Group Blog
 
All blogs
 

พญ. พรทิพย์ โรจนสุนันท์ : ผู้พิพากษาหลังความตาย ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

*
TM: เคยทำอะไรที่ฝืนความรู้สึกไหม
พญ.พรทิพย์ : ไม่เคยทำอะไรที่ฝืนความรู้สึก แต่เคยหนเดียวที่ผ่าลงไปแล้วหัวใจมันเต้นตอนนั้นรู้สึกเลย แสดงว่าคือเรารับไม่ได้ ใจสั่นมาก ตายแล้ว ทำไมหมอผู้วินิจฉัยถึงทำอย่างนี้ ทำไมวินิจฉัยว่าเขาตาย ทั้งๆที่จริงแล้ว เขาไม่ตาย แต่หมายความว่ากำลังจะตายแล้วนะคะ แล้วเราผ่าเปิดไปแล้วนี่ ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ขอไม่บอกแล้วกันว่ามาจากโรงพยาบาลไหนนะคะ แต่คือมันบอกให้เห็นเลยว่า ขบวนการในการวินิจฉัยว่าตายต้องรัดกุมมากกว่านี้ ทำนองเดียวกับที่เขาวินิจฉัยว่าตายแล้วได้ผ่า แต่ฉีดยาศพ มันก็จำต้องตาย พอฟอร์มาลิน เข้าสู่กระแสเลือด คนข็ตาย เสียดายถ้าคนยังไม่ตาย จริงๆ แต่ต้องมาถูกตัดสินให้ตาย แต่บอกได้เลยนะคะว่ามันไม่บ่อย ในช่วง 18 ปีที่ทำงานมานี่เจอหนเดียว

TM: ทางบ้านว่าไงบ้างที่คุณเลือกมาทำงานตรงนี้
พญ.พรทิพย์ : พ่อแม่ไม่ว่าอะไรเลย คือคุณพ่อคุณแม่นี่ ลูกจะเป็นอะไรก็ได้ เขาก็ไม่เชิงบังคับมาก ส่วนสามีนี่ ดิฉันก็ไมค่อยได้เล่าให้เขาฟังมากเพราะไม่อยากให้เขากลัว เขาเพิ่งมารู้ละเอียดตอนออกเจาะใจนี่แหละค่ะ ตอนแต่งงานเขาก็พอรู้นิดๆ ว่าทำ แต่จินตนาการไม่ออก (หัวเราะ)

TM: เขาเข้าใจดี?
พญ.พรทิพย์ : ก่อนแต่งงานนี่ดิฉันบอกเขาตั้งแต่แรกแล้วนะว่า ดิฉันไมใช่หมอที่ทำเงิน ไม่รวย คือเราทั้งคู่ต่างไม่รวย แต่พออยู่ได้อย่างไม่ลำบาก แล้วนิสัยเขากับดิฉันจะตรงกันข้ามทุกอย่าง อย่างงานของดิฉันมันเสี่ยงต่อการเหมือนเอาตัวไปยุ่งกับคนอื่น ซึ่งเขาไม่ชอบอะไรที่เอาตัวเข้าไปเสี่ยง แต่ตั้งแต่ไปออกเจาะใจมา เขาเพิ่งพูดให้ดิฉันได้ยิน เป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานกันมาสิบกว่าปีเขาเพิ่งรู้ว่าดิฉันเป็นคนตรง คือเขาคงรู้เหมือนกัน แต่คงนึกไม่ถึงว่าจะตรงขนาดมาพิทักษ์ผลประโยชน์อะไรอย่างนั้น รู้แล้วเลยบอกว่า เออดี ทำไปเถอะ เรียนว่าเข้าใจไปเลย ทั้งที่แต่เดิมไม่ได้เข้าใจมากขนาดนี้

TM: ขอโทษ สามีคุณทำงานอะไร
พญ.พรทิพย์ : ธนาคารค่ะ

TM: เจอกันได้ยังไง
พญ.พรทิพย์ : จำไม่ได้ว่าเจอได้ยังไง แต่เขาบอกว่าเจอตอนดิฉันไปเปิดบัญชี เขาโผล่มาแล้วเห็นหน้า ซึ่งหน้าอย่างดิฉันนี่นะจะมีใครมารักแรกพบ (คนสัมภาษณ์หัวเราะ)

TM: แล้วคุณเชื่อเรื่องรักแรกพบไหม
พญ.พรทิพย์ : ไม่เชื่อ แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาเจอเข้ากับตัวเองได้เหมือนกัน เขาเองก็ไมได้เข้ามาจีบ ได้แต่เอาสมุดมายื่นให้ทุกครั้งอยู่อย่างนี้ ไอ้เราก็ไม่ได้ผิดสังเกตสักทีนึง (คนสัมภาษณ์หัวเราะ) รู้แต่ว่ามีคนบริการพิเศษ แต่ก็นึกว่าเป็นบริการของแบงก์ คือตัวเองไม่ได้สนใจ จนเวลาผ่านไปสองปี จุดเริ่มคือคุณแม่ไปดูดวง ดิฉันไม่เชื่อเรื่องดวงนะคะ แต่เชื่อในเรื่องตายแล้วไม่สูญ คุณแม่ไปดูกับคนที่เขานั่งสมาธิ ถามเขาว่าเมื่อไรดิฉันถึงจะไปเมืองนอกสักที แต่คำตอบที่เขาบอกก็คือให้เตรียมตัวแต่งงาน แล้วชีวิตของการพบสามีดิฉันเนี่ยก็เหมือนวิทยาศาสตร์น่ะ (ยิ้ม) คุณแม่บอกอีกหกเดือนจะต้องแต่งงานนะ ไอ้เราก็....อะไรกัน เราเพิ่งเลิกหมดนี่หว่า แล้วช่วงนั้นก็กำลังเบื่อๆ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าอีกหกเดือนก็ต้องเป็นใครสักคน คือคิดแบบวิทยาศาสตร์ จัดแจงเลยค่ะ สุ่ม มีใครบ้างหว่าที่เราลืมดู (เล่าหน้าตาย)

TM: แสดงว่ามีหลายคน (คนสัมภาษณ์หัวเราะ)
พญ.พรทิพย์ : ก็หลายคนค่ะ (ทำหน้าเฉยๆ) แต่เสร็จแล้วไปทดสอบที่แบงก์ ก็เริ่มสงสัยแล้วแฮะ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะใช่นะคะ คือปล่อยให้มันเป็นไปตามกรรมที่เราทำไว้มากกว่า เพราะกรรมมันเป็นสิ่งที่ลิขิตอยู่แล้วใช่ไหมคะ พอเข้าไปทดสอบก็ชัวร์ เลยว่าคนนี้สนใจเราแน่ เช็ควุฒิ เพราะถ้าต่างกันมากก็ยุ่ง แต่หลังจากนั้นแล้วก็ปล่อย คำว่าปล่อยก็คือแต่งก็ได้ไม่แต่งก็ได้ ทีนี้ก็ถึงตาพ่อกับแม่ ซึ่งเขาก็ปล่อยอีก แต่คุณพ่อก็เรียกไปซักละเอียดเลยนะคะ ส่วนดิฉันเองก็พยายามทำให้เขาเห็นว่าตัวตนของเราเป็นคนอย่างนี้ แล้วกับคนอื่นๆก็เลิกหมด คือผู้ชายส่วนใหญ่ที่มาจีบ หลายคนจะเข้ามาในลักษณะที่เข้ามาปรึกษาปัญหา ไอ้อย่างนี้เราก็เบื่อใช่ไหม อาชีพหมอชอบไหม ก็ไม่ชอบ เพราะมันแข็งน่ะ ชีวิตมันแข็งกับแข็งอยู่ด้วยกันมันเบื่อ แล้วดิฉันนี่เป็นคนที่อย่าบังคับนะ คือถ้าไม่สั่งไม่บังคับนี่ทำให้หมด เพราะเป็นคนที่ชอบอยู่แล้วเรื่องงานบ้านทำกับข้าว ทำทุกอย่างให้หมดแหละ แต่ถ้าเมื่อไรสั่ง ไม่ทำ (คนสัมภาษณ์หัวเราะ) นั่นแหละ จนพอเริ่มรู้จัก หกเดือนค่ะก็แต่งงาน คือผู้ใหญ่อยากให้แต่งก็แต่ง

TM: แล้วเริ่มแต่งตัวตั้งแต่เมื่อไร
พญ.พรทิพย์ : หลังแต่งงานแล้วค่ะ คือสามีดิฉันจะเป็นคนที่ไมเคยว่าอะไรเลย ตามใจมากด้วยซ้ำไป บางทียังอยากให้เขาเบรกๆมั่ง (หัวเราะ) แต่เขาไมชมนะ ไม่ก้าวก่าย ไม่ยุ่งเลย ก็เริ่มจากทรงผมก่อน คือดิฉันเป็นคนที่ชอบเต้นแอโรบิก พอเต้นแอโรบิกก็เริ่มตามฝรั่ง ผมจากตรงก็เป็นเลยมาหยิก หยิกแล้วผมเยอะมันก็ฟู พอฟูแล้วก็เริ่มเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนกระทั่งมาพบว่าตัวเองเนี่ยจะชอบฝรั่งแบบเปรี้ยวๆ ดูมันเท่ดี แล้วตอนผมตรงนี่หน้ามันไม่ให้ พอผมเริ่มรวบได้ปั๊บละ มันต้องเข้ากับอะไรที่ต้องเปรี้ยว แต่เมื่อก่อนจะจืดมาก ผมตรงๆ ใส่แว่นตา เป็นหัวหน้าชั้น

TM: ในทัศนะของคุณ การทำงานที่ทำงานกับคนตายที่ไม่มีความรู้สึก กับการเป็นหมอที่ต้องรักษาคนไข้ มันมีอะไรที่แตกต่างกันไหม
พญ.พรทิพย์ : ในความรู้สึกนะคะ คุณค่าของงานเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่า เวลาเราทำ ตัวเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราดูคนไข้ที่มีชีวิต ความผูกผันมันค่อนข้างเยอะ ทีนี้ดิฉันเป็นคนที่บางครั้งไปผูกพัน ซึ่งนี่เป็นข้อเสีย เป็นข้อเสียของคนเป็นหมอ แต่เป็นข้อดีของคนไข้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเนี่ยชีวิตเราคงต้องเหนื่อยหน่อย คือไปคิดว่าเขาเป็นญาติ เราก็จะทำให้เต็มที่ ถ้าเผื่อเราทำเต็มที่ส่วนใหญ่เหนื่อยนะคะ แล้วบางครั้งความรู้สึกที่เราเหนื่อยน่คุ้มไหม ไมคุ้มนะคะ ไม่คุ้มในสิ่งที่กลับมาอย่างเคยดูคนไข้ที่โดนงูเห่ากัด 5 ชม.เต็มๆ ดูคนคนเดียว ข้าวปลาไม่กิน โคม่าเราต้องแก้ให้ได้ แต่ 5 ชม.เขาฟื้น ถามว่าเรามีความสุขไหม มีแต่มันช่วยได้แค่ชีวิตเดียว แต่ถ้าดิฉันมาทำชิ้นเนื้อเรารีบอ่านรีบตัดเร็วเพื่อให้ผลมันกลับไปเร็ว เขาจะได้รักษาต่อ ไม่ให้มะเร็งมันลุกลาม ชม.หนึ่ง เราอาจจะได้ 100 คนนะคะ ก็คิดคนละแบบอย่างนี้

