Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง
Group Blog
 
All Blogs
 
ร่าง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ... ปัญหา หรือ โอกาส ...

สืบเนื่องจากกระทู้นี้ .. ใครยังไม่ได้อ่าน ก็อยากให้เข้าไปลองอ่านในกระทู้ก่อนนะครับ

L9437140 "หมอ-รพ."ช็อก ! กม.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสธ. ลากหมอติดคุก-จ่ายค่าสินไหม โทษแรงกว่าในสหรัฐ หมาป่าดำ (71 - 11 ก.ค. 53 05:10)

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9437140/L9437140.html

โดยเฉพาะตัวร่าง พรบ. จาก คห. ๕๕ คุณ ผู้สังเกตการณ์ ได้รวบรวมมาไว้แล้ว โหลดมาอ่านได้เลย ..

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุข พ.ศ. .... (นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 10,631 คน เป็นผู้เสนอ)

http://library2.parliament.go.th/giventake/content_hr/d051253-13.pdf

ผมก็ขอแจมหน่อย เลือกมาเฉพาะ สิ่งที่มีใน พรบ. นี้ เท่านั้น นะครับ .. ไม่งั้นก็จะกว้างเกินไป คุยกันไม่จบ ..




คนที่ทุกข์ร้อนก็สมควรได้รับการช่วยเหลือ .. อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง



ตรงนี้ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ...

ถ้าอ่านดู ก็จะเห็นว่าจะได้หรือไม่ได้ เข้าข่าย พรบ.นี้หรือไม่ ก็ต้องอ้างอิงกับ "มาตรฐานวิชาชีพ" .. ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการ ..

แต่ถ้ามาดู กรรมการตัดสิน ...กลับไม่มีคณะกรรมการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการแพทย์ แล้วจะพิจารณาในเรื่องความเสียหาย...ในเชิงวิชาการได้อย่างไร ( ถ้าบอกว่า ให้เป็น คณะอนุกรรมการฯ ซึ่งเสนอความเห็นได้ แต่ลงมติไม่ได้ ผมว่า ไม่พอนะครับ )



ยิ่งมาดูวิธีการตัดสิน .. ใช้เสียงข้างมาก ???



คกก. ที่ตัดสิน ไม่ได้มีความรู้ด้านวิชาการ แล้วจะตัดสินได้อย่างไรว่าเหมาะว่าควร ถูกต้อง หรือ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ???

อีกประเด็นก็คือ .. คกก. ไม่ใช่เจ้าของเงิน .. จ่ายไป ตนเองก็ไม่เดือดร้อน แถมได้หน้า ได้ชื่อว่า มีจิตใจเมตตา ช่วยเหลือคนทุกข์ร้อน ในทางกลับกัน ถ้าไม่จ่ายหรือค้ดค้าน ก็จะถูกสื่อหรือประชาชน ประนาม ตนเองเดือนร้อนเสียชื่อ ..



ต่อมาเป็นประเด็นเรื่องของ กองทุน ..ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ...






จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่ เรื่อง ของ " หมอ " เท่านั้น .. ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมหมดทุกฝ่าย ทั้ง แพทย์ พยาบาล ทันตะ เภสัช กายภาพ เทคนิกการแพทย์ (แลป) .. โดนหมด

ในส่วนของ เอกชน คลินิก แลป รพ.เอกชน .. ไม่ต้องห่วงครับ เพราะ บวกค่าใช้จ่ายความเสี่ยงนี้ เข้าไปเพิ่มอีกนิดหน่อย ไม่มีปัญหา ..แต่ ประชาชน ก็ต้องจ่ายเพิ่ม ???

ในส่วนของ รพ. รัฐ ก็ต้องหาเงินมาเพิ่มเข้าไปในกองทุนนี้ .. แล้วจะเอามาจากไหน ก็ต้องเอามาจาก เงินงบประมาณ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่พออยู่แล้ว ??? ต้องไปลดค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ซึ่งง่ายที่สุด และเป็นค่าใช้จ่ายมากที่สุดก็คือ " ค่ายา " ..แล้วผลที่ตามมาก็คือ ผู้ป่วยที่ใช้ยา อาจได้รับยาที่คุณภาพ ลดลง




ตรงนี้อยากเน้นที่คำว่า " รู้ถึงความเสียหาย" ผ่านไปกี่ปี ถ้าบอกว่า พึ่งรู้ .. ก็ใช้ได้เลย ... กฏหมายแพ่ง อาญา ยังมีกำหนดไว้ แต่นี่เปิดยาววววว

แถม ถ้าไปฟ้องแล้ว ศาลยกฟ้อง ก็กลับมาขอใช้ พรบ.นี้ได้อีก ???



ประมาณว่า ก่อนฟ้อง ก็ได้ไป .. แต่ถ้าได้แล้วไม่พอใจ ก็ฟ้องได้ .. ฟ้องแล้ว แพ้ (ยกฟ้อง) ก็กลับมาขอได้อีก ..

ยังไม่พอ .. ถ้าท่านโทรมาในสิบนาทีนี้ เรายังมีโปรโมชั่นเพิ่มเติมให้ท่านอีก ..



ทำสัญญายอมความไปแล้ว .. ก็ยังกลับมาขอได้อีก



มาต่อประเด็นเรื่องคดีอาญา



ไม่รู้จะเขียนไปทำไม ในเมื่อมันเป็นอำนาจ ของ ศาลอยู่แล้ว .. มิใช่หรือ ???

ที่หนักกว่า ก็คือ ตรงนี้ ...



ในความเห็นของผม คิดว่า ประเด็นนี้ให้อำนาจกับ คกก.มากเกินไปหรือเปล่า ??

พอดีไม่เห็นมีรายละเอียดเพิ่มเติม ใน พรบ. อาจตีความไปว่า คกก. มีอำนาจในการตัดสิน ปรับ จำคุก แทน " ผู้พิพากษา " ???

บางที ผมอาจคิดมากไปเองก็ได้ แต่ ถ้าไม่ใช่ ..ก็น่าจะเขียนให้รัดกุมกว่านี้ ..



ประเด็นที่ผมอยากจะเพิ่มเติม นิดหน่อย ...

๑. การฟ้องอาญา ... แพทย์ หรือใครก็ช่าง ไม่มีสิทธิพิเศษ ที่จะยกเว้นไม่ให้ฟ้องอาญา ( ใน พรบ.นี้ ก็ไม่ได้บ่งบอกชัดเจน ยกเว้นใน มต.๔๖ )

๒. ความจำเป็นในการออก พรบ.นี้ .. ผมดูแล้ว หลักก็คือ "ออกมา เพื่อเพิ่มช่อง การชดเชย ให้กับผู้ป่วย " ประเด็นเดียวเท่านั้น เพราะช่องทางการฟ้องร้องร้องเรียน ตามกฏหมายผ่านทางศาล ก็ยังมีเหมือนเดิม ..ดูแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี สำหรับผุ้ที่ได้รับความเดือดร้อน .. แต่ อยากให้ปรับเรื่องคุณสมบัติของ คกก. และ อำนาจ ของ คกก.

๓. ความซ้ำซ้อน ของกองทุน การจ่ายเงินเข้ากองทุน

- จ่ายแล้ว ผู้ป่วยไม่พอใจ ... รพ.เอกชน คลินิก รพ.รัฐ ... ก็ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายอีกรอบ เพื่อตกลงนอกรอบ หรือ เพื่อดำเนินคดีฟ้องร้อง ในฐานะ "จำเลย" ... แล้วเงิน ที่จ่าย จ่ายไปทำไม ???

จะอ้างว่า เหมือนประกันชีวิต ประกันภัย .. เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ก็ต้องบอกว่า ไม่เหมือนเลย เพราะ ประกันชีวิต ประกันภัย ลูกค้าต้องร่วมจ่าย .. บริษัทประกัน ไม่ต้องมาร่วมจ่ายเบี้ยด้วย เก็บเบี้ยอย่างเดียว .. พอเกิดความเสียหาย บริษัทถึงจ่าย แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น บริษัทรับไปเป็นกำไร

แต่ ในกรณีของ พรบ.นี้ .. ลูกค้า (คนไข้) ไม่ต้องจ่าย ... รพ. คลินิก ฯลฯ (คล้ายกับบริษัท ผู้ให้ประกัน) ต้องร่วมจ่าย.. ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จ่ายฟรี ???

