Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง
Group Blog
 
All Blogs
 
แพ้ยา ผลข้างเคียงของยา ???




“อาการข้างเคียงของยา”

เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้จากคุณสมบัติของยา และ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ใช้ยาชนิดนั้นๆ

แพทย์สามารถแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดอาการข้างเคียงอย่างไร และหาทางป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ เช่น ให้รับประทานยาหลังอาหารทันที เพื่อลดอาการข้างเคียงของยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เป็นต้น


"อาการแพ้ยา"

เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และ เกิดขึ้นกับบางคน แต่ ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นกับใครบ้าง

ในบางรายที่ไม่เคยแพ้ยา แม้ว่าจะเคยใช้ยาชนิดนั้นแล้วก็ตาม แต่เมื่อมีการใช้ยาชนิดนั้นในครั้งต่อไป ก็อาจเกิดการแพ้ขึ้นได้

ในผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยามาแล้ว เมื่อใช้ยาที่เคยแพ้อีก อาการแพ้ยาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นจนอาจเสียชีวิตได้ การแพ้ยาพบได้บ่อยในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดหนึ่งชนิดใดมาก่อน และคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ (เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน)


ลักษณะเด่นของการแพ้ยา

1. การแพ้ยาไม่ขึ้นกับขนาดยาที่ได้รับ เช่น ยาในปริมาณที่น้อยมาก อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ยาที่รุนแรงได้

2. การแพ้ยาสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ยาในทุกรูปแบบ เช่น ยากิน ยาฉีด ยาหยอดตา และยาทา

3. เมื่อหยุดยาที่แพ้ อาการที่แพ้นั้นจะหายไป แต่เมื่อใดที่ได้รับยาที่แพ้นั้นอีก จะปรากฏอาการที่แพ้ซ้ำ



การแพ้ยาแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ

1. การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด

อาการแพ้ยามีตั้งแต่ระดับน้อยๆ อาจเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษ ผื่นแดง ริมฝีปากบวม แผลริมฝีปาก หน้าบวม หนังตาบวม แต่ถ้าแพ้ยารุนแรงมากขึ้นอาจทำให้ ผิวหนังเปื่อยลอก ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเบาและเร็ว หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้

2. การแพ้แบบทิ้งช่วง

ร่างกายจะแสดงอาการ หลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน หรือ อาจนานเป็นอาทิตย์เป็นเดือน



การดูแลรักษาตนเอง

- ถ้าสงสัยว่าอาจจะแพ้ยา ให้หยุดยาทันที และรีบนำยาที่สงสัยนั้นกลับไปพบแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาว่ายาตัวไหนที่มีโอกาสเกิดแพ้ยาได้มากที่สุด แพทย์จะได้พิจารณาเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้ และ ให้ยาแก้แพ้

- ต้องจดจำชื่อยาที่แพ้นั้น ไม่ควรจำสี หรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซอง หรือฉลากที่ใช้ ต้องกลับไปขอชื่อยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น

- เมื่อทราบชื่อยาที่แพ้แล้ว ให้เขียนชื่อยาที่แพ้ไว้บนบัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรอื่นที่พกติดตัวตลอดเวลา หรือ สวมป้ายเตือนแบบสร้อยคอหรือแบบสร้อยข้อมือ บอกรายละเอียดว่าแพ้ยาอะไรบ้าง เผื่อประสบอุบัติเหตุ ไม่รู้สึกตัว สถานพยาบาลที่รักษา จะได้ทราบว่ามีประวัติแพ้ยาอะไร

- บอกให้แพทย์ หรือ เภสัชกร ทราบว่า แพ้ยาอะไรบ้าง ก่อนรับยาทุกครั้ง

- ที่สำคัญคือ ไม่ควร ใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ไม่ทราบว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วย ต้องใช้ยา ควรพบแพทย์ หรือ เภสัชกร จะดีที่สุด



การแพ้ยา ไม่ได้เป็นความผิดของใคร ...

แต่ถ้า แจ้งให้ทราบแล้วว่า แพ้ยาอะไรบ้าง .. แล้ว แพทย์ เภสัช หรือ ผู้จำหน่ายยา ยังให้ยานั้นซ้ำอีก .. แบบนี้สิ ผิดเต็ม ๆ



Create Date : 13 มิถุนายน 2551
Last Update : 26 มิถุนายน 2551 17:44:17 น. 9 comments
Counter : Pageviews.

 

ผมนำไปตั้งกระทู้ ในห้องสวนลุม .. มีหลายความเห็นน่าสนใจ เลยนำมาแปะไว้ด้วยเลย ..

เมื่อเกิด .... แพ้ยา หรือ มีผลข้างเคียงของยา ..... ใครผิด ????

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8897371/L8897371.html

เห็นข่าวในทีวี มีผู้ประกาศข่าวหญิง ช่องหลายสี พูดประมาณว่า " หมอควรระมัดระวังการให้ยามากกว่านี้ " ...

ฟังแล้วอึ้ง ... นี่ เธอ สรุป ไปแล้วว่า " หมอผิด " งั้นหรือ ???

ขนาดผู้ประกาศข่าว ที่น่าจะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง ยังเข้าใจแบบนี้ ... ก็คงโทษ ชาวบ้านทั่วไป ที่เข้าใจ แบบนั้น ไม่ได้ ...

เรื่อง แพ้ยา เกิดหลายครั้ง ออกสื่อก็เยอะ ฟ้องร้องก็มี .. แต่ กลับเป็นว่า " ส่วนหนึ่ง " ของ สื่อมวลชน ประชาชน ไม่ได้เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเลย ???




เรามาเรียนรู้เรื่องนี้ กันดีกว่า....

ผมเคยเขียนเรื่องนี้ ลงบล๊อกไว้นานแล้ว ... แต่คงไม่ค่อยมีใครได้เข้าไปอ่าน ( ไม่ฮา )

ก็เลย เอามาแปะ ในห้องนี้ดีกว่า .... ประมาณว่า ไม่ไปอ่านที่โน้น .. ก็ตื้อ เอามาให้อ่านถึงที่นี่ ... ( ฮา.. ได้ )




ความเห็นบางส่วน ของผู้ร่วมแจม ในกระทู้ ...


ความคิดเห็นที่ 13

ผมว่าต้องแยกเรื่องแพ้ยา (drug allergy) ออกจากผลข้างเคียงของยา หรืออาการไม่พึงประสงค์ (adverse events) ครับ เพราะอาการบางอย่างเป็นผลข้างเคียงของยา ไม่ใช่การแพ้ยา

ยกตัวอย่างเช่นได้รับยาเคมีบำบัดแล้วคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือบางกรณีมีผื่นคันตามผิวหนัง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงครับ ไม่ใช่การแพ้ยา

ถ้าหากทึกทักเอาว่าผลข้างเคียงนั้นเป็นการแพ้ยา ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการใช้ยาบางชนิดได้ เช่นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อโรคตัวหนึ่งๆ หากเข้าใจผิดว่าแพ้ยานั้นก็ทำให้ต้องไปใช้ยาปฏิชีวนะอื่นๆ ซึ่งประสิทธิภาพอาจด้อยกว่า

ปกติเวลายาเข้าสู่ท้องตลาดจะมีการรายงาน ผลข้างเคียงไปบริษัทยา และผ่าน อย. แม้จะไม่มีประสิทธิภาพในการรายงานมากนัก แต่เมื่อร่วมกันทำทั่วโลกก็จะมีการเพิ่มเติมในเอกสารกำกับยา เพื่อให้แพทย์ได้อ่าน อย่างไรก็ตามบางครั้งเมื่อผู้ป่วยไปอ่านก็พาลไม่ใช้ยานั้นไปเลยเพราะผลข้าง เคียงเยอะ

ยกตัวอย่างเช่น

เอกสารกำกับยา Xeloda (ยารักษามะเร็งเต้านม และลำไส้) หน้า 26 ก็จะบอกผลข้างเคียงของยตัวนี้ ซึ่งจะเห็นว่าบางอาการก็พบน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์
http://www.gene.com/gene/products/information/xeloda/pdf/pi.pdf

หรือยา nolvadex (ยาต้านฮอร์โมนเพศหญิง รักษามะเร็งเต้านม)
http://www.rxlist.com/nolvadex-drug.htm

ดังนั้นก่อนจะบอกว่าเป็นการแพ้ยา ต้องแยกเรื่องผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ของยาออกไปด้วย ผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะมีอาการไม่พึงประสงค์ อาจหยุดยาแล้วนำยากลับไปพบแพทย์ท่านเดิมครับ จะได้พิจารณาว่าควรรับยาต่อไปหรือไม่ หรือเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่น ซึ่งบางกรณีไม่มียาตัวแทนก็ต้องคุยกับผู้ป่วยว่าจะหยุดการรักษา หรือยอมรับผลข้างเคียง

เรื่องการแพ้ยา ต้องช่วยกันครับ ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย เภสัชกร พยาบาล บริษัทยา ไม่ต้องโทษว่าใครผิดครับ เรื่องของยาไม่ใช่เรื่องของ GT 200 แน่นอน !!

จากคุณ : wisut (wisutiyano)







โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:03:17 น.  

 

ความคิดเห็นที่ 19

สวัสดีค่ะเป็นเภสัชกรน่ะค่ะ ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรัฐที่มีเตียง 1000 เตียงขึ้นไปค่ะ และเป็นแบบ super tertiary hospital ค่ะ

อธิบายคราวๆค่ะ อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หรือ adverse drug reaction จะแบ่งเป็น 2 อย่างค่ะ คือ

Type A (Augmented ) ก็จะประกอบไปด้วย toxicity of overdose, SIDE EFFECT, secondary effect, Drug interation

Type B ( bizarre) ก็จะประกอบไปด้วย hypersensitivity immunological reaction , idiosyncratic reaction

ขอขยายความเฉพาะ 2 เรื่องเท่านั้นค่ะ คือ

- side effect = อาการข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น เวลาเราเป็นหวัด ได้รับยา Chlorpheniramine เป็นเม็ดเล็กกลมสีเหลือง ทานแล้วง่วงนอนมาก อันนี้เรียกว่า side effect ค่ะ

คือ เกิดจากกลไกทางเภสัทวิทยาของยาเองค่ะ ดังนั้นบุคคลากรทางการแพทย์ทุกท่านจะทราบค่ะว่า ถ้าผู้ป่วยทานยาต่างๆไปแล้ว เราสามารถคาดการณ์ หรือ ทำนายได้ว่า อาจจะเกิดอะไรบ้างกับผู้ป่วยได้ ดังนั้นเราจะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนค่ะ หรือบางทีผู้ป่วยอาจเกิด hypotention หรือ ความดันโลหิตต่ำมากเกิน จากการใช้ยาลดความดันโลหิตก็ได้ค่ะ

side effect อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ค่ะ ผู้ป่วยบางท่านทนต่อยา ทานแล้ว ok แต่บางท่าน sensitive มากก็ เกิด side effect ค่ะ