TM: ทุกอย่างคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลหมด
พญ.พรทิพย์ : คิดแบบวิทยาศาสตร์มากไปหน่อยนึง (ตอบทันที) คืออยากให้ได้เนื้องานเยอะๆ

TM: แต่ดูคุณก็เป็นคนอ่อนไหวเหมือนกัน แล้วอย่างนี้มันไม่ขัดแย้งหรือ
พญ.พรทิพย์ : ไม่เลย ถามว่าทำไม คือใครก็ตามที่ทำงานเพ่อสังคมมันต้องมีสองอย่างผสมกันส่วนที่แรงคือส่วนที่จะผลักดันให้ไปได้สิ่งที่ดีขึ้น ส่วนที่เบาคือส่วนที่จะคลายทำให้โปร่ง ถ้ามันร้อนตลอดเวลามันจะเผาผลาญตัวเอง คือด้วยบุคลิกข้างนอกจะแข็งมากเลย และดิฉันเองเป็นคนอารมณ์ร้อนนะคะ แต่ว่าข้างในเคยคิดทำร้ายใคร ไม่เคยคิดโกรธเกลียดใครเลย จะร้อนเป็นชั่ววูบ แป๊บเดียวก็จบ

TM: คุณเคยคิดบ้างมั้ยว่า กระบวนการทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่บอกเรานี่ มันก็ผิดพลาดได้
พญ.พรทิพย์ : เคยมีคนไข้ที่ตายในคลินิกเอกชน แต่ว่าสามีไม่เอาเรื่อง เพราะเขาอยากให้ภรรยาตายอยู่แล้ว ตัวเองจะได้มีเมียน้อย พอมารับศพ เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรเลย ทีนี้ถ้าเผื่อเป็นดิฉัน ๆ จะบอกให้ตำรวจ ผู้ที่มีหน้าที่ควรระดำเนินการสอบสวนใหม่ ตำรวจบอก “โอ๊ย ก็สามีเขาไม่เอาเรื่องแล้ว คุณหมอจะไปทำอะไร” แต่จะให้ดิฉันไปทำเองก็คงไม่เอาเหมือนกัน คือเราต้องรู้หน้าที่ใครหน้าที่ใคร เพราะถ้าดิฉันไปทำตรงนั้นอีกหน่อยก็ไม่ต้องมีเวลาทำงานแล้ว เพราะมันเหมือนกับว่าเราข้ามไปจับผิดคน อันนี้ก็เป็นตัวบอกว่า ประชาชนน่ะไม่รู้หรอกว่าวิธีที่เขารักษาน่ะถูกไม่ถูก แล้วเยอะเลยที่ไปรักษาแล้วถามว่าเป็นอะไรรู้ไหม ไม่รู้หรอก อย่างถ้าคนไม่มีสตางค์แล้วเป็นโรคหัวใจเนี่ย แทนที่จะผ่าตัดทำบายพาสตั้งแต่เริ่ม ซึ่งเสียสตางค์ไม่มาก บางทีหมอก็ไม่แนะนำหรอก วันดีคืนดีหัวใจวายตายขึ้นมาอย่างคนอายุ 45 แล้วเป็นเสาหลักของครอบครัวอย่างนี้ ดิฉันก็มองว่าตรงนี้มันไม่แฟร์ ทำไมน่ะ ทำไมต้องมีเงินด้วยหรือ หรือต้องรู้จักกับหมอด้วยหรือ ทำไมถึงไม่มีใครอธิบายให้เขาฟังว่าโรคนี้เป็นอย่างนี้ๆๆ มาทางเลือกอย่างนี้ๆๆ คุณจะเลือกทำเร็วแค่ไหน ช้าแค่ไหน อย่างนี้มันมีบ่อย

TM: ปกติคนเราในการทำงานมันก็มีพลาดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าในงานอย่างของคุณ ซึ่งต้องการผลแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์เนี่ย มีไหมที่คุณเคยพลาดไปบ้าง
พญ.พรทิพย์ : (ตอบทันที) ผิดแบบวินิจฉัยผิด ในเรื่องคดีอะไรอย่างนี้ เท่าที่ตามดูผลที่กลับมาเนี่ยไม่มีนะคะ แต่ถ้าผิดในลักษณะที่ว่าสาตอบเราผ่าศพ เราคิดว่าเป็นอย่างนี้ ต๊าย พอตัดชิ้นเนื้อออกมาเป็นคนละเรื่อง คือเราไม่ได้ผิดต่อการกำหนดชะตาชีวิต แต่ว่าทฤษฏีที่ตั้งเอาไว้ผิด มี (เน้นเสียง) คือความผิดที่ไปละเมิด แบบวินิจฉัยผิดต่อคนไข้ แล้วญาติคนไข้กลับมาฟ้องนี่ไมมีนะคะ ถามว่าทำไม คงเป็นเพราะว่าทุกครั้งที่ทำงานจะพยายามสุดชีวิต คือด้วยกำลังใจตั้งมั่นว่าทำให้ดีที่สุด แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนี่ไม่ถือเป็นความผิดพลาด แต่เป็นบทเรียน เออ แสดงว่าที่เราเห็นอย่างนี้น่ะนะมันเป็นอย่างอื่นก็ได้ คือยังไงคนไข้ก็ตาย เพียงแต่เราวินิจฉัยไปคนละทิศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเก่งจนไม่พลาดนะคะ แต่ยังไม่มีฟีดแบ็คเข้ามา

TM: อย่างกรณีของเจนจิราเนี่ย จะมั่นใจได้ยังไงว่าการตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะแม่นยำ ในเมื่อศพที่ถูกตัดหั่นมานานแล้ว สารชีวโมเลกุลในร่างกายมันก็เปลี่ยนได้
พญ.พรทิพย์ : ก็คือเราจะต้องเลือกค่ะ เลือกดูว่าอะไรแม่นยำที่สุด ถามว่าภาพเชิงซ้อนแม่นมั้ย แม่นค่ะ แต่มันต้องมีอะไรมาเทียบ เช่นกรณีเจนจิรา ถ้าได้รูปเจนจิรามาเฉยๆ โดยมีประวัติฟัน แม่นยำน้อยค่ะ เผอิ้ญ ...ได้ประวัติฟันมา ก็เรียกว่าใกล้เคียงมากแล้วละ แต่ความเป็นหนึ่งเดียวที่จะพิสูจน์ความเป็นคนคนนั้นน่ะนะคะ อยู่ที่ฟิงเกอร์พริ้นท์หรือลายนิ้วมือ นอกจากนั้นที่มีอีกอันหนึ่งที่เหมือนลายนิ้วมือ ก็คือดีเอ็นเอ ถึงได้เรียกว่าดีเอ็นเอฟิงเกอร์พริ้นท์ คือเดิมเราใช้แต่ลายมือ แต่ต่อมาเนี่ยเราใช้ลายของดีเอ็นเอ ซึ่งเหมือนลายมือ คือมีลักษณะเฉพาะ แต่ไอ้ลายที่มีลักษณะเฉพาะนี้มันก็มีข้อจำกัด คือต้องขึ้นอยู่กับการตรวจ ซึ่งถ้าทำด้วยมือมันก็มีโอกาสพลาดอย่างถ้าคุยกัน น้ำลายลงไปนี่ก็ผิดพลาดแล้ว ไฟตกอุณหภูมิเปลี่ยนก็ผิดพลาดได้ง่าย คือถ้าทำด้วยมือนี่ผิดพลาดได้เยอะ และกินเวลานาน ทุกอย่างต้องทำพร้อมกัน เงื่อนไขเหมือนกัน ไม่พลาด ถ้าทำด้วยเครื่องจะไม่พลาด แต่แพงเหลือเกิน
ต่อมาก็ต้องมาดูที่วัตถุที่ส่งตรวจ วัตถุที่ส่งตรวจ ถ้ามันเกิดไปแตะอยู่บนเสื้อซึ่งย้อมสี สมมติคราบเลือดมาโดนผมที่โกรกสีนี่ ดีเอ็นเอของคราบเลือดจะเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเราต้องมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดใจให้กว้าง ศึกษาอยู่ตลอดเวลาในความเปลี่ยนแปลง สมมติอย่างของเจนจิรา ถ้าเกิดได้ผลขึ้นมานี่ยุ่งนะ เพราะว่าผมเจนจิราเขาเคลือบสี คือสารเคมีบางอย่างมันก็เปลี่ยนได้ ก็ต้องระวังให้รอบคอบ แต่มันมีข้อดี คือให้เราเลือก เลือกว่าจะเอาอะไร อย่างจะเอามาดูเพศชายเพศหญิง ถ้าเนื้อมันยังสดอยู่ก็อาจจะดูได้ แต่ถ้าเนื้อมันตายไปแล้วก็ไม่ได้ละ คืออย่างไรก็ตามช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ก็ยังดีกว่าใช้ความเห็นของมนุษย์อย่างเดียวนะคะ เพราะว่าความเห็นของมนุษย์มันเป็นประสบการณ์ซึ่งไม่มีเหตุผล พอที่จะบอกหรือยืนยันได้ ก็อย่างกะโหลกนี่ เราใช้ทั้งภาพเชิงซ้อนและรูปเจนจิรา ใช้ประวัติฟัน แล้วที่แม่นที่สุดก็คือใช้ดีเอ็นเอฟิงเกอร์พริ้นท์ มันก็เป็นการยืนยันกัน

TM: แล้วถ้าพิสูจน์ได้ทั้งสามแบบ แต่มีแบบใดแบบหนึ่งที่ผลออกมาไม่ตรงกับอย่างอื่น จะทำยังไง
พญ.พรทิพย์ : คือเราต้องรู้ว่าอะไรเปอร์เซ็นต์แม่นยำสูงสุด ก็จะเลือกอันนั้น ดีเอ็นเอฟิงเกอร์พริ้นท์แม่นยำสูงสุด แต่เราก็ต้องดูด้วย เช่นทำสามอันออกมาเหมือนกัน แต่ดีเอ็นเอฟิงเกอร์พริ้นท์ทำด้วยมือแล้วออกมาแตกต่างกับอันอื่น ก็ต้องทำดับเบิ้ลเช็คดู แต่ถ้าทำด้วยเครื่องมันก็ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องมาเช็คดูว่าอาจจะเกิดความผิดพลาดตรงไหนได้บ้าง เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว ต้องรู้ว่าเทคนิคที่จะใช้ควรเป็นอะไร และที่ที่เขาทำให้เราเชื่อถือได้หรือไม น่าจะเป็นอย่างนั้น

TM: แต่คนที่รู้เทคนิค รู้วิธีการอย่างเดียว บางทีก็อาจทำไม่ได้ มันต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ เข้ามาผสมผสานด้วยหรือเปล่า
พญ.พรทิพย์ : ค่ะ ใช่ อย่างกรณีเจนจิรานี่ ดิฉันรู้เทคนิค รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ทำเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาทำต้องคิดเก่ง ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ สมมติมีคดีมรกดสองพันล้าน เกิดมีคนจ่ายมาสองล้านให้ไปทำคอมพิวเตอร์ใหม่ หรือเอาอะไรมาหยดใส่ที่ทำให้ผลแตกต่างออกไป ถ้าคนที่ทำงานตรงนี้ไม่รัดกุมรอบคอบ หรือเราเชื่อมั่นไม่ได้ มันก็เปล่าประโยชน์