ถ้าอ้างว่า ผู้ป่วย ร่วมจ่ายเป็นภาษี .. แล้วหมอ เจ้าหน้าที่ รพ.เอกชน รพ.รัฐ ฯลฯ ไม่ต้องจ่ายภาษีหรือ ???

ถ้าจะบอกว่า เป็นการประกันความเสี่ยงของ หมอ เจ้าหน้าที่ ฯลฯ ก็แปลก ๆ อีก .. เพราะเป็นการบังคับ ไม่ใช่สมัครใจที่จะยอมรับ ความเสี่ยงเอง หรือ ทำประกันเพื่อลดความเสี่ยงของตนเอง ...



พรบ.นี้ มีข้อดี ที่ช่วยเหลือกับ ผู้ที่ได้รับความเดือนร้อน ( ซึ่งผม ครอบครัว พี่น้องผม ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ) .. แต่ อยากให้มองถึงภาพในมุมกว้าง ในมุมของ ผู้ให้บริการสาธารณสุข บ้าง ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ..

สำหรับ เอกชน ไม่ว่าจะเป็น คลินิก หรือ รพ.เอกชน ไม่ต้องห่วง ..เขามีระบบ มีวิธีจัดการปัญหาอยู่แล้ว..

แต่คนที่จะกระทบมากที่สุด ก็คือ รพ.รัฐ .. คนไข้เยอะ หมอน้อย ความผิดพลาด ก็เยอะตามไปด้วย .... คดีฟ้องร้องระยะ ๒ - ๓ ปีนี้ เกือบทั้งหมดเป็น ของ รพ.รัฐ ..

คนที่พูดว่า " หมอทีดี ๆ ไม่ต้องกลัวโดนฟ้อง ไม่มีใครอยากฟ้องหมอหรอก " หรือ " ถ้าหมอทำดี ฟ้องไป ศาลก็ยกฟ้อง หรือถ้าศาลตัดสินว่า หมอพลาด ทำผิด รัฐ ก็เป็นคนจ่ายเงินแทน หมอไม่ต้องจ่าย " ...

คนเหล่านี้ ยังไม่เคยโดนฟ้อง เลยไม่รู้ว่า คนที่ถูกฟ้องร้อง นั้นรู้สึกอย่างไร ... ผมได้เห็นแพทย์ที่ถูกฟ้อง แล้วศาลยกฟ้อง หลังจากผ่านไป ๔ ปี .. ศัลยแพทย์ ๑ คน เลิกผ่า เลิกเป็นหมอศัลยกรรม ..หมอเด็ก ก็ขอย้ายไปอยู่ รพ.ที่ใหญ่กว่า .. แพทย์ใช้ทุน ที่ขอทุนศัลยกรรม ก็เปลี่ยนไปขอทุนอื่น แพทย์ใช้ทุนอีกท่านที่คิดว่าจะกลับมาอยู่ รพ. ก็ขอไปอยู่ รพ.อื่นที่ใหญ่กว่า ..

ไม่นับรวมถึง แพทย์ ใน รพ.เล็ก ๆ ใกล้เคียงที่เคยผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าตัดคลอด ทำหมัน เย็บเส้นเอ็นใน รพ.ชุมชน ตอนนี้ก็ไม่ทำ ส่งต่อมา เพราะไม่อยากเสี่ยง

นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่ผมพบด้วยตัวผมเอง เป็นประสบการณ์ตรง .. ผมจึง ไม่เคยเชื่อว่า " หมอโดนฟ้อง แล้วไม่เดือนร้อน ไม่ต้องกลัว "







Create Date : 11 กรกฎาคม 2553
Last Update : 11 กรกฎาคม 2553 16:36:28 น. 15 comments
Counter : Pageviews.

 
วันก่อนได้ฟัง....สัมภาษณ์
บอกแค่ว่า เราต้องการเพียงแค่กองทุนเพื่อเยียวยาเท่านั้น

แต่ สิ่งที่ออกมา ทำให้ทุกจุดของระบบบริการสุขภาพเดือดร้อน ระส่ำระสาย.....แล้วผลสุดท้ายจะตกที่ผู้ป่วยเท่านั้นเอง

ถ้าถามว่า ไม่เห็นด้วยในทุกข้อไหม...ก็ไม่
แต่ข้อที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก ก็คือ
คณะกรรมการ กับการตัดสินพิจารณาความผิด โดยไม่เอาความคิดเห็นทางด้านการแพทย์เข้าร่วม....อันนี้ใครคิดเนี่ย ไม่เข้าใจเน๊อะพี่


โดย: NuHring วันที่: 11 กรกฎาคม 2553 เวลา:18:13:02 น.  

 
ถ้าเจอคนไข้ดี หมอไม่ดี กม.นี้ช่วยคนไข้ได้
ถ้าเจอคนไข้ไม่ดี หมอดี กม.นี้จะช่วยหมอดีได้ไหม
เรายังสงสัยอยู่??


โดย: quilt วันที่: 12 กรกฎาคม 2553 เวลา:16:57:51 น.  

 
ตั้งกระทู้ไว้ห้องสวนลุม ก็มีแจมกันพอสมควร ว่าง ๆ ก็เชิญนะครับ

L9460294 ร่าง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ... ปัญหา หรือ โอกาส ... หมอหมู (171 - 20 ก.ค. 53 21:55)

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9460294/L9460294.html



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:57:52 น.  

 
ผมได้รับ เมล์ เป็นความเห็นเกี่ยวกับ พรบ.นี้ ...ยาวหน่อย แต่ น่าสนใจ เลยนำมาฝากไว้ด้วยเลย ..



ข้อสังเกต ต่อร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

วันจันทร์, 12 กรกฎาคม 2010 22:44 น.
จาก: "N I"

“ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ……” ทำร้ายแพทย์หรือทำร้ายคนไข้?

ในช่วงระยะเวลาที่ ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับปฏิกิริยาในทางต่อต้านของบุคลากรด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับ “ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ……” (ต่อไปจะเรียกว่า ร่างพ.ร.บ.ฯ) ซึ่งเป็นร่างที่เสนอโดย " ผู้เสียหาย"

และ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

จึงมี ประเด็นที่น่าพิจารณาในทางกฎหมายว่าร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวนี้จะส่งผลเสียต่อบุคลากรทางการแพทย์และการบริการสาธารณะสุขจริง หรือไม่ อย่างไร?

เนื่องจากหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีบุคลากรทางการ แพทย์ซึ่งเท่าที่ปรากฏก็ คือ “คุณหมอ” ทั้งหลายออกมาตีโพยตีพายไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับดังกล่าว จึงเห็นควรว่าน่าจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวที่คุณหมอทั้งหลายหวาดกลัวและเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่ไม่ควร ผ่านออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับ หาไม่แล้วความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้จะต้องเลวร้ายลงอย่างยิ่ง

ใน บทความนี้จึงขอนำเสนอออกเป็น 4 ส่วน คือส่วนที่หนึ่งโครง สร้างของร่างพ.ร.บ.ฯ ส่วนที่สองเนื้อหาสำคัญในร่างพ.ร.บ.ฯ ส่วนที่สามข้ออ้าง/ความกังวลของคุณหมอทั้งหลายเป็นเรื่อง ที่รับฟังได้หรือไม่ ส่วนที่สี่บทสรุป

1. โครงสร้างของร่างพ.ร.บ.ฯ

ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 50 มาตรา ประกอบไปด้วย

1.1 ส่วนทั่วไปประกอบด้วยชื่อพ.ร.บ.ฯ(มาตรา 1) วันที่พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ(มาตรา 2) บทนิยาม(มาตรา 3) และบทกำหนดรัฐมนตรีรักษาการ(มาตรา 4)
1.2 การคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข (หมวด 1 มาตรา 5-6)
1.3 คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข (หมวด 2 มาตรา 7-19)
1.4 กองทุนสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข (หมวด 3 มาตรา 20-24)
1.5 การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชย (หมวด 4 มาตรา 25-37)
1.6 การไกล่เกลี่ยและการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข (หมวด 5 มาตรา 38-41)
1.7 การพัฒนาระบบความปลอดภัยและป้องกันความเสียหาย (หมวด 6 มาตรา 42-44)
1.8 การฟ้องคดีอาญาและบทกำหนดโทษ (หมวด 7 มาตรา 45-46)
1.9 บทเฉพาะกาล (มาตรา 47-50)


โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:00:58 น.  