วีธีการแก้ไข ก็คือ

1. ถ้าสามารถทนต่อ side efect ได้ ร่างกายจะค่อยๆปรับสภาพ หรือ ชินกับยา เช่น บางท่านไอ จากการทานยาลดความดันโลหิตค่ะ แต่พอผ่านไปประมาณ 1 เดือนร่างกายจะคุ้นกับยาค่ะ ก็จะไม่ไอ

2. กลัว side effect ไม่สบายใจ ก็เปลี่ยนยาไปเลยค่ะ ไปเป็นยากลุ่มอื่น

ดังนั้นถามว่า....เป็นความผิดของใคร......ขอตอบค่ะ....เป็นความผิดของยาค่ะ แต่มีวิธีแก้ไขนิค่ะ จริงไหม


สำหรับ การแพ้ยา หรือ drug allery หรืออยู่ในกลุ่ม type B ก็คือ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองเฉพาะสำหรับบางคน จะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีความไวต่อยาเท่านั้น ผลที่เกิดขึ้นไม่สัมพันะกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาตามปกติของยา ไม่สามารภทำนายอาการที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่สัมพันธ์กับขนาก or dose ยา ได้รับยาเพียงเล็กน้อยก็อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ

จากนิยามที่ เขียนให้ดู ก็จะทราบว่า drug allergy น่ากลัวกว่า side effect มากๆค่ะ เพราะไมมีใครทราบ หรือ ทำนาย หรือ คาดว่าจะเกิดกับใคร จากยาอะไรบ้าง

จาก ประสบการณ์ในการทำงาน ผู้ป่วยบางท่านก็แพ้ vitamin คือ เป็นแบบ rash หรือ บางทีก็ mp rash ค่ะ คือเกิดผื่นตามตัวค่ะ แบบนี้ก็เรียกว่าแพ้ยาค่ะ

การแพ้ยา drug allery มีหลายแบบมากๆค่ะ แต่ที่เห็นตามข่าว แล้วมีการฟ้องร้อง ส่วนใหญ่จะเป็นแบบระดับรุนแรงมาก คือ

Stevens-Johnson syndrome หรือไม่ก็ toxic epidermal necrolysis ลอง search ดูรูปภาพแล้วกันน่ะค่ะว่าเป็นอย่างไร น่ากลัวมาก (เนื่องจาก post รูปไม่เป้นค่ะ)

ถ้าผู้ป่วยมารักษาได้ไวก็จะหายค่ะ แต่ถ้าไม่ท่านก็อาจเสียชีวิตได้ค่ะ

ถาม ว่าเป็นความผิดของใคร......ก็ลองดูนิยามที่ให้มาค่ะว่าเป็นอย่างไร......ก็ คือไม่มีใครผิดค่ะ แต่จะเข้าได้ก็ต่อเมื่อผู้ป้วยไม่เคยมีประวัติแพ้ยามาก่อน

แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเคยมีประวัติแพ้ยา หรือให้ข้อมูลกับทางโรงพยาบาลแล้ว ว่าแพ้ยาอะไร เราก็จะมาดูกลุ่มยาค่ะ ว่ามีโอกาส หรือความน่าจะเป็นที่ผู้ป่วยจะแพ้ยาอีกตัวหรือไม่ ในกรณีที่ถูกสั่งจ่ายให้ไหมค่ะ หรือ ที่เรีกว่าการเกิด cross reaction ค่ะ

หรือ อีกกรณีผู้ป่วยให้ขอมูลแล้วว่า แพ้ยา a แต่ปรากฏว่ามาโรงพยาบาลครั้งนี้ เกิดเหตุได้ยา a แบบเดิม แล้วเกิดอาการแพ้แบบเดิม แบบนี้เรียกว่าแพ้ยาซ้ำค่ะ

ดังนั้นในทั้ง 2 กรณีที่กล่าวมา จะเห็นว่า ผู้ป่วยได้ให้ข้อมูลแล้ว แต่ก็ได้ยาแบบเดิมตัวเดิม หรือ กลุ่มยาที่อาจเสี่ยงต่อการแพ้

ดังนั้นก็ถือว่าเป็นความผิดของบุคลากรทางการแพทย์อย่างแน่นอนที่สุดค่ะ

อยากจะบอกน่ะค่ะว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดเห็นการณืแบบนี้ ไม่อยากให้ใครเป็นอะไรเพราะเราค่ะ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะขอร้อง หรือ ขอความร่วมมือก็คือ

- ถ้ามีประวัติแพ้ยา กรุณาแจ้งทุกคนให้ทราบค่ะ อย่าเบื่อ หรือ รำคาญที่จะต้องพูดซ้ำไปมา เพราะ computer system แต่ระที่ไม่เหมือนกันค่ะ

แจ้ง หมอ พยาบาล เภสัชกร เลยค่ะ ย้ำๆเข้าไว้ค่ะ

- ในกรณีที่ ok ปกติไม่เคยแพ้อะไร หรือ ไม่ทราบว่าแพ้อะไร ก็ให้ทำแบบนี้ค่ะ เพราะยาทุกตัวมีความเสี่ยงที่จะเกิด drug allergy ให้สังเกตว่าเมื่อทานยาไปมีความผิดปกติอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง เช่น

เกิด ผื่น หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ปาก หน้าบวม ก็ให้หยุดยาทันที แล้วนำยาทั้งหมดที่ทานมาที่โรงพยาบาลค่ะ เราก็จะได้ช่วยกันหาสาเหตุว่ายาตัวไหน จากนั้นก็หยุดยาตัวนั้นค่ะ

ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยๆกันสังเกตค่ะ

จากคุณ : athena_b




โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:06:33 น.  

 


ความคิดเห็นที่ 36



รูปนี้เป็น steven johnson syndrome

http://missinglink.ucsf.edu/lm/DermatologyGlossary/img/Dermatology%20Glossary/Glossary%20Clinical%20Images/Stevens_Johnson-28.jpg

ส่วนรูปนี้เป็น toxic epidermal necrosis

http://www.thachers.org/images/TENS1.jpg

รูปคล้ายๆกันเลยใช่ไหมค่ะ แต่ ถ้าผิวหนังลอกมากกว่า 70% จะเป็น toxic epidermal necrosis ค่ะ

ในกรณีการทดลองในมุนษย์ เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการมีเยอะค่ะ

แต่ ปกติแล้วการทำ หรือการขออนุมัติผ่านโคงการทำได้ยากมากๆค่ะ เพราะว่าจะต้องผ่าน ethics ก่อนค่ะ ซึ่งมีหลายกระบวนการมากๆ ผ่านสายตาท่านผู้ทรางคุณวุฒิหลายท่าน

แล้วจะวิจัยได้ ก็ต้องมีแบบ informed consent = ใบยินยอมจากอาสาสมัคร (ผู้ป่วย) ค่ะ ถ้าไม่มีก็ทำอะไรไม่ได้ค่ะ

แล้ว ถ้าทำเป็นงานวิจัยที่ต้องการถูกตีพิมพ์ ในแหล่งที่มี impact factor (ภาษาไทยแปลว่าอะไร ขออภัยค่ะไม่ทราบค่ะ) ลองแปล เหมือนระดับคะแนนความน่าเชื่อถือของวรสารทางวิชาการน่าจะเข้าได้ค่ะ

งานวิจัยก็ต้องมี Declaration of Helsinki ด้วยค่ะ

สรุป ง่ายๆก็คือว่า การทดลองในมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำได้ค่ะ ต้องผ่านหลายองค์กร ผ่านจริยธรรมในมนูย์ แม้แต่การผลิตยาก็เช่นกันค่ะ

จะมี 4 phases

ช่วง 1 - 2 phases ทำในห้องทดลอง หลอดทดลอง

ช่วง 3 - 4 phases ทำในมนุษย์ค่ะ ก็ต้องติดตามไปเรื่อยๆค่ะ

ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดในงานทดลอง เขาจะมีระเบียบงานวิจัยที่ผู้วิจัยจะต้องรับผิดชอบค่ะ ซึ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้ พรบ ของไทยค่ะ

คืออันนี้ไม่ได้มาทะเลาะกับใครน่ะค่ะ เพียงแต่ขอเล่าหลักการตามมาตรฐานสากลเท่านั้นค่ะ

ผู้ป่วย หรือ อาสาสมัคร เป็นมนุษย์เหมือนเราค่ะ ทุกท่านมีสิทธิเท่าเทียมกัน และความกลัว หรือ วิตกกังวลกับผลข้างเคียงจากงานวิจัยเท่ากันค่ะ ใจเขา-ใจเรา

ดังนั้นเขาถึงมีเกณฑ์ต่างๆมากมายค่ะ เพื่อปกป้องผู้ป่วย หรือ อาสาสมัครค่ะ ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับหนังสือเก็บไว้เป็นหลักฐาน เวลาเกิดอะไรขึ้นสบายใจได้ค่ะ ว่าต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอนค่ะ

สรุปค่ะถ้างานวิจัยนั้นๆ ไม่มีระเบียบดังกล่าวถือว่าผิดกฏหมายค่ะ

จากคุณ : athena_b



โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:09:58 น.  

 


มาต่อประเด็นเรื่อง " ใครผิด " ???

ก็อย่างที่หลายความเห็นได้บอกไป ผมก็ขอรวบรวม เป็นเบื้องต้น ว่า ถ้ามี " แพ้ยา " เกิดขึ้น ใครบ้าง ที่ .. " อาจ " .. ผิด

๑ ผู้ป่วย เช่น เคยแพ้ยา แต่จำชื่อยาไม่ได้ ไม่ได้กลับไปถามคนขายยา(ยาชุด) เภสัชกร แพทย์ หรือ ลืมบอกว่าเคยแพ้

๒ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ( แพทย์ เภสัช พยาบาล ) รับไปเต็ม ๆ เช่น มีบันทึกการแพ้ยาอยู่ แต่ก็ยังให้ยาที่แพ้ หรือ ยาในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง โดยที่ไม่ได้ดูประวัติเก่าที่บันทึกไว้ หรือ เกิดแพ้ยาขึ้น แล้ว ไม่ได้ให้การดูแลรักษา

๓ ผู้ป่วยและแพทย์ แบ่งกันไป เช่น ผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติมาก่อนพอเริ่มมีอาการแพ้ ก็ไม่ได้กลับหาแพทย์ รักษาตนเอง หรือ ไปพบแพทย์ท่านใหม่ แต่ก็ไม่ได้บอกว่า กินยาอะไรอยู่ แพทย์ท่านใหม่ ก็ไม่ได้นึกถึงทั้ง ๆ ที่ อาการเหมือนแพ้ยา

๔ ไม่มีใครผิด เช่น ผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติมาก่อน พอได้รับยา ก็เริ่มมีอาการแพ้ กลับไปพบแพทย์ หรือ ไป รพ. แพทย์ก็ให้การรักษาอย่างรวดเร็วถูกต้องเหมาะสม แต่ มีอาการแพ้รุนแรง อาการก็เป็นมาก






ปัญหา ตอนนี้ ก็คือ เวลาเกิดเรื่องอะไรสักอย่าง ... ก็จะพยายามหาว่า " ใครผิด "

ทั้ง ๆ ที่บางที ก็ไม่ได้เป็นความผิดของใคร หรือ อาจเป็นความผิดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คนละเล็กละน้อยที่เผอิญมาผสมกันอย่างเหมาะเจาะ ในเวลาที่เหมาะสม ...