TM: แต่ถึงยังไงประชาชนก็ไม่มีทางตรวจสอบเขาได้อยู่แล้วใช่ไหม
พญ.พรทิพย์ : ไม่มีทางค่ะ (ตอบทันที) เพราะฉะนั้นถึงได้บอกไงคะว่ามันขึ้นอยู่กับความน่าไว้ใจของหน่วยงาน แล้วเราก็ต้องพยายาม ตัดตอนของจุดที่จะเกิดคอร์รัปชั่นออกไปด้วย ข้างบนคนที่ตรวจต้องไม่เห็นเลยว่าคนไข้เป็นใครขึ้นไปนี่ก็รู้แต่เอบีซี ไม่ได้เห็นเวลาที่วัด นี่นามสกุลอะไร คนไข้ขอไปเจอได้มั้ย ก็ตอบเลยว่าไม่ได้ คือทุกอย่างมันต้องชัดเจนถูกต้อง มีคำอธิบายให้ฟังได้

TM: การต้องทำงานเกี่ยวข้องกับการตายที่เกิดขึ้นเนื่องจากความรุนแรงทุกวันๆ อย่างนี้คุณคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ตัดสินกันด้วยความรุนแรงหรือเปล่า
พญ.พรทิพย์ : ใช่คะ แล้วก็ไม่ค่อยนึกถึงส่วนรวม ดิฉันคิดนะคะว่า เป้าหมายท้ายที่สุดในชีวิตเนีย ถ้าเมื่อไรเซ็ทระบบนิติเวชได้ดีแล้ว รามาธิบดีอยู่รอดแล้ว ดิฉันว่าดิฉันจะไปเป็นครู

TM: ทุกวันนี้ก็เป็นอยู่ไม่ใช่หรือ
พญ.พรทิพย์ : คือไปสอนเด็กที่เล็กกว่านี้น่ะคะ เพราะไม้ตรงนี้มันแก่แล้ว มันดัดยาก ดิฉันอยากได้ไม้เด็กๆ เด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ มันขึ้นอยู่กับว่าเราใส่อะไรให้เขา คิดว่าสังคมตอนนี้มันผิด มันใส่แต่ความรู้...บ้าบอคอแตก ใครจะบวกเลขได้เร็ว เขียนหนังสือได้ก่อน ใครจะจำไอ้โน่นไอ้นี่แม่น สิ่งที่สำคัญคือต้องใส่ตั้งแต่เล็ก คือการคิดหรือการทำอะไรให้คิดถึงส่วนรวม มันใส่ได้ แล้วก็การเรียนรู้ธรรมชาติต้องฝึก ฝึกให้เขาคิดเป็น ไมใช่ท่องจำ นั้นแหละคือเป้าหมายสุดท้าย

TM: คุณเคยใช้อารมณ์หรือใช้ความรู้สึกในการทำงานบ้างไหม
พญ.พรทิพย์ : เฉพาะตอนที่สั่งงานแล้วไม่ได้ดังใจคะ ลูกน้องนี่แหละจะโดน แต่จะไม่ได้อาละวาดนะคะ คือแค่ดุให้รู้ว่า สมมติดิฉันสั่งอย่างนี้ บอกแล้ว บอกขั้นตอนแล้ว อ้าว ! ทำไม่ได้ แล้วทำไมไม่ถาม คือพยายามจะให้เขารู้จักทำอะไรให้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็เข้าใจเขานะคะ คือดุแล้วต้องจบ ไม่ใช่ตราไว้เลยว่าไอ้นี่ใช้ไม่ได้ ทุกคนที่ทำงานกับดิฉันเขาจะรู้

*TM: คุณคิดว่าความเป็นผู้หญิงผู้ชายมีผลในการตัดสินใจเรียนนิติเวชหรือพยาธิไหม
พญ.พรทิพย์ : ไม่เกี่ยว (ตอบทันที) จะมีก็หน่อยเดียว เรื่องเหม็น แต่ถ้าถามว่าทั่วไปมีไหม คงจะมีนะคะ เพราะผู้หญิงทั่วไปชอบทำตัวนิ่มเกินไป ทั้งที่จริงแล้วมันอยู่ได้ แต่ถ้าถามว่าผู้หญิง ผู้ชายเรียนต่างกันไหม ก็คิดว่าไม่ค่อยต่างนะคะ แต่ผู้หญิงจะรับผิดชอบในการเรียนมากกว่าเยอะ แต่อย่างพื้นฐานของหมอในปัจจุบัน มันไม่ได้คิดถึงส่วนรวมก่อน มันตะคิดถึงอนาคตว่าจะทำให้เราสบาย พอคิดอย่างนี้ก็ลงฟิลด์ที่จะไม่เหนื่อยมาก แต่ถ้าถามว่า ทำไมดิฉันเลือกตรงนี้ มันก็คิดแบบเดียวกัน แต่มันไม่ได้คิดเรื่องงานสบาย คิดแค่ว่าทำอย่างไรถึงจะได้งานที่ไม่มีอะไรมากวนตอนกลางคืน ไม่ชอบถูกตามตอนดึกค่ะ เพราะว่าอดนอนไม่ค่อยได้

TM: คุณเชื่อเรื่องวิญญาณหรือเปล่า
พญ.พรทิพย์ : เต็มร้อยค่ะ(ตอบทันที)

TM: ไม่ขัดกับความเป็นวิทยาศาสตร์หรือ
พญ.พรทิพย์ : ไม่ขัดค่ะ เพราะมันไม่มีอะไรที่ต้องแยกจากกันร้อยเปอร์เซ็นต์นี่คะ เหมือนศาสนามันก็ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ศาสนาเป็นตัวถ่วงดุลให้เรามีคุณธรรม แล้วก็เชื่อว่าเรื่องวิญญาณมันอยู่กันคนละภพ คนละโลก คนละมิติกันกับตัวเรา

TM: คือเชื่อว่ามีจริง แต่ไม่เคยเจอ
พญ.พรทิพย์ : ไม่เคยเจอ ก็อย่างที่บอกว่า ดิฉันดูดวง คือใช้วิธีนั่งสมาธิ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจขนาดที่จะไปถาม แต่มันทำให้เราเชื่อว่าตายแล้ว ไม่ได้จบตรงนี้นะ จะได้รู้จักระวัง อย่าทำตัวเหลวแหลกเกินไป ไม่มีความดีเหลือไว้บ้าง เพราะเป็นพุทธศาสนิกชนด้วยมั้งคะ แต่จะให้ไปใส่บาตร ดิฉันก็ไม่ใส่นะ ก็ใช้วิธีทำดีอย่างนี้

TM: คุณไม่เชื่อในพิธีกรรมหรือสถาบันหรือ
พญ.พรทิพย์ : อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วไมเคยศึกษาธรรมะเลยนะคะ เพราะคุณพ่อบังคับมาก คือตั้งแต่เล็กๆแล้ว เอาหนังสือธรรมะมาให้อ่าน อ่านแล้วขีดเส้นใต้ ต้องอ่านแล้วต้องทำการบ้านมา เลยไม่เอาเลย ยิ่งพ่อบังคับเท่าไรยิ่งไมทำมาเท่านั้น ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะคะ แต่กลายเป็นว่ามันกันเราออกไปจากเรื่องเหล่านี้เลยเพราะไม่ชอบถูกบังคับ

TM: ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่?
พญ.พรทิพย์ : ประมาณตุลาปีที่แล้วไปเที่ยวด้วยกันแบบครอบครัวใหญ่ ไอ้ดิฉันก็ไม่ค่อยชอบคุยอะไรหนักๆ ปรากฏว่าพ่อเขามาคุย “นี่นะ ท่าน ปยุต (พระธรรมปิฏก) ท่านไปสอน ท่านพูดเรื่อง หมอที่ไม่ดี...” ดิฉันก็มาคิดดูว่า เอ๊ะ! พ่อกำลังจะสอนอะไรเราหรือเปล่า เพราะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เล็กๆ จะเถียงกันบ่อยมาก ตอนหลังเลยคุยกันว่าต่อแต่นี้อย่าคุยเรื่องหนักนะ เพราะคุยเรื่องหนักแล้วดิฉันจะป้องกันตัวเอง วันนั้นก็เลยถามเขาว่า “พ่อ ทำไมพ่อคุยแต่เรื่องหนักๆ พ่อคุยเบาๆไม่เป็นหรอ” เขาเลยพูดออกมาว่า “ถ้าอยากได้พ่อในอุดมคติ ก็รอไปชาติหน้าแล้วกัน” ดิฉันงงไปเลย คือเราแค่เบรกตามข้อตกลง แต่เขาฝังใจอยู่ว่า ดิฉันนี่คงไม่ภูมิใจในตัวเขาเลย จนไปลงหนังสืออะไรสักอย่าง ดิฉันตัดไปให้เขาดูว่า พ่อดูนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีวันนี้ก็เพราะพ่อ

TM: สังเกตดูคุณจะพูดถึงแต่พ่อตลอด
พญ.พรทิพย์ : ใช่ค่ะ คือที่เราได้ดิบได้ดีก็ด้วยความคิดที่มาจากท่าน แต่ความที่วางลงได้ ไม่รุ่มร้อนนี่คือจากแม่ แต่พอดีคุณแม่เสียชีวิตแล้ว มันก็เลยไม่ค่อยได้พูดถึง แต่ถึงตอนนี้พ่อก็ยังมองว่าดิฉันไมเข้าใจเขา ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันนะคะ จะให้เขาเข้าใจว่าเราแยกออกเรื่องความรัก ความเคารพ คือเขาควรมองย้อนบ้างว่าสิ่งที่เขาทำนี่บางทีมันก็ไม่ถูกเหมือนกัน ดิฉันไม่ได้โกรธนะคะ แต่มองว่ามันทำให้ห่างกันเท่านั้นเอง เพราะบังคับซะจนเป็นอย่างนี้ อย่างหนังยังไม่ดูเลย ตั้งแต่เล็กแล้วค่ะ ไปดูหนังกลับมาบ้าน ลูกสี่คนต้องมาเขียนเรื่องย่อทุกเรื่องให้พ่ออ่าน ดูวอลท์ดิสนีย์ ยังต้องมีบทสรุปประเภทหนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ... มันก็เลยทำให้เราไม่ชอบดูหนังกันสักคนเลย เพราะมันเหมือนอะไรที่ถูกบังคับน่ะ

TM: แล้วตอนนี้ชอบดูหนังบ้างหรือยัง
พญ.พรทิพย์ : ไม่ดู (ตอบทันที) ถามว่าที่พ่อทำมันดีมั้ย มันดีค่ะ มันทำให้เก็บอะไรได้เร็วแต่บังคับมากไป ตึงไป ก็ต้องหย่อนมั่ง แหม! มีอย่างที่ไหน ดูหนังแล้วต้องเขียนเรื่องย่อ นึกกลับไปก็ขำเหมือนกัน ถ้าเป็นลูกเราสมัยนี้สงสัยโกรธตายไปแล้ว (ยิ้ม)

