ พอพราวเริ่มนั่งได้ มือน้อยๆ ของลูกเริ่มหัดกำ จับ หยิบ เราเลยสรรหา finger foods มาให้หนูเต็มบ้าน อันไหนลูกปลื้มก็เก็บให้ลูกทาน อันไหนไม่ปลื้มก็พ่อแม่จัดการ


ตอนนี้หนู 14 เดือนแล้ว finger foods เริ่มไม่อร่อย (ก็คุณยายทำผลไม้และขนมอร่อยๆ ให้ลองเยอะแยะ) เลยถึงเวลาต้องสะสางตู้เสบียงของหนู เลยได้เห็นว่าหนูมีขนมหลากหลายชนิดมากๆ โดยเฉพาะยี่ห้อ Gerber



ตอนเล็กๆ หนูชอบ Gerber Graduates Puffs มากที่สุด หนูสามารถใช้นิ้วเล็กๆ หยิบใส่ปากได้เอง ขนมละลายในปากได้เร็วไม่ต้องกลัวสำลัก รสชาติหวานอ่อนๆ เพราะไม่มีการเติมน้ำตาล ที่สำคัญปริมาณเกลือโซเดียมเป็นศูนย์ ทำให้ปะป๊าหมดห่วงเรื่องไตจะทำงานหนัก



พอเห็นลูกชอบขนม เราเลยไปขนซื้อมาอีก Gradutes lil' crunchies นี่เป็นสุดโปรดจนถึงตอนนี้ เพราะหอมชีส เค็มๆ มันๆ แต่ปริมาณโซเดียมสูงและไม่มีวิตามินสักอย่าง เลยไม่ค่อยให้หนูทานบ่อยนัก ส่วน Wagon wheel หนูไม่ค่อยปลื้ม อาจจะเพราะเนื้อขนมแข็งกรอบ กัดค่อนข้างยาก แม่ต้องช่วยบิให้และรสชาติไม่เข้มข้น



p>อันที่แม่เชียร์สุดใจให้หนูทานเยอะ คือ Graduates Yogurt Melt ซึ่งเป็นการนำโยเกิร์ตมาผ่านกระบวนการทำให้แห้ง ออกมาเป็นเม็ดเล็กๆ เนื้อคล้ายขนมผิง รสชาติก็เหมือนโยเกิร์ตดีๆ นี่เอง เนื่องจากมีส่วนผสมของนม จึงมีแคลเซียมและโปรตีนด้วย แต่น่าเสียดายที่พราวไม่ค่อยชอบ




พอหนูพ้นขวบมา ฟันเริ่มเยอะ อาหารที่ทานก็เริ่มหยาบขึ้น แม่เลยต้องเปลี่ยนชนิดขนมเพื่อให้หนูได้ลองรสชาติใหม่ๆ ได้กัด เคี้ยว มากขึ้นด้วย



ขนมพวกนี้ก่อนจะให้หนูลองทาน ปะป๊ากับแม่มักจะชิมดูก่อนว่ารสชาติเป็นอย่างไร อร่อยมั้ย เพื่อที่จะได้ช่วยในการสังเกตว่าลูกชอบรสชาติแนวๆ ไหน ไม่ปลื้มแบบไหน วันหลังจะได้ไม่ซื้อมาเสียของ....แต่ล่าสุดขนมที่พราวชอบมากกลับไม่ใช่ขนมสำหรับเด็กเหล่านี้ แต่ลูกชอบ cereal ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ Cheerios หรือ Corn flake ...ซึ่งก็ดีเพราะคุณค่าทางอาหารมาก หาซื้อในเมืองไทยได้ง่าย และที่สำคัญ..ประหยัดตังค์ด้วยจ้ะ



Free TextEditor




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 22:06:34 น.
Counter : 1860 Pageviews.  