คิด เทียบง่าย ๆ ก็คง คล้ายกับ " อุบัติเหตุ " ... บางครั้งก็มีคนผิดเต็ม ๆ บางครั้งก็ต่างฝ่ายต่างผิด บางครั้งก็เกิดเนื่องจาก สภาพแวดล้อม ถนน ดินฟ้าอากาศ ผสมเข้าไปด้วย ...


ีี่

เรื่องบางเรื่อง เราได้รู้ข้อมูล เพียงส่วนเดียว เท่านั้น ก็อย่าพึ่งไปฟันธง ... เหมือนที่ วงเฉลียง ร้องไว้ " อื่น ๆ อีกมากมาย มากมาย มากมายยยยยย ... อาจจะจริงเราเห็นอยู่ ... เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็น "


ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ...




โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:12:37 น.  

 

คัดลอกมาจากเวบ ยาแอนยู
http://www.yaandyou.net/effect.php

* อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา: การแพ้ยาและผลข้างเคียงของยา

(Adverse Drug Reactions [ADR]: drug allergies and side effects)

อาจารย์ ภญ. อินทิรา กาญจนพิบูลย์


* แพ้ยาคืออะไร อาการข้างเคียงคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

o ในการใช้ยาแต่ละครั้ง สิ่งที่เราต้องการคือผลการรักษาจากยาที่ต้องการใช้รักษาโรคหรือบรรเทาอาการ ที่เป็นอยู่ เช่น ยาลดความดันโลหิต จะมีผลช่วยลดความดันโลหิตของร่างกายให้ต่ำลง หรือยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก จะมีผลช่วยลดอาการแพ้และช่วยต้านสารฮีสตามีน เป็นผลให้น้ำมูกลดลง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากผลของการรักษาที่เราต้องการแล้ว การใช้ยาแต่ละอย่างก็ยังอาจส่งผลให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา อย่างหลีกเลี่ยงได้ยากแถมมาด้วยเช่นกัน

โดยทั่วไป เวลาที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใดๆ ก็ตาม ผู้ใช้ยามักจะเรียกอาการเหล่านั้นรวมๆ กันว่าเป็น “การแพ้ยา” แต่แท้ที่จริงแล้วเมื่อกล่าวถึงอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ในทางวิชาการจะครอบคลุมทั้งสิ่งที่เรียกว่า “การแพ้ยา” และ “ผลข้างเคียงของยา” ซึ่งอาการทั้งสองแบบนี้จะมีความแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

o การแพ้ยา (drug allergy or drug hypersensitivity) เป็นอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในลักษณะหนึ่ง ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าผู้ที่ใช้ยาคนใดจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น และอาการเหล่านี้พบได้ในผู้ที่ใช้ยาบางรายเท่านั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการที่ตัวยาไปกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกายทำ ให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองเป็นอาการแพ้ อาจก่อให้เกิดการทำลายเซลบางชนิดของร่างกาย หรือกลไกอื่นๆ

โดยอาการเหล่านี้มีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป บางอย่างมีความรุนแรงมาก เช่น ทำให้ผู้ใช้ยาถึงขั้นช็อก (shock) เนื่องจากหลอดลมบวมและตีบเกร็งจนไม่สามารถหายใจได้ ที่เรียกว่าแอนาฟิแล็กซิส (anaphylaxis) เช่น อาการพี่พบในผู้ที่แพ้ยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบในกลุ่มเพนนิซิลลิน (penicillin)

บางอย่างก่อให้เกิด อาการสตีเวน-จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome: SJS) ที่ปรากฎอาการปากไหม้พอง หรืออาการผิวหนังถูกทำลาย (Toxic Epidermal Necrolysis: TEN) ที่พบในผู้ที่แพ้ยาในกลุ่มซัลฟา (Sulfa drugs) บางราย เป็นต้น

ในขณะที่อาการแพ้ยาบางชนิดที่พบ ก็อาจไม่รุนแรงมากนัก เช่น อาจเกิดเพียงอาการผื่นคันที่ผิวหนัง หรืออาการอื่นๆ เพียงเล็กน้อยไม่รุนแรง

นอกจากนี้ หากพิจารณาในแง่ของระยะเวลาในการเกิดอาการแพ้ยาหลังจากใช้ยา บางครั้งก็อาจเกิดอาการขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงหลังจากได้ รับยา แต่บางครั้งอาการก็อาจเกิดขึ้นภายหลังได้รับยาเป็นระยะเวลานานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน และบางครั้งอาการแพ้ยาก็อาจเกิดขึ้นในการใช้ยาครั้งแรก บางครั้งการแพ้ยาก็อาจเกิดขึ้นในครั้งหลังๆ ของการได้รับยา

นอกจากนี้ เมื่อผู้ป่วยแพ้ยาตัวใดแล้ว ก็อาจมีโอกาสที่จะแพ้ยาตัวอื่นในกลุ่มยาเดียวกัน ยาตัวอื่นบางตัวที่โครงสร้างทางเคมีของยาที่คล้ายกันกับยาตัวที่แพ้ หรือยาอื่นบางตัวที่เกิดการแพ้ยาข้ามกันได้ ซึ่งผู้ใช้ยาก็ต้องระมัดระวังการใช้ยาทั้งยาตัวที่แพ้โดยตรงและยาตัวอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดการแพ้ยาเหล่านี้ด้วยเสมอ



o ผลข้างเคียงของยา (side effects) ก็เป็นอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาอีกประเภทหนึ่ง ที่ทราบได้ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่ใช้ยาได้ทุกคนเพราะเป็นอาการที่ เกิดจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาปกติจึงเป็นผลให้เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นได้

ผลข้างเคียงของยานี้จึงเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่พบได้บ่อยกว่าการแพ้ยามาก

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของยาของผู้ที่ใช้ยาแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกัน บางคนอาจตอบสนองต่อยามากก็อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหล่านี้ได้มากและอาจรุนแรงจนผู้ป่วยไม่สามารถยอมรับการใช้ยานั้นๆ ได้ ส่วนบางคนที่ตอบสนองต่อยาน้อยกว่าก็อาจทำให้เกิดอาการที่น้อยกว่า จึงยอมรับการใช้ยานั้นๆ ได้มากกว่า

เช่น อาการง่วงนอนหรืออาการปากแห้ง ที่อาจเกิดขึ้นในผู้ที่ใช้ยากลุ่มยาต้านฮีสตามีนที่เป็นยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก แก้คันบางตัว เป็นต้น จากการที่ธรรมชาติของสภาวะร่างกาย เพศ โรคหรืออาการที่ผู้นั้นเป็นอยู่ พันธุกรรม หรือสิ่งอื่นๆ ที่มีความแตกต่างกันในระหว่างบุคคล

ดังนั้น กลุ่มของผู้ที่ใช้ยาบางกลุ่มจึงอาจมีความเสี่ยง (risk factors) ต่อการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้มากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ


สำหรับการเกิดการแพ้ยา

กลุ่มผู้ใช้ยาที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใช้ยากลุ่มอื่นๆ เช่น เป็นเพศหญิง ผู้ใหญ่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV infections) ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสร่วมด้วย มีประวัติการแพ้ยาที่มีโครงสร้างทางเคมีแบบเดียวกันมาก่อน ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้ที่มีหน่วยพันธุกรรมหรือยีน (gene) เฉพาะบางชนิด และผู้ป่วยโรคลูปัสหรือเอสแอลอี (SLE)


ส่วนการเกิดผลข้างเคียงของยา

กลุ่มผู้ใช้ยาที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใช้ยากลุ่มอื่นๆ เช่น เป็นเพศหญิง ผู้ที่มีการเจ็บป่วยที่รุนแรง มีการทำงานของไตน้อยกว่าปกติ มีโรคตับ ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV infections) ผู้ที่ติดเชื้อเฮอร์ปีส์ (Herpes infection) ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ (alcoholism) และผู้ป่วยโรคเอสแอลอี (SLE)


ดังนั้น ผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ทั้งการแพ้ยาและการเกิดผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องมีการใช้ยา

โดยทั่วไปมียาบางกลุ่มที่อาจพบการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ที่เป็นการแพ้ยา ที่รุนแรงได้บ่อยกว่ายากลุ่มอื่นๆ ตัวอย่างเช่น กลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น ยาเพนนิซิลลิน (penicillins) และยาซัลฟา (sulfonamide antimicrobial agents) กลุ่มยากันชัก (anticonvulsants) กลุ่มยารักษาโรคเกาต์ (antigout agents) และกลุ่มยาเคมีบำบัด (chemotherapy) เป็นต้น มีโอกาสทำให้เกิดการแพ้ยาได้บ่อย และอาการพี่พบได้บ่อย เช่น อาการผื่นลมพิษ แน่น หายใจไม่ออก อาการผื่นแดงและลอกไหม้บริเวณเยื่อบุต่างๆ เช่น ปาก หลอดอาหาร ตา อวัยวะเพศ ทวารหนัก อาการผื่นในลักษณะอื่นๆ หรืออาการผิดปกติในระบบอื่นของร่างกาย

ดังนั้น หลังจากที่ใช้ยาแล้วเกิดมีอาการต่างๆ เหล่านี้ หรือมีความผิดปกติอื่นๆ ขึ้นมา ผู้ที่ใช้ยาจะต้องให้ความสำคัญและตระหนักว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

หากมีอาการรุนแรงก็ต้องรีบกลับไปแจ้งเภสัชกรหรือแพทย์ที่สถานพยาบาลทันที

หากมีอาการที่ไม่รุนแรงก็ต้องลองสังเกตดูว่าอาการเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับ การใช้ยาหรือไม่ และต้องมีการเฝ้าระวังเนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเกิดความรุนแรงมากขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ใช้ยาไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์จาก การใช้ยาหรือไม่ ก็ควรกลับไปปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อตรวจสอบให้ชัดเจน

o เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการ ใช้ยาในผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคต่างๆ ที่ใช้ยาอยู่ นั้น อาจแยกแยะได้ยากจากอาการที่เกิดขึ้นจากตัวโรคหรืออาการที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ ดังนั้น เมื่อเกิดอาการบางประการที่สงสัยว่าอาจเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ ยาขึ้นมาแต่ละครั้ง ผู้ใช้ยาจึงควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าอาการดังกล่าวจัดเป็นอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ยาหรืออาการของโรคหรืออาการอื่นๆ ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ และอาการนั้นเป็นการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงของยา ซึ่งจะมีลักษณะวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หรือหลีกเลี่ยง/ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากอาการอันไม่พึงประสงค์ เหล่านี้