TM: คุณคิดว่าบทเรียนคดีเจนจิราให้อะไรกับคุณบ้าง
พญ.พรทิพย์ : บทเรียนกับตัวดิฉันเองคงไม่มีแต่เป็นจังหวะที่เอามาใช้สอนนักเรียนแพทย์ สอนเรื่องความห่วงใยระหว่างเพื่อนให้มีมากกว่านี้ คือในนักเรียนแพทย์นี่ยากมาก อีกอันก็คือ เมื่ออาจารย์ไม่สามารถจะดูได้ คณะต้องมีระบบการติดตามที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาคือจะไปสนใจแต่เด็กที่เรียนไม่ดีไม่ได้ ต้องดูหลายๆเรื่อง ซึ่งตัวอย่างอันนี้ดิฉันว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะถ้าสอนให้เขาห่วงเพื่อนเขาเป็น เขาจะห่วงคนไข้เป็น คือถ้าเราห่วงเพื่อนมากกว่าหนึ่งหรือสองคนเป็น ก็ไม่มีวันที่เราจะแคร์คนไข้เท่าไร

TM: คุณคิดยังไงบ้างกับเรื่องสิทธิของผู้ป่วย
พญ.พรทิพย์ : ดิฉันเข้าใจทั้งสองฝ่ายนะคะ คือคนที่มาเรียนแพทย์นี่คือ cream of the cream มันไม่ใช่ครีมธรรมดาใช่ไหมคะ ธรรมชาติของคนเรียนเก่งมันไม่ได้มาคู่กับอะไรที่มีใจโอบอ้อมอารี ไอ้คนเรียนเก่งต้องเป็นคนที่แข็ง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะคิดถึงคนอื่นมันมีไม่มากหรอก แล้วตอนสอบเข้าได้นี่พ่อลับแม่ใครๆก็โอ๋ ให้รถให้บ้าน มาไหนไปไหนคนก็ไหว้ แล้วมันจะมีเวลาที่ไหนมาคิดถึงคนอื่น โอกาสที่จะเข้าใจคนอื่นมันน้อยแล้วก็คนเหล่านี้เป็นคนกรุงส่วนใหญ่ มันประกอบกันไปหมด เวลาออกไปต่างจังหวัด เจอคนไข้จนๆ มา ความเห็นใจมันก็มีน้อย เพราะเขาไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่จริงๆแล้วหมอที่มีใจโอบอ้อมอารีก็มีเยอะนะคะ แต่ก็อย่างที่บอก การเรียนมันทำให้เป็นอย่างนั้นมาตลอด แล้วด้วยการที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงไงคะ แล้วครูก็สอนตลอดเวลาว่าต้องเชื่อมั่น เพราะงั้นจะฟังคนอื่นน้อยมากเลย หมอด้วยกันยังฟังกันเองน้อยเลย

TM: เวลาที่คุณไม่สบาย คุณวางใจหมอที่ไปหามากน้อยแค่ไหน
พญ.พรทิพย์ : ไม่ค่ะ (ตอบทันที) ไม่ หมอต้องไปหาหลายๆคน คือไปขอความคิดเห็นไง แต่ไมใช่ว่าไม่เชื่อเขานะคะ คือไปโดยที่ว่าคนนี้คิดยังไงอย่างเช่นตอนนี้ดิฉันเพิ่งผ่าตัดมาได้สักสี่อาทิตย์ หลังผ่าตัดมาอยู่ๆ มือชา ไปหากายภาพ ทางกายภาพเขาก็ใช้ดึงคอ ไปหาอายุรกรรมประสาท เขาก็บอกให้ทำอย่างหนึ่ง เราก็เก็บมาละ ไปหาประสาทศัลยกรรม คือทางการผ่าตัดทางระบบประสาทเขาก็บอกอีกอย่างหนึ่ง ตรงนี้มีอะไรอีก มีกระดูกต้นคอก็ไปหาออร์โธพีดิกส์ คือไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไปเก็บข้อมูล

TM: เป็นเพราะว่าวินิจฉัยตัวเองได้
พญ.พรทิพย์ : ค่ะ แต่เพราะว่าอยากได้ความจริงที่สุด คือมันเหมือนต่างมุมมองน่ะค่ะ ต้องยอมรับว่าหมอปัจจุบันนี้มันมองแคบไปนิดหนึ่ง คือเป็นหมอที่เชี่ยวชาญหัวใจก็ดูแต่หัวใจ เป็นหมอภูมิแพ้ก็ภูมิแพ้ หมอศัลยกรรมก็ยังมีแยกไปเฉพาะมือเฉพาะหน้า คือมันแยกกันเกินไป เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูว่าแต่ละคนคิดยังไง แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อนะคะ ทำอย่างไรจะให้เราดีที่สุด

TM: รักษาตัวเองบ้างไหม
พญ.พรทิพย์ : รักษาเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยหาย (ตอบหน้าตาย) เป็นหวัดยังกินไม่หายเลย คืออาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ตามเรื่องยาเท่าไร ก็เลยลืมหมดแล้ว รักษาทางยาตัวเองยังไม่ค่อยเก่ง

TM: แล้วสุขภาพของตัวเองเป็นยังไงบ้าง
พญ.พรทิพย์ : แข็งแรงมั้ย แข็งแรง (ตอบหน้าตาย) แต่เข้าโรงพยาบาลครั้งที่สิบสามแล้วจะมีอะไรที่มันปุ๊บปั๊บเข้าไม่รู้ตัว อย่างเช่นเดี๋ยวก็มีถุงลมในปอดตั้งแต่เกิดแล้วมันแตก อยู่ๆเป็นตับอักเสบ ถ้าโทษก็ต้องโทษว่ากรรมมันเยอะ ในอดีตชาติคงเยอะจริงๆ ไทรอยด์ก็เพิ่งผ่าตัด เป็นมะเร็งค่ะ แต่เป็นเล็กๆ เจอโดยบังเอิญ ถ้าเก็บเอาไว้นานก็สงสัยจะแย่ คือมีกรรมทำให้เป็น แต่มีบุญทำให้เจอเร็ว คือเราก็เลยไม่เครียดกับมันมาก

TM: คุณเคยนึกอยากกลับไปเป็นหมอรักษาคนไข้ไหม
พญ.พรทิพย์ : ไม่คะ (ตอบทันที) ไม่เคยนึกย้อนว่ารู้งี้ไม่เป็นอย่างนี้ คือก็อาจจะไม่ดีนะคะ แต่ดิฉันคิดว่ามันทำให้คนเราไม่ทุกข์ มีความรู้สึกว่า ทุกวันนี้ก็เป็นสุขดี คือมันน่าจะทุกข์ แต่เราไม่ทุกข์ ก็ไปข้างหน้าได้ ให้เป็นอะไรก็เป็นได้

TM: เคยคิดไหมว่าถ้าไม่ได้มาเป็นหมอ ชีวิตคุณจะเป็นยังไง
พญ.พรทิพย์ : ก็คงจะไปคนละเรื่องกับทางนี้เลยมั้งคะ อาจจะไปเป็นนักออกแบบหรืออะไรเพราะดิฉันชอบวาดรูป ชอบประดิษฐ์อะไรมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันคะ เพราะงานอย่างนั้นมันเป็นงานส่วนตัวมากกว่า มันต่างจากการเป็นหมอที่เป็นงานส่วนรวม

=================================

เรื่อง : สุไลพร, โตมร, สิโรฒน์
ภาพ : อัชชะ
ที่มา : หนังสือ TRENDY MAN ฉบับ April 1998 number 68
พิมพ์ : close2heaven (มือหยิกเยย)

=================================




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2548 11:03:28 น.
Counter : 974 Pageviews.  

พญ. พรทิพย์ โรจนสุนันท์ : ผู้พิพากษาหลังความตาย ตอนที่ 1

พญ. พรทิพย์ โรจนสุนันท์

ผู้พิพากษาหลังความตาย

ตอนที่ 1



“เรื่องของความตายไม่มีอะไรน่าสนุก”ผมมั่นใจว่าอดีตนักเรียนแพทย์ที่กลายมาเป็นนักเขียนโด่งดังอย่าง ไมเคิล คริชตัน จะต้องเปลี่ยนใจแน่ ถ้าเขาได้รู้จักกับหัวหน้าหน่วยนิติเวชหุ่นนางแบบของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ผมนัดไว้ในวันนี้
นอกเหนือจากการติดตามข่าวสารคดีฆ่าหั่นศพนักศึกษาแพทย์สาว การอ่านนวนิยายกึ่งชีวประวัติเรื่อง “ทราเวล” ของคริชตันซ้ำไปซ้ำมาในช่วงบทต้นๆ เป็นหนึ่งในการเตรียมตัวหลายๆ อย่างที่ผมทำก่อนไปพบกับ “แพทย์หญิงพรทิพย์ โรจน์สุนันท์” แต่ก็นั่นแหละ การอ่านหนังสือเกี่ยวกับการตาย การได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับการผ่าศพ หรือแม้แต่การได้เห็นภาพจากจอโทรทัศน์ ยังไงก็เทียบไม่ได้กับการได้สัมผัสของจริงอย่างถึงเลือดถึงเนื้อและถึง “กลิ่น”
ที่ห้องผ่าศพ...
เราได้รับคำเตือนว่าระวังจะแสบตาเล็กน้อย เนื่องจากฤทธิ์ของฟอร์มาลินที่ตลบอบอวลในห้อง ร่างอันไร้วิญญาณของชายไทยไม่ทราบชื่อ รูปร่างผอม ผิวดำแดงวัยประมาณ 50 ที่เพิ่งตายได้ไม่เกินสองวันถูกนำขึ้นเตียงเหล็ก ในเวลาเดียวกับที่ช่างภาพตั้งไฟเสร็จ
คุณหมอยังสาวหยิบเสื้อกาวน์ขึ้นมาสวมอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางทะมัดทะแมงเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานที่เธอเคยผ่าศพอดีตคนไข้ของเธอเป็นครั้งแรกเมื่อ 18 ปีก่อน การผ่าศพในวันนั้นจบลงด้วยดีภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที หลังผ่ากะโหลกพบก้อนเลือดคั่งในสมอง - - สาเหตุการตายของชายผู้นั้น
นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกว่ากระทั่งยามที่หมดลมหายใจไป ชีวิตคนเราก็ยังมีอะไรมากมายให้ค้นหา แม้ผมจะเห็นด้วยกับคริชตันมากกว่า คุณหมอว่า “เรื่องของความตายไม่มีอะไรน่าสนุก”ก็ตาม

TM : ตอนนี้ไปไหนมาไหนมีคนรู้จักมากขึ้นส่วนใหญ่คนทักคุณว่าอย่างไรบ้าง
พญ.พรทิพย์ : ส่วนใหญ่ก็มาสวัสดีคะ เข้ามาจับมือ แล้วก็บอกว่าประทับใจมาก ฉายาก็เปลี่ยนไป (หัวเราะ) จาก คุณหมอมนต์สิทธิ์ คือ ตอนนั้นดิฉันเป็นคนเจาะเลือดพิสูจน์ DNA ให้เขา มาเป็น คุณหมอเจาะใจ แล้วก็เป็นคุณหมอเจาะใจมาตลอด ผ่านไปตั้งเดือนกว่าสองเดือน คนก็ยังทัก พอมาเจอคดีเจนติรา คราวนี้หนักยิ่งกว่าเก่า เป็น คุณหมอเจนจิรา หรือ คุณหมอผ่าศพ แต่อย่างผู้พิพากษาเขาก็จะเรียกดิฉันว่าเป็นหมอเปรี้ยวไปเลย (หัวเราะ)