 
2. เนื้อหาสำคัญในร่างพ.ร.บ.ฯ

2.1 บทนิยาม ในร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวได้กำหนดนิยามไว้ในมาตรา 3 โดยนิยามที่สำคัญได้แก่นิยามของ คำว่า “ผู้เสียหาย”, “สถานพยาบาล” และ “บริการสาธารณสุข” ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

“ผู้เสียหาย” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขจากสถานพยาบาล

“สถาน พยาบาล” หมายความว่า สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล สถานพยาบาลของรัฐ และของสภากาชาดไทย ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานบริการสาธารณสุขตามที่คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ในระบบบริการสาธารณสุขประกาศกำหนด

“บริการสาธารณสุข” หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งได้แก่ การประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ การประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์ การประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม การประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพกายภาพบำบัด การประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเทคนิคการแพทย์การ ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเภสัชกรรม หรือการปะรกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และให้รวมถึงการให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

2.2 คณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการตามร่างพ.ร.บ.ฯ ร่างพ.ร.บ.ฯ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการตามลำดับดังนี้

2.2.1 คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข(ต่อไปจะเรียก ว่า คณะกรรมการ)ตามมาตรา 7 ประกอบไปด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ (2) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (3) ผู้แทนสถานพยาบาล จำนวนสามคน (4) ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ จำนวนสามคน (5) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนห้าคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิทธิมนุษยชน และการเจรจาไกล่เกลี่ยสาธารณสุข ด้านละหนึ่งคน รวมจำนวนคณะกรรมการทั้งสิ้น 18 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมีกำหนดไว้ในมาตรา 10 ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฯ กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่หลายประการ แต่ทั้งนี้คณะกรรมการ ดังกล่าวไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น และเงินชดเชยแต่ประการใด

2.2.2 คณะอนุกรรมการพิจารณาให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้น(ต่อไปจะเรียกว่า คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือ)ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละหนึ่งคน และผู้แทนสถานพยาบาลและผู้แทนผู้รับบริการสาธารณสุข ฝ่ายละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้น 5 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือมีการ กำหนดไว้ในมาตรา 27 คือมีหน้าที่พิจารณาคำร้องขอรับเงินค่าเสียหาย(ในที่นี้คือเงินช่วยเหลือ เบื้องต้น)

2.2.3 คณะอนุกรรมการประเมินเงินชดเชย(ต่อไปจะเรียกว่า คณะอนุกรรมการเงินชดเชย)ตามมาตรา12 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพและด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้น 5 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการเงินชดเชยมีการกำหนด ไว้ในมาตรา 30 คือมีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเงินชดเชย

2.2.4 คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์(ต่อไปจะเรียกว่า คณะกรรมการอุทธรณ์)ตามมาตรา 13 ประกอบไปด้วย ประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละหนึ่งคน และผู้แทนสถานพยาบาลและผู้แทนผู้รับบริการสาธารณสุข ฝ่ายละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้น 8 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอุทธรณ์มีการกำหนดไว้ใน มาตรา 28(การวินิจฉัยเกี่ยวกับคำขอเงินช่วยเหลือเบื้องต้น), มาตรา 31(การวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนเงินชดเชย)

2.2.5 คณะอนุกรรมการอื่นๆ ที่อาจถูกตั้งขึ้นได้ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง (3)


โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:01:20 น.  

 
2.3 การใช้สิทธิขอรับค่าเสียหาย

2.3.1 สิทธิของผู้เสียหายและเงื่อนไขในการได้รับสิทธิตามร่างพ.ร.บ.ฯ มาตรา 5 กำหนดหลักการพื้นฐานไว้ว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น และเงินชดเชยจากกองทุนตามร่างพ.ร.บ. นี้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับ ผิด นอกจากนี้ในมาตรา 6 ผู้เสียหายไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 5 ได้หากเป็นกรณีดังต่อไปนี้ (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น แม้มีการให้บริการสาธารณสุขตามมาตราฐานวิชาชีพ (2) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ (3) ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขแล้วไม่มีผลกระทบต่อ การดำรงชีวิตตามปกติ

2.3.2 กระบวนการใช้สิทธิของผู้เสียหายในการขอรับเงินค่าเสียหาย ตามร่างพ.ร.บ.ฯ ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิที่ถูกรับรองไว้ในมาตรา 5 ตามลำดับดังนี้

2.3.2.1 ผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินค่าเสียหาย ได้แก่ ผู้เสียหายเอง(มาตรา 25 วรรคหนึ่ง) หรือ บุคคลอื่นอันได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส ทายาท หรือผู้อนุบาล หรือบุคคลใดซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย ในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิต เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้แล้วแต่กรณี(มาตรา 25 วรรคสอง)

2.3.2.2 แบบของคำขอ การยื่นคำขอรับเงินค่าเสียหายสามารถกระทำได้ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ ได้(มาตรา 25 วรรคสาม) คำขอดังกล่าวต้องยื่นต่อสำนักงาน(กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) หรือยื่นต่อองค์กรที่สำนักงานกำหนด

2.3.2.3 ระยะเวลาในการยื่นคำขอ ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอ ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ให้ บริการสาธารณสุขซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย

2.3.2.4 ผลของการยื่นคำขอต่ออายุความละเมิด เมื่อมีการยื่นคำขอให้อายุความทางแพ่งในมูลละเมิดนั้นสะดุดหยุดอยู่จนกว่า การพิจารณาคำขอเงินชดเชยนั้นจะถึงที่สุดหรือมีการยุติการพิจารณาคำขอมาตรา 34 วรรคหนึ่ง(มาตรา 26)

2.3.2.5 การพิจารณาคำขอรับเงินค่าเสียหาย

- เมื่อได้รับคำขอให้หน่วยงานที่รับคำขอไว้ส่งคำขอดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการ เงินช่วยเหลือภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือต้องพิจารณาคำขอดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ(ระยะเวลาในการพิจารณาดังกล่าวในกรณีที่มีเหตุจำ เป็นสามารถขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 วัน และต้องระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขยายเวลาทุกครั้งไว้

" หากคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ะยะเวลาที่ขยายดังกล่าว ...ให้ถือว่าคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือวินิจฉัยจ่าย เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและให้จ่ายเงินดังกล่าว) "

หากคณะอนุกรรมการ เงินช่วยเหลือเห็นว่าผู้ยื่นคำขอเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 5 และไม่ใช่กรณีตามมาตรา 6 ให้วินิจฉัยจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้เสียหายหรือทายาท คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือที่วินิจฉัยให้จ่ายเงินช่วยเหลือ เบื้องต้นให้เป็นที่สุด(มาตรา 27)

- หากคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือมีคำวินิจฉัยไม่รับคำขอ ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์ และแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยเร็ว ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิที่จะเสนอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการ พิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ คณะกรรมการอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องอุทธรณ์ ระยะเวลาดังกล่าวสามารถขยายออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยรับคำขอ ให้คณะอนุกรรมการ กำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือเบื้องต้นด้วย คำวินิจฉัยจองคณะกรรมการอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด(มาตรา 28)

- กรณีที่คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือตามมาตรา 27 หรือคณะกรรมการอุทธรณ์ตามมาตรา 28 ส่งคำขอให้คณะอนุกรรมการเงินชดเชยภายใน 7 วันนับแต่วันที่คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือมีคำวินิจฉัยหรือถือว่ามีคำ วินิจฉัยให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น หรือนับแต่วันที่คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้รับคำขอ(มาตรา 30 วรรคหนึ่ง)

- คณะอนุกรรมการเงินชดเชยมีหน้าที่พิจารณาจ่ายเงินชดเชยโดยอาศัยหลักการเกี่ยว กับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยต้องวินิจฉัยคำขอให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือ หรือคณะกรรมการอุทธรณ์แล้วแต่กรณี กรณีที่มีเหตุจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน โดยต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ด้วย(มาตรา 30 วรรคสอง และวรรคสาม)

- กรณีที่ผู้ขอไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินชดเชยที่คณะอนุกรรมการเงินชดเชยได้ วินิจฉัยกำหนด ผู้ขอสามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการเงินชดเชย โดยยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงาน และให้สำนักงานส่งคำอุทธรณ์ให้คณะกรรมการอุทธรณ์ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ คำอุทธรณ์ ถ้ายังไม่แล้วเสร็จสามารถขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด(มาตรา 31)