* ต้องทำอย่างไรหากเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

o วิธีการปฏิบัติตัวของผู้ที่ใช้ยา เมื่อเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา แบ่งตามประเภทของอาการไม่พึงประสงค์ และความรุนแรงของอาการที่เกิด ดังนี้

o 1. วิธีการปฏิบัติเมื่อเกิดการแพ้ ยาที่มีอาการรุนแรง เมื่อผู้ที่ใช้ยาเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่รุนแรง

ผู้ป่วยควรหยุดใช้ยาแล้วแจ้งแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ เกี่ยวข้องทันทีเพื่อตรวจสอบและรักษาหรือแก้ไขอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้น ซึ่งหากพบว่าเป็นการแพ้ยาประเภทที่รุนแรงจริง ก็ไม่ควรใช้ ยานั้นอีกเด็ดขาด ตลอดชีวิต

โดยทั่วไปแล้วเภสัชกรผู้ดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลและร้านยาก็มักบอกผู้ป่วยว่า ไม่ให้ใช้ยานั้นและยาอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับยานั้น หรือยาอื่นที่อาจเกิดอาการแพ้ข้ามกลุ่มกันได้อีก และจะออกบัตรแพ้ยาให้แก่ผู้ป่วย โดยระบุชื่อตัวยาที่มีการแพ้และอาการแพ้ที่เกิดขึ้น วันที่เกิดการแพ้ และยาตัวอื่นที่มีโอกาสเกิดการแพ้แบบนี้ได้ด้วย ผู้ป่วยควรพกบัตรแพ้ยาติดตัวไว้ตลอดเวลา และควรแจ้งแพทย์ เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ ทุกครั้งที่มีการรับบริการทางการแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดการแพ้ยาซ้ำจากยาที่เคยมีประวัติการ แพ้ยาแล้วอีก

o 2. วิธีการปฏิบัติเมื่อเกิดการแพ้ยาที่มีอาการไม่รุนแรง เมื่อเภสัชกรหรือแพทย์ได้ตรวจสอบแล้วว่าพบว่าผู้ที่ใช้ยาเกิดการแพ้ยาจริง โดยทั่วไปเภสัชกรก็จะออกบัตรแพ้ยาเพื่อบันทึกรายการยาที่แพ้และยาอื่นที่มี โอกาสแพ้ อาการแพ้ที่เกิดขึ้น วันที่แพ้ยา เช่นเดียวกันกับการแพ้ยาที่มีอาการรุนแรง ซึ่งผู้ป่วยก็ไม่ควรใช้ยานั้นๆ อีก เช่นเดียวกัน

แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยที่แพ้ยาเป็นโรคหรือมีอาการที่จำเป็นต้องใช้ยานั้นๆ อีกโดยไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้วจริงๆ แพทย์ที่ให้การดูแลรักษาก็อาจมีความจำเป็นต้องลองใช้ยานั้นอีก โดยพิจารณาแล้วพบว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากยาจะมากกว่าความเสี่ยงจากการแพ้ยา เนื่องจากอาการแพ้ไม่รุนแรงและจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ต้อง การโดยไม่มีทางเลือกอื่น

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แล้ว แพทย์ก็จะไม่เสี่ยงสั่งจ่ายยานั้นๆ สำหรับผู้ป่วยก็ต้องพกบัตรแพ้ยาติดตัวไว้และแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ดู แลรักษาแะละเภสัชกรผู้จ่ายยาให้ทราบก่อนรับยาทุกครั้งเพื่อป้องกันการเกิด การแพ้ยาซ้ำจากยาที่เคยมีประวัติการแพ้ยาแล้วเช่นเดียวกัน

o 3. วิธีการปฏิบัติเมื่อเกิดผลข้างเคียงของยาที่มีอาการรุนแรง โดยทั่วไปถ้ายาใดที่มีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง เภสัชกรก็มักจะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบและให้ข้อมูลไว้บนฉลากยาที่จ่ายให้แก่ผู้ ป่วยเสมอ เพื่อเตือนให้ผู้ป่วยระมัดระวังหากเกิดอาการข้างเคียงเหล่านั้นขึ้นและให้รีบแจ้งเภสัชกรหรือแพทย์ทันทีที่เกิดอาการ หรือถ้าเป็นยาที่ผู้ป่วยซื้อใช้ด้วยตนเอง ก็จะต้องอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาเพื่อศึกษาดูว่ายานั้นๆ อาจมีโอกาสทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงอะไรได้บ้าง

สำหรับตัวผู้ที่ใช้ยาเอง ถ้าใช้ยาใดแล้วเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงก็ต้องแจ้งให้แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และเภสัชกรที่ให้การดูแลรักษาทุกครั้งที่รับการรักษา ซึ่งโดยทั่วไปผู้สั่งจ่ายยาก็จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาเหล่านั้นในผู้ป่วย โดยจะพยายามเลือกใช้ยาอื่นแทน แต่หากยังจำเป็นต้องใช้ยานั้นจริงๆ เภสัชกรก็จะมีคำแนะนำวิธีการปฏิบัติที่จะช่วยลดผลของอาการข้างเคียงเหล่า นั้นให้น้อยที่สุด

o 4. วิธีการปฏิบัติเมื่อเกิดผลข้างเคียงของยาที่มีอาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปเมื่อผู้ที่ใช้ยาเกิดผลข้างเคียงของยาที่มีอาการไม่รุนแรงก็มักจะ ไม่เป็นปัญหาใดๆ กับการใช้ยาเพื่อให้ได้ผลในการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ ซึ่งถ้าอาการข้างเคียงนั้นผู้ป่วยสามารถทนได้โดยไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำ วันของผู้ป่วย ก็ไม่ต้องมีการดำเนินการใดๆ

แต่อย่างไรก็ตาม หากอาการเหล่านั้นมีการพัฒนาความรุนแรงมากขึ้น หรืออาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเป็นผลรบกวนการใช้ชีวิตปกติประจำวัน เช่น ยาทำให้ง่วงนอนแต่ผู้ใช้ยามีอาชีพที่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกล หรือต้องขับรถตลอดทั้งวัน ซึ่งถ้ามีอาการง่วงก็อาจเกิดเป็นอันตรายที่รุนแรงได้ ผู้ที่ใช้ยาก็อาจขอคำปรึกษาจากเภสัชกรหรือแพทย์ให้แนะนำวิธีการปฏิบัติตัว ที่จะสามารถช่วยลดการเกิดอาการข้างเคียง หรือปรับเปลี่ยนแผนการใช้ยาเพื่อรักษา เช่น ยาทำให้ง่วงนอนแต่ผู้ใช้ยามีอาชีพที่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกล หรือต้องขับรถตลอดทั้งวัน ซึ่งถ้ามีอาการง่วงก็อาจเกิดเป็นอันตรายที่รุนแรงได้



* บรรณานุกรม

1. Riedl, M.A. and Casillas, A.M. Adverse drug reactions: types and treatment options. American Family Physician 2003; 68:1781-90.

2. Gruchalla, R.S. Drug allergy. Journal of Allergy and Clinical Immunology 2003; 111(2): S548-S558.





โดย: หมอหมู วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:15:34:58 น.  

 


L10815167 รุ่นพี่ผมแพ้ยาพื้นฐาน..... [คลินิกหมออาสา] sos_num (11 - วันเข้าพรรษา 54 13:45)


รุ่นพี่ชมรม ผม เขาแพ้ยาพื้นฐานครับคุณหมอ...

เช่น พาราเซตามอน CPM แถมไอบูโทรเฟน ก็แพ้

เวลาไม่สบายมา เป็นปัญหาเลยครับ

หมอพอจะมีอะไรแนะนำเวลาไม่สบายมั้ยครับ

เพราะ พี่แกกลัวจะแพ้ยามากกว่านี้อีก

เวลาแพ้ตาบวมมากๆ หน้าก็บวม......

ไปหาหมอตอนหน้าบวม หมอยังเครียดไม่รู้จ่ายยาอะไรดีเลย

ป.ล. รุ่นพี่บอกมาอีกว่า....ยาแก้อักเสบ ก็น่าจะแพ้ด้วย = =

แก้ไขเมื่อ 15 ก.ค. 54 13:49:06

จากคุณ : sos_num [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 13:46:23 [แก้ไข]





ความคิดเห็นที่ 1 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

กินสมุนไพรได้ไหม
ฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ได้

จากคุณ : ตัวกลมๆผมม้า [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 15:16:02 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 2 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เคยกิน tiffy decolgen มั้ยคะ แล้วแพ้มั้ย

ถ้าแพ้ ก็น่าจะแพ้ยาจริงๆ ถ้าไม่แพ้ ก็ต้องกินเป็นอย่างๆ ไป ไม่เหมารวม ไม่งั้นเด๋วเข้าใจผิดว่าแพ้ยาทุกตัว

จากคุณ : jibjoy [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 15:16:04 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 3 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เพื่อนคณะผมแพ้ยาเป็นบัญชีหางว่าวเลย ก็จะพกบัญชียาที่แก้ติดตัวเสมอ ด้วยความอยากเป็นหมอก็เลยไปเข้าหมอซะเลย

จากคุณ : ย้ง (suanplu)
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 15:46:55 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 4 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ทิฟฟี่ ดีคอลเจน ประกอบด้วย พารา+คลอเฟนนิลามีนค่ะ

แพ้ไอบู แปลว่าแพ้ย้าแก้ไข้แก้อักแสบกลุ่มsalicylates เช่น แอสไพริน ไดโคลฟีแนก

ถ้าแพ้พารา ให้สังเกตูที่ฉลากยาให้ดีนะคะเพราะบางยี่ห้ออย่างไทลินอลจะใช้คำว่า acetaminophen ซึ่งก็คือ paracetamal นั่นเอง

เคสที่แพ้ CPM เคยฟังบรรยายมาค่ะว่า คนไข้มีประวัติแพ้ CPM, dexa มาหาหมอด้วยอาการแพ้อาหารทะเลหมอเลยให้ adrenaline โดยการพ่นเพื่อให้ออกฤทธิ์ขยายหลอดลม และจ่ายยาพ่นขยายหลอดลม ventolin ให้ใช้ในเวลาเกิดอาการแพ้แบบรุนแรง หายใจหอบ แน่นหน้าอก แต่เรื่องนี้ยังไม่เคยอ่านจากReferenceนะคะ

การดื่มน้ำเปลาเยอะๆก็ช่วยให้อาการแพ้ยาหายเร็วขึ้นค่ะ

จากคุณ : ร้อยดอกไม้ [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 16:52:54 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 5 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

พารา พี่เค้ากินมาทั้ง ซ่ารา...ไทลินอล.....ก็แพ้อะครับ

จากคุณ : sos_num [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 18:52:38 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 6 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