TM : ตอนเลือกเรียนหมอ เคยรู้มาก่อนไหมว่าจะต้องมาทำอะไรอย่างนี้
พญ.พรทิพย์ : ตอนนั้นไม่รู้คะ ถึงตอนที่เลือกเรียนพยาธิวิทยา คือก่อนที่จะมาถึงนิติเวชก็ยังไม่รู้ แต่นิสัยคือเป็นคนที่ยังไงก็ได้ ไม่เรื่องมากมีเหมือนกันที่ไม่ชอบ ก็คืออะไรที่ต้องไปนั่งส่องกล้องดูอะไรเล็กๆ อย่างผ่าตัดตา ผ่าตัดสมองอะไรอย่างนี้ไม่ชอบ จะไม่เอาเลย แต่ถ้ากายภาพดูแลคนไข้บนวอร์ด ไอ.ซี.ยู. นี่ได้หมด คงเป็นเพราะเคยชิมลางมาก่อนแล้วด้วยมั้งคะ คือหลังจากจบหมอ ตอนเป็นอินเทิร์นเคยไปลงขอผ่าศพเขา ตอนนั้นเห็นคนตายแบบกะทันหัน เราก็อยากรู้ว่าคนนี้เป็นอะไรตาย ขอให้เขาผ่าให้ดู ปรากฏเขาบอกว่า ใครขอคนนั้นก็ผ่าสิ ผ่าเสร็จก็เรียบร้อยคะ ไม่รู้เรื่องเพราะว่าตอนเราเรียนเรื่องศพนี่ก็คือศพดอง ตอนเรียนเรื่องโรคก็เรียนจากอวัยวะที่ดอง ฟอร์มาลินมันบล็อก หรืออย่างเวลาเรียนผ่าตัดก็ได้แต่ผ่าเข้าไปเป็นช่องเล็กๆ ก็ไม่ค่อยได้เห็นนะคะ เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว ผ่าดูก็ไม่รู้เรื่อง แต่ถามว่ากลัวไหม ไม่กลัว

TM : คุณคิดว่างานของคุณสำคัญอย่างไรบ้างกับวงการแพทย์บ้านเรา
พญ.พรทิพย์ : คือจริงๆแล้วนิติเวชมันประกอบด้วยศาสตร์หลายอย่างนะคะ พิสูจน์วัตถุพยาน พิสูจน์หลักฐาน แต่ศาสตร์ที่ยากที่สุดก็คือ การชันสูตรศพ แล้วไอ้การที่จะวินิจฉัยให้ได้ว่าเขาตายจากอะไรนั้น พื้นฐานความรู้ต้องใช้ทางแพทย์ต้องผ่าศพเป็น ตรวจชิ้นเนื้อเป็น บางอย่างเราตรวจด้วยตาเปล่าไม่ได้ ต้องส่องกล้อง ซึ่งวิชานี้คือ วิชาพยาธิวิทยากายวิภาค และเป็นสาขาที่เป็นพื้นของนิติเวช พยาธิวิทยาหมายถึงการเรียนวิธีดูชิ้นเนื้อจากคนไข้กับผ่าศพวิชาการ ตรงนั้นเป็นประโยชน์ตรงกับการแพทย์โดยตรงนะคะ เพราะชิ้นเนื้อนี่วินิจฉัยดูเพื่อใช้ประกอบในการรักษา ส่วนนิติเวชนี่ ผลของงานมันไม่ได้มีประโยชน์ต่อโรงพยาบาลหรือการรอดชีวิตของคนไข้ แต่เป็นในลักษณะของการค้นหาความจริงในคดี เรื่องความยุติธรรม เรื่องสิทธิมนุษย์ ซึ่งมันสำคัญกับประชาชนทุกคน แต่ไม่มีใครให้ความสำคัญเพราะการจะทำให้สมบูรณ์แบบ ต้นทุนมันสูงมากซึ่งตรงนี้โรงพยาบาลต้องควักเนื้อ ก็ไม่คุ้มใช่มั้ยคะ คือมันควรจะเป็นกรมตำรวจจ่าย หรือศาลจ่าย แต่ต้องไม่ใช่ให้โรงพยาบาลควักหรือว่าคนไข้ควักเพราะเนื้องานหมอเป็นผู้ทำ แต่ประโยชน์ของงานไปอยู่ในที่อีกที่หนึ่ง
ในอีกด้านหนึ่ง การชันสูตรศพเหล่านี้ยังเท่ากับเป็นการควบคุมคุณภาพการรักษาพยาบาลด้วย คือมันช่วยตรวจสอบได้ว่าหมอที่รักษาวินิจฉัยถูกหรือเปล่า ทำไมถึงรักษาอย่างนั้น หรือเข้าโรงพยาบาลแล้วรักษาไม่ทัน มันไปล่าช้าที่ไหน หรือตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนว่าทำเขาถูกมั้ย คิดว่ารักษายุติธรรมหรือเปล่าอย่างนี้ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้โรงพยาบาลยิ่งไม่ค่อยสนับสนุนใหญ่ ถูกมั้ยคะ หมอที่ไหนบ้างจะอยากให้รู้ว่ารักษาผิด แต่ไอ้ตรงนี้ไมใช่ปัญหาใหญ่เท่าไร เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วไม่มีหมอคนไหนตั้งใจให้มันผิดหรอก เพียงแต่มันเป็นความผิดพลาดที่เราได้เอมาเรียนรู้เท่านั้นเอง จริงๆ แล้วงานของนิติเวชโดยมากจะเป็นงานที่เกี่ยวกับศพคดีที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

TM: ดูๆแล้วมันก็น่าจะเป็นงานของกรมตำรวจมากกว่า
พญ.พรทิพย์ : คือตามกม.ไทยบอกว่าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ไปดำเนินการเกี่ยวกับศพแล้วก็แยกธาตุหรือส่งศพให้กับแพทย์เป็นผู้ชันสูตร แต่คำว่าชันสูตรพลิกศพนี่ เขาไม่ได้บอกว่าต้องทำขนาดไหน บอกแค่ว่าให้แพทย์เป็นคนหาสาเหตุกับกลไกการตายให้ได้ ซึ่งในประเทศไทยเขาก็ระบุให้เป็นแพทยศาสตรบัณฑิต คือหมอธรรมดานี่แหล่ะ ใครอยู่ท้องที่ไหนก็รับไป ซึ่งส่วนใหญ่หมอเหล่านี้ไม่มีความรู้ เขาก็จะทำได้แค่คร่าวๆ ซึ่งก็อาจจะผิดได้เยอะ แต่ใน กทม. นี่จะมีกฎของกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะ ออกมาอีกอันหนึ่งว่า ถ้าคดีเกิดในฝั่งพระนครก็ให้ส่งสถาบันนิติเวชทั้งหมด แต่ถ้าเกิดในท้องที่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา คือฝั่งธนบุรี ก็ให้ส่งโรงพยาบาลศิริราช ยกเว้นศพคดีที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล ให้แต่ละโรงพยาบาลที่มีหน่วยนิติเวชนั้นดำเนินการได้เอง ตรงนี้แหล่ะที่มันมีปัญหา บางทีคนไม่เข้าใจว่า เอ๊ะ! แล้วทำไมไม่ไปนิติเวชให้หมด คือปัญหามันชัดขึ้นตั้งแต่คดีอุ้มฆ่าครอบครัวศรีธนะขันธ์แล้วนะคะ คนรู้เรื่องนิติเวชน้อย กม.ก็ยังไม่แก้ คือมันก็ยังบอกว่าหมอทุกคนที่เป็น พบ. นี่สามารถชันสูตรพลิกศพได้ แต่ในความเป็นจริงมีโอกาสน้อยมากที่นักเรียนแพทย์จะได้เรียนรู้ตรงนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่ศพที่ตายในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ไม่ยาก ที่ยากคือไอ้ศพที่ตายข้างนอกที่เราไม่เห็นพฤติกรรมตอนตาย อย่างที่นี่ก็มีหมอด้านนี้อยู่คนเดียว แล้วดิฉันก็ไม่มีเวลาพอที่จะกระเตง นักศึกษาไปนิติเวชได้ เพราะงานมันเยอะ ขณะเดียวกันเด็กก็เริ่มขอที่จะเรียนทางนี้เยอะขึ้น ดิฉันเลยปรึกษากับท่านคณบดี จะประสานงานกับ สน.ใกล้ๆ อย่าง สน.พญาไท ว่าน่าจะพอมีเคสให้เด็กฝึกบ้าง พอได้รับอนุมัติเบื้องต้นจากคณะ ก็ของทางกรมตำรวจ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปลายปี 2538 เลยเป็นที่ตกลงว่า สน.พญาไทจะส่งศพมาที่นี่ตลอด

TM: ก็เรียกว่าเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย
พญ.พรทิพย์ : ค่ะ คือ สน.พญาไทนี่เขาชอบอยู่แล้ว ส่งมาที่นี่ทุกวัน คือที่นี่ หนึ่ง เราทำเร็ว สองเรายังบริการคนไข้ด้วย พยายามทำให้มันเป็นระบบ ดิฉันมีความรู้สึกว่างานด้านนี้เนี่ยมันจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนแล้ว มันต้องทำที่ใดที่หนึ่งให้เป็นมาตรฐาน ให้มีต้นแบบ แล้วที่นี่จะทำในเชิงสมบูรณ์แบบ แบบของอเมริกาทั้งหมด เช่นถ้าศพนั้นไม่ได้ติดเชื้อ HIV ญาติอนุญาต แล้วเราเจอประเด็น เราจะขอผ่าทั้งตัวเพื่อให้มีความสมบูรณ์แบบที่สุด ผ่าทั้งตัวแล้วก็เก็บสไลซ์ชิ้นเนื้อมาตรวจทุกเคส ทำรายงานเป็นมาตรฐานสากลที่ตรวจสอบได้ มีรูปถ่ายมีอะไร คือพูดง่ายๆ ว่าไม่ใช่ขึ้นอยู่กับดิฉันคนเดียวที่จะเป็นคนบอกว่า เอ้อ...มันตายจากอย่างนี้มันก็ต้องเป็นยังงี้ โดยที่ไม่มีหลักฐานอะไรพิสูจน์ อีกส่วนหนึ่งก็คือ มันได้ทั้งวงการแพทย์ ทั้งนักเรียนแพทย์ เพราะว่าในเขต สน.พญาไทมีโรงพยาบาลในเครืออยู่ 11 โรง เพราะฉะนั้นเราก็จะสามารถทำเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการฟ้องได้ หมายความว่าเราจะเก็บรวบรวมข้อมูลเคสที่ตายในโรงพยาบาลต่างๆเอาไว้ แล้วก็เอากลับไปสอนเขาว่า อันนี้ต้องระวังนะ คนไข้มาอย่างนี้แทนที่จะวินิจฉัย มันแต่ส่งไปสืบสวน แล้วคนไข้ก็เสียชีวิต ถูกหรือไม่ถูกคิดให้ดี อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นผลพลอยได้นอกเหนือไปจากความรู้ของนักศึกษาแพทย์