- เมื่อผู้เสียหายหรือทายาทตกลงยินยอมรับเงินชดเชย ให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อกับความเสียหายและผู้เสียหายจัดทำสัญญาประนีประนอมยอม ความ(มาตรา 33)

- หากคณะอนุกรรมการเงินชดเชยหรือคณะกรรมการอุทธรณ์ ได้กำหนดจำนวนเงินชดเชยแล้ว หากผู้เสียหายหรือทายาทไม่ตกลงยินยอมรับเงินชดเชยและได้ฟ้องให้ผู้ให้บริการ สาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายเป็นคดีต่อศาล ให้ยุติการดำเนินการตามพ.ร.บ.นี้ และผู้เสียหายหรือทายาทไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอได้อีก(มาตรา 34 วรรคหนึ่ง)

หาก ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วย งานที่เกี่ยวจ้องกับความเสียหายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ให้คณะอนุกรรมการเงินชดเชยพิจารณาว่าจะจ่ายเงินจากกองทุนเพื่อชำระค่าสินไหม ทดแทนตามคำพิพากษาหรือไม่เพียงใด(มาตรา 34 วรรคสอง)

หากศาลมีคำ พิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดยกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ให้ บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายไม่ต้องรับผิด คณะกรรมการอาจพิจารณาจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ก็ได้(มาตรา 34 วรรคสาม)

- กรณีที่ผู้เสียหายหรือทายาทได้นำเหตุแห่งความเสียหายฟ้องคดีต่อศาลเพื่อ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับความเสียหาย โดยขอรับเงินค่าเสียหายตามพ.ร.บ.นี้ด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะขอรับเงินค่าเสียหายก่อนหรือหลังฟ้องคดี ให้ดำเนินการให้มีการพิจารณาเฉพาะการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเท่านั้น เมื่อศาลมีคำพิพากาษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วให้นำความในมาตรา 34 วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม(มาตรา 35)

- กรณีที่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้เสียหายแล้วหากศาลมีคำ พิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องกับความเสียหายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ให้หักเงินช่วยเหลือเบื้องต้นออกจากค่าสินไหมทดแทนด้วย(มาตรา 36)

- กรณีที่มีความเสียหายปรากฏขึ้นภายหลังจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้เสียหายหรือเป็นกรณีที่ต้องใช้เวลาใน การแสดงอาการ ให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นขอรับเงินชดเชยตามพ.ร.บ.นี้ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ให้บริการสาธารณสุขซึ่งก่อให้ เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายที่ปรากฏขึ้นภาย หลัง คำขอดังกล่าวให้สำนักงานส่งให้คณะอนุกรรมการเงินชดเชยภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอโดยให้นำมาตรา 30, 31, 32 และ 33 มาใช้โดยอนุโลม


โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:01:57 น.  

 
2.4 การไกล่เกลี่ย

ตามร่างพ.ร.บ.ฯ ได้ระบุถึงการไกล่เกลี่ยที่ผู้เสียหายและผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการไกล่เกลี่ยกันได้ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

- เรื่องที่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ว่าต้องเป็นเรื่องอื่นนอกจากเงินค่าเสียหายตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

- การไกล่เกลี่ยจะดำเนินการก่อนหรือภายหลังผู้เสียหายได้ยื่นคำขอรับเงินค่า เสียหาย หรือหลังจากากรพิจารณาคำขอรับเงินค่าเสียหายเสร็จแล้วก็ได้

- หากมีการไกล่เกลี่ยกันสำเร็จให้มีการจัดทำสัญญาประนีประนอมในเรื่องที่ไกล่ เกลี่ยกันดังกล่าว(มาตรา 39 วรรคสาม)

- เมื่อมีการไกล่เกลี่ยให้อายุความฟ้องร้องคดีแพ่งสะดุดหยุดอยู่จนกว่าจะมีการ ยุติการไกล่เกลี่ย(มาตรา 40)

- การกำหนดห้ามไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยใช้ข้อมูลที่กำหนดใน การดำเนินคดีในศาล(มาตรา 41)



2.5 การฟ้องคดีอาญาและบทกำหนดโทษ

ร่างพ.ร.บ.ฯ ได้กำหนดระบุถึงการพิจารณาการกำหนดโทษโดยศาล โดยในมาตรา 45 กำหนดให้ศาลในคดีอาญาฐานกระทำการโดยประมาทที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการ สาธารณสุข หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิด ให้ศาลนำข้อเท็จจริงต่างๆของจำเลยเกี่ยวกับประวัติ พฤติการณ์แห่งคดี มาตรฐานวิชาชีพ การบรรเทาผลร้ายแห่งคดี การรู้สำนึกในความผิด การที่ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๔ การชดใช้เยียวยาความเสียหาย และการที่ผู้เสียหายไม่ติดใจให้จำเลยได้ รับโทษ ตลอดจนเหตุผลอื่นอันสมควร มาพิจารณา ประกอบด้วยในการนี้ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใด หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้


นอกจากนั้นในมาตรา 46 ได้กำหนดโทษของการฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ คณะกรรมการอุทธรณ์ หรือคณะอนุกรรมการ ตามมาตรา 18 ซึ่งการฝ่าฝืนดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:02:25 น.  

 
3. ข้ออ้าง/ความกังวลของคุณหมอทั้งหลายเป็น เรื่องที่รับฟังได้หรือไม่

เมื่อได้พิจารณาถึงเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวนี้แล้ว กรณีจึงเป็นที่น่าพิจารณาว่าข้ออ้าง/ความกังวลของคุณหมอที่ปรากฏในทางสื่อ สารมวลชนนั้นรับฟังได้หรือไม่เพียงใดโดยในที่นี้ได้หยิบยกข้อสังเกต, ความเห็น และทัศนคติของ “คุณหมอ” (ที่ต้องเน้นตัวหนาก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเจ้าของความเห็นดัง กล่าวว่าเป็น “คุณหมอ” ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาหรือเด็กอนุบาลที่ไหนแต่อย่างใด) ที่ปรากฏในเนื้อหาข่าวในช่วงระยะเวลา 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนอันได้แก่ ข่าว

1) พ.ร.บ. เยียวยาผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 14:30:03 น. มติชนออนไลน์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277192915&catid=02 2)

2)นายแพทย์-โรงพยาบาล ช็อก ! พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ลากหมอติดคุก-จ่ายสินไหม เลิกปรองดอง โทษแรงกว่าในสหรัฐ วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:08:19 น. มติชนออนไลน์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278238349&grpid=00&catid=

3) แพทย์ขู่!ประท้วงร่างพ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหาย จากบริการสาธารณสุข ชี้ข้อเสียเพียบ ประชาชนรับกรรม วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:24:39 น. มติชนออนไลน์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278563507&grpid=00&catid=


โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:02:48 น.  

 
ในที่นี้ผู้เขียนจะได้พยายามรวมรวมประเด็นปัญหาที่ เป็น “สาระสำคัญ” ที่ “คุณหมอ” ได้แสดงความเห็นไว้ในข่าว โดยผู้เขียนจะแสดงความเห็นต่อความเห็นของ “คุณหมอ” ในเรื่องต่างๆ ตามลำดับดังนี้

3.1 ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฯ

มี การกล่าวว่า “จากหลัก การและเหตุผลจะพบว่า บุคลากรสาธารณสุข นอกจากต้องทำงานหนักทั้งกลางวันกางคืน ไม่ว่าวันราชการหรือวันหยุด เพื่อรับผิดชอบดูแลรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน /ฟ้องร้อง/ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือ/ชดเชยและถูกไล่เบี้ย/หรือถูกตัดสินจำคุกใน คดีอาญาเหมือนเป็นฆาตกร และยังต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อเตรียมไว้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้อง ต้นทุกราย และยังต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหาย และยังต้องถูกฟ้องร้องต่อศาลได้อีก”

เมื่อ ผู้เขียนอ่านความเห็นดังกล่าวแล้วเห็นว่ากรณีไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำการโดยประมาทหรือจงใจแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย กับบุคคลอื่นขึ้น แล้วบุคคลที่เสียหายนั้นใช้สิทธิทางศาลไม่ว่าจะเป็นทางคดีแพ่งละคดีอาญา