งั้นก็น่าจะแพ้พารา จริงอะ

จากที่บอกน่าจะแพ้ ibuprofen ด้วย เอาไงดีเนี่ย เหลือลดไข้ที่นึกออกก็กลุ่ม dipyrone ที่น่าจะถอนออกจากตลาดไปหมดแล้วเพราะไม่ปลอดภัย ถ้างั้นเวลามีไข้คงใช้ได้แค่สมุนไพรฟ้าทะลายโจรนี่ล่ะมั้ง แย่เนอะ

อืม แต่ได้ลองยาแก้ปวด NSAIDs ที่ไม่ใช่ Ibuprofen ยังคะ กลุ่มที่มีโครงสร้างไม่ใกล้เคียงกันน่ะคะ เช่น ponstans แบบเนี้ย แต่อย่าลองเองนะ ต้องให้หมอที่เชี่ยวชาญเป็นคน test นะ ถ้าอยากรู้แพ้ยาจริงรึเปล่าน่ะ

จากคุณ : jibjoy [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 21:18:23 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 7 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

บอกก่อนว่าไม่ใช่ หมอ นะครับ เเต่ก็พอรู้เรื่องยา บ้าง

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การที่เราจะตัดสินเเพ้ยา ได้เราต้องให้ผู้เชียวชาญ ตัดสิน เช่น เภสัชกร เเพทย์ โดย ต้องมีการทำเเบบประเมิน โดยที่นิยมใช้คือ Naranjo Algorithm

อาการเเพ้ยาที่พบ จะมีหลายลักษณะอาการ ที่พบส่วนมาก คือมี ผื่นเเดง ( Maculopapular rash ) โดยอาจจะคันร่วมหรือไม่มีก็ได้ มีอาการบวมตาม เนื้อเยื่ออ่อน เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก อวัยวะเพศ รูทวารหนัก มีอาการหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ อาจจะอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น หายใจไม่สะดวกร่วมด้วย

เเละนอกจากนี้อาจพบอาการผิวหนังหลุดลอก ในรายที่เป็นมาก ผู้ป่วยอาจจะ Shock ได้

ส่วนอาการที่ไม่ได้มีนัยสำคัญของการเเพ้ยา เเต่ผู้ป่วยเองมักเข้าใจผิดว่าเเพ้ยา เช่น อาเจียน วิงเวียน ศีรษะ หน้ามืด ปวดหัว ท้องเสีย นอนไม่หลับ อาการพวกนี้เป็นผลข้างเคียงของยา มากกว่าที่จะเกิดจากการเเพ้ยา

ทางที่ดีที่สุดของการประเมินการเเพ้ ยา ควรทำโดย เภสัชกร หรือ เเพทย์

สำหรับ รุ่นพี่ชมรมของคุณ หาก เเน่ใจเเล้วว่าเเพ้ยา ข้างต้นจริงๆเเละได้ทำการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ มาเเล้ว

ผมขอเเยกปัญหาออกเป็น สอง ส่วนก่อน

1. การเเพ้ ยาในกลุ่มเเก้ปวด ลดไข้ ( anti-inflammatory drugs ) ในที่นี้คือ Paracetamol ( Acetaminophen ) เเละ Ibuprofen

Paracetamol ( Acetaminophen ) : ไม่สามารถทานได้ทั้ง Sara เเละ Tylenol ก็เป็นได้สูงว่า การเเพ้มาจากตัวยา สำคัญ คือตัวยา Paracetamol ( Acetaminophen )

ยาที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ ยาที่มีส่วนผสมของ paracetamol( Acetaminophen )

: Norgesic , Mera , Decolgen , Brustan , Mypara , Ultracet เป็นต้น

Ibuprofen : จัดเป็นยากลุ่ม NSAIDs ซึ่่งถ้าเเบ่ง ตามโครงสร้างเคมี จะจัดเป็นกลุ่ม propionic acid derivative . ซึ่งกลุ่มนี้ จะประกอบไปด้วย ยา Ibuprofen , Naproxen , Fenoprofen , Ketoprofen ต้องระวังการเเพ้ยาในกลุ่มนี้ เพราะโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน

ส่วนที่ความเห็นที่ 4 กลุ่ม Salicylates : Aspirin , Difunisal ซึ่งโครงสร้างเคมีต่างจาก Ibuprofen น่าจะเเพ้ข้ามกลุ่มกันได้ยาก ส่วน Diclofenac ( ชื่อ การค้า เช่น Votaren , Dinac , Fenac ) เป็นยากลุ่ม acetic acid derivative โครงสร้างก็ต่างจาก Ibuprofen อีกเช่นกัน ยาในกลุ่มนี้ ได้เเก่ Diclofenac , Indomethacin , ketoralac , sulindac เป็นต้น

NSAIDs อีก สองกลุ่มที่ีมีโครงสร้างเเตกต่างจาก Ibuprofen ได้เเก่

- กลุ่ม fenamates : Mefenamic acid ( Ponstan )

- กลุ่ม enolic acid : Piroxicam , Meloxicam , Nabumetone

ทั้งนี้อาจจะรวมไปถึง กลุ่มที่่เป็น Selective COX-2 ที่โครงสร้างต่างจาก Ibuprofen

ได้เเก่ Cerecoxib ( Cerebrex ต้องระวังในคนเเพ้ Sulfa ), etoricoxib ( Arcoxia )

ในกรณีของรุ่นพี่คุณ อาจจะสามารถใช้ยา ใน NSAIDs กลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ กลุ่ม propionic acid dervative ได้ เช่นยาที่ผมได้ยกตัวอย่างในกลุ่มข้างต้น



จากคุณ : werty_max [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันอาสาฬหบูชา 54 23:49:04 [แก้ไข]
ถูกใจ : sos_num





ความคิดเห็นที่ 8 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

2.ส่วนที่เเพ้ยาเเก้เเพ้: CPM

การเเพ้CPM มีสองเเบบ คือ

เเพ้ตัวยาสำคัญ คือ chropheniramine

เเละ การเเพ้ส่วนประกอบที่เป็นสารให้สีเหลืองในยา คือ tartrazine ถ้าเป็น CPM สีขาวจะไม่พบ

ปัจจุบันรายงานการเเพ้สารให้สีดังกล่าวพบได้บ่อยมาก ซึ่งเท่าที่ให้ข้อมูลมาก็ไม่ทราบว่าเเพ้อะไร ดังนั้นจึงเเนะนำให้เปลี่ยนเป็นยาเเก้เเพ้ตัวอื่นที่มีโครงต่างกันไป( CPM อยู่ในกลุ่ม Monoaminopropyl)เช่น loratadine( Clarid) , fexofenadine ( Telfast), certirizine(Zyrtec) เป็นต้น

ทั้งสองคำเเนะสามารถนำไปพิจารณาได้เเต่ทั้งนี้ควรปรึกษาเภสัชกร เเพทย์จะดีที่สุด

แก้ไขเมื่อ 16 ก.ค. 54 00:18:44

จากคุณ : werty_max [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 00:13:38 [แก้ไข]
ถูกใจ : sos_num


โดย: หมอหมู วันที่: 18 กรกฎาคม 2554 เวลา:13:52:07 น.  

 


การเกิดการเเพ้ ไม่ขึ้นกับช่วงเวลา ครับ

อาจจะเกิดขึ้น ทันที หรือ เกิด หลังจากนั้น ไปอีก 7 วัน ก็เป็นไปได้ เพราะ ขั้นตอนการเกิดอาการเเพ้นั้น มีหลายๆเเบบ

ยาที่คุณ patty babeboy ได้รับ คือ

1. panoxilin 500 ( cloxacillin Na มี เเคปซูล ส้ม-ดำ , ส้ม-เทา , เเดง-ขาว)
เป็นยาที่อยู่ในกลุ่ม penicilln ซึ่งกลุ่มนี้เกิดการเเพ้บ่อยมาก

คำถามเเรก : เคย ทานยาในกลุ่ม penicillns นี้มาก่อนหรือเปล่า ?

เช่น Amoxycillin ( เเคปซูล ชมพู-ขาว , เขียว-ฟ้า , เขียวเข้ม - เขียวอ่อน เป็นต้น)
Ampicillin ( เเคปซูล ดำ- เเดง ) Cloxacillin ( เเคปซูล ดำ-ส้ม ) Dicloxacillin ( เเคปซูล ฟ้า -ขาว ) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังรวมไปถึง กลุ่ม Cephalosporins ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน เเต่ส่วนมากจะเป็นยาฉีด เช่น Cephalexin ( ยากิน ) ,Cefdinir ( ยากิน ) , Ceftrixone ( ยาฉีด ) , Cefoperazone (ยาฉีด) ,ceftazidime ( ยาฉีด ) เป็นต้น

ถ้าเคยทานยา กลุ่มนี้เเล้วเคยมีอาการเเพ้ หรือไม่ ?

- ถ้าเคยทานเเล้วเเพ้ ก็จะมีโอกาสเเพ้ยาข้างต้น เพราะโครงสร้างของยาคล้ายกัน ( beta-lactam ring )

- เเต่ถ้าไม่เคยทาน ก็เเนะนำให้หยุดยากลุ่มนี้ ไปใช้ยาฆ่าเชื้้้อ กลุ่มอื่น
เช่น doxycycline , clindamycin เป็นต้น

ลักษณะ การเเพ้ยากลุ่มนี้ ที่พบ ในรายที่เป็นไม่มาก เช่น ผื่นเเดง คัน หยุบหยิบตามตัว

2. danzen ( serratiopeptidase ) เป็นยาลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนของบริเวณที่อักเสบ เเละ ไปละลายน้ำเหลือง น้ำหนอง ต่างๆที่ผิดปกติ กระต้นให้เกิดการดูดซึม ของเสียผ่านระบบการไหลเวียนของเลือด

ไม่ค่อยพบรายงานการเเพ้ยา ตัวนี้ โอกาสจะเเพ้น้อยมาก
ส่วนผลข้างเคียงที่อาจจะพบ คือ ผื่นเเดง รบกวนระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย บ้างเป็นบางราย ส่วนเรื่องทำให้คัน ผมไม่เเน่ใจ โดยประสบการณ์อันน้อยนิด ยังไม่เคยเจอ

ยังก็เเนะนำให้พบ เภสัชกร หรือ เเพทย์ เพื่อประเมินดีกว่าครับ

จากคุณ : werty_max [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 10:01:13 [แก้ไข]


โดย: หมอหมู วันที่: 18 กรกฎาคม 2554 เวลา:13:53:12 น.  