TM: เคยขัดแย้งกันบ้างไหม เช่นตำรวจอาจจะไม่เชื่อหมอ
พญ.พรทิพย์ : ไม่เชื่อนี่ไม่มีนะคะ (เน้นเสียง) แต่ไม่ใส่ใจนี่ประจำ (หัวเราะ) สมัยก่อนอยู่ต่างจังหวัดนี่ทำงานสบายกว่ากันเยอะเลย คือตำรวจเขารู้ว่ายังไงก็ต้องเป็นเรา แต่พอมาอยู่ที่นี่ไม่รู้ว่างานเขามีเยอะหรือว่ายังไงก็ไม่ทราบ เวลาเราถามเรื่องประเด็นไปนี่ไม่สนใจเลย อย่างเช่นส่งศพมาบอกว่าคนนี้ตกที่สูง ถามไปถามมาได้ความว่าคนตายเป็นช่างทาสีเพดานหล่นลงมาตาย คือเหตุตายเราไม่เห็น แต่แผลมันแปลกๆ เอ๊ แน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่ถูกทำร้ายร่างกาย อย่างที่บอก ต้นเรื่องอาจจะอยู่อีก สน.หนึ่ง แต่ตอนตายมาอยู่ สน.พญาไท ยิ่งอย่างนี้นะ สน.พญาไท ไม่สนเลย เพราะ.... ขี้เกียจน่ะ เขาขี้เกียจตามเรื่องตามอะไร จะให้ประสานก็ไม่มี แม้แต่เหตุที่เกิดใน สน. นี้เอง ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่คดีครึกโครม(เน้นเสียง) ความสนใจนี่จะน้อยมาก อย่างมีอยู่เคสหนึ่งก่อนหน้าคดีเจนจิรา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมากส่งศพมาเป็นชายชาวต่างชาติผิวดำปี๋เลยนะคะ เบื้องต้นแจ้งว่าเป็นชาวแทนซาเนีย บอกว่าพบนอนตายอยู่ในโรงแรมไม่ทราบสาเหตุ ดิฉันดูเบื้องต้น...คือคอหักหมุนได้รอบเลย ผ่าดูก็ ok คอหัก ก็โทรไปถาม สน. กว่าจะตามเจอร้อยเวรว่าอยู่ที่ไหนกว่าเขาจะบอก “ตกเตียงตายมั้งครับ” ไอ้เราก็นึก...ตกเตียงมันจะตายได้ยังไง ใช่มั้ยคะ เตียงอะไรมันจะสูงขนาดนั้น ok ใช่ถ้าเป็นเตียงสองชั้นอาจตายได้ แต่คนเรานี่สัญชาตญาณตกเตียงมันก็ไม่น่าจะเป็นถึงขนาดนี้ ก็เก็บความสงสัยไว้แต่ว่าดิฉันก็ถามเขาก่อนว่า รอบๆมีลักษณะเหมือนกับถูกทำร้ายอะไรหรือเปล่า เขาบอกว่ามี่ ดิฉันคิด เอ...หรือเขาจะฉีดยาเสพย์ติดนะ แต่ปกติคนต่างชาติเขาก็จะไม่เสพยาด้วยการฉีด คือถ้าเผื่อเราทำแบบที่อื่นที่เขาคิดกัน คอหักก็คอหักสรุปว่าผู้ตายเสียชีวิตเนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว เนื่องจากกระดูกต้นคอหักกดทับประสาท – จบ แต่นี่ดิฉันผ่าต่อ พอผ่าเสร็จ สิ่งที่มันพลิกเลยคือ ในกระเพาะอาหารเขามีถุงพลาสติกที่พันด้วยเทปพันสายไฟ ซึ่งบรรจุเฮโรอีนเม็ดอยู่ 15 เม็ด ถ้าเราไม่ผ่า ไม่ตรวจดูให้ดี มันก็หลุด พอเห็นปั๊บก็ต้องโทรแจ้งกลับไปอีกทีหนึ่ง บอกให้ร้อยเวรน่ะมาเหอะ คดีนี้ไม่ใช่คดีปกติแล้ว คือถ้าเขาฉีดเฮโรอีนแล้วตายเนี่ย ดิฉันจะไม่โทรบอก เพราะมันเป็นเรื่องของการเสพเฮโรอีนธรรมดา แต่มันคือขบวนการค้าข้ามชาติ เพราะเขากำลังกลืนคือเมื่อไหร่ก็ตามที่เขากลืนหรือแพ็คทางทวารหนัก แปลว่าเขาต้องกำลังจะเดินทาง เพราะว่าถ้าเขากลืนตอนนี้แล้วไปเอาออกอีก 5 วัน มันก็จะถ่ายออกมาถูกมั้ยคะ แต่โทรไปเขาก็ไม่มา จนต้องโทรไปหาผู้กำกับ เสร็จแล้วปัญหาก็คือ ไอ้ของกลางเนี่ยจะทำยังไง ซึ่งตรงนี้นี่นะคะ หาความร่วมมือไม่ได้เลย คือไม่ค่อยมีใครใส่ใจ คือถ้าเราทำด้วยความ....อย่าใช้คำว่าสุขเลยค่ะ ใช้คำว่าสนุกในเนื้องานมากกว่า เรามองเห็นปัญหาตามเลย คือเฮโรอีนในกระเพาะมันแตก ทำให้โอเวอร์โดช ก็เลยตาย แต่ว่าไอ้เรื่องที่ต้องทำต่อก็คือ เห็นได้ชัดว่านี่มันกำลังขนเป็นทีมแล้วส่งนะ ไอ้ดิฉันก็กะจะให้เขาประสานงานต่อไปที่ดอนเมือง คือเราคิดโยงใยไปถึงขบวนการหมด..แต่เปล่า...พญาไทก็เฉยๆ กองปราบปรามยาเสพติดก็เฉยๆ ดิฉันก็นึกว่า เอ้า... แล้วยาเสพย์ติดที่อยู่ในตัวเขานี่มันจะไปไหนล่ะเนี่ย คือทำยังไงถึงจะไว้ใจพนักงานสอบสวนได้ว่าเขาไม่เอาไปขายเอง หรือใครจะหยิบเอาไป เพราะว่า มูลค่านี่ ถ้าออกนอกประเทศก็เกือบสัก 20 ล้านบาทนะคะ ที่ดิฉันทำนี่คือไม่อยากให้ใครมาใช้เป็นเครื่องมือเอาไปหาผลประโยชน์เท่านั้นเอง ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจเลย ผลสุดท้ายมีตำรวจอยู่คนหนึ่งซึ่งเผอิญรู้จักกัน เขาก็บอกว่า ใช่ มันบอกไม่ได้หรอกว่าตำรวจจะดีหรือไม่ดี บางคนก็มุบมิบไปเอง เขาเลยแนะนำว่าให้แจ้งหนังสือพิมพ์ซะ เราก็แจ้ง นสพ. แต่ปัจจุบันนี้ก็เงียบหาย เพราะมันยังตามไม่เจอคดีใหญ่ นี่ละคือปัญหา คือมันยังทำให้ครบระบบไม่ได้

TM: รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องเจอกับเหตุการณ์เอย่างนี้บ่อยๆ
พญ.พรทิพย์ : ก็ปลงได้นะคะ คือเจออะไรแต่ละทีก็พยายามทำให้ดีที่สุดสำหรับเคสนั้น อย่างเคสนี้ โทร.คุยหมดเลย ท้ายที่สุดก็พบว่าองค์กรใหญ่ๆ อย่างนี้มันเปลี่ยนยาก เพราะฉะนั้นเราทำได้แค่นี้ก็แค่นี้ แล้วก็จะคอยเฝ้าตามดูซิว่าจะเป็นยังไงเหมือนอย่างงานชันสูตรศพคดีที่ทำมาตลอดชีวิตนี่ก็เหมือนกัน พยาธิแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ชอบผ่าศพคดีหรอกคะ คือแม้แค่คนที่ทำงานที่ใกล้ที่สุดก็ยังไม่ชอบงานนี้ นับประสาอะไรกับคนอื่นที่จะชอบ

TM: เพราะมันยุ่งยากกว่าหรือไง
พญ.พรทิพย์ : ด้วยค่ะ ศพคดีนี่มันจะเน่ามากกว่าเยอะ และภัยจะถึงตัวได้ง่าย คือถ้าเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองจะไม่ค่อยกล้า เพราะว่าเดี๋ยวอาจจะถูกยิงถูกเก็บ ต้องขึ้นศาล ดีไม่ดีเรากลายเป็นคนผิด คืองานที่ทำนี่ก็ไม่ใช่ได้อะไรกับตัวเอง คือเงินก็ไม่ได้ มันเสี่ยงทุกอย่าง เพราะฉะนั้นถามว่าตอนนั้นดิฉันไปว่าอะไรเขามั้ย ก็ไม่ คือเราอยากทำอะไรเราก็ทำ แล้วก็จะทำอย่างนี้ แล้วเมื่อไรที่เราเจอคดีที่เราคิดว่าควรจะบอกเขา เราก็จะบอกแล้วก็จะพยายามหาทางช่วยแก้ปัญหาให้เท่าที่จะทำได้ คือทำอะไรอย่าคิดแค่ทำตรงนี้ ไม่ใช่ทำเช้าชามเย็นชาม ทำแล้วมันต้องให้ออกมาเป็นระบบได้ ... ถ้าทำได้ (เน้นเสียง) แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องวางให้เป็น ดิฉันจะเป็นคนยังงี้ตามตลอดไม่เคยเปลี่ยน

TM: ทำงานอย่างนี้ไม่กลัวถูกขู่ ถูกคุกคามบ้างหรือ
พญ.พรทิพย์ : ไม่เคยเจอค่ะ (ตอบทันที) คือบางคนอาจจะกลัวตำรวจ แต่ดิฉันไม่ เพราะดิฉันทำให้เขาเห็นชัดเจนทุกอย่าง เช่นในช่วงแรกๆ อาจจะมีลองเชิงบ้าง ให้ญาติมาขอให้เปลี่ยนคำวินิจฉัยในใบแพทย์เพื่อพลิกคดีอะไรอย่างนี้ประเภทรู้กันกับญาติคนไข้ ซึ่งทางนั้นเขาก็อยากให้ตำรวจรีบปิดคดีเร็วๆ คือถ้าใครที่ไม่เคยเห็นหน้าดิฉันมาก่อนอาจจะเข้ามาอย่างนั้น แต่พอเขาเห็นหน้าดิฉันและเขาก็จะรู้ เพราะปกติถ้าเวลาทำงานนี่จะดูดุมาก ไม่มีใครกล้า แล้วดิฉันเป็นคนตรง ซึ่งดิฉันเองก็เห็นใจเขา รู้ว่าพนักงานสอบสวนเองก็เหนื่อย ไม่มีวันพัก เพราะฉะนั้นดิฉันพยายามทำให้เสร็จทุกอย่าง ไม่เคยให้เขาต้องมารอการทำงานของดิฉัน แล้งเขาจะไม่มีวันมาต่อว่าดิฉันได้สักเรื่องเดียว แต่ดิฉันจะต่อว่าเขาได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาพลิกคดี คือย่ามาทำอะไรที่ขี้โกง คือคำว่าขี้โกงนี่ไม่ได้ใช้กับคนไข้หรือคนตายนะคะ เพราะอันนั้นเราคงคุมไม่ได้ แต่ในเรื่องอย่างรถชนงี้ไปซูเอี๋ยกันใต้โต๊ะ ขณะที่คนเจ็บอยู่ในโรงพยาบาล แล้วต้องเอาเข้าสังคมสงเคราะห์นี่ ดิฉันจะไม่ยอมเด็ดขาด ตำรวจจะซูเอี๋ยได้ยังไง ในเมื่อใบแพทย์เรายังไม่ออก ก็จะขู่เขา ก็เป็นอันว่าทุก สน.จะรู้ว่าเราทำงานยังไง ส่วนมากจะไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องอิทธิพล เพราะดิฉันไม่ได้ไปขวางใคร แต่ถ้าทำเรื่องยาเสพย์ติดใหญ่ๆ อย่างนี้บ่อยๆคงไม่ไหวเหมือนกันนะคะ เสียวเหมือนกัน(หัวเราะ)