นอก จากนั้นในบางข่าวยังมีการกล่าวอ้างถึงตัวอย่างที่ว่า “มีบริการสาธารณะใดบ้างที่ต้องมีเงินประกันความเสียหาย โดยไม่ต้องพิสูจน์ถูก/ผิด ทั้งนี้การบริการสาธารณะที่จัดขึ้นโดยรัฐบาล เช่นการศึกษานั้น ถ้านักเรียนสอบตก ไม่เห็นมีการฟ้องร้องครู ว่าทำให้นักเรียน “เสียหาย” มีแต่จะลงโทษเด็กนักเรียน ให้เรียนซ้ำชั้น/ไล่ออก และไม่เห็นมีการออกกฎหมายมาคุ้มครองเด็กนักเรียนที่เสียหายจากการรับบริการ การศึกษาแต่อย่างใด หรือในระบบราชการตำรวจ ไม่เห็นมีการออกพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการที่ถูกตำรวจยิงตาย โดยที่ประชาชนคนนั้นไม่ได้เป็นผู้ร้าย (หรือถ้ามีพ.ร.บ.เช่นว่านี้ ก็โปรดบอกข้าพเจ้าผู้เขียนเรื่องนี้ด้วย)”

กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าว อ้างข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่หากถามว่าหากนักเรียนที่สอบตกคนนั้นไปใช้สิทธิทางศาลสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ ทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกรณีต่างๆ นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะมาคุ้มครองในทุกกรณีแต่ประการ ใด เพราะผู้เสียหายก็ไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้อยู่แล้ว

ส่วน การสอบถามหากฎหมายที่คุ้มครองผู้เสียหายจากการที่ถูกตำรวจยิงตายโดยที่ ประชาชนคนนั้นไม่ได้เป็นผู้ร้ายนั้น กฎหมายดังกล่าวก็ได้มีการออกมาใช้บังคับตั้งแต่ปี 2544 อันได้แก่ พระราชบัญญัติค่าตอบแทน ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544


นอก จากนั้นก็มีการกล่าวว่า “นอกจากจะต้องทำงานบริการประชาชนแล้ว ยังต้องจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดความเสียหายอีก ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ก็คงไม่มีปัญหาอะไร โรงพยาบาลก็ต้องขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลที่จะต้องเอาเงินภาษีจากหยาด เหงื่อแรงงานของประชาชนมาเพิ่มงบประมาณให้โรงพยาบาลเพื่อส่งเข้ากองทุน คุ้มครองผู้เสียหายนี้ ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็คงต้องผลักภาระนี้ให้แก่ ประชาชนที่ต้องจ่ายเงินเอง อย่างแน่นอน เพราะเป็นต้นทุนที่ถูกบังคับ (โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า)”

ก็เป็นความเห็นที่น่ารับฟังประการ หนึ่ง แต่หากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีร่างพ.ร.บ.ฯ นี้ที่กำหนดให้มีการจัดเก็บเงินกองทุน(เป็นการแชร์ความเสี่ยงในการรับผิดของ บุคลากรทางการแพทย์) ท่านก็ต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่ง ทางอาญาตามกฎหมายทั่วไปที่ใช้บังคับตามปกติไป อีกทั้งกรณีก็ไม่ผิดปกติประการใดที่จะนำเงินภาษีของประชาชนมาชดเชยความเสีย หายที่เกิดขึ้นกับประชาชน



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:03:57 น.  

 
3.2 ประเด็นเรื่องของสิทธิของผู้เสียหาย

มี ความเห็นว่าเมื่อผู้เสียหาย ““เชื่อ” ว่าตัวเองได้รับความเสียหายก็สามารถยื่นคำขอเงินค่าเสียหายได้นั้น” ต้องไม่ลืมว่าตามร่างพ.ร.บ.ฯ แล้วจะเห็นว่าเพียงแค่ความเชื่อว่าตนเองเป็นผู้เสียหายนั้นไม่สามารถทำให้ ได้รับเงินค่าเสียหายโดยอัตโนมัติแต่ประการใดไม่ ยิ่งไปกว่านั้นการมีสิทธิยื่นหรือไม่มีสิทธิยื่นคำขอนั้นเจ้าหน้าที่ผู้มี อำนาจก็ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขที่ร่างพ.ร.บฯ กำหนดเอาไว้ ทั้งนี้ตามมาตรา 5 และมาตรา 6


3.3 ประเด็นเรื่องของคณะกรรมการ

มีการกล่าว ถึงคำว่า “คณะกรรมการ” ในเนื้อข่าวหลายจุดด้วยกัน แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าหมายถึง “คณะกรรมการ” ใดกันแน่ เพราะในร่างพ.ร.บ.ฯ มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ทั้งนี้ในการกล่าวถึงคณะกรรมการในร่างพ.ร.บ.ฯดังกล่าว นั้นหากไม่ระบุชัดเจนย่อมหมายถึง คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งคณะ กรรมการดังกล่าวไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือเบื้อง ต้น และเงินชดเชยแต่ประการใด

องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา วินิจฉัยเกี่ยว กับเงินค่าเสียหายนั้นได้แก่ คณะอนุกรรมการพิจารณาให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้น, คณะอนุกรรมการประเมินเงินชดเชย และคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งในร่างกฎหมายดังกล่าวก็มีการกำหนดให้มีกรรมการ หรืออนุกรรมการที่มาจากด้านการแพทย์และสาธารณสุขอยู่ด้วยแล้ว

นอกจาก นี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตต่อวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการ/คณะ อนุกรรมการ โดยตั้งข้อสังเกตถึงขนาดที่ว่า “จะใช้หลักการอะไรก็ได้ในการพิจารณาจ่ายเงิน เนื่องจากไม่มีผู้มีความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขอยู่ในคณะกรรมการและการ ตัดสินใช้การนับคะแนนเสียงของคณะกรรมการ โดยตัดสินตามสียงข้างมาก ฯลฯ นั้น” เห็นว่าการกล่าวว่าคณะกรรมการผู้พิจารณาจ่ายเงินเยียวยาจะใช้หลักการอะไรก็ ได้ในการพิจารณาจ่ายเงินนั้นเป็นการกล่าวที่เกินความจริงเพราะอย่างน้อยคณะ กรรมการต้องมีมาตรฐานในการพิจารณาซึ่งมาตรฐานขั้นต่ำก็ได้กำหนดเอาไว้ในร่าง พ.ร.บ.ฯ แล้ว

และการกล่าวอ้างว่าในคณะกรรมการไม่มีผู้มีความรู้ทาง การแพทย์และสาธารณ สุขอยู่นั้นก็เป็นการกล่าวโดยไม่พิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายเพราะในส่วนของ คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือ คณะกรรมการเงินชดเชย และคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ในร่างกฎหมายดังกล่าวก็มีการกำหนดให้มีกรรมการ หรืออนุกรรมการที่มาจากด้านการแพทย์และสาธารณสุขอยู่ด้วยแล้ว

นอก จากนี้ในร่างพ.ร.บ.ฯ ก็ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ (ที่กำหนดไว้ในมาตรา 12 และมาตรา 13) เมื่อเป็นผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเวลาปฏิบัติหน้าที่ในก็ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ของตนให้สมกับการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่งแท้จริง จะให้ยกไม้ยกมืออย่างเดียวโดยไม่ใช้ความรู้ความสามารถในสาขาของตนก็ย่อมจะ เป็นไปไม่ได้

การกล่าวอ้างว่าการตัดสินชี้ขาดโดยเสียข้างมากไม่เอา ความเห็นด้านวิชาการ มาร่วมพิจารณานั้นก็เป็นการคาดการที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฯ ซึ่งในประเด็นนี้ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ส่วนการตัดสินใช้เสียงข้างมากนั้นก็เป็นเรื่องปกติขององค์กรกลุ่มที่จะต้อง มีการวินิจฉัยปัญหาใดปัญหาหนึ่งหากกรรมการแต่ละใช้ความรู้ความสามารถของตนใน การพิจารณาถึงประเด็นปัญหานั้นๆแล้ว คำถามที่ตามมาคือองค์กรกลุ่มจะใช้วีธีใดในการตัดสินกรณีนี้ก็คือการลงมิติ โดยถือเสียงข้างมากนั่นเอง