= = Say bye bye to Jumperoo = =

อีกสองเดือนเราก็ได้กลับเมืองไทยแล้ว ช่วงนี้แม่กับปะป๊าเลยต้องวางแผนจัดการข้าวของในบ้าน ของเล่นส่วนมากของน้องพราวจะถูกส่งลงเรือ อีกส่วนบริจาค


Jumperoo เป็นหนึ่งในของเล่นทั้งหลาย ที่ไม่มีตั๋วกลับเมืองไทย Smiley เหตุเพราะ หนึ่ง - น้องพราวไม่ค่อยสนใจเล่นแล้ว แถมยังโตเกินจะเล่นด้วย แม่ปรับระดับความสูงให้สูงที่สุด น้องพราวก็ยังขาลากพื้นอยู่ดี สอง - กินเนื้อที่มาก ทำให้ค่าขนส่งแพง และเหตุผลสุดท้ายคือ แม่กับปะป๊าไม่มีแผนที่จะมีน้องให้พราว จึงคิดว่าไม่ได้ประโยชน์ที่จะลงทุนส่งกลับ





ย้อนไปเมื่อตอนที่จะซื้อ Jumperoo ให้ลูก แม่ก็คิดหลายเรื่องหลายด้าน ทั้งเรื่องประโยชน์ ความคุ้มค่า และขนาด ตอนนั้นต้องตัดสินใจระหว่าง Jumperoo และ Around-we-go บังเอิญได้คุยกับเพื่อนที่เป็นหมอเด็กแม่ เลยได้ทราบว่า มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ศึกษาถึงของเล่นสุดฮิตสองอย่างนี้ด้วย


Jumperoo มีความเห็นแง่ลบจาก Children's Hospital of San Diego ว่า เด็กต้องอยู่ในท่าเขย่งเท้า ซึ่งไม่ใช่ท่าทางที่ส่งเสริมพัฒนาการในการเดิน เด็กที่อยู่ใน Jumperoo นานๆ อาจสูญเสียเวลา tummy time ที่จะได้หัดคืบ หัดคลาน ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหลังและลำตัวพัฒนาช้าลง แต่พอลองหาเพิ่มใน American Academy of Pediatrics ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ แม่ไม่เจอว่ามีความเห็นเรื่องนี้


Aroud-we-go - ไม่มีปัญหาด้านความปลอดภัย ความเห็นแง่ลบที่พบคือ เวลาที่เด็กอยู่ในของเล่น สะโพกจะถูกดึงให้กางออก เด็กจะเคลื่อนที่โดยการโน้มตัวไปด้านหน้า ซึ่งไม่ใช่ท่าหัดเดินปกติ ไม่ได้ทำให้เดินช้า แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เดินเร็ว


ข้อมูลเท่าที่มี ทั้งสองอย่างไม่มีรายงานเรื่องอันตราย ซึ่งต่างจาก walker...เท่านี้แม่ก็เบาใจ..มาตัดสินใจได้เด็ดขาด ตอนที่คุณยายบอกว่า อุ้มลูกขึ้นมาทีไร ลูกก็ทำท่าเขย่งเก็งกอยเหมือนอยากกระโดดทุกที เอ้า..อยากกระโดด งั้นจัด jumperoo ไปละกันSmiley


แม่ซื้อจาก Amazon มาในราคาเจ็ดสิบเหรียญ ถูกมากเมื่อเทียบกับราคาในเมืองไทย พราวชอบมากและกระโดดเป็นตั้งแต่วันแรกที่ประกอบเสร็จ อาจจะเพราะเพลงประกอบ Itsy bitsy Spider ทำนองมันคึกคักมากก็เป็นได้... แค่นี้แม่ก็ดีใจ ซื้อมาไม่ขาดทุนแล้ว...อีกอย่างที่เป็นสุดโปรดของพราว คือ นกแก้วและกบ พราวจะพยายามกระโดดๆๆ จับจนเหนื่อย หมดแรงเมื่อไหร่ค่อยชี้ๆ ขอให้แม่ปลดออกมาให้ ถือว่าพราวมีความพยายามเหมือนกันนะเนี่ย


ไม่รู้ว่าถ้าไม่มี jumperoo อีกต่อไป แล้วพราวจะคิดถึงของเล่นชิ้นนี้บ้างมั้ยนะ...



Free TextEditor




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 22:05:38 น.
Counter : 3820 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.