TM: ทุกวันนี้ระบบที่เป็นอยู่นี่มันดีแล้วหรือยัง
พญ.พรทิพย์ : ยังค่ะ ก็อย่างที่บอกน่ะค่ะ มันเหมือนดิฉันอยากดัง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ คือ ดิฉันรู้สึกว่าการที่จะแก้ได้เราต้องเปิดตัวเราเองด้วย อยู่ๆเราจะไปบอกเขาว่าเรามีไอเดียอย่างนี้ๆๆ คนก็ไม่สนหรอก ดิฉันเคยคุยกับนายกฯชวนนะสมัยที่ท่านเป็นนายกฯ คราวที่แล้ว ท่านก็เฉยๆ (เน้นเสียง) อย่างที่บอก คือ มันยังไม่ได้อยู่ในประเด็นความสนใจ ความสนใจของท่านมันคืองานเบ้อเริ่มเทิ่มของชาติ ตรงนี้มันนิดเดียว...ไม่สน....มองไม่เห็น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็อาจจะมองว่าเรา เออ....เป็นผู้หญิงท่าทางแปลกๆ คือคนส่วนใหญ่ก็จะมองอย่างงี้ แต่ดิฉันก็พยายามไม่ท้อแท้นะคะ คือเข้าใจ แต่ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะว่ามันจะช่วยงานเราน่ะ เดี๋ยวไปทางอธิบดีศาลที ทางนู้นทีทางนี้ที แต่ก็ไม่เคยมีใครเก๊ตเลย จนกระทั่งต้องเป็นสื่อมวลชน ซึ่งถ้าไม่ได้สื่อมวลชนนี่จะไม่มีวันเลยนะคะ เพราะอะไรเพราะหมอก็ต้องขึ้นกับทบวงหรือไม่ก็กระทรวงสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการชันสูตรศพทั้งระเบียบและการดำเนินการขึ้นอยู่กับตำรวจ ซึ่งก็คือกระทรวงมหาดไทย แต่ผลของงานนี้เพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนหรือกฎหมายเหล่านี้ มันก็คือกระทรวงยุติธรรมใช่มั้ยคะ แล้วมันใครล่ะที่จะยื่นมือเข้ามา ต่างคนต่างก็เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว แต่ดิฉันก็พยายามเข้าใจ วันนี้ไม่ได้ วันหน้ามันก็ต้องได้ เพราะงานที่ทำนี่ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อเนื้องานจริงๆ

TM: แต่ละวันมีศพคดีมาให้วินิจฉัยมากน้อยแค่ไหน
พญ.พรทิพย์ : โดยเฉลี่ยวันละ 1 – 2 ซึ่งส่วนใหญ่มันจะมาเป็นช่วงๆ บางวันก็มาสัก 5 ศพ สูงสุดก็ 6 ศพ ซึ่งถ้าทำเต็มตัวก็คลานกลับบ้านเลย เพราะไหนเราจะสับสนเคสหนึ่งเคสสาม ไหนต้องมานั่งทำรายงานอีก แต่ส่วนใหญ่ดิฉันจะจำได้ แต่ถ้ามันติดๆกันมากๆต้องรีบบันทึกเร็วๆ แล้วงานอื่นที่รออยู่ก็มี แต่ช่วง IMF นี่ศพหายไปพักหนึ่ง (หัวเราะ)

TM: เกี่ยวกันด้วยหรือ
พญ.พรทิพย์ :อุบัติเหตุมันหายค่ะ หายทุกที่ คนไม่ค่อยตาย ไม่ค่อยขับรถเร็ว ไม่ค่อยเที่ยวไม่ค่อยอะไร

TM: เรียกว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของไอเอ็มเอฟ
พญ.พรทิพย์ :ใช่ค่ะ (หัวเราะ) แต่ช่วงนี้กลับถี่ขึ้น ไม่รู้ทำไม อย่าง สน.ประเวศนี่เขาก็ตามข่าวเจนจิรามา ก็เลยอยากส่งมาที่นี่มั่ง จริงๆดิฉันก็อยากช่วยนั่นแหล่ะ แต่ว่าจะไปจากรามาฯก็ไม่ได้ เพราะยังไม่มีคนแทน คือรู้ว่าเขาอยากได้อะไรที่เร็วๆ อยากได้อะไรที่แม่นยำ แต่ว่าเราจะไปรับมาไม่ได้ เพราะว่ามันต้องเสียค่าน้ำ ค่าตัดชิ้นเนื้อ ค่าตรวจ ค่าอะไรต่ออะไร เนื่องจากศพทุกศพมันมีค่าใช้จ่าย ถึงแม้ดิฉันจะไม่รับเงินค่าตรวจซึ่งคณะจัดให้ แต่มันก็ยังต้องเสียค่าอื่นๆ ก็ไม่อยากทำแบบนั้น

TM: ศพหนึ่งค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร
พญ.พรทิพย์ : เคยมีคนคำนวณไว้ว่า ถ้าผ่าทั้งตัว เฉพาะค่าบุคลากรค่าอะไร ก็ประมาณห้าพันบาท ค่าหมออีกประมาณสามพัน ก็เป็นประมาณแปดพันถึงเก้าพัน คือที่เหลือทางคณะเขาจะหักเอาไว้เป็นค่าดำเนินการ เช่นเป็นค่าพาหนะ ขึ้นศาลหรืออะไร ตรงนี้คิดไว้แค่เป็นต้นทุนเฉยๆ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่มีใครจ่ายนะคะ แต่คิดเผื่อไว้ เผื่อว่าเจอแบบคดีฟ้อง 161 ล้าน หรือ 600 กว่าล้าน ที่ฟ้องโรงพยาบาลทำลูกเขาตาย พวกนี้ญาติยินดีจ่าย ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาไม่ควรต้องเป็นคนจ่าย แต่เมื่อเขาต้องการความจริง เขาก็ยอมจ่ายเพื่อให้การชันสูตรศพสมบูรณ์
ที่ดิฉันทำๆ อยู่นี่ก็เพื่อว่า สักวันหนึ่งคนอื่นที่มาอยู่ตรงนี้เขาจะได้อยู่รอดได้ ไม่ต้องตะเกียกตะกายไปทำเอกชน แล้วเมื่อไรที่ดิฉันทำให้บ้านสวนหรือบ้านน่าอยู่แล้ว ดิฉันจะเปลี่ยนที่ ไปลุยใหม่ ไปลุยที่อื่น แต่สถาบันนิติเวชนี่ไม่ค่อยอยากไป เพราะไม่ชอบการถูกบังคับด้วยกฎระเบียบ ทำไมพูดไม่ได้...ทำไม.... ในเมื่อความจริงคือย่างนี้ ทำไมเราต้องฟังด้วยยศด้วยตำแหน่ง ไม่ฟังด้วยคุณภาพทางวิชาการ ดิฉันเป็นคนอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เพราะอยากดัง แต่เพราะต้องการความอิสระในการทำงาน ในขณะเดียวกันใครจะตรวจสอบเราก็ได้ ฟังค่ะ แล้วดิฉันนี่เป็นคนไฟท์ คือ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ จะมีวิธีพูดให้ผู้บริหารสนับสนุน แต่ถ้าอยู่สถาบันนิติเวชก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำได้แค่ไหน เพราะว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยของคนตาย เงินที่ได้มาก็ต้องรอจากโรงพยาบาลตำรวจ คือถ้าได้เงินมาช่วยคนเป็นกับคนตาย เขาอยากช่วยใคร เขาก็อยากช่วยโรงพยาบาลตำรวจมากกว่าสถาบันนิติเวช ใช่มั้ยคะ

TM : อย่างศพที่มาถึงนี่ ถ้าเลือกได้ คุณอยากให้มาในสภาพแบบไหน
พญ.พรทิพย์ : ถ้าเลือกได้จะเอาไม่เน่า เพราะถ้าว่าเน่านี่หลักฐานมันเริ่มเปลี่ยนได้ แล้วถ้าหลักฐานเปลี่ยนเราก้จะยิ่งกังวล ความแม่นยำมันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างดูกรณีเจนจิราในเรื่อง DNA ต่อให้รู้ว่าเป็นเนื้อมนุษย์ แต่ถ้ามันสกัด DNA ไม่ได้นี่ กลุ้มใจเลย ทำยังไงจะบอกได้ว่าเป็นเจนจิรา ทำแต่ละครั้งนี่ค่าใช้จ่ายครั้งละ 3000 บาทนะคะ แล้วทำที่ผิวหนังทำสามที่ นี่ไม่ออก เอ้า...เปลี่ยนที่ สามที่ก็เก้าพันแล้ว เปลี่ยนที่ไปเอากล้ามเนื้ออีกสองที่แล้วมันออกก็ ok คือยิ่งเน่า ความกังวลไม่ใช่เรื่องกลิ่นอย่างเดียว คือหลักฐานมันจะมีความชัดเจนน้อยลง