3.4 การพิจารณาจ่ายเงินค่าเสียหาย(ในที่นี้หมายถึงเงินช่วยเหลือเบื้องต้น และเงินชดเชย)

มีการกล่าวว่า “การจ่ายเงินไม่ต้องมีการพิสูจน์ว่าการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข นั้น เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดยไม่มีการพิสูจน์ว่าถูกหรือผิดแต่ใช้อารมณ์/ความรู้สึกของคณะกรรมการสียง ข้างมาก” นั้นเห็นว่า

การที่จะจ่ายเงินตามร่างพ.ร.บ.ฯ นี้ได้ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วงเหลือเบื้องต้น และเงินชดเชยนั้น จะต้องมีการพิจารณาก่อนว่า (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น แม้มีการให้บริการสาธารณสุขตามมาตราฐานวิชาชีพ (2) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ (3) ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขแล้วไม่มีผลกระทบต่อ การดำรงชีวิตตามปกติ ตามมาตรา 6 ของร่างพ.ร.บ.ฯ

เห็นได้ว่าหากเป็น กรณีดังกล่าวข้างต้นแล้วนั้นผู้เสียหายก็จะไม่มีสิทธิยื่น คำขอรับเงินค่าเสียหายแต่ประการใด ดังนั้นการกล่าวว่าคณะกรรมการจะตัดสินโดยไม่มีการพิสูจน์ว่าถูกหรือผิดแต่ ใช้อารมณ์/ความรู้สึกของคณะกรรมการเสียงข้างมากนั้น จึงเป็นคำกล่าวที่เลื่อนลอยเกินไป

ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการตามร่างพ.ร.บ.ฯ นั้นในมาตรา 17 กำหนดให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งการกำหนดดังกล่าวเท่ากับว่าหากคณะกรรมการทำผิดกฎหมายก็จะถูกลงโทษทาง อาญาหนักกว่าบุคคลทั่วไปคงไม่มีใครกล้าที่จะใช้อารมณ์/ความรู้สึกในการ พิจารณาวินิจฉัยเป็นแน่แท้



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:04:37 น.  

 
3.3 ประเด็นเรื่องของระยะเวลาในการยื่นคำขอรับเงินค่าเสียหาย

ในประเด็น นี้มีความพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบของการกำหนดระยะ เวลาโดยตั้งประเด็นว่า “การยืดอายุความจาก 1 ปีเป็น 3 ปี และเริ่มนับเวลาจากการที่ “ประชาชนทราบความเสียหาย” ไม่ได้เริ่มนับจาก “วันเวลาที่เกิดเหตุการณ์” ซึ่งคงจะยากในการพิสูจน์ข้อ “กล่าวอ้าง” ของผู้เสียหายว่า “ทราบความเสียหาย” เมื่อใด และถ้าประชาชน “อ้าง” ว่ายังมีความเสียหายอีก ก็ยังสามารถร้องขอ “เงินช่วยเหลือและชดเชย” ได้ถึง 10 ปี ส่วนบุคลากรนั้นทำงานไป 10ปี อาจถูกกรรมการมาชี้โทษได้ (โดยกรรมการไม่รู้เรื่องมาตรฐานวิชาชีพดังกล่าว) ถึง 10 ปี”

กรณีดัง กล่าวหาใช่การยืดอายุความแต่ประการใดเพราะว่าอายุความฟ้องคดี ละเมิด(คดีแพ่ง) ซึ่งในมาตรา 448 กำหนดไว้ว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้นขาดอายุความ เมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะ พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด

แต่ ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ

ส่วนระยะเวลาในการใช้ สิทธิขอรับค่าเสียหายตามร่างพ.ร.บ.ฯ นั้นก็เป็นระยะเวลาอีกอันหนึ่งต่างหาก เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีฐานทางกฎหมายกำหนดไว้แตกต่างกัน ทั้งนี้การจะกำหนดให้เริ่มนับระยะเวลา “นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย” โดยไม่ให้เริ่มนับจาก “วันเวลาที่เกิดเหตุการณ์” ตามความเห็นดังกล่าวนั้น ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความแตกต่างในเรื่องของความยุ่งยากในการพิสูจน์แต่ประการ ใดเลย เพราะการจะพิสูจน์วันเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นก็พิสูจน์ยากได้พอๆกับวันที่ รู้ถึงความเสียหาย



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:05:04 น.  

 
3.4 ประเด็นเรื่องของความรับผิดทางอาญาของผู้ให้บริการสาธารณสุข

ประเด็น สำคัญที่คุณหมอจะต้องทำความเข้าใจคือหากผู้เสียหายเห็นว่าคุณหมอ ทำผิดกฎหมายอาญา ผู้เสียหายก็ย่อมใช้สิทธิในการฟ้องให้รับผิดทางอาญาได้อยู่แล้วตามประมวล กฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

และหากพิจารณา เนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าไม่มีบทมาตราไหนเลยที่กล่าวถึงสิทธิในการฟ้องศาล อาญาโดยอาศัยบทบัญญัติตามร่างพ.ร.บ.ฯ นี้

จะมีก็เพียงแต่บทบัญญัติ มาตรา 45 ที่กำหนดบังคับให้ศาลกรณีที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดี อาญาฐานกระทำโดยประมาทที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการสาธารณสุข(ซึ่งเป็น สิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีได้ตามประมวลกฎหมายอาญาได้อยู่แล้ว) และหากศาลเห็นว่าจำเลย(คุณหมอทั้งหลาย/บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหลายที่โดน ฟ้องคดีอาญา)กระทำผิด และในการกำหนดโทษในส่วนของการกำหนดโทษ ร่างพ.ร.บ.ฯ นี้ได้กำหนดให้ศาลคำนึงถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 45 เพื่อที่จะนำมาเป็นเหตุลดโทษเพื่อที่จะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมาย(ประมวลกฎหมาย อาญา)กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

หากอ่าน มาตรานี้แล้วเห็นว่ามาตราดังกล่าวเป็นโทษต่อจำเลย(คุณหมอทั้ง หลาย)แล้วนั้นก็ไม่อาจหาคำอธิบายใดๆ มาเพิ่มเติมได้แต่ประการใด เพราะมาตราดังกล่าวเป็นคุณอย่างยิ่งต่อคุณหมอทั้งหลาย เช่น คุณหมอ ก. ถูกฟ้องคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทอันเป็นเหตุทำให้ผุ้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท(มาตรา 291 ประมวลกฎหมายอาญา) ด้วยผลของมาตรา 45 ของร่างพ.ร.บ.ฯ นี้แล้วนั้น ศาลมีทางเลือกสองทางคือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด(ในกรณีของมาตรา 291 ประมวลกฎหมายอาญานี้โดยตัวของมาตราดังกล่าวกำหนดแต่โทษขั้นสูงเอาไว้เท่า นั้น

นั่นหมายความว่าศาลสามารถใช้ดุลพินิจลงโทษได้ไม่เกินจำนวนโทษ สูงสุดที่กำหนด ไว้ได้อยู่แล้ว) และอีกทางเลือกหนึ่งคือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้นั่นคือศาลสามารถตัดสินแต่ไม่ กำหนดโทษไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกหรือโทษปรับแต่อย่างใดนั่นเอง

บท บัญญัติในร่างพ.ร.บ.ฯ ที่กล่าวถึงโทษทางอาญาเอาไว้อีกมาตราหนึ่งคือในมาตรา 46 ซึ่งเป็นกรณีของการฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการในเรื่องของการ ให้แสดงเอกสารพยานหลักฐานหรือการให้ถ้อยคำตามมาตรา 18 นั่นเอง



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:05:27 น.  