 


L10817678 เมื่อคนไข้โดนฉีดยาที่ตัวเองแจ้งกับหมอไปแล้วว่า แพ้ กอรมน (15 - 17 ก.ค. 54 16:35)

ผู้ป่วยแจ้งข้อหาพยายามฆ่า พยาบาล-แพทย์รพ.ท้ายเหมือง

หนุ่มใหญ่พังงา แจ้งข้อหาพยายามฆ่า เหตุพยาบาล-แพทย์ ฉีดยาแก้ปวดท้องชนิดที่แพ้ ชักกระตุก ร.พ.เสียงอ่อน ประชุมสรุปชดเชยเยียวยาตามระเบียบ

กรณี นายศักดิ์พล ลีลาพัฒนานนท์ อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 65/14 หมู่ 10 ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา มีอาการปวดท้อง เข้ารับการรักษาโรงพยาบาลท้ายเหมืองเมื่อ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพยาบาลได้ฉีดยาชื่อ Bucopam ซึ่งเป็นตัวยาที่ทะเบียนเวชประวัติของนายศักดิ์พล ระบุแพ้ยาดังกล่าว และก่อนพยาบาลคนดังกล่าวจะฉีดยา นายศักดิ์พลได้สอบถามพยาบาลว่า เป็นตัวยาอะไร พยาบาลตอบว่า "ทำไมต้องรู้ชื่อยาด้วย" และฉีดยาเข็มดังกล่าวให้จนหมด หลังจากนั้นนายศักดิ์พลเกิดอาการชักกระตุกอย่างรุนแรง เป็นเวลากว่า 5 นาที ท่ามกลางความตกใจของพยาบาลและญาติ ต่อมา พยาบาลคนเดิมยังนำยามาฉีดนายศักดิ์พลอีกหนึ่งเข็ม จึงทำให้นายศักดิ์พล ได้สติและอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 2 วัน จากนั้นทางโรงพยาบาลให้กลับบ้านได้

ต่อมา วันที่ 6 ก.ค. นายศักดิ์พลเดินทางไปสถานีตำรวจภูธรท้ายเหมือง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง แต่ทางโรงพยาบาลให้เจ้าหน้าที่มาขอร้อง และแจ้งว่าจะรับผิดชอบเรื่องทั้งหมด จนกระทั่งผ่านมาถึงวันที่ 12 ก.ค. ก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบ นายศักดิ์พล จึงไปพบกับ พ.ต.ท.ทรงวุฒิ ขุนจันทร์ สารวัตรเวร สภ.ท้ายเหมือง เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นางชนะการ หาญสวัสดิ์ พยาบาลโรงพยาบาลท้ายเหมือง และนายแพทย์ไพรัตน์ ศิริกุล นายแพทย์เวรเจ้าของไข้ ข้อหาพยายามฆ่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความเอาไว้ และจะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าว และทำการสอบสวนต่อไป

พ.ต.ท.ทรงวุฒิ กล่าวว่า ผู้เสียหายมาแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาพยายามฆ่า ก็รับแจ้งไว้ แต่จะเข้าองค์ประกอบหรือไม่นั้นอยู่ที่การสอบสวน อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบอาจจะเข้าข่ายข้อหากระทำการโดยประมาท

ด้าน นายศักดิ์พล กล่าวว่า คนไข้ขอทราบชื่อตัวยานั้นเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน แต่พยาบาลกลับบอกว่า ทำไมต้องรู้ชื่อตัวยาด้วย ตนจำเป็นต้องรู้เพื่อการปกป้องตัวเอง แต่พยาบาลก็ยังดื้อ ฉีดให้ ถือว่าเจตนาทำให้เกิดอันตราย จึงต้องแจ้งข้อหาพยายามฆ่า ส่วนแพทย์เจ้าของไข้นั้นก็ต้องแจ้งข้อหาเดียวกัน เพราะได้ส่งทะเบียนประวัติให้แล้วว่าแพ้ยาตัวดังกล่าว แต่ยังกำหนดตัวยาต้องห้ามให้ฉีดอีก

ขณะที่ นางศิริพร เจริญท่า หัวหน้าการพยาบาลโรงพยาบาลท้ายเหมือง ชี้แจงว่า ไม่มีใครเจตนาให้เกิด และได้นำเรื่องดังกล่าวรายงานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา แล้ว เพื่อหาทางเยียวยาตามขั้นตอนและหลักการต่อไป อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลก็พร้อมรับผิดและชดใช้

ส่วน นายแพทย์เจษฎา ฉายคุณรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา กล่าวว่า ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมอนุกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาติจังหวัดพังงา แล้ว ที่ประชุมเห็นชอบให้ชดเชยให้กับผู้เสียหายตามระเบียบราชการ เห็นได้ว่า ไม่ได้นิ่งเฉย ซึ่งหากผู้ป่วยผู้เสียหาย จะแจ้งความดำเนินคดกับผู้เกี่ยวข้องก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้



http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20110716/400390/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%9E.%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.html

ไปรพ.ที่ไร เห็นถามจังเลยว่าแพ้ยาอะไรมั้ยๆ
แต่คงถามไปงั้นๆ เพราะเวลารักษาไม่ได้ดูเลยว่าคนไข้แพ้อะไร

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้คุณจะป่วย แต่ก็อย่าไว้ใจคนรักษาคุณ

จากคุณ : กอรมน
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 09:53:25 A:124.121.217.93 X: TicketID:310799




ความคิดเห็นที่ 1 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

แพ้ยา ชักกระตุก??? เออ แปลกดีวุ้ย

จากคุณ : ข้าวเหนียวไก่ทอด [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 10:14:33 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 2 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เท่าที่ดูๆห้องสวนลุมมามีคนนี้ชอบแสดงแนวคิดแปลกๆตลอด เฮ้ออออ

จากคุณ : เจ้านกน้อย
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 10:23:18 A:202.91.18.195 X: TicketID:308500



ความคิดเห็นที่ 3 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เรื่องให้ยาที่มีบันทึกแล้วว่าสงสัยแพ้ เป็นเหตุไม่ควรเกิด ควรมีการสืบหาความจริง จริงๆ ครับ

แต่แพ้ยาแล้วชักกระตุก นี่แปลกๆ นะครับ

จากคุณ : ปรายภพ [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 10:36:52 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 4 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เปลียนจาก ชักกระตุก
เป็น ใส่ท่อช่วยหายใจ และมีปั๊มหัวใจด้วย

ผมว่ายั่งงี้โรงพยาบาล
สมควร "จ่าย"

ที่สำคัญฟ้องเอามันส์หรือป่าวหว่า?
จะกลับไปพิสูจน์ยังไง เรื่อง
การชักกระตุก กับการแพ้ยา

แล้ว ฟ้องซะ พยายามฆ่า..
โอววว..มายก๊อด...

จากคุณ : หมาขี้เรื้อน
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 10:41:05 A:61.19.121.50 X: TicketID:298422


ความคิดเห็นที่ 5 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ฟ้องพยายามฆ่า...??? โอ้ว มายก๊อด...
ถามว่า.. เหตุจูงใจล่ะ... ศาลถามแค่นี้.. ก็ยกฟ้องแล้ว

จากคุณ : หมอก้อนหิน [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 11:36:37 [แก้ไข]


ความคิดเห็นที่ 6 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

หมอ พยาบาล รวมถึง โรงพยาบาล .. ก็นำเอาเรื่องนี้ ไปจัดการระบบ เพื่อให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ( ปลอดภัยทั้งต่อ ผู้ป่วย และ ตัวหมอพยาบาลเองด้วย) ..



ถ้าเรื่องนี้จริง .. หมอ พยาบาล และ รพ. ก็พลาดหลายอย่าง

๑. มีประวัติ แพ้ยา (มีบันทึกไว้ในเวชระเบียน) แล้วยังให้ยาตัวนั้นอีก ...

แสดงว่า ระบบข้อมูล ระบบป้องกันความเสีี่ยง มีปัญหา

๒. ผู้ป่วย ถามแทนที่จะตอบให้ตรงคำถาม กลับไปตอบอีกอย่าง .. ( นอกจากไม่สื่อความแล้ว ยังทำให้เกิดความไม่พอใจเพิ่มอีก .. พอมีปัญหาก็เลยใหญ่โตขึ้น )

แสดงว่า ระบบการสื่อสาร มีปัญหา

๓. เมื่อเกิดเรืื่อง รับปากไว้แล้วว่าจะจัดการดูแลให้ แต่ก็ไม่ได้ทำ ( อาจทำ แต่ว่า ช้าเกินไป ?? )
แสดงว่า ระบบจัดการความเสี่ยงมีปัญหา





ส่วนเรื่อง แพ้ยา แล้วชักกระตุก .. ก็อาจแปลก ๆ หนอ่ย

ส่วนเรื่อง แจ้งข้อหา พยายามฆ่า ... ถึงแม้ว่า จะเกินไป แต่ว่า เขาก็มีสิทธิแจ้งได้ ( หมอเราดูไว้เป็นตัวอย่าง .. ข้อหา พยายามฆ่า ถ้า ตำรวจรับฟ้อง เป็นคดี อาญา นะครับ )


ก็ตามดู ตามข่าว กันต่อไป ..






แถม ...

แพ้ยา ผลข้างเคียงของยา ???

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47



แพ้ยาชา โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-09-2008&group=4&gblog=59


จากคุณ : หมอหมู [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 13:57:12 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 7 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ให้คนแบบนี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ต่อ จะดีเหรอครับ

ที่พลาดไปมันเกินกว่าคำว่า "สัปเพร่า" หรือทำไปโดยไม่ทราบมาก

ถ้าไม่เข้าข่ายพยายามฆ่า แล้วจะให้ฟ้องว่าอะไรล่ะครับ ฟ้องประมาท? เท่านั้นเหรอครับ

จากคุณ : แมงแกลบ [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 14:47:47 [แก้ไข]




ความคิดเห็นที่ 8 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ประมาทก็ต้องประมาทสิครับ - -''
สมมติว่าเป็นจริง มันเกินคำว่าสะเพร่ายังไงเหรอครับ
เขาให้ยานี่เขาตั้งใจรักษานะครับ

จากคุณ : ปรายภพ [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 14:52:13 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 9 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ฟ้องพยายามฆ่าคงไม่ได้นะครับ เพราะไม่ีเจตนา

เพียงแค่ ชุ่ยเฉย ๆ

จากคุณ : ole (trufa) [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 15:04:21 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 10 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

พยายามฆ่า

ฟ้องกลับได้มะ

จากคุณ : Mdiic~* [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 15:16:53 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 11 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

คำว่าแพ้ยา สำหรับคนทั่วไป (แทบทุกคน?) จะเข้าใจว่า
ใช้ยาอะไรก็แล้วแต่แล้วเกิดอาการที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นอาการอะไรก็แล้วแต่ นั่นคือแพ้ยา

ซึ่งความจริงไม่ใช่!!!

เวลาหมอหรือพยาบาลถามว่า แพ้ยาอะไร คนไข้จะตอบว่าแพ้ยานู่นนี่นั่น แค่นั้น!!! ไม่บอกว่าใช้แล้วเป็นไง
ดังนั้นถ้าคนถามไม่ถามต่อว่า ที่ว่าแพ้ยาน่ะหมายถึงใช้แล้วเป็นยังไงมีอาการยังไง
ก็จะบันทึกลงไปเลยว่า แพ้ยา xxx ก็จะกลายเป็นว่าผู้ป่วยคนนั้นมีประวัติแพ้ยา xxx อยู่ในเวชระเบียน

ซึ่งความจริงไม่ใช่!!!