TM : แล้วประเภทของศพที่อยากผ่าล่ะ
พญ.พรทิพย์ : ประเภทไปพบอยู่โดยไมรู้เกิดอะไรเลยนี่จะชอบ มีตัวอย่างอันหนึ่ง นี่ไม่ใช่คดีดัง แต่เป็นอะไรที่จะต้องประมวลจากการผ่าศพคือตอนแรกมันดูง่าย ตำรวจเอามาให้ บอกว่าช่วยหากระสุนให้หน่อย มันมีอยู่หนึ่งรูตรงนี้ (เอานิ้วชี้ที่โคนจมูกใต้ตาขวา) ดิฉันก็ดู จะทำตามที่เขาบอกเลยไหม แต่ว่า เอ๊ะ! ดูอีกที เออ.... คนนี้แปลกนะ ทำไมผิวเขาถึงได้ถลอกทั้งตัวอย่างนั้น ไอ้ถลอกทั้งตัวนี่ถ้าไม่ตกจากที่สูงก็ต้องเป็นรถชนแล้ว แต่ไม่ใช่ถูกทำร่างกายแน่ๆ เพราะศพอยู่ในลักษณะของคนที่ผ่านสภาพความเร็วสูงมา ก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ทีนี้พอผ่าแล้วไม่เจอกระสุน เอาละสิ บอกตำรวจว่าไม่มีกระสุนนะ แต่ไม่ใช่ว่าไม่เจอกระสุนแค่นั้นก็จบ ไม่ต้องไปใส่ใจกับมันมาก ก็อยากช่วยเขาต่อน่ะค่ะ ให้เขาเล่าให้ฟังว่ามันเป็นยังไง แล้วเราก็คอยบอกประเด็น มันก็เหมือนกับได้ใช้ความคิดน่ะ หรืออย่างศพเมื่อวันก่อน เป็นศพผู้หญิงอายุก้ำกึ่ง 21 ปี ตายไม่ทราบเหตุ แล้วญาติไม่บอกอะไรเลย ไอ้เราจะไม่ทำก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะมีประเด็นในภายหลัง ตายไม่ทราบสาเหตุนี่ส่วนใหญ่จะเป็นโรคนะคะ ทีนี้เป็นโรคแบบนี้มันก็สนุกไปอีกแบบ สังเกตดูลักษณะศพเบื้องต้นนี่ ผู้หญิงคนนี้มีน่องเกร็งเป็นลูกเลย แล้วเท้าจิกลงอย่างนี้แสดงว่าต้องมีการชัก ก็นึกอยู่ว่าน่าจะเจออะไรหัวเขา แต่จากการซักประวัตินี่เขาเป็นโรคไต ซึ่งเขาบอกว่ารักษาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แล้วก็เป็นโรคตับด้วย เพราะกินเหล้าเก่ง เราก็ต้องลองนึกดูซิว่าโรคไตเกี่ยวกับอะไรได้มั่ง ก็ลองถามว่า ใช่โรคของหมอกมั้ย เหมือนพุ่มพวงมั้ย เขาก็บอกว่าคล้ายๆ ทีนี้ก็ ok พอผ่าก็เจอสาเหตุคือไตวาย อะไรทำนองนี้ แต่ที่สงสัยตั้งแต่แรกเรื่องน่องเกร็ง แปลว่ามันจะต้องมีอะไรในหัว พอเปิดกะโหลกศีรษะออกมาใช่จริงๆ เส้นเลือดแตกในสมองก้อนเบ้อเร่อ แล้วทำไมมันถึงแตกก็แตกเพราะว่าความดันมันขึ้นสูง สูงเพราะไตวาย ไอ้อย่างนี้นะ ความสนุกในเนื้องานก็คือการที่เราดูแล้วเราก็คิดตามผลของเหตุที่เกิดขึ้น แล้วพอมันใช่เราก็จะรู้สึกว่า เออ...การตั้งทฤษฏีของเรานี่ใช้ได้ คือเหมือนกับการฝึกตัวเราเองค่ะ

TM: ปกติตำรวจพบศพแล้วส่งมาเลยรึเปล่า
พญ.พรทิพย์ : ในท้องที่ สน.พญาไทไม่ค่อยมีที่ว่างท้องนาอะไร โอกาสที่จะเจอตายมาแล้วหลายวันไม่ค่อยมี นานๆทีจะเจอ อย่างขึ้นอืด ในโรงแรมอะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นศพส่วนใหญ่ก็เป็นศพที่ตายทันที หรือว่าตายสัก 4 – 5 ชม. แต่ว่ามันก็มีเริ่มเปลี่ยน ถามว่าทำไม ศพเนี่ยค่ะมันอยู่ในรถมุลนิธิ ปัญหาคือมันจะเริ่มเน่า เรื่องของเรื่องคือขบวนการในการดำเนินการเกี่ยวกับศพเมืองไทยนั่งขาดการสนับสนุนมาก ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนบางคนไม่ได้ไปดูในที่เกิดเหตุแต่ให้มูลนิธิไปก่อน ยกเว้นคดีใหญ่จึงจะไปเองบางคนญาติมารอตั้งแต่เช้า กว่าศพจะมาถึงตั้งบ่ายสาม ซึ่งอย่างนี้ก็ยังถือว่าเร็วแล้ว
*

TM: ได้มาแล้วลงมือผ่าทันที
พญ.พรทิพย์ : แล้วแต่คะ คือถ้าทำทันทีนี่งานก็จะได้เสร็จๆ จบๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับญาติ บางครั้งเขารอตั้งแต่เช้า เขาไปติดต่อวัดแล้ว แต่ศพมาถึงสามโมง บางครั้งเราก็ไม่อยากทำละ เพราะว่ามันเลยเวลาเยอะ กว่าจะทำเสร็จมันต้องอีกเป็น ชม.ๆ เราก็จะดูเอาค่ะ ถ้าเผื่อคนไข้เขารีบ เราก็ทำให้

TM: ศพหนึ่งใช้เวลานานซักเท่าไร
พญ.พรทิพย์ : ประมาณหนึ่งชั่วโมงขึ้นไปค่ะขึ้นอยู่กับความอยากง่าย อย่างเช่นผ่าศพถูกทำร้ายร่างกาย มันจะตรงไปตรงมา ไมค่อยเกิน 1 – 1.5 ชม.กว่าๆ คือดู แต่ไม่ต้องละเอียดมากนัก คือผ่าแล้วก็เย็บศพ แต่ถ้าตายไม่ทราบเหตุ อันนี้มันต้องดูละเอียด ทุกจุดต้องดูให้หมด เพราะว่าต้องแยกระหว่างตายธรรมชาติกับผิดธรรมชาติ

TM: ส่วนใหญ่เป็นศพแบบไหน
พญ.พรทิพย์ : คือถูกฆ่ากับอุบัติเหตุเยอะแต่ว่าไม่ทราบเหตุก็เยอะ แต่คาดว่าบางครั้งตำรวจเขาก็ส่งไปโน่นเลย สถาบันนิติเวช สน.พญาไทเขาก็ยังไมค่อยจะทำให้มันถูกต้องทุกครั้ง แต่พอเขารู้ว่าถ้าตายไม่ทราบเหตุก็ส่งที่นี่ดีกว่า คือเขาก็รู้ว่าถ้าต้องใช้ชันสูตรละเอียด เขาต้องมาที่นี่

TM: แต่ว่าไม่มีปัญหากันระหว่างการทานที่นี่กับสถาบันนิติเวช
พญ.พรทิพย์ : ไม่มีค่ะ คือเราช่วยลดโหลดเขา แล้วก็ทำงานร่วมกันได้ดี คืออย่างกรณีเจนจิรานี่มันคละส่วน เขาก็ทำภาพเชิงซ้อน ซึ่งดิฉันไม่ทำจะทำเฉพาะเวลาเอามาใช้สอนนักเรียนแพทย์เฉยๆ คือเราเน้นเรื่องการชันสูตรศพเป็นเกณฑ์ แต่ไม่ได้ทำทั้งระบบ ส่วนดีเอ็นเอเราเอามาใช้พิสูจน์คดีพ่อแม่ลูกขึ้นมา ก็เลยอยากเอาอันนี้มาช่วยในคดีนี้ ซึ่งเป็นลูกศิษย์เรา เพียงแต่ว่าถ้าหนังสือพิมพ์ไปลงแล้วมันเกิดความรู้สึกเหมือนสถาบันนิติเวชได้ผลงาน จริงๆแล้วไม่ใช่

TM: ศพแรกที่ตัวเองผ่าเป็นศพใคร ยังจำได้ไหม
พญ.พรทิพย์ : จำได้ค่ะ จำได้แม่นยำเลย ว่าเขาชื่ออะไร เพราะผูกพันมาก ตอนนั้นดิฉันเป็นหมออยู่ที่พิษณุโลก เด็กผู้หญิงคนนี้เขาอายุ 14 ปี พ่อแม่ยากจน ป่วยเป็นโรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือด รักษาตามขั้นตอนที่นู่นก็ไม่ดีขึ้น เลยส่งมาให้ที่นี่ดุ แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าพอดิฉันย้ายมาที่รามาฯ หลังจากเขามาอยู่ที่ได้หกเดือน เขากลับเป็นศพแรกที่ดิฉันต้องผ่า มันเหมือนกับว่า โถ นี่เราดูแลเขาตั้งแต่เริ่ม แล้วท้ายที่สุดเราก็ต้องมาผ่าเขาว่าเขาเป็นอะไรตาย

TM: ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง
พญ.พรทิพย์ : ก็รู้สึกปลงค่ะ คือเห็นแล้วมันน่าสงสารนะ ชีวิตเขาไหนจะยากจน ไหนจะต้องมาป่วยเรื้อรัง มาอยู่กรุงเทพฯนี่ แม่ก็ไม่มีสตางค์มาดูลูก นานสักสองสามเดือนถึงจะมาได้ทีนึง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันเป็นหมอธรรมดาไม่ได้ เพราะมันผูกพันมากเกินไป
อย่างคดีเจนจิรานี่ก็เหมือนกัน ดิฉันสงสารทั้งสองคน อย่างเสริมนี่ก็สงสาร คิดดู คนที่ไมเคยเห็นเลือดเลย แต่สามารถทำอะไรได้นิ่งถึง 7 ชม. ดิฉันว่าจิตใจเขาต้องมีปัญหาอะไรสักอย่าง ดิฉันเองยังกลัวเลย จะให้ไปนั่งตัดอะไรของศพอกมาทำอะไรนี่ ทำไม่ได้ กลัวเขาจะตามมาเอาคืน

TM: แต่เท่าที่ฟังๆมา ดูคุณเป็นคนไม่กลัวอะไรเลยนี่
พญ.พรทิพย์ : คือไม่กลัวผีไงคะ ไม่กลัวเพราะไม่เคยทำผิด ก็เลยไม่เชื่อว่าจะมีสิ่งไม่ดีจะมาเกิดกับตัวเอง แต่ถ้าเป็นอย่างเสริมเขาทำนี่จะกลัวนะ กลัวว่าเดี๋ยวคืนนี้มาเข้าฝันหรือว่ามาหลอกเอาอะไรอย่างนี้ คือบางคนมองว่าทำไมดิฉันเก่ง จริงๆ ไม่ใช่นะคะ ดิฉันตอบไม่ได้นะว่าคืออะไร ทำไมผ่าศพได้โดยไม่เคยรู้สึกอะไร ขณะที่คนบางคนผ่าไม่ได้ มันก็ขีดนะคะ เพิ่งตายใหม่ๆ ก็ไม่ผ่า ตัวอุ่นก็จะกังวลละ ประเดี๋ยวเกิดผ่าไปแล้วไม่ตายจะทำยังไง

(ต่อตอนที่ 2)




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2548 11:00:38 น.
Counter : 1238 Pageviews.  

สวรรค์วันวานคือ?

สวรรค์วันวาน คือ การรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่น่าสนใจของ บุคคล,สถานที่ หรือ เหตุการณ์ที่น่าจดจำ ทั้งเรื่องที่ดี และไม่ดี

รวบรวมเรื่องราวจากนิตยสารเก่าๆ ที่ผมชอบเก็บสะสมเอาไว้ครับ




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2548 10:42:52 น.
Counter : 249 Pageviews.  


close2heaven
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ทำกิจการเสื้อยืด เสื้อโฆษณา รับพิมพ์สกรีนเสื้อทั่วๆไปครับ ใครสนใจสั่งก็หลังไมค์มาได้เลยครับ ^^

http://www.facebook.com/close2heaven
Friends' blogs
[Add close2heaven's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.