 


3.5 ประเด็นเรื่องของผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้บริการสาธารณสุข

มี การกล่าวว่าต่อไปหาร่างพ.ร.บ.ฯ นี้ผ่านเป็นกฎหมาย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขก็จะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้ป่วยทุกวิถีทาง โดยได้ยกตัวอย่างการส่งผู้ป่วยไปรักษาที่อื่นฯลฯ หากคุณหมอทั้งหลายหาทางออกโดยปฏิเสธไม่รับรักษาคนไข้เพื่อที่ว่าตนเองจะต้อง ไม่รับผิดชอบ

หากเป็นเช่นนั้นจริงคุณหมอที่ปฏิเสธรับรักษาคนไข้ดัง กล่าว ก็ต้องยอมรับผลที่อาจจะตามมาไม่ว่าจะเป็นในทางกฎหมายแพ่ง(ละเมิด) อาญา(อย่างน้อยก็ความผิดฐานละเลยไม่ช่วยเหลือ) และกฎหมายปกครอง(วินัยกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และความรับผิดตามพรบ.วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง) หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายอันเป็นผลมาจากการปฏิเสธการรับรักษาดัง กล่าว

นอกจากนั้นก็ยังมีการกล่าวไปอีกว่า บุคลากรสาธารณสุขก็คงต้องส่งตรวจละเอียดครบทุกอย่างเช่นผู้ป่วยปวดหัว แพทย์อาจต้องส่ง เอ๊กซเรย์กระโหลกศีรษะ ทำ CT scan ฯลฯ

หาก ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในวงการสาธาณสุขไทยก็จะเกิดคำถามว่าบุคลากร สาธารณสุขที่มีแนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับการศึกษามาครบถ้วนดีแล้วหรือไม่ และในการให้การอบรมศึกษาบุคลากรสาธารณสุขของไทยไม่มีเรื่องของการสอบถาม อาการเบื้องต้น การสังเกตอาการเบื้องต้น เพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์วินิจโรคเลยหรือ เพราะว่าตามร่างพ.ร.บ.ฯ ก็เขียนไว้ชัดเช่นในมาตรา 6 ที่กล่าวถึงมาตรฐานในการให้บริการทางการแพทย์เอาไว้ หากทำตามมาตรฐานแล้วผู้เสียหายก็ไม่มีสิทธิยื่นขอรับค่าเสียหายนั่นเอง ประเด็นสำคัญคือปัญหาว่ามาตรฐานของบุคลากรสาธารณสุขมีอยู่หรือไม่ ถ้ามีอยู่ก็คงไม่เป็นปัญหาแต่ประการใด

มีการกล่าวอ้างถึง เรื่องบุคคลที่จะได้รับผลประโยชน์ โดยกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าผู้มีส่วนได้ คือประชาชน ผู้ที่มีส่วนเสียคือโรงพยาบาล/คลีนิก ร้านขายยา และผู้ประกอบวิชาชีพ

แต่ถ้าอ่านกฎหมายให้ดีแล้วจะเห็นว่าประชาชนที่ จะได้ประโยชน์ มีเพียงจำนวนไม่กี่คน คือพวกที่เขียนกฎหมายที่พร้อมจะเข้าไปเป็นกรรมการและอนุกรรมการ ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.นี้ คือจะเข้าสู่ตำแหน่งระดับชาติโดยไม่ต้องสอบคัดเลือก มีอภิสิทธิ์ในการตัดสินผู้ที่ต้องเรียน/สอบความรู้วิชาชีพและมีประสบการณ์ รักษามายาวนาน พวกกรรมการนี้ก็ยังมีรายได้ประจำเป็นค่าประชุม/เบี้ยเลี้ยงเดินทาง และออกความเห็นโดยการยกมือตามดุลพินิจ (ดุลพินิจที่ปราศจากความรู้ คือดุลพินิจที่ไม่มีเหตุผล ไม่ต้องอาศัยความถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ทำตามอารมณ์/ความรู้สึกเท่านั้น) แต่ประชาชนตัวจริงอีก 65 ล้านคนจะต้องเป็นฝ่ายสูญเสียโอกาสที่จะได้รับ การรักษา

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้ามีประชาชนที่เจ็บป่วยอาการหนัก คาดว่าถ้ารักษาแล้วอาจจะมีโอกาสรอดชีวิตเพียง 20% และมีโอกาสตาย 80%(เรียกว่าจะตายมิตายแหล่ ภาษาอังกฤษเรียกว่า moribund หรือ dying) ถ้ายังไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายนี้ บุคลากรในโรงพยาบาล ก็ย่อมต้องระดมสรรพกำลังมาช่วยกันรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อยื้อแย่งชีวิต (จากพญามัจจุราช)ที่มีโอกาสรอดเพียง 20% นี้ให้กลับคืนมาให้ได้ แต่

ถ้ามีพ.ร.บ.ที่กล่าวถึงนี้เกิดขึ้น แทนที่บุคลากรจะกระตือรือล้นรีบช่วย รักษาให้รอดตามอัตราความเป็นไปได้ 20% บุคลากรของโรงพยาบาลก็อาจจะ (ถอดใจ)ไม่รับรักษา เพราะผู้ป่วยมีโอกาสตายถึง 80% ซึ่งจะเป็นเหตุให้บุคลากรต้องตกเป็นจำเลย/ถูกร้องเรียนให้จ่ายค่าช่วยเหลือ และชดเชย และยังเสี่ยงต่อการถูกฟ้องคดีแพ่ง คดีอาญา ต้องจ่ายเงินเอง(ถ้าถูกฟ้องคดีแพ่ง) และเสี่ยงต่อการติดคุกอีกด้วย และผู้บริหารโรงพยาบาล ก็คงจะสั่งห้ามบุคลากร ไม่ให้เอารถของโรงพยาบาล ไปส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อยังโรง พยาบาลอื่น คงจะต้องปล่อยให้ผู้ป่วย/ครอบครัวหารถไปส่งผู้ป่วยเอง เพราะถ้าผู้ป่วยไป ตายในรถของโรงพยาบาลระหว่างเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลอื่น ก็คงจะต้องรับผิดชอบความตายบนรถ โดยการต้องจ่ายเงินช่วย เหลือและชดเชย และอาจจะถูกฟ้องศาลอีก

กรณีที่ยกตัวอย่างนี้ ข้าพเจ้าผู้เขียนมิได้เพ้อฝันไปเอง แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ที่แพทย์ทั่วไป(General practitioner) ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ (specialist) การผ่าตัดหรือให้ยาสลบระงับความรู้สึก ไม่กล้าทำการดมยาหรือผ่าตัด เพราะเกรงกลัวบรรทัดฐานของศาลที่ตัดสินจำคุกหมอ 4 ปี ในฐานความผิดที่มีแพทย์ทั่วไปให้ยาบล็อกหลังเพื่อผ่าตัด และผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนจนถึงแก่ความตาย) ประชาชนในท้องที่ห่างไกล ก็เลยเสียโอกาสที่จะได้รับการผ่าตัดอย่างทันเวลานาทีทอง ต้องเดินทางไป “รอคิว”ผ่าตัดในโรงพยาบาลจังหวัด จนอาการที่จะต้องผ่าตัดรักษานั้นทรุดหนักจนเกินจะเยียวยารักษาก็เป็นได้ เป็นการปิดกั้นโอกาสของประชาชนในชนบท ให้ด้อยโอกาสกว่าปะชาชนในเมือง เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากยิ่งขึ้น”



การกล่าวอ้างว่าผู้ ที่จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงนั้นคือกลุ่มคนที่จะ เข้าไปเป็นคณะกรรมการและอนุกรรมการนั้น เห็นว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการเหมือนการปฏิบัติราชการปกติ ที่จะต้องทำห้าวันทำการวันละ 8 ชั่วโมงแต่ประการใด

ดังนั้นการอ้าง ว่าเพื่อหวังประโยชน์ในเรื่องของเงินเบี้ยประชุมค่าเดินทางฯ ลฯ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผลนักเพราะโดยทั่วไปคณะกรรมการตามกฎหมายต่างๆ ที่ได้รับเงินค่าตอบแทนจะได้รับเงินค่าตอบแทนก็ต่อเมื่อได้ทำหน้าที่เป็นคณะ กรรมการตามกฎหมายนั้นๆเท่านั้น นอกจากนี้การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็ไม่ได้จะมีแต่ผลประโยชน์แต่ อย่างเดียวไม่คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการย่อมอาจโดนฟ้องได้ทั้งทางแพ่งทาง อาญาอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการยกตัวอย่างไปถึงการยกมือลงมติของคณะ กรรมการในส่วนนี้ผู้ เขียนจะไม่กล่าวเพิ่มเติมอีกเพราะได้กล่าวในส่วนของประเด็นเกี่ยวกับคณะ กรรมการแล้ว นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างของการเสียผลประโยชน์ของประชาชนเช่น การเจ็บป่วยอาการหนัก คาดว่าถ้ารักษาแล้วอาจจะมีโอกาสรอดชีวิตเพียง 20% และมีโอกาสตาย 80%(เรียกว่าจะตายมิตายแหล่ ภาษาอังกฤษเรียกว่า moribund หรือ dying) แล้วกล่าวเปรียบเทียบว่าถ้าไม่มีพ.ร.บ.ฯ บุคลากรก็จะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อรักษาชีวิตคนป่วย แต่ถ้ามีพ.ร.บ.ฯ แล้ว ในกรณีนี้บุคลากรก็จะอาจจะไม่รับรักษาฯลฯ