ดังนั้นภายหลักหากมีคนอื่นมาซักประวัติหรือหลักฐานเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่การแพ้ยาจริงๆ เป็นแค่ผลข้างเคียงหรือผลจากอะไรก็ไม่รู้ (เช่นคิดไปเอง)
เมื่อยืนยันได้ว่าไม่ได้แพ้จริง และผลข้างเคียงนั้นไม่ได้รุนแรงหรืออันตรายมาก ย่อมให้ยาตัวนั้นซ้ำได้ แล้วแก้ประวัติเดิมเรื่องแพ้ยาใหม่ซะ
และถึงแม้ว่า พอให้ไปอีกคนไข้จะมีอาการแบบนั้นขึ้นมาอีก ก็ถือแค่ว่าเป็นจากผลข้างเคียง เลี่ยงได้ก็เลี่ยงถ้าไม่จำเป็น
ยังไงก็ไม่ใช่การแพ้ยาอยู่ดี จะไม่บันทึกว่าแพ้ยา แต่จะบันทึกว่าคนไข้ทนต่อผลข้างเคียงไม่ได้เท่านั้น
ไม่สามารถมาเอาผิดกันได้ (นอกจากจะมีอะไรพิเศษแอบแฝง)

เมื่อได้ยินคำว่า "แพ้ยา" ผมจะถามกลับเสมอ "แพ้จริงเหรอ? อาการเป็นยังไง?"
เพราะนิยามคำว่าแพ้ยาของคนทั่วไป กับในทางการแพทย์ ไม่เหมือนกัน

ในกรณีนี้ผมอยากให้ฟ้องกลับจัง ทั้งคนไข้และสือที่นำเสนอได้บิดเบือนความจริงมาก
อยากให้มีกรณีฟ้องกลับเป็นตัวอย่างบ้าง จะได้ศึกษากันให้ดีก่อนฟ้อง ไม่ใช่ฟ้องดะแบบนี้
ถ้าให้เดานะ
คนไข้ไม่ได้แพ้ยาหรอก แต่เป็นโรคหรืออยู่ในภาวะที่เสี่ยงจะชักอยู่แล้ว แล้วดันมาชักหลังได้ยาแก้ปวด ก็เลยเป็นเรื่องขึ้นมา
ยาเข็มที่สองที่ฉีดคงเป็นยาช่วยให้หยุดชัก

(เพิ่มเติม) ที่ว่าชักอ่ะ ชักจริงรึเปล่าอีกนะ หึๆๆ อย่าได้ประมาณกับคำว่า "ชัก" อีกเช่นกัน
คนไข้กังวลมากๆ หายใจเร็ว ก็เกิดอาการเกร็งขึ้นมาได้ ซึ่งสำหรับคนทั่วไปบางคนจะบอกว่านี่คือการ "ชัก"
ดังนั้นถ้าใครมาบอกว่าชัก ถามกลับเสมอ "ชักจริงเหรอ ลักษณะเป็นยังไง?"
(แต่ถ้ามีพยาบาลเห็นแล้วฉีดยาช่วยหยุดชักให้ ก็คงจะชักจริงแล้วล่ะมั้ง แต่จะชักจากอะไรไม่รู้ ไม่มีข้อมูล)

และถ้าอยากรู้ชื่อยาจริงๆ ก็ควรบอกเหตุผลด้วย เพราะพยาบาลตอบกลับแบบนั้นเพราะปกติคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากรู้ข้อมูลจริงๆหรอก ถามไปงั้นๆ
พอทำงานไปโดนถามบ่อยๆ ก็รำคาญ ก็เลยได้คำตอบออกมาประมาณนั้น
ซึ่งถ้าคนไข้อยากรู้เพราะกลัวจะแพ้ก็ต้องบอกเหตุผลมา
ถ้าบอกเหตุผลมานะ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เค้าก็จะบอกเองแหละว่ายาอะไร เพราะแสดงว่าอยากรู้จริง
ซึ่งถึงแม้จะว่าทำแบบนี้มันก็ไม่ถูกอ่ะนะ แต่บางครั้งโดนอะไรแบบนี้บ่อยๆก็เลยทำให้รู้สึกรำคาญได้
พยาบาลก็เลยพูดเป็นแนวว่ารำคาญด้วยแต่ก็ต้องการเหตุผลด้วย ว่าทำไมถึงอยากรู้

อีกตัวที่ชอบถามกันคือ "เชื้ออะไร?"
- ป้าติดเชื้อแบคทีเรียนะครับ ต้องให้ยาฆ่าเชื้อ
- เชื้อแบคทีเรียชื่ออะไรเหรอหมอ
- ... (-_-*)
คิดในใจ ; ป้าจะรู้ไปทำไมอ่ะ เอาแค่จำได้ว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียได้ ผมก็ดีใจแว้วววว (*o*)
อารมณ์ประมาณนี้

(แถม) ความเข้าใจของฝ่ายคนไข้ กับความเป็นจริง หลายๆครั้งก็ไม่เหมือนกัน
ยายมารพ.บอกว่าเลือดออกจากช่องคลอด
หมอห้องฉุกเฉินก็เชื่อตามนั้นไม่ได้ตรวจอะไรมากก็รีบส่งขึ้นมาบนวอร์ด ด้วยเรื่อง "เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด"
ที่วอร์ดซักประวัติอย่างละเอียด ถามย้ำๆเป็นสิบๆรอบว่าแน่ใจนะว่าออกมาจากช่องคลอดเลย ไม่ใช่ว่าออกจากรูปัสสาวะหรือรูก้น
ยายยืนยัน ออกจากช่องคลอดแน่นอน 100% ไม่ใช่ของทางรู้ฉี่แน่ๆ ออกทางรูใหญ่ๆ ไม่ใช่รูเล็กๆ และไม่ใช่รูก้น
(ท่าทางยายมั่นใจและสติสตางค์สมบูรณ์ดี ไม่ดูมึนหรือเบลอแต่อย่างใด)
อ่ะ โอเค ยืนยันกันขนาดนั้น ช่องคลอดก็ช่องคลอด ป่ะ ขึ้นขาหยั่งตรวจภายใน
ปรากฏว่า ไม่ใช่ครับพี่น้อง มันออกจากรูปัสสาวะครับ ในช่องคลอดนี่เอี่ยมอ่องมาก
จะว่ามันไหลย้อนเข้าไปในช่องคลอดแล้วค่อยไหลออกมาอีกทีก็ไม่ใช่
ชัดเจนว่าออกจากรูปัสสาวะแน่นอน ชัดเจน ไม่มีทางที่จะน่าสับสนเป็นอย่างอื่นได้
แล้วทำไมตอนแรก...(-_-*)

ดังนั้นการรีบตีโพยตีพายไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร เป็นอะไรที่แย่มาก

จากคุณ : meddy hao
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 19:46:59 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 12 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

แพ้ยายังงัย โดนฉีดอีกเข็ม 2วันกลับบ้านได้ - -* แพ้ยาอีท่าไหนเนี่ย

จากคุณ : lottery
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 20:01:11 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 13 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

แพ้ยาแล้วชักกระตุก ??

จากคุณ : mayny the kop [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : วันเข้าพรรษา 54 21:06:29 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 14 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เรืองนี้จะไม่เกิด ถ้าเพียงเเค่พยาบาลบอกชือยาให้คนไข้ฟัง
บางทีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่พวกเรามองข้าม สำหรับผู้ป่วยมันสำคัญ
ต่อให้ผู้ป่วยอาจจะเข้าใจมาผิดๆเเยกไม่ออกระหว่างอาการข้างเคียง
กับการเเพ้ยา บุคคลากรก็ควรจะให้คำอธิบายกับคนไข้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง
" เเค่พูดกับผู้ป่วยดีๆ ตอบคำถามดีๆ ปัญหาการฟ้องก็จะลดน้อยลงครับ"

จากคุณ : werty_max [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 17 ก.ค. 54 09:24:51 [แก้ไข]



ความคิดเห็นที่ 15 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

อาจแค่ปวดท้องแล้ว hypervent ขึ้นมาก็ได้

concept เดิม

" ไม่ถูกใจ ยังไงก็ผิด "

ทนอยู่รพ รัฐ กันทำไมนี่ย

จากคุณ : no preservation [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 17 ก.ค. 54 16:34:32 [แก้ไข]




โดย: หมอหมู วันที่: 18 กรกฎาคม 2554 เวลา:13:56:27 น.  

 


ข้อมูลสื่อ
ชื่อไฟล์: 308-015
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 308
เดือน/ปี: ธันวาคม 2004
คอลัมน์: ล้านคำถามเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกร
นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด


ถาม เมื่อแพ้ยาเพนิซิลลินแล้ว จะแพ้ยาชนิดอื่น
หรือไม่


ร้อยละ ๑-๕ ของผู้ที่ใช้ยากลุ่มเพนิซิลลินแล้ว อาจเกิดการแพ้ขึ้นได้

ยาเพนิซิลลิน เป็นชื่อกลุ่มยาที่มีอัตราการแพ้สูงที่สุด พบได้ร้อยละ ๑-๕ ของผู้ที่ใช้ยาชนิดนี้ โดยทั่วไปจะมีอาการ ผื่นคัน ลมพิษ คล้ายลมพิษ กระจายทั่วร่างกาย เมื่อหยุดยาอาการก็อาจหายได้เองเป็นปกติ

แต่อย่างไรก็ตามอาจพบอาการแพ้อย่างรุนแรงได้เช่นกัน แต่พบได้ร้อยละ ๐.๐๐๔-๐.๔ ของผู้ใช้ยาชนิดนี้ ซึ่งพบได้น้อยกว่า แต่มีอันตรายสูง และถึงแก่ชีวิตได้


ข้อควรปฏิบัติเมื่อแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน
เมื่อแพ้ยาเพนิซิลลินชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ควรระวัง ในการใช้ยาชนิดอื่นๆ ในกลุ่มเพนิซิลลินด้วย เพราะจะแพ้ยา ตัวอื่นๆ ในกลุ่มเพนิซิลลินได้เช่นกัน และถ้าหากมีการใช้ยาที่เคยมีประวัติแพ้อีกครั้ง ร่างกายจะตอบสนองต่อยาชนิดเดิมนี้รุนแรงมากขึ้น

ดังนั้น ถ้าเคยแพ้ยาเพนิซิลลิน จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเพนิซิลลินทุกชนิด เพราะถ้าใช้อีกอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ที่รุนแรงมากขึ้น จากที่เคยเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษตามผิวหนัง ในรายที่ใช้ยาซ้ำ อาจก่อผลเสียอย่างรุนแรงให้หลอดลมตีบตัว หายใจเหนื่อยหอบ ความดันเลือดลดลง ช็อก และถึงแก่ชีวิต ได้

ตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มเพนิซิลลิน
ตัวอย่างยากลุ่มเพนิซิลลิน ได้แก่ เพนิซิลลิน จี (penicillin G) โพรเคน เพนิซิลลิน จี (procaine penicillin G) เพนิซิลลิน วี (penicillin V) แอมพิซิลลิน (ampicillin) อะม็อกซีซิลลิน (amoxycillin) คล็อกซาซิลลิน (cloxacillin) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมียาในกลุ่มนี้อีกมากมายที่มีการใช้ในทางการแพทย์ แต่สามารถจำง่ายๆว่า ชื่อยาจะขึ้นต้นด้วยคำใดก็ตาม แต่มักจะลงท้ายด้วย "-ซิลลิน" ก็ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นยากลุ่มเพนิซิลลิน