กรณี เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ว่าจะมีหรือไม่มีพ.ร.บ.ฯ บุคลากรทางการแพทย์ก็ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาชีวิตของคนไข้ การปฏิเสธไม่รับรักษาคนไข้เพราะเหตุว่ามีพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีความชอบธรรมในทางกฎหมายที่จะยกเว้นความรับผิดของ บุคลากรทางการแพทย์ดังกล่าวแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง ยิ่งการยกตัวอย่างการสั่งไม่ให้บุคลากรนำรถพยาบาลไปส่งคนไข้ก็ไม่แตกต่างจาก การปฏิเสธในการไม่รับรักษานั่นเอง

ส่วนการอ้างคำพิพากษาของศาลนั้น ผู้เขียนไม่อาจแสดงควมเห็นในกรณีนี้ได้เพราะ ว่าไม่ได้อ่านตัวเต็มของคำพิพากษาดังกล่าว



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:06:00 น.  

 


3.6 ร่างพ.ร.บ.ฯ นี้ขัดต่อหลักนิติรัฐหรือไม่

มี การกล่าวว่า “พ.ร.บ.นี้ ขัดต่อหลักนิติรัฐ เนื่องจากตามปกติแล้ว กฎหมายมีไว้เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุ ประสงค์ ในการบริหาราชการแผ่นดินและการบริการสาธารณะสำหรับประชาชนใ ห้ได้รับการบริการที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่พ.ร.บ.นี้จะกระทบกับการรักษาของแพทย์ และพ.ร.บ.นี้ขัดต่อพ.ร.ก.การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และขัดต่อพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539

ยก ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ กำหนดอายุความแค่ 1 ปี แต่ในกรณีพ.ร.บ.นี้ ขยายอายุความเป็น 3-10 ปีถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

นอกจากนั้น เมื่อเกิดมีการรักษาพยาบาลแล้ว การอ้างว่าไม่ต้องพิสูจฯถูกผิดนั้น จะไม่สามารถทำได้จริงเพราะคณะกรรมการมี “อำนาจ” ในการเรียกเอกสาร/พยานบุคคลมาให้การ และใครขัดคำสั่งกรรมการมีโทษถึงจำคุก เป็นการตั้งธงไว้เลยว่า แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำผิดไว้ก่อน เมื่อประชาชนไม่พอใจการไกล่เกลี่ย โดยไม่ยอมตกลงรับเงินตามการไกล่เกลี่ย และไปฟ้องศาลเอง ถ้าเป็นคดีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรได้รับเงินชดเชย ผู้ร้องยังย้อนกลับไปขอเงินชดเชยจากกองทุนได้อีก ประชาชนคิดว่าตนเองมีแต่ทางได้ไม่มีทางเสีย แต่ให้ไปอ่านข้อ 1.5 แล้วจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ”

เห็นว่าข้ออ้างที่กล่าวมาข้างต้น นั้นไม่ได้แสดงถึงประเด็นที่จะชี้ให้ เห็นว่าร่างพ.ร.บ.ฯดังกล่าวจะขัดหลักนิติรัฐแต่ประการใด ทั้งนี้ให้ไปอ่านข้อ 3.1 – 3.5 แล้วจะเข้าใจจริงๆ ว่าไม่ขัดหลักนิติรัฐ

เพราะ ว่า การอ้างว่าร่างพ.ร.บ.ฯ นี้จะกระทบกับการรักษาของแพทย์ นั้นเห็นว่าด้วยตัวอย่างที่พยายามยกมาแสดงประกอบสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการ รักษาของแพทย์คือการกระทำของแพทย์นั้นเองหาใช่ผลจากร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวแต่อย่างใดไม่(ในบางบทความในบางข่าวแสดงให้เห็นถึงการเตือนประชาชน ด้วยถ้อยคำทำนองว่าถ้ายังจะออกกฎหมายนี้ออกมาฉันก็จะไม่รักษาเธอ หรือรักษาก็ไม่รักษาเต็มที่ และถ้าจะต้องส่งไปรักษาที่อื่นฉันก็ไม่ไปส่งเธอเธอต้องไปเองเป็นต้น)

ส่วน ประเด็นขัดกับพ.ร.บ.อื่นๆ โดยเฉพาะพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ นั้น อย่างที่ได้เรียนไว้แล้วว่าเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรการหนึ่งในการคุ้มครองสิทธิของผู้ ป่วยให้ดีขึ้น ส่วนพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ หรือบทบัญญัติเกี่ยวกับละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นก็เป็นอีก ส่วนหนึ่งที่กำหนดเรื่องของความรับผิดทางแพ่งของผู้ละเมิด

ส่วนการ อ้างว่ามีการตั้งธงไว้ว่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำผิดไว้ ก่อนนั้นเป็นคำกล่าวที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าไม่มีฐานของข้อเท็จจริง



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:06:20 น.  

 

4. บทสรุป

จากการที่ผู้เขียนได้อ่านร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวแล้วนั้นผู้เขียนไม่เห็นเหตุที่จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์จะต้องได้ รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวแต่ประการใดจะมีก็แต่เพียงผลกระทบทางด้านการเงินที่จะต้องส่งเงิน เข้าสมทบกองทุนฯ เท่านั้น นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์ในกรณีที่ถูกฟ้องคดีอาญาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 45 อีกด้วย

สิทธิของผู้เสียหายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณะสุขที่ ถูกรับรองไว้ใน ร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวนี้ เป็นคนละกรณีกับสิทธิในการฟ้องคดีทั้งในทางแพ่ง และทางอาญาของผู้เสียหาย

ดัง นั้นบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะคุณหมอทั้งหลายควรพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าผล ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตนเองมีประการใดบ้าง หรือคุณหมอทั้งหลายจะเลือกวิถีทางที่ผู้เสียหายใช้สิทธิในทางแพ่ง และทางอาญาตามกฎหมายทั่วไปโดยไม่มีข้อลดหย่อนผ่อนโทษ หรือมาตรการประกันความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดชอบเงินค่าเสียหายคนเดียว

จะ เห็นได้ว่าร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้พยายามหรือมุ่งที่จะคุ้มครองผู้เสียหายเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด

นอกจากนี้เนื้อหาร้อยละ 98 เป็นเรื่องของการชดเชยค่าเสียหายในทางแพ่งในรูปแบบใหม่ขึ้นมานอกจากในเรื่อง ละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดอาญาอยู่ก็เพียงสองมาตราเท่านั้น

จริง อยู่ที่ร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้างแต่ก็เป็นข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขได้หาก ประสงค์ให้ตรากฎหมายดังกล่าวออกมาทางทีดีบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหลายก็ควร เสนอความคิดเห็นที่ชัดเจนประกอบเหตุผลที่หนักแน่นสมให้สมกับเป็นบุคลากรทาง การแพทย์

หากไม่ประสงค์จะให้มีการตรากฎหมายนี้ออกมาก็ออกมาแสดงความ เห็นให้ชัดเจนโดย ปราศจากการใช้ความรู้สึก เพราะแทนที่จะออกมาให้ความเห็นในทำนองข่มขู่ประชาชนก็ควรจะออกมาให้ความคิด เห็นให้มันชัดเจนและแน่นอนให้สมกับเป็นคุณหมอจะเป็นการไม่ดีกว่าหรอกหรือ








ปล. เห็นด้วยกับ ๒ วรรคทองสุดท้ายเป็นอย่างยิ่ง ..

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็ได้พูดคุยกันไปบ้างแล้ว ... อ่านแล้วก็จะเห็นถึงมุมมองของนักกฏหมาย .. ส่วนมุมมองของ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชรกรรม ( แพทย์ ทันตะ เภสัช พยาบาล ฯลฯ ) ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไป ...



โดย: หมอหมู วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:07:31 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 360 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
Friends' blogs
[Add หมอหมู's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.