เมื่อแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน อาจแพ้ยากลุ่มเซฟาโลสปอรินได้ แต่พบน้อยและรุนแรงน้อยกว่า

มียาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในทางการแพทย์คือ ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน ที่มีฤทธิ์และขอบเขตการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ใกล้เคียงกับยากลุ่ม เพนิซิลลิน และที่สำคัญคือ มีโครงสร้างของโมเลกุลของยาคล้ายกับยากลุ่มเพนิซิลลินมาก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย

ดังนั้น ในผู้ป่วยที่เคยแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน เมื่อมาใช้ยากลุ่มเซฟาโลสปอรินจึงพบการแพ้ยาชนิดหลังนี้ได้บ้าง แต่อาการแพ้ยาที่เกิดขึ้นจะแตกต่างจากการแพ้ยา กลุ่มเพนิซิลลิน คือจะเกิดอาการแพ้ยาอย่างอ่อนๆ เล็กๆ น้อยๆ เช่น ผื่นคัน ลมพิษตามผิวหนัง เป็นต้น และมักไม่พบการแพ้อย่างรุนแรงที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เนื่องจาก อาจเกิดอาการแพ้ขึ้นได้ ในรายที่เคยแพ้เพนิซิลลิน จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มเซฟาโลสปอรินด้วย

ส่วนยาชนิดอื่นนอกเหนือจากยากลุ่มเพนิซิลลินและเซฟาโลสปอรินแล้ว เช่น ยาซัลฟา (sulfonamides) ยา NSAIDs เป็นต้น ซึ่งเป็นยาที่พบการเกิดการแพ้ยาได้บ่อย รองจากยาต้านจุลชีพในกลุ่มเพนิซิลลิน แต่ถ้าผู้ป่วยที่เคยมีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน แต่ไม่เคยแพ้ยาทั้ง ๒ ชนิดนี้ ก็สามารถใช้ยาทั้งสองชนิดนี้ได้อย่างปลอดภัย ในกรณีนี้ยกเว้นแต่ในกรณีที่ผู้ป่วยคนนั้นแพ้ยาเหล่านี้ด้วยเท่านั้น




เมื่อแพ้ยา จึงควรจดชื่อยาบันทึกและพกติดตัวอยู่เสมอ และแจ้งเมื่อรับยาทุกครั้ง

เมื่อแพ้ยาเพนิซิลลิน จึงควรจดบันทึกและพกติดตัวอยู่เสมอ เมื่อใดที่ไปพบแพทย์ หรือได้รับยา จะต้องแจ้งแก่ผู้รักษา หรือผู้สั่งจ่ายยาทุกครั้งว่า เคยแพ้ ยาเพนิซิลลิน ข้อนี้รวมถึง เมื่อไปหาซื้อยาใช้เองที่ร้านยาด้วย
นอกจากนี้ อาจสังเกตคำลงท้ายของชื่อยาที่ได้รับว่ามีชื่อลงท้ายว่า "-ซิลลิน"Žหรือไม่ และอาจจดชื่อยา กลุ่มเพนิซิลลินที่เป็นที่รู้จักไว้และพกติดตัวก็ได้

การแพ้ยากับโรคภูมิแพ้

อนึ่ง ผู้ป่วยที่มีประวัติการแพ้ยา มีโอกาสที่จะเกิดการแพ้ต่อยาชนิดอื่น หรือเป็นโรคทางภูมิคุ้มกันได้ง่าย ตัวอย่างโรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคลมพิษ โรคผื่นผิวหนังอักเสบ โรคภูมิแพ้ในโพรงจมูก โรคหืด เป็นต้น
ในโอกาสนี้จึงขอกล่าวถึง "การแพ้ยา" สักเล็กน้อย


การแพ้ยา

"การแพ้ยา" เป็นเรื่องหนึ่งที่พบได้บ่อยในการใช้ยา ประมาณว่า โอกาสเกิดการแพ้ยาประมาณร้อยละ ๕ ของผู้ใช้ยา เมื่อเกิดการแพ้ยา จะก่อผลเสียในการรักษาด้วยยาที่ไม่อาจคาดเดาได้และมีอันตรายถึงชีวิตได้ ประเด็นการแพ้ยานี้จึงได้รับความสนใจและเป็นคำถามประจำที่ผู้รักษาหรือผู้ที่สั่งใช้ยาไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาลหรือเภสัชกร มักจะถามท่านอยู่เสมอ เมื่อพบหน้า ทั้งที่โรงพยาบาล หรือที่ร้านยาว่า"ท่านเคยแพ้ยาหรือไม่" และ "ถ้าเคยแพ้ยาชนิดใด"Ž

การแพ้ยา เป็นอาการอันไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่งเมื่อมีการใช้ยา สมดั่งคำขวัญที่ว่า "ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์" การแพ้ยาเป็นโทษของยาที่แอบแฝงอยู่และอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกเมื่อที่มีการใช้ยา ดังนั้น ถ้า ไม่มีข้อบ่งใช้หรือไม่มีความจำเป็น จึงไม่ควรใช้ยา เพราะอาจเกิดการแพ้และเกิดผลข้างเคียงชนิดอื่นๆ ได้

ควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น เพราะอาจแพ้ยาที่ไม่เคยแพ้ได้
ทุกคนที่ใช้ยาและไม่เคยมีประวัติการแพ้ยา ก็ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จว่า จะไม่แพ้ยาตลอดไป เมื่อใช้ยาไปเรื่อยๆ วันดีคืนดีก็อาจเกิดแพ้ยาที่เคยใช้แล้วไม่แพ้ยาได้ ดังนั้น การแพ้ยาจึงไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า ตนเอง จะเกิดการแพ้ยาหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด เกิดในลักษณะใด และรุนแรงเพียงใด

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการใช้ยา จึงควรหมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา ถ้าสงสัยควรปรึกษาผู้สั่งจ่ายยานั้นทันที เพราะถ้าเกิดการแพ้ยาแล้ว ยังใช้ยาอย่างต่อเนื่องก็จะไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการแพ้ยาชนิดนั้นได้มากหลายเท่าทวีคูณ ในบางรายอาจอันตรายถึงชีวิตได้ เหมือนกับผู้ป่วยที่เคยมีประวัติแพ้ยาแล้ว แต่มาใช้ยาที่เคยแพ้อีก อาการแพ้ยาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางรายอาจช็อกและเสียชีวิตได้ เช่นกัน


กลไกการแพ้ยา

การแพ้ยาเป็นกลไกของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่เข้าใจว่า ยาเป็นสิ่งแปลกปลอมและมีการตอบสนองในด้านภูมิแพ้มากกว่าปกติ ส่วนใหญ่จะมีอาการทางผิวหนัง เกิดผื่นคันคล้ายลมพิษขึ้นได้ ในบางรายอาจมีอาการทางเดินหายใจ เกิดหอบเหนื่อยขึ้นได้เช่นกัน


ชนิดของยาที่พบการแพ้ยาได้บ่อย

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น ยาที่เป็นสาเหตุให้เกิด อาการแพ้ยาได้บ่อย ได้แก่ ยากลุ่มเพนิซิลลิน (penicillins) ยากลุ่มซัลฟา (sulfonamides) และยาแก้ปวดลดไข้ (NSAIDs) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม "ยาทุกชนิดก็มีโอกาส ทำให้เกิดอาการแพ้ได้" แม้แต่ยาที่ปลอดภัยมากๆ เช่น ยาพาราเซตามอล มีรายงานว่า พบผู้ป่วยที่ใช้ยาพาราเซตามอลแล้วเกิดการแพ้ยาได้เช่นกัน

ยากลุ่มเพนิซิลลินเป็นกลุ่มยาที่พบรายงานการแพ้ ได้บ่อยที่สุด ประมาณร้อยละ ๕ ของผู้ที่ใช้ยานี้ ส่วนชนิดอื่นๆ จะเกิดการแพ้ได้ ในอัตราที่น้อยกว่านี้

อาการแพ้ยา มีตั้งแต่ระดับน้อยๆ อาจเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษ ผื่นแดง หรือในบางรายอาจมีอาการริมฝีปากบวม หน้าตาบวม หนังตาบวม พุพอง ผิวหนังเปื่อยลอก แต่ถ้าแพ้ยารุนแรงมากขึ้น อาจทำให้ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม ความดันเลือดต่ำ ชีพจรเต้นเบาและเร็ว หยุดหายใจ ช็อก และตายได้


การแพ้ยาฉีดมักมีอาการรุนแรงมากกว่ายาชนิดกิน

การแพ้ยาฉีดมักมีอาการรุนแรงมากกว่ายาชนิดกิน และส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่แพ้ยา มักมีอาการไม่รุนแรง และหายเองได้เมื่อหยุดยา


การปฏิบัติตนเมื่อสงสัยว่าแพ้ยา

ดังนั้น ในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาขึ้น จึงควรหยุดยา และรีบกลับมาพบผู้สั่งจ่ายยาทันที เพื่อรักษาอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้น และควรสอบถามผู้สั่งจ่ายยาถึงชื่อยาที่ตนเองแพ้อยู่นั้นเป็นยาชนิดใด เมื่อทราบแล้วควรจดจำและบันทึกไว้ และแจ้งแก่ผู้สั่งจ่ายยาทุกครั้งที่มีการจ่ายยา เพื่อเป็นการเตือนทั้งผู้สั่งจ่ายและตนเอง ให้ป้องกันการแพ้ยาที่จะรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีการแพ้ครั้งต่อๆ ไป


"บัตรแพ้ยา" จากร้านยาเภสัชกรชุมชน

ในร้านยาของเภสัชกรชุมชนได้มีการรณรงค์จัดทำ "บัตรแพ้ยา" ให้แก่ผู้ป่วยทุกรายที่มาใช้บริการ กรุณาแจ้งกับเภสัชกรได้เลยว่า ท่านแพ้ยาอะไร เภสัชกรจะจัดทำบัตรแพ้ยามอบให้ท่านฟรี


สุดท้ายนี้ขอเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมให้แก่ผู้ป่วย ที่มีประวัติแพ้ยา ควรจัดทำสร้อยข้อมือ แหวนหรือสร้อย คอ ที่ระบุว่า ท่านผู้นั้นแพ้ยาชนิดใด เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยแสดงการแพ้ยาเหล่านี้แทนท่าน การช่วยเหลือที่ท่านได้รับจะบังเกิดผลลัพธ์ที่ดี มีประโยชน์ และช่วยให้ท่านหายป่วยหายไข้โดยเร็ว





โดย: หมอหมู วันที่: 11 สิงหาคม 2555 เวลา:15:21:18 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 357 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
Friends' blogs
[Add หมอหมู's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.